ตอนที่ 6 : [SS2] ตอนที่ 05 อธิบาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 ต.ค. 60

ตอนที่ 05

อธิบาย

.

จนเมื่อเราสองคนดินเนอร์ใต้แสงเทียนเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไฟฟ้ายังคงดับสนิท และฝนก็ยังตกหนักอย่างต่อเนื่อง แต่ในใจผมกลับรู้สึกลั๊ลลาเป็นที่สุด! เลยถือโอกาสดีๆ ปนโรแมนติกแบบนี้ คุยเรื่องที่ยังค้างคาไว้

มัวแต่ฟินกับมื้อดึก เกือบลืมเรื่องสำคัญที่ตั้งใจจะขอโทษเธอไปเลย

หนึ่งนาราผมเปรยขึ้นท่ามกลางความสงบ ปรายตาผ่านแสงสลัวไปยังร่างเล็กที่กำลังยืนล้างจานอยู่หน้าเคาน์เตอร์ จริงๆ ก็อยากเข้าไปช่วยเธออยู่หรอก เผื่อจะได้เพิ่มความมุ้งมิ้งได้อีก แต่หนึ่งนารายืนกรานว่าจะล้างเองคนเดียว เพราะว่าผมไม่สบายอยู่

เห็นไหมๆ วันนี้ยัยเด็กบ้าน่ารักสุดๆ ไปเลย!

คะ?” เสียงใสขานตอบ เอียงคอมองผมครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปสนใจกับกองจานตรงหน้าอีกครั้ง

เรื่องเข้าค่าย ฉันขอโทษนะ ที่พูดเอาแต่ใจสุดท้าย ผมก็ตัดสินใจยอมเป็นฝ่ายผ่อนปรน พูดเสียงอ่อนช้าๆ ชัดๆ ด้วยความตั้งใจที่จะขอโทษเธอ

ผมรู้ว่าตัวเองงี่เง่าและเห็นแก่ตัวมาก แต่อารมณ์ในตอนนั้น ก็พลุ่งพล่านเกินกว่าเหตุผลอะไรทั้งหมด คนที่ควรถูกโกรธน่าจะเป็นผมมากกว่า แต่ตัวเองก็ดันใจร้อนพาลใส่เธอเสียแทน ผ่านมาสามวันแล้ว ไม่รู้ว่ายังทันไหม หากหนึ่งนาราต้องการจะไปเข้าค่ายจริงๆ ผมควรยอมรับในการตัดสินใจของเธอ

“...”

แต่หลังจากประโยคขอโทษของผม หนึ่งนารากลับเอาแต่เงียบ ยื่นนิ่งเป็นเจ้าหญิงถูกแช่แข็ง มือที่กำลังล้างจานก็ชะงักไปกลางคัน

วังเวงสุดๆ ทำไมหนึ่งนาราไม่ตอบอะไรมาเลย หรือว่าเธอจะยังโกรธผมอยู่

ผมพูดอะไรผิดไปหรือเปล่าวะ?

รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนหักโหมดดีๆ ทิ้งไปเองเลยว่ะ รู้แบบนี้ เก็บเอาไว้คุยวันอื่นดีกว่า บรรยากาศกำลังดีแท้ๆ ปากพาซวยจริงๆ เลยไอ้เต้ แต่ก็ช่วยไม่ได้ เรื่องแบบนี้ ขืนปล่อยไว้นานมันจะยิ่งแย่ ยังไงก็ควรรีบปรับความเข้าใจกันน่าจะดีกว่า

เอ่อคือ...ผมกำลังจะส่งเสียงทำลายความวังเวงนี้ทิ้ง แต่จู่ๆ หนึ่งนาราก็เปรยขึ้นมาพร้อมๆ กัน

ที่จริง ฉันส่งข้อความมาขอโทษพี่เต้ตั้งแต่เมื่อกลางวันแล้วค่ะ แต่เหมือนว่าพี่เต้จะยังไม่ได้อ่านแต่คำตอบจากหนึ่งนารากลับทำเอาผมอึ้งไปหลายอึดใจ

ฮะ! เธอส่งข้อความมาขอโทษผมเหรอ?

พอวางสายจากไอ้ออกัส ก็ยังไม่ทันได้เช็กโทรศัพท์เลย ผมรีบหยิบมันขึ้นมาเปิดดูทันที พร้อมกับเบิกตาโตตกตะลึงหลังเห็นข้อความที่แสดงอยู่บนหน้าจอ

จริงๆ ด้วย! เธอส่งข้อความมาขอโทษตั้งแต่ช่วงสายของวันแล้ว

เวรแท้! กูพลาดอีกแล้ว

ขะ...ขอโทษ! คือว่าฉัน...ผมละล่ำละลักขอโทษเป็นการด่วน ที่ไม่ได้อ่านข้อความของเธอ แต่ได้ไม่ทันไร เสียงหวานราบเรียบก็ขัดกันอีกครั้ง

จริงๆ แล้ว ควรเป็นฉันมากกว่าที่จะต้องขอโทษเธอว่า มือบางปล่อยวางกับทุกสิ่งที่กำลังง่วนอยู่ พลางหันร่างเล็กมาประจันหน้ากับผม

ฉันขอโทษนะคะ ที่ทำให้พี่เต้รู้สึกไม่ดี

!!!

เหมือนแป๊ะ! คำพูดของหนึ่งนาราเหมือนกับข้อความที่ส่งมาเลย

เอาจริงๆ นะ จากใจ แค่เธอส่งข้อความมาขอโทษ ผมก็รู้สึกดีมากแล้ว แต่พอได้ยินเสียงหวานใสปนสำนึกผิดจากเจ้าตัวที่ยืนอยู่ตรงนี้ เอ่ยขอโทษให้ฟังกันสดๆ กลับรู้สึกดีกว่าโคตรๆ เลย!

โอ๊ย...ตาย! ตาย! ตาย! หนึ่งนาราจะมีอะไรให้ผมฟินกว่านี้อีกไหม

ทำไมวันนี้ยัยเด็กบ้าทำตัวน่ากิน เอ๊ย น่ารักได้ขนาดนี้นะ ตอนนี้หัวใจของผมกำลังพองโต และเต้นแรงจนดังกึกก้องไปทั่วอก ราวกับเป็นการตอบรับอภัยให้เธอแทนเสียงของตัวเองเลย

ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยรู้สึกดีกับการที่ตัวเองไม่สบาย แอร์ไม่เย็น และฝนตกหนัก ไปไหนไม่ได้ ก็วันนี้แหละ

เออ...มะ...ไม่เป็นไรหรอกผมพยายามปั้นเสียงให้เรียบนิ่ง กว่าจะตั้งสติตอบหนึ่งนาราได้ก็เพ้ออยู่นานจริงๆ แล้วเรื่องนี้ฉันก็ผิด อย่าคิดมากเลยนะ

ไม่หรอกค่ะ ทั้งที่พี่เต้คอยเป็นกังวลเรื่องของฉันเสมอ ฉันไม่ควรพูดออกไปแบบนั้น พี่เต้คงมีเหตุผลอะไรบางอย่างถึงไม่อยากอนุญาตให้ฉันไป

ไม่เลยครับ! ตอบในใจอย่างเต็มความภาคภูมิไว้ ณ ตรงนี้ว่า ผมไม่มีเหตุผลอะไรดีๆ สักนิด ที่ไม่ยอมให้หนึ่งนาราไปเข้าค่ายนอกจากคำว่าหวงล้วนๆ เท่านั้น

พอได้ยินเธอพูดความรู้สึกที่มีต่อผมตรงๆ ในเชิงบวกขนาดนี้ ยิ่งรู้สึกผิดโคตรๆ ที่แอบเห็นแก่ตัว

โอเค กูยอมแพ้ก็ได้ จะยอมเซ็นอนุญาตให้เธอไปเข้าค่ายด้วยลายมือที่สวยที่สุดในชีวิตเลยเอ้า!

เอ่อ เรื่องเข้าค่ายผมลากเสียงแผ่ว หลังตั้งสติได้เพื่อวกกลับมาเรื่องเดิมถ้าเธออยากจะไป ฉันอนุญาตให้เธอไป...ก็ได้...จากใจเลย

ก็ได้...เหรอคะ?” เธอพูดทวน พลางเอียงคอมองผมปนสีหน้าฉงนเล็กน้อย

ควรตบปากตัวเองสักทีดีไหม แล้วทำไมหล่อนต้องเน้นคำว่าก็ได้ด้วยล่ะเฮ้ย มันก็แค่คำพูดติดปากเท่านั้นเอง

ไปได้สิ!ผมย้ำ ปั้นเสียงให้ดูระรื่นและจริงใจแบบสุดๆ ไปได้เล้ย! แล้วแต่...เอาที่สบายใจ!ทำไมยิ่งพูด ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังประชดเธอเลยว่ะ ฮือ!

“...” หนึ่งนาราจ้องผมด้วยแววตาเคลือบแคลงไม่ลดละ

อะแฮ่ม...แค่กๆ!!ผมแสร้งทำกระแอม หวังปรับสถานการณ์ที่เริ่มจะเพี้ยนไปเรื่อย แต่ดันลืมไปเลยว่าตัวเองยังเจ็บคออยู่ รู้สึกแสบปรี๊ดไปยันสมองเลย

เออจริงสิ! เรื่องเมื่อตอนเย็น ฉันขอโทษนะที่ไม่ได้ไปรับเธอเปลี่ยนเรื่องดีกว่า เปลี่ยนด่วนๆ เริ่มจะไปต่อไม่ถูกแล้ว

“...”

ทว่าหนึ่งนาราเอาแต่จ้องผมเงียบๆ ตาไม่กะพริบ

เดี๋ยวสิ เมื่อกี้ตั้งใจจะขอโทษเพราะรู้สึกผิดที่หลับเพลิน จนลืมไปรับเธอไม่ใช่เหรอวะ แล้วทำไมน้ำเสียงมันฟังดูระรื่นอะไรเบอร์นั้น

โธ่ไอ้เต้! ตั้งสตินิดนึงสิวะ

เอ่อ เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม ถูกฝนหรือเปล่า แล้วกลับยังไงเหรอ รถติดไหม?”

“...”

ไอ้เต้บ้า!!! เอ็งถามรัวไปเป็นชุดแบบนี้ เธอจะตอบหมดไหมล่ะนั่น พยายามทำใจดีๆ เข้าไว้ กึ่งคุยกึ่งถามเธอไปเรื่อยๆ แม้ว่าหัวใจกำลังเต้นแรงตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะหวาดหวั่นกับอาการเงียบของหนึ่งนารา จนผมต้องเป็นฝ่ายเบือนหน้าหลบแววตาเรียบนิ่งคู่นั้นไปเอง

หนึ่งนารายังคงเอาแต่ยืนเงียบ ชวนกดดันกันสุดๆ

ไอ้สถานการณ์แบบนี้มันคืออะไรกันเฮ้ย! ทำไมอยู่ดีๆ ถึงเงียบไปล่ะ ช่วยพูดอะไรสักคำเถอะ ขอร้อง!!!

เรื่องเข้าค่าย ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ไปก็ได้

พระเจ้า! ขอบคุณสวรรค์ ในที่สุดก็ได้ยินเสียงหวานๆ ใสๆ อีกครั้ง ว่าแต่ ตอบกลับมาแค่สามประโยคเอง ทำไมคิดนานจัง

ส่วนเรื่องเมื่อตอนเย็น...หนึ่งนาราเปรยออกมาอีกครั้ง ใบหน้าของเธอเริ่มขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับกำลังตัดสินใจจะพูดเรื่องสำคัญอะไรบางอย่าง ทำไมจู่ๆ บรรยากาศกลับชวนรู้สึกไม่ดีเอามากๆ เลยว่ะ

พี่เอกเป็นคนพามาส่งค่ะ

อะไรนะ!หลังได้ยินเธอเอ่ยชื่อของใครบางคนที่ไม่ทันคาดคิด ผมหันขวับราวกับหูฝาดปนตกตะตึง ดวงตาเบิกโตจับจ้องไปยังร่างเล็กอีกครั้งพะ...พี่เอก...หมายถึงเอกนาราเหรอ?”

เสียงของผมเริ่มสั่น ในใจกระอักกระอ่วนเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกเลย

การที่จู่ๆ เอกนาราจงใจปรากฏตัวแบบนี้ ต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างแน่ๆ

เธอเจอมันที่โรงเรียนเหรอ?”

ค่ะหนึ่งนาราขานรับเพียงสั้นๆ แต่ฟังแล้วรู้สึกหวิวๆ ในใจชอบกล

แล้ว...มันว่ายังไงบ้างเสียงหวิวพร่าถามออกไปตามสัญชาตญาณ แต่ในใจกลับไม่อยากได้ยินคำตอบ ไม่กล้ามองหน้าหนึ่งนาราจนเผลอหลุบตาลง และสังเกตเห็นฝ่ามือของตัวเองกำลังกำแน่นโดยไม่ทันรู้ตัว

วินาทีนั้น ผมแอบคาดหวังในใจ

อยากให้คำตอบที่หนึ่งนารากำลังจะบอก เป็นเพียงแค่การมาเยี่ยมทักทายระหว่างพี่น้องเท่านั้น

พี่เอกบอกว่า ปิดเทอมนี้ เราจะกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งค่ะ

แต่เพราะคำตอบที่พูดจากปากของหนึ่งนารากลับไม่เคยเป็นการโกหก

และทำให้ผมรู้สึกชาวาบไปทั้งร่าง

กลับมา...อยู่ด้วยกันอีกครั้ง…อย่างนั้นเหรอ?

ผมเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นดี

เรา...ใช้แค่กับคนสองคน

เรา...จะไม่มีคนอื่นมาแทรกได้

เรา...สำหรับสองพี่น้องนาราคงจะไม่มีเตวิชแน่นอนอยู่แล้ว

แต่ว่า ทำไมถึงกะทันหันขนาดนี้ แค่ปิดเทอมนี้ ก็เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้นเอง

จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนทุกอย่างกำลังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา ราวกับเกิดแผ่นดินไหวขึ้นกลางอก ฉีกหัวใจให้ขาดวิ่น รู้สึกเจ็บแปลบๆ แน่นหน้าอกจนจุกไปหมด พูดอะไรไม่ออกเลย กระทั่งหนึ่งนาราก็ยังเงียบไป หลังจากพูดประโยคนั้น

แม้จะรู้ว่าสักวันหนึ่ง ผมกับเธอจะต้องแยกย้ายกัน กลับไปใช้ชีวิตเดิมๆ ของตัวเองก่อนที่พวกเราจะพบกัน แต่แบบนี้มันกะทันหันเกินไปหรือเปล่า ผมยังไม่ได้เตรียมใจเลย ปิดเทอมนี้ อีกไม่กี่เดือนหนึ่งนาราก็จะสอบแล้ว เวลามันไม่ได้มากหรือน้อยไปเลยด้วยซ้ำ

แต่สำหรับผม อยากให้ช่วงเวลาเหล่านี้ เป็นนิจนิรันดร์

แล้ว...ไอ้เอกบอกหรือเปล่าว่าจะไปอยู่ที่ไหนหลังจากตั้งสติอยู่นาน ผมก็เริ่มต้นบทสนทนาอีกครั้ง พยายามปั้นเสียงให้เป็นปกติที่สุดใช่ห้องเช่าเดิมหรือเปล่า ฉันคิดว่าที่นั่นไม่น่าจะปลอดภัยนะ

จะมาตัดใจตอนนี้ยังเร็วไป ต่อให้เราไม่ได้อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน หรืออยู่ใกล้กันอย่างในตอนนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสพบกับเธออีกเลยนี่นา ถึงยังไง หนึ่งนาราก็คงไม่ใจร้ายหายไปดื้อๆ และไม่มาเจอกันอีกเลยแน่ๆ เลิกเรียนผมก็ยังชวนเธอไปไหนมาไหนได้

แต่ก็คงรู้สึกแปลกไปไม่น้อย ห้องที่เคยมีคนอยู่อาศัยมากกว่าหนึ่ง มันจะกลายเป็นศูนย์

หนึ่งนาราค่อยๆ ช้อนนัยน์ตาสีเข้มขึ้นมา แสงเทียนกำลังสะท้อนแววตาเรียบนิ่งคู่นั้น คล้ายว่าเธอกำลังมองมาที่ผม แต่มันกลับว่างเปล่า ดูเหม่อลอย ราวกับไม่ได้จับจ้องไปยังจุดไหน ดวงตาแบบนั้น ทำให้ผมรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ลึกๆ การที่เธอแสดงไม่อารมณ์ออกมา ไม่ว่าจะน้ำเสียงหรือผ่านสีหน้า มันยากจริงๆ ที่จะล่วงรู้ถึงความคิดในใจของเธอ

แต่บางครั้ง กลับทำให้ผมรู้ว่า เธอเลือกที่จะเก็บมันไว้มากกว่า แม้จะไม่รู้ว่าเพราะอะไรก็ตาม

บ้าน...เสียงอ้อมแอ้มเปรยออกมาแผ่วพร่า วูบหนึ่งที่ผมได้เห็นแววตาเรียบนิ่งกำลังไหวระริก

พี่เอกบอกว่าบ้านเธอย้ำ น้ำเสียงเริ่มเครียดขึ้นมาหน่อยๆ

บ้าน...?” ผมพึมพำอย่างไม่เข้าใจ ทำไมถึงรู้สึกว่าคำคำนี้ ชวนให้บรรยากาศรอบๆ เปลี่ยนไปกะทันหัน

บอกไม่ถูกว่าเป็นยังไง แต่รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ปนกดดัน เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกำลังขั้นกลางระหว่างเรา หรือว่าผมกำลังจะมีไข้อีกแล้วนะ

คงจะคิดไปเองล่ะมั้ง?

หมายถึงบ้านเกิดจริงๆ น่ะเหรอ?” ผมพยายามตั้งสติและทำใจดีๆ ลองถามเธออีกครั้งแล้ว...บ้านเธออยู่ที่ไหนเหรอ?”

“...”

หนึ่งนาราผมลองเรียกเธอดูอีกครั้ง เพราะหนึ่งนาราเอาแต่เงียบ ไม่ตอบคำถาม และยังคงเหม่อลอย

“...”

เธอเป็นอะไรหรือเปล่า?”

“...”

หนึ่งนารา...ผมพยายามเรียกซ้ำไปซ้ำมา แต่เธอก็ไม่ตอบเลย

“...”

หนึ่งนารายังคงทอดสายตามองมายังผมอยู่ แต่กลับเหม่อลอย คล้ายกับว่าเธอกำลังจมเข้าไปในห้วงภวังค์ของตัวเอง เริ่มจะแปลกๆ แล้วสิ รู้สึกไม่ดีที่เห็นเธอเป็นแบบนี้ มันแย่กว่าอาการเงียบเฉยที่เป็นมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด เพราะเธอไม่เคยเหม่อลอยจนไม่ได้สติแบบนี้เลย

เป็นเพราะคำว่าบ้านอย่างนั้นเหรอ?

บ้านของพวกพี่น้องนารา ถ้าพวกเขาเคยหนีออกมา แล้วทำไมไอ้เอกถึงตัดสินใจจะกลับไป

ผมตัดสินใจลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าไปหาหนึ่งนาราใกล้ๆ จนยืนอยู่ตรงหน้าเธอในระยะประชิด บดบังทุกสิ่งจากสายตาของเธอที่มองผ่านด้วยใบหน้าของผม แต่หนึ่งนาราก็เอาแต่ยืนเฉย ราวกับถูกแช่แข็ง ใจของเธอไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว

หนึ่งนารา เธอเป็นอะไรหรือเปล่าผมส่งเสียงเรียกดูอีกครั้ง พลางเอื้อมมือเข้าไปจับบ่าเล็กเบาๆ เพื่อเรียกสติ

“...!” ในที่สุด หนึ่งนาราก็หลุดจากห้วงภวังค์ของตัวเอง ร่างเล็กสะดุ้งหน่อยๆ นัยน์ตากลมมนไล่มองใบหน้าของผมปนคิ้วขมวดมุ่นใส่

เป็นอะไร ฉันเรียกเธอหลายครั้งแล้วนะ

ขอโทษค่ะเธอตอบเพียงสั้นๆ แล้วหลุบตาลงทันที

จะขอโทษทำไม ฉันไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย แล้วนี่เป็นอะไรอยู่ๆ ก็เหม่อ แล้วสรุปบ้านเธออยู่ที่ไหนผมแสร้งถามย้ำเรื่องที่อยู่ หวังจะดูปฏิกิริยาเธอใกล้ๆ

หนึ่งง่วงแล้ว ขอไปนอนก่อนนะคะเธอตัดบทไปเสียดื้อๆ เบี่ยงตัวหลบผมที่ยืนขวางอยู่ คว้าไฟฉายที่วางไว้ตรงเคาน์เตอร์ ก่อนจะเดินตามแสงตรงไปยังห้องของเธอ

ผมเพียงแค่มองตามปฏิกิริยาแปลกๆ ของหนึ่งนาราปนความสงสัยในใจ

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ หรือที่บ้านของเธอ แต่ผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ไม่ดีเอามากๆ เพราะหนึ่งนาราไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ที่บ้านของเธอต้องเคยมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ

 

หนึ่งนารา :

เมื่อหลายชั่วโมงก่อน

พี่รู้เรื่องที่เสี่ยวีระพยายามจะจับตัวหนึ่งแล้ว ขอโทษนะ ที่ทำให้หนึ่งต้องตกอยู่ในอันตราย

หลังจากที่เจอกับพี่เอกที่หน้าโรงเรียน เราได้ทักทายกัน ถามไถ่ถึงเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ไม่ได้เจอกัน และอีกหลายๆ เรื่อง จนมาถึงเรื่องนี้

พี่คิดว่าหลังปิดเทอมนี้ เราควรจะกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

‘…’

ในตอนนั้น ฉันไม่ได้ให้คำตอบอะไร คงจะเป็นเพราะการปรากฏตัวกะทันหันของพี่เอก ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องมารับในสักวัน แม้จะเคยคาดหวังกับเรื่องนี้เอาไว้มาก แต่ฉันกลับไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายกับเรื่องนี้เลย

ในใจของฉัน กลับเอาแต่กังวลเรื่องของพี่เต้มากกว่า จนป่านนี้แล้ว เขาก็ยังไม่มารับ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่านะ

เรากลับบ้านกันเถอะ

บ้าน?’ ฉันทวนคำนั้น อย่างไม่เข้าใจ

พี่คิดว่าถึงเวลาที่เราควรจะกลับบ้านกันได้แล้ว อย่างน้อยที่นั่นก็น่าจะปลอดภัยกว่า เสี่ยวีระอาจไม่รู้จักที่นั่นก็ได้

‘...’

หนึ่งไม่ต้องเป็นห่วงนะ ต่อไปนี้ พี่จะเป็นคอยปกป้องเธอเอง จะไม่ให้ใครแตะต้องเธอได้อีก

บ้าน...

ฉันไม่รู้หรอกว่าใครจะนิยามคำนี้ไว้ว่ายังไง แต่สำหรับฉัน บ้านก็คือสถานที่ที่มีแต่ความอาลัยอาวรณ์ ความโหยหา ความท้อแท้ และความน่าสมเพชของใครบางคน

เราจากที่นั่นมาเพราะมีคนงี่เง่าอาศัยอยู่ แล้วทำไมพี่เอกถึงบอกว่าจะกลับไป

 

อดีตเมื่อ 5 ปีก่อน

ในวันประกาศผลสอบปิดเทอมการศึกษาสุดท้ายของระดับชั้นเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นวันที่ฉันเรียนจบระดับประถมศึกษาแล้ว ส่วนพี่เอกก็กำลังเรียนจบในระดับชั้นมัธยมปลายปีที่ 1 หรือว่า ม.4 และคอยทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองแทนคนงี่เง่าที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของเรา เพราะว่าเขายังคงเมามายไม่ได้สติจนถึงเช้า

หลังจากฟังประกาศผลสอบเสร็จ เหมือนพี่เอกจะมีธุระบางอย่างจึงขอให้ฉันกลับบ้านไปก่อน แม้จะไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องเอาใบแสดงผลการเรียนรวมของฉันติดไปด้วย แต่ก็คงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะคอยเป็นธุระทุกอย่างให้เสมอ

บ้านอีกแล้ว...

ฉันคร่ำครวญอยู่ในใจ แต่เพราะไม่อยากให้เขาเป็นกังวล จึงไม่คิดจะปริปากบ่นอะไร สองขาก้าวไปตามทางเดินที่ทอดยาวอย่างลำพัง เรื่อยๆ เอื่อยๆ บ้านกับโรงเรียนค่อนข้างจะใกล้ ใช้เวลาเดินเพียง 10-15 นาทีก็ถึงแล้ว

แต่ฉันคงจะเดินช้าไปหน่อย เพราะทันทีที่ถึงบ้านก็เห็นคนงี่เง่ากำลังทำหน้าบึ้งตึง เดินกระวนกระวายไปมา พล่ามหาเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่เขาดื่มมันเป็นประจำและตลอดเวลา พี่เอกเรียกมันว่าน้ำเปลี่ยนนิสัยแม้ว่าสุดท้าย ฉันจะรู้ว่ามันคือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ หรือที่ใครๆ เรียกกันว่าเหล้าแต่ชื่อที่พี่เอกใช้เรียกก็ไม่ได้ผิดกับสรรพคุณของมันสักเท่าไหร่ เพราะว่ามันสามารถใช้เปลี่ยนนิสัยได้จริงๆ

เพียงแต่ ฉันไม่เคยเห็นคนงี่เง่าที่ดูแตกต่างไปจากสภาพนี้เลยสักครั้ง

สิ่งนั้นคงจะหมด และเขาคงใช้ใครไปซื้อไม่ได้จึงเริ่มแสดงกราดเกรี้ยว

ไอ้หนึ่ง แกไปไหนมาทำไมถึงไม่อยู่บ้าน!เสียงตวาดที่มาพร้อมกับแววตาดุดันกำลังมองมาที่ฉัน หลังเดินผ่านประตูหน้าเข้ามาภายในบ้าน

“...” ฉันเพียงแค่ยืนมองเขานิ่งงัน ไม่ได้พูดโต้ตอบอะไร ที่จริง ตั้งแต่จำความได้ฉันพูดกับเขาจนแทบจะนับครั้งได้

ทำไม มองหน้าฉันแบบนี้หมายความว่ายังไง แกกำลังด่าฉันอยู่ในใจสินะ แน่จริงมีอะไรก็พูดออกมาสิวะ ไอ้เด็กบ้า!เขาถลึงตาข่มขู่ ร่างสูงซูบผอมกำลังสั่นสะท้านเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ

“...”

แต่ฉันกลับรู้สึกชินชา ไม่ว่าเขาจะตะคอกใส่จนสุดเสียงอีกสักกี่ครั้ง ก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกหวาดเกรงกับการกระทำของเขา เพียงแค่เบือนหน้าหลบสายตาดุดัน ขยับขาตรงไปยังบันไดที่จะพาฉันไปให้ไกลห่างจากคนงี่เง่า และอาจเป็นเพราะสาเหตุนั้น ที่ทำให้เขาปะทุความโทสะมากขึ้น

หน็อยแก!มือใหญ่เอื้อมมากระชากแขนและออกแรงดึง จนฉันถลาเข้าไปเกือบจะชนกับร่างเน่าๆ แสนโสโครกของคนคนนั้น ขณะที่ฝ่ามืออีกข้างง้างขึ้นสูงเหนือศีรษะ เจ้าของเสียงเข่นเขี้ยวเหวี่ยงมันลงมาอย่างรวดเร็วที่ใบหน้า

เพียงเสี้ยววินาทีที่รู้สึกถึงอันตราย ฉันทำได้เพียงแค่หลับตาลงด้วยความกลัว เบี่ยงหน้าหลบฝ่ามือนั้นตามสัญชาตญาณ แม้ว่าจะชาชินกับการกระทำรุนแรงของเขา แต่ฝ่ามือที่กำลังเหวี่ยงลงมาก็ยังคงสร้างความหวาดผวาให้ฉัน

แต่ครั้งนี้ กลับแตกต่างออกไปจากทุกที จนแล้วจนรอด ทุกอย่างยังคงอยู่ในความเงียบงัน เวลาที่ผ่านไปเรื่อยๆ ราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ ใบหน้าของฉันยังคงปราศจากความเจ็บปวดใดๆ นั่นทำให้เกิดความสงสัย ฉันลืมตาขึ้นมาเผชิญกับคนงี่เง่าตรงหน้า มือใหญ่ลอยอยู่กลางอากาศใกล้ใบหน้า อีกเพียงนิดเดียวก็จะถูกผิวแก้มของฉัน ทว่ามันกลับค้างอยู่อย่างนั้น ปนอาการสั่นเทา

ฉันรู้สึกประหลาดใจกับผลที่ออกมาอยู่ไม่น้อย

คุณพิมพ์...

!!!

แต่ก็ไม่เท่ากับเสียงพึมพำ พร้อมกับสีหน้าตื่นตะลึงของอีกฝ่าย

คุณพิมพ์... ที่เขาเอ่ยถึงคือใคร?

!!!

ไม่ทันที่ฉันจะได้จมอยู่กับความฉงนในใจนานนัก มือหยาบกระด้างกลับเคลื่อนมาแตะลงบนผิวแก้มแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนทำให้ฉันสะดุ้งเกร็งไปทั้งตัวด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าฝ่ามือหยาบๆ คู่นั้น จะสามารถปฏิบัติอย่างอ่อนโยนกับใครได้

เขาสัมผัสแก้มของฉันอย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่ามันจะบุบสลาย

ใคร...ฉันถามเสียงแผ่ว ด้วยความสงสัย น้อยครั้งที่ฉันพูดกับเขาตรงๆ แบบนี้ ไม่ใช่เพราะความเผลอไผล แต่อยากรู้ว่าเจ้าของชื่อนั้นเป็นใคร

ใครที่สามารถทำให้ความกราดเกรี้ยวของเขาหยุดลง

คุณพิมพ์...คุณพิมพ์...เสียงทุ้มสั่นพร่า ยังคงพึมพำซ้ำไปซ้ำมาเหมือนไม่ได้สติ ดวงตาสีเข้มเจือแววปวดร้าวจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉัน ราวกับถูกมนตร์สะกด

เขากำลังเพ้อถึงใครบางคนที่เคยจากที่นี่ไป จากไปนานมากแล้ว และเจ้าของชื่อที่ว่าก็คงจะเป็นเธอคนนั้น แต่ไม่รู้สิ ฉันไม่รู้จักเธอ เพราะเธอจากไปตั้งแต่เด็กๆ หมายถึง...ฉันที่ยังเด็กกว่าตอนนี้มากๆ

ทำไม...คุณพิมพ์...ทำไม...คงจะเป็นความในใจของคนงี่เง่า เขามักจะละเมอถามคำคำนี้ในตอนไม่ได้สติ

!!!

จู่ๆ ใบหน้าซูบเซียวเต็มไปด้วยหนวดเครากลับโน้มเข้ามาใกล้ขึ้น ฝ่ามือใหญ่เคลื่อนต่ำลงไปที่บ่า ไล้ผ่านแผ่นหลังบางอย่างเชื่องช้าคล้ายต้องการจะโอบกอด

ฉันได้แต่ยืนแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก กลิ่นตัวเน่าๆ ของเขากำลังทำให้เวียนหัวและสับสนกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของเขา

หวาดกลัว...

คำคำนี้ลอยเข้ามาในหัวของฉัน

แต่ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่กำลังหวาดกลัว

เพราะคนที่กำลังยืนสะท้านกลับเป็นเจ้าของร่างสูงเสียแทน บางทีเขาอาจจะกำลังหนาว แต่เหน็บหนาวกับความรู้สึกโดดเดี่ยวที่อยู่ภายในใจของเขา แม้ว่าภายนอก ฉันจะสัมผัสได้แต่ร่างกายที่อุ่นร้อนจากเขา ฉันไม่รู้ว่าอะไร ที่ทำให้เขากำลังสั่นสะท้าน

หน็อยแก!

พลั่ก!

เสียงโหวกเหวกที่มาพร้อมกับหมัดหนักๆ กระแทกเข้าที่ใบหน้าของคนงี่เง่า ร่างสูงซูบผอมโซซัดโซเซไปตามแรงไม่เป็นท่า จนล้มลงไปนอนนิ่งอยู่บนพื้น

ทำบ้าอะไรวะไอ้ขี้เมา! แกเป็นพ่อของเธอนะเว้ย! ตั้งสติหน่อยสิวะ!พี่เอกยังคงถลันเข้าไปเอาเรื่อง เขายังคงกระแทกหมัดพร้อมกับสบถถ้อยคำหยาบคายใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า

เป็นครั้งแรก ที่ได้เห็นความกราดเกรี้ยวของพี่เอกที่มีต่อคนคนนั้น ฉันไม่คิดจะเข้าไปห้าม เพียงแค่ยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก กว่าจะรู้สึกตัวอีกครั้ง ก็ตอนที่พี่เอกเข้ามาเขย่าบ่าเพื่อเรียกสติ

หนึ่ง ไม่เป็นไรใช่ไหม?”

“...” ฉันไม่ได้สนใจคำถามของเขา ไม่ได้สนใจพี่เอกที่มาช่วยเอาไว้ด้วยซ้ำ แต่กลับเหลือบมองไปยังใบหน้าของคนงี่เง่าที่เต็มด้วยรอยฟกช้ำ และคราบของเหลวสีแดง

ฉันเคยคิดว่าเขาเป็นคนที่น่าสมเพชที่สุด เพราะเขาอ่อนแอ ท้อแท้ จมปลักตัวเองไว้กับความทุกข์ แต่เมื่อได้เห็นแววตารวดร้าว ฉันถึงเข้าใจ

คนคนนั้น คงจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเขามาก

พอที...ไอ้พ่อเฮงซวย! เราไปจากที่นี่กันเถอะพี่เอกสบถออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนจะหุนหันฉุดมือฉันออกมาจากบ้านหลังนั้น แต่ก็ไม่พ้นทิ้งท้ายถ้อยคำหนึ่งไว้ แม้ไม่รู้ว่าคนงี่เง่าจะได้ยินหรือเข้าใจมันหรือเปล่า

หากว่าแกยังไม่สำนึกในหน้าที่ของความเป็นพ่อ ก็อย่าหวังว่าจะได้เห็นหน้าพวกเราอีก!

ทั้งที่คิดว่าตัวเองรู้สึกไม่ดีกับสถานที่แห่งนี้มากที่สุด แต่กลับมีเพียงแค่ฉันที่หันหลังกลับไปมองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเราสองพี่น้องจะจากออกมาจนไกล จนไม่สามารถมองเห็นบ้านหลังนั้นได้อีก

แล้วถ้าฉันต้องแยกจากกับสิ่งสำคัญเหมือนกับคนงี่เง่าในตอนนั้น

ฉันจะกลายเป็นคนงี่เง่าแบบนั้นไปด้วยหรือเปล่า

.

To be continued.

.

ติดตาม รักละลายใจ SS1 ได้ทาง

ธัญวลัย

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

 

และ Fictionlog

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

 

หรือ MEB

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

 

244 ความคิดเห็น