คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Fic Jondami] 10 Years old

มันเป็นตอน 10 ขวบ ที่ทุกอย่างเกิดขึ้น เป็นครั้งแรกที่โจนาธาน เคนธ์ ได้รู้จักกับเดเมี่ยน เวนย์

ยอดวิวรวม

976

ยอดวิวเดือนนี้

12

ยอดวิวรวม


976

ความคิดเห็น


6

คนติดตาม


18
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  4 ก.ย. 60 / 22:11 น.
นิยาย [Fic Jondami] 10 Years old [Fic Jondami] 10 Years old | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
อันนี้เป็น fanfic supersons นะคะ เนื้อเรื่องอยู่ในช่วง rebirth เป็นตอนที่น้องจอนเจอน้องเดเมี่ยนเป็นครั้งแรก จะว่าวายหรือไม่วาย นี่ก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน ลองเขียนเป็นครั้งแรกสนองนีทตัวเอง 555 ชอบหรือไม่ชอบคอมเม้นต์ได้นะคะ
ติชมได้ตามสะดวกเลย ขอบคุณค่ะ 

 


เนื้อเรื่อง อัปเดต 4 ก.ย. 60 / 22:11


มันเป็นตอน 10 ขวบ ที่ทุกอย่างเกิดขึ้น

ครั้งแรกที่โจนาธาน เคนธ์ ได้เจอเดเมี่ยน เวนย์ ทายาทอัศวินรัตติกาลนั้นเองก็เป็นตอนที่เขาอายุได้ 10 ขวบ จากการที่เขาเกือบทำร้ายเพื่อนหรือสัตว์เลี้ยงมีขนร่างยักษ์ของเจ้าตัว ทำให้เขาได้เจอเดเมี่ยนก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะพามาแนะนำให้รู้จักเสียอีก และมันก็ไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดีเท่าไหร่นัก เขาโดนเดเมี่ยนจับตัวมาทดลอง ถึงจะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นร้ายแรงเพราะผู้ใหญ่เข้ามาจบเรื่องก่อนก็ตาม แต่วันนั้นเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า ชีวิตอันแสนสงบสุขของลูกครึ่งคริปโตเนียนได้มีผู้บุกรุกเข้ามาเสียแล้ว

“เอ่อ..ชั้นว่าเราน่าจะรู้จักกันแล้ว แต่ยังไม่ได้แนะนำตัวเป็นทางการเลย ชั้นจอน เคนธ์ ยินดีที่ได้รู้จักนะ” ทายาทบุรุษแห่งความหวังยื่นมือไปทางเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันตรงหน้า พ่อเคยบอกเขาเสมอว่า ในโลกมนุษย์ถ้าเราอยากรู้จักใคร เราก็ต้องยิ้มและยื่นมือไปหาก่อน ซึ่งวิธีนี้ทำให้จอนมีเพื่อนในโรงเรียนประถมเยอะมาก โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง อาจจะเป็นเพราะโครงหน้าจัดว่าดีที่ได้มาจากพ่อ และด้วยนิสัยเป็นกันเอง เข้ากับคนง่ายของเขา

....แต่ดูเหมือน จะใช้ไม่ได้ผลกับเดเมี่ยน เวนย์

มือของเขาถูกปล่อยให้รอเก้อ และ เป็นพ่อบ้านประจำตระกูลที่รวยที่สุดในเมืองก๊อตแธมทำหน้าที่เข้ามาตอบให้ซะงั้น

“คุณหนูจอน เชิญครับ” พ่อบ้านชรายกถาดขนมกับเครื่องดื่มมาให้กับแขกที่มาใหม่ ตอนนี้นายท่านบรูซกำลังวิเคราะห์ผลเลือดอะไรสักอย่างอยู่กับนายท่านคลากค์ คงเป็นหน้าที่ของเขาคนนี้ที่ต้องมาจัดการดูแลเด็กๆของพวกเขา

“ว้าว รูทเบียร์ขอบคุณครับ” จอนยื่นมือไปหยิบแก้วน้ำ  แม้จะยังอายนิดหน่อยที่ถูกปล่อยให้พูดทักทายคนเดียวโดยที่อีกฝ่ายไม่ยอมตอบรับ แต่พอเห็นแซนวิซในถาดขนมที่อัลเฟรดถืออยู่ ความรู้สึกแย่ๆก็ดูจะเลือนลางหายไปหมด

“เพนนีเวิรธ์ แล้วชาของผมล่ะ” เดเมี่ยนยืนกอดอกสายตาเพ่งเล็งไปที่พ่อบ้านของตน เด็กชายพยายามไม่ให้น้ำเสียงที่แสดงว่าตนกำลังน้อยใจที่พ่อบ้านเมินตนเองออกมา และดูเหมือนว่าการใช้สายตาจิกกัดจะไม่มีผลอะไรกับอัลเฟรด เพนนีเวิรธ์เท่าไหร่นัก

“กระผมว่าคุณหนูจัดการตัวเองได้หลังจากทำความสะอาดคอกของแบทคาว” พ่อบ้านพูดเสียงเรียบ และได้รับเสียงจิจ๊ะไม่พอใจจากนายท่านตัวเล็กของเขากลับมา เด็กคนนี้เริ่มอารมณ์ไม่ดีแล้วสิ

ชิส์

“ว่าแต่ว่า คุณหนูลืมแนะนำตัวกับแขกคนใหม่ของคุณหรือเปล่าครับ”

“ทำไมผมต้องทำด้วย ผมไม่ได้อยากสนิทกับเขา”

“การจะมีมิตรสหายสักคน เริ่มจากการทักทายนะครับ”

“ผมมีเพื่อนอยู่แล้ว เยอะด้วย ทิทัส อัลเฟรด แบทคาว โกลิแอค เกรย์สัน... ทอดด์ แล้วก็ เดรค-” เจ้าของบ้านตัวน้อยเชิดหน้า ยื่นมือขึ้นมานับนิ้วประกอบ เขาค่อนข้างแปลกใจและดีใจอยู่ไม่น้อยที่จำนวนออกมาต้องใช้ถึง 2 มือ ถึงแม้ว่าจะต้องกลั้นใจนับ 2 คนหลังที่ไม่อยากรวมด้วยแล้วก็ตาม

“บางทีคุณหนูคงเข้าใจผิดกับคำว่าสัตว์เลี้ยงกับพี่ชาย”

“บางทีผมอาจจะไม่ได้อยากคุยกับคนที่ทำร้ายสัตว์เลี้ยงของผม”

จอนนั่งดูการโต้เถียงกันไปมาของพ่อบ้านชรากับคุณหนูอารมณ์ร้ายของเขาเป็นเวลาพักใหญ่ๆ ดูจากแซนวิซในถาดขนมที่หมดไป เขาค่อนข้างเพลินไม่น้อยเพราะรสชาติอร่อยยิ่งกว่าฝีมือของโลอิสแม่ของเขาเสียอีก แต่คงได้แต่คิดในใจเพราะถ้าเกิดพูดออกไปแม่ของเขาคงประชดไม่ทำแซนวิซให้กินอีกพอดี  

“คุณหนูเดเมี่ยน กระผมเข้าใจว่าคุณหนูอายที่จะทักทายกับคุณหนูจอน-”

“เปล่านะเพนนีเวิรธ์”

“งั้นก็ลองยื่นมือไปหาสิครับ กระผมมั่นใจว่าคุณหนูจะได้รับการตอบรับอย่างดีแน่นอน”

“ไม่”

“งั้นก็คงช่วยไม่ได้ คุณหนูจอนกระผมขอโทษด้วยกับมารยาทที่น้อยเกินไปของคุณหนูเดเมี่ยน” พ่อบ้านชราจงใจใช้เสียงเข้ม หันหน้ามาทางบุตรชายของซุปเปอร์แมนอย่างกระทันหัน เขากำลังนั่งดูอยู่พอดีเลยไม่คิดว่าตัวเองจะได้มีส่วนร่วมกับการสนทนานี้เท่าไหร่ และตอนนี้เขากลายเป็นเป้าสายตาของคน 2 คนไปแล้ว เขามองไปทางเดเมี่ยนที่ใบหน้าตอนนี้มีความโมโหกับอะไรสักอย่างที่จอนไม่เข้าใจ

“อ่า...เอ่อ ไม่เป็นไรครับ ผมผิดเองที่คิดว่าเขาอยากเป็นเพื่อนกับผม” จอนยิ้มแห้งๆตอบกลับไป เขาไม่รู้จะเอามือข้างที่ว่างไปไว้ที่ไหนเลยลูบๆวนๆอยู่บนหลังคอ

เดเมี่ยนละสายตาจากเด็กหนุ่มตรงหน้าไป ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับสายตาตำหนิและผิดหวังมาจากพ่อบ้าน(ควบตำแหน่งคุณปู่)ของตนอยู่ไม่น้อย เขาไม่เข้าใจว่าตนผิดอะไร เจ้าเอเลี่ยนนี่มันเป็นตัวต้นเหตุเองไม่ใช่เหรอไง  และถูกแล้วไม่ใช่เหรอที่เจ้าบ้านั่นคิดเองเออเองว่าเขาอยากจะทำความรู้จักด้วย ทำไมเพนนีเวิรธ์ถึงต้องทำสายตาบอกว่าเขาผิดมากขนาดนั้นแล้วเดินหนีไปด้วยล่ะ เขาเป็นผู้เสียหายนะ โกลิแอคเกือบจะโดนทำร้ายด้วย

ทั้งหมดเป็นเพราะ เจ้าเด็กเอเลี่ยนนี่

จอนยอมรับว่าตนตกใจไม่น้อยที่จู่ๆ เดเมี่ยนก็เดินเข้ามาคว้ามือที่อยู่บนหลังคอเขา ถ้าไม่เพราะรู้สึกตัวก่อนเขาคงตกเก้าอี้ไปแล้ว แล้วคนตรงหน้าก็พึมพัมอะไรบางอย่าง

“เดเมี่ยน เว-”

“ห้ะ อะไรนะ”

“ชั้นชื่อ เดเมี่ยน เวนย์” เจ้าของชื่อพูดชื่อตัวเองออกมาในที่สุด พยายามหลบสายตาจากเขา ฟังจากน้ำเสียงที่โมโหเหมือนกล้ำกลืนฝืนทน ถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ จริงๆก็ได้ยินตั้งแต่แรกแล้วล่ะ แค่จู่ๆมันหมั่นไส้ที่เมื่อกี้เกือบทำเขาตกเก้าอี้ ซ้ำแรงที่มือน่ะกะจะบีบให้มือเขาบุบเป็นกระป๋องหรือไง ดีนะที่เขาไม่ใช่เด็กธรรมดา ต้องขอเอาคืนสักหน่อย

“เดเมี่ยน ในที่สุดนายก็พูดกับชั้นแล้วหรอ ไม่น่าเชื่อเลย” จอนจงใจพูดเสียงดัง จนผู้ใหญ่ทั้งสามในถ้ำค้างคาวละจากสิ่งที่ทำอยู่ มามองเด็กสองคนในห้องแทน

เอาจริงๆใบหน้าที่เริ่มแดงจัดที่ไม่รู้ว่าโกรธหรืออายกันแน่นั่นสะใจลูกครึ่งคริปโตเนี่ยนคนนี้ไม่น้อย แต่ทำไมข้างในของเขามันเต้นดังแปลกๆก็ไม่รู้

เขาใจเต้นหรอ กับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก กับเดเมี่ยนเนี่ยนะ!?

ไร้สาระน่าจอน อย่าลนลานสิ นายแค่กำลังสะใจที่ได้แกล้งโรบินต่างหากล่ะ

“ชั้นจอนนะ นายคงรู้แล้ว ยินดีที่ได้รู้จัก เฮ้ได้ยินว่านายเลี้ยงวัวหรอถ้ายังไง-” ก่อนที่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ก็โดนคนที่ถือมือของตัวเองอยู่แทรกเสียก่อน

“ชั้นเกลียดเด็ก”

เป็นตอน 10 ขวบนั่นเองที่จอนได้รู้จักกับเดเมี่ยน เวยน์

 __________________________________________________

จอนอายุ 10 ขวบตอนเขาได้รับของขวัญจากเดเมี่ยน

มันเป็นคริสมาสครั้งที่ 10 ของเขาที่เดเมี่ยน เวนย์ คุณหนูที่รวยเป็นอันดับต้นๆของอเมริกา มาร่วมฉลองวันขอบคุณพระเจ้ากับพ่อของเขาด้วยกันในบ้านของจอน ตอนแรกจอนคิดว่าเป็นเพราะพ่อของเขาซุปเปอร์แมนเป็นเพื่อนกับแบทแมนพ่อของอีกฝ่ายเลยทำให้โรบินลูกชายจำใจต้องมาด้วย แต่ภายหลังพ่อของเขาบอกว่าเดเมี่ยนขอร้องพ่อของตัวเองมา

ขอร้องบรูซ เวนย์ นักธุรกิจในตอนกลางวัน อัศวินแห่งรัตติกาลในตอนกลางคืน คนที่แทบจะไม่มีเวลาให้ตัวเอง เพื่อให้พามากินมื้อเย็นกับครอบครัวเล็กๆของเขาเนี่ยนะ

แม้ว่าจะดีใจ แต่ก็แอบประหลาดใจอยู่ลึกๆ ก็เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้สุดๆยังไงล่ะ

ภายหลังจากตอนที่ได้รู้จักกับเดเมี่ยน พวกเขาทะเลาะกัน หนักมาก แทบจะทุกครั้งที่แต่ละฝ่ายอ้าปากพูดก็ว่าได้ จอนไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าบนโลกนี้จะมีมนุษย์เด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันคนไหน กวนประสาทเท่าเดเมี่ยน เวนย์อีกแล้ว จอนคิดว่าเขาค่อนข้างเป็นเด็กอารมณ์ดี ควบคุมตัวเองได้ เข้ากับคนง่าย แม้ครึ่งนึงจะมีพลังยอดมนุษย์ไหลเวียนอยู่ในตัวก็ตาม น้อยครั้งที่เขาจะเผลอปล่อยความสามารถพิเศษของตัวเองออกมาในที่สาธารณะ แต่สิ่งที่คิดมาทุกอย่างกลับตาลปัตรถ้ามาอยู่ตรงหน้าเดเมี่ยน ความสามารถพิเศษที่หาไม่ได้ ในตัวคนอายุมากกว่าเขาไม่กี่ปีนี้ คือ การยั่วโมโหคนอื่นชนิดที่ว่าพระอิฐพระปูนหรือแม้แต่คนบ้าที่เอาแต่หัวเราะทั้งวันก็ยังสามารถของขึ้นได้ ซึ่งจอนไม่คิดว่านั่นเป็นความสามารถพิเศษที่ดีเท่าไหร่นัก ใช่แล้วและก็จบที่เขาตอบรับการท้าต่อยจากอีกฝ่ายทุกที และ ก็ไม่เคยได้รู้ผลแพ้ชนะเพราะมักจะมีผู้ใหญ่มาห้ามปรามก่อนที่จะถึงขั้นเลือดตกยางออกทุกครั้งไป แม้ว่าพวกพ่อของพวกเขาจะเคยเสนอไอเดียให้ซุปเปอร์บอยกับโรบิน (ชื่อ ซุปเปอร์บอยควรขึ้นก่อนสิเพราะเขาสูงกว่าเห็นๆ) ทำงานแท๊คทีมกัน แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่คิด ซุปเปอร์บอยที่ยังอ่อนประสบการณ์ กับ โรบินที่ชอบดูถูกเขา ให้มาอยู่ด้วยกันก็เป็นดูโอ้ที่หายนะชัดๆ

แต่วันนี้เป็นวันขอบคุณพระเจ้า และ โอ้ พระเจ้า ผมไม่มีอารมณ์จะมาหัวเสียเรื่องคุณหนูโรบินจะมาทำลายวันสงบสุขของผมหรอกนะ ลูกชายของซุปเปอร์แมนได้แต่ภาวนาอยู่ในใจ

ตอนนี้เขานั่งกระดิกขาอยู่ในวงรับประทานมื้อค่ำที่ห้องครัวของบ้านตัวเอง กระวนกระวายดูเป็นคำที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ทำไมเขาต้องมารู้สึกกระวนวายในบ้านของตนเองด้วยเนี่ย เดเมี่ยนกับพ่อของเจ้าตัวนั่งอยู่ด้านตรงข้ามจอน ด้านซ้ายของเด็กหนุ่มคือโลอิส แม่ของเขา และ คลากค์ เคนธ์ผู้เป็นพ่อนั่งหัวโต๊ะ บรรยากาศดูเป็นปาร์ตี้เล็กๆของครอบครัวอบอุ่น น่ารักๆ และวันนี้บรูซ เวนย์ก็ดูผ่อนคลายกว่าปกติเล็กน้อย ได้นั่งคุยสบายๆกับเพื่อนสนิทตอนวันหยุดสิ้นปีแบบนี้แทนที่จะไปร่วมงานการกุศล หรือ เข้าร่วมประชุมรายงานประจำปีของบริษัท ทำให้รู้สึกว่าตัวเองดูเป็นแค่พ่อธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่มหาเศรษฐี หรือ แบทแมน แต่ความสงสัยที่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวยอดนักสืบแห่งเมืองก๊อตแธมคนนี้คือ ทำไมลูกชายเขาถึงได้ขอร้องให้เขาพามาทานมื้อค่ำที่บ้านครอบครัวคลากค์แทนที่จะอยู่ฉลองกันที่คฤหาสน์แบบปีที่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะแพ้ท่าสายตาอ้อนแบบลูกหมา (ดิ๊กเป็นคนตั้งชื่อ) ของลูกชาย (บรูซไม่คิดว่าลูกของเขาจะทำ) เขาคงจะไม่พยักหน้า ว่าง่าย เก็บของแล้วพาตัวคุณหนูตระกูลเวนย์มาเมืองแฮมมิลตัน บ้านไร่ของเพื่อนซุปเปอร์ฮีโร่แต่โดยดี โดยไม่ถามอะไรสักคำ

จอนนั่งมองจานว่างเปล่าของตัวเองที่เมื่อกี้มีพิซซ่าชิ้นที่ 5 ที่เขาเพิ่งจัดการไปอยู่สลับกับแขกรุ่นราวคราวเดียวกันที่อยู่ตรงข้าม ระหว่างรับประทานอาหารนอกจากเสียงพูดคุยกันของพ่อแม่ของเขาแล้ว แม้จะมีการถามถึงสารทุกข์สุขดิบ เรื่องสับเพเหระถึงเด็ก 2 คนบนโต๊ะอาหารปะปนอยู่บ้าง แต่ก็เป็นลูกชายเจ้าของบ้านคนเดียวที่ยิ้มและตอบกลับไป ขณะที่เด็กชายอีกคนเอาแต่นั่งก้มหน้างุ่นทานพิซซ่าชิ้นเดียวในจานเป็นเวลายาวนานแล้วเหมือนเจ้าตัวจะอยู่ในห้วงความคิดของตน พึมพำอะไรบางอย่างไม่เป็นภาษาแม้แต่ซุปเปอร์เฮียริ่งของซุปเปอร์บอยก็ยังไม่สามารถเข้าใจได้ จนผู้เป็นพ่อรู้สึกเป็นห่วงแกมแปลกใจอยู่นิดๆว่า คิดถูกคิดผิดที่พาลูกชายมา แต่ก็ไม่คิดที่จะสะกิดเรียกสติของลูกชายคนเล็กของเขา ด้วยความเห็นของหัวหน้าครอบครัวเคนธ์ บางทีเดเมี่ยนอาจจะมีเรื่องลำบากใจช่วงนี้ ปล่อยให้เขาอยู่กับตัวเองไปจะดีกว่า

…..

….

และ ในที่สุดก็ถึงช่วงเวลาที่จอน รอคอย เด็กชายลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้น แล้วหันไปหาโลอิสที่กำลังหยิบนั่นหยิบนู่นบนเคาท์เตอร์

 “แม่!! ได้เวลาของ-!!

“จอน ไม่ตะโกนบนโต๊ะอาหารลูก ก่อนอื่นมาขอบคุณพระเจ้าในแบบของเรากันก่อน” โลอิสเอ็ดลูกชายของตนเบาๆ ก่อนที่จะหยิบแชมเปญกับแก้วเท่าจำนวนผู้ใหญ่มาวางไว้บนโต๊ะอาหาร แล้วหยิบน้ำส้มส่งไปให้ลูกชาย

“มันคืออะไรหรอคลากค์” บรูซถามเพื่อนสนิทที่ยิ้มไปรินเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ไปแล้วเลื่อนแก้วมาทางเขา

“มันก็เหมือนทั่วไปนั่นแหละบรูซ ก็แค่แต่ละคนขอบคุณเรื่องที่ผ่านมาในปีนี้น่ะ แต่ของบ้านเราจะพูดกันหลังทานมื้อค่ำ พอท้องมันอิ่มก็จะพูดได้ดีกว่าท้องว่างจริงมั้ย” บรูซพยักหน้าเข้าใจ แล้วก็เป็นเจ้าของบ้านนั่นเอง ที่ลุกขึ้นยืนมือข้างนึงถือแถวแชมเปญส่วนอีกข้างคว้าเอวของภรรยาตัวเองไว้หลวมๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า

“ใน 1 ปีนี้ ชั้นขอบคุณตัวชั้นเองที่โชคดีมี โลอิสภรรยาที่แสนสวย และ จอนลูกชายที่น่ารัก และก็ขอบคุณโลอิสกับจอนที่เป็นภรรยาที่แสนสวย และ ลูกชายที่น่ารัก ให้ชีวิตทุกวันของชั้นมีความสุข” จบด้วยการจูบภรรยาของตนแบบไม่อายลูกอายแขกอีก 2 คนบนโต๊ะอาหารเลย ลูกชายของบุรุษแห่งความหวังทำหน้าเหยเกไปกับความเลี่ยนของพ่อตัวเอง จะกี่ปีกี่ปีก็เหมือนเดิม

“พ่อก็พูดเหมือนปีที่แล้วเลย”

“ช่วยไม่ได้นี่จอน มันเป็นเรื่องจริง ที่แม่ของลูก-” เมื่อเห็นว่าซุปเปอร์แมนทำท่าที่จะจูบอีกครั้ง โลอิสก็ผลักตัวเองออกจากสามีเสียก่อน คลากค์ทำหน้าตาละห้อยเหมือนลูกหมาถูกทิ้ง มันคงจะน่าสงสากว่านี้ถ้าใบหน้านี้ไม่ปรากฏอยู่บนผู้ใหญ่อายุเริ่มราวๆ เลข 3

“เอาล่ะ ตาชั้นบ้างนะ ชั้นขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ ครอบครัวของชั้นมีความสุข และ จอนเป็นเด็กดีมีสุขภาพแข็งแรง” อดีตนักข่าวมือดีของเดลลี่ แพลนเนต หอมหน้าผากของลูกชายของตนเบาๆ จอนอมยิ้ม แล้วยืนขึ้น

“ผมขอบคุณที่ผมได้เอบวกวิชาพละกับคณิตศาสตร์ และก็ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ผมรอดเอฟวิชาวรรณกรรมเยาวชน”

“ว่าไงนะจอน นี่ลูกเกือบสอบตกหรอ” เป็นโลอิสเองที่หน้าเหวอไปเมื่อได้ยินลูกชายพูด มันแปลกดีไม่น้อยที่พ่อแม่เป็นนักข่าวแต่ลูกชายกลับมาตก...เกือบตกวิชาที่ต้องใช้การเขียน

“เอาน่าๆ ที่รัก วันขอบคุณพระเจ้านะ ไม่ใช่วันสอบสวนลูก ให้ครอบครัวบรูซพูดมั่งดีกว่า เนอะบรูซ” คลากค์ เคนธ์พยายามส่งสายตาไปทางเพื่อนที่นั่งข้างๆ เขาจงใจเลี่ยงบทสนทนาด้านมืดที่กำลังจะเกิดขึ้นกับภรรยา โลอิสจะว่าใจดีก็ใจดีแต่จะว่าเข้มงวดก็ใช่อยู่ เขาไม่อยากให้บรรยากาศอบอุ่นนี้กลายเป็นเพลิงร้อนจากเกรดดีวรรณกรรมเยาวชนไปซะก่อน

“อืม...ชั้นขอบคุณพระเจ้าที่ชั้นได้มารับประทานมื้อค่ำร่วมกับครอบครัวเคนธ์ในวันนี้ และขอบคุณโลอิส พิซซ่าอร่อยมาก”

“โอ้ คุณน่ารักจังเลย บรูซ แต่ชั้นมั่นใจว่าพ่อบ้านของคุณต้องทำได้อร่อยกว่าของชั้นแน่ๆ”

ถึงตาแขกอีกคนของโต๊ะอาหาร เดเมี่ยน เวนย์ยังคงพึมพำอะไรบางอย่างกับตัวเอง จนเด็กฝั่งตรงข้ามพยายามลองเรียกชื่ออยู่หลายครั้งกว่าจะได้สติคืนมา

“เดเมี่ยน เด-

“ห้ะ อะไร” เจ้าของชื่อสะดุ้งจนเกือบทำแก้วน้ำส้มตกถ้าไม่มีมือของผู้เป็นพ่อมาจับไว้ก่อน ตอนนี้บรูซ เวยน์เริ่มเป็นห่วงลูกชายคนเล็กของเขาแล้ว

“ถึงตานายพูดขอบคุณพระเจ้าแล้ว”

“ไร้สาระ ชั้นไม่เชื่อในพระเจ้า ชั้นเชื่อในความสามารถและสติปัญญาของมนุษย์” เดเมี่ยนยังคงเป็นเดเมี่ยนคนเดิม ค่อยยังชั่วหน่อย บรูซถอนหายใจ

“แต่นายก็น่าจะมีเรื่องดีๆใน 1 ปีที่อยากเล่าให้ใครสักคนฟังบ้างไม่ใช่เหรอไง”

“ใครสักคนนั้นก็คงไม่ใช่นายหรอก สำคัญตัวผิดไปแล้วนะ เคนธ์ แปลกใจจังทำไมนายถึงสอบผ่านวิชาอื่นๆมาได้ สงสัยคุณครูที่ดูมีเหตุผลจริงๆจะมีแต่ครูที่สอนวิชาวรรณกรรมเยาวชนนั่นล่ะมั้ง แต่เกรดดีงั้นเหรอ หึ เขาคงสมเพชนายจริงๆถึงได้ ถีบมาจากเอฟน่ะ พ่อคนฉลาด”

“เฮ้ อย่ามาเหน็บผลการเรียนชั้น”

“จะทำไมล่ะ ห้ะ”

“แม้แต่วันคริสต์มาสนายก็ยังไม่คิดที่จะเลิกกวนประสาทชั้นใช่มั้ย เดเมี่ยน”

“หึ จะมีก็แต่เด็กอมมือเท่านั้นแหละ ที่อยากฉลองวันคริสต์มาสน่ะ”

“เอาล่ะๆพวกลูกๆ พอก่อน  เรายังไม่ได้ชนแก้วฉลองเลยจริงมั้ย” แล้วก็เป็นเจ้าบ้านคนเดิมที่มาขัดจังหวะสถานการณ์มาคุบนโต๊ะอาหาร โอเค เขาไม่อยากให้ลูกชายกับลูกของเพื่อนมาพังงานเลี้ยงมื้อค่ำที่แสนสงบสุขนี้ลงไปก่อนเวลาอันควร เขาป็นคนใจเย็น ใช่ ใจเย็นมากแล้วเขาก็สอนลูกชายให้เป็นคนแบบนั้นมาตั้งแต่เด็กด้วย แต่ซุปเปอร์แมนไม่เข้าใจเลยว่าทั้งๆที่จอนก็เคยมีเรื่องยัวะกับเพื่อนๆที่โรงเรียน และเจ้าตัวก็พยายามจะประณีประนอมอยู่เสมอ แต่แล้วทำไมกับลูกชายของบรูซ ลูกชายของเขาถึงได้ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้แบบนี้กันล่ะ

แม้ว่าเด็กๆจะยอมลงไปนั่งนิ่งๆดีๆแต่ก็หนีไม่พ้นสายตาของผู้ใหญ่ทั้งสาม ที่เห็นว่าในดวงตาของจอนกับเดเมี่ยนมีสายฟ้าเปรี้ยะๆวิ่งตัดกระแสกันไปมาอยู่บนอากาศ พวกผู้ใหญ่เลยชนแก้วฉลองดื่มกันอย่างเงียบๆแล้วคุยกันต่อไป

…….

..

 

สักพักคุณหนูของตระกูลเวนย์ก็ลุกพรวดขึ้นมา เอามือตบโต๊ะอาหารที่ว่างเปล่าดังลั่น เรียกความสนใจจากคนรอบข้างทั้งหมดทันที

“หมดเวลานั่งเปล่าๆบนโต๊ะอาหารแล้ว เมื่อไหร่จะถึงเวลาเปิดของขวัญสักที” ทำหน้าบึ้งตึงมองไปที่พ่อของตัวเอง นี่ผู้ใหญ่ผิดเหรอที่เอาแต่คุยกัน บรูซพยายามหลบสายตาเดเมี่ยน เป็นจอน ที่รอเวลานี้มาโดยตลอด และดูเหมือนอารมณ์ครุกกรุ่นจางหายวับไป เขายิ้มแล้วลุกขึ้นใช้ซุปเปอร์สปีด วิ่งไปที่ห้องนั่งเล่น โดยมีเสียงโลอิสไล่ตามหลังมาว่า อย่าใช้ซุปเปอร์สปีดในบ้าน

ในห้องนั่งเล่นมีต้นคริสต์มาสต้นเล็กๆที่เขากับครอบครัวช่วยกันประดับมันขึ้นมา และข้างๆต้นนั้นก็มีกล่องของขวัญกล่องใบใหญ่ตั้งอยู่ จอนรีบวิ่งเข้าไปแกะมันทันทีด้วยความดีใจ ขณะที่ผู้เป็นพ่อเดินเข้ามาในห้อง พูดด้วยน้ำเสียงซึมๆรู้สึกผิดว่า

“จอน พ่อขอโทษนะ ลูก-” แต่ซุปเปอร์บอยหาได้ยินไม่ ตอนนี้ความสนใจเขาจดจ่ออยู่กับสิ่งของตรงหน้า มันเป็นของที่เขาอยากได้มานาน ตั้งแต่เห็นโฆษณาออกทางทีวี และ ได้ยินจากเพื่อนร่วมห้องของเขาต่างเอามาเป็นหัวข้อสนทนาในตอนพักกลางวัน ถึงความสนุกของมัน ในที่สุด

“ว้าว มังกี้ มอนสเตอร์!!! จอนยิ้มกว้างแล้วกอดกล่องวิดิโอเกมอย่างตื่นเต้นแล้วหันหน้าไปทางผู้เป็นพ่อ แต่เดี๋ยวนะ เมื่อกี้ เหมือนเขาได้ยินพ่อพูดว่า พ่อไม่ได้เป็นคนซื้อมานี่ แล้วใครกันล่ะ

คำตอบที่ประมวลได้จากเด็กหนุ่มอายุ 10 ขวบคนนี้ทำให้เขาหันหน้าไปทางเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่นั่งยิ้มตามสไตล์ของเจ้าตัวมองเขาอยู่เหมือนกัน

เดเมี่ยนขอให้แบทแมนพามาบ้านเขา

เดเมี่ยนซื้อของขวัญให้เขาในวันขอบคุณพระเจ้า แถมยังเป็นรุ่นลิมิตเต็ด

มันไม่เมคเซ้นส์เอาซะเลย ที่คุณหนูเดเมี่ยนผู้แสนจะหยิ่งคนนั้น วันๆเอาแต่ดูถูกคนอื่น ไม่เคยนับเขาเป็นเพื่อน กลับมาทำอะไรแบบนี้ เพื่ออะไร ทำไม ทำไมต้องเป็นเขา

เมื่อถูกสายตาจากเด็กที่อายุน้อยกว่าแต่ส่วนสูงดันมากกว่า จ้องแปลกๆอย่างไม่วางตาอย่างนั้นทำให้ คนที่ถูกจ้องทำตัวไม่ถูก เขาเบือนหน้าหนี งึมงำอะไรบางอย่าง

“ก็ชั้นคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์ ถ้าจะให้นายฝึกเรื่องการวางกลยุทธ์” แล้วคนที่นั่งอยู่ก็พูดเหมือนพูดกับตัวเองต่อไม่เป็นภาษา

จู่ๆ จอนก็นึกถึงคำพูดนึงของดิ๊ก เกรย์สัน พี่ชายคนโตของคนตรงหน้าขึ้นมา

ซุปเปอร์บอย โรบินน่ะไม่เคยมีเพื่อนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันมาก่อน เขาไม่ค่อยรู้เรื่องวิธีคุยกับเด็กทั่วไปแบบนายน่ะ จริงๆกับผู้ใหญ่เขาก็คุยดีๆไม่เป็น ฮะๆ แต่ชั้นดีใจนะที่นายเป็นเพื่อนคนแรกของเขา

เพื่อนคนแรกงั้นเหรอ

หรือว่า ที่พึมพำบนโต๊ะอาหารเป็นเพราะว่า ไม่รู้ว่าจะพูดกับเขายังไงดี งั้นเหรอ

ทำไมหัวใจเขา มันเต้นแปลกๆอีกแล้ว

อีกแล้ว เหมือนวันที่เจอเดเมี่ยนครั้งแรก

และแล้วร่างกายก็ขยับไปไวกว่าที่สมองสั่ง จู่ๆจอนก็โผลเข้ากอดเดเมี่ยนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้

“ขอบคุณนะ เดเมี่ยน” ไม่รู้ทำไมเมื่อเห็นอีกฝ่ายหน้าเริ่มมีสีแดงจางๆขึ้น เขากลับไม่สามารถบังคับตัวเองไม่ให้ไม่ยิ้มออกมาได้

“อะไรของนายน่ะ บอกแล้วไงว่าอย่าสำคัญตัวผิด ชั้นทำเพื่อสมองอันน้อยนิดของนายต่างหากล่ะ” แม้จะมีคำพูดชวนให้อารมณ์โมโหกลับมาอีกครั้งแต่นั่นก็ไม่เป็นผลอะไรกับเขาอีกแล้ว จอนกระชับอ้อมกอดของเขาให้แน่นขึ้น จนได้ยินเสียงเดเมี่ยนร้องโอดโอยออกมา แต่เจ้าตัวก็ไม่คิดที่จะกอดตอบเขาอยู่ดี

“ยังไงก็เหอะ ขอบคุณนะ”

เป็นวันขอบคุณพระเจ้า ครั้งที่ 10 ที่จอนไม่มีวันลืม

เป็นตอนที่เขาอายุ 10 ขวบ ได้รับของขวัญจากเดเมี่ยนเป็นครั้งแรก และ ได้กอดเดเมี่ยนเป็นครั้งแรก

 

จอนอายุ 10 ขวบตอนที่เขาได้ให้ของขวัญเดเมี่ยน

หลังจากวันคริสต์มาสคืนนั้นก็ผ่านมาแล้ว 2 สัปดาห์ จอนรู้สึกมีความสุขมากที่ได้เกมมังกี้ มอนสเตอร์เป็นของขวัญจากเดเมี่ยน และเขาก็อยากจะหาอะไรเป็นของขวัญให้กับเดเมี่ยนตอบแทนบ้าง ความคิดนี้เองที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ให้หัวเขาได้ปวดเล่นใน 2 3 วันที่ผ่านมานี้

เดเมี่ยน เวนย์ ลูกมหาเศรษฐีที่รวยเป็นอันดับต้นของโลก เด็กที่สามารถมีทุกอย่างที่ตัวเองต้องการได้ เด็กที่เด็กคนอื่นทั่วโลกต่างพากันอิจฉาและเป็นตัวอย่างของชาติหน้าที่ทุกคนภาวนาอยากเกิดมาใช้ชีวิตสุขสบายแบบนั้น ต้องการอะไรกัน

 

จะมีอะไรที่เด็กบ้านไร่ธรรมดาๆอย่างจอน เคนธ์ สามารถให้เดเมี่ยนได้

แน่นอนความคิดแรกของจอนคือเขาอยากไปถามเจ้าตัวตรงๆเลยว่าอยากได้อะไร แต่สิ่งที่มาฉุดรั้งไม่ให้เขากระโดดออกทางหน้าต่างห้องนอนบินไปคฤหาสน์ ตระกูลเวนย์ที่เมืองก๊อธแธม คือ ถ้าเกิดว่าเดเมี่ยนขอสิ่งที่เขาไม่สามารถหามาได้ล่ะ อย่างเช่น อุจกาบาตจากดาวคริปตอน หรือ ดาบคาตานะ ยุคเซนโงคุ อะไรเทือกนั้นขึ้นมา เขานึกใบหน้าดูถูกสิ่งมีชีวิตต่ำกว่าของอีกฝ่ายออกเลย เดเมี่ยนต้องสรรหาคำพูดมาเหยียดหยามเขาแน่ๆและจบลงที่เราทะเลาะกัน โดยที่จอนไม่รู้อยู่ดีว่าจะให้อะไรเพื่อนที่อายุมากกว่า เขาไม่เสี่ยงที่จะโดนชวนตีอีกแน่ๆ ไม่ในตอนนี้ที่เขากำลังมีเรื่องกลุ้มใจที่ยังค้างคาอยู่

จอนนำเรื่องนี้ไปลองถามเพื่อนที่โรงเรียน แน่นอนว่าเขาไม่ได้กล่าวถึงชื่อของเดเมี่ยน เวนย์ เพราะคงจะมีคำถามสวนกลับมาว่าเขารู้จักกับอีกฝ่ายได้อย่างไร แล้วทำไมถึงได้มาเป็นเพื่อน อะไรทำนองนั้น ดังนั้นบุตรของบุรุษแห่งความหวังจึง พูดประมาณว่า

“พวกนายคิดว่า พวกลูกเศรษฐีเขาจะมีของที่อยากได้มั้ย”

เพื่อนผู้ชายคนนึงของเขาตอบกลับมา

“ชั้นว่า เจ้าพวกนั้นแค่ชี้นิ้ว ก็ได้ของทุกอย่างแล้วแหละ ดูอย่างพวกเราสิขอพ่อแม่กันแทบตาย ถ้าไม่ใช่วันเกิดก็แทบจะไม่มีโอกาส ชั้นล่ะ โคตรจะอิจฉาพวกคนรวยๆเล้ย” และหัวข้อของเขาก็กลายเป็นสกู๊ปเด็ดของช่วงพักกลางวัน เด็กนักเรียนโรงเรียนประถมแฮมมิลตันที่มีแต่เด็กธรรมดาๆ ตอนนี้กำลังพูดคุยนินทาลูกคนรวยกันอย่างออกรส  

“โห่ย เป็นชั้นนะจะเอามาซื้อเกมกับการ์ตูนให้เต็มห้องเลย”

“ชั้นว่าซื้อบริษัทเกมกับสำนักพิมพ์ไปเลยก็ยังได้”

“นี่ ถ้าชั้นมีเงินขนาดนั้นนะ ชั้นจะเดินทางรอบโลก แล้วพักโรงแรม 5 ดาว คืนละประเทศเลย”

“บางทีซื้อเกาะส่วนตัวก็ไม่ใช่ปัญหา”

“เฮ้ นายว่าวันๆพวกนั้นอยู่กันยังไง” 

“กินอาหารภัตตาคารมิชลินสตาร์ อาบน้ำในอ่างจากุดซี่ นอนบนเตียงคิงส์ไซส์ มีโรงหนังในบ้าน”

“โอ๊ะ แล้วก็นั่งเครื่องบินเจ็ตไปโรงเรียนด้วย” แม้ว่าบทสนทนาจะยืดยาวเลยประเด็นที่เขาต้องการจะถามเพื่อนๆไปไกล แต่ก็ยังมีสิ่งนึงที่พวกเพื่อนพูดเป็นเสียงเดียวกัน

“อิจฉา พวกลูกคนรวยชะมัด”

แต่จอนไม่ได้ถามเพื่อต้องการให้เพื่อนๆเขามาเพ้อเรื่องชีวิตแสนสุขของพวกลูกเศรษฐี เขาอยากได้คำตอบ เพื่อที่เขาจะได้หาของไปให้เดเมี่ยน ดังนั้นเขาจึงถามไปอีกครั้ง

“เฮ้ อย่านอกเรื่องสิ แล้วตกลงพวกลูกคนรวยเขาอยากได้อะไรล่ะ” กลุ่มเด็กผู้ชายที่คุยกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน

เมื่อครู่เงียบเสียงลงแล้วหันหน้าไปหาเจ้าของคำถาม

“จอน นายยังไม่เข้าใจอีกหรอ พวกชั้นก็ตอบคำถามของนายแล้วไง”

“ห้ะ อะไรนะ” ทำไมเท่าที่ฟังแล้ว เขาไม่เห็นจะได้อะไรเลย เขาขมวดคิ้วจนคิดว่ามันคงทำกันจนเป็นปมพันกันมั่วแล้ว ได้ยินดังนั้นเพื่อนๆเขาเลยพร้อมใจกันตอบว่า

“ก็ไม่มี ยังไงล่ะ”      

..................

.......

ช่วงพักกลางวันของจอนหมดไปกับคำถามที่ไม่มีคำตอบ จริงๆแล้วคำตอบก็คือไม่มี คาบบ่ายเขาเรียนไม่รู้เรื่องเลย แม้จะมีวิชาเลขที่ชอบและอาจารย์ก็ชวนเล่นเกมแข่งกันในห้องสนุกๆ ก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของซุปเปอร์บอยขึ้นมาได้ เขาถอดแว่น ก้มหน้าฟุบกับโต๊ะอย่างเหนื่อยใจ

เขาควรจะให้อะไรเดเมี่ยน เวนย์ดี

มีเพื่อนผู้หญิงบางคนได้ยินเรื่องที่คุยเมื่อตอนกลางวันมาคุยกับเขา บอกว่า เด็กผู้หญิงแค่ได้จดหมาย ดอกไม้ หรือ ตุ๊กตาก็ดีใจแล้ว ไม่ว่าจะมีฐานะระดับไหนก็ตาม เขายิ้มเซ็งๆกับตัวอีก คงจะดีถ้าเดเมี่ยน เวนย์เป็นเด็กผู้หญิง เขาจะได้เขียนจดหมาย ซื้อช่อดอกไม้ หรือ ตุ๊กตาให้เจ้าตัวง่ายๆ ตามคำแนะนำของเพื่อนเขา ขนาดเขาเป็นเด็กผู้ชายเหมือนกัน เขายังนึกภาพไม่ออกเลยว่า ลูกชายของมหาเศรษฐีคนนั้นจะมีอะไรที่ตัวเองไม่มีบ้างมั้ย

เดเมี่ยน นายเลื่อนระดับความน่าปวดหัวขึ้นมาอีกขั้นแล้ว ทั้งๆที่นายไม่ได้พูดอะไรสักคำ ไม่ได้แม้แต่อยู่ต่อหน้าชั้น ก็สามารถทำให้ชั้นปวดหัวได้ขนาดนี้ นายนี่มัน...จอนคิดอย่างหน่ายใจ

หลังเลิกเรียนเขาเดินจูงจักรยานกลับบ้านไปคุยไปกับเพื่อนสาวข้างบ้าน เคธี่ แน่นอนเธอเป็นคนแรกที่จอนเอาเรื่องกลุ้มใจช่วงนี้ไปปรึกษา เคธี่ไม่รู้จักเดเมี่ยนแม้ว่าเธอจะเคยเจอเด็กคนนั้นมาก่อนเพราะครั้งนั้นจอนบอกชื่อผิดๆของเดเมี่ยนไป เพราะอะไรไม่รู้

นั่นสิ พอกลับมาคิดแล้ว ทำไมตอนนั้นเขาถึงไม่แนะนำให้เคธี่รู้จักกับเดเมี่ยนกันนะ  

เพราะเขาเป็นเพื่อนคนแรกของเดเมี่ยน...แล้วก็...นั่นสิ ทำไมล่ะ ทำไม...

เป็นเสียงของเคธี่ที่ตะโกนเรียกสติจอนขึ้นมาให้หยุดจักรยานของเขา

“จอน ระวัง!!” เขามองไปที่สิ่งมีชีวิตที่กลิ้งไปกลิ้งมาบริเวณใกล้กับล้อหน้าของจักรยานเขา สัตว์สี่เท้ามีขนมีหนวด ลักษณะคล้ายกับตัวที่เขาเคยเผลอปล่อยเลเซอร์ความร้อนสูงเผาจนทำให้โลอิสแม่ของเขาร้องไห้

ให้ตายสิ เขาเกือบจะชนแมว

“ทำไมมีแมวมานอนกลิ้งอยู่บนถนนเนี่ย เดี๋ยวรถขับผ่านไปมาก็เหยียบเข้าหรอก” จอนบ่นกับตัวเอง เขาเกือบจะฆ่าแมวเป็นตัวที่ 2 ในชีวิตเด็ก 10 ขวบของเขา เคธี่ที่เมื่อกี้ยืนอยู่ข้างๆจอดจักรยานไว้ที่ใกล้ๆแล้วไปอุ้มเจ้าแมวตัวอ้วนสีส้มขาวขึ้นมา

“ดูสิจอนเจ้าหนูนี่เมากัญชาแมวแน่ะ” เคธี่โยกตัวแมวขึ้นลงไปมา คงเพราะน้ำหนักตัวที่หนักเกินกว่าที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆจะอุ้มขึ้นได้นาน เธอจึงวางมันลงแถวๆพุ่มไม้ข้างทาง

“กัญชาแมวหรอ มันคืออะไรน่ะ”

“อืมก็...พ่อชั้นบอกว่ามันเป็นพืชที่ทำให้แมวเมาน่ะ แต่ไม่เป็นอันตรายหรอกนะ แค่เคลิ้มๆเดี๋ยวเดียวแล้วก็กลับมาเหมือนเดิม”

“งั้นหรอ” จอนพยักหน้าเข้าใจ

“จอน นี่ถ้ายังไงที่บ้านชั้นมีเมล็ดจะลองเอาไปปลูกมั้ยล่ะ มันโตเร็วมากเลยนะ แต่บ้านของเธอไม่ได้เลี้ยงแมวแล้วนี่นา” เคธี่พูดเสียงเบาลง เมื่อเธอคิดขึ้นได้ว่าคงไม่ดีนักถ้าไปพูดจี้จุด สัตว์เลี้ยงที่ตายไปแล้วของเพื่อนชายข้างบ้านตน จอนไม่ได้ตอบอะไร เขายืนคิดอะไรอยู่สักพัก หนึ่งก่อนจะยิ้มแล้วตบมือดังๆ ทำเอาเคธี่เกือบร้องตะโกนออกมา

“ชั้นคิดออกแล้ว ว่าจะให้อะไรเขา”

“เขา หรอ เขานี่ใครน่ะ เด็กที่เคยมาบ้านเธอน่ะเหรอ”

“ใช่ ขอบคุณนะเคธี่ ต้องรบกวนเธอแล้วล่ะ”

ในที่สุดเขาก็คิดได้แล้วว่าจะให้อะไร โรบินดี

……………………………………

………

ตอนนี้จอน เคนธ์ยืนอยู่หน้าประตูคฤหาสน์ ไม่สิถ้าขนาดใหญ่ระดับนี้เรียกว่า วัง ก็คงไม่ผิดอะไรนัก เป็นบ้านที่ให้ความรู้สึกว่าห้องใดสักห้องของบ้านหลังนี้ต้องใหญ่กว่าห้องทุกห้องของบ้านเขารวมกันแน่ๆ นี่ยังไม่รวมบริเวณรอบนอกนะ พนันได้เลยว่าถ้าจะให้เดเมี่ยนพาเดินทัวร์คฤหาสน์นี้ต้องใช้เวลามากกว่า 1 วันเต็มๆแน่ๆ แต่ใครจะไปรู้ล่ะ เดเมี่ยนไม่เคยชวนเขามาเที่ยวบ้านเลยสักครั้งนี่นา เอาตามจริงกับคุณหนูนั่นจอนก็ไม่เคยคุยกันแบบปกติด้วย จะมีก็แต่ชวนทะเลาะกันตลอด ให้ตายสิ

หลังจากวันนั้นจอนก็ขอเมล็ดหญ้าแมวจากบ้านเคธี่ไปปลูกจนกลายเป็นต้นไม้ในกระถางเล็กๆ ที่ห้องนอนเขา ตอนนี้ใช้เวลาแค่ไม่นานมันก็โตจนเขาคิดว่าน่าจะมีขนาดพอดีที่จะนำมันไปให้เดเมี่ยน

และก็ประจวบเหมาะพอดี เพราะวันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ อย่างน้อยเขาก็สามารถอ้างเรื่องวันพิเศษขึ้นมาได้ ถ้าโรบินปฏิเสธไม่รับของขวัญจากเขา เดเมี่ยนจะทำหน้ายังไงนะเมื่อเห็นเขามาหาโดยที่ไม่บอกเจ้าตัวก่อน

ไม่ทันที่มือของเด็กชายอายุ 10 ขวบจะได้เอื้อมไปกดกริ่ง ประตูหน้าก็ถูกเปิดขึ้นโดย พ่อบ้านชราผู้ดูแลคฤหาสน์นี้เอง จอนทักทายอย่างดีใจ

“อัลเฟรค สวัสดีครับ คุณจำผมได้นะ” อัลเฟรค เพนนีเวิรธ์ก้มลงมองเด็กผู้ชายเจ้าของเสียงตรงหน้าประตูบ้าน แน่นอนว่าเขาจำจอนได้ในทันทีที่เห็น ใครจะไปลืมเพื่อนคนแรกของคุณหนูคนเล็กของตระกูลนี้ไปได้กันล่ะ ก่อนที่จะยิ้มตอบกลับไป

“แน่นอนอยู่แล้วครับ คุณหนูจอน มาหาคุณหนูเดเมี่ยนหรอครับ” อัลเฟรคเปิดประตูกว้างขึ้นแล้วผายมือเชื้อเชิญให้แขกตัวน้อยผู้มาใหม่เข้าไปในคฤหาสน์ จอนพยักหน้าตอบกลับคำถามนั้น

“ครับ แต่เดเมี่ยนไม่รู้ว่าผมมาหา”

“ตอนนี้คุณหนูกำลังฝึกซ้อมอยู่ที่ถ้ำค้างคาว ถ้ายังไงจะให้กระผมไปแจ้งคุณหนูให้ดีมั้ยครับ”

“โอ้ งั้นอย่าดีกว่าครับผมไม่อยากรบกวนเวลาของเดเมี่ยนเขาน่ะ รอให้เขาเสร็จก่อนดีกว่า” พ่อบ้านชรายิ้มอย่างเอ็นดู คุณหนูของเขาคงดีใจไม่น้อยที่มีเพื่อนมาหาเขา

“งั้นเชิญคุณหนูจอนนั่งรออยู่ในห้องรับแขกสักครู่นะครับ เดี๋ยวกระผมจะไปหยิบขนมมาเสริฟ์ รับเป็นชาหรือโกโก้ดีครับ”

“โกโก้ครับ ขอบคุณครับ” จริงๆเขาแค่อยากมาหาให้ของขวัญเสร็จแล้วก็กลับบ้าน ไม่ได้อยากรบกวนอะไรขนาดนั้น แต่พอนึกถึงรสชาติอาหารของพ่อบ้านตระกูลเวนย์คนนี้แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้สักที

อัลเฟรค เพนนีเวิรธ์พาลูกชายของซุปเปอร์แมนไปที่ห้องรับแขกที่อยู่กลางคฤหาสน์ แล้วขอตัวแยกกับเขาไปที่ห้องครัว

สิ่งที่ทำให้ซุปเปอร์บอยอ้าปากค้างเมื่อเขาก้าวเข้ามาในห้อง คือ ความใหญ่โต หรูหราเหมือนหลุดมาจากหนังสักเรื่องของห้องรับแขกนี้ ใช่ที่นี่ต้องเคยมีคนมาขอถ่ายภาพยนตร์สักฉากสองฉากแน่ๆ เขากล้ารับประกัน

การปรากฏกายของผู้มาใหม่ก็เรียกสติและสายตาให้จอนหันไปมอง พ่อบ้านชรายกถาดขนมช๊อคโกแลตกับถ้วยโกโก้ร้อนมาให้เพื่อนของคุณหนูเจ้าของบ้าน

“เชิญครับ”

“ว้าว ขอบคุณนะครับ อัลเฟรด”

“ด้วยความยินดี งั้นกระผมขอตัว คุณหนูจอนเปิดโทรทัศน์ดูอะไรไปก่อนตามสบายเลยนะครับ”

จอนยิ้มให้กับพ่อบ้านที่เดินออกไปจากห้องรับแขก อาจจะเป็นเพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่เด็ก 10 ขวบอย่างเขาได้เข้ามานั่งในห้องรับแขกของคฤหาสน์มหาเศรษฐีแบบนี้ เลยเกรงใจจนไม่กล้าหยิบจับอะไรทั้งสิ้น เขาคิดด้วยซ้ำว่ารีโมททีวีอันเดียวนี้อาจจะมีราคาสูงกว่าเงินค่าขนม 2 เดือนของเขารวมกันด้วยซ้ำไป ดังนั้นลูกชายของยอดมนุษย์เลยนั่งกินช๊อคโลแลต กับโกโก้ของตนอย่างเงียบๆ พลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อยในหัว

เมื่อไหร่เดเมี่ยนจะมากันนะ

ผ่านไปประมาณ 10 นาที และแล้วคนที่เขากำลังนึกถึง คุณหนูคนเล็กของตระกูลเวนย์ทำหน้าบึ้งเหมือนโลกนี้ไม่มีสิ่งที่ทำให้อารมณ์ของเจ้าตัวดีขึ้นเลย เดินก้าวเท้าหนักๆเข้ามาในห้องรับแขก หลังจากฝึกซ้อมประจำวันเสร็จ พ่วงด้วยสุนัขตัวใหญ่ยักษ์สีดำวิ่งกระดิกหางเห่าดีใจตามหลังเจ้านายตัวน้อยของมันมา

“ส่งเสียงเออะอยู่ได้ น่ารำคาญ” และคำพูดคำแรกตั้งแต่ที่ก้าวเข้ามา ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาที่อยู่ในห้องจะเดาผิดไปเท่าไหร่นัก

แม้แต่หมาเจ้าตัวก็ยังอารมณ์เสียใส่ เหลือเชื่อเลย จอนคิดในใจ

พร้อมกันที่อัลเฟรค เพนนีเวิร์ธเดินถือเครื่องดื่มเกลือแร่พร้อมผ้าขนหนูเปียกมาให้เด็กชาย วันนี้คุณหนูเดเมี่ยนอารมณ์ไม่ดีเท่าไหร่ ที่จริงๆเขาก็อารมณ์ไม่ดีตลอดเวลานั่นแหละ และต้นเหตุคงเป็นเพราะว่านายท่านริชาร์ดพี่ชายคนโตของเจ้าตัว ดันมีนัดเดตกับผู้หญิง (คนใดคนหนึ่งในหลายๆคน) ของเขา ทำให้ต้องผิดสัญญากับคุณหนูเดเมี่ยนซะได้ แม้ว่านายท่านริชาร์ดจะโทรไปเรียกพี่น้องคนอื่นให้มาอยู่เป็นเพื่อนแทนตน ก็ยังไม่สามารถคลายอารมณ์โมโหในตัวเด็กคนนี้ลงได้เลย 2 ปีที่ผ่านมาทำให้พ่อบ้านชราพอจะเข้าใจความรู้สึกซับซ้อนของคุณหนูของเขาว่า แม้เขาจะรู้สึกโมโห เศร้า น้อยใจ เสียใจ จนอยากร้องไห้แค่ไหน เด็กคนนี้ก็จะแสดงออกมาในรูปแบบของความโกรธ โมโหร้าย พาลใส่คนรอบข้างจนเป็นเรื่องหนักใจของเขาและนายท่านบรูซมาก ตั้งแต่เช้าหลังจากที่คุณหนูเดเมี่ยนได้รับโทรศัพท์จากนายท่านริชาร์ดว่าไม่สามารถมาที่คฤหาสน์ได้ เจ้าตัวก็แผงฤทธิ์ใส่ผู้เป็นพ่อกลางมื้ออาหารเช้าทันที แม้แต่แบทแมนก็ไม่สามารถควบคุมนกน้อยที่อารมณ์ปั่นปวนของตัวเองได้ กระทั่งเขาและพ่อบ้านได้แผล รอยข่วนกันไปคนละนิดหน่อย เจ้าตัวเล็กถึงพอจะสงบลงมาบ้าง แต่ก็นั่นแหละ ภูเขาไฟที่ยังมีพลัง ก็ต้องระวังการปะทุ และก็ไม่นานนักช่วงสายๆหลังจากที่นายท่านบรูซทำแผลตามแขนและใบหน้าเสร็จแล้วขอตัวไปบริษัท นายท่านเจสันก็มาที่คฤหาสน์พร้อมกับนายท่านทิม อาจเป็นเพราะว่าไม่ใช่คนสนิทของคุณหนูเดเมี่ยน (คนโปรดของลูกชายคนเล็กของตระกูลเวนย์เห็นจะมีแต่นายท่านดิ๊กคนเดียว)  เลยเกิดสงครามกลางห้องรับแขกขึ้นอีกระลอกนึง เป็นความโชคดีหรือฉลาดของพ่อบ้านชราที่นำแจกันไปวางไว้ที่อื่นและล๊อคประตูตู้โชว์ทุกตู้ที่ห้องรับแขกไว้เรียบร้อยก่อนหน้านั้น ทำให้ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ไหนชำรุดเสียหายเมื่อเหตุการณ์สงบ จะมีก็แต่โต๊ะและเก้าอี้โซฟาที่หงายกระจัดจายไปคนละมุมของห้องเท่านั้น ช่วงบ่ายทั้งหมดหลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว คุณหนูของเขาจึงตัดสินใจลงไประบายอารมณ์ที่ถ้ำค้างคาวแทน และเพิ่งจะขึ้นมาให้เห็นหน้าก็ตอนนี้ล่ะ

เดเมี่ยนคว้าผ้าขนหนูเปียกและยกเครื่องดื่มเกลือแร่มายกซด เขาตั้งใจจะไปอาบน้ำล้างตัวให้สบายใจที่ห้อง ถ้าไม่เพราะสายตาแปลกหน้าคู่นึงที่เขาเผลอไปสบกับมันพอดี ทำให้เขาถึงกับตาโตยืนอึ้งอยู่ที่ห้องรับแขกตอนนี้ และเกิดคำถามในหัวขึ้นมา

ทำไม ซุปเปอร์บอยถึงมานั่งอยู่ที่บ้านเขาได้ล่ะ มาทำอะไร ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วทำไมไม่มีใครบอกเขา

“เคนธ์...”

“เดเมี่ยนนายซ้อมเสร็จแล้วเหรอ” จอนกระโดดยืนขึ้นมาจากโซฟา โบกไม้โบกมือให้เดเมี่ยนที่ยืนอยู่ใกล้ๆบันได เด็กชายที่อายุมากกว่าแต่ส่วนสูงน้อยกว่าไม่ได้โบกมือตอบเขา กลับกันเจ้าตัวกัดฟันจ้องหน้าแขกคนใหม่เขม็งและขึ้นเสียงกลับไปว่า

“นายมาที่นี่ทำไม!!

“ชั้นมีของมาให้นาย” พูดยิ้มๆพร้อมกับหยิบกล่องของขวัญขึ้นมาชูขึ้นให้เจ้าตัวเห็น ท่ามกลางสายตาของพ่อบ้านและคุณหนูของเขา

เจ้าของบ้านเงียบไปสักพัก ก่อนที่หน้าจะเริ่มเปลี่ยนสี ซึ่งจอนไม่แน่ใจว่าเดเมี่ยนโกรธ หรือเหนื่อย หรือเป็นอะไรกันแน่ แล้วจู่ๆเจ้าตัวก็วิ่งมากระชากแขนคนอายุน้อยกว่าแล้วลากขึ้นบันไดไปที่ห้องตัวเองโดยไม่ลืมปิดประตูลงกลอนดังลั่น คนที่เหลืออยู่คนเดียวในห้องรับแขกแม้จะงงกับสถานการณ์แต่ก็แก่เกินกว่าที่จะใส่ใจ อัลเฟรคเดินกลับไปเตรียมอาหารค่ำที่ห้องครัว

ลูกชายคนเล็กของบรูซ เวนย์ พอรู้ตัวว่ายังถือแขนคนที่อายุน้อยกว่าอยู่ ก็รีบปล่อยลงหลังพาแขกเข้ามาในห้องนอนของตน ทีแรกเขาก็ไม่เข้าใจว่าเขาทำไปเพื่ออะไร แต่พอเห็นหน้าจอนแล้วจู่ๆสมองก็สั่งให้พาเจ้าเด็กเอเลี่ยนนี่ขึ้นมา

จอนยังคงมีสีหน้างงๆเหมือนคนปรับตัวไม่ทันอยู่ เขาแก้เก้อด้วยการมองนู่นมองนี่ในห้องของเพื่อน โอเค มันไม่ได้เหมือนภาพในหัวที่เขาคิดไว้ว่า ห้องนอนของคุณหนูคนนี้จะเป็นแบบหลุดออกมาในโลกเจ้าชายอะไรแบบนั้น แต่กลับเป็นห้องเปล่าที่ใหญ่กว่าห้องนอนของเขา (แน่นอนสิ นี่คฤหาสน์ตระกูลเวนย์นะ) มีตู้ เตียงแล้วก็โต๊ะวาดรูป อุปกรณ์ศิลปะเต็มไปหมด ถ้าไม่นับชั้นบนหัวเตียงที่มี เข็มกลัดตราสัญลักษณ์โรบิน และหน้ากากเรดฮู้ด!? วางอยู่ เขาก็คงไม่เชื่อว่านี่เป็นห้องของเดเมี่ยน เวนย์

“แล้วสรุปนายมีอะไร เคนธ์ นายคงไม่ได้มาที่นี่เพราะแค่มีของขวัญมาให้ชั้นหรอก จริงมั้ย”

“เอ่อ...” อ่า ก็วัตถุประสงค์มีแค่นั้นจริงๆนี่นา ไม่รู้ทำไมเขาถึงไม่กล้าสบสายตาสีเขียวมรกตของอีกฝ่ายที่จ้องหน้าจับผิดเขาอยู่ จอนมักจะเอามือลูบหลังคอตัวเองเวลาเขาคิดอะไรไม่ออก ตอนนี้ก็เช่นกัน เขาไม่รู้ว่าจะตอบเดเมี่ยนยังไงให้อีกฝ่ายไม่อารมณ์เสียใส่

และแล้วผู้ช่วยชีวิตของซุปเปอร์บอยก็โผล่มา มันกระโดดลงจากเตียงของผู้เป็นนายหลังจากการนอนกลางวันตลอดช่วงบ่าย มานั่งดมฟุดๆฟิดๆรอบกล่องของขวัญแล้วพันแข้งพันขาจอน

“อัลเฟรด”

“หืม ได้ผลแฮะ” เขาก้มลงไปลูบเจ้าแมวลายดำขาวของคู่หูอายุมากกว่า

“นายเอาอะไรมาน่ะ” เดเมี่ยนขึ้นเสียงถามอีกคน เขาไม่เคยเห็นอัลเฟรดเป็นแบบนี้มาก่อน เด็กชายตรงหน้ายิ้มให้ แล้วอาศัยจังหวะที่เจ้าตัวก้มลงไปลูบแมวของเขา แกะกล่องแล้วชูกระถางต้นไม้เล็กๆขึ้นมา

“อ่ะ ให้นาย ไม่สิ ให้แมวนายน่าจะถูกกว่า”

“ห้ะ”

“คือ เมื่อตอนวันคริสต์มาสชั้นดีใจมากเลยนะ แล้วชั้นก็คิดหาอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะเลยแหละ ยังไงก็คิดไม่ออกสักทีว่าคุณหนูอย่างนายจะมีอะไรที่คนในโลกธรรมดานี้ไม่มีอีกล่ะ จนแล้วจนรอดก็เลยมาตั้ง 2 เดือนจนได้ กว่าจะได้ตอบแทนนาย”

“.......” พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ตอบอะไร จอนก็เลยใช้โอกาสนี้พูดต่อ

“ในเมื่อลูกคุณหนูอย่างนายมีพร้อมทุกอย่างแล้ว ชั้นก็เลยคิดว่าให้ของขวัญกับสัตว์เลี้ยงนายน่าจะดีกว่า เจ้าเนี่ยคือหญ้าแมว ชั้นเห็นแมวแถวบ้านมีท่าทางชอบมันเลยคิดว่าแมวนายน่าจะมีบ้าง แล้วก็ไม่เป็นอันตรายแน่นอน คอนเฟริ์มด้วยนามของซุปเปอร์แมนกับซุปเปอร์บอยเลย”

“นายคิดว่าชั้นจะรับของจากใครง่ายๆเหรอ” เดเมี่ยนหรี่ตามองต้นไม้ที่ซุปเปอร์บอยเพิ่งอวดอ้างสรรพคุณของมันอย่างเพ่งพินิจ

“........” จอนไม่พูดอะไรต่อ อย่างน้อยเขาก็พอจะเดาปฏิกิริยาของอีกฝ่ายได้ แอบเสียใจ แล้วก็โมโหนิดๆที่เพื่อนไม่รับของขวัญจากเขาก็เถอะ เขาอุตส่าห์คิดตั้งนานว่าจะให้อะไรคุณหนูเอาแต่ใจนี่ดีแล้ว พอคิดออกก็เสียเวลาปลูกดูแลอยู่ตั้งนาน สุดท้ายมาทำแบบนี้เนี้ยนะ

“ยังไงก็ไม่เห็นว่าจะใช้ประโยชน์อะไรได้อยู่ดี”

“ถ้านายลำบากใจ ชั้นขอโทษ งั้นก็ถือว่าเรื่องนี้ไม่-” จอนพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ให้ขึ้นเสียง ไม่ใช่ความผิดของเดเมี่ยนที่จะปฏิเสธไม่รับมัน แต่มารยาทน่ะหัวอกคนอื่นน่ะเคยใส่ใจบ้างมั้ย เฮ้อ ขณะที่เขากำลังจะเก็บกระถางต้นไม้ใส่กล่องเข้าที่เดิมก็ถูกมือที่เล็กกว่ามาคว้าชิงมันไป

“ชั้นไม่ได้พูดว่าจะไม่เอาสักหน่อย อย่างน้อยก็มีไอบ้าคนนึงทะลึ่งคิดเองเออเองแล้วก็เอามาให้ถึงที่บ้าน” เดเมี่ยนกอดกระถางต้นไม้พูดขึ้นมาโดยไม่ยอมสบตากับบุตรชายของบุรุษแห่งความหวัง ก่อนที่เจ้าตัวจะวางมันลงใกล้ๆเจ้าสัตว์หน้าขนแล้วลูบหูลูบคางมัน จอนแอบเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเพื่อนตัวเล็กที่ก้มลงเล่นกับแมวของตนอยู่ตอนนี้

ยอมรับว่า พอเห็นเดเมี่ยนยิ้มแล้ว น่ารักมาก จนเขาอดยิ้มตามไม่ได้

ให้ตายสิ ข้างใน มันเต้นแปลกๆอีกแล้ว

หยุดสักที ไอหัวใจบ้า ถ้านายเต้นดังแบบนี้ เดี๋ยวเดเมี่ยนก็ได้ยินพอดี

“ชั้นไม่ขอบคุณหรอกนะ”

“อ่าห้ะ ด้วยความยินดีเลยคุณหนู อ๊ะ ใช่แล้วอีกเรื่องนึง” เดเมี่ยนเงยหน้าขึ้นมามองคู่สนทนา ที่ทำท่าดีใจเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ 

“อะไร” เมื่อเห็นอีกฝ่ายยิ้มแบบโลกนี้แสนจะสดใส มีพระอาทิตย์ยิ้มแย้มตามสไตล์ของเจ้าตัวแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที เหมือนเป็นลางสังหรณ์ว่าจะมีอะไรที่เขาต้องไม่ชอบใจกำลังจะเกิดขึ้นแน่ๆ

“เดเมี่ยน ไหนๆเราก็เป็นเพื่อนกันแล้วน่ะนะ”

“เพื่อน...หรอ” คนอายุมากกว่าทวนคำพูดอีกฝ่ายให้แน่ใจ

“ใช่เพราะฉะนั้น ชั้นขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย”

“ชั้นไม่คิดว่าเด็ก 10 ขวบอย่างนายจะมีเรื่องให้กลุ้มใจอะไรเลยนะ เหลือเชื่อเลย”

“เปล่า ไม่ใช่ถามแบบนั้น แบบว่า...”

“ฮ่อ...งั้นก็เป็นเรื่องไร้สาระของเด็กเกรด 4 สินะ เชิญบินกลับไปถามซุปเปอร์แมนพ่อนายดีกว่า” คนอายุมากกว่าเหยียดยิ้มแล้วลุกขึ้นไปนั่งอยู่บนเตียง เห็นดังนั้นจอนก็เลยถือวิสสาสะเดินเข้าไปนั่งข้างๆบนเตียงด้วย

“ไม่เอาน่า”

“ใครอนุญาตให้นายขึ้นมานั่งบนเตียงห้ะ” แล้วฝ่าเท้าข้างนึงก็ทำงานพร้อมใจกับสมองถีบเด็กชายผู้ก้าวล้ำพื้นที่ส่วนตัวของตนให้ไปลงอยู่บนพื้นข้างล่าง จอนทำทีลูบก้นของตัวเอง แกล้งร้องโอดโอย เรี่ยวแรงแค่นี้ทำอะไรลูกครึ่งคริปโตเนียนอย่างเขาไม่ได้อยู่แล้ว ลุกขึ้นมานั่งชันเข่าเงยหน้าไปคุยกับคู่กรณีที่อยู่บนเตียง

“โอย...แค่อยากถามเองว่า ในห้องน้ำมีอ่างจากุดซี่มั้ย”

“หา” รอยยิ้มเหยียดหยามบนใบหน้าตอนนี้เปลี่ยนเป็นคิ้วขมวดแทน ไอเด็กเอเลี่ยนนี่พูดอะไรของมัน

“ก็พวกเพื่อนที่โรงเรียนชั้นคุยกันน่ะสิ ว่าพวกลูกคุณหนูอย่างนายน่าจะ นั่งเครื่องบินเจ๊ตไปโรงเรียน มีเกาะส่วนตัวอะไรเงี้ย” ซุปเปอร์บอยสาธารยายลักษณะที่ลูกคนรวยน่าจะเป็นต่ออย่างเมามันส์ แต่พูดไปได้ไม่นานเท่าไหร่ ก็ถูกหยุดโดยหมอนข้างที่เจ้าของห้องเขวี้ยงมา

“ไร้สาระ สรุปที่พวกนายไปโรงเรียนเพื่อคุยกันเรื่องปัญญาอ่อนพวกนี้นี่นะ มิน่าชั้นไม่แปลกใจในความว่างเปล่าในสมองของเด็กอย่างพวกนายเลย”

“โอ้ย 2 รอบแล้วนะ อีกอย่างนึงเดเมี่ยน นายก็เด็กเหมือนกันล่ะน่า” แต่เจ้าของห้องหาได้ฟังไม่

“หึ เห็นแก่สติปัญญาอันน้อยนิดของนาย เลิกคิดเรื่องพวกนี้ดีกว่านะ”

“เฮ้ หาเรื่องกันเหรอ”

“รู้ตัวด้วย เก่งจังเลย จอน” คนอายุมากกว่าแกล้งตบมือให้ 2 3 ที แน่นอนว่าทั้งท่าทางและน้ำเสียงเรียกความโมโหให้กับคนที่นั่งฟังอยู่บนพื้นไม่น้อย เขากำมือแน่นมองไปที่ตาสีเขียวมรกตที่กำลังดูถูกเขาคู่นั้น

แต่ เฮ้ นี่เขาไม่ได้มาเพื่อทะเลาะกับเดเมี่ยนสักหน่อย

“เฮ้อ วันนี้ชั้นไม่มีอารมณ์มาตีกับนายแล้ว”

“งั้นก็กลับบ้านไปได้แล้วสิ นั่น ประตูอยู่ทางนู้น ชั้นไม่ไปส่งหรอกนะ” เขามองไปที่นิ้วของเจ้าของบ้านที่ชี้ประตูทางเข้าเมื่อกี้มา เจ้าตัวก็ทำหน้าบึ้งกอดอก ส่งสายตาขับไสไล่ส่งสุดๆเลย พอได้ของแล้วก็ทิ้งกันไปแบบไม่ใยดีเลย

แม้ว่าเขาอยากจะอยู่กวนประสาทคนอายุมากกว่าอีกสักหน่อย แต่พอดูเวลาที่หัวเตียงอีกฝ่ายแล้วก็ต้องล้มเลิกความคิดไป ถึงเวลาที่เขาต้องกลับบ้านแล้วสิ

“ชั้นไปล่ะนะ เดเมี่ยน”

“เออ”

“นี่นายจะไม่บอกลากันเลยหรอ”

“จะไปไหนก็รีบไปเลย”

“นายนี่ใจร้ายชะมัด”

“ขอบคุณ”

“หึ ขอบคุณที่มาส่งนะ” จอนเดินไปที่หน้าต่างห้องนอนของเพื่อน ก่อนที่จะเปิดมันออก ไม่ลืมหันไปมองคนบนเตียงที่ตอนนี้กำลังทำหน้าบึ้งมองเขาอยู่เช่นกัน เขายิ้มตอบกลับไป

“ก็ถ้าชั้นออกทางหน้าต่าง ก็เท่ากับนายเป็นคนมาส่งชั้นใช่มั้ยล่ะ”

“ตรรกะงี่เง่าอะไรของนายน่ะ” จอนไม่ใส่ใจนัก เขายิ้มกับตัวเองก่อนที่ภาพเหตุการณ์ 2 3 นาทีที่ผ่านมาจะฉายขึ้นซ้ำในหัว แล้วเขาก็คิดอะไรดีๆขึ้นได้

“นี่เดเมี่ยน เมื่อกี้นายเรียกชื่อชั้นใช่ม้า ชั้นดีใจนะ”

“คิดไปเองแล้วล่ะ เอเลี่ยน”

“ไหนๆเราก็เป็นเพื่อนกันแล้ว คราวหน้าก็เรียกอีกสิ”

“ไม่ล่ะ”

“ทีชั้นยังเรียกนายว่าเดเมี่ยนเลย”

“นายจะเรียกชั้นว่า เวนย์ ชั้นก็ไม่มีปัญหานะ”

“หึ จริงๆแล้วนายอายใช่มั้ยล่ะ ฮะๆ บายเดเมี่ยน”จอนหลบหมอนพร้อมกับคำตะโกนไล่ด่าที่เจ้าของห้องขว้างมาที่เขาได้อย่างสบายๆ กระโดดออกจากหน้าต่าง บินกลับไปเมืองแฮมมิลตัน ในหัวก็คิดว่ามื้อค่ำวันนี้ โลอิสแม่ของเขาจะเตรียมอะไรให้กินกันนะ เขายิ้มไปฮัมเพลงไปบินกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี

มีอย่างนึงที่เขาคิดได้คือ การได้กวนประสาทเดเมี่ยน เวนย์ นั้นสนุกสุดๆไปเลย

แต่ซุปเปอร์บอยพลาดไปอย่างนึง

หากเมื่อกี้เขาหันหน้ากลับไปมองสักนิด เขาคงจะได้เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายยิ้มให้ตนอยู่

จอนอายุ 10 ขวบตอนที่ได้ให้ของขวัญ (แมว) ของเดเมี่ยนเป็นครั้งแรก

และเป็น 10 ขวบที่เดเมี่ยนเรียกชื่อของเขา

____________________________________The END______________________________________________

กลับมานั่งอ่านงานแรกของตัวเองใหม่รู้สึกแปลกใจยังไงไม่รู้ค่ะ 555 นี่ชั้นเขียนเองเหรอ มีภาพปลากรอบแล้วนะ น่ารักเว่อวังอลังการ 

* แก้คำผิด 4/09/2017 


แปะภาพ เย่ เย่ 

(ขอบคุณคุณพี่ bakaaochan มากๆค่ะ วาดเริ่ด คือดีงาม ตามเพจนางกันเยอะๆเลยน้า แบทดาแรงป๊าปๆ)

ปล.ชอบกัญชาแมวในภาพมากเลย 



ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ +-.แลนข้ามคลอง.-+ จากทั้งหมด 21 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

6 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 / 19:27
    อยากมีเฟรนด์มั้ยเดมิ เดี๋ยวเราเป็นให้ เป็นเกิร์ลเฟรนด์อะ (มุกบ้าอาไร)#เกิบติ่งเดมิลอยมา
    #6
    1
    • 17 พฤศจิกายน 2560 / 20:06
      ระวังลูกครึ่งคริปโตเนียน กับ แบทแฟมให้ดีค่ะ 555
      หวงน้องอย่างกับอะไรดี //แบทดาแรงลอยมา
      #6-1
  2. วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 / 15:36
    ความใจร้ายของเดเมี่ยนแต่ก็ยังทำให้จอนใจเต้นได้อยู่ดี อิอิ
    #5
    1
    • 3 กรกฎาคม 2560 / 15:44
      อิอิ คนน่ารักมักใจร้าย ขอบคุณที่ชอบค่ะ ^^
      #5-1
  3. #4 yuzo2 (@yuzo) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2560 / 04:25
    โง้ยยยยย เด็กน้อยช่างมุมิกันเจงๆ~(>///<)
    #4
    1
    • #4-1 ..-+iiau..-+ (@lancelotkun) (จากตอนที่ 1)
      2 กรกฎาคม 2560 / 21:26
      เขายังเป็นแค่เด็กน้อยค่ะ ใสใส 555 แต่ใจเรานี่ไปแล้ว
      #4-1
  4. #3 สายฝน
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 08:41
    ดีต่อใจเลยค่า อยากให้มีต่ออะ
    #3
    1
    • 30 มิถุนายน 2560 / 22:01
      ขอบคุณที่ชอบนะคะ ^^ ถามว่าจะมีต่อมั้ยคงต่อเป็นเรื่องอื่นค่ะ
      #3-1
  5. #2 someone like you
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 02:29
    โอ้ยยย น่ารักมากเลยค่า

    อ่านไปยิ้มไป

    ปล อยากให้มีปีถัดๆไปเลย
    #2
    1
    • 30 มิถุนายน 2560 / 21:55
      คนเขียนก็อยากเขียนปีถัดๆไปเหมือนกันค่ะ ^^ ขอบคุณค่ะ
      #2-1
  6. #1 วิ่งไปสิโรบิน
    วันที่ 27 มิถุนายน 2560 / 20:57
    โอ๊ยยย น่ารักหัวใจจะวาย ขอโมเม้นต์ตอนน้องโตด้วยนะคะไรท์เตอร์
    #1
    1
    • 30 มิถุนายน 2560 / 21:55
      ขอบคุณค่ะ ไรท์เตอร์ก็อยากเขียนต่อเหมือนกันค่ะ ^^
      #1-1