#พี่สองสายแปด [YAOI]

ตอนที่ 4 : - (สิบ)สอง -

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,550
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 176 ครั้ง
    5 มี.ค. 62


- (สิบ)สอง -

 

             กิจวัตรประจำวันของนายสิบสองไม่ได้มีอะไรเยอะแยะเท่าไหร่ จะเอาอะไรกับชีวิตนักศึกษาปีสามธรรมดาๆ คนหนึ่งกัน

มือเรียววาดมือสะเปสะปะก่อนจะตบลงบนโทรศัพท์มือถือเพื่อกดปิดเสียงปลุก นับหนึ่งถึงห้าในใจก่อนจะลืมดวงตากลมขึ้นมามองฝ้าเพดาน

ผมไม่ใช่คนขี้เซา แต่การตื่นเช้าก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าเบื่อสำหรับเขาอยู่ดี

บนโลกนี้มีใครชอบตื่นเช้าด้วยเหรอ เอาแบบนี้ดีกว่า

ลุกขึ้นนั่งบนเตียงเดี่ยวขนาดสามฟุตของตัวเองแล้วก็ถอนหายใจด้วยความเป็นทุกข์

ไม่ให้ทุกข์ได้ไง ในเมื่อรู้ตัวว่ามีควิซตอนเกือบเที่ยงคืน กลับถึงบ้านมาก็ตีหนึ่งกว่า อ่านควิซจนถึงตีห้า และตอนนี้เป็นเวลาเจ็ดโมง

ใช่ ผมเพิ่งได้นอนไปสองชั่วโมงเท่านั้น

และต้องใช้ชีวิตต่ออีกทั้งวัน จะบ้าตาย

พี่สอง สามไปก่อนนะ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามครั้งก่อนร่างสูงโปร่งในชุดนักเรียนมัธยมกางเกงดำจะชะโกหน้าผ่านบานประตูมาหา รอยยิ้มสดใสของคนตรงหน้าทำให้ความง่วงงุนของผมพอจะบรรเทาไปบ้าง

เออ ไปดีๆ

คร้าบ เอ้อพี่

ว่า

ข้าวอยู่บนโต๊ะนะ

เนี่ย แรงใจวัยทำงาน

จะว่าเห่อน้องก็ได้ เพราะผมน่ะเห่อสิบสามมาตั้งแต่น้องเกิด ใครๆ ก็บอกว่าพี่คนโตจะชอบอิจฉาน้อง แต่ผมกลับไม่เคยเป็นแบบนั้นเลยสักนิด ตั้งแต่รู้ว่าแม่กำลังจะมีน้องชายให้เขาดูแล เด็กชายสิบสองในวัยสามขวบก็ทั้งตื่นเต้นและรอคอยวันที่จะได้พบหน้าเด็กคนนี้

แล้วก็คงเป็นโชคดีที่สิบสามนั้นว่าง่ายและแสนดีตั้งแต่เด็ก สดใส อารมณ์ดี เป็นน้องชายขี้อ้อนที่ทำให้ผมกลายเป็นพี่ชายใจดีอย่างไม่มีข้อแม้

ถ้าถามว่ารักแค่ไหน พอมาเรียนที่กรุงเทพก็กระเตงน้องมาด้วย ขยันทำงานส่งน้องเรียนไปพร้อมตัวเอง

สิบสามเองก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ทั้งตั้งใจ ทั้งขยัน คุ้มกับความพยายามของสิบสอง เกรดเฉลี่ยที่ออกมาก็มั่นใจได้ว่าอนาคตนักศึกษาแพทย์ที่น้องชายฝันไว้ไม่ได้ไกลเกินจริงเลย

แต่อนาคตการศึกษาของผมเนี่ย ถ้ายังไม่ลุกไปอาบน้ำสักที อาจจะได้จบในปีที่ห้าแทนก็เป็นได้

ผมหยัดตัวลุกขึ้นเดินลากเท้าคว้าเอาผ้าเช็ดตัวที่ตากอยู่ตรงระเบียงห้องนอนเดินออกจากห้องเพื่อลงไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ตรงชั้นล่าง

บ้านหลังนี้เป็นบ้านเช่าสองชั้นขนาดเล็ก ใกล้ทั้งมหาลัยของผมและโรงเรียนของสิบสาม ราคากลางๆ ที่มีสองห้องนอนอยู่ชั้นสอง หนึ่งห้องน้ำ หนึ่งห้องครัวอยู่บริเวณชั้นล่าง ซึ่งผมมองว่ามันก็กำลังพอดีสำหรับผู้ชายสองคนไว้ซุกหัวนอน

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ผมก็เก็บกระเป๋าอย่างใจเย็น ตรวจเช็กความเรียบร้อยก่อนจะเดินไปยังห้องครัวที่เจ้าน้องชายตัวดีเหมือนจะต้มข้าวต้มหมูสับเอาไว้ให้

แล้วพอกินเสร็จผมก็พาฟีโน่คันเก่งพร้อมกับสารร่างและตาโหลๆ ของตัวเองไปยังมหาลัย

เนี่ย เช้าวันธรรมดาวันหนึ่งของสิบสอง



กูอยากอ้วก

ส่วนกูอยากตาย

เสียงครวญครางดังระงมไปหมดหลังจากที่นักศึกษาชั้นปีที่สามพากันทยอยออกมาจากห้องเลกเชอร์ ใบหน้าทุกคนล้วนอิดโรย

เหมือนออกมาแต่กายหยาบ ส่วนวิญญาณนั้นดับสิ้นคาข้อสอบควิซ

ผมเองก็ไม่ต่าง ถึงจะพอทำได้บ้างแต่ก็ยังเดินถอนหายใจลูบหน้าลูบตาออกมาจากห้อง แม่งเอ๊ย ที่ออกไม่ได้อ่าน ที่อ่านไม่ได้ออก

เที่ยงกินอะไรวะสอง

ไมมึงออกเร็วจังวะ ทำได้เหรอ

ผมหันไปมองเพื่อนสนิทที่นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ตรงโต๊ะม้าหิน เห็นมันเดินออกจากห้องตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกในขณะที่ตัวผมนั้นอยู่จนห้านาทีสุดท้ายของคลาสเรียน เฟื่องเงยหน้าตี๋ๆ ตามฉบับลูกคนจีนขึ้นมามองผมก่อนจะยักไหล่

นั่งไปก็ทำไม่ได้ กูปวดเยี่ยวอะ เลยรีบออกมา

ก็จริงของมันอีก

สองๆ จะไปกินข้าวเหรอ

เสียงที่กังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้ผมหันไปมองก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเมื่อพบว่าเป็นมิ้งที่ดำรงตำแหน่งเฮดรุ่น

อ่าใช่ มิ้งมีอะไรรึเปล่า ทำควิซได้ไหม

โอ๊ย อย่าพูดเรื่องหยาบคาย มันจบไปแล้วสอง มันจบไปแล้ว

ใบหน้าน่ารักบิดเบี้ยวเหยเกเมื่อโดนถามถึงเรื่องสอบ มิ้งทำมือปาดคอตัวเองเป็นสัญญาณว่าได้ทิ้งวิญญาณเอาไว้ในห้องสอบแล้ว ก่อนเจ้าตัวจะโบกปัดมือไปมาเมื่อนึกได้ว่านี่ไม่ใช่ประเด็นที่เธอเดินมาทักทายผม

คือเราจะถามว่าบ่ายนี้สองว่างรึเปล่า อยากให้แวะไปตรงบูธงานโอเพ่นเฮาส์ของสาขาเราหน่อย

ไม่ใช่ไม่รู้ว่ามีงาน แต่สำหรับหนึ่งในฝ่ายสันทนาการตัวท็อปที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจตั้งแต่ปีหนึ่งปีสองจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนอย่างนายสิบสองคนนี้นั้น พอขึ้นปีสามแล้วมีรุ่นน้องมารับช่วงต่อ ผมก็ขอหลบมาใส่ใจเรื่องอื่นในชีวิตบ้าง เลยไม่ค่อยได้แวะเวียนไปดูพวกรุ่นน้องเตรียมงานเท่าที่ควร

คนขาดเหรอ

ไม่ขาดหรอก แต่คิดว่าสองไปน้องๆ น่าจะมีกำลังใจกัน อีกอย่าง สองตอบคำถามดีอะ ช่วงบ่ายน่าจะมีน้องม.ปลายมากันเยอะ

จากที่ตอนแรกตั้งใจจะหนีกลับห้องไปนอนสักตื่น ก่อนที่ตอนเย็นจะต้องไปทำงานต่อ แต่พอเห็นรอยยิ้มกับน้ำเสียงแกมขอร้องของมิ้ง ผมก็ได้แต่ยิ้มตอบแล้วพยักหน้ารับคำเท่านั้น

เอาล่ะ...จะได้กลับไปนอนไหมก็ต้องลองเสี่ยงดูอีกสักนิด

มึงก็ตามใจมันจังเล้ย

ก็เพื่อนขอให้ช่วยปะวะ ไม่ช่วยก็ใจร้ายไหม

ใจดีกับทุกคนแหละมึงอะ ยกเว้นตัวเอง

เฟื่องบ่นอย่างไม่จริงจังก่อนจะกึ่งลากกึ่งจูงให้ผมเดินตามตัวเองไปยังบันไดตึกเพื่อที่จะได้ไปหาอะไรกินกันสักที

ถึงจะบ่นอย่างไม่จริงจัง แต่ก็พอรู้ตัวเองอยู่หรอกน่ะ...ว่านิสัยแบบนั้นจริงๆ


 

บรรยากาศในโรงอาหารคณะวันนี้ค่อนข้างคึกคัก อาหารตาน่ารักน่าเอ็นดูอย่างพวกน้องมัธยมปลายทำให้วันนี้พบเจอพวกเด็กนิเทศหลายคนที่ปกติจะออกไปหาอะไรกินนอกมหาลัยพากันเสนอหน้ามาส่องเด็กเต็มไปหมด

ส่วนผมน่ะ ชอบกินในโรงอาหารอยู่แล้ว เพราะว่าราคามิตรภาพน่าคบหา

ส่วนน้องๆ วัยกระเตาะที่กำลังส่งเสียงคิกคักน่ารักน่าชังอยู่ตอนนี้ก็ถือเป็นอาหารตาอาหารใจอะนะ

แต่ประเด็นคืออาหารตามันไม่ได้ทำให้หายหิวไง กว่าจะซื้อข้าวได้เลยต้องต่อแถวเสียยาวเหยียดแทบจะเป็นลมล้มพับอยู่ร่อมร่อ

นอนก็ไม่ได้นอน ข้าวก็ไม่ได้กิน

แต่เอ๊ะ...ไอ้ผมน้ำตาลเทา เสื้อนักศึกษาพับแขนขึ้นตรงนั้นมันหน้าคุ้นตาอยู่นะ

ชะเง้อใหญ่ ลมอะไรหอบเข้ามอเหรอครับวันนี้

เชี้ยสอง!

ผมย่องเบาเข้าไปด้านหลัง ก่อนจะกระโจนไปกอดคอเพื่อนจนมันสะดุ้งเฮือก

ข้าวร้านป้านกวันนี้น่ากินเหรอไอ้ฟาง หรือมาส่องสาวจ๊ะ

แหม เห็นกูเป็นคนยังไง

ฟาง หนึ่งในเพื่อนร่วมกลุ่มของผมยักไหล่ก่อนจะหัวเราะ พวกเขามีกันสี่คนอันประกอบด้วย เฟื่อง ฟาง สิบสองและนับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ตัวติดกันตลอดเวลาเพราะลงเรียนคนละเอก ต่างคนต่างแยกใช้ชีวิตของตัวเองกัน ฟางมีดวงตาคมกริบตามแบบฉบับของผู้ชายไทยแท้และครองตำแหน่งเดือนคณะ เจ้าตัวเป็นมนุษย์ที่ไม่ค่อยเข้าเรียนเท่าไหร่ พบเจอไม่บ่อย แต่ไม่โดนไล่ออกเพราะมันมีเอกสารลาจากการไปทำงานในวงการบันเทิง

ส่องใหญ่ ไอดังคุกเลยนะเพื่อนน้า

กูหาน้องกูหรอก

มึงมีน้องด้วยเหรอวะ

รุ่นน้องว่ะ ถ่ายแบบด้วยกัน พอดีมันมางาน เลยมารอรับมัน

โห สำคัญเบอร์นั้นเชียว

ไม่ได้ว่ะ บ้านเขาใหญ่ ปล่อยทิ้งปล่อยขว้างไม่ได้

อ๋อ มารอเด็ก จะได้บอกจ๊ะจ๋าถูก

โว้ย พวกมึงนี่ แฟนกูได้ยินนี่กูนอนเป็นศพตรงนี้เลยนะ

ผมหัวเราะลั่นเมื่อนายแบบตัวร้ายทำหน้าเหมือนลูกหมาทันทีที่ได้ยินชื่อจ๊ะจ๋า แฟนสาวของตัวเอง เอื้อมมือไปตบไหล่เพื่อนเบาๆ ก่อนจะดันให้เดินไปข้างหน้า

มาๆ นั่งด้วยกันก่อนมา ยืนเป็นโรคจิตเลยมึงอะ

ฟางพยักหน้ารับก่อนจะทิ้งตัวนั่งร่วมโต๊ะกับทั้งเฟื่องและสิบสอง มือหนาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดอยู่ครู่หนึ่ง

เดี๋ยวน้องกูมานั่งด้วยนะ

เออได้ แล้วน้องมึงจะไปดูงานคณะเราด้วยเลยปะ จะได้ไปพร้อมกันเลย กูต้องไปเฝ้าบูธเหมือนกัน

น้องอะไป แต่กูอะติดงานต่อ มารอรับมันไปส่งเฉยๆ มันเป็นเด็กแปลกๆ อยู่นะ

แปลกยังไงวะ ?” เฟื่องถามพร้อมกับคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวในชามใส่ปาก

จะเรียกแปลกก็ไม่เชิง คือน้องมันรวยอะ รวยแบบรวยมาก

มึงก็รวยนะฟาง

ผมเอ่ยแทรกขึ้นมา เพราะบ้านฟางเองก็ทำปางไม้อยู่ที่ภาคเหนือ เรียกได้ว่ามีอันจะกินอยู่ไม่น้อยหน้าใคร ถ้าถึงขั้นที่ฟางยังบอกว่ารวย มันต้องขนาดไหนกันเชียว

ว่าแล้วก็อดนึกถึงไอ้เด็กเมื่อวานไม่ได้ ป่านนี้ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง โดนแม่ตีรึเปล่าที่หนีออกจากบ้าน

รวยกว่ากูร้อยเท่าได้มั้ง

ขนาดนั้นเลย ?”

เออ แบบ ไม่เคยกินของข้างทางอะ ไปไหนมาไหนก็มีคนคอยไปรับไปส่งตลอด คำพูดคำจามันจะดูแปลกๆ ดูแปลกใจนู่นนั่นนี่ไปหมด เหมือนอยู่กันคนละโลก อย่างกูซื้อลูกชิ้นปิ้งหน้าบอเข้าไป บอกไม้ละห้าบาท มันถามว่าของจริงเหรอพี่ ของคนกินเหรอ

เอ๊ะ...ฟังดูคุ้นๆ อยู่นะ

ไอ้เหี้ย โคตรจี้

เออ ตอนแรกกูก็หมั่นไส้นะ แต่หลังๆ ตลกอะ คือน้องแม่งเป็นงงจริง ไม่ได้ตั้งใจจะข่ม บางทีก็เหมือนจะอวดรวย แต่กูก็พอจะเข้าใจว่าน้องมันไม่ได้อวยอะ มันใช้ชีวิตปกติมัน คนอื่นอะ ไปรู้สึกว่ามันรวยเอง

เรื่องมันเป็นอย่างนี้นี่เองเฟื่องส่งเสียงอ๋อเบาๆ ส่วนฟางก็เหมือนกำลังพยายามจะเอาส้อมจิ้มลูกชิ้นในชามของเฟื่องที่กำลังเผลอ

ไม่ม้าง...

ไม่น่าบังเอิญขนาดนั้นหรอก...

ประมาณนั้นอะ แล้วน้องมันจะเรียนต่อมอนี้มั้ง บอกจะเข้ามาดูโอเพ่นเฮาส์ กูเลยมารอรับ แต่เดี๋ยวสักพักว่าจะปล่อยน้องเดินดูเอง เพราะก็ต้องกลับไปบอละ มีงานต่อ

ผมพยักหน้ารับคำเพื่อนก่อนจะเบี่ยงมาให้ความสนใจกับข้าวราดแกงในจานของตัวเองต่อ วันนี้ผมสั่งข้าวราดพะโล้กับหมูทอดมา...แล้วผมก็เกิดนึกสงสัยอะไรบางอย่าง

มึง มึงเคยสงสัยปะ

หือ ?”

เฟื่องที่กำลังพยายามเอาตะเกียบแทงฟางเนื่องจากโดนแย่งลูกชิ้นในชามทีเผลอเงยหน้าขึ้นมองผมที่เขี่ยไข่พะโล้ในจานไปมาด้วยสีหน้าจริงจังจนทั้งเฟื่องทั้งฟางถึงกับต้องหันมาให้ความสนใจเพื่อนร่างเล็กของตัวเอง

แบบ กูสงสัยจริงๆ นะ

อะไรวะ

ทำไมอะ

“...”

ทำไมเราถึงเรียกว่าข้าวราดแกงวะ ทำไมไม่ใช่แกงราดข้าว

“...”

สัสสอง

เฟื่องสบถทันทีหลังจากอุตส่าห์เสียสละเวลาตบตีไอ้นายแบบมาฟังผม ในขณะที่ฟางนั้นขมวดคิ้วพร้อมกับครางเสียงเบา

เออว่ะ ทำไมเป็นข้าวราดแกงวะ ในเมื่อแกงแม่งราดบนข้าว

มึงก็เอากับมันด้วยเหรอฟาง

มึงไม่สงสัยเหรอวะ

ฟางที่กินได้แต่สลัดเพราะช่วงนี้ต้องคุมน้ำหนักหันมาถามเฟื่องพร้อมกับเหลือบมองไข่พะโล้ในจานของผมตาละห้อย แถมยังกลืนน้ำลายเอื้อกแบบสุดแสนจะน่าสงสาร

กูก็เห็นเรียกแบบนี้ทั้งประเทศไหมยังไง

แล้วมึงไม่สงสัยเหรอวะ

เห็นแก่ที่ฟางมีส่วนร่วมกับคำถามของผม ผมเลยใช้ช้อนหั่นไข่พะโล้เป็นสองส่วนแล้วตักแบ่งให้กับฟางไปด้วย จนฟางถึงกับมองด้วยสายตาซาบซึ้ง

เพราะมันเป็นนามวลีครับ

“...”

นามวลีต้องเป็นคำนามตามด้วยวลี เลยเป็นข้าวตามด้วยราดแกง

น้ำเสียงที่ผมรู้สึกคุ้นหูอย่างประหลาดดังขึ้นจากด้านหลังจนรู้สึกขนลุกวูบ แล้วพอหันไปมองก็ถึงบางอ้อเมื่อพบกับใบหน้าคุ้นตาของไอ้เด็กที่เจอเมื่อวาน

อ้าว น้องนอร์ธ พี่บอกให้รอหน้าโรงอาหารไง เดี๋ยวไปรับ

พอดีเห็นพี่เฟื่องพอดีครับ เลยเดินมาเลย

ไอ้เด็กเมืองเหนือในชุดนักเรียนเหมือนกับเมื่อวานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ที่ฟังดูสุภาพ ก่อนเจ้าตัวจะผันดวงตาคมมาหาผมที่เหลียวกลับมามองจนคอเคล็ด

ไงพี่

ไงเด็ก

อ้าว รู้จักกันเหรอวะ

เป็นไอ้ฟางที่ทำหน้าแปลกใจเมื่อพบว่านายแบบรุ่นน้องที่มันเผาว่าแสนจะเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร กลับมารู้จักกับผม เพื่อนสนิทของมันที่ก็ใช้ชีวิตแบบไม่พบเจอโลกภายนอกใดๆ นอกจากคณะ รถเมล์ ที่ทำงาน(อื่นๆ) แล้วก็บ้าน

เจอกันเมื่อวานว่ะ

ตอนไหนวะ

เอาเป็นว่าเคยเจอกันแล้วกัน

ผมบอกปัดเมื่อนึกได้ว่าสาเหตุที่พบเจอกันนั้นมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับครอบครัวของเมืองเหนือด้วย และดูเป็นเรื่องส่วนตัวใช้ได้เลย

ว่าแต่...ฟางบอกว่าคนรู้จักที่ถ่ายแบบด้วยกันงั้นเหรอ

มิน่า! ผมถึงได้รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอีกคนนัก

คงเพราะเคยเจอตามหน้านิตยสารและโซเชียลต่างๆ นี่เอง

โห...นี่น้องเมืองเหนือตัวจริงเหรอ

ไอเฟื่องจ้องหน้าคนเด็กกว่าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะอ้าปากค้างพร้อมกับเอ่ยเสียงสั่น

มึงตื่นเต้นอะไรขนาดนั้นวะ

มึงไม่ตื่นเต้นเหรอ นี่น้องเหนืออะมึง เมืองเหนือ เมธาหิรันย์อะ

“...”

ลูกชายคนเล็กของเจ้าของเครือ MH”

MH...MH

เชี่ย! เจ้าของห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า โรงแรมและรีสอร์ทน่ะนะ!?

ที่รวยอันดับหนึ่งของไทย...อันดับหนึ่งในห้าของเอเชีย ?”

ผมพึมพำทวนความรู้รอบตัวในหัวอย่างสับสน บ้าหน่า มันจะเป็นไปได้เหรอ กระเป๋ารถเมล์จนๆ คนหนึ่งเพิ่งพาลูกเศรษฐีที่รวยเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียไปซ้อนมอเตอร์ไซค์แว๊นแว๊นแว๊นมาเนี่ยนะ...

เออ

เวร เป็นไปแล้วว่ะ

คุณพระ แล้วเมื่อคืนผมพาไอ้คุณชายนี่ไปกินก๋วยเตี๋ยวไก่ชามละสี่สิบบาทมาด้วยเหรอ...

ผมถึงกับกลืนน้ำลายเอื้อกเมื่อคิดได้ว่าถ้าเกิดเมื่อวานผมดันทำให้ไอ้เด็กนี่เป็นอะไรขึ้นมา เช้าวันนี้ผมจะยังมีชีวิตรอดอยู่ไหม

ขอบคุณที่มันกินของข้างทางไปแล้วไม่ท้องเสีย หรือซ้อนมอเตอร์ไซค์แล้วไม่หล่นลงไปหัวฟาดฟื้นน่ะนะ

เมืองเหนือเดินมาทิ้งตัวนั่งข้างผมที่บอกเลยว่าตอนนี้เลิ่กลั่กแบบสุดยอด ในหัวเอาแต่คิดว่าเมื่อวานได้เผลอด่าอะไรไปบ้างรึเปล่า ในขณะที่ไอ้เด็กกลับดูเหมือนไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร เจ้าตัววางกระเป๋านักเรียนไว้ข้างๆ ก่อนจะเอียงหน้ามามอง

เมื่อวานผมเอาให้พี่ชายกินด้วยนะ พี่บอกอร่อย

โหน้อง

เกิดท้องเสียยกบ้านนี่ กูจะโดนข้อหาวางแผนฆาตกรรมไหม

เฮ้ย ถ้ามึงรู้จักน้อง งั้นกูฝากน้องไปกับมึงเลยได้ปะ ไหนๆ มึงก็จะไปคณะอยู่แล้วอะ กูจะได้ไปทำงานเลยไอ้ฟางเหมือนเจอทางสว่าง มันตาเป็นประกายก่อนจะหันไปสบตากับเมืองเหนือเหนือให้พี่สองพาดูได้ไหมครับ

ได้ครับ

เฮ้ยเดี๋ยว กูยังไม่ได้ตกลง!

เฮ้ยฟาง เดี๋ยว...เพื่อน...เฮ้ย!

ผมพยายามไขว้คว้าหลักยึดเช่นฟางเอาไว้ แต่เจ้าเพื่อนตัวดีกลับจัดการรวบช้อนส้อมจานยกชิ่งหนีเสียอย่างนั้น ไวยิ่งกว่าตอนวิ่งหนีอาจารย์ที่รู้ว่ามันเป็นคนทำน้ำหกในโน้ตบุ๊ค ทิ้งเขาเอาไว้กับน้องเมืองเหนือที่มองเขาด้วยแววตานิ่งๆ กับไอ้เฟื่องที่ยังคงจ้องเมืองเหนือเหมือนจะสิงสู่น้องมันให้ได้

ส่วนนายสิบสองน่ะเหรอ

อยากมุดดินหายตายไปจากตรงนี้ให้จบๆ ไปเหลือเกิน...

 

จะเข้านิเทศเหรอ

ผมถามขึ้นตอนที่เรากำลังเดินจากโรงอาหารไปยังซุ้มที่อยู่ใต้คณะ ส่วนเฟื่องนั้นเดินนำไปก่อนเพราะน้องรหัสโทรมาตามตั้งแต่ผมยังกินข้าวไม่หมด บอกให้ไปเจอกันที่ซุ้มเลย

เปล่าครับ

อ่าว แล้วมาดูทำไมอะ

ผมไม่ได้ถามกวนประสาท แต่ถามด้วยความสงสัยเฉยๆ ว่าในเมื่อไม่ได้มีความสนใจที่เรียน แล้วทำไมถึงได้อยากมาดูคณะนี้เอาไว้

อยากลองเข้า แต่คงไม่ได้เข้า

“...”

ยังไงก็ต้องเรียนบริหาร

ทั้งที่เมืองเหนือเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่ใจของผมกลับรู้สึกวูบโหวงไปกับแววตาว่างเปล่าของอีกคนอย่างหาคำอธิบายไม่ได้

ไม่รู้สิ เพราะตอนที่ผมเข้าคณะนี้ ผมก็เข้าด้วยความรู้สึกชอบและสนใจ ทั้งมีแพชชั่นว่าอยากทำงานอะไร และอยากเรียนไปเพื่ออะไร ถึงได้ตัดสินใจย้ายมาเรียนถึงกรุงเทพ และทั้งที่ชอบขนาดนั้น เวลาเรียนจริงๆ ยังแทบจะเป็นจะตาย ผมเลยนึกภาพไม่ออกเลยว่าการเรียนทั้งที่ไม่ได้ชอบหรือรักมันจะเหนื่อยแค่ไหน

พ่อแม่ให้เรียนเหรอ

“...”

ถ้าไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรนะ

ผมเอ่ยต่อเมื่อรู้สึกว่าตัวเองเผลอละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของอีกคนจนเกินไปแล้ว แต่เมืองเหนือก็หันมามองก่อนส่ายหน้า

เปล่าครับ จริงๆ พ่อแม่ก็ไม่ได้อะไรเจ้าตัวนิ่งไปนิดหนึ่ง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันพี่ชายเองก็ไม่ได้อะไร บอกให้เรียนอะไรก็ได้ที่อยากเรียน แต่ผมไม่อยากให้พี่ทำงานคนเดียว อยากไปช่วยทำงาน

“...”

ที่ผ่านมาก็เหนื่อยมามากแล้ว

ผมถึงกับใจกระตุกกับคำตอบของเด็กตรงหน้า ภาพน้องชายแสนน่ารักที่บ้านซ้อนทับกับไอ้ลูกหมาหน้ามึนนี่ขึ้นมา

หัวอกคนเป็นพี่มันน้ำตาคลอ

แล้วไม่ไปเรียนต่อต่างประเทศเหรอ

ผมถามด้วยความสงสัยขึ้นเมื่อครุ่นคิดได้ว่าในเมื่อบ้านของเด็กตรงหน้าร่ำรวยขนาดนี้ มันก็ดูไม่ใช่เรื่องยากเลยหากทางครอบครัวจะส่งเสริมอนาคตของอีกคนให้ไปได้ไกลกว่าการเรียนอยู่ในประเทศไทย

ไม่ใช่ว่ามหาลัยที่ผมเรียนไม่ดีนะ ที่นี่ดีเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าประเทศอื่นก็ก้าวไกลกว่ามากเช่นกัน

พ่อไม่ให้ครับ กลัวเสียผู้เสียคน

ดื้อขนาดนั้นเลย ?”

แล้วพี่คิดว่ายังไงครับ

เมืองเหนือผันดวงตาคู่คมของตัวเองมามอง แววตานิ่งๆ แต่แฝงแววรั้นเอาไว้อย่างปิดไม่มิดที่ปรากฏบอกให้รู้ว่าคนตรงหน้าผมไม่ใช่เพียงดื้อธรรมดา แต่ว่าดื้อเงียบอีกด้วย

ร้ายเหรอเราอะ

ใครๆ ก็บอกแบบนั้นกันนะ

รอยยิ้มปรากฎขึ้นบางๆ ตรงริมฝีปากของคนเด็กกว่า เจ้าตัวพอตอบเขาเสร็จก็สาวเท้าเดินเข้าไปในคณะนิเทศพร้อมกับเสียงฮือฮาของบรรดาคนที่จดจำใบหน้าของน้องมันได้ หรืออาจจะจำได้ตั้งแต่สีผมที่ดูโดนเด่นแปลกตาแล้ว...

แต่ที่หน้าแปลกคือทุกคนต่างไม่มีใครกล้าเข้าไปขอถ่ายรูป ได้แต่แอบมองเงียบๆ อย่างเกรงอกเกรงใจเท่านั้น

คงไม่ใช่ผมคนเดียวละมั้งที่รู้สึกว่าเด็กที่เดินนำหน้าเขาไปนั้นดูเข้าถึงยากและปิดกั้นตัวเองอย่างอธิบายไม่ถูก

พอเป็นเมืองเหนือ เมธาหิรันย์ก็ดูแตกต่างจากไอ้เด็กคนเมื่อวานไปเลย

พี่สอง เฮ้ย พี่สองมาแล้ว

พี่สอง ช่วยน้องด้วยยย ฮือ

เสียงของบรรดาเด็กปีหนึ่งปีสองที่เห็นหน้าเขาพากันโวกเหวกโวยวายกันจนลั่นใต้ถุนตึกดังลั่นจนผมต้องผงะถอยหลัง เด็กๆ พากันพุ่งตัวมารุมล้อมผม ทั้งกึ่งลากกึ่งจูงประหนึ่งซอมบี้หิวโซ แถมแย่งกันพูดจนฟังแทบไม่ทัน

พี่มาช่วยตอบคำถามหน่อย

ตอนบ่ายมาช่วยเป็นเอ็มซีให้หน่อยได้ไหมคะ

เดี๋ยวอยู่เล่นกับน้องก่อนได้เปล่า

ใจเย็น โยม ใจเย็น อาตมาฟังไม่ทัน...

ยกมือสองข้างขึ้นเป็นปางห้ามก่อกวนก่อนที่บรรดาพวกรุ่นน้องจะเข้ามารุมทึ้ง รู้เลยว่าจากประโยคที่พูดไปนั้นน่าจะทำให้ชาตินี้ชาติไหนก็คงไม่ได้ขึ้นสวรรค์ แต่แล้วยังไงกันล่ะ

ถ้าเราไม่มีศาสนา นรกก็เป็นแค่น้ำพริก ส่วนสวรรค์ก็เป็นแค่หมูแผ่น

อันที่จริงก็ปากดีไปอย่างนั้นแหละ พอไอ้พี่จริงใจมันปาดรถจากเลนขวาสุดเข้าซ้ายสุดทีเดียว ผมก็สวดหาพระพุทธเจ้าแล้ว สิทธัทธะช่วยด้วย

เนี่ย นรกไม่มีที่ให้อยู่แล้ว

พี่สองช่วยพวกหนูด้วย

ฟังนะเด็กๆ

“...”

พี่แค่แวะมาดู

“...”

งานปีใครปีมัน โตแล้ว จัดการกันเอง

ไอ้สอง ทางนี้

ถึงปากประกาศกร้าวอย่างใจแข็ง แต่ผมก็เดินทิ้งตัวนั่งลงตรงบริเวณโต๊ะใกล้ๆ ที่เฟื่องนั่งคุยกับน้องรหัสอยู่เช่นกัน

งั้นผมไปเดินดูข้างในนะ

เออ สงสัยอะไรก็ถามพวกเด็กๆ มันได้เลย

ผมตอบเมืองเหนือไปแบบนั้น ก่อนจะปล่อยให้ไอ้เด็กเดินสำรวจซุ้มโดยไม่ไปตามประกบ คือคิดว่าน้องมันก็โตๆ แล้วอะ จะให้ไปเดินลากเดินจูงเหมือนพามาทัศนศึกษาก็ใช่เรื่อง อีกอย่างผมก็เหนื่อยและง่วงเกินกว่าจะขยับตัวแล้ว ขอคอยตอบคำถามเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่เด็กมัธยมที่เข้ามาศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับคณะ รวมถึงคอยให้คำแนะนำกับพวกรุ่นน้องที่วิ่งเข้ามาถามนู่นถามนี่เป็นระยะอยู่ตรงนี้ดีกว่า

แม้จะไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือโดยตรง เพราะเป็นเรื่องที่พวกเด็กๆ ต้องจัดการกันเอง แต่การที่พวกรุ่นน้องหันมาเจอผมกับเฟื่องที่คอยสแตนบายให้ความช่วยเหลืออยู่ ก็ทำให้พวกเด็กปีหนึ่งปีสองดูจะมีกำลังใจทำงานกันมากขึ้น

และเรื่องราวเหล่านั้นก็อยู่ในสายตาของเด็กม.ปลายกางเกงน้ำเงินคนหนึ่งอย่างไม่คลาดสายตาเลยทีเดียว

ซึ่ง...หลังจากนั่งอยู่เป็นแรงใจให้พวกรุ่นน้องเกือบสามชั่วโมง ทั้งที่ง่วงใจจะขาดแต่ไม่สามารถหลับได้ ผมก็ครุ่นคิดว่าได้เวลาที่ผมควรจะทำเพื่อตัวเองบ้าง

กลับบ้านไปนอนสักทีโว้ย! ได้สักสองสามชั่วโมงก็ยังดีวะ!

ผมลุกบิดขี้เกียจเตรียมไปล่ำลาอาลัยกับพวกรุ่นน้องด้วยความสุขใจที่จะได้ลากสังขารตัวเองไปนอนพักเอาแรง

หากแต่ว่า

พี่จะกลับแล้วเหรอครับ

เสียงเรียกของไอ้เด็ก เอ่อ น้องเมืองเหนือที่ตอนแรกหายสาปสูญไปกับฝูงชนดังขึ้นทันทีที่ผมลุกจากเก้าอี้

ฉิบหายละ ไอ้ฟางฝากดูน้องนี่หว่า แล้วไม่รู้ว่าใครฝากไอ้ฟางมาอีกที เกิดผมชิ่งทิ้งน้องไว้ มันเอากลับไปบอกพ่อแม่ ไม่รู้จะซวยไปถึงไอ้ฟางรึเปล่า

แต่กูง่วงมากเลยอะเพื่อน ฮือ ทำไงดี

ดูจากเหตุการณ์เมื่อวาน ไอ้เด็กนี่ก็ดูแสนจะเป็นอ๊องกับสังคมปกติ เกิดมีเรื่องอะไรขึ้นมาต้องวุ่นวายไปกันใหญ่อย่างแน่นอน แต่มันก็โตแล้วรึเปล่า แค่เดินงานคนเดียวคงไม่เป็นไรมั้ง ขนาดตอนแรกฟางมันยังเตรียมจะชิ่งตั้งแต่แรกเลย

เอาไงดี...สิบสอง เอาไงดี

ผมหันไปมองเมืองเหนือด้วยแววตาสิ้นหวัง ภาวนาในใจให้น้องมันพูดต่อว่าผมเองก็จะกลับแล้วเหมือนกัน

แต่ก็นะ ลบหลู่ศาสนาขนาดนี้ พระเจ้าคงจะมีเมตตาปรานีให้หรอก

ผมว่าจะไปดูคณะบริหาร พี่ไปเป็นเพื่อนหน่อยนะ

แล้วกูเลือกอะไรได้ไหม

เลือกไปนอนได้รึเปล่า

“...ได้ครับ

 

พลังงานของสิบสองวันนี้สุดแสนจะติดลบ เขาสัปหงกรอบแล้วรอบเล่าระหว่างทำหน้าที่พี่เลี้ยงเด็ก(?)จำเป็น

มือเรียวพยายามประคองคางตัวเองให้ยังตั้งตรงไม่โขกกลางโต๊ะระหว่างที่เมืองเหนือเดินสำรวจรอบบูธของคณะบริหารธุรกิจ ส่วนไอ้เฟื่องก็ยังสิงอยู่ที่คณะนิเทศเพื่อดูแลน้องๆ ต่อ เขารู้สึกได้ว่าพวกเพื่อนร่วมรุ่นรวมถึงรุ่นน้องทั้งหลายต่างพากันรุมล้อมให้ความสนใจไอ้เด็กนี่อย่างออกนอกหน้า จนแทบจะละเลยน้องๆ คนอื่นที่เข้ามาชมเลยทีเดียว

ก็นะ เขาก็พอจะเข้าใจได้แหละ

ถ้าได้เด็กนี่มาร่วมคณะด้วย บอกเลยว่าคงมีเรื่องให้ขายกันอีกหลายปี

เสร็จแล้วเหรอวะ

เอ่ยถามเมื่อเห็นร่างหมียักษ์ของเมืองเหนือเดินกลับมาตัวเองที่โต๊ะพร้อมกับน้ำปั่นแก้วหนึ่ง ดวงตาคมมองสบกับผมก่อนจะวางแก้วน้ำลง

ครับ

ตอบสั้นๆ ก่อนจะมองแก้วน้ำสลับกับใบหน้าของสิบสอง จนคนที่นั่งง่วงอยู่ต้องชี้มือเข้าหาตัวเอง

ซื้อมาให้พี่เหรอ

ครับ

ผมหยิบแก้วน้ำปั่นขึ้นมาดูด ก่อนจะต้องกระพริบตาปริบด้วยความแปลกใจเมื่อพบว่ามันเป็นน้ำสตอเบอร์รี่มะนาวปั่นแบบที่ตัวเองชอบ ซึ่งก็ดูไม่ใช่เมนูทั่วไปที่คนจะสั่งกันเท่าไหร่

ผมไม่ดื่มกาแฟ เวลาที่อยากให้ตัวเองตื่นและสดชื่นมากๆ ผมเลยเลือกดื่มอะไรเปรี้ยวๆ ไม่ก็เอ็มร้อยห้าสิบแทนไปเลย

ทำไมซื้ออันนี้มาอะ

ก็...เพื่อนพี่แนะนำมาเมืองเหนือพึมพำคล้ายเรียบเรียงประโยคในหัวอยู่ ว่าถ้าพี่ดูเพลียๆ ให้เอาอันนี้ให้กิน

โห ประทับใจเลยว่ะ

ไอ้เฟื่องน่ะเหรอ

อือ เขาบอกก่อนจะแยกกันตรงนิเทศ

เจ้าตัวตอบรับก่อนกระชับกระเป๋าข้างหลังตัวเองเอาไว้ ส่วนผมก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา

เวรเอ้ย เกือบห้าโมงเย็นละ

ผมต้องไปทำงานต่อตอนหกโมงเย็นถึงห้าทุ่ม ขับรถจากมอไปอู่ก็ประมาณเกือบชั่วโมงได้

ซึ่งแปลว่าผมคงไม่ต้องนอนแล้ววันนี้

สตอเบอร์รี่ปั่นร้อยแก้วก็ช่วยกูไม่ได้แล้ว

อยากร้องไห้ให้ครบทุกภาษาบนโลกเหลือเกิน

เดี๋ยวพี่ต้องไปทำงานต่อแล้วนะ เรากลับยังไง

ที่รถเมล์เหรอ

เออ โคตรง่วงอะ

ผมบ่นอุบอิบก่อนจะพยายามตั้งหัวให้ตรงเข้าไว้ บอกเลยว่าถ้าเผลอฟุบแค่ครั้งเดียวก็คือเช็กอินตรงหน้าพระอินทร์ได้เลย

ถ้าง่วงทำไมไม่กลับไปนอนอะพี่

เอ้า พี่ก็โดนหักตังค์ดิ เขาจ้างให้ไปทำงานนะเว้ย

ลาไปนอนไม่ได้เหรอ พักผ่อนอะ

โดนด่าพอดีสิครับน้อง ลาไปนอนเนี่ย แค่ลาช่วงสอบกับกิจกรรมมอนี่ก็ลาบ่อยละ ถ้าลาอีก เดี๋ยวเขาก็ไล่ให้ไปลาออกเอาหรอก

งั้นผมจ้างพี่ไปนอนได้เปล่า

“...”

ให้สองเท่าจากที่ทำงานพี่เลยอะ

อะโห มันมีการซื้อตัวผมไปนอนว่ะ

เคยเจอแต่ซื้อพนักงานบริษัทคู่แข่งไปทำงาน นี่มันซื้อเขาไปนอนเว้ย ใจมันได้อะ

เดี๋ยว แล้วเราจะซื้อพี่ไปนอนทำไม

ก็พี่บอกง่วง คนง่วงก็สมควรได้นอนดิ

นี่มันตรรกะคนประเภทไหนวะเนี่ย

ผมถึงกับหายง่วงขึ้นมาทันทีกับทฤษฎีประหลาดของเด็กตรงหน้า ในหัวเอาแต่คิดว่าทำไมมันถึงได้มองหลายเรื่องได้ง่ายดายเหลือเกิน

ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่า อ๋อ...มันรวย

แค่คนง่วงที่เอาเวลาไปนอนก็จะไม่มีกินไงครับน้อง

อธิบายด้วยความง่วงงุนก่อนจะลุกขึ้นจากม้าหิน คำนวนเวลาขับรถจากมหาลัยไปจนถึงอู่รถแล้วก็ได้แต่ภาวนาให้ไอ้พี่จริงใจขับรถเบามือหน่อย ก่อนที่เขาจะกลายเป็นศพไปในวันนี้

แล้วต้องทำยังไงให้พี่ได้นอนอะ เริ่มงานตอนกี่โมง

หกโมงครึ่ง

แล้วนอนก่อนไปทำไม่ได้เหรอ

ไม่ได้หรอกน้อง ต้องรอเลิกงานนู่นครับ เพราะพี่ต้องขับรถไป

งั้น...ถ้าผมไปส่งอะ

ฮะ?”

ผมเอารถมา ถ้าผมขับ พี่ก็นอนบนรถได้ปะ

เดี๋ยว แล้วขากลับพี่จะกลับยังไง

ผมไปรับ

“...แล้วน้องจะมารับพี่ทำไมวะ

ตกลงใครกันแน่ที่มันนอนไม่พอวะ…?


100%

จีบเจิบอะไรกัน เขาแค่เป็นห่วง กลัวจะนอนไม่พอก็เท่านั้นเอง

80%

พี่สิบสองขา อย่าเล่นพระเล่นเจ้า ...

60%

ดีนะที่ไม่มีใครตาย 555555555555555555

รอดไปนะคะพี่สิบสอง นี่นึกไม่ออกเลยนะว่าถ้ามีใครเข้ารพ.ขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น ..

40%

สงสัยอะไรกันคะพี่สิบสอง

หรือสงสัยว่าวันนี้จะได้กลับไปนอนไหม .. หมีจะได้ตอบให้เลยไม่ได้จ้า

20%

พี่สิบสองคิดว่ามันจะเป็นวันธรรมดาได้จริงๆ เหรอคะ...

ให้คิดอีกที ให้โอกาสครุ่นคิสสสสสสส

0%

เอาสปอยมาฝาก เจิมรอเลยเด้อ เดี๋ยวมาอัพค้าบผ้ม :-)




YB BOOKS ส่งความสุขต้อนรับปีใหม่กับโปร 1+1 = 5
สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อ
พี่สองสายแปด คู่ รักกับพี่แถมฟรีหัวเข็มขัด (reprint.ปกใหม่)
รับมินิสเปประจำเรื่องและ Short fiction เรื่องสั้นพิเศษจากปลายปากกา Bear on the moon และ YBSoulmate 
ราคาเซต 1+1 (289+440) = 729 บาท ยังไม่รวมค่าจัดส่ง 
_________________________________
สามารถสั่งซื้อได้ที่ 
YBBOOKS SHOP : (https://bit.ly/2QKIClb)
หรืออินบ็อกซ์แฟนเพจ ybbooks publishing 
_________________________________
*หมายเหตุ*
-โปรโมชั่นมีจำนวนจำกัดและสงวนสิทธิ์เฉพาะรอบพรีออเดอร์เท่านั้น 
-Short fiction ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในนิยาย
-สำหรับคนที่มีเวอร์ชั่นเก่ารักกับพี่ฯ สามารถซื้อมินิแยกได้ในราคา 59 บาท 
-รักกับพี่แถมฟรีหัวเข็มขัดไม่มีวางจำหน่ายหน้าร้าน 
-พี่สองสายแปดลงร้านหลังงานสัปดาห์หนังสือมีนา 62 
-จัดส่งหนังสือภายใน 15 มีนาคม 2562



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 176 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

105 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:05

    ก็น้องเขาเป็นห่วง ทำไม ไม่ได้เหรอ

    #75
    0
  2. #73 Taizayyy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:12
    ตัวเองจะทำ e-book ไหมคะ?
    #73
    0
  3. #72 Kinnaphat (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:20
    ชอบนิสัยเด็ก555555มึนๆนิ่งๆสุด
    #72
    0
  4. วันที่ 26 มกราคม 2562 / 15:27

    5555555

    #71
    0
  5. #70 Ployploy6069 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 07:28
    พี่สองงงงง
    #70
    0
  6. #69 s-am-n (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 18:47
    ตลกพี่สอง ถถถถถ
    #69
    0
  7. #68 Solien (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 01:00

    นั่งเกาะขอบจอรออ่านต่อออ

    #68
    0
  8. #67 เด็กน้อยผมสั้น (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 10:54
    แงงง น่ารักกกก
    #67
    0
  9. วันที่ 20 มกราคม 2562 / 11:02

    โลกมันกลมนี่เนอะ

    #65
    0
  10. วันที่ 19 มกราคม 2562 / 14:52

    มันต้องมีเรื่องงง

    #64
    0
  11. #63 Kinnaphat (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 11:20
    อรุ่มมม รู้เลยยยย รอนะค้าๆๆ
    #63
    0
  12. วันที่ 18 มกราคม 2562 / 07:48

    รออออออออออออออออออ

    #62
    0
  13. #61 wanEkitty (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 23:04

    เงงงงงง
    #61
    0
  14. #60 s-am-n (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 21:58
    อยากได้อีบุ๊คแล้วจุดนี้ ต้องการอ่านรวดเดียวจบ โอ้ย ค้างคาาาา
    #60
    0
  15. #58 Solien (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 21:24

    ฉันรอเธออยู่น้าาาาาาา สู้ๆๆๆ

    #58
    0
  16. #57 Myungyeol13 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 21:14
    อัพเลย อัพเลยยยยย รอไม่ไหวแล้ววว. 555
    #57
    0
  17. #56 Myungyeol13 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 21:14
    อัพเลย อัพเลยยยยย รอไม่ไหวแล้ววว. 5555
    #56
    0
  18. #55 k-haru (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 20:35
    รอเลยค่าาา ><
    #55
    0