#พี่สองสายแปด [YAOI]

ตอนที่ 6 : - บอกไว้ก่อนนะว่าไม่ได้จีบ - 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,841
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 112 ครั้ง
    25 มี.ค. 62


- บอกไว้ก่อนนะว่าไม่ได้จีบ -

 

      ไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่วะพวกเอ็ง

ไม่ได้สนิทเลยพี่

ผมเอ่ยเสียงละเหี่ยใจตอนที่พยายามเกร็งกล้ามเนื้อขาเพื่อประคองตัวเองในจังหวะที่พี่จริงใจเหยียบคันเร่งจนรถกระตุกพุ่งไปด้านหน้า

เอ้า แล้วมันจะมาส่งทำไม

ก็บอกแล้วไงว่าน้องมันแค่แลกกับที่พาดูคณะ

การโกหกที่ดีที่สุดคือการเล่าความจริงเพียงครึ่งเดียว และที่ต้องโกหกก็เพราะผมเองยังคิดว่ามันฟังดูแหม่งๆ ไปหน่อยกับการจะมารับมาส่งด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่าอยากให้ผมได้นอนพักเท่านั้น

คิดดูแล้วกัน ขนาดผมยังว่าแปลกๆ

กับพี่จริงที่ฉลาดเป็นกรด คงซักผมเละเป็นผ้าขี้ริ้วเปียก

ถ้ามันมารับตอนเย็นด้วยนี่นาดูเลยนะเอ็ง

พี่จริงใจหัวเราะขำๆ เหมือนไม่จริงจังแต่เหลือบตามามองอย่างคงผ่านโลกมาก่อน ถึงจริงใจจะไม่ได้ซักไซ้อะไร แต่ผมก็พอจะรู้อยู่หรอกนะ ว่าพี่จริงใจอะดูออกว่าไอ้เด็กกระเป๋ารถเมล์ที่เห็นมาแต่เล็กแต่น้อยนี่มันเล่าไม่หมด

จะไม่ให้น่าสงสัยได้อย่างไร ในเมื่อร้อยวันพันปี ผมเองก็แทบจะไม่เคยให้ใครมาส่งสักที ผ่านมากี่ปีกี่ปีก็เห็นนั่งรถเมล์ไม่ก็วินมอเตอร์ไซค์มาทำงานตลอด แม้จะมีบ้างบางครั้งที่ให้เฟื่องมาส่งบ้างเป็นบางที แต่นั่นก็เป็นหลังจากที่รู้จักกันเกือบปีสองปีเลย

แต่กลับไอ้เด็กคนนี้ เพิ่งรู้จักกันเมื่อวาน

ผมยังแปลกใจตัวเองเลย

ผมไม่ใช่คนเก็บตัวหรอก สุดแสนจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไปไหนใครก็รักก็เอ็นดู คนรู้จักเป็นแสน เพียงแต่ผมไม่ค่อยชอบพึ่งพาใครหรือชอบรับความช่วยเหลือจากใครเท่าไหร่ก็เท่านั้นเอง

มันเกรงใจน่ะ ทุกคนมีเรื่องวุ่นๆ เป็นของตัวเองกันอยู่แล้ว

ผมก็ว่าจะให้พี่ไปส่งอะ แต่มันก็บอกจะมารับด้วย

แหน่ เด็กมันสิบแปดรึยัง เดี๋ยวโดนข้อหาพรากผู้เยาว์นะเว้ย

โห พรากไร ไร้สาระแล้วพี่

แล้วจะคอยดู

จริงใจแค่นหัวเราะขำๆ ก่อนจะเหยียบคันเร่งเพื่อแซงรถคันข้างหน้าอีกรอบ ผมได้ยินเสียงกรี๊ดไม่ดังไม่เบาจากผู้โดยสารด้านหลัง แล้วก็เห็นพี่มันทำหน้าตากระชุ่มกระชวย ราวกับไม่มีอะไรจะสามารถหยุดความบ้าบิ่นของพี่แกได้

พี่โว้ย!

โอ๊ย! กูพี่มึงนะไอ้สอง! ไหล่จะหลุด ฟาดมาได้

แต่ขอโทษนะ แรงฟาดจากไอ้สิบสองคนนี้นี่แหละที้สามารถทำให้ไอ้พี่จริงใจเป็นทุกข์จนต้องชะลอความเร็วรถได้

ตัวเท่าเมี่ยงแต่มือหนักนักนะ!

ขับดีๆ หน่อยสิวะพี่

ส่วนกระเป๋ารถเมล์ร่างจิ๋วประจำรถอย่างผมนั้น หลังจากจัดการประเคนฝ่ามืออรหันต์ให้กับคนขับเจ้าปัญหาที่ทำเรื่องสุ่มเสี่ยงแก่การโดนด่า รวมถึงการโดนเด้งยกแผงเรียบร้อยแล้วก็จัดการเดินสายเก็บค่าโดยสารต่อ

ชิดในคร้าบ ชิดใน!!

แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไม๊ ทำไม คันอื่นเปลี่ยนคนขับไปแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไอ้พี่จริงใจก็ยังคงอยู่ยงคงกระพัน ทั้งที่ขับรถเหมือนควรขับไปตายคนเดียวตลอดเวลา

และถึงแม้ผมจะง่วงงุนอยู่บ้าง แต่เพราะการขับรถที่เหมือนการทดลองเข้าใกล้นรกก็ทำให้ดวงตากลมตื่นเต็มสองตา ผมเดินเก็บเงินเหล่าผู้โดยสาร ทำงานอย่างไม่ขาดตกบกพร่องเหมือนเช่นทุกวัน บางรอบก็แออัดคับแน่นไปด้วยผู้คน บางรอบก็เบาบางเจือจาง พอให้ผมได้ใช้เวลาทิ้งตัวลงนั่ง มองไฟถนนและผู้คนที่ผ่านตาไปมา

อันที่จริง ผมก็บรรลุนิติภาวะ เกินสิบแปดปีและสามารถไปหางานพิเศษอื่นทำได้ แต่เพราะความผูกพันและอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้ผมยังคงทำงานกับรถเมล์สายนี้อยู่จนผู้โดยสารขาประจำหลายคนก็คุ้นชินตา

เจ้าสอง

จ๋าป้า

ป้าซื้อขนมมา อะแบ่งให้

ถุงขนมไทยในมือป้านกถูกยื่นส่งให้หลังจากที่ผมเดินไปเก็บค่ารถโดยสาร ความมีน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้รับจากคนที่คุ้นตา แม้ว่าจะไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรกันมากไปกว่าผู้โดยสารกับกระเป๋ารถเมล์ก็ทำให้รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฎขึ้นบนหน้าของผมอย่างห้ามไม่อยู่

ขอบคุณครับป้า

ผมยกมือไหว้ก่อนจะเดินถือขนมกลับไปวางตรงที่นั่งด้านหน้าที่เป็นของตัวเอง แล้วก็ทำงานของตัวเองต่อไป

นี่อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมยังทำงานเสี่ยงตายอยู่ทุกวี่วัน ไม่คิดจะย้ายไปทำงานอย่างอื่นละมั้ง

ขืนผมหนีไป ใครจะคอยห้ามพี่จริงใจเวลาพี่แม่งเหยียบเกินอัตรากฎหมายกำหนดละวะ

ชิดในหน่อยครับพี่ น้องครับ ข้างหลังยังว่างให้นั่งครับ เดินเข้าข้างในหน่อยคร้าบ!

ไม่ใช่ว่าชอบตะโกนหรือตะคอกแต่อย่างใด เพียงแต่ผมก็ตัวเท่านี้ ขืนพูดด้วยน้ำเสียงโทนปกติ กับรถที่แน่นขนัดขนาดนี้ก็เกรงว่าจะไม่มีใครได้ยิน ทั้งที่ใจไม่ได้อยากมาเป็นว้ากเกอร์นอกมหาลัยเลยสักนิด

เสียงดังก็โดนบอกว่าไม่มีมารยาท เสียงเบาก็โดนบอกว่าถึงป้ายแล้วไม่รู้จักบอก

อยู่ยากจังวะสังคม...

มีวิธีตะโกนยังไงให้เสียงสุภาพเหมือนแอฟ ทักษอรมั้ยล่ะ ผมจะได้ลองทำดู นี่ก็เจ็บคอเหมือนกัน จากใจ ตะโกนตั้งแต่รถเที่ยวแรกจนกระทั่งเที่ยวสุดท้ายเนี่ย

พอถึงเที่ยวสุดท้าย รอบนี้ผมก็ได้ทิ้งตัวนั่งอยู่บริเวณเบาะหน้ารถฝั่งข้างคนขับโดยที่ไม่ได้ลุกไปเก็บเงินเท่ารอบอื่น เพราะตอนนี้เป็นรอบรถสุดท้ายก่อนหมดเวลาทำการ จำนวนคนเลยบางตาลง รวมถึงพี่จริงใจที่ขับซิ่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะถนนโล่ง ผมเลยเหนื่อยจะไปยืนเกร็งตัว รวมถึงเหนื่อยจะห้าม จนกระทั่งไปถึงป้ายรถเมล์ป้ายเดิมที่ผมได้เจอไอ้เด็กนั่นในเมื่อวาน เวลาก็ไม่ได้ห่างกันเท่าไหร่ก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าบังเอิญเจออีกครั้ง

เฮ้ย...

ไงพี่

เชี่ยเอ๊ย ผีหลอกปะเนี่ย ถึงได้เห็นมันเดินขึ้นรถมา!

บอกว่าไม่ต้องมาขึ้นไง ก่อกวนการทำงานนะ

นี่มันรถรอบสุดท้ายแล้ว

อะ แล้วมันยังไง

รอบสุดท้ายมันไม่ค่อยมีคนนี่ ผมก็ไม่ได้แย่งที่นั่งใครสักหน่อย

ไอ้เด็กเมืองเหนือว่าพร้อมกับมองไปรอบๆ คันรถที่ตอนนี้มีผู้โดยสารเพียงสามสี่คนเท่านั้น และผมก็พอจะจำผู้โดยสารขาประจำเหล่านั้นได้ว่า อีกสองสามป้าย ผู้โดยสารสี่คนนั้นก็จะลงไปจนหมด

“...”

มานั่งรถกลับเป็นเพื่อนพี่เฉยๆ ไง

“...”

ไม่ได้เหรอ

ไอ้การเลิกคิ้วมองด้วยสีหน้าซื่อๆ นิ่งๆ นี่ใครสั่งใครสอนมันมากันนะ แล้วจะให้ไล่ลงจากรถก็ไม่รู้ว่ามันจะไปหลงทีไหนอีกรึเปล่า

สุดท้ายผมก็ได้แต่ถอนหายใจ ดันแผ่นหลังกว้างให้ห่างไกลประตูเพราะกลัวมันหงายหลังตก ก่อนจะเงยหน้ามองมันแล้วัพูดเสียงเอื่อย

รอบนี้ไม่เอาแบงค์พันนะ

ผมแลกเหรียญมาแล้ว


 

เรื่องหนึ่งที่ผมได้รู้วันนี้คือเมืองเหนือเรียนรู้ไว

ไอ้เด็กที่ดูงุนงงกับโลกข้างนอกเมื่อวันก่อนกลับกลายเป็นคนที่ขับรถยนต์คันหรูของตัวเองไปไว้ที่อู่พร้อมกับนั่งรถเมล์คันอื่นจากอู่ออกมาดักรอผมตรงป้ายรถเมล์

แหม เรื่องแบบนี้ล่ะเรียนรู้เก่งนัก

พี่จริงใจถึงกับแอบมองผ่านกระจกหลังรถเมื่อเห็นไอ้เด็กที่เดินไปนั่งตรงเบาะหลังสุดตามลำพังเช่นเคย ก่อนจะหยิบหูฟังขึ้นมาเสียบสายเปิดเพลง แล้วทอดสายตามองออกไปข้างนอกถนน

มันทำอย่างที่บอกจริงๆ คือแค่มานั่งรถเป็นเพื่อน ไม่ได้ชวนผมคุย ต่อบทสนา หรือรบเร้าให้ไปนั่งด้วยกัน

ก็แค่มานั่งอยู่ท้ายรถคันเดียวกัน

และผมก็ดันรู้สึกว่ามีเพื่อนร่วมเดินทางมากกว่าจะเป็นแค่ผู้โดยสารคนหนึ่งเสียอย่างนั้น

จีบแล้วม้าง ขนาดนี้

บ้าเหรอพี่ น้องมันเป็นผู้ชาย

นี่มันสมัยไหนแล้วไอ้สอง เหยียดเพศเหรอเราอะ

ไม่ได้เหยียดโว้ย แต่แบบ ดูหน้าน้องมันด้วย แถมเพิ่งเจอกันเมื่อวานอีก

อีกอย่างหนึ่งก็คือไอ้เด็กนั่นอย่างรวย ใช้ชีวิตเหมือนอยู่กันคนละโลก มีคนที่น่าสนใจกว่าเขาอีกเยอะแยะที่จะผ่านสายตาของน้องมัน

ถึงจะยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงได้มาวอแวผมนักนะก็เถอะ

หรือจะเป็นนิสัยปกติของน้อง อันนี้ผมก็ตอบไม่ได้อีก จะเอาอะไรกับคนที่เพิ่งรู้จักกันรวมกันไม่ถึงสี่สิบแปดชั่วโมงได้วะ

เอ้า งั้นเอ็งตอบพี่สิว่ามันจะมาวุ่นวายกับเอ็งทำไม ไปติดหนี้มันไว้เรอะ

ผมก็ไม่รู้เว้ย

แล้วถ้ามันจีบจริงล่ะ

ต่อให้จริง ก็ไม่ได้หรอกพี่

“...”

ผมไม่คิดจะมีความรัก พี่ก็รู้

ผมเป็นฝ่ายเหม่อออกไปด้านนอกบ้าง และพี่จริงใจเองก็ไม่คิดจะเซ้าซี้ต่อ เพราะรู้ว่าคำตอบของผมเองไม่ได้ปัดแบบขอไปทีแค่เพราะยังไม่เจอคนที่ถูกใจ แต่ผมไม่ได้สนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อะไรพวกนี้เลยจริงๆ

จะให้เอาเวลาที่ไหนไปมองใคร ผมตื่นเช้าไปเรียน ตกเย็นก็ทำงาน ดึกก็นอน แล้วก็ตื่นเช้าวนไปทำงานใหม่ ขนาดเพื่อนในกลุ่มเดียวกันยังเจอกันบ้างไม่เจอกันบ้าง แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปจัดสรรแบ่งให้คนรักได้

อาจจะมีคนเถียงว่า...คนเรามักมีเวลาให้สิ่งที่ชอบเสมอ

แต่คนที่ไม่มีเวลา มันก็ไม่มีเวลาจริงๆ หรือถ้ามี ก็คงไม่เพียงพอที่จะใช้ดูแลใครสักคนให้ได้ดี

ผมเห็นเพื่อนอย่างฟางแล้ว ที่คอยพาแฟนไปกินข้าว ไปเที่ยว ไปดูหนัง ผมเองก็เคยปล่อยให้มีคนเข้ามาในชีวิตอยู่ช่วงปีหนึ่ง แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยการไปกันไม่รอด เพราะผมไม่มีเวลาให้เธอมากพอ แล้วมันก็ไม่ใช่ความผิดของเธอเลยที่จะอดทนไม่ไหว ผมมองว่ามันเป็นความผิดของตัวผมเองในฐานะคนที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันมากกว่า

ผมไม่มีเวลาที่จะโทรคุยกันในตอนเย็น หรือพาไปกินข้าวในวันหยุด แม้แต่เวลาจะตอบข้อความ ผมก็ยังมีน้อยนิดจนสุดท้ายอีกฝ่ายก็ทนไม่ได้ เพราะทำงานแทบจะตลอดเวลา

ต่อให้มีคนที่เข้าใจเราได้ ผมก็คงไม่ใช่แฟนที่ดีเท่าไหร่ ที่จะต้องทิ้งอีกฝ่ายให้นั่งเหงาเพียงลำพัง

สุดท้ายผมเลยคิดว่าตัวเองคงไม่เหมาะกับการมีความรักเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้

ไม่ใช่ว่าไม่อยากมีนะ แต่กิจวัตรประจำวันที่เป็นอยู่มันแทบไม่มีเวลาให้ผมได้คิดถึงเรื่องอะไรพวกนี้เลย

เฟื่องเคยบอกว่า ถ้าจะมีความรัก ต้องมีแล้วดีกว่าอยู่คนเดียว มีแล้วมีความสุข ไม่เหนื่อย

ซึ่งผมก็ยังไม่เคยเจอความรักที่ให้ความรู้สึกแบบนั้น

หรืออันที่จริง ผมอาจจะไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกรักเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

ผมกึ่งก้าวกึ่งกระโดดลงจากรถเมล์เมื่อถึงอู่ จัดการเคลียร์เงินกับพี่จริงใจโดยที่ไอ้เด็กเมืองเหนือนั่นยืนมองเว้นระยะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล จนกระทั่งผมจัดการเสร็จก็เป็นคนที่เดินไปหาอีกฝ่ายเอง

ปะ กลับกัน

ไอ้เด็กพยักหน้ารับก่อนจะเดินนำไปยังรถที่จอดอยู่โดยมีกระเป๋ารถเมล์อย่างผมเดินตาม ผมอ้างกับทุกคนว่าเมืองเหนือมารอเลยต้องรีบกลับเพื่อหลีกเลี่ยงคำถามและสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยจากคนในอู่ทั้งหลายด้วย

ยกปกเสื้อตัวเองขึ้นดม ผมรู้สึกว่าตัวเองเหม็นเหงื่อและควันจากอากาศร้อนๆ ของประเทศกรุงเทพ และแอบหวั่นใจว่ามันจะไปเหม็นติดรถของเจ้าเด็กคนนี้รึเปล่า

แต่อีกฝ่ายเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนั้นเลยสักนิด เมืองเหนือเหลือบมองผมก่อนจะเดินวนไปยังฝั่งคนนั่งแล้วเอื้อมมือเปิดประตูรถให้เข้าไปก่อนเช่นเดียวกับตอนขามา

น้องไม่ต้องเปิดให้พี่ก็ได้นะ พี่สัญญาจะเปิดรถน้องเบาๆ ไม่ทำประตูพัง

ผมเอ่ยบอกตอนที่เมืองเหนือทิ้งตัวนั่งลงในฝั่งคนขับเรียบร้อย เจ้าเด็กหันมามองผมเล็กน้อยก่อนจะเลิกคิ้ว

ผมไม่ได้กลัวพี่ทำประตูพังสักหน่อย

พร้อมกับทำสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าอย่างการโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วขยับแขนไปดึงสายเข็มขัดนิรภัยมาล็อกให้ด้วยสีหน้านิ่งๆ

ใกล้จนผมเห็นผิวหน้าด้านข้างที่เนียนใสของอีกฝ่ายชัดเจน

“...”

ผมแค่ทำตามพี่ม่านสอนเฉยๆ

ชักเริ่มอยากรู้แล้ว...ว่าพี่แม่งสอนอะไรมาวะ

แต่ผมก็ไม่ได้โพล่งถามออกไปอย่างที่ใจคิดหรอกนะ ผมเพียงแค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อส่งข้อความหาน้องชายก่อนจะกลับบ้านก็เท่านั้น ซึ่งสิบสามเองก็เหมือนจะส่งข้อความทิ้งไว้

 

13 : ผมไม่ได้ซื้อข้าวเข้ามานะวันนี้

13 : เพื่อนพาไปเลี้ยงข้าวมา

13 : ถ้าพี่เลิกงานแล้วกินข้าวก่อนกลับเลยนะ

13 : กลับบ้านดีๆ ครับ

12 : พี่เลิกงานแล้วนะ

12 : เรานอนได้เลย ไม่ต้องรอ

 

พี่สอง

หือ ว่า

ผมละสายตาจากจอโทรศัพท์เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากคนข้างๆ รวมถึงตัดสินใจเก็บโทรศัพท์เพราะรู้สึกว่าคงจะดูเสียมารยาทหากตัวเองเอาแต่เล่นมือถือทั้งที่อีกฝ่ายกำลังขับรถไปส่ง

ผมหิวข้าวอะ พี่ทานอะไรมารึยัง

“...”

บทสนทนาที่ดูคุ้นๆ จากเมื่อคืนปรากฏขึ้นอีกครั้ง พอดีกับไฟแดงที่ทำให้เมืองเหนือต้องหยุดชะลอรถพร้อมกับหันมาสบตากับรุ่นพี่ปีสามที่ดูจะทำหน้าที่หลายตำแหน่งเหลือเกินในความคิดของเมืองเหนือ

ไปทานด้วยกันก่อนมั้ย

 


ตอนแรกผมตั้งท่าจะปฏิเสธแล้ว เพราะมั่นใจมากกว่าไอ้เด็กน่าจะพาผมไปกินอะไรที่แพงบรรลัยไส้ แต่กลับต้องแปลกใจเมื่อเมืองเหนือเป็นคนบอกให้ผมเลือกร้านเองตามใจชอบ เอาที่ผมคิดว่าอร่อยก็พอ

ผมเลยเลือกร้านข้าวต้มมื้อดึกร้านหนึ่งที่อยู่ใกล้กับมหาลัย เป็นร้านโปรดที่ชอบกินเวลาที่เลิกงาน หรือช่วงปีหนึ่งปีสองที่กิจกรรมในมหาลัยเยอะมากจนพากันหิวโซ

เมนูจ้า

ขอบคุณครับ

ไอ้เด็กรับเมนูจากป้าเจ้าของร้านมาก่อนเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงสุภาพ ไม่มีทีท่าเลิ่กลั่กเหมือนครั้งก่อนที่ผมพาเข้าร้านก๋วยเตี๋ยว แต่แววตาที่แสดงความสนอกสนใจ รวมถึงสงสัยใคร่รู้ก็ดูจะปิดบังเอาไว้ได้ไม่มิดเท่าไหร่ และทั้งหมดนั่นก็เรียกรอยยิ้มเอ็นดูให้ปรากฏขึ้นบนหน้าของผมได้อย่างง่ายดาย

ใครเนี่ยเจ้าสอง

รุ่นน้องครับป้า

ป้าเจ้าของร้านเดินมากระเซ้าผมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเมื่อพบว่าลูกค้าที่คุ้นตาอย่างผมมากับคนที่ไม่คุ้นเท่าไหร่

หล่อเชียวลูก แถมหน้าตาคุ้นๆ นะเนี่ย เหมือนป้าเคยเห็นที่ไหนเลย

น้องเป็นนายแบบครับป้า

โน้มหน้าไปกระซิบเบาๆ ใกล้ๆ คุณป้าจนได้รับแววตาตื่นเต้นมาเป็นการตอบรับ แต่ก็เพราะมหาลัยนี้มีดารารวมถึงคนในวงการบันเทิงไม่น้อยที่แววเวียนมาทานร้านข้าวต้มเจ้าอร่อย คุณป้าเลยเพียงลอบมองด้วยความสนอกสนใจ ก่อนจะปลีกตัวไปรับเมนูโต๊ะอื่นๆ ต่อ

ผมจดเมนูโปรดของตัวเองใส่ลงในกระดาษ ในขณะที่ปล่อยให้เมืองเหนือพลิกหน้าเมนูที่ทำจากแผ่นกระดาษเคลือบพลาสติกดูด้วยความสนอกสนใจ

ต้องจดเมนูเองด้วยเหรอพี่

ไม่จดเองแล้วใครจะมาจดให้ละน้อง แล้วนี่เลือกเมนูได้รึยัง

เส้นผมสีอ่อนสะบัดเบาๆ ตามจังหวะการส่ายหน้าของเมืองเหนือ ดวงตาเรียวกวาดอ่านเมนูก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ย

อันไหนอร่อยบ้าง

ทุกอย่าง

งั้นสั่งมาทุกอย่างเลยได้มั้ย

น้องมึงจะเลี้ยงคนทั้งร้านรึไง ใครมันจะกินหมดวะครับ

พูดคำหยาบอีกแล้ว ไม่ได้สนิทกันนะ

ไอ้เด็กนี่มันกวนตีนเขารึเปล่าวะเนี่ย...

อยากจะด่าแล้ว หากไม่ติดที่ว่าฟางได้บอกเอาไว้ก่อนแล้วว่าเมืองเหนือเป็นเด็กที่ติดจะเข้าใจยากอยู่หน่อยๆ คำพูดคำจาบางทีดูร้าย แต่ก็เป็นความร้ายที่เจ้าตัวดันไม่รู้ว่าร้าย หรือบางคำที่ดูอวดรวย ดูเหยียด แต่อันที่จริง มันแค่เป็นสิ่งที่เจ้าตัวทำเป็นเรื่องปกติ รวมถึงไม่ได้คิดอะไรในคำพูดนั้นด้วย

ซึ่งพอผมสังเกตดีๆ ก็ชักจะเริ่มเข้าใจแล้วเหมือนกัน

ว่าเด็กตรงหน้าไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรเลย นอกจากปากที่ดูวอนโดนตีนชาวบ้าน

มานี่มา พี่สั่งให้ก่อนแล้วกัน เราแพ้อาหารอะไรรึเปล่า

ผมถามด้วยความคุ้นเคยจากการทำกิจกรรมและต้องคอยดูแลพวกรุ่นน้อง เมืองเหนือเหลือบมองผมนิดหน่อยก่อนจะส่ายหน้า

ไม่แพ้ครับ กินได้หมด

ก้มหน้าก้มตาลงจดเมนูเด็ดของร้านสี่ห้าเมนู พร้อมกับข้าวต้มอีกสองถ้วยแล้วเรียกคุณป้าให้มารับเมนู ก่อนจะหันกลับมาให้ความสนใจกับเด็กตรงหน้าที่ยังคงเปิดเมนูไปมาต่อ

แล้ว...สรุป ต้องสนิทก่อนเหรอ ถึงพูดคำหยาบได้

อือ ถ้าสนิทก็พูดได้

ผมเท้าคางมอง

แล้วแบบไหนถึงเรียกสนิทกับน้องครับ

ไม่รู้เหมือนกัน

แล้วเรามีเพื่อนสนิทมั้ย

มีนะ คนนึง

แล้วทำไมถึงรู้ว่าเป็นเพื่อนสนิทล่ะ

ก็...คิงบอกว่าสนิทกัน เลยสนิทกัน

เชี่ยเอ๊ย ไอ้เด็กนี่มัน...

น้องโว้ย ฮ่าๆๆๆ

ผมขำไม่หยุด ขำจนไอแทบสำลัก ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะรู้สึกเอ็นดูใครสักคนได้ขนาดนี้ แต่เพราะด้วยแววตาซื่อๆ ตอนที่ตอบคำถามกลับมา ผมก็ถึงกับหลุดยิ้มด้วยความเอ็นดูอย่างห้ามไม่ได้

จริงเหรอ แค่เพื่อนบอกว่าสนิทด้วย ก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกันได้เลยเหรอ

พี่ขำไรอะครับ

แล้วถ้าพี่บอกว่าเราสนิทกัน เราจะสนิทกับพี่มั้ย

จ้องหน้าคนเด็กกว่าด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้

ไม่สนิท

ทำไมล่ะ

รู้จักกันเมื่อวาน คิงบอกว่าอย่าไปสนิทกับใครง่ายๆ

เอ้า แล้วทำไมดูไว้ใจใครง่าย

ผมไม่ได้ไว้ใจใครง่ายนะ

ผมเลิกคิ้วมองเมื่อเมืองเหนือเถียงกลับทันควัน เพิ่งสังเกตว่าเด็กตรงหน้าใช้น้ำเสียงโทนเดียวตลอดมา คล้ายจะไม่มีอารมณ์ร่วมกับเรื่องใดในโลก

ที่เราฝากของกับคนแปลกหน้าอะ เรียกไว้ใจง่าย

ผมไม่ได้ไว้ใจง่าย แต่ในกระเป๋ามันก็ไม่ได้มีอะไรน่าห่วง

ในนั้นมีอะไรบ้าง

ไอแพดโปรกับหนังสือเรียน

...เรียกไม่มีอะไรน่าห่วงเหรอ ครึ่งแสนแล้วมั้ยกับราคาของในกระเป๋าใบนั้น

ถ้าพี่ขโมยไปจะทำยังไง

ก็ซื้อใหม่

ไม่เข้าใจว่าทำไมบางมุมก็ดูแสนซื่อ

“...”

บางทีเงินก็เป็นตัวทดสอบจิตใจคนที่ดี

 แต่บางมุมก็ดูเข้าใจความเป็นไปของโลกอย่างน่ากลัว

เมืองเหนือเงยหน้าขึ้นสบตากับผม และเป็นครั้งแรกที่มีประกายบางอย่างในแววตา พร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่ใช่เพียงรอยยิ้มมุมปาก

แต่พี่ก็ไม่ได้ขโมยนี่ คนขโมยเขาไม่บอกคนอื่นหรอก พี่บอกผมแบบนี้

ยอกย้อนนักนะ

โอ๊ะ อันนี้อร่อย

ไอ้เด็กเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉยพร้อมกับหันไปให้ความสนใจกับป๊วยเล้งผัดหมูกรอบที่อยู่ในจาน ผมค้นพบว่าเมืองเหนืออยู่ง่ายกินง่ายกว่าที่คิดเอาไว้เยอะ ไม่ว่าจะเมนูไหนที่สั่งมา อีกฝ่ายก็กินทุกอย่างไม่มีอิดออด คอยถามตลอดว่าเมนูนี้เรียกว่าอะไร เมนูนั้นเรียกว่าอะไร

ที่น่าเอ็นดูยิ่งกว่าคือการที่น้องมันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปอาหารเอาไว้ พร้อมกับเขียนชื่อเมนูเอาไว้ในรูปด้วย ดวงตาคมจดจ้องหน้าจอพร้อมกับพึมพำกับตัวเอง

ไว้ให้ป้าภัทรลองทำดีกว่า

มื้ออาหารผ่านไปอย่างเรียบง่าย ก่อนจะไม่ง่ายในจังหวะที่เมืองเหนือจะพยายามจะแย่งจ่ายค่าอาหารทั้งหมดเอง

เฮ้ย พี่บอกว่าหารไง

ทำไมต้องหารอะ

แล้วทำไมต้องเลี้ยงล่ะ

ปกติไปกับเพื่อนก็เลี้ยง ยกเว้นไอ้คิง

ผมนิ่งไปกับคำตอบนั้น แอบไม่เข้าใจโลกของเมืองเหนือนิดหน่อย มันจะเหมือนในละครรึเปล่าที่ต้องคอยเลี้ยงเพื่อนหรือซื้อเพื่อนด้วยเงินตลอดเวลา ?

งั้นคราวนี้ไม่ต้องเลี้ยง เพราะพี่ไม่ใช่เพื่อนเรา พี่เป็นรุ่นพี่

เพราะไม่รู้จะหาข้ออ้างแบบไหนมาอธิบายกับเด็กตรงหน้าว่าเจ้าตัวไม่จำเป็นต้องเลี้ยงข้าวทุกคนและทุกครั้ง ผมยังคงเป็นคนที่ไม่ชอบการอธิบายอะไรยืดยาว

แต่...

ไม่แต่ดิ เป็นเด็กอย่าเถียงผู้ใหญ่

คำว่าเด็กทำให้ใบหน้าหล่อคมบึ้งตึงลงถนัดตา เมืองเหนือระบายลมหายใจขุ่นมัวก่อนจะยอมรับเงินของผมมาใส่ไว้ในกระเป๋าทั้งที่สีหน้าก็ยังไม่พอใจเท่าไหร่

ถึงจะทำด้วยความไม่เต็มใจ แต่อย่างน้อยเจ้าตัวก็ยอมทำน่ะนะ

จ่ายเงินเสร็จก็เดินนำไปยังรถยนต์ของตัวเอง เปิดประตูให้รถให้ผมเหมือนเคย แต่ก็ไม่วายบ่นพึมพำแบบที่เรียกรอยยิ้มจากผมขึ้นมาได้

สิบแปดก็ไม่เด็กแล้วนะ

เด็กยังไงก็คือเด็กล่ะว้า

เนี่ย พอเรียกเด็กก็ไม่พอใจ แต่ก็ทำตัวเหมือนเด็กๆ อยู่ดี ถ้ารู้ว่าผมแอบเรียกไอ้เด็กในใจแทบตลอดเวลา ก็ไม่รู้ว่าจะโกรธเบอร์ไหน

หมายถึงเด็กกว่าพี่ไง กลับกันได้แล้วมั้ง เรามีเรียนมั้ยพรุ่งนี้

วันเสาร์โรงเรียนหยุดครับ

เออว่ะ แต่พี่มีเรียน

คิดๆ แล้วผมก็แอบอยากกลับไปใช้ชีวิตมัธยมปลาย มีตารางเรียนที่แน่นอนชัดเจน ไม่ใช่นึกจะเรียนเมื่อไหร่ก็เรียน เดี๋ยวก็เมพอัพคลาส เดี๋ยวก็เรียนชดเชย เดี๋ยวก็ออกกองนอกตารางอยู่อย่างนี้

แต่ก็นะ...โตขึ้น ชีวิตก็ยากขึ้น มันก็ถูกต้องแล้ว

แค่ได้กลับบ้านนอนสักตื่นก่อนจะต้องมาใช้ชีวิตต่อในวันพรุ่งนี้ก็ขอบคุณบุญที่ยังเหลือแล้ว

พี่เรียนถึงกี่โมงอะ

เย็นมั้ง เมกอัพคลาสยาว

ถ้าว่างๆ พี่พาผมไปกินอย่างอื่นอีกได้มั้ย

“...”

“...”

อันนี้คือน้องกำลังจีบพี่เหรอ หรือว่ายังไง

ไม่ได้จีบ จีบตรงไหนกัน

“...”

แค่อยากมาเจอเฉยๆ

“...”

พี่น่าสนใจ เรื่องรอบตัวพี่ก็น่าสนใจ ผมมาหาพี่บ่อยๆ ได้มั้ย

อะไรของไอ้เด็กนี่วะเนี่ย…!?


100%

เข้าใจปะว่าไม่ได้จีบ ไม่ได้จีบบบบ

50%

อ่อยเก่งที่หนึ่งงง


30%

เนี่ย เด็กมันใจสู้เบอร์นี้อะ ไม่แพ้ให้มันรู้ไป


ขอฝากบ้านใหม่ด้วยจา

ไม่เอิ้กอ้ากนะ แต่รับประกันความดีงามของหัวใจ


dear deer แด่เธอที่รัก #คินกวาง
'แด่เธอที่รัก' คือข้อความสุดท้ายที่ปรากฎบนหน้าหนังสือ
เพื่อเป็นการบอกว่า .. นับจากตัวอักษรนี้ไป
ผ ม จ ะ ไ ม่ รั ก คุ ณ อี ก แ ล้ ว


พี่สิบสองมีวางขายตามร้านหนังสือ และมีเวอร์ชั่นอีบุ๊คแล้ว

สามารถสั่งซื้อแบบรูปเล่มได้ทาง YB BOOKS และตามร้านหนังสือนาจา





สนใจสั่งซื้ออีบุ๊ค จิ้มตรงนี้เลยจ้า กดเพื่อซื้อพี่สองสายแปด
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 112 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

105 ความคิดเห็น

  1. #102 DekY. (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 19:41
    อยากร้องไห้ สาขาb2sแถวบ้านดันไม่ห่อปกให้ บอกลดการใช้ถุงพลาสติก...เดี๋ยววววพี่ ห่อให้เถอะ อยากกราบ เสียดายหนังสือ... (ลดมาเกือบปีสองปีละนะ! แค่ห่อปก!)😢😥
    #102
    0
  2. #99 one_noppawan (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 / 22:29
    หายไปเลยนะไรต์ ไม่ได้กินหรอก ซื้อหนังสือมาแล้ว555 รักไรต์นะ
    #99
    0
  3. วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 07:29

    เข้าใจนะว่าไม่ได้จีบ อย่าคิดเยอะ 555

    #91
    0
  4. #90 wanEkitty (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 22:36
    คนจีบเเต่ไม่รู้ตัว กับอีกคนโดนจีบดันรู้ตัวก่อนคนจีบอีก
    #90
    0
  5. #89 เด็กน้อยผมสั้น (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 21:39
    ซื้อหนังสือมาแล้วนะคะ หาซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์เลยยย 💓💓
    #89
    1
    • #89-1 Ployde_r29(จากตอนที่ 6)
      29 มีนาคม 2562 / 11:54
      มีncมั้ยง่ะ
      #89-1
  6. #88 petamon (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 16:28

    รออยู่น้าา
    #88
    0
  7. #87 เด็กน้อยผมสั้น (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 22:26

    💓💓💓💓
    #87
    0
  8. วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 13:09

    เช้าถึง ดึกถึง

    #85
    0
  9. #84 aranyasoysaard (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 21:06
    หายไป คิดถึงนะไรท์
    #84
    0
  10. #83 Solien (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 21:00

    พี่สองจะรู้ตัวรึยังว่าโดนเด็กจีบอยู่ สนุกมากเลยย
    #83
    0