ตอนที่ 7 : [SS2] ตอนที่ 06 เธอทั้งนั้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 ต.ค. 60

ตอนที่ 06

เธอทั้งนั้น

.

เอกนารา :

“แกแน่ใจ?” เงี้ยวถามขึ้นอย่างสงสัย พลางคีบลูกชิ้นลูกสุดท้ายเข้าปาก ก่อนจะวางตะเกียบพาดไว้บนชามก๋วยเตี๋ยว แล้วหรี่สายตาสงสัยมองมาที่ผม

หลังจากไปส่งหนึ่งนาราที่คอนโดของพี่เต้แล้ว ผมก็โทรเรียกไอ้เงี้ยวให้มารับ ทีแรกก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพี่เต้ถึงไม่มารับ แต่สักพักหนึ่งนาราส่งข้อความมาว่า ‘พี่เต้ตัวร้อน’ ดูเธอจะกังวลมาก จะกลับขึ้นไปช่วยแต่หนึ่งนาราก็ปฏิเสธ เพราะเกรงใจพี่เต้ที่จะให้ใครเข้ามาในห้องโดยพละการ เลยถามวิธีปฐมพยาบาลแวมไพร์เวลาตัวร้อนว่าต้องทำยังไงจากผมแทน เลยบอกให้ใช้ผ้าขนหนูสะอาดๆ ชุบน้ำเย็นแล้วเช็ดตัวเขาไปก่อน พอฟื้นแล้วค่อยให้กินข้าวกินยาลดไข้

แต่ไม่รู้ว่าพี่เต้จะรอดไหม โคตรเป็นห่วงแทนเลย เพราะปกติเราสองพี่น้องไม่ค่อยป่วยเป็นอะไรกันหรอก หนึ่งนาราก็เลยไม่รู้วิธีปฐมพยาบาล โดยเฉพาะกัยแวมไพร์ที่กำลังเป็นไข้ เด็กบ้านนอกก็แบบนี้แหละ อึดและถึกมาก

จากนั้น ก็โทร.หาเงี้ยวให้มารับ กะว่าจะให้มันพาผมไปทิ้งไว้ที่ห้องของมันก่อน เพราะเจ้าตัวยังต้องไปทำงานอีก แต่ระหว่างทางดันเจอฝน เลยมาจบลงที่ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง เลยยิ่งรู้สึกเป็นห่วงหนึ่งนารามากขึ้นอีก หวังว่าเธอคงจะไปซื้ออะไรมากินได้ทันก่อนที่ฝนจะตก

“เรื่องไรวะ?” ผมถามกลับไป พลางดูดน้ำในแก้วผ่านหลอดหลังกินอิ่ม มองหน้าไอ้เงี้ยวนิ่งๆ ปนเลิกคิ้วยียวนข้างหนึ่งตอบโต้ แต่ลืมไปว่าขนคิ้วตัวเองยังไม่ขึ้น ถ้าไม่ฮาก็คงจะติดกวนตีนมาก หมายถึงหน้าของผมน่ะ

“เรื่องที่จะพาหนึ่งนารากลับบ้าน”

ก่อนหน้านี้ ผมเคยเปรยๆ กับมันไว้ว่าหลังหนึ่งนาราเรียนจบเทอมนี้ เราสองพี่น้องอาจจะย้ายกลับไปอยู่ที่บ้าน แต่ไม่รู้ว่าทำไม จู่ๆ เงี้ยวถึงถามขึ้นมา

“ฉันตัดสินใจแล้ว แต่ถ้าแกถามกลับมาแบบนี้ แสดงว่าไม่เห็นด้วยล่ะสิ”

“ใช่ กูไม่เห็นด้วย อย่างแรง!”

“ทำไมวะ?” ผมชักสีหน้ามุ่ย รู้สึกเซ็งกับคำตอบของเขา และมีแววว่าจะถูกเทศนาใส่

ผมรู้ว่ามันเป็นห่วงเราสองคน แต่เรื่องนี้ผมตัดสินใจแล้ว

“พ่อแกเลิกเหล้าแล้วหรือไง?”

“ไม่รู้สิ” ตอบอย่างรวดเร็วชัดถ้อยชัดคำสุดๆ

“อะไรวะ แกไม่รู้ แล้วจะกลับไปอยู่ที่นั่นเนี่ยนะ?” เงี้ยวทำหน้าฉงน จนผมอดขำใส่เขาไม่ได้ แต่ก็ถูกมันทำสายตาเหวี่ยงๆ ใส่ ประมาณว่า ‘ขำเชี่ยอะไร’

“กูเพิ่งสึก[1] ออกมา จะไปรู้ได้ไง” เรื่องนี้ ผมเตรียมใจและเตรียมแผนรองรับเอาไว้หมดแล้ว “ต่อให้ตอนนี้เขาจะยังไม่เลิก กูก็จะทำให้เขาเลิก”

“เออ! แล้วแต่มึงเลย เพลียจะบ่นว่ะ” เงี้ยวถอนหายใจ แถมเรียกผมจาก ‘แก’ เป็น ‘มึง’ อารมณ์คงประมาณว่าเอือมระอาผมสุดติ่งกระดิ่งแมวของมันแล้ว

ยอมรับว่าบางครั้ง ก็ทำอะไรแบบคิดน้อยไปหน่อย หรืออาจจะไม่ได้คิดเลย แต่การไปตายเอาดาบหน้า ก็ยังดีกว่าไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย ขนาดฝากปลาย่างไว้กับแมว แมวยังเฝ้าไม่ได้เรื่อง

ผมหมายถึงฝากหนึ่งนาราไว้กับพี่เต้น่ะ ทั้งที่เขาน่าจะให้ความปลอดภัยกับเธอได้มากที่สุด แต่เสี่ยวีระก็ยังตามรังควานได้

งั้นก็สู้หนีไปเรื่อยๆ แบบนี้ดีกว่า

“แล้วเรื่องแม่...” เงี้ยวเปรยน้ำเสียงลังเลหน่อยๆ คงรู้สึกกระดากปากที่จะถามเรื่องละเอียดอ่อนของครอบครัวคนอื่น “เอ่อ...คุณพิมพ์นารา แกไม่คิดจะไปพบเธอสักครั้งหรือไง ฉันรู้จักพี่เบียร์ที่เป็นญาติของแก ตามสายเลือดของเครือญาติรู้สึกจะเรียกว่าลูกพี่ลูกน้องสินะ เขาอยู่ด้วยกันกับคุณพิมพ์ ถ้าแกอยาก...”

“ไม่!” ผมแทรกเสียงแข็งขัดเขาทันที ทำเอาเงี้ยวชะงักปนจ้องผมแบบอึ้งๆ “กูไม่คิดจะเจอเธอคนนั้นอีก”

“...” เงี้ยวยังคงมองผมนิ่งงัน คงจะอึ้งที่จู่ๆ ผมก็ขึ้นเสียงใส่

เราเงียบกันไปครู่ใหญ่ ไม่มีเสียง ไม่มีคำถามใดๆ เล็ดลอดออกมาจากใคร

เงี้ยวยังคงเป็นเพื่อนสนิทและรู้ใจผมเสมอ เขารู้ว่าเวลาไหนควรจะถาม หรือไม่ควรถาม ถ้าผมพร้อมจะพูดเมื่อไหร่ ก็จะเป็นฝ่ายบอกเอง หลังจากระงับความคุกรุ่นที่มีอยู่ลึกๆ ได้ ก็เลยตัดสินใจอธิบายเหตุผลให้มันฟัง

“ฟังนะ คนที่ห่างหายกันไปนับสิบปี มันไม่ง่าย ที่จะให้กลับมาต่อติดกันได้เหมือนจิ๊กซอว์ หรือกลับมาสร้างความสัมพันธ์ใหม่ให้เป็นเหมือนเมื่อก่อน ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้เขาจากไป เจ้าตัวคงรู้ดีที่สุดว่ามันไม่ง่ายที่จะกลับมา”

ป่านนี้แล้ว คนคนนั้น จู่ๆ จะมาเรียกร้องสิทธิ์ความเป็นแม่อะไร ในเมื่อตอนที่เธอมีโอกาส เธอมีสิทธิ์ แต่กลับไม่รักษามันไว้ ตอนนี้ ไม่ว่าผมหรือหนึ่งนาราก็คงไม่ได้ต้องการคำว่า ‘แม่’ อีกแล้ว

เหลือก็แต่ ‘คนงี่เง่านั่น’ จะรู้สึกตัวหรือยังว่าสิ่งที่เขาควรจะทำคืออะไร

“ก็ถ้าพูดถึงขนาดนั้น ฉันก็คงไม่อยากจะก้าวก่ายหรอกนะ เพียงแต่ เรื่องนี้แกต้องคุยกับหนึ่งนาราด้วย ไม่ใช่จะเอาแต่ความคิดของแกเป็นที่ตั้ง น้องแกอาจจะไม่ได้คิดแบบนั้นก็ได้” เงี้ยวพูดเป็นเชิงเตือนผมหน่อยๆ

ผมรู้ มันคงไม่เห็นด้วยลึกๆ กับเรื่องนี้ แต่เพราะเขาเองก็หาวิธีเกลี้ยกล่อมผมไม่ได้

“เออ กูรู้น่า กูเองก็ไม่อยากโดนหนึ่งนาราเหวี่ยงใส่หรอก ไว้จะลองหาโอกาสคุยกับเธออีก”

“พูดอย่างกับว่ายัยนั่นจะโกรธใครเป็น” เงี้ยวเลิกคิ้วฉงน เหมือนไม่ค่อยเชื่อเรื่องที่ผมพูดเท่าไหร่

“เป็นพี่น้องกันก็ต้องมีทะเลาะกันบ้างสิวะ แต่อย่าให้กูพูดเรื่องนั้นเลยว่ะ คิดแล้วสยอง” แค่นึกขึ้นมา ไรขนอ่อนก็เริ่มลุกชูชันแล้ว ร้อนๆ หนาวๆ วูบวาบไปทั้งร่างเลย

“เรื่องไรวะ?”

“...” ผมสะอึกไปนิดหน่อย หลังได้ยินเสียงถามราบเรียบ เหมือนคอจะแห้งขึ้นมากะทันหัน เลยจิบน้ำแก้เก้อไปหนึ่งอึก

เรื่องนี้ผมผิดเอง เป็นเพราะผมไม่เคยขัดใจน้องมาก่อน และเมื่อบังเอิญ ‘ขัดใจ’ เธอแบบไม่ได้ตั้งใจ ทุกๆ อย่างมันก็กลายเป็น...สีแดง!

หนึ่งนารารู้ว่าผมไม่ชอบสีแดง จริงๆ ผมแค่รู้สึกว่ามันดูน่ารำคาญ รู้สึกแสบตาทุกครั้งที่เห็นและก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

แต่เธอกลับทำให้ผม ‘เกลียดสีแดง’ ไปเลย

มันเป็นเพียงเช้าวันหนึ่งที่แสนจะธรรมดา แต่จะเป็นวันที่ผมไม่สามารถลืมมันลงได้ กับความทรงจำอันแสนสยดสยอง พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในเช้าวันนั้น ทุกๆ อย่าง! ไม่ว่าจะเพดาน ผนัง ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน หรือแม้กระทั่งตัวของผมเอง หนึ่งนาราทำให้มันกลายเป็นสีแดง!

แม้ไม่รู้ว่าเธอไปเอาสีมากมายนั่นมาจากไหน แต่เธอทำให้ผมสะอิดสะเอียนสีแดงไปหลายเดือนเลย ทุกวันนี้ก็ยังไม่ชอบอยู่ เกลียดเลยด้วยซ้ำ แต่นับว่ายังดีที่หายจากอาการผวาสีแดงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“เอ้า! แล้วนี่มึงเป็นเชี่ยไรวะ จู่ๆ ก็เงียบ แถมยังมาทำหน้าซีดใส่กูอีก” เงี้ยวท้วงขึ้นหลังจากที่เห็นผมเหม่อลอยไปสักพัก คงเป็นเพราะทบทวนเรื่องสยองในอดีตอยู่นาน

“ปะ...เปล่า” ผมสะดุ้งหน่อยๆ ยกมือขึ้นสำรวจใบหน้าของตัวเองทันที ทั้งที่รู้ว่าจับไปก็ไม่ได้ทำให้มีอะไรดีขึ้น “พอดีกูนึกเรื่องสยองสามบรรทัดขึ้นมาได้”

“เรื่องสยองสามบรรทัด?” เงี้ยวทวนคำพูดผมปนสีหน้างุนงง

“ช่างเถอะ กูอยากลืม” แต่ก็ดันนึกขึ้นอีกมาจนได้

บอกได้คำเดียวว่าสยองมาก ก.ไก่ล้านตัวเลย ทั้งสยอง ทั้งหลอนสุดๆ ไม่ว่ายังไงผมก็คงต้องหาทางคุยกับหนึ่งนาราเรื่องนี้อีกครั้งให้ได้ ถ้าไม่อยากโดนสีแดงตามหลอกหลอนอีกเป็นครั้งที่สอง

.

เตวิช :

ผมตื่นแต่เช้าตรู่ แม้วันนี้จะเป็นวันเสาร์ ไม่ต้องรีบร้อนออกไปไหน แต่เพราะเรื่องเมื่อคืนที่คุยกับหนึ่งนาราค้างไว้ทำให้ผมแทบนอนไม่หลับ ทันทีที่ดวงอาทิตย์กำลังโผล่พ้นขอบฟ้าก็รีบพาตัวเองออกมาจากห้อง ผมเดินเซนิดหน่อยเหมือนอาการไข้จะยังไม่หายดี ตัวยังคงรุมๆ อยู่ เลยตรงดิ่งเข้าไปในครัวว่าจะไปกินยาก่อนที่อาการจะทรุดลงไปกว่านี้

แต่เหมือนจะไม่ได้มีผมคนเดียวที่ตื่นนอนแต่เช้าในวันเสาร์ แถมยังตื่นเร็วกว่าอีก เมื่อเดินเข้าไปในครัวก็เห็นหนึ่งนารากำลังง่วนอยู่บริเวณเคาน์เตอร์หน้าไมโครเวฟ เธอเพิ่งจะตั้งเวลาไมโครเวฟเสร็จและหันมาสบตากับผมโดยบังเอิญ แต่เพียงครู่เดียวเธอก็หลุบตาลงไปทันที

ให้ตายสิ บรรยากาศแบบนี้กลับมาอีกแล้ว ทั้งที่เราเพิ่งจะคืนดีกันเรื่องเข้าค่าย แต่ก็ดันมาเจอปัญหาใหม่อีก ไม่ชอบเลยความรู้สึกอึดอัดแบบนี้

ผมเกลียดเรื่องที่ทำให้รู้สึกยุ่งยากใจ มันไม่ใช่เรื่องง่ายกับการที่เราจะคุยกับอีกฝ่ายอย่างเปิดอก ยิ่งเรื่องส่วนตัวแล้ว กับคนที่โลกส่วนตัวสูงแบบหนึ่งนารา เธอแทบไม่เคยพูดอะไรเกี่ยวกับครอบครัวเลย ยิ่งเป็นเรื่องยาก คงได้แต่รอให้เธออยากเล่าออกมาด้วยตัวเอง

ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีวันนั้นหรือเปล่า

“ตื่นเช้าจังเลยเนอะ” เป็นคำทักทายแบบโง่ๆ ที่ผมพอจะนึกได้ เพื่อทำลายความเงียบภายในห้องนี้

“ค่ะ” หนึ่งนาราขานรับเพียงสั้นๆ แล้วยืนนิ่งอยู่หน้าไมโครเวฟ

“หิวแล้วเหรอ? กินข้าวเช้าตรงเวลาจังเลยนะ” ผมแสร้งเมินกับบรรยายที่ทำให้รู้สึกกดดัน โดยการตั้งคำถามชวนเธอคุยไปเรื่อยๆ

“ที่จริง ฉันเตรียมเอาไว้ให้พี่เต้ค่ะ”

???

ผมรู้สึกประหลาดใจกับคำตอบนิดหน่อย เธอบอกว่าอุ่นอาหารให้ผมอย่างนั้นเหรอ?

“ขะ...ขอบคุณนะ” เสียงของผมกำลังสั่นไม่ต่างจากหัวใจ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแบบเมื่อคืนกำลังย้อนกลับมาหาผมในตอนเช้าอีกครั้ง และทำให้ผมรู้สึกเขินขึ้นมาชอบกล

“ถะ...ถ้างั้น เดี๋ยวฉันรอกินเลยนะ จะได้กินยาด้วย ยังรู้สึกปวดหัวอยู่เลย” แกล้งบ่นอิดออดเรื่องอาการไข้ อยากจะลองเรียกร้องความสนใจจากเธอดู

แต่...

“ค่ะ” หนึ่งนาราเพียงแค่ตอบรับสั้นๆ ไม่ยอมหันกลับมามองเวลาที่พูดเลย

ผมเดินไปนั่งรอที่โต๊ะเงียบๆ ซ่อนความรู้สึกผิดหวังเล็กๆ นั้นไว้ จริงๆ ก็ไม่คิดว่าเธอจะเอ่ยปลอบอะไรอยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากลอง อยากจะรู้ว่าคนสำคัญสำหรับเธอจะเป็นแบบไหน

“พี่เต้ ไม่อยากไปหาหมอดูสักหน่อยเหรอคะ?”

หือ? เหมือนว่าความหวังลมๆ แล้งๆ ก็ฟื้นคืนมา

ผมหันขวับไปยังต้นเสียงอย่างแปลกใจที่หนึ่งนาราเป็นฝ่ายตั้งคำถาม แถมยังหันกลับมาจ้องผมด้วย แม้แววตาจะดูเรียบนิ่ง แต่คำถามของเธอฟังดูคล้ายว่ามีความห่วงใยซ่อนอยู่

“ฉันคิดว่าที่พี่เต้ไม่สบาย น่าจะลองไปให้หมอตรวจดู ยังปวดหัวอยู่ไม่ใช่เหรอคะ?”

“อะ...อ๋อ! มะ...ไม่เป็นไร! จริงๆ ฉันรู้สึกดีขึ้นมากแล้วล่ะ หายเจ็บคอแล้วด้วย คิดว่ากินยาแก้ไข้อีกสักรอบก็น่าจะหายแล้ว” ผมตอบอย่างลนลาน ไม่คิดว่าหนึ่งนาราจะ ‘เป็นห่วง’ ผมขึ้นจริงๆ

เชี่ย! ได้ผลด้วยเหรอวะเนี่ย!

“งั้นเหรอคะ?” เธอตอบรับสั้นๆ ก่อนจะหันกลับไปมองไมโครเวฟอีกครั้ง

“แล้ว...ถ้าฉันไปหาหมอ เธอจะไปด้วยกันกับฉันไหม” นั่นไง ได้คืบจะเอาซอก ผมลองหยั่งเชิงเธออีกครั้ง

ทำให้หนึ่งนาราหันกลับมามองผม พลางกะพริบตาปริบๆ สองสามครั้ง

“ปะ...ไปด้วยก็ได้ค่ะ” เธอตอบเสียงอ้อมแอ้มหลุบตาลงมองต่ำทันที “แต่ว่าหนึ่งไม่ได้เป็นอะไร พี่เต้ต้องให้หมอตรวจพี่คนเดียวนะคะ”

“คิก!” ผมหลุดเสียงหัวเราะออกมาทันทีกับท่าทางประหม่าของร่างบาง ผมรู้ว่าเธอกลัวหมอ แต่ก็ยังอุตส่าห์รับปากว่าจะไปโรงพยาบาลด้วย “ไม่ต้องหรอก ฉันล้อเล่นน่ะ ตอนนี้ยังขับรถไม่ไหวอยู่เลย ไม่แน่ตอนเย็นก็อาจจะไม่เข้าร้านด้วย”

จริงๆ แล้วผมแค่ขี้เกียจ ไม่อยากจะออกไปไหน ได้ตื่นแต่เช้าในวันเสาร์ทั้งที ก็เลยอยากใช้เวลาอยู่กับหนึ่งนาราแบบนี้มากกว่า ถ้าเวลาที่มีอยู่กำลังจะลดน้อยลงไป ผมก็อยากจะใช้ทุกๆ วินาทีที่มีให้คุ้มค่าที่สุด

“ขอบคุณนะ”

“คะ?”

“ที่ช่วยหาข้าวกับยามาให้” ผมพูดยิ้มๆ รู้สึกอยากจะขอบคุณเธอตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่ก็ดันมีอะไรหลายๆ อย่างเกิดขึ้น เลยไม่มีโอกาสได้พูดออกไป เมื่อลองมาคิดดูพอตัวเองกลายเป็นแบบนี้ กลับรู้สึกว่าโชคดีแค่ไหน ที่มีใครบางคนอยู่ด้วยกัน และยังให้การช่วยเหลือโดยที่ไม่ทันร้องขอ

สำหรับผมแล้ว หนึ่งนาราก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผมเหมือนกัน

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่เธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน นึกไม่ออกเลยจริงๆ ถ้าต้องตื่นขึ้นมาแล้วไม่ได้เห็นหน้าเธอเป็นคนแรก บางคนอาจจะเรียกว่าความเคยชิน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านั้นคืออะไร แต่ที่รู้คือ...

หนึ่งนาราได้กลายเป็นทุกอย่างสำหรับผมไปแล้ว

“แล้ว… เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันไม่สบาย?” ผมถามขึ้นมาลอยๆ ขณะที่หนึ่งนาราเดินเข้ามาพร้อมกับสปาเกตตีที่อุ่นเรียบร้อยแล้ว เธอจัดใส่จานไว้อย่างเป็นระเบียบ และเตรียมช้อนส้อมให้ผมเสร็จสรรพ เหมือนเมื่อวานแป๊ะเลยล่ะ

พอมาคิดทบทวนดูแล้ว เลยทำให้ผมสงสัยนิดหน่อยว่าเธอรู้ได้ยังไงว่าผมมีไข้ ต่อให้หนึ่งนาราจะชอบสังเกตคนอื่นๆ แต่ถ้าเพียงแค่เห็นผมนอนอยู่บนโซฟากลางห้องก็ไม่น่าจะรู้ได้นี่นา

เว้นเสียแต่ เธอจะ...

แต่ไม่รู้ทำไมหลังผมตั้งคำถามเมื่อกี้ เหมือนเห็นหนึ่งนาราสะดุ้งตัวนิดๆ  หรือว่าจะตาฝาดไป หรือผมถามอะไรที่ไม่สมควรออกไปหรือเปล่านะ?

“มือของพี่เต้ร้อนมาก” ทว่าไม่นานนัก เสียงหวานก็ตอบคำถามเสียงแผ่ว

“มือ? มือฉันทำไมหรอ?” ผมขมวดคิ้วฉงนเล็กน้อย ไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่เธอพูดออกมา

“ตอนที่ฉันกลับมาถึงห้องก็เห็นพี่เต้นอนอยู่บนโซฟาเลยลองปลุกดู แต่จู่ๆ พี่เต้ก็คว้ามือของฉันเอาไว้ คิดว่าคงจะละเมอ”

ฮะ...ผมเนี่ยนะ! ละเมอจับมือหนึ่งนารา ตอนไหนวะ จำไม่ได้เลย!

“ละ...แล้ว...แล้วฉัน! ทะ...ทำอะไรเธออีกหรือเปล่า! เอ่อ หมายถึงไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านั้นใช่ไหม?” ถึงกับพูดติดอ่างไปไม่ถูกเลย นึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าตัวเองไปทำอะไรแบบนั้นตอนไหน โคตรช็อก! เหมือนสมองจะประมวลผลแทบไม่ทัน

คุกไหมเนี่ย! กูจะโดนสั่งขังไหม!

“เปล่าค่ะ” เฮ้อ โล่งอกไปที รอดตาย “แค่จับมือกับบอกว่าจะพักสายตา”

หือ...พักสายตา...อย่างนั้นเหรอ?

หรือว่าจะเป็นตอนนั้น

ตอนที่รู้สึกเหมือน...

ไม่ทันที่ผมจะทบทวนเหตุการณ์ ตอนที่ตัวเองรู้สึกตัวปนอาการสะลึมสะลือแล้วคิดไปว่าเป็นความฝัน เสียงใสอ้อมแอ้มก็เปรยขึ้นมาดับฝันผมเสียก่อน

“ฉันกลัวว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ของพี่เต้ อาจจะเป็นอันตรายต่ออากาศภายในห้อง ก็เลยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามร่างกายจากคำแนะนำของพี่เอก เพื่อลดอุณหภูมิให้ค่ะ”

พูดอะไรวะ รู้สึกเข้าใจยากจัง

อุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อยๆ กับใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด...งั้นเหรอ?

หรือว่าที่ผมรู้สึกเย็นๆ ตอนนั้น เป็นเพราะเธอกำลังเช็ดตัวให้ผมอยู่อย่างนั้นเหรอ!

อ้าก! โคตรอยากกรี๊ดเลย!!

ถ้าอย่างนั้น ที่พูดคุยโต้ตอบในตอนนั้น ก็เรื่องจริงอ่ะสิ!

ร้อนเลย...ร้อนฉิบหาย! ผมรู้สึกได้เลยว่าอุณหภูมิที่ใบหน้ากำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ ไม่สิ ผมกำลังรู้สึกร้อนไปทั้งร่างเลยต่างหาก ร้อนยิ่งกว่าตอนกำลังเป็นไข้อีก!

กรี๊ด! ผมโดนเด็กบ้าลักหลับ!

“พี่เต้...เป็นอะไรหรือเปล่าคะ? ทำไมจู่ๆ หน้าก็แดงหรือไข้จะขึ้นอีกแล้ว ถ้าอย่างนั้น ก็รีบกินสปาเกตตีแล้วไปหาหมอดีกว่านะคะ” ฉันกำลังเป็นไข้ (ใจ) ก็เพราะเธอนั่นแหละ

“ปะ...เปล่า...ไม่ใช่เพราะไข้ขึ้นหรอก” ผมปฏิเสธ พลางก้มหน้าหลบแววตาเคลือบแคลงของหนึ่งนาราไปโดยปริยาย

เชี่ยเอ้ย เขินเลยกู

ทำไมหมู่นี้ ยัยเด็กบ้าชักจะทำตัวน่ารักเกินไปแล้วนะ!

.

หลังจากจบมื้อเช้าแสนสุดระทึกขวัญ จนเมื่อเข้าสู่ช่วงบ่ายอาการไข้เริ่มดีขึ้นมาก ผมเอาแต่นั่งพักผ่อนอยู่ที่โซฟาหน้าทีวี ไม่ยอมกลับเข้าห้องตัวเอง เพราะรู้ว่าในช่วงวันหยุด หนึ่งนาราจะต้องทำความสะอาดห้องของเธอ และซักเสื้อผ้า เลยแอบมานั่งฟอร์มเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ แค่ไม่อยากให้ห้องเงียบเหงาจนเกินไป แต่ตาของผมไม่ได้มองไปที่โทรทัศน์เลย เอาแต่จ้องไปที่ร่างเล็กเดินวนไปวนมา มองเธอทำนู่นทำนี่ แล้วก็อมยิ้มอยู่คนเดียว

ผมรู้สึกมีความสุขและเพลิดเพลินกับช่วงเวลาเหล่านี้มากๆ

โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า ช่วงเวลาดีๆ มันมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว

Rrrr… Rrrr...!

จนเมื่อมีสายด่วนเรียกเข้ามา ผมปรายตามองไปที่โทรศัพท์ด้วยความเกียจคร้าน แต่เป็นเพราะชื่อที่บันทึกไว้แสดงขึ้นมา ‘ไอ้นัทเมาดิบ’ เขาคือลูกน้องที่ทำหน้าที่เฝ้าร้านช่วงกลางวัน จึงทำให้ผมอดที่จะไม่รับสายของเขาไม่ได้ เพราะคนที่กล้าโทร.มาหาผมในช่วงเวลากลางวันแบบนี้ คงต้องมีเรื่องสำคัญมากจริงๆ

[ฮะ...ฮัลโหลเฮียเต้ครับ!] เสียงทุ้มจากปลายสายดังเล็ดลอดออกมาราวกับมีเรื่องร้อนรนอะไรบางอย่าง

“เออ ว่าไงไอ้นัท” ผมเก๊กเสียงเข้มวางมาดเจ้านายนิดหน่อย แล้วกรอกคำตอบรับลงไปยังปลายสายตามปกติ

[กะ...เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ! เฮียช่วยรีบมาที่ร้านตอนนี้เลยได้หรือเปล่า!]

.

ณ คฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูลหยางหมิง

ท่ามกลางกลุ่มชายฉกรรจ์มาดเข้มที่ยืนรายล้อมชายสูงวัยอายุอานามไล่เลี่ยสองคนกำลังนั่งคุยกันถึงเรื่องธุรกิจอยู่บนชุดโซฟาไม้เกะสลักลายมังกร บนฐานรองที่นั่งบุด้วยเบาะรองอ่อนนุ่ม เสียงหัวเราะต่อกระซิกของพวกเขาที่เล็ดลอดออกมา ทำให้รู้ว่าคู่สนทนาต่างฝ่ายต่างมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน

“ขอบคุณลื้อมากเลยนะ ‘เสี่ยวีระ’ ที่อุตส่าห์แนะนำที่ดินเหมาะแก่การลงทุนโปรเจคคอนโดมิเนียมให้อั๊ว ทั้งติดถนนใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้ทางด่วน แบบนี้ต้องมีคนสนใจจองโครงการของอั๊วเพียบแน่ๆ” ชายผู้มีอาวุโสกว่ากล่าวอย่างยิ้มแย้ม ให้เกียรติแขกอ่อนวัยกว่ารินชาใส่ถ้วยด้วยตัวเอง อีกฝ่ายน้อมรับด้วยความเคารพเกรงใจ

“ไม่เป็นไรหรอกครับ เรื่องนี้แค่นี้เอง อะไรที่พอจะช่วยได้ผมก็จะช่วยอย่างเต็มที่” เขาค้อมศีรษะลงตอบรับคำขอบคุณด้วยท่าทีถ่อมตน และซ่อนรอยยิ้มเร้นร้ายไว้ภายใต้หน้ากากชายผู้ใจบุญสุนทาน “แล้วเรื่องการเวนคืนที่ดินจากเจ้าของกิจการแถวนั้นเป็นยังไงบ้างครับท่าน”

“อั๊วให้คนไปติดป้ายประกาศไว้หมดแล้วล่ะ อีกสักพักพวกเขาก็จะดำเนินการตามขั้นตอนกันไปเอง อั๊วสำเนาหลักฐานว่าใครเป็นเจ้าของที่ดินคนปัจจุบันเรียบร้อยแล้วล่ะ ใครมีปัญหาก็มาเคลียร์กับอั๊วโดยตรงได้เสมอ ฮ่าๆ!”

ชายแก่หัวเราะเสียงดังขบขันให้กับถ้อยคำของตนเอง ถึงเจ้าตัวจะยินดีรับฟังปัญหาของคนเหล่านั้น แต่ก็คงไม่มีใครคิดกล้าท้าทายมีปัญหากับ ‘เจ้าสัวกิตติศักดิ์’ แห่งตระกูล ‘หยางหมิง’

“ไม่หรอกครับท่าน แค่เห็นชื่อกับนามสกุล พวกเขาก็คงจะเกรงใจกันแล้วล่ะครับ”

“เกรงอกเกรงใจอะไร อั๊วไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหรอก แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณลื้อมากๆ เลยนะ ที่ช่วยเป็นธุระให้ในหลายๆ เรื่อง”

“ครับ ผมยินดีเสมอ”

.

To be continued.

.

ติดตาม รักละลายใจ SS1 ได้ทาง

ธัญวลัย

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

 

และ Fictionlog

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

 

หรือ MEB

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

 

244 ความคิดเห็น