คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [Fic Batfam] Robin and the boy [Fic Batfam] Robin and the boy | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 14 ก.ค. 61 / 22:39


Robin and the boy

โรบินกับเด็กชาย

Note* สวัสดีค่ะ ฝากเรื่องนี้ด้วยนะคะ กลับมาเขียนแบทแฟมแล้ว เรื่องนี้แต่งเสร็จนานมากแล้วค่ะ ยังหาโอกาสลงไม่ได้เลย ไม่รู้ว่ารออะไรแล้วก็สุดท้ายลงๆไปเลยละกัน 555 เป็นเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งกับเหตุการณ์ที่ทำให้เขาได้เจอกับโรบินค่ะ

___________________________________________________________________________________

 

[Part 1] โรบินผู้ร่าเริง กับ เด็กน้อยขี้รำคาญ

 

มันเป็นแค่ค่ำคืนโง่ๆ คืนนึงที่ผมตัดสินใจหนีออกจากบ้าน พูดแบบนี้ไม่ถูกนัก เรียกว่าออกมาเดินเล่นข้างนอกชั่วคราวดีกว่า เหตุผลหลักที่ทำแบบนี้คือ เพราะรำคาญคนที่บ้าน และ บังเอิญเดินเพลินจนมานั่งเล่นชิงช้าที่สวนสาธารณะนี่เท่านั้นแหละ แต่เพราะมันเป็นแค่กลางคืนของวันธรรมดาวันนึง  คืนที่ท้องฟ้าไร้เมฆวันนึง และ สวนสาธารณะก๊อทแธมซิตี้ช่วงไร้คนวันนึง

สิ่งที่น่าจดจำ จึงมีเพียง คนแปลกหน้าที่เดินเข้ามาทักผมในตอนนั้น

“เฮ้”

“....”

“เฮ้ นาย”

“....”

“ฮัลโหลๆ ได้ยินมั้ย??

“อ๊ะ เหวอ!!

“ระวัง!!

พลั่ก!! สัมผัสต่อมาหลังจากที่เห็นมือใครไม่รู้โบกไปโบกมาตรงหน้า คือ ความรู้สึกเจ็บระบมที่ก้นจากการหงายหลังตกชิงช้าเมื่อกี้ อูย ให้ตายสิ

“คิกคิก...นายไม่เป็นไรใช่มั้ย” ถามมาได้ว่าไม่เป็นไรใช่มั้ย นี่ตกชิงช้านะ ไม่ใช่ตกปลา ผมเห็นเขายื่นมือมาตรงหน้าผมอีกครั้ง น้ำเสียงเขาดูร้อนรนปนคนกำลังกลั้นขำ นั่นทำให้ผมโมโหนิดหน่อย ทั้งๆที่เขาเป็นคนทำผมก้นจ้ำเบ้าอยู่ตรงนี้เองแท้ๆยังจะมาหัวเราะเยาะอีก แต่ก็ยื่นมือไปจับให้พยุงขึ้นมาอยู่ดี และ ตอบส่งๆไปว่า

“อืม”

มันก็แค่คืนโง่ๆคืนนึงที่ผมเจอเด็กบ้าใส่ชุดฮาโลวีนเดินตามหลังมาเท่านั้นแหละ คิดดูสิแต่งอะไรไม่รู้ชุดสามสี คิดว่าตัวเองเป็นไฟจราจรหรือไง แล้ว นั่นกางเกงในใช่มั้ย แบบนี้ถ้าไม่บ้าผมก็คงเห็นภาพหลอนแล้วแหละ แน่นอนว่าผมพยายามหนีให้ออกห่างๆจากเขาแล้ว แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขายังคงเดินตามผมต้อยๆแถมยังฮัมเพลง เอามือไขว้หลังเหมือนชีวิตมีความสุขเสียเหลือเกิน

น่าหงุดหงิดชะมัด

“ว่าแต่ นายมาทำอะไรล่ะ”    

“เดินเล่น”

“เดินเล่น!! คนเดียวตอนกลางคืนเนี่ยนะ ฮะๆ สุดยอด!!” มันมีเรื่องอะไรน่าตลกนักเหรอไง ผมสงสัย ตอนนี้ผมกำลังฝันอยู่หรือเปล่า มีเด็กใส่ชุดแปลกๆเดินตามหลัง แถมพอหันไปมองหมอนี่ก็ดันส่งยิ้มให้อีก ถ้าเป็นเรื่องจริงก็คงเป็นอะไรที่น่าขนลุกเป็นบ้า

ผมลองเอามือตบหน้าตัวเองดู และ โอ้ เจ็บ มันเป็นเรื่องจริง

“แต่ เด็กไม่ควรมาเดินเล่นคนเดียวในเวลาแบบนี้นะ”

“ทำมาเป็นพูดตัวเองก็เด็กเหมือนกันนั่นแหละ”

“ชั้น 14 แล้วต่างหาก” เหอะ ความจริงก็ห่างกันแค่ 2 ปีเองนี่หว่า ดูทำท่าภาคภูมิใจมากที่ตัวเองอายุมากกว่าผม เห็นแล้วคันช่วงล่าง(เท้านะจ๊ะ) อยากเตะคนแปลกๆ

“แต่งตัวแบบนี้เดินไปมา ถามจริง นายเต็มหรือเปล่าเนี้ย” เหมือนผมจะพูดอะไรผิดไป จู่ๆเขาก็วิ่งมาตัดหน้าผม ไม่วายตะโกนใส่

“ว่าไงนะ!! อย่าบอกนะว่า นายไม่รู้จักชั้นเหรอ” ผมไม่เห็นหน้าเขาก็จริงเพราะมีหน้ากากปิดอยู่ แต่เดาว่าคนตรงหน้าน่าจะทำตาโตอยู่แน่ๆ

“อืม...ไม่” คนเพี้ยนๆแบบนี้เพิ่งจะเจอหมอนี่เป็นคนแรกนี่แหละ เขานิ่งไปแปปนึงก่อนที่จะตะโกนกลับมาอีก

“โฮลี่แซด!! นี่ชั้นกำลังฝันอยู่หรือเปล่าเนี้ย” คำถามนี้ฝ่ายผมสิต้องถาม

อะไรของมันวะ

เจอคนเพี้ยนๆไม่พอ ยังต้องคุยด้วยกันอีก วันนี้มันเป็นวันซวยอะไรของผมเนี่ย

ผมเดินหนีเขาจนขี้เกียจเลยมานั่งอยู่ที่ม้าโยกตัวนึง และก็เป็นไปตามคาดเขาถือวิสาสะมานั่งอีกฝั่ง ด้วยความที่เขาตัวโตกว่า ทำให้ฝั่งที่ผมนั่งอยู่ลอยขึ้นมา

อ่า ให้มันได้แบบนี้สิ

“นี่นายน่ะ เมื่อไหร่จะเลิกตามชั้นสักที” มันน่ารำคาญนะเฮ้ย

“นายไม่รู้จักชั้นจริงๆหรอ” นี่เขายังคิดเรื่องนี้อยู่อีกเหรอเนี่ย

“เออ ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้าด้วย นายเป็นญาติโกโหติกากับพ่อชั้นหรือไงล่ะ”

“....” เขาทำหน้าหงอยคล้ายคนจะร้องไห้ แต่ผมมองว่ามันตลกดีเหมือนหมาพันธุ์หน้ายับที่พวกไฮโซชอบเลี้ยง สาบานว่าเขาอายุ 14 แล้วจริงๆ เหอะ ทำตัวเป็นเด็กชะมัด แล้วนี่ผมต้องปลอบผู้ใหญ่ที่ทำตัวเป็นเด็กงั้นเหรอ

“เฮ้อ ไม่รู้จักก็คือไม่รู้จัก” ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงคะยั้นคะยอถามผมว่ารู้จักเขามั้ยนัก

“แล้วนายรู้จักแบทแมนมั้ย”

“ฮื่อ รู้จักสิ” แทบไม่ต้องคิดเลย นี่ก๊อทแธมซิตี้นะ ไม่รู้จักแบทแมนก็บ้าแล้ว

“เอ้า แล้วทำไมนายต้องรู้จักแบทแมนด้วยเนี่ย!!!!” อยากให้ตอบแบบไหนก็ว่ามาสิพี่

“อะไรของนาย”

“นายรู้จักแบทแมน แต่ไม่รู้จักชั้นที่เป็นคู่หู!?

“ห้ะ...อืม..ก็ไม่รู้จักอ่ะ”

“โอมิก๊อด อิสโฮลี่เฮิร์ธ นี่ชั้นโรบินไง”

“โรบิน?

“ฮื่อ!!” จู่ๆเขาก็ลุกขึ้นมาไม่ทันตั้งตัว ทำให้ม้าโยกฝั่งผมที่ลอยอยู่ตกพื้นไปตามแรงโน้มถ่วงไปอย่างแรง

พลั่ก!!

โอ้ย ก้นระบมไปหมดแล้วเนี่ย

“อ๊ะ ขอโทษๆ ไม่เป็นไรใช่มั้ย” ยังจะถามอีกนะ นี่ครั้งที่ 2 แล้วด้วย ผมจิกตาใส่คนตรงหน้าที่วิ่งเข้ามาหา

“.....”

“อืม...เป็นสินะ ขอโทษทีชั้นไม่ได้ตั้งใจ” เขายื่นมือมาหวังจะพยุงผมลุกขึ้นอีกครั้ง ผมปัดมือเขาทิ้งอย่างอารมณ์เสีย

“ไม่ต้อง”

“......”

คืนนี้เป็นคืนที่แย่ที่สุดเลย เจอคนเพี้ยนๆยังไม่พอ ยังต้องมาเจ็บก้นเพราะหมอนี่อีก 2 ครั้งด้วย

ผมพยายามก้าวเท้าเร็วๆ แต่รู้สึกว่าจะไม่ช่วยให้ตัวเองห่างจากคนบ้าที่เดินตามอยู่ข้างหลังได้สักเท่าไหร่ พอเริ่มทนไม่ไหว เลยหันหลังกลับไปตะโกนใส่เขาอย่างเหลืออด เขาชื่ออะไรนะ โรบินงั้นเหรอ

“นี่ หยุดตามชั้นสักทีได้มั้ย!!

“เอ๊ะ”

“หยุดตามชั้นสักที มันน่ารำคาญ”

“ชั้นคิดว่านายอยากได้คนอยู่เป็นเพื่อนด้วยซะอีก” เหอะ ไม่เลยสักนิด คิดเองเออเองทั้งนั้นแหละ

“ขอบคุณมาก แต่ไม่ต้อง เพราะชั้นจะกลับบ้านแล้ว”

“งั้นก็กลับเลยสิ เดี๋ยวชั้นไปส่ง กลางคืนมันอันตราย” เวร พลาดแล้วสิเรา

“ไม่จำเป็น ชั้นกลับเองได้”

“ไม่เป็นไรน่า ชั้นเป็นโรบินนะ” เหอะ คิดว่าตัวเองเป็นนกหรือไงเล่า

“.....”

“หรือว่า นาย...ไม่อยากกลับบ้าน” อึก นหนอยแน่

“.....”

“เฮ้ นายหนีออกจากบ้านมาใช่มั้ย” เกลียดนักพวกทำเป็นรู้ดี ถึงจะไม่เห็นหน้าเขาเต็มๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้นะ ว่ากำลังทำหน้าตาสมเพชผมอยู่น่ะ น่าหงุดหงิดนัก อะไรน่ะ สงสารงั้นเหรอ เลิกทำหน้าแบบนั้นสักที ผมก้าวถอยหลังก่อนที่จะวิ่งออกไปอีกทาง ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะวิ่งไปไหน ผมรู้แค่ว่าผมต้องไปให้พ้นจากเขา

สุดท้ายผมก็มานั่งกอดเข่าอยู่ในท่ออุโมงค์ของเล่น ภาวนาพระเจ้าขอให้เขาเลิกยุ่งกับผมสักที

ซ่า!!

เอ๊ะฝนตก งั้นเหรอ มันก็ไม่แปลกหรอกนะ สำหรับก๊อตแธมซิตี้ เมืองมืดมน (ผมตั้งชื่อเอง) ที่มีแค่ฝน หมอกควัน แล้วก็หิมะ

ไม่ชอบเลยแฮะฝนเนี่ยชอบทำให้นึกถึงเรื่องไม่เข้าท่าทุกที

แก ยัยหมูสกปรก แกแอบไปมีอะไรกับไอคนข้างบ้านอีกแล้วใช่มั้ย

เมื่อกี้คุณเรียกชั้นว่าอะไรนะ โอ๊ย

ยัยผู้หญิงไม่รักดี ชั้นไม่น่าเอาแกมาทำเมียเลย

โอ้ย ชั้นเจ็บนะ พูดเรื่องอะไรของคุณ

พ่อฮะ

แกเองก็ด้วย เป็นลูกประสาอะไร ทิ้งให้แม่แกปล่อยเนื้อปล่อยตัวไม่แคร์ผัวแบบนี้ มันน่านัก…’

คุณคะ ลูกไม่เกี่ยว โอ๊ย

แม่!!’

มองอะไร รีบไปเอาเหล้ามาสิ

 

ชิส์ ให้ตายสิพับผ่าเอ้ย

“โอ๊ะ”

…..” รู้สึกตัวอีกทีผมก็ดันสบตาเข้ากับดวงตาภายใต้หน้ากากสีเขียวของคนตรงหน้า สงสัยเสียงฝนตกด้านนอกมันคงดังไปหน่อยผมเลยไม่รู้ตัวเลยว่าเขาแอบเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่

“เจอตัวแล้ว ฮี่ๆ” นั่น ยังจะมายิ้มอวดฟันขาวใส่อีก ไม่พอถือวิสาสะเขามานั่งตัวติดกับผมด้วย คอยดูนะ จะเมินหนี หูทวนลม แล้วพอฝนหยุดเมื่อไหร่ จะไล่ตะเพิดหมอนี่ออกไปซะ

“เฮ้ นายน่ะ”

“.....”

“เฮ้ ได้ยินที่ชั้นพูดมั้ย”

“.....”

“ความจริงแล้วชั้นเองก็หนีออกจากบ้านมาเหมือนกัน”

“หา!!!!?

“ในที่สุดก็พูดกับชั้นแล้วสินะ” บางทีผมก็สงสัยว่าชีวิตหมอนี่คงมีความสุขมากถึงได้ยิ้มได้ตลอดเวลาแบบนี้ แล้วมันจะหนีออกจากบ้านทำไมวะ

“เหอะ”

“นี่มาแชร์กันมั้ย เขาว่าพูดแล้วมันทำให้โล่งขึ้นเยอะนะ ตรงนี้น่ะ” คนข้างๆพูดพร้อมกับเอามือจับที่หน้าอกด้านซ้ายตัวเอง เป็นเพราะว่าฝนบ้านี่ไม่ยอมหยุดตกหรอกนะ จะยอมเออออตามหมอนี่ก็ได้ ผมพยักหน้าแบบขอไปที เขายิ้มให้ผมอีกครั้งก่อนที่จะเอาศอกกระทุ้งเอวผมให้พูดก่อน ผมกรอกตามองบน

“ชั้น...เบื่อคนที่บ้าน”

“พ่อ?

“แม่ต่างหากล่ะ ไอหนวดบ้านั่นนอนเล่นอยู่ในคุกทิ้งพวกเราไปแล้ว ส่วนแม่ก็เอาแต่กินเหล้าเพ้อถึงแต่มัน ชั้นอยู่ตรงนี้ทั้งคนไม่เห็นจะ....ฮึก...”

.......................

...........

......

“...มีฝนตกที่ตานายน่ะ ใช้นี่กางร่มซะสิ” จู่ๆเขาก็ยื่นผ้าเช็ดหน้ารูปตัวอาร์มาให้

“ฮะๆ นั่นมุกอะไรของนายน่ะ เห่ยชะมัด” ผมบ่นกลับไปแต่ก็รับร่มผืนนั้นมาเช็ดหน้าแต่โดยดี

“....แล้ว นายไม่รักเธอแล้วเหรอ”

“จะบ้าเหรอ ชีวิตชั้นเหลือแค่ชั้นกับแม่นะ” ไม่รักได้ไงเล่า ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นคนขี้เหล้าไปแล้วก็เถอะ

“แล้วหนีมาทำไมล่ะ” ชิส์ คำถามเยอะนักนะ

“.....”

“ทำไมหน้านายถึงเป็นรอยฝ่ามือแบบนั้นล่ะ” แย่ล่ะ คำพูดของหมอนี่ทำให้ผมนึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้จนได้

“ไอลูกไม่รักดี แกหายไปไหน”

“แม่!!

“แกจะทิ้งชั้นไปอีกคนแล้วใช่มั้ย”

“ไม่ใช่นะ ผมเพิ่งกลับจากโรงเรียนไง โอ้ย!!

“เถียงชั้นเหรอ ไอลูกดื้อ เพราะแกแท้ๆ เพราะแก”

“แม่!! ผมเจ็บนะ!!

“ฮึก...ฮึก...อย่าทิ้งแม่ไปนะ”

“....”

“ฮึก...แม่รักลูกนะ อย่าทิ้งแม่ไปไหนนะ...เจสัน”

“ฮัลโหลๆ เป็นอะไรหรือเปล่า”

“บ้าเอ้ย เพราะนายแท้ๆเลยทำให้นึกถึงเรื่องแย่ๆจนได้” อุตส่าห์ลืมๆไปแล้วเชียว ใช่ แม่ผมไม่ได้ติดเหล้าอย่างเดียวหรอก ยังขี้ยาอีกต่างหาก วันๆไม่ทำงานอะไร ผลาญเงินไปเรื่อยๆ จนแทบไม่เหลือกินเหลือใช้แล้ว

แต่นายยังดีนะที่ยังมีเขาอยู่” ต้องคอยระแวงวันดีคืนดีที่แม่ตัวเองลุกมาบีบคออยู่ตลอดนี่ดีตายแหละ

“ไม่รู้อะไรอย่ามาพูดเลย”

“แต่ก็โล่งแล้วใช่มั้ย”

“ฮะ?

“ตรงนี้น่ะ โล่งแล้วใช่มั้ยที่ได้ระบายมันออกมา” เขาเอามือมาทาบอกผม รู้สึกอบอุ่น ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะข้างนอกฝนตกเลยทำให้บรรยากาศข้างในอุ่นขึ้นแบบนี้หรือเพราะว่ารอยยิ้มของคนตรงหน้ากันแน่ เดี๋ยวสิ หมอนี่ถือวิสาสะมาแตะตัวผมได้ไง

“ออืม ก็นะ แล้วก็ไม่ต้องมาแตะ” ผมปัดมือเขาออกไป แค่โล่งนิดหน่อย นิดหน่อยเท่านั้นแหละ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เขาหัวเราะแห้งๆก่อนที่จะเอาหัวพิงผนังอุโมงค์เครื่องเล่น

“พ่อแม่ชั้น ตายไปแล้วล่ะ”

“อุบัติเหตุน่ะ ชั้นเป็นคนเดียวที่รอดมาได้ แต่ตอนนี้ชั้นอยู่กับ บ- ครอบครัวใหม่ พ่อบุญธรรมชั้นดีมากๆเลยด้วย แต่บางครั้งชั้นก็

….” ผมไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรออกไป แต่ฟังจากน้ำเสียงสั่นๆของหมอนี่แล้ว รู้สึกเหมือนเขากำลังกลั้นร้องไห้อยู่

“ชอบคิดอะไรฟุ้งซ่านน่ะ ช่างมันเถอะ ฮะๆๆ” สังเกตมานานแล้วนะ รอยยิ้มอีแบบนี้น่ะ น่าโมโหชะมัด

“นายทำแบบนี้ทำไม!!

“เอ๊ะ!?

“มีอะไรน่าขำตรงไหนกัน”

“เอ่อ

“แล้วก็รอยยิ้มของนายมันโคตรจะเฟคสุดๆเลยว่ะ ขนาดเด็ก 12 ขวบอย่างชั้นยังดูออกเลย เหงาก็บอกมาสิว่าเหงาน่ะ”

…..

“เคยได้ยินมาจากทีวีนะว่า พวกโกหกตัวเองน่ะ คือ พวกที่ไม่น่าคบที่สุดเลย แล้วตอนนี้นอกจากนายแต่งตัวได้เพี้ยนจนไม่น่าคุยด้วยสุดๆแล้ว นายยังทำตัวแบบนี้อีก” พอผมพูดจบใบหน้าภายใต้หน้ากากนั่นก็บึ้งตึงใส่ผม

ต้องอย่างนี้สิ

“เหงาสิ เหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลกเลยล่ะ”

“หึ ก็แค่นั้นแหละ” เขากลับมายิ้มอีกครั้ง คราวนี้ผมสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ขี้เล่นในตัวคนๆนี้จริงๆ แล้วก็เป็นเวลาที่ฝนหยุดตกพอดี โชคดีเป็นบ้า

 

 

 

“อ้าวๆ ฝนหยุดตกแล้ว นายรีบๆลุกออกไปสักที” ผมใช้ศอกกระทุ้งสีข้างคนข้างๆ แต่ดูเหมือนคนอายุมากกว่าจะไม่ทำตามที่พูดเท่าไหร่นัก ยังนั่งไม่รู้ไม่ชี้อยู่เหมือนเดิม

“นายจะไปไหนน่ะ…?

“ก็กลับบ้านน่ะสิ คราวนี้ชั้นกลับจริงๆด้วย”

“อ่ออื้ม”

“ว่าแต่นายเถอะ โรบิน หนีออกจากบ้านมาเพราะเหงาเนี่ยนะ” จะไปเทียบความรู้สึกแบบนี้ มันก็ไม่ได้ด้วยสิ แต่แค่เหงาเนี้ยนะ แบบว่า

“เปล่าหรอก ทะเลาะกับแบทแมนน่ะ”

“เห เรื่องอะไรล่ะ”

“เขาแย่งโดนัทชิ้นสุดท้ายของชั้นไปกิน”

“อ่า” อืม อย่างนี้นี่เอง

เอ๊ะ ผมได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่า

เรื่องแค่นี้เนี่ยนะ!?

ไอหมอนี่พิลึกคนชะมัด พับผ่าสิ

“นายก็กลับบ้านไปเตะก้นแบทแมนซะสิ”

“ชั้นทำไปแล้ว แต่

“ไม่สาแก่ใจว่างั้น” อีกฝ่ายพยักหน้างกๆ อันนี้ผมพอเข้าใจความรู้สึกนะ มันเหมือนเวลาที่เราอุตส่าห์เก็บของโปรดชิ้นสุดท้ายเอาไว้กินทีหลัง แต่โดนคนร่วมโต๊ะเข้าใจผิดว่าไม่กินเลยจิกมันไปต่อหน้าต่อตา แค่เตะก้นมันไม่พอต่อความรู้สึกที่เสียไปหรอก แต่นี้มัน โคตรเด็กขี้น้อยใจเลยว่ะ ฮ่าๆ

“อืมงั้นแบทแมนชอบอะไรที่สุดล่ะ”

“แบทโมบิล หมายถึง รถน่ะ”

“เอางี้มั้ย ในเมื่อเขาขโมยโดนัทนาย คราวหน้าชั้นจะเป็นคนไปขโมยยางล้อรถเขาให้ดู” ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าจะรับปากอะไรแบบนั้นไปเพื่ออะไร โรบินมองหน้าผมนิ่งๆก่อนที่จะยิ้มออกมาอย่างร้ายกาจ

“นายทำได้เหรอ!!?

“หึ สบายมากคอยดูสิ” เห็นแบบนี้ผมก็ใช้ชีวิตตัวคนเดียวเป็นเหมือนกันนะ เรื่องลักขโมยล่ะก็ หมูๆ แต่ถ้าบอกไปว่าทำบ่อยๆ มีหวังหมอนี่เอากลับไปบอกแบทแมนให้จับผมเข้าคุกล่ะสิ ไม่เอาด้วยหรอก

“ฮ่าๆๆ งั้นฝากด้วยนะน้องชาย” โรบินยื่นมือมาตรงหน้าผม

“ใครน้องชายนายไม่ทราบ” ถึงจะบ่นไป แต่ก็ยื่นมือไปจับอยู่ดี ระหว่างนั้นผมมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เห็นแล้วอุบาทว์ตาชะมัด

“ชุดนายนี่เห่ยเป็นบ้าเลย ถามจริงใส่เข้าไปได้ไงเนี่ย”

“ห๊า!! พูดแบบนี้ได้ไงเนี่ย ออกจะมีเอกลักษณ์”

“เหอะ เพราะแบบนี้คนเขาเลยไม่ค่อยรู้จักนายน่ะ โรบิน”

“นายยังเด็ก ไม่รู้จักคำว่าแฟชั่นหรอก” ผมว่ารสนิยมการแต่งตัวของเขามีปัญหาแล้วล่ะ แต่ช่างมันละกัน

“จะไปส่งชั้นที่บ้านใช่มั้ย เร็วๆสิ”

“อ่าวไหนตอนแรกบอกจะกลับเองไง”

“มันอันตรายนะ นายจะปล่อยเด็ก 12 ขวบตาดำๆอย่างชั้นกลับบ้านตอนเวลามืดค่ำอย่างนี้เหรอ”

“เอาก็เอา ว่าแต่

“ห้ะ”

“นายชื่ออะไรน่ะ”

“หึ ไม่บอกหรอก แม่ไม่ให้พูดกับคนแปลกหน้า แบร่!!

มันเป็นแค่คืนโง่ๆคืนนึง ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ที่ผมได้เจอกับเพื่อนใหม่

………..

….

เพื่อนหรอ บ๊ะ ก็แค่คนแปลกหน้าเท่านั้นแหละ

 

 

 

 



[Part 2] โรบินขี้แกล้ง กับ เด็กชายขี้สงสัย

มันก็แค่คืนๆนึงที่ไม่มีอะไรพิเศษ ก๊อทแธมซิตี้ก็ยังเป็นเมืองที่ไม่เคยเงียบสงบ เต็มไปด้วยแสงไฟยามราตรีแต่ถึงแม้แสงไฟสีฉูดฉาดแสบตาพวกนี้มันจะโดดเด่นสักแค่ไหน ก็สู้ก้อนเมฆสีดำที่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าตอนกลางคืนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเมืองนี้ไปไม่ได้อยู่ดี สีดำของอาชญกรรม สีดำของด้านมืดของเมืองนี้ สีดำของแบทแมน สีดำของปริศนา สีดำของความลึกลับ สีดำของเมืองทั้งเมืองที่ผมเห็นจากกล้องส่องทางไกลแบบเลนส์คู่ที่ผมชอบ

แต่ตอนนี้สีดำที่ว่านั่นกำลังถูกบดบังด้วยสีสดใสของใครบางคนเข้าให้แล้ว

“เฮ้ นายแอบมาส่องดูพวกชั้นอีกแล้วเหรอ”

นั่นคือเสียงของเขาล่ะ

โรบิน

ผมลดกล้องในมือลง มองหน้าเด็กชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกันตรงหน้า ที่นั่งยองๆบนระเบียงราวกับว่าเจ้าตัวไม่เกรงกลัวที่จะร่วงตกจากตึก 15 ชั้นเลยสักนิด

“กลับบ้านไปได้แล้วน่า”  

“.....” ผมทำสิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่า เมิน วางกล้องส่องทางไกลเลนส์คู่ลง พร้อมกับหยิบกล้องดิจิตอลขึ้นมากดชัตเตอร์ถ่ายภาพเด็กตรงหน้า เขาหลับตายกมือขึ้นมาบังแสงสีขาว ทำหน้าบึ้งใส่ผม 

“โฮ่ย ฟังไม่รู้เรื่องหรอไง นาย เด็กมีปัญหา”

“ไม่ได้ชื่อเด็กมีปัญหาสักหน่อย”

คนที่นั่งห้อยขาอยู่ตรงระเบียงตรงหน้าผม เป็นหนูน้อยมหัศจรรย์คู่หูกับอัศวินรัตติกาล แบทแมนกับโรบินนั่นเอง เด็กชายชุดสีแดง เหลือง เขียว กางเกงเกล็ดปลา และ เข็มกลัดรูปตัวอาร์ คือ ลักษณะภายนอกที่ผมเห็นได้จากตัวเขา

เด็กปกติเขาไม่มาแอบส่องดูคนอื่นเหมือนนายหรอก

“.....”

“ไง เถียงไม่ออกล่ะสิ”

“ป...เปล่านี่ ชั้นแค่ไม่อยากเสียเวลาทะเลาะกับนายต่างหากล่ะ” เขาเลิกคิ้วสูงแสยะยิ้มกับคำตอบผม อะไร มันน่าขำมากเหรอไง

“แล้วรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวชั้นมากขึ้นหรือยังล่ะ”

ใช่แล้วเหตุผลที่ผมออกมาข้างนอกตอนกลางคืน แบบนี้เป็นเพราะเด็กตรงหน้านี่แหละ

มันเป็นแค่งานอดิเรกส่วนตัวของเด็กอายุ 12 คนนึง ผมชอบปริศนา ผมชอบความท้าทายที่จะได้แก้โจทย์ปัญหา คนอื่นมองว่าผมเป็นคนแปลกๆ ไม่ใช่ว่าผมไม่สุงสิงกับใคร หรือเป็นเด็กไร้เพื่อนอะไรแบบนั้นนะ แต่เวลาที่เพื่อนในห้องรวมตัวกันไปเล่นฟุตบอล ผมมักจะหยิบโจทย์เลขยากๆขึ้นมาแก้ หรือไม่ก็อ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ หรือนวนิยายแนวสืบสวนที่เพื่อนๆในห้องไม่อ่านกัน ก็อย่างที่บอก ผมชอบรู้อะไรใหม่ๆ และ สิ่งที่ผมกำลังสนใจอยู่ในช่วงนี้ คือ

แบทแมน

โอเค ใครๆก็รู้จักฮีโร่ชุดค้างคาวคนนี้ เขาอาจจะไม่ป๊อปเท่าซุปเปอร์แมน และ ไม่ได้เสียงเชียร์จากเด็กๆเท่าบุรุษแห่งความหวัง อาจจะเป็นเพราะ เขาบินไม่ได้ ยิงเลเซอร์ออกจากตาก็ไม่ได้ และก็ยังไม่ได้ใส่กางเกงในสีแดงเอาไว้ข้างนอก แต่ผมนี่แหละที่ปลื้มเขามากกว่าซุปเปอร์แมนซะอีก เรียกได้ว่าเป็นแฟนคลับตัวยงเลย

เขาสร้างชุดพวกนี้ได้ยังไง เขาจัดการพวกเมต้าฮิวเมนได้ยังไงทั้งๆที่เป็นคนธรรมดา ตัวจริงของเขาคือใครกันแน่ นั่นเป็นคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวผมมาตั้งแต่ ได้ยินชื่อ อัศวินรัตติกาล

และ ความไม่รู้ คือ ศัตรูอันดับ 1 ของผม

ผมชื่นชอบในตัวเขา แต่ ในขณะเดียวกันก็สงสัยในตัวตนของแบทแมนไปด้วย

นานเข้ามันกลายเป็นความกระหายที่จะรู้ ทุกครั้งที่เห็นสัญลักษณ์ค้างคาวบนท้องฟ้า ทำให้ขาของผมสั่งการเองว่าต้องไปเจอเขาให้ได้ คนที่บ้านก็ไม่ได้ว่าอะไรมากนักเพราะพ่อผมแต่งงานใหม่เขาคงอยากให้พื้นที่กับผมที่ยังไม่พร้อมที่จะเรียก แฟนใหม่ของพ่อว่า แม่ เลยปล่อยเลยตามเลย ผมเริ่มหาข้อมูลของแบทแมนไปทีละเรื่อยๆ จากเว็บไซต์ ข่าวในทีวี ทุกที่เท่าที่เด็กอายุ 12 จะหาได้ และในที่สุดผมก็ได้รู้ว่า

แบทแมน คือ บรูซ เวนย์

มันเป็นความรู้สึกที่ดีกว่าการแก้โจทย์โอลิมปิกยากๆได้ซะอีก แบทแมน คือ มหาเศรษฐีที่เป็นเจ้าของพื้นที่กว่าครึ่งในก๊อทแธมซิตี้คนนั้น และ โอ้ ข่าวการกลับมาของเขา อะไรหลายๆอย่างมันปะติปะต่อได้ลงตัวไปหมดเลย แต่ยังไม่ทันซึมซับความสุขที่ได้เจอคำตอบนี้ ปริศนาอีกตัวก็เข้ามาอีกไม่รอให้พักหยุดหายใจ

 

 

“แล้วนี่หนีออกจากบ้าน มาทัศนศึกษาภาคค่ำแบบนี้ที่บ้านไม่ว่าหรอ”

“ไม่ใช่สักหน่อย หยุด หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ” ผมเห็นเขากระโดดลงมาบนทางเดิน เขยิบเข้ามาใกล้ ผมเลยยื่นมือไปให้เขาหยุดอยู่กับที่ ถึงแม้จะไม่เห็นหน้าภายใต้หน้ากากโดมิโนนั่นแต่ผมก็มั่นใจว่า คงมีเครื่องหมายคำถามโตๆติดอยู่บนหน้าหมอนี่แน่ๆ

“คราวนี้นายจับชั้นไปส่งตำรวจไม่ได้อีกแล้วเพราะชั้นมีนี่!!” ผมพูดพร้อมกับยื่นกระดาษจดหมายให้ดู เขารับไปทำหน้างงๆก้มลงอ่านกระดาษแผ่นนั้น ก่อนที่จะล้มไปนอนดิ้นกับพื้น

“พรูด วะฮ่าๆๆๆ อะไรน่ะ ฮะๆๆ” เขาหัวเราะจนตัวงอ แน่นอนว่านั่นเรียกความหงุดหงิดจากผมได้ไม่เบาเลยล่ะ

“จดหมายไง ไม่น่าถาม” แถมไม่เห็นจะตลกตรงไหนเลยด้วย ทำไมถึงได้ขำอะไรขนาดนั้น

“ไม่ ไม่ ชั้นรู้แต่ว่า จดหมายขออนุญาตผู้ปกครองออกมาข้างนอกงั้นเหรอ ฮะๆๆๆๆ ไม่ไหวแล้ว”

“แล้วมันทำไม นายจะได้ไม่ไปบอกตำรวจว่าชั้นหนีออกจากบ้านอีกแล้วไง” เขาหยุดขำไปแปปนึง มองหน้าผมนิ่งๆก่อนที่กลับไปดิ้นกับพื้นอีกครั้ง ไม่พอคราวนี้เอามือทุบพื้นไปด้วย

ผมหยิบสมุดบันทึกกับดินสอขึ้นมาจด

โรบิน เส้นตื้น

ผมมองคู่หูแบทแมนค่อยๆพยุงตัวขึ้นมาจากพื้นมือยังกุมอยู่ที่ท้องโก่งตัวเหมือนกำลังกลั้นหัวเราะอยู่ เขาหันมายิ้มให้ผม ก่อนที่จะกระโดดไปนั่งห้อยขาบนระเบียงเงยหน้ามองท้องฟ้าเหมือนเดิม

“คืนนี้อากาศดีเนอะ” อารมณ์ไหนล่ะนั่น

“ฮะ?

“ก็แค่บอกว่า อากาศดีๆอย่างนี้ ถ้าหัวลงหมอนนุ่มๆชั้นคงเคลิ้มหลับไปแล้ว”

“แล้วนายไม่ไปหาแบทแมนเหรอไง ดูไฟนั่นสิ” โรบินเงยหน้ามองไปตามมือผมชี้ไปที่สัญลักษณ์รูปค้างคาวบนท้องฟ้า แกว่งขาที่ห้อยอยู่ตรงระเบียงไปมา

“ไม่เอาอ่ะ ขี้เกียจ เขาเปิดไฟเรียกแบทแมนไม่ได้เปิดไฟเรียกโรบินสักหน่อยนี่” อย่างนี้ก็ได้เหรอ ผมหยิบสมุดบันทึกกับดินสอขึ้นมาจดอีกครั้ง

โรบิน น้อยใจเรื่องสปอร์ตไลท์บนฟ้า

 

ใช่ ปริศนาที่ว่าของผมคือเขาคนนี้ โรบินคนปัจจุบันตรงหน้าผม ที่ผมใช้คำนี้เป็นเพราะผมรู้ว่าโรบินไม่ได้มีแค่คนเดียว หมายถึง เป็นตำแหน่งฮีโร่ที่มีการรับช่วงต่อ พูดอีกอย่างคือ ผมรู้ตัวจริงของโรบินคนแรก เขาคือ ดิ๊ก เกรย์สัน มันเดาไม่ยากเลย โรบิน เด็กมหัศจรรย์ปรากฏตัวครั้งแรก พร้อมกับข่าวในหนังสือพิมพ์ว่า บรูซ เวนย์รับเลี้ยงเด็กคนนึงจากคณะละครสัตว์ฟายอิงค์ เกรย์สัน ทุกอย่างมันลงตัว โรบินมีความสามารถกายกรรม เคลือนไหวได้คล่องแคล่ว แต่จู่ๆเขาก็หายไป ผมไม่รู้ว่าเขาไปไหน

และ โรบินอีกคนก็โผล่มา

คราวนี้มันไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน ไม่มีข่าวเรื่องมหาเศรษฐีในก๊อทแธมรับเลี้ยงลูกบุญธรรมเพิ่มอีกคน แล้วเด็กคนนี้เป็นใคร โรบินคนนี้มีแต่ปริศนา ผมรู้แค่ว่าเจ้าตัวน่าจะมีอายุไล่เลี่ยกันกับผม ตัวสูงแต่ผอมเหมือนเด็กขาดสารอาหาร มีผมสีดำ และ โอ้ ข้อมูลแค่นี้จะไปรู้อะไรล่ะ เด็กผมสีดำในอเมริกามีเป็นแสนคน

ผมไม่รู้อะไรเลย มันมืดแปดด้าน

แต่ปริศนายิ่งยาก มันกลับยิ่งท้าทายเด็กอายุ 12 อย่างผม

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม ผมถึงได้มายืนส่องกล้องส่องทางไกลเก็บข้อมูลเขาแบบนี้ทุกๆคืน ช่วงแรกๆที่โดนเขาจับได้ เขาหิ้วผมไปส่งตำรวจบอกว่าจับเด็กหนีออกจากบ้านมาส่ง ผมพยายามแก้ตัวกับพวกผู้ใหญ่ว่าผมเปล่า ผมไม่ได้หนีออกจากบ้านอย่างที่หมอนี่พูด แต่ก็ไม่มีใครเชื่อผม ไม่ว่าจะเปลี่ยนที่สอดแนมกี่ครั้ง เขาก็เจอตัวผมทุกที นานเข้าก็เหมือนจะชิน บางครั้งโรบินก็ปล่อยเลยตามเลยให้ผมสืบเรื่องของเขาไป แถมบางทีก็มานั่งชวนผมคุยด้วยซ้ำ

เวลาล่วงเลยมาร่วม 3 เดือน ผมก็ยังไม่รู้ตัวจริงของเขา

 

 

“นี่ เด็กมีปัญหา” เสียงของคนข้างๆปลุกผมจากภวังค์ ผมขานรับไปสั้นๆ เพราะขี้เกียจนั่งเถียงเรื่องชื่อที่เขาเรียกผม

“อะไร”

“คืนนี้ชั้นอารมณ์ดี จะตอบคำถามอะไรก็ได้ที่นายอยากรู้หนึ่งข้อนะ”

“เหอะ อะไรน่ะนั่น” ผมหัวเราะฝืดๆตอบกลับไป เดาอารมณ์เด็กตรงหน้าไม่ถูก

“เอาน่า ถามมาสิ”

ตัวจริงของนายเป็นใคร” เขาขมวดคิ้ว เบ้หน้า

“โฮ่ยๆ แบบนั้นมันขี้โกงนี่”

“ล้อเล่นหรอกน่า เรื่องแบบนี้ถ้าไม่รู้ด้วยตัวเอง มันก็ไม่สนุกน่ะสิ”

……

“แล้วมาอารมณ์ไหนทำไมให้ชั้นถามคำถามนายได้ล่ะเนี่ย” ปกติคนอย่างหมอนี่ปกปิดตัวตนจะตาย เหมือนกับทำข้อสอบอยู่แล้วอาจารย์บอกให้เปิดหนังสือได้อะไรแบบนั้น

คนถูกถามเงียบไป หันมามองหน้าผมนิ่งๆ

“เปล่านี่ก็แค่อยากจะบอกลานาย

“เอ๊ะ??

“พรุ่งนี้ชั้นจะได้ไปเจอแม่ตัวจริงแล้ว เธอนัดชั้นไปกินมื้อเที่ยงด้วยกันด้วยแหละ พวกเราจะใช้เวลาวีคเอนเที่ยวให้มันส์สุดๆเลย”

……” ผมพูดไปพลางหยิบอาวุธประจำกายมาจดข้อความที่โรบินพูดเมื่อกี้

คงจะไม่ได้มากวนประสาทนายช่วงสองสามวันนี้หรอกนะ บอกไว้ก่อน เพราะฉะนั้นนายจะได้ไม่ต้องออกจากบ้านมายืนตากลมทั้งคืนโดยเปล่าประโยชน์ช่วงที่ชั้นไม่อยู่ โอเคมั้ย” มือที่จับแท่งดินสอหยุดชะงัก ผมเงยหน้าไปมองคนพูด

“โอเคมั้ย เด็กมีปัญหา” เขาทวนคำถามซ้ำอีกครั้ง

“ออืม ชั้นไม่ได้ชื่อเด็กมีปัญหาสักหน่อย!! ชั้นชื่อ” พูดไม่ทันจบ อีกฝ่ายก็พูดแทรกขึ้นมา ไม่สิ ตะโกนแทรกมากกว่า

“หยุด สต๊อป อย่าคิดที่จะพูดมันออกมาเชียวนะ”

“เอ๊ะ?

“เอาไว้ตอนเจอกันครั้งหน้าค่อยบอกชั้นละกัน ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยน แล้วชั้นจะบอกตัวอักษรแรกของชื่อชั้นให้ แล้วเจอกันใหม่นะ” ผมก้มหน้าลงคิดตามข้อแลกเปลี่ยนของเขา ขมวดคิ้วพันกันเป็นปม

“เฮ้ อย่างนั้น ชั้นก็เสียเปรียบน่ะสิ” แต่พอเงยหน้ามาอีกที โรบินก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว ผมหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมา ซูมออกไปเห็นเขากำลังโหนไปหาแบทแมนของเขาที่หลังคาโรงงานแห่งนึง

“แล้วเจอกันใหม่” ผมพูดพึมพำกับตัวเองเบาๆ หยิบสมุดโน้ตขึ้นมาบันทึกข้อความสุดท้ายของวันนี้

อีกสามวัน เจอโรบิน อย่าลืมทวงเขาเรื่องบอกตัวอักษรแรกของชื่อ

ผมยิ้มอยู่คนเดียว ก่อนที่จะเก็บอุปกรณ์ส่วนตัวลงกระเป๋า เตรียมตัวกลับบ้าน ตอนที่มือจับบานประตูดาดฟ้า ผมเงยหน้ามองท้องฟ้ายามกลางคืนของก๊อทแธมซิตี้อีกที

มันเป็นคืนที่อากาศดีจริงๆด้วย

……………..

………

และมันก็เป็นคืนสุดท้ายที่ผมได้เจอกับโรบิน

เพราะหลังจากนั้น เขาก็ไม่ปรากฏตัวให้ผมเห็นอีกเลย

 

 






[Part 3] โรบินเย็นชา กับ เด็กชายขี้น้อยใจ

มันเป็นแค่คืนๆนึงที่คุณพ่อกับพี่ชายกลับเร็วกว่าปกติ หึ ผมไม่อยากจะเรียกหมอนั่นว่าพี่ชายเท่าไหร่หรอก แสลงปากชะมัด ผมมองรถมอเตอร์ไซต์สีแดงวิ่งมาจอดที่ลานจอดในถ้ำค้างคาว คนขับดับเครื่องลงผมเห็นใบหน้าภายใต้หน้ากากของเขาก้มมาชำเลืองตามองผมไปแวบเดียวแล้วก็เดินผ่านหน้าผมไปที่แบทคอมพิวเตอร์ ทำเหมือนไม่เห็นผมยืนหัวโด่อยู่นี้ทั้งคน

ผมทำเป็นไม่ติดใจอะไรนัก ยืนรอแบทโมบิลของคุณพ่อขับมาที่ถ้ำค้างคาว

ผ่านไปราว 10 นาทีก็ยังไม่เห็นวี่แววอะไรเลย

“คุณพ่อล่ะ?” ผมหันหลังไปถามเขา ไม่รู้ว่าเขาฟังอยู่หรือเปล่า เพราะเสียงที่ได้ยินมีแต่เสียงของมือเจ้าตัวกดแป้นพิมพ์ยุกยิก

นั่นทำให้ผมหงุดหงิดมากทีเดียว ในชีวิตผมมีแค่คุณพ่อกับพ่อบ้านของคุณพ่อเท่านั้นที่กล้าขัดใจผม

แล้วคนอย่างหมอนี่กล้าดียังไงมาทำแบบนี้

“คุณพ่อไม่กลับมาด้วยเหรอไง!!” คราวนี้ผมตะโกนถามไปอีกครั้ง ได้ผล เขาหยุดมือที่ง่วนอยู่กับการป้อนข้อมูลลง

“แบทแมนให้ชั้นกลับมาก่อน” ดูน้ำเสียงติดรำคาญนั่นสิ

“หึ สงสัยนายจะไร้น้ำยา ตกกระป๋องแล้วสิ เขาถึงได้ไล่นายมาน่ะ โรบิน” รอบนี้เขาหันหน้ามามองผม ถึงแม้จะมีหน้ากากปิดอยู่ แต่ผมก็รู้ว่าเขาเริ่มไม่สบอารมณ์แล้ว

อย่างนี้ก็สวยสิ

แต่ผิดคาด เขาไม่ได้มีท่าทีว่าจะต่อสู้อะไร กลับกันหมอนี่หันหลังกลับไปกดคีย์บอร์ดมองจอแบทคอมพิวเตอร์เหมือนเดิม

อะไรน่ะ เมินกันเหรอ

“นี่ จะพูดอะไรก็พูดมาสิ” ผมเดินไปคว้าผนังเก้าอี้

“ชั้นขี้เกียจมานั่งเถียงกับนาย”

“อ่อ ที่แท้ก็แทงใจดำสินะ สงสัยจะจริงว่าคุณพ่อไล่นายออก-”

“แบทแมน คนร้ายออกมาจากตรอก chemical factory แล้ว” เขาพูดแทรกออกมา ไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยค บนหน้าจอแบทคอมพิวเตอร์ปรากฏภาพจากกล้องวงจรปิดต่างๆทั่วเมืองก๊อมแธม ผมเงยหน้าขึ้นไปดูภาพจากกล้องตัวที่ 57 ที่เขาซูมขยายขึ้น เห็นคุณพ่อกำลังรอโอกาสรวบตัวคนร้ายทีเผลอ

“มีอีกคดีนึงแถวๆท่าเรือ น่าจะเป็นพวกส่งยาแน่ๆ จะให้ผมไปเลยมั้ย” ผมคิดว่าเขาน่าจะคุยกับพ่อผมอยู่ผ่านทางเครื่องมือสื่อสารอะไรบางอย่างในชุดของเขา ได้ยินเสียงคุณพ่อตอบกลับมาจากลำโพงในแบทคอมพิวเตอร์

“เดี๋ยวชั้นจัดการต่อเอง ทำได้ดีมากโรบิน นายไปพักเถอะ”

“ราตรีสวัสดิ์บรูซ”

“ราตรีสวัสดิ์” จบคำพูดนั้นแบทแมนก็กระโดดลงมาจัดการคนร้ายได้อยู่หมัดก่อนที่ภาพจะตัดมาที่หน้าจอโฮมกรีนว่างเปล่าของมอนิเตอร์เหมือนเดิม ผมเห็นเขาลุกขึ้นเดินไปอีกมุมนึงของถ้ำค้างคาว แน่นอนว่าผมเดินตามเขาไป

จริงๆแล้วนี่เป็นวันที่ 3 ที่ท่านแม่ส่งผมมาอยู่กับคุณพ่อ ผมเคยเจอเขาครั้งนึงแล้วแต่เราไม่ได้พูดอะไรกันเท่าไหร่ ความจริงเป็นผมคนเดียวที่พูดมากกว่า ว่าผมคิดว่าเขาจะตัวสูงกว่านี้ ตอนนั้นผมนึกคำพูดไม่ออก กับพ่อบังเกิดเกล้าที่เพิ่งจะเคยเจอหน้ากันครั้งแรกจะให้พูดอะไรล่ะ สายสัมพันธ์อะไรนั่นก็ไม่มี ผมกับเขาเลยทำเหมือนเราเป็นคนอื่นคนไกล ใช่สิ เขาไม่รู้จักผมด้วยซ้ำ ช่วง 3 วันนี้ก็เหมือนกัน นอกจากคำทักทายว่าอรุณสวัสดิ์ เขาก็ไม่ได้พูดอย่างอื่นกับผมอีกเลย ดูสิขนาดผมยืนมองจอแบทคอมพิวเตอร์อยู่ตรงนี้ เขายังไม่สนใจ แม้แต่จะมองด้วยซ้ำ แต่ผมไม่สนใจอะไรหรอกนะ เดี๋ยวอีกไม่นานท่านแม่ก็มารับผมกลับไปอยู่ด้วยแล้ว ก็แค่ฆ่าเวลาใช้ชีวิตที่นี่ให้ผ่านไปวันๆ

จะมีก็แต่ คู่หูของคุณพ่อที่ชื่อว่า โรบิน นี่แหละที่เขาคุยด้วย

ทั้งๆที่เป็นแค่คนนอกแท้ๆ ทำไมกัน

“นายจะตามชั้นมาทำไม”

“ไม่ได้ตามสักหน่อย”

ผมไม่เข้าใจเลย เขาไม่ได้มีสายเลือดอะไรข้องเกี่ยวกับคุณพ่อด้วยซ้ำ ทำไมคุณพ่อถึงได้สนใจเขานักล่ะ แถมยังได้ยินว่าเขาเป็นทายาทเวนย์เอนเทอร์ไพร์สต่อจากคุณพ่ออีกด้วย

แล้วผมที่เป็นลูกแท้ๆนี่คืออะไร อุบัติเหตุตามกลไกธรรมชาติ เด็กที่เขาไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้นมางั้นหรอ

เจ้าหมอนี่มีดีกว่าผมตรงไหนกัน

“นี่ ถามจริงเด็กเปรต นายมีปัญหาอะไรกับชั้น”

“ก็เปล่านี่” เขานั่งลงตรงเก้าอี้ตัวยาวลงมือถอดชุดฮีโร่ของเขา ผมมองไปที่ของใช้หลายอย่างในถ้ำค้างคาวนี้ที่เป็นของแบทแมนกับโรบินวางแขวนเรียงรายเต็มไปหมด แล้วผมก็สงสัย

“ทำไมนายต้องมาอยู่ที่นี่ด้วย” เขาเงยหน้าที่ยังไม่ถอดหน้ากากขึ้นมามองหน้าผม

“นั่นน่าจะเป็นคำถามของชั้นมากกว่า”

“ชั้นเป็นลูกชายของเขา ลูกชายตามสายเลือด นี่บ้านของชั้น แต่นายไม่ใช่...” ใช่ เขาไม่ใช่ และ เขาไม่มีสิทธิ์

“.......นายไม่เห็นหรือไง ว่าชั้นเป็นโรบิน”

“.......”

“อีกอย่าง แบทแมนก็รับชั้นเป็นลูกบุญธรรมแล้วด้วย ชั้นมีนามสกุลเดียวกับบรูซ ก็เท่ากับว่า ชั้นเป็นลูกชายของเขาเหมือนกัน” อึก ที่หมอนี่พูดมามันก็ถูก เจ็บใจนัก

“.......”

“หรือว่า...ที่นายไม่พอใจเป็นเพราะนายน้อยใจงั้นสินะ” เขาถอดหน้ากากออกมาสบตากับผม ผมเบือนหน้าหนีตาสีฟ้าของเขา ทำยังไงก็รู้สึกไม่ชอบขี้หน้าหมอนี่จริงๆ

“คใครน้อยใจกัน” ผมพูดกับตัวเอง หันหลังเดินเลี่ยงเขาไปขึ้นบันไดชั้นบนของถ้ำที่มีตู้กระจกข้างในมีชุดแบทแมนกับ...โรบิน

ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ของผม

ผมไล่มองชุดของคุณพ่อที่ใส่ตอนกลางคืนไปเรื่อยๆ จนสายตาไปสะดุดกับชุดๆนึงที่อยู่ริมสุด แยกออกมาจากตู้กระจกตู้อื่นๆโดยสิ้นเชิง ผมเดินเข้าไปใกล้ขึ้น ได้เสียงฝีเท้าของใครสักคนเดินตามมาจากด้านหลังที่แทบไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใคร ลืมหมอนั่นไปซะ ผมพูดกับตัวเอง

ด้านหน้าของผมเป็นชุดของเด็กผู้ชาย สภาพของมันดูจะชำรุดกว่าชุดอื่นๆ รอยขาด รอยไหม้ ที่ดูจะเด่นที่สุดก็คงเป็นสเปร์ยพ่นสีเหลือง คำว่า ‘HAHAHA JOKE’S ON YOU BATMAN’ ผมมองเห็นกระจกสะท้อนชุดนั้นกับตัวของผม ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมยื่นมือขึ้นไปแตะมัน แต่กลับถูกขัดด้วยมือของคนอีกคน

“โว้ว เฮ้ หยุดเลยนะ”

“อะไร”

“นายไม่มีสิทธิ์มาแตะมัน” เขาผลักตัวผมออกไปยืนบังตู้กระจก จ้องหน้าผมอย่างจับผิด

“นั่นชุดเก่าของนายหรอ” เขานิ่งไป ทำสายตาเศร้าใจแปลกๆชั่วแวบนึง หันมาส่ายหัว

“ไม่ใช่ เป็นของโรบินอีกคนก่อนหน้าชั้น”

“แล้วตอนนี้-”

“นายควรหยุดถามอะไรไปมากกว่านี้ ขึ้นห้องนอนของนายไปซะ ปิศาจ” เขาไม่มีสิทธิ์มาสั่งผมทำนู่นทำนี่สักหน่อย เรื่องอะไรผมต้องฟังด้วยล่ะ ผมยืนจ้องหน้าเขาอยู่ที่เดิม

“หึ สงสัยโรบินคนนั้นเป็นตัวถ่วงของคุณพ่อล่ะสิ” ถึงได้โดนไล่ออกมา แล้วคนตรงหน้าผมก็เสียบตำแหน่งนั้นแทน

ถอนคำพูดพร่อยๆของนายซะ เจ้าหนู

“อะ-” ไม่รู้ทำไมเขาถึงส่งสายตากับน้ำเสียงเย็นชาแบบนั้นอย่างกับเป็นคนละคน เหมือนผมเผลอไปพูดสะกิดใจอะไรเข้า เหอะ ค...คิดว่าคนอย่างผมจะกลัวเหรอ

“ทำไม เขาอ่อนแอถึงได้โดนนายแย่งตำแหน่งไปไม่ใช่เหรอไงเล่า” พูดยันไม่ทันจบประโยค โรบินก็วิ่งมากระชากคอผมลอยอยู่กลางอากาศ

พูดแบบเมื่อกี้อีกที ชั้นจะไม่ให้อภัยนายแน่

“อึ่ก...อะไรของนาย จะปล่อยชั้นตกจากชั้นสองงั้นเหรอ” ไม่ดีแน่ สายตาแบบนี้ แล้วยังแรงจับที่คอผมมากขึ้นอีก 3วันที่อยู่ที่นี่ ผมไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้มาก่อน

“อย่าเข้าใกล้ตู้นั้นอีก” ผมไม่รอให้เขาวางผมลง อาศัยความตัวเล็กกว่าเตะข้อพับของเขา แล้วตีลังกากระโดดลงมาชั้นล่างอย่างสบาย ชิส์ คนบ้านนี้น่าหงุดหงิดนัก ทุกคนเลย

ผมเดินไปหยิบดาบคาตานะที่ท่านตาให้มา ว่าจะไปฟันหัวหุ่นดัมมี่สักสองสามตัวเล่นให้หายอารมณ์เสีย

รวยนักนี่ มีเงินรับเด็กคนอื่นมาเลี้ยงได้ กะอีแค่หุ่นดัมมี่พังไปนิดหน่อยๆ ขนหน้าแข้งคุณพ่อไม่ร่วงด้วยซ้ำ

ฟวับ!! เควี้ยง!!

ทำไม

ทำไม

ทำไมโว้ย

10 ปีมานี้ทำไมคุณพ่อไม่เคยรู้ถึงตัวตนของผมเลยล่ะ มันสำคัญมากใช่มั้ย แคร์นักนี่ลูกคนอื่นน่ะ ทีลูกแท้ๆตัวเองจะเป็นร้ายดียังไงก็ช่างหัวมันใช่มั้ย

ฟวับ!! เควี้ยง!!

น่าหงุดหงิด

น่าหงุดหงิด

น่าหงุดหงิดชะมัด

ทำไมภาพตรงหน้ามันถึงได้เบลอนักล่ะ มีน้ำร้อนบ้าอะไรมาเกาะอยู่แถวๆตาก็ไม่รู้ ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ทำไมท่านแม่ถึงต้องส่งผมมาอยู่ที่นี่กับคนแปลกหน้าที่เรียกว่า พ่อด้วย ทำไมคนๆนั้นถึงต้องมารบกวนจิตใจของผมด้วย

 

หลังจากพังหุ่นตัวสุดท้ายลงไป ผมล้มตัวลงนอนหงายกับพื้นมองเพดานบนถ้ำค้างคาวอย่างหมดแรง แสงไฟแยงตาไม่เป็นปัญหาอะไรเท่าไหร่เทียบกับไอความรู้สึกอึดอัดที่อยู่ในอกตอนนี้

มันคืออะไร ใครก็ได้ตอบผมที

แผล๊ะ

รู้ตัวอีกที ก็ตอนที่สัมผัสได้ถึงอะไรเย็นๆที่หน้า ผมกระพริบตาค่อยๆปรับโฟกัสช้าๆ มีผ้าเย็นมาคลุมหน้าผมอยู่ ผมหยิบมากำไว้ เบือนหน้าไปทางซ้ายมือเห็นเจ้าของผ้าเย็นกำลังนั่งอยู่ข้างๆมือซ้ายยกกาแฟกระป๋องกินไปพลาง

“อะไรน่ะ” ผมถามออกไปโดยที่ยังนอนแผ่หลาตักตวงอากาศหายใจอยู่บนพื้นเย็นชื้นของถ้ำค้างคาว

“เหนื่อยมั้ย” เขาถามออกมาสั้นๆ อาจจะเป็นเพราะแสงไฟตรงหน้าที่แยงเข้ามาในตาผม เลยไม่รู้ว่าตอนนี้โรบินกำลังทำหน้าแบบไหน ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

……

“เป็นอะไรไปน่ะ ถึงได้พังถ้ำค้างคาวซะเละเทะแบบนี้”

“ชิส์ก็เปล่านี่” ผมเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ใจจริงอยากจะลุกหนีไปแล้ว แต่เรี่ยวแรงไม่รู้หายไปไหนหมด จะขยับตัวยังทำไม่ได้เลย บ้าจริง

“ขาดความอบอุ่นมากหรือไง ถึงได้เรียกร้องความสนใจด้วยการทำลายข้าวของคนอื่น”

“หุบปากนะ” เขาไม่พูดอะไร ผมสังเกตว่าเขาขยับตัวเข้ามาใกล้ผม จู่ๆก็ถือวิสาสะมากุมมือผมไว้

“นี่ ทำบ้าอะไรของนายน่ะ!?ผมพยายามจะสลัดมืออุ่นๆนั้นทิ้งแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล เขากุมมือผมแน่นกว่าเดิม

“.......”

“ก็นายร้องไห้อยู่นี่” อึก อีกแล้ว จู่ๆภาพตรงหน้ามันก็เบลออีกแล้ว ไอน้ำบ้าเอ้ยมาไหลทำไมตอนนี้

“ฮึก...ฮือ...อย่ามายุ่งกับชั้น”

“ชั้นทนเห็นคนร้องไห้โดยที่ไม่เข้าไปช่วยไม่ได้ ถ้าจะโทษก็โทษตัวนายเถอะ ไอเด็กบ้า”

“...ฮึก…ใครต้องการความช่วยเหลือจากนายกัน..ฮือ...” เขาคงจะสมเพชผมที่ทำตัวได้น่าทุเรศมาก ผมก็สมเพชตัวเองเหมือนกัน ทำไมต้องมาแสดงความอ่อนแอแถมยังต่อหน้าหมอนี่ด้วย

“ก็ตอนนี้นายทำหน้าตาเหมือนกำลังร้องให้ช่วยนี่นา”

“ฮึก...อื้อ” ถ้าท่านตามาเห็นคงจับผมไปขังคุกแน่ ท่านแม่คงมองผมด้วยสายตาเวทนาแล้วก็พูดว่าผมมันอ่อนแอ

ใช่ ผมไม่ได้เข้มแข็งหรอก

แค่จำกัดความรู้สึกอัดอั้นในอกนี่ออกไป ก็ยังทำไม่ได้

ผมมันอ่อนแอ

..........

.....

...

สัมผัสต่อมาที่รู้สึกได้คือ ร่างอุ่นๆของเขาทับตัวผมอยู่ จนผมได้ยินเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะของเขา เขาเอาแขนมารวบเอวกอดผมตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

เขาทำแบบนี้ทำไม

ผมพยายามขยับตัวขัดขืน แต่เขากลับรัดตัวผมแน่นกว่าเดิม

“อยู่เฉยๆน่า”

พวกเราอยู่นอนนิ่งอยู่แบบนี้จนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปกี่นาที เขาถึงได้ผ่อนแรงแขนลง

“ไง หยุดร้องแล้วสินะ” โรบินยิ้มออกมา มันอาจจะเป็นรอยยิ้มครั้งแรกเลยด้วยซ้ำที่เขายิ้มให้ผม

จู่ๆ ก็รู้สึกร้อนหน้าแปลกๆ สงสัยอากาศในถ้ำมันร้อนสินะ ไม่สิ เพราะนอนตัวติดกันอย่างนี้ต่างหากล่ะ

“ลุกออกไปจากตัวชั้นเดี๋ยวนี้นะ มันหนัก!!” ผมทุบอกพลางดันตัวเขาออกไป โรบินลุกขึ้นมานั่งข้างผมดีๆ แต่กลับเป็นผมเองที่ยันตัวไม่ขึ้น เรี่ยวแรงผมหายไปไหนถึงได้เป็นเขาที่ยื่นมือดึงผมขึ้นมานั่ง

“ชั้น...ไม่ขอบคุณหรอกนะ”

“อืม” เขาหันกลับไปมองซากหุ่นดัมมี่ที่ผมจัดการซะเละเทะในถ้ำค้างคาว ผมนั่งกุมมือตัวเอง

คิดแล้วก็น่าอายชะมัด นี่ผมทำอะไรลงไปเนี่ย

“เรื่องเมื่อกี้ ยะ...อย่าเอาไปบอกใครเชียวล่ะ” โดยเฉพาะกับคุณพ่อ

เขาไม่ตอบอะไร ช่างมันละกัน ถ้าโรบินเอาไปบอกคนอื่นจริงๆ ผมก็แค่แก้ต่างว่าเขาโกหกแค่นั้นแหละ ชิส์ ผมเบือนหน้าหนีไปอีกทาง

“บรูซน่ะ ความจริงแล้วไม่อยากได้ชั้นมาเป็นโรบินหรอกนะ”

“......” เอ๊ะ เขาพูดอะไรของเขาน่ะ

“ตั้งแต่เจ- โรบินคนก่อนหน้าชั้นจากไป เขาก็ปิดกั้นตัวเอง ชั้นรู้ว่า คนอย่างชั้นทำอะไรไม่ได้หรอก แต่ว่า แบทแมนจำเป็นต้องมีโรบิน”

“......”

“เพราะฉะนั้น ก็เลยไปสร้างเรื่องวุ่นๆให้พ่อนายมากเลยล่ะ สุดท้ายเขาก็รับชั้นเข้ามาฝึก”

“......”

“ชั้นไม่ได้อยากมาแทนที่ หรือ เป็นตัวแทนของใครทั้งนั้น ก็แค่อยากจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่เพราะชั้นเอาแต่บ้างาน สุดท้ายพ่อของชั้นก็โดนกัปตันบูมเมอร์แรงฆ่าตาย และพ่อนายก็รับชั้นมาอยู่ด้วย”

“......”

“ทีนี้ ชั้นก็ได้เป็นโรบินสมใจอยากแล้ว แต่ชั้นไม่รู้สึกยินดีกับมันเลยสักนิด นี่ชั้นเล่าอะไรให้นายฟังเนี่ย บ้าเอ้ย”

“......”

“ลุกขึ้นไปนอนได้แล้วไป เดี๋ยวชั้นจัดการเก็บกวาดซากพวกนี้เอง” เขาลุกขึ้นมาปัดฝุ่นกางเกง เดินไปที่กองซากหุ่นดัมมี่ที่วางกระจัดกระจายอยู่ตรงข้าม

ผมยังไม่อยากนอนเท่าไหร่ เลยขึ้นมายืนเกาะราวระเบียงชั้นสองมองเขาเก็บกวาดพื้นอย่างที่ว่าจากด้านบน ผมหันหลังไปเห็นตู้กระจกที่แขวนชุดโรบินของเขาอยู่ มองชุดสลับกับคนใส่ ก่อนที่จะเอ่ยปากถามคนข้างล่าง

“ว่าจะถามนานแล้ว ทำไมชุดโรบินของนายถึงได้แตกต่างจากคนอื่นนักล่ะ”

“ชุดนั่น ชั้นออกแบบเอง”

“ใส่เหมือนคนก่อนก็ได้นี่”

“ไม่ได้หรอก...ชั้นไม่คู่ควร”

“เห” ผมหันกลับไปมองตู้กระจกเดิม ยื่นมือไปสัมผัสขอบกระจกเบาๆ

 

“นี่ เป็นโรบินต้องทำยังไงหรอ” อ้าว เขามายืนอยู่ข้างหลังผมตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ผมหันหลังไปมองเห็นเขายืนกระดกขวดน้ำดื่ม ก่อนที่จะก้มลงมามองหน้าผม

“หึ เด็กขี้แงอย่างนายเป็นโรบินไม่ได้หรอก”

“ชิส์ ชั้นก็ไม่ได้อยากได้ชื่อนกอ่อนแอนั่นมาประดับตัวหรอกน่า”

“ไปนอนได้แล้วไป ชั้นจะปิดไฟแล้ว”

“ชิส์” ผมจิปากอย่างรำคาญ ก่อนที่จะเดินหันหลังขึ้นลิฟต์ไป

มันก็เป็นแค่คืนๆนึง ที่ไม่น่าจดจำอะไร สาบานได้ว่า ผมไม่ได้อยากจะเป็นโรบินเหมือนเขาหรอกนะ

_________________________________________________________

Updated 14/07/2018 เพิ่มภาพแฟนอาร์ต อิอิ 

ตื่นเต้นๆ มีคนวาดแฟนอาร์ตให้อ่ะแกร (ไปบังคับเค้ามาล่ะสิ = ='' เปล่าน้า)

ขอบคุณคุณ ZalmonT @Zalmont77 นะคะ ตีลังกากราบงาม เดเมี่ยนมาขอบคุณพี่เค้าสิลูก 

โอ๋น้อง ไม่ต้องร้องนะ พี่ทิมมาปลอบแล้ว


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ +-.แลนข้ามคลอง.-+ จากทั้งหมด 21 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

5 ความคิดเห็น

  1. #5 เพนกวิน
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 22:15

    ชอบเจสันกับโมเม้นแบทแฟมมาก แอบจะรว้องพาร์ทเจสันกับทิม แต่เจสันกับดิ้กนี่น่าร้ากกกกกมาก หนูเมี่ยนก็น่ารัก สรุปน่ารักทุกคน555 แต่เอียงใจให้พาร์ทเดเมี่ยนเป็นพิเศษ

    #5
    1
    • 25 พฤศจิกายน 2561 / 12:25
      สารภาพว่า ตอนแรกพาร์ทเจสันไม่คิดว่าจะออกมาดราม่าค่ะ 555
      ส่วนพาร์ทน้องเมี่ยนนี่แอบลำเอียงเขียนให้ยาวกว่าคนอื่นเลย
      ขอบคุณนะคะ
      #5-1
  2. วันที่ 21 กรกฎาคม 2561 / 10:11

    นี่มันดีงามว้าววววๆ เดมี่กับพี่ทิม แหล่มเฟี้ยวเกี้ยว2ก้อน

    #4
    2
    • 21 กรกฎาคม 2561 / 19:17
      น้องเมี่ยนเปลือกแตกร้องไห้ใส่พี่ทิมเปิดใจคุยกัน โห้ยยย
      //พี่ดิ๊กจะไม่ทน
      #4-1
    • 21 กรกฎาคม 2561 / 19:17
      น้องเมี่ยนเปลือกแตกร้องไห้ใส่พี่ทิมเปิดใจคุยกัน โห้ยยย
      //พี่ดิ๊กจะไม่ทน
      #4-2
  3. #3 P-e-c to the k
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 20:40

    งื้ออออ น่าร้ากกกกก ละมุน ละมุด ลำไย(?)มากมายยยย


    ชอบความแบทแฟมที่สุดดดด แต่งแนวนี้อีกนะค้าาาาา


    แฟมิลี่นี้มีความรสชาติเหมือกาแฟเอสเพรสโซ่(ห๊ะ?)สงสัยเวลาอ่านแบทแฟมต้องจิบไปอ่านไปแล้วอ่ะค่ะ5555


    รักความพี่น้อง+ขุ่นพ่อ+พ่อบ้าน มากเลยยยยย รักทุกโคนนนน

    #3
    1
    • 8 มิถุนายน 2561 / 11:20
      เม้นต์นี้ตลก 555 มาเป็นผลไม้กับกาแฟเลย
      คือ เราติดภาพทิมดื่มกาแฟไปแล้วอ่ะค่ะ ถ้าเรื่องไหนมีนาง เดาไว้ก่อนเลยว่าเรื่องนั้นมีกาแฟแน่นอน
      ใจจริงก็ชอบเขียนทั้งแบทแฟมกับจอนเดมี่อ่ะค่ะ แต่ฟิลลิ่งมันจะมาไม่เหมือนกัน
      อย่างจอนเดมี่มันก็จะมาถี่ๆหน่อย เพราะอ่านซุปซันอยู่ แต่แบทแมนตอนนี้ไปแต่งงานกับแคทแล้วเลย หึๆ
      อย่างไรก็ตาม รักทุกคนในบ้านนี้ โดยเฉพาะลูกคนเล็ก (ความลำเอียงน้องเมี่ยนไม่เข้าใครออกใครจริงๆ)
      ถ้ารีดเดอร์ชอบ ไรท์ก็จะแต่งมาอีกค่ะ อย่างน้อยก็มีกำลังใจว่ายังมีคนอ่าน อิอิ
      ดีใจนะคะที่ชอบ
      #3-1
  4. วันที่ 1 มิถุนายน 2561 / 11:55
    ขอแบทแฟมอีกได้ไหม หาอ่านตั้งนานจนเกือบคิดว่าจะไม่มีแล้ว มีวันเฮฮาของแบทแฟมไหม? อยากอ่านอีกโดยเฉพาะน้องเมี่ยนกับคนในครอบครัว มันอบอุ่นดี~☺️
    #2
    2
    • 3 มิถุนายน 2561 / 09:28
      เป็นคอมเม้นต์ที่ demand ตรงไปตรงมาดีจังเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ
      เอาจริงๆคือตอนที่อ่านคอมเม้นต์นี่เราก็กำลังเขียน Batfam อยู่พอดีเลย
      รู้สึกเขินในความบังเอิญนี้ดี เดี๋ยวถ้าเขียนเสร็จจะเอามาลงเร็วๆนี้นะคะ รอนิดนุงเนอะ
      #2-1
    • 3 มิถุนายน 2561 / 23:26
      จะรอนะค่ะ บอกอีกนิดนะชอบให้น้องอยู่กับครอบครัวมากกว่าหนูจอน(ผมผิดอะไร-จอน)
      #2-2
  5. #1 ZalmonT (@prim_12) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 / 18:23
    อ่านแล้วกระชุ่มกระชวยหัวใจมากค่ะ อั๊ยยย น้องๆน่ารักมาก มาใจวูบตรงพาร์ทน้องทิม เขาจะไปหาแม่ หลังจากนั้นผมก็ไม่เห็นเขาอีกเลย...TT อันนี้คือที่เจย์เจอโจ๊กเกอร์ใช่ไหม แงง๊
    #1
    2
    • #1-1 ..-+iiau..-+ (@lancelotkun) (จากตอนที่ 1)
      31 พฤษภาคม 2561 / 18:39
      เห็นคนอ่านมีความสุขเรารู้สึกดีต่อใจมากเลยค่ะ ว้าวๆ ขอบคุณนะคะ
      *3*เธอๆ สนใจวาดแฟนอาร์ตให้เรามั้ย //กระพริบตาปริบๆ ได้ก็ดีค่ะ แต่ไม่บังคับนะ อิอิ
      อย่าเดินหนีนู๋ไปกลับมาก่อน หนูล้อเล่นเอง กอดขาไว้!!
      เบื่อน้องจอนแล้วอยากกลับมาเขียนแบทแฟมบ้างค่ะ 5555
      ปล.ถูกต้องแล้วค่ะ โรบินขี้แกล้ง ในพาร์ทที่ 2 คือเจสัน ทอร์ดคืนก่อนที่จะไปเจอโจ๊กเกอร์ค่ะ
      ฮือ (ToT) ทำร้ายจิตใจทิมน้อย
      #1-1
    • #1-2 ZalmonT (@prim_12) (จากตอนที่ 1)
      31 พฤษภาคม 2561 / 23:30
      คันมือยิกๆเลยค่ะ เขินมาก55555 มาขนาดนี้แล้วเราจะไม่หยุดแค่เม้นหวีดค่ะ ของมันต้องมาา เค้าไม่หนีหรอก เตงนั่นแหละห้ามหนี จะตามไปหลอกหลอนทุกฟิคเลย5555

      น้องจอนโดนเทแล้ว หงอยเลย แต่ทำไรแบทแฟมไม่ได้ เดี๋ยวโดนคริบโตไน---

      /แง๊ เจสันของน้อง ตับไตพังไปหมด
      #1-2