ตอนที่ 8 : [SS2] ตอนที่ 07 สิ่งที่เธอขาด (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    15 ต.ค. 60

ตอนที่ 07

สิ่งที่เธอขาด (1)

.

เตวิช :

ณ เมาดิบบาร์

“เฮีย!”

ทันทีที่เลี้ยวรถเข้ามายังลานจอดของร้าน พนักงานที่โทร.ตามผมก็รีบวิงเข้ามาหาทันที สีหน้าของเขาดูตื่นๆ พิกล ในมือกำลังถือกระดาษอะไรสักอย่าง ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผมต้องโผล่มาที่นี่ตั้งแต่หัววัน เพิ่งจะบ่ายสามเอง กว่าจะถึงเวลาเปิดร้านก็อีกตั้งสองชั่วโมง ทั้งที่ตั้งใจว่าจะโดดงานอีกสักวันอยู่แล้วเชียว

ให้ตาย เซ็งสุดๆ ยังดีที่หนึ่งนารามาด้วย ค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อย

“มีอะไรวะไอ้นัท เรียกฉันมาตั้งแต่หัววัน”

“เฮียดูนี่สิ!”

ลงมาจากรถได้ไม่ทันไร นัทก็ยื่นกระดาษในมือส่งให้ดูทันที สัญลักษณ์ตราครุฑที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังสือทางราชการ โชว์เด่นอยู่บนหัวกระดาษ ตามด้วยหัวข้อพิมพ์อักษรตัวหนาไว้อย่างชัดเจน ‘ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์’ ทำเอาผมถึงกับยืนหน้าชาตัวแข็งทื่อไปหลายอึดใจ

เชี่ย! นี่มันหมายศาลชัดๆ เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นวะเนี่ย!

“เฮีย ทำไมกระดาษนั่นบอกว่าร้านเราบุกรุกที่ดินของเขาล่ะ เรามีสัญญาเช่าถูกต้องกับเจ๊หมูไม่ใช่เหรอ?” เสียงเครียดๆ ของนัทถาม เขาคงจะอ่านเนื้อความในนี้มาก่อนบ้างแล้ว

‘เจ๊หมู’ คือสาวใหญ่เจ้าของที่ดินที่ผมทำสัญญาเช่ารายปีเพื่อเปิดบาร์แห่งนี้ นี่ก็ยังไม่ครบกำหนดไม่ใช่เหรอ หรือต่อให้เกินสัญญามาแล้ว เจ๊ก็ไม่น่าทำแบบนี้กับผมนี่นา ยังไงก็ไม่มีทางเบี้ยวค่าเช่าอยู่แล้ว

เธอกำลังเล่นอะไรบ้าๆ อยู่กันแน่

“ไม่รู้ว่ะ” ผมตอบเสียงห้วน เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล พลางชำเลืองมองไปที่หนึ่งนาราครู่หนึ่ง เธอเองก็กำลังยืนมองผมคุยกับลูกน้องห่างออกไปไม่ไกลมากนัก ไม่รู้เธอจะเข้าใจสิ่งที่เรากำลังคุยกันอยู่หรือเปล่า แต่ผมไม่อยากให้เธอเข้าใจหรือรับรู้เรื่องพวกนี้เลยด้วยซ้ำ

 “เดี๋ยวฉันขอดูรายละเอียดก่อน” ผมตอบปัดเสียงเรียบ ไม่อยากให้ไอ้นัทต้องเป็นกังวลมาก ปรายตามองไปที่กระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าในมือที่มีอักษรเป็นร้อยๆ ตัว

“คงมีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย”

“ครับ”

“มีนายเห็นไอ้นี่แค่คนเดียวใช่ไหม” ผมถามเพื่อความแน่ใจ พลางชูหมายศาลในมือเพื่อยืนยัน

“ครับ”

“ดี อย่าเพิ่งเอาเรื่องนี้ไปพูดกับใคร ฉันไม่อยากให้ทุกคนแตกตื่น”

“แต่เฮีย...”

“ได้ยินที่ฉันบอกไหม” ทันทีที่ไอ้นัทตั้งท่าจะเถียง ผมจึงแทรกเสียงเข้มกึ่งๆ บังคับให้เขารับปาก แม้จะมีท่าทีอึกอักอยู่บ้าง แต่ก็ยอมตกปากรับคำเสียงแผ่วแต่โดยดี

“ครับ...ก็ได้”

“ขอบใจ” ผมว่า พลางผ่อนลมหายใจออกมาคล้ายอยากระบายความหนักอกหนักใจที่สุมอยู่ แต่ไอ้นัทก็ตั้งคำถามที่ทำให้ผมถึงกับจุกจนพูดอะไรไม่ออก

“แล้วพวกเราจะตกงานกันไหมเฮีย?”

เสียงทุ้มเนือยๆ เอ่ยถามปนความหดหู่ สีหน้าเจื่อนๆ ของลูกน้อง ทำให้ผมรู้สึกใจหายไม่ออก คำถามนั้นแล้วกับเป็นก้อนสะอึกที่ค้างอยู่กลางอก ผมใช้เวลาตั้งสติอยู่พักใหญ่กว่าจะเอ่ยเสียงตอบคำถามของเขา

“ไม่หรอก ฉันคงแค่...ลืมดูฮวงจุ้ยก่อนจะมาเช่าที่ที่นี่อ่ะ” แสร้งบอกติดตลกออกไป เพื่อให้นัทผ่อนคลายขึ้น

แม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไงต่อไป จู่ๆ เรื่องเวนคืนที่ดินก็ดำเนินมาถึงชั้นศาลแล้ว มันตอบยากมากว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่ที่มันน่าแปลกที่สุดคือ...ผมกลับไม่รู้อะไรเลย

“ไอ้นัท แกพอหนึ่งนาราเข้าไปในร้านก่อน  เดี๋ยวฉันมา” ผมบอกอย่างรีบร้อน ก่อนจะกลับเข้าไปในรถและสตาร์ทออกไปทันที

.

หนึ่งนารา :

หลังจากที่พี่เต้ขับรถออกไปได้ไม่นาน ก็มีรถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่เลี้ยวสวนเข้ามาในร้าน ฉันกับพี่นัทยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมและคอยเฝ้ามองพฤติกรรมเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์คันนั้นด้วยความสงสัย เพราะหน้ากากสีเข้มกับหมวกกันน็อกเต็มใบ ทำให้บดบังโฉมหน้าของเขา แต่เป็นเพราะเครื่องแบบสีน้ำตาลและเครื่องหมายที่ประดับอยู่บนชุด ทำให้เราสองคนไม่ได้นึกหวาดระแวง มันเป็นเอกลักษณ์ของชุดเจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์บ้านเมือง ฉันเดาว่าคนที่อยู่ภายใต้หมวกกันน็อกใบนั้นอาจจะเป็น...

“พะ...พี่เบียร์!?” พี่นัทเบิกตาโตประหลาดใจทันทีที่ผู้มาเยือนใหม่ถอดหมวกกันน็อกออก เผยให้เห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน “ทะ...ทำไม...พี่ถึงใส่ชุดตำรวจล่ะ?”

เรื่องที่คุณเบียร์เป็นตำรวจสายสืบแฝงตัวเข้ามาเป็นหัวหน้ารักษาความปลอดภัยของบาร์นี้ ยังไม่มีใครรู้นอกจากฉันกับพี่เต้ ไม่แปลกที่พี่นัทจะตะลึงถาม

“ดูยังไงว่าเป็นชุดตำรวจ?” คุณเบียร์ถามกลับเสียงเรียบ ราวกับว่าเขาจงใจปรากฏตัวในสภาพนี้

“อ้าว...ก็ชุดมัน...ไม่ใช่เหรอ?” พี่นัทชี้นิ้วพลางไล่สายตามองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าครั้งแล้วครั้งเล่าปนความฉงน

ไม่ว่ามองมุมไหน ก็เป็นชุดตำรวจชัดๆ แต่คนสวมใส่กลับยืนยันปฏิเสธหน้าตาย

“นี่มันชุดยาม ช่วงนี้บุหรี่แพงว่ะ ตอนกลางวันเลยไปรับจ็อบเพิ่ม กลัวว่าจะมาไม่ทันเวลาเปิดร้านก็เลยมาทั้งแบบนี้” เขาจงใจเฉไฉ แม้ว่าหลักฐานจะผูกมัดเจ้าตัวอยู่ทนโท่

“แต่มันมีเครื่องหมายด้วยนะพี่ เต็มยศเลยมั้งนั่น” ฉันคิดว่าพี่นัทคงจะไม่เข้าใจถึงตราสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ประดับอยู่บนเครื่องแบบเหมือนกับฉัน แต่ก็ใช่ว่าจะดูไม่ออกว่ามันมีความหมายแฝงและค่อนข้างสำคัญ

“ก็แค่เข็มกลัดประกอบชุด แกจะสงสัยอะไรนักหนาวะ”

“ใช่เเหรอพี่! ผมว่ามันดูขลังมากเลยนะ!”

“ไม่หรอก คิดมาก ใครๆ ก็มี”

“ไม่มั้ง?” พี่นัทพึมพำ เหมือนจะไม่เชื่อสิ่งที่คุณเบียร์บอกเท่าไหร่ แต่เพราะอีกฝ่ายยืนยันหนักแน่น เลยไม่สามารถเซ้าซี้เรื่องส่วนตัวได้มากนัก

“แล้วนี่...” เจ้าของร่างสูงในชุดสีน้ำตาลกอดอกชำเลืองมองมาที่ฉัน “เธอมายืนมึนตากแดดเป็นกุ้งแห้งทำไม ไอ้เต้ไปไหน?”

“...”

“เฮียเต้...เอ่อ...เฮียเต้ไป...” พี่นัทเริ่มอึกอัก เมื่อเป็นฝ่ายถูกตั้งคำถาม พลางเบือนหน้าหลบสายตาของคุณเบียร์ คงเป็นเพราะคำสั่งของพี่เต้ที่บอกเขาเอาไว้ว่าไม่ให้บอกใคร

“เอ้า...ยังไง? ยืนอ้ำอึ้งอยู่ได้ พาหนึ่งนาราเข้าไปในร้านเลย แดดร้อนจะตายให้น้องมายืนตากแดด ถ้ายัยนี่เป็นอะไรไปแกโดดเฮียเต้สั่งคว้านท้องแน่” คุณเบียร์คงพยายามเปลี่ยนเรื่อง เพื่อไม่ให้พี่นัทซักไซ้ไปมากกว่านี้ เลยใช้ฉันเป็นข้ออ้าง

“เอ่อ...ครับๆ” ได้ยินแบบนั้น พี่นัทจึงหาทางเอาตัวรอด เลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามของคุณเบียร์เช่นกัน ปรายตามองมาที่ฉันและเอ่ยชักชวนให้เข้าไปในร้าน “คุณหนึ่งนาราเข้าไปข้างในก่อนเถอะครับ”

หลังจากที่ฉันพยักหน้าตอบเบาๆ พี่นัทจึงเดินนำหน้าเข้าไปข้างในและตามด้วยคุณเบียร์ พอพวกเราเข้ามาในส่วนของออฟฟิศ พี่นัทเลยกลับไปทำงานต่อ ส่วนคุณเบียร์ก็เข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำ ไม่นานนักเขาก็ปรากฏในชุดไปรเวท เราสบตากันโดยบังเอิญแล้วมองนิ่ง ไม่ได้พูดคุยอะไรกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติระหว่างเราสองคน แม้เขาจะไม่ใช่คนแปลกหน้า ถึงจะเป็นลูกพี่ลูกน้อง พบเจอกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ได้มีความสนิทสนมอะไรมาก

สำหรับฉัน คุณเบียร์เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอะไรหลายๆ อย่างในอดีตที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว แต่ฉันไม่ได้โทษเขา ไม่ได้โทษแม่พิมพ์ ไม่มีใครจำเป็นจะต้องอธิบายเรื่องราวเหล่านั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผลของมัน เพียงแต่เหตุผลสำหรับพวกเขาจะเป็นที่ยอมรับของใครได้หรือไม่

อดีต ไม่ว่าจะเป็นยังไง ดี ร้าย ผิดพลาด ก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ อนาคตก็เช่นกัน ไม่มีอะไรที่สามารถคาดเดาได้ แค่ปัจจุบันเท่านั้น ที่เรากำลังรู้สึกตัวในขณะนี้

ฉันรู้แค่เพียงว่า จนถึงตอนนี้ ฉันไม่เคยนึกโหยหาสิ่งที่ไม่มีอยู่แต่แรก

“คุโระ...” เสียงทุ้มเปรยแผ่วขึ้นท่ามกลางความเงียบ ขณะที่ดวงตาจดจ้องมาที่ฉัน “มันอาจจะอยู่แถวนี้”

เขาคงกำลังเตือนฉันเรื่องที่แพ้ขนแมว เพราะตั้งแต่ที่มีคุโระมาอยู่ที่นี่ เวลาที่ฉันมาที่ร้าน ก็จะอยู่แต่ในห้องทำงานของพี่เต้ตลอด เพราะห้องนั้น เป็นห้องเดียวที่คุโระไม่เคยย่างกรายเข้าไป

“ถ้าเจอก็อย่าเผลอมือไปจับมันล่ะ ขี้เกียจห่ามเข้าโรงพยาบาล”

“ค่ะ”

“แล้วก็...เห็นไอ้เต้ทำหน้าใกล้ตายมาสองสามวันแล้ว เมื่อวานก็ไม่เข้าร้าน แต่ถ้าเธอมาที่นี่ แสดงว่าทุกอย่างคงเคลียร์แล้วสินะ”

“...”

“ฉันไม่ได้จะวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่นหรอก แค่ไม่อยากรู้สึกผิดเรื่องที่ไม่ยอมคืนแม่ให้เธอ จนถึงตอนนี้ ก็ยังเป็นอย่างนั้น ถ้าหากว่ามีอะไรก็มาระบายกับฉันได้” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ เหมือนว่ามันเป็นเอกลักษณ์ของพวกนาราที่มักจะมีความเฉยชาแฝงอยู่ในตัวของทุกคน แต่ในถ้อยคำที่ฟังแล้วเหมือนมีน้ำใจ กลับเต็มไปด้วยความหวงแหนที่มีต่อเธอคนนั้น

“ถึงแม่พิมพ์จะไม่ได้ดูแลฉันกับพี่เอกมาโดยตลอด แต่เธอคือผู้ให้กำเนิดเรา ตามความหมายในพจนานุกรม แม่พิมพ์ก็ยังคงเป็นแม่ค่ะ”

นัยน์ตาของคุณเบียร์วาววาบขึ้นทันที หลังคำตอบโต้จากฉัน ก่อนระบายยิ้มอ่อนขึ้นช้าๆ

“พูดแบบนี้ คิดจะทวงเธอคืนสินะ”

“ไม่ค่ะ ฉันเพียงแค่บอกให้คุณเบียร์รู้ไว้ว่า ‘แม่ก็คือแม่ค่ะ’ ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนสถานะนั้นได้ ไม่ว่าเธอจะได้ปฏิบัติหน้าที่นั้นหรือไม่”

“...”

“และคำว่า ‘แม่’ สำหรับฉันกับพี่เอกก็เป็นสิ่งที่ไม่มีมาตั้งแต่แรก ถึงจะไม่มีแม่ต่อไปอีกเรื่อยๆ ก็คงไม่เป็นอะไร แต่ถ้าบางสิ่งที่เคยมีแล้วมันขาดหายไป นั่นคือสิ่งที่ฉันไม่สามารถตอบได้”

“...”

คุณเบียร์ตัวแข็งทื่อเหมือนตกตะลึงในคำตอบของฉัน ฉันรู้ว่าอาจจะพูดจาแข็งกระด้างไปสักหน่อย แต่ก็ควรจะพูดออกไปตามตรง เพื่อให้เขาเข้าใจว่าฉันกับพี่เอกไม่เคยรู้สึกตัดพ้อในเรื่องนี้ และฉันสามารถยืนยันเรื่องนี้ได้แทนพี่เอก เพราะเราไม่เคยโหยหาคำคำนั้น

สิ่งที่เราสองคนคาดหวังไม่ใช่จาก ‘เธอ’

“นั่นสินะ สิ่งที่เคยไม่มีต่อให้ไม่มีต่อไปก็คงไม่รู้สึกอะไร” เขาตั้งสติและตอบกลับมาในที่สุด “สำหรับฉัน ฉันเลือกที่จะรักษามันไว้ในแบบของตัวเอง ส่วนเธอจะรักษาสิ่งนั้นไว้ ในวิธีการแบบไหน นั่นขึ้นอยู่กับเธอ”

“แล้วถ้าหาก คุณเบียร์มีสิ่งที่คิดว่าสำคัญอยู่สองอย่าง แต่ต้องเลือกเพียงแค่อย่างเดียว...จะทำยังไง”

“...” เหมือนคุณเบียร์จะตกใจกับคำถามของฉันนิดหน่อย ครู่หนึ่งที่ฉันมองเห็นดวงตาคู่นั้นสั่นไหว ก่อนจะหลุบมองไปทางอื่น พลางระบายลมหายใจออกมาเบาๆ

“ฉันก็คงเลือก...สิ่งที่คิดว่าสำคัญที่สุด”

“...”

ครั้งนี้เป็นฉันเองที่นิ่งไปด้วยความตะลึงงัน

‘เลือก...สิ่งที่สำคัญที่สุด’

นั่นคงจะเป็นเรื่องยากสำหรับฉัน เพราะฉันไม่เคยคิดว่าใครจะสำคัญไปกว่ากัน

คุณเบียร์ทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้น ก่อนจะเดินออกไปยังหน้าร้าน พนักงานของบาร์เริ่มทยอยกันเข้ามาทำงาน ทุกๆ คนกำลังวุ่นวายอยู่กับการเตรียมเปิดร้านในวันนี้ ออกัสเข้ามาถามฉันถึงเรื่องเมื่อวานนิดหน่อย เขาเองก็รู้เรื่องที่พี่เต้ไม่ได้มารับเมื่อเย็นวาน แต่เมื่อเห็นว่าฉันปลอดภัยดีก็ไม่ได้ซักถามอะไรมากนัก คงเป็นเพราะถูกคุณเบียร์เรียกตัวออกไปเสียก่อน

ผ่านไปนานนับชั่วโมง จนถึงเวลาเปิดร้านมาได้สักพักใหญ่ พี่เต้ก็ปรากฏตัว แม้ว่าเขาจะยังทำท่าทีเหมือนเป็นปกติ แต่แววตาไม่อาจซุกซ่อนความกังวลที่มีอยู่ภายในจิตใจ

เขากำลังเผชิญกับบางสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงไม่ต่างจากฉัน เวลาที่กำลังถอยหลังลงไปเรื่อยๆ คล้ายกับระเบิดเวลา ที่เฝ้ารอให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดสินใจ ‘เลือก’ ในสิ่งที่ตัวเองต้องการและสำคัญที่สุด

แม้ว่าสุดท้าย ต้องมีใครสักคนคอยแบกรับความรู้สึกไม่ดีเอาไว้

.

เตวิช :

ทันทีที่มาถึงร้าน ผมก็เอาแต่หมกอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวคนเดียว จมตัวเองกับการนั่งอ่านเอกสารบ้าๆ นั่นซ้ำไปซ้ำมา คิดไม่ตกว่าจะจัดการกับเรื่องพวกนี้ยังไง ทุกอย่างมันมืดแปดด้านไปหมด และบางทีคำถามที่ไอ้นัทเคยถามไว้ ผมอาจจะได้คำตอบให้มันแล้ว

บาร์เมาดิบคงต้องถูกยุบจริงๆ

หลังจากไปหาเจ๊หมูเจ้าของที่ดินที่ผมเช่าอยู่ กลับได้คำตอบที่ฟังแล้วชวนไม่รู้สึกลื่นหูเท่าไหร่ เธอถูกนายหน้ายื่นข้อเสนอจะจ่ายค่าที่ดินด้วยราคาคูณสองเมื่อประมาณเดือนก่อน แบบนั้น เป็นใครก็ขาย และเธอยังเล่าให้ผมฟังต่ออีกว่า เหมือนจะมีเศรษฐีรายหนึ่งกำลังกว้านซื้อที่ดินในบริเวณนี้ เพื่อจะสร้างโครงการคอนโดมิเนียม เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่แค่เจ๊หมูที่กำลังถูกเงินฟาดหัว เจ้าของที่ดินคนอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงกับร้านก็เช่นกัน

ให้ตาย เริ่มอยากจะตะโกนออกมาดังๆ เพื่อระบายบางสิ่งบางอย่างที่มันอัดอั้นอยู่ข้างใน ทำไมถึงมีแต่เรื่องซวยๆ เข้ามาไม่หยุด เพิ่งจะเปิดกิจการได้ไม่ถึงสองปีก็เจ๊งซะแล้ว งานนี้พ่อได้ปูเสื่อรอผมไปสอบตำรวจแน่ๆ เลย หรือเป็นเพราะผมไม่ได้ดูฮวงจุ้ยจริงๆ หรือว่าไปเหยียบตาปลาใครเข้าให้นะ

เห็นชื่อเจ้าของที่ดินรายใหม่แล้ว ผมไม่นึกแปลกใจเลยที่จะเป็น ‘เขา’ แถมความยิ่งใหญ่ของ ‘กิตติศักดิ์ จรัสพุฒิพงศ์’ นั้น ก็ไม่ธรรมดา ชื่อกับนามสกุลของคนคนนี้เป็นเพียงฉากแรกในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น เบื้องหลังของเขาก็คือผู้อาวุโสที่มีใครนับหน้าถือตามากมาย ‘เจ้าสัวกิตติศักดิ์’ เป็นอดีตผู้นำและผู้ก่อตั้ง ‘แก๊งหยางหมิง’ ตระกูลมาเฟียทรงอิทธิพล ที่เปี่ยมด้วยอำนาจบารมีระดับต้นๆ ที่ใครๆ ต่างก็หวั่นเกรง ไม่แพ้ตระกูล ‘กรภัควัฒน์’ ที่เป็นคู่แข่งห้ำหั่นกันมาเมื่อหลายสิบปีก่อน

แม้ว่าพวกเขาจะลามือจากสงครามระหว่างสองตระกูลกันไปแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะหยุดความบาดหมางที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้สนิท เรื่องนั้น มันคงจะเป็นแผลเป็นที่กัดกร่อนจิตใจของทั้งสองครอบครัวนี้ไปแล้ว ถึงผมจะไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่บาร์แห่งนี้ ก็มีหนึ่งในแปรของเหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ‘ไอ้ตัวแสบ’ ของบ้านกรภัควัฒน์ที่เป็นหุ้นส่วนร่วมอยู่ ซึ่งก็คือ ‘ไอ้ร็อตไวเลอร์’ ไงจะใครล่ะ!

อย่าบอกนะว่าสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นนี่จะมาจากโจทย์เก่าของไอ้ขวัญ กิ๊บซี่ และซานเธีย!

โอ้แม่เจ้า กูซวยแท้ที่มีเพื่อนอย่างไอ้บ้าร็อตไวเลอร์ แถมยังเหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่ออีกต่างหาก ผมควรจะลงทุนโทร.ไปด่ามันถึงอเมริกาดีไหมวะครับ!

เฮ้อ...! ได้แต่นั่งถอนหายใจแรงๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า พลางทิ้งตัวเอนหลังไปกับพนักเก้าอี้อย่างหมดอาลัยตายอยาก จะไปขอบุหรี่จากพี่เบียร์สูบคลายเครียดสักตัวก็ดันสูบไม่เป็นอีก

เฮ้อ...ชีวิต

?

กลิ่นแบบนี้มัน...

ขณะที่นั่งสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อรวบรวมสมาธิและคิดหาทางออกกับปัญหาที่เกิดขึ้น จู่ๆ ก็ได้กลิ่นอะไรบางอย่างลอยเข้ามาในจมูก เป็นกลิ่นที่ผมรู้สึกคุ้นเคย มันไม่ใช่น้ำหอม แต่มันเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ เฉพาะตัวของใครบางคนที่เคยมานั่งเก้าอี้ตัวนี้เป็นประจำ ทำการบ้าน วาดรูป หรือแม้กระทั่งนั่งเล่นจนผล็อยหลับไป แต่ที่น่าแปลกใจที่สุดก็คงจะเป็นเพราะความหอมนี้ ที่ทำให้ผมเริ่มผ่อนคลายจากเรื่องหนักๆ ได้อย่างรวดเร็ว

แบบนี้ ถ้าสักวันหนึ่งเราต้องห่างกัน จะมีแค่ผมหรือเปล่าที่จะคิดถึงเธอ

ตอนที่กลับมาถึงร้าน ผมเห็นหนึ่งนารากำลังเล่นอยู่กับคุโระ เลยไม่คิดจะเข้าไปรบกวนอะไร ผมปล่อยให้เธอ ‘นั่งมอง’ คุโระแบบไม่ละสายตาอยู่อย่างนั้น ในใจคงอยากจะสัมผัสมันอยู่ไม่น้อย เพราะแค่เธอเข้าไปใกล้ๆ มัน ก็จามแล้ว

หากบาร์นี้ต้องปิดตัวลง ผมก็คงไม่ได้พบกับคุโระหรือพวกเขาแบบนี้อีกแล้ว แม้ว่าพนักงานในร้าน (บางคน) อาจไม่ได้เคารพผมในฐานะเจ้านายมากนัก กวนประสาทใส่กันไปเรื่อย แต่ทุกๆ ครั้ง เสียงถกเถียงต่างๆ นานา กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเฮฮา ทุกคนสนิทกัน คุยเล่นกันได้ไม่ถือสา (หากไม่ใช่เรื่องใหญ่จนเกินไป) มันเป็นบรรยากาศที่ผมชอบนะ เจ้านายกับลูกน้องคุยเล่นเหมือนเป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง แต่เวลาทำงานก็เอาจริงเอาจัง ที่นี่ทุกคนค่อนข้างขยันและรักงานที่ตนเองทำ

ผมอยากให้ทุกอย่างยังคงอยู่ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมรักร้านนี้ รักพี่ๆ น้องๆ ทุกคนที่ช่วยกันทำให้งานในบาร์สามารถดำเนินกิจการได้อย่างราบรื่นมาโดยตลอด

พอจะมีทางไหน ที่ผมจะรักษาสิ่งสำคัญเหล่านี้เอาไว้ได้บ้างนะ

แกรก!

“เฮีย! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”

เชี่ย!

.

To be continued.



ติดตาม รักละลายใจ SS1 ได้ทาง

ธัญวลัย

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

 

และ Fictionlog

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

 

หรือ MEB

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

 

244 ความคิดเห็น