ตอนที่ 5 : [SS2] ตอนที่ 04 ปรากฏการณ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 ต.ค. 60

ตอนที่ 04

ปรากฏการณ์

.

เตวิช :

อืม…

ผมครางเสียงสะลึมสะลือผ่านลำคออย่างหงุดหงิด เมื่อรู้สึกถึงสัมผัสอะไรบางอย่างที่กำลังรบกวนอยู่ตามร่างกาย ผมพยายามจะลืมตาขึ้นมา แต่เปลือกตากลับหนักอึ้ง รู้สึกร้อนผ่าวและปวดร้าวไปทั้งตัว แถมยังอึดอัดหายใจไม่ค่อยสะดวก จนต้องหอบหายใจแรงๆ เพื่อพยายามตักตวงเอาอากาศเข้ามาดับความร้อนราวกับไฟสุมอยู่ภายในร่างกาย

ทำไมถึงได้ทรมานขนาดนี้นะ เหมือนตัวเองกำลังป่วยอยู่เลย ผมเกือบลืมความรู้สึกแบบนี้ไปแล้ว จำไม่ได้เลยว่าเคยป่วยครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

แต่จู่ๆ สัมผัสเย็นยะเยือกปนเปียกชื้นกลับกำลังไล้ผ่านไปตามผิวกาย ผมพยายามจะปัดออกไปอยู่หลายครั้ง แต่มันก็ยังคงวนเวียนกลับมา ไล้ไปตามผิวหน้า ต้นคอ และแขนอย่างถือวิสาสะ ลึกๆ แล้วก็รู้สึกรำคาญนิดหน่อย แต่ทุกครั้งที่สัมผัสเย็นๆ ชื้นๆ แบบนั้นไล้ผ่านไปตามจุดต่างๆ กลับทำให้ผมรู้สึกดี

พี่เต้คะ

น้ำเสียงหวานใสแผ่วเบากำลังเรียกผมอยู่ เหมือนมันดังกึกก้องอยู่ในห้วงภวังค์ เป็นน้ำเสียงที่คล้ายกับใครบางคน คนที่ผมโหยหามาตลอดหลายวันมานี้ แต่ผมไม่มีแรงตอบ ไม่มีแรงแม้แต่จะขยับปากเลย

หากรู้ว่าเพียงแค่หลับตาแล้วจะได้ยินเสียงแบบนี้ ผมคงไม่อยากลืมตาขึ้นมาอีกต่อไป

ทำไมถึงมานอนอยู่ตรงนี้คะเสียงเดิมยังคงถามต่อ

เปล่า...ผมพยายามออกแรงขยับริมฝีปากเพื่อตอบคำถาม แต่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ้อยคำที่เปล่งออกไปจะเป็นเพียงแค่ความคิดโต้ตอบ หรือว่าผมได้พูดออกไปจริงๆ

ไม่ได้นอน แค่จะพักสายตา

งั้นเหรอคะ?’ เสียงหวานๆ ที่อยากได้ยินพูดคุยกับผมเพียงแค่ไม่กี่ประโยค ก่อนที่จะหายไปถ้าอย่างนั้น พี่เต้ก็พักสายตาต่อเยอะๆ นะคะ

ไม่รู้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้ คืออะไร ฝัน ละเมอ หรือคิดไปเองกันแน่

ไม่ต้องกังวลอะไร เพราะฉัน...กลับมาแล้วค่ะ

รู้แค่เพียง เสียงหวานเบาๆ เล็กๆ นั่น ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้น เหมือนกับสัมผัสอบอุ่นที่กำลังห่อคลุมผมอยู่ในตอนนี้

.

กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!

เพราะเสียงแหลมเล็กชวนแสบหูดังไม่ยอมหยุดเลยทำให้ผมเริ่มรู้สึกตัวตื่น พลางควานหาตัวการตามสัญชาตญาณไปทั่วจนเจอในที่สุด ผมรับโทรศัพท์โดยไม่คิดจะปรือเปลือกตาขึ้นมาดูรายชื่อว่าใครเป็นคนโทร.เข้ามาด้วยซ้ำ

เออ...เสียงแผ่วพร่าถูกกรอกลงไปอย่างงัวเงียปนอาการแปลกใจอยู่นิดหน่อย ที่ตัวเองเผลอหลับไป ทั้งที่ตั้งใจว่าจะพักสายตา

[เฮีย วันนี้ไม่เข้าร้านเหรอ?]

ขะ...เข้าร้าน...ร้านอะไรวะผมถามกลับด้วยความที่สติยังไม่สมประกอบนัก

ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดเรื่องอะไร จริงๆ ผมกำลังรู้สึกเวียนหัวอยู่ บวกกับอาการอึนๆ กึ่งหลับกึ่งตื่น แถมยังรู้สึกคอแห้งจนถึงขั้นแสบคอเอามากๆ แยกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่า ผมกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ในความเป็นจริง หรือความฝันกันแน่

[โอ้โห! นี่เฮียยังไม่ตื่นอีกเหรอ แล้วตอนเย็นใครไปรับเจ้าหญิงอ่ะ?]

เจ้าหญิงอะไรวะ แล้วนี่แกเป็นใครเอาตรงๆ เลยนะ จนป่านนี้แล้ว ยังไม่รู้เลยว่ากำลังคุยกับใคร โคตรมึน โคตรปวดหัว เหมือนมันกำลังระเบิดเลย

[โธ่เฮีย ตื่น ตื่น ตื่น ตื่นเดี๋ยวนี้เลยนะ! นี่อย่าบอกนะว่าหลับเพลินจนลืมไปรับเจ้าหญิงที่โรงเรียนด้วย ตายๆ...] ปลายสายยังคงบ่นปนโวยวายใส่ไม่หยุด ขณะที่ผมเองก็เริ่มรำคาญเสียงของเขาด้วยเช่นกัน แต่เพราะเสียงโวยวายนั่น ทำให้ผมเริ่มได้สติกลับคืนมาบ้าง ขณะทบทวนเรื่องที่กำลังสนทนากับอีกฝ่าย

เจ้าหญิง + โรงเรียน = หนึ่งนารา!

เฮือก!!!

ในที่สุดผมก็ได้สติและรู้สึกตัวตื่นซะที ดวงตาเบิกโพลงจนเต็มความกว้าง พร้อมกับผุดขึ้นมานั่งหลังตรงทันที แต่ภาพแรกที่ผมเห็นก็คือความมืดตอนนี้คงจะเป็นเวลากลางคืนแล้ว และดูท่าจะดึกมากเสียด้วย ตอนที่กลับมาถึงคอนโดช่วงเช้า บรรยากาศข้างนอกยังสว่างอยู่ มีแสงเล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ผมก็เลยไม่ได้เปิดไฟ แต่ตอนนี้...มืดสนิท

เชี่ยแล้ว!!

[ก็เชี่ยไงครับ! เชี่ยมากด้วย! ตื่นแล้วใช่ไหมเนี่ย!] ฟังจากสำเนียงการพูดแสนจะกวนบาทาของอีกฝ่าย ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าใครคือคู่สนทนาที่อยู่อีกฝั่ง

[รีบไปตามหาเจ้าหญิงด่วนเลย เฮียไม่ต้องเข้าร้านแล้วก็ได้ เดี๋ยวผมบอกเจ๊สนุ๊กให้เอง ถ้าตามหาเธอเจอ ผมจะยอมให้อภัยที่เฮียไม่เข้าร้านวันนี้ก็ได้]

ฮึ่ม... ไอ้นี่ พูดซะ!

ตลกแล้วมึงไอ้ออกัส ใครเป็นจ้านายใครกันแน่!ผมเสียงแข็งใส่ทันควัน คนยิ่งปวดหัวอยู่ยังจะกวนอีก

[กรี๊ด!! เค้าล้อเล่น อย่าโกรธออกัสเลยนะเฮียขา] ทีแบบนี้ล่ะทำมาเป็นอ้อนเชียว

แล้วฉันจะไปคิดบัญชีกับแกทีหลัง แค่นี้นะ!ผมทิ้งท้ายด้วยคำขู่เสียงเย็น ก่อนจะวางสายด้วยความร้อนรน

โอ๊ยตาย! ผมเผลอหลับ แถมหลับลึก หลับยาว จนนาฬิกาที่ตั้งปลุกตามเวลายังปลุกไม่ตื่น เหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือก็พบว่าตอนนี้มันปาเข้าไปจะสี่ทุ่มแล้ว ทั้งที่หนึ่งนาราเลิกเรียนตั้งแต่สี่โมงเย็นกว่าๆ

ฉิบหายสิครับงานนี้!

กูตายแน่ ทิ้งเธอไว้ที่โรงเรียนตั้งหกชั่วโมง เวรแท้ไอ้เต้เอ๊ย!

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมทำตัวเหลวไหลแบบนี้ คงเป็นเพราะผมนอนไม่พอมาหลายวัน ร่างกายก็เลยน็อกดับสนิท แต่ช่างมันเถอะ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ตอนนี้สิ่งที่ผมควรจะทำเป็นอย่างแรกคือรีบออกไปรับหนึ่งนารา

แต่ทันทีที่ก้าวขาลงมาจากโซฟาแล้วพรวดพราดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ไม่ทันจะได้ก้าวออกไปไกลมากนัก อาการเวียนหัวปนหน้ามืดก็เข้าเล่นงานอย่างจัง จู่ๆ แข้งขาก็อ่อนแรง เกือบจะทรุดลงไปบนพื้น แต่ยังดีที่ผมคว้าพนักพิงของโซฟาเอาไว้ได้ทัน เลยไม่ได้ล้มลงไป

บ้าชะมัด โคตรมึนหัวเลย เหมือนตัวเองกำลังหมุนคว้างไปมาทั้งที่ยืนอยู่เฉยๆ ทำไมผมต้องมาป่วยอะไรตอนนี้ด้วย

เกร๊ง!!!

แต่จู่ๆ ก็มีเสียงครึกโครมและดึงความสนใจของผมไปที่โซนครัว เห็นแสงสีขาววูบวาบกลิ้งไปตามพื้นผ่านสายตาของผมไป

อะไรวะ? แสงบ้าอะไรมันจะกลิ้งได้ หรือเป็นเพราะผมกำลังตาลายขนาดหนัก

ด้วยความสงสัย ผมจึงหอบร่างปวกเปียกเดินโซซัดโซเซไปยังจุดเกิดเหตุอย่างช้าๆ และระมัดระวัง บางทีนั่นอาจจะเป็นหนึ่งนาราที่เป็นตัวการทำให้เกิดเสียง เธออาจจะรอผมที่หน้าโรงเรียนอยู่นาน จนรู้ว่าคงไม่มารับแล้วก็เลยกลับมาเอง แต่ก็น่าแปลก ถ้าเธอกลับมาแล้ว ทำไมถึงไม่ยอมเปิดไฟ เดินไปเดินมามืดๆ แบบนี้ทำไม

หรือบางที นั่นอาจจะเป็นขโมย!

จนเมื่อเดินมาถึงบริเวณหน้าห้องครัว มันถูกแบ่งเขตระหว่างโถงกลางห้องไว้เพียงแค่ผนังกับช่องวงกบ ไม่มีประตู เลยทำให้เห็นแสงไฟสีขาวยังคงส่องสว่างวูบวาบไปมา ที่จริงมันกำลังเคลื่อนไหวไปตามมือของคนที่ถืออยู่ นั่นน่าจะเป็นแสงของไฟฉาย

นั่นใครอ่ะ!ผมพยายามปั้นเสียงห้วนเข้มเพื่อข่มขวัญอีกฝ่าย ทั้งที่คอกำลังแห้งผาก ลำพังแค่จะยืนยังแทบทรงตัวไม่อยู่ ต้องคอยพิงกับขอบวงกบไว้

ถ้านั่นคือคนร้ายจริงๆ ผมคงได้เข้าไปนอนหยอดน้ำเกลือที่โรงพยาบาลแน่ ต่อให้มีทักษะการต่อสู้ติดตัวอยู่บ้าง แต่สภาพตัวเองในตอนนี้กลับไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย

“...” อีกฝ่ายยังคงเงียบเสียง แม้ว่าจะมีอาการชะงักไปเล็กน้อย แต่กลับไม่ยอมปริปากตอบคำถาม

ผมเริ่มจะเห็นเค้าลางของใครบางคนที่อยู่หลังไฟฉาย ร่างเล็กๆ ผอมบาง ผมยาวสยายปรกลงมาจนถึงพื้นในขณะที่เขากำลังก้มต่ำ ท่าทางงกๆ เงิ่นๆ กำลังเก็บของที่ทำหล่นอยู่บนพื้น ดูคลับคล้ายคลับคลาคนที่ผมรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันสายตาก็เหลือบไปเห็นแสงสีส้มนวลจากเปลวเทียนที่วางไว้อยู่กลางโต๊ะอาหาร

ไม่ผิดแน่ นั่นคงจะเป็นหนึ่งนารา

เฮ้อ...เธอเองเหรอ หนึ่งนาราถึงกับผ่อนลมหายใจด้วยความรู้สึกโล่งอก หลังไขปริศนาคนที่ทำลับๆ ล่อๆ อยู่ในครัวได้ทำอะไรของเธอเนี่ย แล้วทำไมไม่เปิดไฟ ตกใจหมด

ผมบ่นปนไอค่อกแค่กหน่อยๆ เมื่อเริ่มพูดมากก็ยิ่งทำให้เจ็บคอ

ยะ...อย่านะคะเสียงหวานใสร้องห้ามทันทีที่ผมเอื้อมมือกำลังจะกดสวิตซ์ไฟตรงผนัง แต่ยัยนั่นไม่ห้ามเปล่า ดันส่องไฟฉายเข้าหน้าผมเต็มๆ โคตรแสบตาเลย

โอ๊ย แล้วเธอจะส่องไฟใส่หน้าฉันทำไมผมโอดครวญ เพราะแสงเจิดจ้าที่ส่องเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว พลางยกมือขึ้นป้องแสงและหรี่ตาลง หนึ่งนาราจึงรีบลดกระบอกไฟฉายในมือลง แต่ผมก็ยังรู้สึกแย่อยู่ดี

ให้ตาย เธอกำลังทำให้ผมเวียนหัวมากขึ้นกว่าเดิมแล้วนะ นี่ยังรู้สึกเหมือนเห็นดาวระยิบระยับในห้องครัวอยู่เลย

ขะ...ขอโทษค่ะ ฉันลืมไป

???

ลืม... ลืมอะไรของเขา ทำไมถึงพูดออกมาแบบนั้น

แล้วเธอกำลังทำอะไรอยู่ เสียงดังโครมครามไปถึงข้างนอก ถ้ามองไม่เห็นแล้วทำไมไม่เปิดไฟ

ฉันขอโทษค่ะที่ทำเสียงดัง และทำให้พี่เต้ตื่นหนึ่งนาราเอาแต่เอ่ยขอโทษซ้ำไปซ้ำมา ไม่ยอมตอบคำถามให้ตรงประเด็นเลยสักคำ ยิ่งชวนให้ผมเริ่มจะหงุดหงิด หัวก็ปวดแทบจะระเบิดอยู่รอมร่อ

อีกอย่าง ประเด็นมันใช่เรื่องนั้นหรือเปล่าวะ ผมไม่ได้ตื่นเพราะเสียงที่เธอทำเสียหน่อย

ช่างเถอะ แล้วนี่ฉันจะเปิดไฟได้หรือยังผมยังยืนอยู่ที่เดิม จริงๆ ก็อยากจะเข้าไปช่วยเธอเก็บของที่ทำตกอยู่หรอกนะ แต่ขามันไม่ขยับเลย

จะดีเหรอคะ?”

ทำไมอ่ะ?” งงสิครับ จู่ๆ ถามกลับมาแบบนี้ แค่จะเปิดไฟทำไมถึงต้องถามว่าดีหรือไม่ดีด้วย

เอ๊ะ! หรือว่าที่เธอไม่ยอมเปิดไฟ แต่กลับจุดเทียนไว้กลางโต๊ะอาหารนั่น เพราะมีเรื่องอะไรจะเซอร์ไพรส์ ก็เลยหวังสร้างบรรยากาศโรแมนติกมุ้งมิ้งอะไรแบบนั้นขึ้นมา

นี่อย่าบอกนะว่าหนึ่งนาราคิดจะ...

ฉันกลัวว่ารังสี UV จากหลอดนีออนมันจะมีผลกับ...

พอ! หยุดเลยก่อนเส้นเลือดที่ขมับจะแตก ผมรีบเปรยเสียงขัดหนึ่งนาราหลังรู้ว่าเธอกำลังจะพูดอะไร พร้อมกับเปิดสวิตซ์ไฟห้องครัวจนสว่างโร่

รู้สึกอยากหายตัวไปร้องไห้คนเดียวกลางป่ากลางภูเขาให้รู้แล้วรู้รอด เหมือนถูกดับฝันกะทันหัน มโนบ้าอะไรของแกแบบไม่คิดก็เป็นอย่างนี้ ถูกเด็กบ้าหักมุมมากี่รอบแล้วเนี่ย ไม่เคยจะจำ

จนป่านนี้ยังไม่เลิกคิดว่าฉันเป็นแวมไพร์อีกหรือไง

“...” หนึ่งนารามองหน้าผมนิ่ง คล้ายตกตะลึงหน่อยๆ ที่ผมเดาความคิดของเธอถูก

แล้วก็เลิกคิดว่าฉันมีญาณวิเศษบ้าบออะไรนั่นด้วยผมเอ่ยดักคออีกครั้ง ปรายตาขุ่นเคืองใส่ไปอีกรอบให้เธอสะดุ้งเล่น ก่อนจะทำเป็นกลอกตามองบน ถอนหายใจออกมาเบาๆ ปนเอือมระอาที่เอ็ดเธอในเรื่องนี้

ต้องให้บอกอีกสักกี่ครั้งว่าไม่ใช่เอ็ดเวิร์ด!

ผมเดินลากขาเอื่อยๆ ไปที่โต๊ะอาหาร ก่อนจะดึงเก้าอี้ออกมานั่งเงียบๆ คอยมองหนึ่งนาราเดินวนไปวนมาในห้องครัวอย่างเพลิดเพลิน รู้สึกว่าเธอกำลังอุ่นอาหารแช่แข็งที่ซื้อมา

อืม...เหมือนตัวเองจะลืมอะไรไปบางอย่าง

คงเป็นเพราะสถานการณ์ต่างๆ หลังจากตื่นนอนในวันนี้ เต็มไปด้วยความแปลกประหลาด

นั่นสินะ ผมลืมไปเลยว่าเราสองคนกำลังโกรธกันอยู่ ทั้งที่แทบจะมองหน้ากันไม่ติดมาสามวัน แต่จู่ๆ กลับคุยกับเธอได้อย่างลื่นไหลราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอนึกขึ้นมาได้เลยเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาอีกครั้ง

แต่ยังไงก็ช่างเถอะ ผมควรจะขอโทษหนึ่งนาราเรื่องเมื่อช่วงเย็นก่อน

เอ่อ...

คือว่า...

จู่ๆ เราสองคนก็เปรยเสียงทำลายความเงียบขึ้นมาพร้อมกัน ให้ตายสิ แบบนี้ยิ่งชวนให้ผมรู้สึกอึดอัดเข้าไปใหญ่

เธอพูดก่อนเถอะผมรีบตัดบทของตัวเอง ทำเป็นสุภาพบุรุษเลดี้เฟิร์สทันที

หนึ่งนาราช้อนสายตาขึ้นมามองผมเงียบๆ ปนอาการงุนงงเล็กน้อย ก่อนขยับริมฝีปากถามผมเสียงใส

พี่เต้กินสปาเกตตีคาโบนาร่าได้หรือเปล่าคะ?”

ฮะ? สะ...สปาเกตตีผมหายใจสะดุดไปครู่หนึ่ง ราวถูกหมัดปริศนาต่อยใส่ จู่ๆ ก็ถูกตั้งคำถามแบบไม่ทันคาดคิด เกือบไปไม่ถูกเลย

ทะ...ทำไมเหรอ?”

คือฉันเห็นพี่เต้...

พรึ่บ!

ไม่ทันที่เสียงหวานจะเอ่ยจบ จู่ๆ ไฟในห้องครัวก็ดับวูบ เสียงของหนึ่งนาราชะงักไปโดยปริยาย เหมือนว่าข้างนอกจะมีพายุฝนเทลงมาอย่างกะทันหันและรุนแรง จนทำให้ไฟฟ้าดับไปทั้งคอนโด คราวนี้ ผมเลยได้เห็นแสงสีส้มนวลจากเปลวเทียนกลางโต๊ะอาหารอีกครั้ง

รู้สึกเคืองเทียนเล่มนี้ขึ้นมาตงิดๆ ที่มันกลับมามีบทบาทใหม่

เพราะไฟฟ้าดับมาสักพักใหญ่แล้ว อุณหภูมิภายในห้องก็เริ่มจะอบอ้าวขึ้น แต่ก็ยังดีที่ด้านนอกฝนตก อากาศภายในห้องเลยไม่ร้อนมากนัก ก็ได้แต่หวังว่าไฟฟ้าจะกลับมาเป็นปกติโดยเร็ว

จริงด้วยสิ เมื่อกี้เธอจะบอกว่าอะไรนะผมเป็นฝ่ายต่อเรื่องที่เธอพูดค้างเอาไว้ หวังทำลายบรรยากาศเงียบงันจนถึงขั้นวังเวงภายในห้องแห่งนี้

ฉันเห็นว่าพี่เต้ไม่สบาย คิดว่าคงจะไปทำงานไม่ไหว ก็เลยลงไปซื้อยาแก้ไข้กับอาหารแช่แข็งมาเผื่อไว้ พอดี...ไม่รู้ว่าพี่เต้ชอบกินอะไร เลยซื้อแต่ของที่ฉันชอบกินมาแทนหนึ่งนาราเปรยเสียงแผ่ว เหมือนเธอกำลังรู้สึกผิดที่ไม่รู้ว่าผมชอบกินอะไร

ท่าทางจะเป็นกังวลกับเรื่องนี้มากเลยสินะ ดูสิๆ ทำหน้าเจื่อนสนิทเลยอ่ะ ผมถึงกับต้องเบือนหน้าหลบเพื่อพยายามกลั้นหัวเราะกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง

แต่ทำไมถึงรู้สึกว่าเธอน่ารักจัง

จริงๆ แล้ว ผมไม่มีอาหารอะไรที่ชอบเป็นพิเศษ เพียงแต่จะไม่ค่อยกินอะไรซ้ำๆ เดิมๆ หนึ่งนาราจะไม่รู้ว่าผมชอบหรือไม่ชอบกินอะไรก็ไม่แปลกหรอก เพราะฉะนั้น เรื่องนี้พี่เต้จะไม่เคืองก็ได้

ฉันก็เลยจะถามว่า พี่เต้พอจะทานสปาเกตตีคาโบนาร่าได้เปล่า?”

จากนั้น เธอก็ลุกขึ้นไปหยิบจานตรงเคาน์เตอร์มาวางตรงหน้าผมอย่างเบามือ ท่ามกลางแสงไฟจากเปลวเทียนทำให้เห็นเส้นและซอสครีมสีขาวที่บรรจุอยู่ในจานอย่างเรียบร้อย

ที่แท้เธอก็กำลังเตรียมสิ่งนี้ให้ผมอยู่นี่เอง แหม รู้สึกอารมณ์ดีแทบจะหายไข้เลยว่ะ

ฉันอุ่นมันไว้สักพักแล้วล่ะค่ะ ตั้งใจว่าจะอุ่นให้ใหม่อีกทีหลังจากที่พี่เต้ตื่น แต่ว่าไฟมันดับไปก่อน

มะ...ไม่เป็นไร แบบนี้แหละดีแล้ว ดีมากๆ เลย ถ้ามันร้อนก็กินยากนี่เนอะผมตอบเอาอกเอาใจปนสีหน้าระรื่นผิดกับสภาพร่างกาย พลางคว้าช้อนส้อมอย่างทะมัดทะแมง มองอาหารในจานด้วยความตื่นเต้นปนดีใจจนบอกไม่ถูก

จริงๆ แล้วผมยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ แต่นี่อาหารฝีมือของหนึ่งนาราเชียวนะ โอเค ผมรู้ว่าเธอไม่ได้ทำเองกับมือ แต่ก็เป็นคนซื้อ เป็นคนแกะ และอุ่นเตรียมไว้ให้ด้วยตัวเองเลยนะ

เธอไม่เคยทำอะไรแบบนี้ให้ผมมาก่อนนี่นา

โคตรฟิน! พูดเลย

ถ้างั้น...ฉันกินได้เลยใช่ไหม?” ผมเงยหน้าขึ้นมาถามเพื่อความแน่ใจ

เปล๊า! ไม่ได้สงสัยอะไรกับรสชาติของสปาเกตตีตรงหน้าเลยสักนิด เพราะเธอยืนยันมาแล้วนี่ว่า...ซื้อมา!

ค่ะ อย่าลืมทานยาด้วยนะคะเสียงหวานกำชับ พลางยื่นถุงยาส่งมาให้

โอ๊ยต๊ายตาย ทำไมวันนี้หนึ่งนาราถึงทำตัวได้น่ารักอะไรขนาดนี้

ได้จ้า! พี่จะกินให้หมดแผงเลย

ผมตอบรับเสียงหวานในใจ แต่ความจริงก็เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ ปนอมยิ้มระรื่นตอบไปหนึ่งที และผมยังมีสติมากพอที่จะไม่กินยาทีเดียวหมดแผงอย่างที่โม้ไปจริงๆ แน่ ถ้าไม่ไตพังก็คงได้ไปช็อกก่อน

จากนั้น ผมก็เริ่มละเลียดสปาเกตตีคาโบนาร่า ที่หนึ่งนาราเป็นคนซื้อให้ แถมยังอุ่นให้เองกับมือไปเรื่อยๆ สงสัยล่ะสิว่าผมจะย้ำอะไรเสียขนาดนี้ ก็คนมันภูมิใจนี่นา หายากนะ ที่จะได้โมเมนต์อะไรแบบนี้จากยัยเด็กบ้า

คิดแล้วยังปริ่มใจไม่หาย ไม่อยากให้อาหารในจานหมดไปเลยด้วยซ้ำ เพราะหนึ่งนาราคอยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นเพื่อนผมตอนกินด้วย ฟินคูณสองได้อีก นานแค่ไหนแล้วนะ ที่เราไม่ได้นั่งทานข้าวด้วยกันแบบนี้ ถึงตอนนี้ผมจะเป็นฝ่ายทานอยู่คนเดียวก็ตาม

เออว่ะ ทำไมเราต้องมานั่งกินอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวเดียวดายแบบนี้ด้วยวะ

หนึ่งนาราและแล้วแผนการอ่อยเหยื่อของกระผมก็เริ่มต้นขึ้น

ทำไมถึงไม่อุ่นส่วนของเธอมากินด้วยล่ะ สปาเกตตีคาโบนาร่าของโปรดเธอไม่ใช่เหรอ?”

ฉันทานแล้วค่ะเธอเงยหน้าขึ้นมาจากจอโทรศัพท์ แล้วตอบน้ำเสียงแสนจะราบเรียบประดุจเป็นหน้ากลองก็ไม่ปาน

แล้ว...อยากกินอีกไหม?” ผมแสร้งใช้ส้อมเกี่ยวเส้นสปาเกตตีขึ้นสูงนิดหน่อยเพื่อหลอกล่อ

หนึ่งนาราจ้องหน้าผมนิ่ง มีแอบชำเลืองมองไอ้สิ่งที่อยู่ในจานนิดหน่อย

โธ่ๆ ก็มันเป็นของโปรดเธอนี่นา ไม่มีทางอดใจไหวแน่นอน!

ฉันกินคนเดียวไม่หมดหรอก รู้สึกเจ็บคอ กลืนไม่ค่อยลง จะทิ้งไปก็เสียดายฟอร์มไปงั้นแหละ ใจจริงแค่อยากชวนเธอมากินด้วยกัน ถึงหนึ่งนาราจะคอยนั่งเป็นเพื่อน แต่กินอยู่คนเดียวก็เหงาแปลกๆ

ถ้างั้นพี่เต้กินไปก่อนก็ได้ค่ะ แล้วเดี๋ยวที่เหลือฉันจะทานต่อให้เอง

เฮ้ย! เอางั้นเลยเหรอ!

ไม่ดีมั้ง? แบบนั้นมันก็ดูเป็นของเหลือสิ

“...”

ไปๆ ไปเอาช้อนกับจานมานั่งกินด้วยกันตอนนี้แหละ

“...”

เร็วสิผมแกล้งคะยั้นคะยอเธอให้ไปหยิบช้อนมา จะให้กินช้อนส้อมคู่เดียวกันก็เกรงใจ ดูอ่อยแรงไปนิด เดี๋ยวพาน้องติดไข้ไปด้วยอีกคน หนึ่งนารายอมไปหยิบอุปกรณ์อย่างว่าง่าย พลางเดินกลับเข้ามาแล้ววางจานลงข้างๆ รอให้ผมตักแบ่ง

ลากเก้าอี้มาด้วยสิ นั่งข้างๆ นี่แหละจะได้แบ่งกินกันง่ายๆ

“...” เธอชำเลืองมองหน้าผมวูบหนึ่ง แต่ก็ไม่เอ่ยคัดค้านอะไร คงแค่รู้สึกแปลกใจกับการกระทำของผมในวันนี้ แต่สุดท้ายก็ยอมไปลากเก้าอี้มานั่งทานสปาเกตตีด้วยกันใกล้ๆ

โอ๊ย จะฟินอะไรเบอร์นั้น วันนี้หนึ่งนาราทำตัวน่ารักสุดๆ ว่านอนสอนง่ายดีแท้!

.

To be continued.

.

ยังมีใครรออ่านเรื่องนี้บ้างคะ ขอเสียงหน่อย

.

ติดตาม รักละลายใจ SS1 ได้ทาง

ธัญวลัย

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

 

Fictionlog

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

 

หรือ MEB

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

 

244 ความคิดเห็น

  1. #240 fayfai33 (@fayfai33) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 19:57
    เกลียดความอ่อยของอิพี่เต้5555
    #240
    1
    • #240-1 Miss.Espresso (@lala_club) (จากตอนที่ 5)
      13 ตุลาคม 2560 / 20:49
      เป็นคนที่ขยันอ่อยมาก แต่ไม่ว่ายังไงก็แป็กตลอด เมื่อมาเจอนางเอกสายมึน 5555555
      #240-1
  2. #2 ตาล (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2558 / 08:52
    โอ้ยยยพระเอกเราก็ใจดีเหมือนกันนะเนี่ย55

    อัพต่อน่ะค่ะติดตามๆ
    #2
    1
    • #2-1 Miss.จ๊าบ (@lala_club) (จากตอนที่ 5)
      6 กรกฎาคม 2558 / 09:49
      เฮียเต้ใจดีอยู่แล้วค่ะ อิอิ แค่...ปากไม่ดีเท่านั้นเอ๊ง!!
      #2-1