นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย ٹ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 ก.พ. 54 / 08:36


บอลลูน

            เปลวไฟพุ่งวาบทำให้ใบหน้าร้อนผ่าว ฉันยกมือขึ้นบังโดยอัตโนมัติ และแอบทำตาขวางใส่ชายวัย34ที่เป็นผู้ดึงสาย เขาไม่ได้รู้สึกถึงอารมณ์ของฉันในตอนนี้ มัวแต่เพลิดเพลินไปกับการที่บอลลูนพร้อมจะลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า

            ฉันไม่ได้เป็นคนกลัวความสูง แต่ก็ไม่ได้พิสมัยมันนัก โดยเฉพาะการแขวนชีวิตไว้กับถุงลมร้อนยักษ์กับตะกร้าสานผูกเชือก ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัย แม้ว่าไม่เคยขึ้นมันมาก่อนแต่ก็มั่นใจว่าฉันคงจะเวียนหัวหรือไม่ก็อาเจียนไปเลย

            “พร้อมแล้วนะ เรเชล ที่รัก” มาร์คพูดขึ้น เขายังติดชอบเติมคำว่าที่รักหลังชื่อของฉันอยู่ แม้ว่าหลังๆมานี้เราจะไม่ได้เจอกันหรือคุยกันบ่อยนัก ฉันรู้สึกกระดากเวลาได้ยิน แต่ความอบอุ่นในคำพูดนั้นก็ทำให้ส่วนหนึ่งของฉันรู้สึกถึงความสุขของวันวาน

            “ค่ะ พร้อมแล้ว” ฉันโกหก แล้วก็กลับมาคิดสงสัยตัวเองว่าทำไมถึงได้ยอมขึ้นตามมาด้วย อาจจะเป็นเพราะความกระตือรือร้นของมาร์ค หรืออาจจะเป็นความอยากรู้อยากเห็นที่กลบความหวั่นใจ หรืออาจจะเป็นเพราะบอลลูนนี้มีสีเขียวเข้มสลับฟ้าน้ำทะเล เป็นสีที่ฉันชอบมาแต่ไหนแต่ไร แม้ว่าเพื่อนๆสมัยเด็กหลายคนจะล้อเลียนว่าเป็นการจับคู่สีที่แปลก ฉันได้แต่โต้แย้งในใจพร้อมๆกับมองสีฟ้าสีชมพูที่พวกเขาชอบระบายกันด้วยความสงสัยว่ามันดีกว่ากันตรงไหน อย่างไรก็ดี มันอาจจะเป็นแค่ความบังเอิญที่มาร์คเลือกบอลลูนสีนี้ แต่ฉันก็อยากจะเชื่อว่าเขาจำได้และจงใจทำเพื่อฉัน

            มาร์คก้มลงยกถุงทรายโยนออกไป ฉันก้มลงจะช่วยแต่เขายกมือขึ้นปรามไว้ ฉันจึงยืดตัวขึ้นอีกครั้ง เม้มปากมองหนุ่มใหญ่โยนถุงทรายออกไปอีกสองสามถุง จากที่บอลลูนตั้งอยู่อย่างสงบนิ่ง มันสั่นเล็กน้อยและค่อยๆยกตัวขึ้น มาร์คหันกลับมาดึงสายจุดไฟนั่น ฉันไม่แน่ใจว่าที่จริงแล้วมันเรียกว่าอะไร มาร์คอาจจะบอกแล้วแต่ฉันไม่ได้สนใจฟังหรืออะไรก็แล้วแต่ ฉันหันหน้าหลบไปมองข้างนอกก่อนที่เขาจะเร่งไฟอีกครั้ง

           

            ลงจากเนินเขานี้ไปเห็นเป็นบ้านไม้แบบกึ่งเก่ากึ่งใหม่ มันเป็นบ้านของยายของฉัน คุณยายเอเลน่า ก่อนที่ท่านจะจากไป แล้วมันก็ตกมาเป็นของแม่ของฉัน ถึงแม้จะเป็นแค่ในนาม ซึ่งท่านก็จากฉันไปเมื่อไม่นานมานี้ ฉันหยุดความคิดที่ตรงนั้น เพราะกลัวว่าน้ำตาที่เริ่มจะเอ่อจะทำให้มาร์คตระหนกไปเปล่าๆ แล้วจะเป็นตัวฉันเองที่ต้องเดือดร้อน มาร์คห่วงฉันมาก บางครั้งฉันก็ว่ามันมากไปสำหรับคนที่ไม่ได้มีความสนิทสนมกัน เขามักจะชอบตีความภาษากายของฉัน บางครั้งก็ถูก บางครั้งก็ผิด ฉันไม่อยากจะต้องอธิบายความยืดยาว โดยเฉพาะขณะที่บอลลูนกำลังไต่ระดับอยู่นี้ ฉันไม่อยากให้เขาต้องมาดูแลฉันแทนที่จะดูความปลอดภัยของบอลลูนอย่างที่ควรเป็น ฉันจึงหันกลับมามองวิวอย่างตั้งใจอีกครั้ง บ้านสีครีมหลังไม่ใหญ่นักดูเล็กลงเรื่อยๆ มาร์คเป็นคนซ่อมแซมและปรับปรุงให้ดูดีขึ้นตอนที่แม่ของฉันยังอาศัยอยู่ที่นี่ เป็นบ้านที่ดูเรียบง่ายแต่คล้ายที่พักตากอากาศอยู่ในที ชานพักด้านหลังนั้นเป็นส่วนที่ทำใหม่หมด และเป็นส่วนที่ฉันชอบมากที่สุด ฉันมักจะหยิบหนังสือ หรือไม่ก็เครื่องเล่นเพลง หรือบางครั้งก็ไวโอลินออกมานั่งเล่นตรงนั้น แต่กิจกรรมที่ฉันชอบมากที่สุด คือการนั่งบนชิงช้า เอนหลังไกวเบาๆ แล้วปล่อยให้ความคิดล่องลอยไป

            มองเลยออกไปก็เป็นถนนมุ่งสู่ตัวเมือง บ้านนี้เรียกได้ว่าชนบทเพราะเขตที่ตั้ง แต่ถ้าวัดจากระยะทางไปสถานที่อย่างศูนย์การค้า โรงเรียนหรือโรงพยาบาลก็ถือได้ว่าอยู่ในชุมชนเช่นกัน ในวัยเพียง16ปี การที่ต้องย้ายกลับจากเมืองใหญ่ที่ฉันกับแม่ย้ายไปอยู่เพียงสองคนมาอยู่ที่บ้านเก่าๆ ทำให้มาร์คกังวลไม่น้อย แต่ฉันไม่ใช่สาวน้อยหลงแสงสี ฉันเติบโตที่นี่ ได้รับความอบอุ่นของคุณยายตั้งแต่ยังเล็ก เสียงของใบไม้และกลิ่นของทุ่งกว้างทำให้ฉันสงบ รวมทั้งเหล่าเพื่อนบ้านที่ใจดีและอดทนกับเสียงบทเรียนไวโอลีนเบื้องต้นของฉัน

           

            “เรเชล ดูสิ คุณลุงแดนนี่กำลังโบกมือให้เรา” เสียงมาร์คปลุกให้ฉันตื่นจากภวังค์ ฉันมองตามทิศที่มาร์คหัน มองเห็นชายชรากำลังโบกมือข้างหนึ่งอย่างตั้งใจ ส่วนอีกมือหนึ่งจับไม้เท้าไว้อย่างมั่นคง ฉันสะดุ้งเล็กน้อยกับความสูงที่ไม่ได้สังเกต เมื่อมองลงเบื้องล่าง มันดูสูงมากกว่ามองไปยังทิวทัศน์ข้างหน้า ที่ก็ไม่ได้ต่างจากการมองออกนอกหน้าต่างตึกสูง คุณลุง หรือที่ให้ถูกคือคุณตาแดนนี่ เขาคือเพื่อนบ้านของเรามานานมากแล้ว เขาเคยทำงานที่เดียวกับยายของฉัน เขาอยู่บ้านนั้นกับลูกชาย แต่ช่วงสองสามวันนี้ลูกชายของเขาต้องไปทำงานที่เมืองอื่น ฉันโบกมือตอบคุณตาพร้อมกับยิ้มแห้งๆ คุณตาตะโกนอะไรบางอย่าง ฉันฟังไม่ถนัด ทั้งจากเสียงของเครื่องจุดไฟและระยะห่างที่มากขึ้นเรื่อยๆ มันฟังดูเหมือน “ขอขึ้นด้วยสิ” ฉันไม่แน่ใจ แต่ที่ฉันมั่นใจคือมาร์คคงไม่ให้คุณตาขึ้น ไม่เช่นนั้นบอลลูนอาจจะต้องลงจอดที่โรงพยาบาลเป็นแน่

            เราทั้งสองต่างชมวิวในความเงียบอยู่พักหนึ่ง มาร์คก็พูดขึ้นมา “ฟาร์มม้าของคุณเฮนดริกใหญ่ขึ้นแล้วนะ ดูพวกมันวิ่งสิ”

            ฉันตอบด้วยเสียงอืมในลำคอ หันไปดูเหล่าอาชากำลังวิ่งห้อราวกับรีบจะไปที่ไหนสักแห่ง ฉันมองพวกมันอย่างเลื่อนลอย พร้อมกันนั้นก็เห็นความไม่สบายใจที่แสดงบนสีหน้าของมาร์คจากหางตา ในที่สุดเขาก็พูดขึ้นอีก

            “เรเชล มีอะไรอยากจะคุยรึเปล่า” มาร์คถามด้วยความเป็นห่วง

            ฉันนิ่งอยู่อีกอึดใจ “ไม่มีค่ะ พ่อ” ฉันไม่ชินกับการเรียกมาร์คว่าพ่อนักในช่วงหลัง แม่กับเขาเลิกกันขณะที่ฉันเรียนอยู่ประถม4 ทั้งสองคนอายุเพียง17ปีเมื่อครั้งที่เจอกันครั้งแรก เป็นรักแรกพบ แม่เคยเล่าให้ฉันฟัง มาร์คเป็นคนที่ไม่ได้หล่อมากนัก แต่มีสายตาที่อบอุ่น ซึ่งแม้ว่าจะผ่านไปแล้วกว่า18ปี แม่ก็ยังไม่เคยพบใครที่มีสายตาที่ทำให้เธอแข้งขาอ่อนเช่นนี้อีก ทั้งสองเป็นแฟนกันไม่นานก็มีฉัน แม่ต้องออกจากโรงเรียนมัธยมปลายมาอยู่บ้านกับยาย ฉันไม่รู้ว่ายายรับมือกับเหตุการณ์ในช่วงนั้นอย่างไร ไม่มีใครเคยเล่าให้ฉันฟัง แต่เรื่องราวหลังจากที่ฉันเกิดนั้นฉันได้ฟังบ่อย เต็มไปด้วยความสุขราวกับไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆในเรื่องนี้ ยายเอเลน่าไม่ยอมให้มาร์คลาออกจากโรงเรียน ฉันไม่รู้ว่าเป็นไปได้อย่างไร เท่าที่ฉันจำได้ ยายไม่เคยแสดงความเกลียดชังต่อมาร์คเลย ออกจะเอ็นดูด้วยซ้ำไป หรืออาจจะเป็นความสงสาร เพราะมาร์คเป็นเด็กกำพร้า มาร์คเจียดเงินที่ได้จากการทำงานนอกเวลาเรียนอันน้อยนิดเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่าย พอทั้งแม่และมาร์คอายุครบ18ปี เขาก็มาขอแม่แต่งงานอย่างเป็นทางการ งานจัดอย่างง่ายๆแล้วมาร์คก็ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านยาย เขาก็ได้ทำงานเป็นพนักงานเก็บเงินที่ซุปเปอร์มาเก็ต และเรียนวิทยาลัยช่างในภาคค่ำ ปัจจุบันนี้เขาเป็นช่างมือหนึ่งของเมืองนี้

            มาร์ครักแม่มาก ฉันรู้สึกว่ามันมากกว่าที่แม่รักมาร์คอีก แต่ทั้งสองยังเด็กนัก อีกทั้งสังคมเมืองเล็กๆก็ไม่ได้คิดว่าการแต่งงานของทั้งคู่จะลบล้างการผิดประเพณีได้ ฉันโชคดีที่มียายที่เป็นที่นับถือของทุกคน ครูและเพื่อนนักเรียนที่รักฉัน หรือแม้แต่ชาวบ้านทั่วไปก็ไม่มีใครเคยมองฉันด้วยความหยามเหยียด พวกเขามองฉันเหมือนๆกับเด็กคนอื่นๆ แต่กลับปฏิบัติกับแม่และมาร์คต่างไป จนกระทั่งแม่พาฉันหนีไปหลังจากที่เลิกกับมาร์คตอนนั้นเอง

           

            กลับมาตอนนี้ มายังบ้านที่เคยมีกันสี่คน เห็นมาร์คอยู่คนเดียว แม้จะสงบสุขและกลับมาเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่ผิดแปลกจากชุมชน แต่ก็คงเหงา ฉันเองตอนนี้ก็เหงาไม่ต่างกัน

            “เอ่อ เรเชล ที่รัก” มาร์คพูดตะกุกตะกัก “ลูกไม่สนุกเหรอ”

            “สนุกค่ะ ที่นี่มองมองจากข้างบนสวยมากเลย อากาศก็ดี ท้องฟ้าก็สวย” ฉันแปลกใจที่นั่นไม่ใช่คำโกหก ฉันกำลังสนุกทีเดียว และก็ไม่ได้อาเจียนหรือแม้แต่เวียนหัว เป็นความรู้สึกที่เป็นอิสระอย่างประหลาด เหมือนเรากำลังแหกกฎเกณฑ์ธรรมชาติ มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างให้บิน แต่เรากำลังล่องลอยอยู่บนฟ้า และมันทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันได้เข้าใกล้แม่ของฉันมากขึ้น

            “ลูกดูเหนื่อยๆนะ” มาร์คกำลังจ้องมองฉัน เขาขยับตัวเขามาจนฉันต้องเงยขึ้นเมื่อมองหน้า เขาใช้นิ้วมือปาดเหงื่อที่เริ่มผุดพรายบนหน้าผากของฉัน ทั้งๆที่เพิ่งออกจากหน้าหนาวไม่นาน “รู้สึกยังไงบ้าง”

            “ดีค่ะ สบายมาก” ฉันยิ้มบางๆกลับไป มาร์คมีสีหน้าเป็นกังวลและเจ็บปวดระคนกันไป แต่ก็รีบทำหน้าให้เป็นปกติ

            “พ่อว่าหนูนั่งลงดีกว่านะ พ่อเอาเก้าอี้พับมาด้วย เดี๋ยวกางให้ แล้วก็มีชาร้อนกับชามะนาวเย็นๆ ลูกเอาแบบไหนดี” มาร์คพูดเสร็จก็จัดแจงรื้อข้าวของที่กองสุมกันอยู่

            “ไม่เป็นไรค่ะพ่อ หนูไม่เหนื่อย แล้วก็ไม่อยากนั่งด้วย” มาร์คตัวนิ่งไปนิดหนึ่งแล้วจึงหยิบของต่อ ฉันพูดเสียงอ่อนลง “ถ้านั่งหนูก็มองไม่เห็นวิวสิคะ ส่วนชา หนูขอชาร้อนนะ”

            มาร์ครีบกุลีกุจอรินชาร้อนจากกระติกลงในถ้วยสีขาวแล้วยื่นให้ แต่ก็ยังกางเก้าอี้พับพร้อมกับวางหมอนไว้ที่พนัก ฉันแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นด้วยการรับถ้วยชาแล้วหันไปมองข้างนอกอีกครั้ง ฉันเอนตัวพิงขอบตะกร้าบอลลูน มาร์คเดินตามมายืนเคียงข้างพร้อมชามะนาวในมือเมื่อเห็นว่าฉันไม่นั่ง

            “พ่อคะ” เป็นครั้งแรกที่ฉันเริ่มการสนทนาก่อน มาร์คหันมามองฉันด้วยรอยยิ้ม แต่ฉันไม่ได้ละสายตาไปจากภูเขาด้านหน้า “พ่อคิดว่าแม่จะหายายเจอไหมคะ”

            มาร์คได้ฟังดังนั้นก็มองไปเบื้องหน้าบ้าง “พ่อคิดว่าน่าจะเป็นทางกลับกันมากกว่านะ ยายน่าจะเป็นฝ่ายหาแม่ของหนูเจอต่างหาก ลิซซี่น่ะ ทั้งแก่นทั้งใจร้อน เสียงก็ดังกว่าใครๆ แถมยังชอบทำของหาย หาอะไรไม่ค่อยเจอ พ่อว่าเขาคงมองหายายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะโวยวายจนยายมาเอ็ดเข้านะแหล่ะ” คำตอบของมาร์คดูทีเล่นทีจริง แต่ฉันก็เห็นด้วย เพราะยายก็เคยเล่าเรื่องเก่าๆ ครั้งที่ยายพาแม่ไปสวนสนุกแล้วพลัดกัน แม่ก็ทำอย่างนั้นจริงๆ

            “แม่ รักพ่อนะคะ” ฉันพูดออกไป รู้สึกว่าเป็นประโยคที่ไม่ต่อเนื่องนักจากคำถามที่แล้ว แต่ก็คิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรจริงๆ เราสองคนที่ยืนอยู่ด้วยกันตอนนี้ ฉันไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครจะต้องเป็นฝ่ายปลอบใจ หรือใครจะเสียใจมากกว่ากัน

            “พ่อรู้จ้ะ เรเชล ที่รัก” มาร์คลดตาลงมองชาในมือแล้วยกขึ้นดื่มอึกใหญ่ ราวกับว่ามันคือเหล้า ฉันได้ยินมาว่าหลังจากที่แม่พาฉันจากไป มาร์คใช้เวลาพักหนึ่งกับแอลกอฮอล์ก่อนที่จะกลับมาดำเนินชีวิตต่อตามปกติ

           

            การคิดถึงแม่เป็นเรื่องปกติของฉัน แต่การพูดออกมา โดยเฉพาะกับมาร์คนั้น ทำให้น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง มือฉันสั่นเทาและเริ่มวิงเวียนจนยืนโคลงเล็กน้อย มาร์คหันมาเห็น ดวงตาเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจ คงเป็นภาพที่ตลกมากทีเดียวถ้าเราไม่ได้กำลังคุยเรื่องนี้อยู่ มาร์คทำท่าจะเดินไปคว้าเก้าอี้มา แต่ฉันรู้สึกว่ายืนไม่ไหว ทั่วทั้งร่างกายเจ็บปวด ฉันปล่อยแก้วชาที่เกือบว่างเปล่าลง มือหนึ่งคว้าขอบตะกร้า อีกมือหนึ่งคว้าแขนของมาร์คไว้แน่น ชายหนุ่มหยุดนิ่งและหันมามองฉันอีกครั้ง ฉันไม่รู้ว่ากำลังทำหน้าอย่างไรอยู่ แต่มันทำให้เขาหันตัวกลับมา เขาใช้เท้าเขี่ยแก้วชาที่ใกล้เท้าฉันออกไปเพื่อไม่ให้ฉันเหยียบ เขาใช้มือขวาจับมือของฉันที่จิกเกร็งลงบนต้นแขนของเขาออกมากุมไว้ ก่อนที่จะใช้แขนซ้ายโอบไหล่ของฉัน เขาขยับร่างเข้ามาใกล้พร้อมๆกับที่ฉันขยับเข้าไปพิงที่ตัวของมาร์ค ฉันเม้มปากแน่นเพื่อไม่ให้ความเจ็บปวดที่ฉันรู้สึกหลั่งไหลออกไปมากกว่านี้ มาร์ค พ่อของฉัน ไม่จำเป็นจะต้องเจ็บไปกับฉัน เขาก็มีความเสียใจมากพออยู่แล้ว ส่วนน้ำตานั้นฉันห้ามมันไม่ได้จริงๆ มันยังไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง ฉันหลับตาแน่นโดยหวังว่ามันจะหยุด แต่ก็ไม่เป็นผล ฉันไม่ได้ยินเสียงใดๆจากพ่อ นอกจากเสียงหายใจสม่ำเสมอที่ฉันได้ยินอย่างชัดเจน คงเพราะหูของฉันแนบอยู่กับหน้าอกของเขากระมัง

            เรานิ่งอยู่อย่างนั่นครู่หนึ่งก่อนที่ฉันจะปล่อยมือที่อยู่ที่ขอบมาสวมกอดพ่อ ฉันร้องไห้อีก แต่คราวนี้ไม่รู้สึกถึงน้ำตา ฉันรู้สึกดีในความขมขื่น เพราะการร้องไห้แบบนี้หยุดร้องได้ง่ายกว่ามาก ฉันได้แต่สะอื้น รู้สึกหายใจไม่ทัน จนเริ่มที่จะหอบน้อยๆ บางทีอาจจะเป็นผลจากการร้องไห้เมื่อครู่ พ่อโอบกอดฉัน มือลูบหลังเป็นการปลอบใจ มือของพ่ออุ่นมาก ไม่ต่างจากตัวของพ่อ ฉันรู้สึกแปลกใจ เพราะมือของฉันมักจะเย็นกว่าตัวฉันเสมอ หรืออาจจะเป็นเพราะอุณหภูมิของตัวฉันต่ำกว่าคนทั่วไป จึงทำให้รู้สึกว่ามือพ่ออุ่น หรือมันอาจจะเป็นความอบอุ่นในความรักของพ่อที่ให้ฉัน หรือเป็นความร้อนของแสงแดดยามเย็นที่สาดส่องเข้ามา ฉันรู้สึกอบอุ่นมากกว่าที่เคยรู้สึกมาตลอดชีวิต ฉันกอดพ่อแน่นขึ้นเพื่อเก็บความรู้สึกนี้ไว้

            แต่ทว่าฉันกลับรู้สึกถึงความเย็นบนศีรษะ ฉันรู้สึกถึงหยดน้ำ แม้ไม่ได้ยินเสียงสะอื้น แต่เสียงหายใจของเขาเร็วขึ้นและเสียจังหวะ ฉันไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมอง เพราะกลัวสิ่งที่จะได้เห็น คือดวงตาสีน้ำตาลอันอบอุ่นกำลังละลายลงราวกับน้ำแข็งในหน้าร้อน ฉันไม่กล้ามองเพราะรู้ว่าคงไม่มีวันลืม เพราะฉันเป็นคนทำให้เขาต้องเจ็บปวด ต้องร้องไห้ ฉันได้แต่ขยับมือของฉัน ลูบหลังของเขาบ้าง

................................................................................................................................................................

            เรากลับมาที่บ้านขณะที่พระอาทิตย์กำลังคล้อยลงใกล้ภูเขา บ้านถูกย้อมให้เป็นสีแดงสด พ่อเดินจ้ำไปเปิดประตูบ้าน และจัดที่ทางให้ฉันในห้องทานอาหาร ฉันคิดอยากจะขัดเพราะอยากจะมองพระอาทิตย์ตก แต่อากาศภายนอกทำให้ฉันรู้สึกหนาวจึงเดินตามพ่อเข้าไปโดยดี เขาให้ฉันนั่งที่เก้าอี้ที่เขาวางทั้งเบาะและหมอนรองหลังไว้ให้ ฉันรู้สึกขอบคุณมากกว่าที่จะรู้สึกรำคาญในการดูแลที่ออกจะจู้จี้ เขาคงจะรู้สึกผิดที่ไม่ได้มีโอกาสดูแลและปกป้องฉันในหลายปีมานี่และอาจจะกำลังพยายามชดเชย ก่อนที่ฉันจะได้ขอบคุณเขา พ่อก็เดินออกไปทางประตูหลังโดยว่าจะไปเก็บบอลลูนแล้วจะรีบมาทำมื้อเย็นให้กิน

            ฉันนั่งอยู่ได้ไม่นานก็เบื่อ พ่อต้องรอให้บอลลูนถ่ายอากาศร้อนออกให้หมด ซึ่งใช้เวลาพอสมควร ฉันจึงเดินสำรวจบ้าน ฉันกลับมาที่นี่ได้เกือบสัปดาห์หนึ่งแล้ว แต่มัวแต่จัดของและเก็บตัวเงียบจึงไม่ค่อยได้สังเกตอะไรมากนัก ห้องนั่งเล่นนอกจากผ้าของโซฟาที่เปลี่ยนใหม่ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทีวีเก่าที่ไม่ค่อยได้ใช้ โทรศัพท์สีเหลืองซีดวางอยู่ที่โต๊ะใกล้บันไดขึ้นชั้นสอง ชั้นหนังสือที่มีหนังสือปะปนกันหลายประเภท ทั้งเก่าและใหม่ โต๊ะเตี้ยยังมีหนังสืออีกส่วนหนึ่งวางกองอยู่ ข้าวของเครื่องใช้ก็ยังเป็นชุดเดิม ตั้งแต่ห้องนั่งเล่น ห้องทานอาหาร ห้องครัว ห้องน้ำ หรือแม้แต่ห้องนอน รูปถ่ายที่อยู่ตามผนังก็ไม่เปลี่ยนไป รูปที่ใหญ่ที่สุดคือรูปตากับยายของฉันในวันครบรอบแต่งงาน รูปฉันตอนยังเล็ก รูปแม่คู่กับพ่อ ฉันมองได้ถึงแค่นั้นก็ทรุดตัวลง ฉันไม่ได้รู้สึกอยากจะร้องไห้ แต่ทุกเซลล์ของร่างกายรู้สึกถึงความเจ็บปวด ฉันหายใจเข้าลึกๆอยู่สองสามครั้ง ก่อนที่จะกัดฟันลุกขึ้นเดินไปที่ห้องทานอาหาร เผื่อว่าพ่อเดินเข้ามาเห็นแล้วจะกลายเป็นเรื่องใหญ่อีก

           

            “เรเชล เรเชล” เสียงพ่อดังมาจากข้างนอก ก่อนที่เขาจะเปิดประตูเข้ามา “คุณลุงแดนนี่เขาล้มนะลูก พ่อต้องพาเขาไปหาหมอก่อน มีพายอยู่ในตู้เย็นนะ เอามาอุ่นกินรองท้องไปก่อน เดี๋ยวพ่อจะรีบกลับ” พูดพลางเขาก็เดินไปหยิบกุญแจรถและเสื้อโค๊ทไปพลาง ขณะที่เขาจับลูกบิดประตูเพื่อที่จะออก พ่อหยุดนิ่งแล้วหันมามองฉัน

            “ลูกโอเคนะ” พ่อมองด้วยสายตาเป็นห่วง

            “ค่ะ พ่อ ไม่มีใครจะมาทำอะไรหรอกค่ะ” ฉันยิ้มตอบ พ่อพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินออกไป

            ฉันรออยู่พักใหญ่พ่อก็ยังไม่กลับมา ฉันรู้สึกหิวเล็กน้อยแต่ว่าไม่อยากกินพาย ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น พ่อนั่นเอง เขาบอกว่ากำลังจะกลับ 15นาทีก็ถึง ฉันเป็นกังวลเล็กน้อย รถที่เขาขับนั้น เขาบอกว่าสร้างมันเองกับมือ โดยใช้โครงของเก่าที่แข็งแรง ฉันไม่เข้าใจว่าคนเราจะสร้างรถคนเดียวยังไง แล้วมันจะปลอดภัยไหม ฉันจึงบอกให้เขาไม่ต้องขับรถเร็วมาก ฉันไม่แน่ใจว่าพ่อจะทำตามหรือเปล่า

            ฉันเบื่อที่จะนั่งเต็มทีแล้ว ฉันจึงตัดสินใจว่าจะเตรียมมื้อเย็น เพื่อที่ว่าพ่อกลับมาจะได้ทานเลย ฉันทำอาหารไม่เก่งนักแต่สปาเก็ตตี้มีทบอลสูตรคุณยายเป็นจานที่แม่ชมว่าฉันทำได้ดีที่สุด ดีเท่าๆกับเจ้าของสูตรเลยทีเดียว ฉันค้นดูในตู้เย็นก็พบเครื่องปรุงที่ต้องการจนครบ แล้วก็ลงมือทำ

            ขณะที่ฉันหยิบหม้อและกระทะ ฉันรู้สึกแปลกใจในน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากครั้งสุดท้ายที่ฉันหยิบพวกมันเวลาที่ช่วยคุณยายเตรียมการปรุงเมื่อหลายปีก่อน มันควรจะรู้สึกเบาลงไม่ใช่หรือ เพราะฉันตัวใหญ่ขึ้นแล้ว หรือมันอาจจะเป็นเพราะว่าพ่อเปลี่ยนเครื่องครัวใหม่ แต่พวกมันก็ดูเหมือนของเก่าที่คุ้นเคย หรือฉันอาจจะจำผิดก็เป็นได้

            ฉันทำน้ำซอสเสร็จแล้ว พอดีกับที่เส้นสุก ฉันปิดแก๊สแล้วมองนาฬิกา ผ่านไปแล้ว20นาที พ่อเชื่อฟังฉันด้วย ฉันหัวเราะเบาๆกับตัวเอง ฉันคว้าถุงมือกันร้อนมาสวมทั้งสองข้าง จับหูหม้อต้มขนาดใหญ่เพื่อที่จะยกไปเทน้ำที่อ่าง ขณะนั้นเอง แขนของฉัน ข้อมือ ข้อศอกและหัวไหล่ของฉันเกิดเจ็บร้าวและสิ้นแรง หม้อที่เต็มไปด้วยน้ำร้อนตกลงกระแทกพื้น ตามลงไปด้วยร่างของฉันที่เหมือนไม่ได้เป็นของฉันอีกต่อไป ฉันรู้สึกร้อนวูบที่คอ แขนซ้ายและขาซ้าย รู้สึกเหมือนร่างกายซีกซ้ายเกือบทั้งหมดถูกลวก ฉันได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวน ก่อนที่จะรู้ตัวว่าเป็นเสียงของตัวเอง ฉันพยายามปัดหม้อที่ยังคงเทน้ำมาใส่ร่างของฉันที่ยังหมอบอยู่ ฉันยันตัวด้วยข้อศอกแล้วคลานหนีไปได้ไม่กี่คืบก็ล้มลงอีก เสียงคร่ำครวญดังอยู่ตลอด ฉันอยากให้มันหยุดแต่ฉันทำไม่ได้ มันเป็นมากกว่าความเจ็บปวดของร่างกายในตอนนี้

           

            ความรู้สึกของฉันตอนนี้ มันมีทั้งความโศกเศร้า ระทมทุกข์ ความรู้สึกที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ความเจ็บปวด ไหลลงมาราวกับแม่น้ำหลายสายลงในอ่างเก็บน้ำแห่งเดียว ฉันสร้างเขื่อนเอาไว้ เขื่อนซึ่งปล่อยน้ำออกบ้างครั้งละเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำที่ถูกเก็บกัก ความพยายามของฉันที่จะปิดบังความรู้สึกนั้น คงเทียบได้เป็นเขื่อนฮูเวอร์กระมัง ความรู้สึกตอนนี้คือเขื่อนได้พังลง และน้ำมหาศาลกำลังทะลักท่วม ทำลายล้างทุกสิ่งที่อยู่ในทางของมัน

            ท่ามกลางเสียงร้องของฉัน ฉันได้ยินเสียงประตูถูกกระแทกเปิด ก่อนที่ฉันจะลืมตามอง ฉันก็รู้สึกว่าตัวลอยขึ้นอย่างรวดเร็ว ฉันเม้มปากแน่นไม่ให้มีเสียงใดเล็ดรอดออกมาอีก ฉันได้กลิ่นเหงื่อหมาดของพ่อบนเสื้อ ได้กลิ่นของน้ำหอมในรถอยู่บางๆ ก่อนที่ฉันจะถูกวางลงอย่างนุ่มนวลลงในอ่างน้ำ ฉันสะดุ้งเฮือกทันทีที่สายน้ำเย็นเฉียบกระทบตัวฉัน แต่ก็หุบปากไว้ทันก่อนที่จะร้องออกมา

            “พ่อขอโทษ เรเชล ที่รัก พ่อขอโทษ” ฉันไม่เข้าใจว่าพ่อขอโทษเรื่องอะไร และฉันก็ไม่เข้าใจว่าน้ำเย็นราวกับหิมะนั่นมันมาจากไหน ฉันตัวสั่นเหมือนลูกหมา ฟันเริ่มกระทบกันเสียงดังจนยากที่ฉันจะได้ยินเสียงพ่อที่กระซิบอยู่ “พ่อได้ยินเสียงหนูร้อง แล้วพ่อก็เห็นหนูอยู่ที่พื้น แล้วก็หม้อต้มนั่น แล้วผิวของหนู” พ่อเปิดฝักบัวราดไปทั่วร่าง “พ่อต้องเปิดน้ำเย็นผ่านส่วนที่น้ำร้อนลวกก่อนนะ เรเชล พ่อขอโทษ”

            “เรเชล ที่รัก พ่อรักลูก พ่อขอโทษ”

................................................................................................................................................................

            พ่อเป็นคนแข็งแรง แต่เพียงวันนั้นวันเดียวพ่อต้องไปโรงพยาบาลถึงสองครั้ง แถมยังอยู่ค้างกับฉันอีก วันรุ่งขึ้นฉันก็ได้กลับบ้าน ขณะที่ฉันรอรับยาอยู่ ฉันได้ยินเสียงหมอคุยกับพ่อ

            “คุณโดนัลด์ ผมเห็นว่าเมื่อคืนคุณก็เหนื่อยมากแล้ว ก็เลยยังไม่ได้รบกวน แต่ผมกลัวว่า จากผลเลือดที่เราตรวจของเรเชล...”

            “ครับ คุณหมอ ผมทราบแล้ว” พ่อตัดบท ฉันหันหลังให้คนทั้งคู่ แต่จากน้ำเสียงฉันก็พอนึกภาพดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นที่คงกระด้าง ฉันดีใจที่ฉันไม่ได้หันไปมอง หมอไม่ได้ตอบในทันที แต่ในที่สุดก็พูดขึ้น

            “ครับ งั้นก็ขอให้ระวังหน่อยนะครับ อย่าให้แกทำอะไรหนักๆอีก” ฉันอยากจะโต้เถียงแทนพ่อ เพราะฉันเองต่างหากที่ทำตัวเอง ส่วนพ่อนั้นแทบจะเดินแทนฉันด้วยซ้ำไป

            “ครับ” พ่อตอบเพียงแค่นั้น เสียงอ่อนลงและปนไปด้วยความเจ็บปวด

            “เอ่อ ผมว่าบางที ถ้าให้เธอมารักษาตัวที่โรงพยาบาล อาจจะ...” หมอเงียบไปจนฉันเริ่มจะเอียงหัวไปมองแต่ก็หันกลับเมื่อได้ยินเสียงพ่ออีก

            “เธอเพิ่งออกมาจากโรงพยาบาลทางตะวันออกได้สัปดาห์กว่าๆนี่เองครับ” พ่อพูดแค่นั้น ดูเหมือนหมอก็เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่

            น่าแปลกที่ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับการสนทนาครั้งนี้ นอกไปเสียจากอยากจะปกป้องพ่อ ส่วนเรื่องของตัวเองนั้น ฉันไม่รู้สึกอะไรหรอก ฉันมองเห็นภาพสะท้อนตัวเองในกระจก ฉันดู เบื่อ หรืออาจจะ ชินชา ก่อนที่จะคิดไปไกล ก็ถึงคิวรับยาของฉันพอดี

            ปกติฉันจะทายาเอง พ่อทำท่าว่าอยากจะช่วยแต่ก็ไม่ได้ทำ ส่วนที่ต้องทายานั้นคือคอและบริเวณแขนขาที่ไม่ได้ถูกปิดด้วยเสื้อผ้าเมื่อตอนนั้น ฉันอยากให้จ้ำเหล่านั้นที่มักจะขึ้นมาเรื่อยๆมานานแล้วหายไปด้วย เวลาพ่อเห็นพวกมัน หน้าของพ่อจะเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ส่วนยานั้นก็ไม่เป็นปัญหา ฉันกินยาง่ายมาแต่เด็ก ช่วงนี้ยิ่งง่ายขึ้นอีก มันก็เป็นเพียงยาเม็ดเดียว ที่เพิ่มเข้าไปในกองยาหลากสีที่ฉันต้องกินทุกวัน

 

            ฉันไม่ได้ตั้งใจเรียนวิชาประวัติศาสตร์เท่าไหร่ ฉันไม่ค่อยคุ้ยอดีตหากมันเป็นเรื่องที่หดหู่และเกี่ยวกับความตาย แต่ฉันก็แอบคิดไม่ได้ว่า บางทีชาติที่แล้ว ฉันอาจจะเป็นคนที่สั่งให้ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น หรืออาจจะคนที่กดปุ่ม หรืออาจจะเป็นคนผลิตมัน ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ฉันก็ได้รับมันมา

            แม่กำลังขับรถพาฉันไปเที่ยว แต่แล้วก็หลงทาง เราไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะแม่ก็หลงทางเป็นประจำ แต่คราวนี้หลงไปไกลจริงๆ ไปจนถึงโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ จะไม่ให้ฉันคิดว่ามันเป็นกรรมคงจะยาก เพราะมันจะมีเหตุผลอื่นใดที่พวกเราจะขับรถหลงไปตรงนั้น ในวันที่มันระเบิด

            แม่ได้รับรังสีมากกว่าฉันเพราะท่านใช้ร่างของท่านบังฉันไว้ เราไม่ได้อยู่ใกล้มาก เราไม่ได้เข้าไปในเขตโรงงาน แต่ก็ใกล้พอที่มันจะทำให้เราทั้งสอง เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

................................................................................................................................................................

            ในบริเวณบ้านถูกปรับปรุงอีกครั้ง ห้องนอนของฉันย้ายลงมาชั้นล่าง เฟอร์นิเจอร์ถูกจัดให้มีที่ว่างมากขึ้น โต๊ะและเก้าอี้ส่วนหนึ่งถูกยกออกไป ส่วนที่ต่างระดับก็มีทางลาดวางไว้

            ตอนนี้ฉันเดินไม่ได้แล้ว

            บางครั้งในเวลาที่ฉันเหนื่อย หรือเมื่อยแขนจากการหมุนล้อรถเข็น พ่อก็จะเข็นฉันไปตามที่ต่างๆที่ฉันต้องการ หลังจากเหตุการณ์สปาเก็ตตี้ (ฉันเรียกมันอย่างนั้น) พ่อไม่เคยไปไกลจากฉันเกินกว่าบ้านคุณตาแดนนี่เลย ฉันเคยถามว่า ไม่ไปทำงานหรือ พ่อก็บอกว่า “เรื่องนั้นมันไม่สำคัญหรอก” ฉันมองไม่เห็นเลยว่าทำไมมันไม่สำคัญ ค่ายาของฉันก็แพงเหลือเกิน ไหนจะค่ากินค่าอยู่ ถ้าพ่อไม่ได้ไปทำงาน ก็แสดงว่าพ่อกำลังเอาเงินเก็บมาใช้ ฉันเองก็จะตายวันตายพรุ่ง ทำไมพ่อต้องเอาเงินที่อุตส่าห์หามรุ่งหามค่ำทำงานมาทิ้งลงหลุมของฉันด้วยเล่า แม้คิดอย่างนั้นแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป มันเป็นคำพูดที่ร้ายกาจ และจะทำร้ายจิตใจพ่อแน่ ฉันจึงได้แต่ขมวดคิ้วอยู่เงียบๆเท่านั้นเอง

................................................................................................................................................................

            พ่อย้ายเตียงของฉันออกมาที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งอยู่ใกล้ห้องน้ำ กว้างกว่าห้องนอน สามารถมองเห็นทิวทัศน์ด้านนอกได้มากกว่าและพ่อก็มองเห็นฉันได้ตลอดเวลา

            ตอนนี้ฉันเข็นตัวเองไปไหนไม่ได้แล้ว ฉันลุกขึ้นเองแทบจะไม่ได้แล้ว

            พ่อก็ยังไม่ไปทำงาน บ้านคุณตาแดนนี่ก็ไม่ได้ไป พ่อบอกว่า “ลูกของแกก็อยู่ จะไปทำไม” แต่คุณตาแดนนี่ก็มาเยี่ยมฉันบ่อยๆ ฉันก็ได้แต่ขมวดคิ้วกับคำตอบของพ่อ

ฉันไม่กินสปาเก็ตตี้อีก จะให้ถูกคือ ฉันไม่สามารถกินสปาเก็ตตี้ได้อีก ไม่ว่าอาหารอะไรที่ฉันกินลงไป ฉันก็ขย้อนออกมาทั้งหมด ในวันที่ฉันรู้สึกดีก็จะได้กินโจ๊ก หรืออาหารเบาๆอย่างอื่น แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นน้ำเกลือเสียมากกว่า ฉันเองก็ไม่ได้ชอบอาหารอะไรเป็นพิเศษจนยอมอาเจียนหรอก รู้สึกแย่จะตาย

บนเตียงของฉันมีของหลายอย่าง ถ้าไม่นับหมอน ผ้าห่มและสายระโยงระยาง ก็มีหนังสือที่ฉันชอบ ไบเบิลและรูปของแม่ เป็นรูปที่แม่กำลังอุ้มฉันที่ยังเป็นเด็กทารก ฉันหลับตาพริ้ม พ่อเป็นคนถ่ายภาพนี้ ฉันวางมันไว้ใกล้หมอน ดูมันทุกครั้งก่อนนอนและเวลาที่รู้สึกเจ็บ

................................................................................................................................................................

            วันนี้ ฉันตื่นขึ้นบนเตียง รู้สึกดีกว่าเมื่อวาน ซึ่งเป็นเรื่องประหลาด หนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ร่างกายฉันเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ทรมานเหลือจะทานทน มีเพียงมือของพ่อเท่านั้นที่ยื้อฉันเอาไว้ ฉันมองปฏิทินที่แขวนอยู่ที่เสาไม้ วันนี้เมื่อปีที่แล้ว ฉันยังเดินได้อยู่ ยังหยิบจับสิ่งของได้ไม่ลำบาก ยังได้หัวเราะ สนุกสนาน กลับบ้านมาอยู่กับแม่ เที่ยวเล่นกับเพื่อน ไปเรียนหนังสือ ใฝ่ฝันถึงความรักโรแมนติกราวกับเทพนิยาย ทำทุกสิ่งที่วัยรุ่นทั่วไปทำกัน ไม่น่าเชื่อว่าผ่านไปเพียงปีเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะพังทลายลงไปได้ราวปราสาททรายที่ถูกคลื่นกระหน่ำซัด ปัญหาที่ฉันเคยเห็นว่าใหญ่หลวงนักในตอนนั้น ที่ฉันเคยเห็นว่าอย่างไรก็ไม่มีทางออก มันกลับดูเหมือนเพียงเรื่องตลกในตอนนี้

            พ่อเดินเข้ามาพร้อมถุงโจ๊กถุงใหม่ ฉันเรียกมันว่าอย่างนั้น มันอยู่ในถุงเหมือนถุงน้ำเกลือ แต่น่าจะเป็นสารอาหารอะไรมากกว่านั้น มันเป็นสีขาวขุ่นเหมือนอาหารเด็กอ่อน พ่อเปลี่ยนมันกับถุงเก่าอย่างชำนาญ ฉันคิดว่าถ้าพ่อไปเรียนหมอก็น่าจะดี ท่าทางขณะที่เขาดูแลฉันดูน่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจ ฉันมองของเหลวไล่ลงมาตามสายที่จบลงที่เส้นเลือดที่แขนซ้าย ฉันเคยอยากจะลองชิมมันสักครั้ง แต่ก็ไม่อยากจะเปิดถุงโจ๊กอย่างไร้ประโยชน์ เพียงแค่จะเอาลิ้นแตะให้รู้รส และฉันก็คิดว่ามันคงไม่อร่อยเท่าไหร่

            พ่อมองฉันด้วยสายตาอ่อนโยนและมีรอยยิ้ม ฉันยิ้มตอบ  เขาลูบหัวฉันเบาๆ ไล้นิ้วไปตามไรผมจนถึงปลายคาง แล้วใช้นิ้วแตะปลายจมูกฉันเบาๆ

            “เช้านี้สดใสมาก เป็นเพราะลูกแน่ๆ” ฉันยิ้มกว้างกว่าเดิม แล้วก็เบ้ปากนิดหน่อย นับวันยิ่งผ่าน พ่อยิ่งพูดกับฉันราวกับฉันเด็กลงเรื่อยๆ แต่ฉันไม่ขัดพ่อหรอก ฉันก็ชอบที่พ่อพูดเหมือนกัน และพ่อก็คงชอบไม่แตกต่าง

            “พ่อคะ” ฉันพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “หนูรู้สึกดีขึ้นแล้ว วันนี้หนูขอขึ้นบอลลูนได้ไหมคะ” พ่ออึ้งไป ฉันเห็นความสับสนในสายตาของเขา แล้วมันก็เปลี่ยนไปเป็นความเจ็บปวดและการเข้าใจถึงคำร้องขอของฉัน แล้วมันก็เปลี่ยนไปเป็นความกังวล หากฉันเพียงแค่กระพริบตาคงจะพลาดทั้งหมดนั่นไป

            “อืม พ่อไม่รู้สินะ” เขาลังเล ฉันไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่อ้อนวอนด้วยสายตา ฉันยกมือเอื้อมขึ้น เขายกมือของเขาขึ้นมารับมัน ฉันส่ายหัวน้อยๆแล้วเอื้อมมือขึ้นอีก ตัวฉันนอนราบอยู่กับเตียง ส่วนพ่อแม้จะนั่งอยู่บนเก้าอี้ แต่เขาก็ยังดูสูงมาก พ่อวางศอกทั้งสองข้างลงบนเตียงและก้มหน้าลง ฉันเอื้อมมืออันสั่นเทาลูบแก้มของพ่อ รู้สึกถึงของเหลวอุ่นๆกำลังไหล ฉันใช้นิ้วปาดมันออก “นะคะพ่อ” ฉันพูด

           

            ฉันนั่งอยู่ที่ชิงช้าตัวโปรด เพราะการเตรียมบอลลูนนั้นใช้เวลา พ่อจึงพาฉันมานั่งรอตรงนี้ ฉันรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเห็นบอลลูนค่อยๆขยายตัวขึ้น ฉันได้หยิบรูปแม่และไบเบิลออกมาด้วย ถือรูปอยู่ในมือและวางอีกมือหนึ่งบนไบเบิลที่วางอยู่ข้างตัว

................................................................................................................................................................

            ผมขับรถกลับมาถึงบ้าน เป็นบ้านที่ผมอยู่มานานอย่างโดดเดี่ยว แต่ผมไม่เคยรู้สึกว่ามันช่างว่างเปล่าเช่นนี้มาก่อน ผมไขประตูอย่างเชื่องช้า แล้วเปิดประตูออก ในบ้านไม่มีการเคลื่อนไหว ผมยืนอยู่ตรงนั้นอยู่พักหนึ่ง หลับตาลงนึกถึงภาพบ้านที่สว่างไสว ผมมองเห็นห้องนั่งเล่นที่อุ่นสบาย ได้ยินเสียงฉ่าของกระทะ ได้ยินเสียงตัวเองตะโกนบอกการกลับบ้าน ได้ยินเสียงเท้าเล็กๆวิ่งมาหา และร่างของเด็กน้อยที่ถลาเข้ามาหา ผมก้มลงอุ้มเธอ เธอชอบมุดหน้าลงมาที่อกของผม ผมมักจะลูบหัวเธอ ด้วยความเอ็นดูและไม่อยากให้เธอเปื้อนคราบเหงื่อไคล ผมเดินเข้าไปในห้องครัว อาหารเย็นเสร็จพอดี ความรักครั้งแรกและครั้งเดียวของผมกำลังถอดผ้ากันเปื้อน เธอตรงเข้ามาจุมพิตผมเบาๆ “กลับมาแล้วเหรอคะ ที่รัก” เสียงของเธอดังอยู่ในหู เราทั้งสามนั่งลงทานมื้อเย็นด้วยกัน ผมมองไปยังนิ้วนางที่สวมแหวนที่ผมให้เธอ ผมมองไปยังใบหน้าที่ทำให้ผมรู้สึกโชคดีกว่าใครในโลกนี้ ลิซซี่มองจ้องกลับเข้ามาในตาของผม ในสายตานั่นผมรู้ว่าเธอก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ผมหันไปมองเรเชลที่กำลังมีปัญหาในการหั่นสเต็ก

            เธอนั่งสงบนิ่งอยู่ ดวงตาปิดสนิท ศีรษะค้อมมาข้างหน้าเล็กน้อย มือซ้ายวางบนตักทับรูปของตัวเธอและแม่ของเธออยู่ อีกมือหนึ่งวางแนบลงบนไบเบิล เธอนิ่ง เธอนิ่งเกินไป แม้ว่าผมจะเรียก เธอก็ไม่ลืมตา

            ผมลืมตาสะดุ้งขึ้นมาอีกครั้ง พบกับปัจจุบันและบ้านที่ว่างเปล่า ผมเหวี่ยงเสื้อโค๊ทสีดำออกไปอย่างไร้ทิศทาง เมื่อมองเห็นเตียงที่วางอยู่กลางบ้านแล้วก็ทนไม่ได้ เดินเข้าห้องครัวเห็นหม้อต้มใบใหญ่ ผมก็ไม่สามารถอยู่ตรงนั้นอีก เดินออกไปข้างนอกก็พบกับชิงช้า ผมเดินงุ่นง่านอยู่พักหนึ่ง ไม่มีส่วนไหนของบ้านที่จะไม่ทำให้นึกถึงเธอ ในที่สุดแล้วผมก็ลงไปนอนขดตัวในอ่างอาบน้ำ ผมร้องไห้ออกมาเสียงดังราวหมีติดกับนายพราน ผมไม่เคยร้องไห้แบบนี้มาก่อน แปลกใจตัวเองที่คร่ำครวญได้มากขนาดนี้

           

            ผมตื่นขึ้นมาตอนเช้าโดยที่ยังอยู่ในอ่าง ปวดเนื้อตัวไปหมด ผมค่อยๆขยับยันตัวขึ้นแต่ก็พลาดไปโดนก๊อกน้ำ ฝักบัวสาดน้ำเย็นเฉียบใส่ ผมสะดุ้งโหยงและรีบปิดมัน น้ำตาที่เริ่มจะเอ่อทำให้ผมต้องรีบวิ่งออกจากห้องน้ำ ผมวิ่งออกไปทางหลังบ้าน ก่อนที่ผมจะรู้ตัว ผมกำลังเตรียมบอลลูน

            ตัวผมกำลังลอยขึ้น ลอยขึ้น สายตาผมทอดไปเบื้องหน้า แต่มองไม่เห็นอะไร บอลลูนลอยต่ำอ้อยอิ่ง ผมไม่มีจิตใจจะเร่งระดับ ขณะนั้นผมก็ได้ยินเสียงคุณลุงแดนนี่จากข้างล่าง เขามักจะขอผมขึ้นด้วยบ่อยๆ แต่ผมก็ไม่เคยยอมสักครั้ง ไม่เช่นนั้นผมคงต้องพาลงจอดที่โรงพยาบาล ผมคาดว่าจะได้ยิน “ขอขึ้นด้วยสิ” ตามปกติ

            “มาร์ค มาร์ค” เสียงแหบของคุณลุงแดนนี่ดังขึ้นมา ผมทำเป็นไม่สนใจ “ลงมานี่ก่อนสิ”

ผมแปลกใจแต่ก็ลงจอดแต่โดยดี คุณลุงเดินโขยกเขยกมาหา ผมเดินเข้าไปพยุง

“เมื่อไหร่จะให้ลุงขึ้นเสียทีล่ะ” คุณลุงพูด ทำให้ผมแอบคิดขึ้นมาว่าผมตกหลุมพรางหรือเปล่า “แต่เอาไว้ก่อนแล้วกันนะ นี่ๆ ลุงมีอะไรจะให้” เขาหยิบซองสีน้ำเงินออกมาจากกระเป๋า มันถูกพับครึ่งไว้ เขาจับมันยัดเข้ามาที่มือผม

“ของเรเชล เขาฝากไว้ให้เธอ”

 

ถึงคุณพ่อ ที่รัก

หนูขอโทษด้วยที่หนูไม่สามารถอยู่กับพ่อได้อีก ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่หนูจำความได้ พ่อทำให้หนูมีความสุขเสมอ แม้ว่าหนูจะทำให้พ่อเจ็บปวด พ่อก็ยังรักและดูแลหนู

หนูบอกแม่ไปแล้ว และหนูก็จะบอกพ่อด้วย ว่าหนูไม่ได้โทษ หรือว่าโกรธที่พ่อกับแม่เลิกกัน หนูเข้าใจ ว่าความรัก กับการแต่งงาน มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และมันไม่ได้ง่ายหรือมีวิธีทำแน่นอนเหมือนคณิตศาสตร์

พ่อไม่ต้องเป็นห่วงหนู ตอนนี้หนูคงอยู่กับแม่แล้ว แม่เป็นคนเสียงดังหนูคงหาแม่ได้ไม่ยาก และยายก็คงอยู่กับแม่ด้วย หนูไม่เหงาหรอกค่ะ

แต่หนูห่วงพ่อนะ พ่ออยู่บ้านคนเดียว หนูห่วงมาก หนูขอให้พ่อกลับไปทำงานนะคะ ไปหาเพื่อน ไปเยี่ยมคุณตาแดนนี่บ้าง พาเขาขึ้นบอลลูนสักครั้งก็ยังดี

ชีวิต มันก็เหมือนการขึ้นบอลลูน สวยงาม น่าตื่นเต้น และสั้นนัก เราขึ้นไป สุดท้าย เราก็ต้องลง

รักพ่อมาก

หวังว่าจะได้เจอกันอีก

แต่ขอให้เป็นอีกนานกว่าจะได้เจอนะคะ

                                                                   เรเชล

................................................................................................................................................................

วันนั้นผมทำอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่กลับไปที่ทำงาน เจ้าของอู่ซ่อมก็รับผมเข้าทำงานใหม่อย่างยินดี ผมขอบคุณในความมีน้ำใจของเขา ผมไปเดินซื้อของกินของใช้ ผมจัดบ้านใหม่ ผมไปสถานสงเคราะห์สัตว์เร่ร่อน ได้พันธุ์ผสมที่ดูใกล้เคียงลาบราดอร์กลับมาตัวหนึ่ง มันมีตาสีน้ำตาลอบอุ่น คล้ายเรเชล เธออยากเลี้ยงสุนัขมาตลอดแต่เธอแพ้ขนของมัน ผมตั้งชื่อมันว่า ราเคล เป็นชื่อแบบสเปน สะกดเหมือนเรเชล

เย็นวันนั้นผมพาคุณลุงแดนนี่ขึ้นบอลลูน ผมบังคับไม่ให้สูงนัก ดูแกมีความสุขมากจริงๆ ผมยิ้มออกมาโดยที่ไม่รู้ตัวเมื่อมองแกกวัดแกว่งไม้เท้าด้วยความร่าเริง ผมเองก็รู้สึกดีขึ้นกว่าหลายวันที่ผ่านมา เรามองตะวันที่กำลังคล้อยต่ำและมองเห็นความสวยงามของชีวิตในมุมที่ต่างไปจากเดิม
..................................................................................................thank you : credit nu
eng
......................................................................................................................................
ถ้าอ่านแล้วถูกใจ แนะนำเรื่องนี้ต่อเลยค่ะ เรื่องสั้น เที่ยวบินสุดท้าย
http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=636204




ผลงานอื่นๆ ของ Laurea_Parma

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

"เศร้า ซึ้งและประทับใจ"

(แจ้งลบ)

เศร้า ซึ้ง และประทับใจ เป็นคำนิยามส่วนตัวของผมเมื่ออ่านเรื่องนี้จบลง คุณโพลี่เขียนแนวนี้ได้น่าอ่าน และน่าตื... อ่านต่อ

เศร้า ซึ้ง และประทับใจ เป็นคำนิยามส่วนตัวของผมเมื่ออ่านเรื่องนี้จบลง คุณโพลี่เขียนแนวนี้ได้น่าอ่าน และน่าตืดตามกระทั่งจบตัวอักษรสุดท้าย ตอนแรกคิดว่าคงจะเป็นเรื่องรักหวานๆ ธรรมดา แต่พออ่านไป ๆไม่ใช่แฮะ...^___^..เรื่องลุ่มลึกมากกว่าที่เดาเอาไว้ก่อนอ่าน เริ่มต้นปูเรื่องด้วยการสร้างคำถามให้กับคนอ่าน แล้วค่อย ๆ เฉลยปมออกมาทีละอย่าง และที่สำคัญการเก็บฉากเหตุการณ์ เล่นกับอารมณ์ของตัวละคร ทำให้ตัวละครในเรื่องดูมีชีวิตราวกับเป็นเรื่องจริงๆ บอลลูน มีขึ้น มีลง เหมือนชีวิตคน ตามมาจาก RESURRECTION ครับ ย่อ

GTWP | 17 ก.ค. 53

  • 7

  • 0

คำนิยมล่าสุด

"เศร้า ซึ้งและประทับใจ"

(แจ้งลบ)

เศร้า ซึ้ง และประทับใจ เป็นคำนิยามส่วนตัวของผมเมื่ออ่านเรื่องนี้จบลง คุณโพลี่เขียนแนวนี้ได้น่าอ่าน และน่าตื... อ่านต่อ

เศร้า ซึ้ง และประทับใจ เป็นคำนิยามส่วนตัวของผมเมื่ออ่านเรื่องนี้จบลง คุณโพลี่เขียนแนวนี้ได้น่าอ่าน และน่าตืดตามกระทั่งจบตัวอักษรสุดท้าย ตอนแรกคิดว่าคงจะเป็นเรื่องรักหวานๆ ธรรมดา แต่พออ่านไป ๆไม่ใช่แฮะ...^___^..เรื่องลุ่มลึกมากกว่าที่เดาเอาไว้ก่อนอ่าน เริ่มต้นปูเรื่องด้วยการสร้างคำถามให้กับคนอ่าน แล้วค่อย ๆ เฉลยปมออกมาทีละอย่าง และที่สำคัญการเก็บฉากเหตุการณ์ เล่นกับอารมณ์ของตัวละคร ทำให้ตัวละครในเรื่องดูมีชีวิตราวกับเป็นเรื่องจริงๆ บอลลูน มีขึ้น มีลง เหมือนชีวิตคน ตามมาจาก RESURRECTION ครับ ย่อ

GTWP | 17 ก.ค. 53

  • 7

  • 0

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 30 กรกฎาคม 2553 / 09:46
    ขอบคุณคุณ GTWP และ แม่นางเตีย ค่ะ
    #2
    0
  2. วันที่ 29 กรกฎาคม 2553 / 00:04
    มัน...อิ่มเอมใจ ระคนเศร้าลึกๆ

    ดีจังเลยค่ะ คุณเตียว
    #1
    0