#พี่สองสายแปด [YAOI]

ตอนที่ 3 : - ไอ้เด็ก -

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,618
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 158 ครั้ง
    17 ม.ค. 62

บทนำมีการแก้ไขเน้อ ใครอ่านเวอร์แรกไปกลับไปอ่านใหม่ก่อนนาจา

- ไอ้เด็ก -

 

“น้องไม่มีเงินสดเหรอ”

“รูดบัตรไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้ครับน้อง น้องเห็นบนรถมีเครื่องรูดรึไง มีเงินสดไหม”

หลังจากยืนใบ้แดกอยู่ครู่หนึ่ง ผมเอ่ยถามด้วยความรู้สึกอยากเอาหัวโขกกับเสารถให้รู้แล้วรู้รอดไป นี่จ้อจี้กันรึเปล่าเนี่ย ใครสอนให้มันใช้บัตรเครดิตจ่ายเงินแปดบาทวะ

            แล้วจะให้รูดกับอะไรไม่ทราบ บานประตูรถเหรอ

หลังจากผมถามหาเงินสด เงินที่จับต้องได้เป็นครั้งที่สอง ไอ้เด็กถึงได้พยักหน้าหงึกหงักให้

ค่อยยังชั่วที่มันยังรู้จักเงินสด

มันก้มหน้าก้มหน้ากับกระเป๋าตัวเองสักพัก ก่อนจะทำสิ่งที่ทำให้ผมต้องระบายลมหายใจ ว่าถ้ากูซื้อหวยจะถูกแบบที่เดาเรื่องนี้เอาไว้บ้างไหม

มือหนายื่นธนบัตรมูลค่าหนึ่งพันบาทมาตรงหน้าผม

ไอ้เด็กนี่...

“น้องงง มีแบงค์ย่อยไหมน้อง แบงค์ย่อยน่ะ”

“แล้วแบงค์พันจ่ายไม่ได้เหรอ ก็เงินสดอะ”

“พี่ขอแบงค์ย่อยได้ไหม แบงค์ยี่สิบ แบงค์ห้าสิบอะ”

“ยุ่งยากจัง”

คนยุ่งยากน่ะมันมึงโว้ย

ผมระบายลมหายใจด้วยความปวดประสาท อยากตะโกนสิ่งที่คิดใส่หน้าอีกคน ไม่รู้ว่าเด็กมันซื่อหรือตั้งใจกวนตีนกันแน่ หลุดมาจากวังที่ไหนถึงได้ดูงุนงงกับการใช้ชีวิตขนาดนี้ อยากด่าก็กลัวโดนร้องเรียนไล่หลังเป็นรอบที่สามของเดือนให้เสี่ยงโดนไล่ออกอีก แต่จะให้มานั่งอธิบายว่าการจ่ายค่ารถแปดบาทแล้วจ่ายด้วยแบงค์พันนี่มันลำบากต่อการทอนแค่ไหนก็ดูจะเสียเวลา ผมเลยเอ่ยลวกๆ เพื่อตัดปัญหา

“พี่ไม่มีแบงค์ย่อยทอนอะ”

ผมเคาะกระบอกเก็บตั๋วกับมือตัวเอง แล้วแทนที่ไอ้เด็กนี่จะหาแบงค์ย่อย แบงค์ร้อยแบงค์ยี่สิบมาจ่ายผม มันกลับเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงซื่อๆ

“งั้นก็ไม่ต้องทอนก็ได้”

เฮ้ย ลาภปากดิ

            อ๋อ ไม่ใช่เนอะ ต้องมีจรรยาบรรณหน่อย แหม่ ก็ช่วงปลายเดือนมันติดจะช็อตๆ ชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็จะคิดน้อยนิด หน้าเงินหน่อยเป็นธรรมดา


น้องไม่มีแบงค์ย่อยเหรอ แบงค์ยี่สิบอะ เหรียญก็ได้

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำแบบสุดยอด ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ากับแค่เงินแปดบาทนี่ทำไมถึงต้องมายืนเถียงกับเด็กตรงหน้าอยู่ได้ตั้งหลายประโยค ไหนสาระ ไหนความจำเป็น ไม่เห็นจะมีสักอย่าง

มีใบเดียวอะพี่

เฮ้อ ไอ้ฉิบหาย

ขึ้นรถเมล์ครั้งแรกรึไงวะ

แอบสบถกับตัวเองเบาๆ ด้วยความปวดหัว แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับเงยขึ้นมามอง คิ้วคมขมวดเข้าหากันและแสดงความประหลาดใจแบบไม่ปิดบัง

พี่รู้ได้ไงอะ

ไอ้เด็กแบะกระเป๋าสตางค์ออกมาโชว์ให้เห็นว่าทั้งกระเป๋าสีแบงค์พันอยู่เพียงใบเดียวจริงๆ (...กับบัตรเครดิตอีกเป็นสิบใบ)

...เอ๋า จริงเฉย

พี่ออกให้แล้วกัน

หลังจากเล่นเกมจ้องตากันอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็ถอนหายใจซ้ำอีกครั้งบอกให้รู้ว่าเหนื่อยใจ ถ้าไม่พอใจก็เชิญร้องเรียนได้เลยว่าพนักงานชักสีหน้าใส่ เพราะผมเองก็เกินจะเก็บอาการแล้ว ยุ่งยากนักผมออกให้ก็ได้

และหลังจากตัดสินใจเสร็จสรรพโดยไม่ปรึกษาเด็กตรงหน้า ผมหมุนตัวเตรียมเดินกลับไปหาไอ้พี่จริง

แปดบาท ถือว่าทำบุญ เพื่อว่าชีวิตจะเจริญขึ้นกว่านี้

เฮ้ย ไม่ได้ดิ ผมต้องจ่าย

แต่! แต่มันก็ยังกระชากชายเสื้อผมเอาไว้จนผมแทบเซล้ม ต้องหันมาถลึงตาใส่มัน ขอใช้คำว่ากระชากเลยนะ เพราะแรงดึงแม่งมากพอที่จะทำให้ผมเซหงายกลับมาด้านหลังเลย

แต่พี่ไม่มีทอนว้อย!

ระหว่างไม่จ่ายเงินแปดบาทกับไม่ทอนเงินเก้าร้อยเก้าสิบสองบาท พวกคุณว่าเหตุการณ์ไหนที่น่าจะโดนประนามมากกว่ากัน นี่ไม่รู้มันแอบตั้งกล้องถ่ายรายการล้อเล่นกันจ้าอีกรึเปล่า

ทำยังให้มีทอนอะ

น้องก็ต้องจ่ายแบงค์ย่อยอะ เอาเศษมาจ่าย

งั้น...ผมไปลงพร้อมพี่ ซื้ออย่างอื่นแล้วเอามาจ่าย

ลงพร้อมพี่ ? น้องจะไปลงที่อู่รึไง บ้านช่องไม่กลับเหรอ

อู่ที่ไหนอะพี่ ?”

นี่คุยเรื่องเดียวกันอยู่รึเปล่าวะ

แล้วน้องจะไปลงไหนละวะ ถ้าลงพร้อมพี่ก็ต้องไปลงอู่

แล้วรถคันนี้มันไปถึงไหนอะ

น้อง(มึง)โตมายังไงเนี่ย

ผมถอนหายใจ (อีกครั้งและอีกครั้ง) ก่อนจะเริ่มร่ายตั้งแต่ต้นสายจนถึงปลายสายว่าไอ้เด็กนี่สามารถลงรถไปไหนมาไหนได้บ้าง แทบจะเรียกได้ว่าเรียงตั้งแต่ป้ายแรกจนถึงป้ายสุดท้ายแบบรีมิกซ์ แรพยิ่งกว่าตอนคังแดเนียลวงวอนนาวันแรพอีก

ตกลง...น้องจะลงไหน

ผมถามเสียงหอบหลังจากร่ายพิกัดป้ายรถเมล์จนจบ ไอ้เด็กตรงหน้านิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับ

ก็ลงอู่กับพี่ไง จะได้จ่ายค่ารถ

เออ แล้วแต่มึงเลยละกัน

 

 

มันนั่งมาถึงอู่จริงด้วยว่ะ...

ไอ้เด็กนั่นมันนั่งมาทำไรถึงอู่วะ

จ่ายค่ารถอะพี่

“...บ้าเปล่าวะ

พี่จริงใจหยิบกระติกน้ำขึ้นมาดูดน้ำพร้อมกับทำสีหน้าที่แสดงถึงความไม่เข้าใจ เมื่อเห็นเด็กมอปลายคนนั้นเดินลงรถมาด้วยสีหน้างุนงง มันเอาแต่หันซ้ายหันขวานิ่งๆ มือกระชับกระเป๋าเป้ที่สะพายอยู่

อย่าว่าแต่พี่จริงไม่เข้าใจเลย กูก็ไม่เข้าใจว่ะ

อะ น้องจะจ่ายค่ารถใช่ไหม นู่น ตรงนั้นมีเซเว่น ไปแตกแบงค์แล้วเอามาจ่ายไป

ผมเอ่ยปากบอกพร้อมกับชี้มือไปยังร้านสะดวกซื้อที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลอู่ ผมพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะยื่นกระเป๋าสะพายของตัวเองส่งให้ผม

เอามาไมวะ

กันเบี้ยวไง เดี๋ยวพี่หาว่าผมชิ่ง

แค่ก!

ไอ้พี่จริงที่กำลังดูดน้ำจากกระติกถึงกับสำลัก มองกระเป๋าสะพายในมือไอ้เด็กสลับกับมองหน้าผมไปมา และผมก็คิดว่าพี่จริงใจก็น่าจะคิดเหมือนกัน

ว่าจากแบรนด์ที่ติดอยู่ตรงกระเป๋าเป้ ราคาแม่งสามารถนั่งรถเมล์ได้ทั้งชีวิตเลยมั้ง...

น้องไม่กลัวพี่ขโมยรึไง กระเป๋าน้องแม่งแพงกว่าค่ารถอีก

ผมดันกระเป๋าให้กลับเข้าหาตัวเจ้าของ ไม่รู้ว่าในกระเป๋ามันพกอะไรมาบ้าง เกิดมีอะไรหายคนซวยก็จะกลายเป็นผมอีก ตามข่าวพวกมิจฉาชีพอะไรพวกนี้ก็มีเยอะแยะไป

ไม่ได้มองโลกแง่ร้ายนะ แต่นี่คนแปลกหน้าอะ สังคมมันก็ควรต้องระวังบ้าง


พี่จะขโมยกระเป๋าผมเหรอไอ้เด็กถามกลับเสียงซื่อ

แล้วขโมยที่ไหนจะบอกว่าใช่วะ เฮ้ย อะไร

มันระบายลมหายใจคล้ายกำลังหงุดหงิด คิ้วขมวดเข้าหากันจนดูออกว่ากำลังไม่พอใจ ก่อนจะจัดการจับกระเป๋าคล้องขึ้นบ่าตัวเองอีกรอบ แล้วเปลี่ยนมาจับข้อมือผมแทน

งั้นไปเซเว่นด้วยกัน

ไปไมวะ

กันผมเบี้ยวไง กันพี่ขโมยเป๋าผมด้วย

มึงก็ไปเอาค่ารถกับเด็กมันให้จบๆ ไปสอง เดี๋ยวกูจะกลับก่อนละ

เฮ้ยพี่ เดี๋ยว

ไอ้พี่จริงจัดการชิ่งตัวเองหนีก่อนใคร โบกมือลาผมก่อนจะเดินไปหาบิ๊กไบค์คู่ใจสุดรักที่ขับมา นี่ก็เป็นอีกคนที่เป็นมนุษย์เข้าใจยากยิ่ง เพราะผมก็พอจะรู้มาบ้างว่าบิ๊กไบค์ราคาก็ไม่ใช่เล่นๆ แต่พี่แกกลับขับเล่น ขับทิ้งขับขว้าง นึกจะจอดไหนก็จอด อันที่จริงผมก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพี่จริงใจเท่าไหร่ รู้แค่พี่แม่งบอกว่ามาขับเล่นเป็นงานอดิเรก เหมือนที่คนอื่นขับแกรบ บางทีก็ดูมีเงิน บางทีก็ดูไม่มี

ประเด็นคืออย่าทิ้งกูไว้กับไอ้เด็กนี่โว้ย!

คันนั้นหายากนะ

ฮะ ?”

เสียงของเด็กม.ปลายข้างๆ พึมพำขึ้นมาตอนที่เหลือบไปมองพี่จริงใจที่ขับรถผ่านหน้าไป

ที่พี่คนนั้นขับน่ะ

แพงเหรอ

ไม่แพงเท่าไหร่ สิบกว่าล้านอะ

บ้านมึงสิไม่แพง!

ผมถึงกับตาเหลือกเมื่อได้ยินราคาและนึกได้ว่าตัวเองเคยทำน้ำแดงหกใส่เบาะด้วย ฉิบหาย ดีนะพี่มันไม่เก็บเงินค่าล้างรถ

ช็อกเรื่องราคารถไอ้พี่จริงใจได้แป๊บเดียวก็เดินมาถึงเซเว่น ผมปล่อยให้ไอ้เด็กเข้าไปในร้าน ส่วนตัวเองก็ยืนรออยู่ด้านนอก เพราะไม่มีอะไรที่จะต้องซื้อในเซเว่น เพราะผมตั้งใจจะไปกินก๊วยเตี๋ยวไก่ตุ๋นตรงแถวนี้ก่อนกลับ สิบสามเองก็บอกให้ซื้อไปฝฝากถุงนึงด้วย มันจะเอาไว้กินก่อนไปเรียนพรุ่งนี้เช้า

สิบสามเป็นน้องชายของผมเอง ห่างกันสามปี เกิดเดือนเดียวกัน ห่างกันวันนึง

ผมเกิดสิบสองธันวา สิบสามเกิดสิบสามธันวา

โคตรเท่เลยใช่ไหม

 

13 : จะกลับรึยัง

 

ไม่ทันขาดคำ ข้อความจากน้องชายก็เด้งขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ที่ผมกำลังกดเล่นอยู่

 

                12 : เพิ่งเลิก

12 : นอนก่อนได้เลย

12 : ล็อกบ้านด้วย

 

ผมกับน้องย้ายมาอยู่กรุงเทพกันสองคน เพราะย้ายมาเรียน บ้านผมฐานะปานกลาง ไม่ได้มากมายขนาดส่งให้เรียนปริญญาได้ ผมเลยตัดสินใจขอพ่อแม่ย้ายมาเรียนที่กรุงเทพ แล้วก็หางานทำไปด้วย

ตอนนี้ก็ปีสามแล้ว อีกปีเดียวก็จะจบ ผมจะได้ส่งน้องเรียนต่อได้ด้วย

เสียงประตูร้านทำให้ผมละสายตาจากจอโทรศัพท์ กดล็อกหน้าจอก่อนจะหันไปมองไอ้เด็กที่กลับออกมาพร้อมกับน้ำเปล่าขวดหนึ่ง

พนักงานก็น่าจะนินทาในใจแหละ จ่ายแบงค์พันซื้อน้ำเปล่า แต่เขามีเงินเตรียมทอนไง ผมไม่มี

พี่ชื่อสองเหรอ

“...?” ผมเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหันไปมองเด็กที่เดินอยู่ข้างๆ มันเองก็หันมาสบตากับผม แอบอิจฉาส่วนสูงมันนิดหน่อยที่อยู่แค่ม.ปลายก็สูงจนผมต้องเงยหน้าคุยด้วย

น่าจะสูงพอๆ กับสิบสาม

อายุก็น่าจะไล่ๆ กัน

เห็นพี่คนนั้นเรียก

ไอ้เด็กพึมพำ ก่อนจะหยิบแบงค์ยี่สิบส่งให้ผม ซึ่งผมก็รับมาก่อนจะทอนเงินให้

สิบสอง

“...”

ชื่อสิบสอง

ทำไมชื่อสิบสองอะ เป็นลูกคนที่สิบสองเหรอ

ใจคอจะให้พ่อแม่กูตั้งทีมฟุตบอลเลยเหรอ

พูดไม่เพราะ ไม่ได้สนิทกันนะ

ไอ้เด็กนี่

ผมเหลือกตาใส่ไอ้ลูกคุณหนู ที่ทำหน้ายับย่นเมื่อผมพูดกูมึงใส่ มันทำสีหน้าขัดใจก่อนจะพึมพำกลับมา

ผมชื่อเมืองเหนือ

คุ้นจังวะ เหมือนเคยได้ยินชื่อที่ไหน...

พี่เรียกนอร์ธก็ได้ เพื่อนเรียกกันแบบนี้ แต่ที่บ้านเรียกเหนือ

ไอ้เด็ก...ไม่สิ เมืองเหนือบอกแบบนั้น ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ผมไม่ได้ตั้งใจแอบมองหรอกนะ แต่เห็นมิสคอลที่ขึ้นค้างบนหน้าจอเกือบร้อยสายเลยล่ะ

อันที่จริง ไม่ใช่แค่ชื่อที่คุ้นหรอก หน้ามันก็คุ้นหน้าคุ้นตาผมพอสมควร

เพียงแต่มันติดอยู่ตรงปาก นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าไปคุ้นมาจากไหน

จ่ายค่ารถแล้วก็กลับบ้านได้แล้วไป พ่อแม่ห่วงตายแล้วมั้ง

เมืองเหนือหันกลับมามองผมตอนที่ผมบอกว่าพ่อแม่ห่วงตายแล้ว ก่อนจะเบือนหน้าหนีโดยไม่พูดอะไร

อะ อาการแบบนี้ ทะเลาะกับที่บ้านชัวร์

จะไม่กลับรึไง

ไม่รู้

อันที่จริง ผมไม่จำเป็นต้องมายุ่งกับเรื่องที่เด็กม.ปลายคนหนึ่งจะยืนโง่ๆ อยู่ตรงอู่รถเมล์ยันเช้ารึเปล่าด้วยซ้ำ มันไม่ใช่เรื่องที่ผมจะต้องมาใส่ใจเลยสักนิด

แต่พอคิดว่าถ้าเป็นสิบสามบ้าง ผมก็อดถามออกไปไม่ได้

นี่หนีออกจากบ้านเหรอ

ไม่ได้หนีไอ้เด็กเงียบไปพักนึง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเหมือนใช้ความคิดแค่ยังไม่อยากกลับ

...มันก็เรียกหนีรึเปล่าวะ

ผมหันมองไอ้เด็กเมืองเหนือที่ยืนเงียบๆ นิ่งๆ มือกำโทรศัพท์เอาไว้

เฮ้อ เด็กก็ยังเป็นเด็กนั่นแหละวะ

สุดท้ายผมก็เผลอพลั้งปากออกไป

กินข้าวเย็นยัง

หือ

“...ถามว่ากินข้าวเย็นยัง

ยังครับ

ไปกินด้วยกันไหม


ร้านนี้เหรอ

เมืองเหนือเอ่ยถามเมื่อผมจัดการพามันเดินย้อนกลับไปหาฟีโน่คู่ใจ ให้มันซ้อนแล้วพาลัดเลาะออกจากอู่มาจนถึงร้านก๊วยเตี๋ยวเจ้าประจำที่เป็นร้านรถเข็นตั้งอยู่ตรงไม่ใกล้ไม่ไกล (อย่าบอกมันเชียวว่าตอนสตาร์ทรถน่ะผมเกือบพามันคว่ำแล้ว เด็กบ้าอะไรวะ ตัวหยั่งกะหมีแล้วยังหนักชิบหายอีก) ซึ่งพอมาถึงหน้าร้าน ไอ้เด็กนี่ก็มองผมสลับกับรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวไปมา

จนผมต้องจิ๊ปากใส่ด้วยความหมั่นไส้ ทำไมวะ เกิดมาไม่เคยกินเตี๋ยวข้างทางรึไง

ทำไม กินไม่ได้ ?”

เมืองเหนือที่ได้ยินคำถามหันกลับมามองผม

เปล่า กินได้แหละ คิดว่านะ

“...”

แค่ไม่เคยกินร้านแบบนี้

แบบนี้นี่มันแบบไหนวะ

ผมตั้งคำถามในใจ จะมองว่าเด็กตรงหน้าเหยียดก็รู้สึกเหมือนไม่ใช่ เพราะจากสายตาและน้ำเสียง มันดูจะเป็นงุนงงมากกว่า

แล้วจะกินไม่กิน ไม่กินก็กลับบ้านไปไป๊

ผมปัดไม้ปัดมือไปมาก่อนจะเดินไปสั่งเส้นเล็กพิเศษกับเฮียเจ้าของร้าน ปล่อยให้เมืองเหนือยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเจ้าตัวก็เดินเข้ามาหาผม

กินครับ แต่...สั่งยังไงอะ

อะ นี่ผมไปเก็บเด็กนี่มาจากโลกไหนเนี่ย

กินเส้นเล็กเป็นไหม

เป็นครับ

เฮีย เอาสองเลย!

หลังจากหันไปสั่งก๊วยเตี๋ยวให้เด็กยักษ์ตรงหน้าเรียบร้อย ผมก็นั่งนิ่งๆ แล้วสำเหนียกตัวเองได้ว่าทำไมถึงเอาตัวเองมานั่งกินข้าวกับคนแปลกหน้าวะ...

แต่ให้ทำยังไงได้ล่ะ ผมไม่ชอบแววตาว่างเปล่าที่สะท้อนออกมาจากดวงตาคู่นั้น

แววตาที่ดูเหมือนไม่เหลือใครเลย

เส้นเล็กไก่ตุ๋นร้อนๆ สองชามถูกวางลงตรงหน้าผมกับเมืองเหนือ เจ้าตัวมองมันด้วยความสนใจปนลังเลนิดหน่อย จนกระทั่งเห็นผมจัดการปรุงเครื่องแล้วสูดเส้นเข้าปาก อีกฝ่ายก็ทำตามเหมือนเด็กกำลังหัดเลียนแบบผู้ใหญ่

ดวงตาเรียวดูโตขึ้นเล็กน้อยเมื่อตักก๋วยเตี๋ยวเข้าปากคำแรก

เป็นไง อร่อยอะดิ

ไอ้เด็กไม่ตอบ มันแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากตัวเองเบาๆ ก่อนจะจัดการตักคำต่อไปเข้าปากไม่หยุด เคี้ยวจนแก้มกลมไปหมด

เหมือนไอ้สิบสามเวลาได้กินของอร่อยเปี๊ยบ

อะ

ผมจัดการคีบน่องไก่น่องเล็กในชามตัวเองให้เด็กตรงหน้า อ้างในใจว่าเพราะตัวเองไม่ได้หิวเท่าไหร่ แถมคนตรงหน้าก็ดูชอบใจจนอดไม่ได้ที่จะอยากให้ได้กินเยอะๆ

เมืองเหนือมองผมด้วยแววตาแปลกใจ ก่อนจะยิ้มออกมาจนตาหยี

ไม่นานนัก ก๋วยเตี๋ยวทั้งสองชามก็หมดลง

ลุงครับ เก็บตังค์หน่อย

เก้าสิบบาท

สองชามเก้าสิบเหรอพี่

ไอ้เด็กทำหน้าตกใจ ก่อนที่ผมจะบอกให้มันจ่ายแบงค์ร้อยไป ส่วนผมก็เอาเงินสี่สิบห้าบาทให้มัน

พามากินเฉยๆ ไม่เลี้ยงหรอก ไม่มีตังค์เหมือนกัน

เออ อันนี้สั่งพิเศษ มันเลยชามละสี่สิบห้า

โห

โหไรวะ

ถูกและดีมีอยู่จริงด้วยอะ

ผมหลุดขำออกมากับท่าทางที่ตื่นเต้นจนเกินพอดีของคนตรงหน้า ไม่กล้าถามเลยว่าปกติกินราคาเท่าไหร่ กลัวว่าลมจะจับเอา

ถามจริง ไม่เคยขึ้นรถเมล์จริงเหรอ

ไม่เคยเลย

แล้วอายุเท่าไหร่

สิบแปด

น่ะ เท่าไอ้สิบสามจริงด้วย

แปลว่าม.หกแล้วอะดิ

ใช่ครับ

แล้วปกติกลับบ้านยังไง

คนขับรถมารับ ไม่ก็พี่ชายมารับ ถ้าพี่ว่าง

ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะถามต่อ

แล้วขึ้นรถเมล์ครั้งแรกเป็นไง

ก็...ดีนะ

ตลกว่ะ...

ผมหลุดขำออกมาเมื่อได้ยินคำตอบที่ดูก็รู้ว่าตอบตามมารยาท เพราะหน้าน้องมันไม่ได้ไปทางเดียวกับคำพูดเลยสักนิด

สวดมนต์เลยป่ะ

นิดนึง

หัวเราะร่ากับท่าทางน่าเอ็นดูของไอ้เด็กที่ยกมือขึ้นมาเกาหัวคล้ายประหม่า เมืองเหนือหันมาสบตาเข้ากับผม เป็นจังหวะเดียวกับที่มีสายเรียกเข้าปรากฏขึ้นบนหน้าจอของมัน

ไอ้เด็กเพียงแต่เหลือบมองเท่านั้น ก่อนจะกดล็อกหน้าจอ ไม่ได้ตัดสาย เพียงแค่ให้สายตัดไปเอง

ที่บ้านโทรตามรึเปล่า

อือ พี่ชายน่ะ

แล้วไม่กลับเหรอ

“...”

นี่พี่ก็มีน้องชายนะ อายุเท่าเราเลย

“...” เมืองเหนือเหลือบมองผม ดวงตาเรียวมองผมนิ่งๆ ไม่ต่อต้าน แต่ก็ไม่ตอบรับ เหมือนกำลังรอว่าผมจะพูดอะไรต่อ

ถ้าเป็นน้องพี่หายแบบนี้ พี่ก็คงห่วงตายเลย ตีตายเลยด้วย โทรไปแล้วไม่รับสาย ดึกป่านนี้ไปทำอะไรอยู่ไหนก็ไม่รู้

ตีตายเลยเหรอ

มันถามกลับ ผมรู้ว่าคราวนี้ไม่ได้ถามด้วยความซื่อ แต่แฝงแววกวนประสาทอยู่ในทีด้วย

เออ จะตีให้ตายเลย ดื้อนัก

คราวนี้รอยยิ้มเล็กๆ ตรงมุมปากปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอีกฝ่าย

สายเรียกเข้าดังขึ้นอีกครั้ง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเจ้าตัวยอมกดรับสาย

ว่าไงครับเมืองเหนือกรอกเสียงเรียบผ่านโทรศัพท์ ผมได้ยินเสียงแหบทุ้มโวยวายเบาๆ ผ่านปลายสาย “...กลับ อือ กลับ ไม่ต้องมารับ กลับเองก็ได้...ไม่รู้เหมือนกัน แต่กลับได้ครับ จำได้หน่า

ผมอดหลุดยิ้มออกมาไม่ได้กับการตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แต่แฝงแววเกรงอกเกรงใจเอาไว้ การพูดครับลงท้ายหางเสียงที่ดูเป็นนิสัย

น่าเอ็นดูจังว่ะ

ไม่นานนัก หลังตอบรับอือๆ อืมๆ ได้พักหนึ่งเมืองเหนือก็วางสายลง

ตกลงกลับไม่กลับ

กลับครับ

แล้วกลับยังไง

กลับเอง

เคยกลับเหรอ

ไม่เคย

นั่น กูว่าละ

ไม่ให้พี่มารับล่ะ

มาเองก็ต้องกลับเองได้ดิ

แต่รถเมล์มันหมดรอบแล้วนะ

“...”

มานี่มา เดี๋ยวพาไปส่งถนนใหญ่ขึ้นแท็กซี่กลับ ขึ้นได้ใช่ไหม

ผมลุกขึ้นยืน เตรียมจะเดินไปยังฟีโน่คู่ใจเพื่อส่งไอ้เด็กนี่ขึ้นรถ หากแต่มันกลับรั้งชายเสื้อผมเอาไว้ก่อน

เดี๋ยวพี่

อะไร

ขอซื้อกลับไปฝากพี่ชายก่อน

เฮ้ย น่ารักเว้ย

พี่ว่าซื้อกี่ถุงดี สองถุงจะพอไหม พี่ทานเก่ง

ถ้าไว้กินตอนเช้าด้วยก็ซื้อไปอีกถุงก็ได้นะ เช้ามาก็อุ่นเอา

“...อุ่นเอา ?”

ใช่ไง ซื้อไปเผื่อหลายๆ มื้อ

ไอ้เด็กกางเกงน้ำเงินพึมพำยกมือขึ้นเหมือนนับจำนวนอะไรบางอย่าง ปล่อยให้ผมเดินไปยืนรอตรงมอเตอร์ไซค์ก่อนมันจะกลับมาพร้อมกับถุงก๋วยเตี๋ยว

... เดี๋ยวนะ น้องมันซื้อไปถมบ้านเหรอวะ

เรียบร้อยแล้วพี่

น้องมีพี่กี่คนวะ…”

คนเดียวครับ

แล้วมันซื้อไปทำบ้าอะไรตั้งสิบกว่าถุงวะ!?

มันจัดการหอบหิ้วถุงก๋วยเตี๋ยวถุงใหญ่มาแบบทุลักทุเลหน่อยๆ จนผมอดไม่ได้ที่จะต้องไปช่วยแบ่งจากน้องมันมาถือ

ขอบคุณครับ

ส่งหมวกกันน็อคให้ไอ้เด็กใส่เพื่อความปลอดภัย ก่อนจะพยายามขับให้ช้าที่สุดเพราะเมืองเหนือต้องใช้สองมือหอบหิ้วถุงก๋วยเตี๋ยวและไม่มีมือจับเบาะรถ บ้านท่าจะรวยขนาดนี้ ผมบอกเลยว่าทำลูกเขาเป็นอะไรขึ้นมาผมน่าจะไม่มีปัญญาใช้คืนอย่างแน่นอน

 

บิดมอเตอร์ไซค์โต้ลมออกมาแป๊บเดียวก็ถึงช่วงถนนใหญ่ แอบหลุดขำนิดหน่อยกับท่าทางทุลักทุเลตอนลงของน้องมัน

ผมจัดการบังคับให้น้องโหลด grab มาไว้ในเครื่องเพื่อให้เรียกแท็กซี่ เพราะเจ้าตัวดึงดันสุดใจว่ายังไงก็จะไม่ให้ที่บ้านมารับ บอกให้น้องแคปหน้าจอชื่อคนจับรวมถึงหมายเลขทะเบียนรถส่งให้ที่บ้านเพื่อความปลอดภัย ซึ่งเจ้าเด็กตรงหน้าก็ทำตามอย่างว่าง่าย

แล้วพี่ไม่กลับบ้านเหรอ

รอส่งน้องก่อนไง

ไอ้เด็กเหลือบมองผมก่อนจะเงียบไป ไม่ถามอะไรต่ออีก ปล่อยให้เสียงรอบตัวเราเหลือเพียงเสียงรถที่ขับผ่านไปมาเท่านั้น

รอไม่นานนัก แท็กซี่คันหนึ่งก็มาจอดตรงหน้า ผมช่วยส่งถุงก๋วยเตี๋ยวให้เจ้าเด็กที่ถือบางถุงเข้าไปในรถก่อนแล้ว

พี่

อะไร

แต่ทั้งที่อะไรๆ ก็เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวกลับยังยึกยักลังเลไม่ยอมปิดประตูรถสักที

พี่เป็นกระเป๋ารถทุกวันเลยรึเปล่าอะ

ไม่อะ แค่บางวัน

อันที่จริงก็เกือบทุกวันแหละ ช่วงรอบเย็นน่ะนะ แม้ว่าจริงๆ แล้วผมควรจะทำเต็มวันเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ได้พี่จริงใจช่วยคุยกับเจ้าของอู่เรื่องอนุญาตให้ทำพาร์ทไทม์ให้

เมืองเหนือขยับปากเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เงียบไปอีกครั้ง ผมเลยเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดแทน

กลับบ้านได้แล้วไป พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนไม่ใช่ไง๊

ครับ

กลับดีๆ ล่ะไอ้เด็ก

ขอบคุณครับ

รถแท็กซี่ถูกปิดประตูลงและเคลื่อนผ่านสายตาไป ผมระบายลมหายใจก่อนจะบิดขี้เกียจไปมาคลายความเมื่อยล้า ในที่สุดวันนี้ก็จบลงสักที จะได้กลับบ้านไปอาบน้ำนอน

พรุ่งนี้มีเรียนเช้าด้วย แค่คิดก็ขี้เกียจตื่นแล้ว

ผมเดินขึ้นไปคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ สวมหมวกกันน็อก ก่อนจะต้องชะงักเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงแรงสั่นของโทรศัพท์

ชื่อที่ปรากฎขึ้นบนหน้าจอเป็นชื่อของเพื่อนสนิทที่เรียนคณะและสาขาอย่างเฟื่อง

 

feung : มึง

feung : พรุ่งนี้ควิซกี่โมงนะ

 

ฮะ

อะไรนะ

ไม่ต้องนอนแล้วแม่งเอ๊ย!!!

 

 

 

 


100%

ชีวิตเด็กมหา'ลัยช่างแสนเศร้า นอนตีสี่ตื่นแปดโมง

เรียนเสร็จเที่ยงอยากกลับมานอน ก็เหมือนจะมีเหตุให้ไม่ได้นอน(?) อีก เอ๊ะ มันยังไงกันนะ...

50%

จริงๆ แล้วที่น้องเหนือไม่ระวังคงเพราะคิดในใจแหละค่ะ

ว่าแมวมีอะไรให้กลัว ไม่ได้ทิ้งปลาทูเอาไว้ให้ขโมยสักหน่อยนี่เนอะ

จะต้องไปกลัวอะไรกัน


10%

อะเอาสปอยมาฝาก 5555

เป็นปวดหัวแทนสิบสองนะ เจอน้องเหนือเข้าไป

มาเม้นนะ เอาแบบตอนที่แล้วเลยนะ ชื่นใจมากเลยอะ

แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้มาอัพต่อเลย เคเปล่า เกี่ยวก้อยกัน

เปิดพรีแล้วด้วยเน้อ ไปจับจองเป็นเจ้าของกันได้



YB BOOKS ส่งความสุขต้อนรับปีใหม่กับโปร 1+1 = 5
สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อ
พี่สองสายแปด คู่ รักกับพี่แถมฟรีหัวเข็มขัด (reprint.ปกใหม่)
รับมินิสเปประจำเรื่องและ Short fiction เรื่องสั้นพิเศษจากปลายปากกา Bear on the moon และ YBSoulmate 
ราคาเซต 1+1 (289+440) = 729 บาท ยังไม่รวมค่าจัดส่ง 
_________________________________
สามารถสั่งซื้อได้ที่ 
YBBOOKS SHOP : (https://bit.ly/2QKIClb)
หรืออินบ็อกซ์แฟนเพจ ybbooks publishing 
_________________________________
*หมายเหตุ*
-โปรโมชั่นมีจำนวนจำกัดและสงวนสิทธิ์เฉพาะรอบพรีออเดอร์เท่านั้น 
-Short fiction ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในนิยาย
-สำหรับคนที่มีเวอร์ชั่นเก่ารักกับพี่ฯ สามารถซื้อมินิแยกได้ในราคา 59 บาท 
-รักกับพี่แถมฟรีหัวเข็มขัดไม่มีวางจำหน่ายหน้าร้าน 
-พี่สองสายแปดลงร้านหลังงานสัปดาห์หนังสือมีนา 62 
-จัดส่งหนังสือภายใน 15 มีนาคม 2562

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 158 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

105 ความคิดเห็น

  1. #103 DekY. (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 07:41
    คิดมากกับประโยค "เฮีย เอาสองเลย"ไม่ผิดใช่มั้ย
    #103
    0
  2. #66 เด็กน้อยผมสั้น (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 10:47
    ฮืออิอ น้องงง
    #66
    0
  3. วันที่ 17 มกราคม 2562 / 08:43

    งื้่ีอออ น่ารักก

    #54
    0
  4. #53 wanEkitty (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 20:10
    รอจ้าาา
    #53
    0
  5. #52 Myungyeol13 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 19:33
    อะ....อะไรกันเนี่ยยย อยากอ่านแล้วววว
    #52
    0
  6. #51 k-haru (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 19:15
    อยากอ่านตอนต่อไปแล้ววววว ><
    #51
    0
  7. #50 ⋌ Phst . △ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 11:05
    มีebookไหมคะ
    #50
    0
  8. วันที่ 14 มกราคม 2562 / 07:37

    น้องเหนือสงสัยจะว่างจัดเนอะ

    #49
    0
  9. #48 YBSoulmate (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 21:38

    อีน้องงงงงงงงงงง รวยเว่อร์วังขนาดนี้ รับป้าคนนี้ไปเลี้ยงดูมั้ยคะ

    #48
    0
  10. #46 xxxchyt (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 23:42
    ถ้าจะขนาดนี้ ทำไมน้องมาขึ้นรถเมล์ล่ะลูกกก5555
    #46
    0
  11. วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 07:53

    คืือน้องจิงหรือตั้งใจกันแน่

    #45
    0
  12. #44 Kinnaphat (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 20:28
    รออออชอบมั่กๆๆ
    #44
    0
  13. #43 AAPPMM (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 20:27

    สนุกชอบๆ
    #43
    0