ตอนที่ 4 : [SS2] ตอนที่ 03 ทะเลาะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 43
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 ต.ค. 60

ตอนที่ 03

ทะเลาะ

.

‘พี่เต้ช่วยเลิกยุ่งเรื่องของฉันสักทีจะได้ไหมคะ’

จู่ๆ อากาศที่เคยหายใจได้เป็นปกติกลับกำลังเหือดหาย และเป็นความรู้เจ็บแปลบที่แล่นปราดเข้ามากลางอก

ทั้งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้แท้ๆ แต่ทำไมถึงรู้สึก...ว่างเปล่า เหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศ ไม่ใช่สิ มันเหมือนกำลังจมน้ำมากกว่า น้ำที่หนาวเย็นจัดราวกับน้ำแข็งละลาย รู้สึกชาวาบไปทั้งกายแล้วก็อึดอัด

ผมได้แต่นั่งอึ้งตัวแข็งทื่ออยู่อย่างนั้น

โคตรเจ็บ โคตรเสียความรู้สึก หรืออาจเรียกว่าเสียใจเลยก็ได้

แต่สำหรับในตอนนี้ เสียความรู้สึก มันน่าจะเหมาะกว่า

“มะ...หมายความว่ายังไง ที่บอกให้ฉันเลิกยุ่งเรื่องของเธอ” ผมพลั้งปากถามออกไปเสียงสั่น ทั้งที่คำพูดของเธอก็ชัดเจนอยู่แล้ว

แค่ไม่เข้าใจว่าตัวเองทำผิดอะไร

ก็แค่… โว๊ะ! ช่างแม่ง! เริ่มฉุนขึ้นมาแล้วสิ

แม้ลึกๆ จะรู้สึกผิดที่ไม่ยอมให้หนึ่งนาราไปเข้าค่ายเพราะความเห็นแก่ตัว ต่อให้เธอกำลังโกรธผมก็เถอะ แต่เธอก็ไม่ควรพูดแบบนั้น ถ้าคิดให้ดีๆ หนึ่งนาราไม่ได้อยากไปด้วยตัวเองตั้งแต่แรก เป็นเพราะไอ้ออกัสต่างหากที่มาเป่าหูยุให้เธอมาขออนุญาตผมไปเข้าค่าย คนที่ไม่มีเหตุผลคือหนึ่งนาราต่างหาก!

ไม่รู้ล่ะ ครั้งนี้ผมไม่ยอมอ่อนข้อให้แน่นอน!

“...”

กลับกลายเป็นอีกฝ่ายที่เอาแต่ก้มหน้างุดหลังเปรยประโยคบ้าๆ นั่นออกมา

ทั้งที่ปกติแล้วหนึ่งนาราจะไม่แสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้าสักเท่าไหร่ แต่ครั้งนี้ดูเธอจะเครียดมาก ใบหน้าหวานที่เคยเรียบเฉยเอาแต่มองต่ำ ย่นคิ้วเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม

ผมคงทำให้หนึ่งนารา ‘โกรธ’ เข้าแล้วจริงๆ

“ทำไม” ผมถามย้ำอีกครั้ง “ทำไมฉันถึงยุ่งเรื่องของเธอไม่ได้”

“...”

“มีอะไรก็พูดออกมาสิ” บ้าชะมัด เสียงของผมมันเริ่มแข็งขึ้นมานิดๆ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังใกล้จะระเบิดออกมาทุกขณะ

“ฉันแค่...รู้สึกไม่ดีที่พี่เต้คอยสั่งให้ทำอะไร และไม่ให้ทำอะไร” เธอตอบเสียงอ้อมแอ้ม ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำ

‘รู้สึกไม่ดี’ แม้ว่าเธอจะพูดอ้อมค้อมให้ฟังดูดีแล้วก็ตาม ยังไงความหมายของประโยคนั้นก็หนีไม่พ้นความหมายว่า ‘รำคาญ’ สินะ

“จะบอกว่ารำคาญที่ฉันห้ามเธอเล่นเกม จำกัดเวลาทำกิจกรรมต่างๆ แล้วก็รวมไปถึงที่ฉันไม่ยอมให้เธอไปเข้าค่ายด้วยสินะ” เสียงผมเริ่มประชดหน่อยๆ เมื่อเข้าใจสิ่งที่หนึ่งนาราพยายามจะบอก

ทั้งที่เป็นคนพูดออกมาเอง คิดออกมาเองว่าเธอรู้สึกแบบนั้น เลยได้แต่เจ็บเองอยู่คนเดียว

หนึ่งนารายังคงเอาแต่เงียบและไม่ยอมสบตา ยิ่งชวนให้ผมรู้สึกอึดอัดและฉุนเฉียวขึ้นเรื่อยๆ

ให้ตายสิ ทั้งที่ความเงียบมันน่าจะช่วยให้อะไรดีขึ้นบ้าง แต่การที่เธอไม่โต้ตอบ ไม่มีคำอธิบาย หรือคำปฏิเสธสิ่งที่ผมพูดออกมา กลับกลายเป็นว่าความเงียบคือคำตอบ

ผมพูดถูก หนึ่งนารากำลังโกรธ รำคาญ และไม่ต้องการผม

“ก็ได้! ต่อไปนี้เธออยากทำอะไรก็ทำตามใจ ฉันจะไม่ยุ่งเรื่องของเธออีก” พอที ทนไม่ไหวแล้ว ผมรู้ว่าตัวเองกำลังงี่เง่า ไม่มีเหตุผล ไม่เป็นผู้ใหญ่ แต่ผมก็ไม่ไหวแล้วจริงๆ

“อยากไปมากนักใช่ไหม เข้าค่ายน่ะ”

โคตรเป็นการกระทำที่สิ้นคิด ผมคว้าโปสเตอร์ที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วหยิบปากกาเซ็นอนุญาตอย่างไม่รีรอ หนึ่งนาราเงยหน้าขึ้นมามองปนสีหน้าประหลาดใจ เหมือนเธอจะสงสัย ริมฝีปากได้รูปกำลังขยับขมุบขมิบ แต่สุดท้าย ก็ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา

ตึง!

เสียงปากกากระแทกลงกับโต๊ะอย่างรุนแรงหลังจากที่ผมเขียนเสร็จ พลางลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง

“พอใจแล้วใช่ไหม” พูดประชดอีกครั้ง ก่อนจะหุนหันพาตัวเองออกมาจากห้องอย่างหัวเสีย

“...”

ปัง!

หลังบานประตูปิดสนิท ผมออกมายืนพ่นลมหายใจแรงๆ เพื่อระบายความคุกรุ่นที่มีอยู่ในใจ พลางขยี้ศีรษะไปมาจนผมเผ้ายุ่งเหยิง

“เชี่ยเอ๊ย! เป็นบ้าอะไรของกูวะเนี่ย!” แล้วสบถคำหยาบคายใส่ตัวเองดังๆ

ยังไงหนึ่งนาราก็ไม่มีทางได้ยินมันอยู่แล้ว เพราะห้องนั้นถูกสร้างเอาไว้เพื่อป้องกันเสียงเป็นอย่างดี แต่ถึงจะได้ยินก็คงไม่ได้สำคัญอะไรกับเธอหรอก

โธ่เอ๊ย! ทำแบบนี้แล้วจะได้อะไรขึ้นมา

ฉึก!

หนึ่งนาราจะคิดยังไง งานนี้มองหน้ากันไม่ติดแน่ คิดว่าคนอย่างเด็กนั่นจะมาง้อแกหรือไง

ฉึก!

ไม่มีทาง! เธอจะรู้หรือเปล่าว่าผมกำลัง ‘งอน’ อยู่

ฉึก!

คิดแล้วก็รู้สึกเหมือนมีมีดปริศนาหลายๆ เล่มแทงเข้ามาที่หน้าผากและกลางอกของผมพร้อมๆ กัน

แกต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ บ้า! บ้า! บ้า!

ให้ตายสิ ประชดหนึ่งนาราได้แบบสิ้นคิดสุดๆ เซ็นอนุญาตให้เธอไปเข้าค่ายเนี่ยนะ มันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาเลยสักนิด ถ้าเกิดเธอเอาใบสมัครนั่นไปส่งอาจารย์ขึ้นมาจริงๆ ผมคงได้กระอักเลือดตายแน่คราวนี้

“กูบ้าจริงๆ ด้วย!”

อยากร้องไห้ว่ะ โกรธเอง งอนเอง เจ็บเอง!

แต่ให้ทำไงได้ ผมก็มีความรู้สึก มีหัวใจ โกรธเป็น เจ็บเป็นเหมือนกันนะเว้ย บอกออกมาตรงๆ แบบนั้น ใครจะไม่น้อยใจบ้างล่ะ

เธอไม่รู้เลยหรือไง ทุกอย่างที่ทำไปก็เพราะ...เป็นห่วง

!!!

“เออ แกบ้าจริงๆ ด้วยว่ะ”

“เหมียว!” (ไอ้บ้า)

จู่ๆ เสียงตอบรับแสนจะราบเรียบก็ลอยมาจากทางด้านข้าง ผมชำเลืองมองไปตามทิศทาง เห็นร่างสูงกำลังนอนเหยียดกายเล่นโทรศัพท์อยู่บนโซฟา สองขายาวไขว้กันวางพาดอยู่บนพนักพิงแขน ซึ่งเป็นท่าประจำของ ‘พี่เบียร์’ ที่ปฏิบัติต่อโซฟาตัวนี้ แถมยังมี ‘คุโระ’ ไอ้แมวโหด ดิบ อำมหิต ที่วางก้างเป็นเจ้าถิ่นนอนอยู่บนตัวของเขาอีกต่างหาก

มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ทันสังเกตเลย

“บ่นอะไรอยู่ได้คนเดียว น่ารำคาญ” เขาเปรยอีกครั้ง ไม่ยอมละสายตาออกมาจากจอโทรศัพท์เลยสักนิด

“เหมี้ยว!” (ไอ้ตัวน่ารำคาญ)

น่ารำคาญ ชั่งเป็นคำที่ทำร้ายจิตใจกันสุดๆ จู่ๆ ผมก็รู้สึกเหมือนอากาศมันขาดห้วงไปเสียดื้อๆ อีกแล้ว ทำไมต้องถูกตอกย้ำด้วยคำนี้ด้วยวะ

ผมเป็นคนน่ารำคาญจริงๆ เหรอเนี่ย!

 

หนึ่งนารา :

ฉันนั่งมองลายมือชื่อของพี่เต้บนกระดาษใบนั้น ลายเส้นสีน้ำเงินเน้นหนักจนกินเนื้อกระดาษ ปลายหางตวัดห้วนแสดงออกถึงความรุนแรง กราดเกรี้ยว ก่อนจะกระแทกปลายปากกาทิ้งรอยน้ำหมึกแตกไว้เป็นจุดลึก จนกระดาษแทบทะลุ

ฉันได้แต่อ่านอารมณ์ของเขาผ่านลายเซ็นซ้ำไปซ้ำมา แต่ก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าอะไร ที่ทำให้เขาเป็นแบบนั้น

บางที ฉันคงพูดอะไรไม่ดีออกไปแล้วสินะ

แต่ถ้าไม่บอก ก็ไม่รู้ว่าจะทนทำในสิ่งที่เขาต้องการได้อีกนานแค่ไหน เพราะฉันไม่ชินกับการถูกบังคับหรือตั้งกฏเกณฑ์ พี่เอกไม่เคยขอให้ฉันทำอะไร หรือห้ามว่าไม่ควรทำอะไรที่เป็นการฝืนความรู้สึกเลยสักครั้ง

ผิดกับพี่เต้ ที่มักทำอะไรอย่างมีแบบแผน ตรงไปตรงมา คอยจัดระบบระเบียบทุกอย่าง และมักคอยถามความเห็นอยู่เสมอว่าฉันยอมรับได้หรือไม่

แต่ครั้งนี้มันต่างกัน เขาไม่ถามความเห็นจากฉันเลยสักนิด

‘ฉันไม่อนุญาต’

เขาไม่ถามเลยว่าฉันอยากจะไปหรือไม่ แต่กลับตัดสินใจเอาเอง การที่ฉันพูดความรู้สึกออกไปตามตรงก็เหมาะสมแล้วนี่นา ในเมื่อเขาถามออกมาเอง ก็น่าจะเข้าใจ และจะได้เลิกเป็นกังวลกับเรื่องของฉันสักที

 

ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีพยัคพาคียะ

เช้านี้ พี่เต้ยังคอยมารับมาส่งที่โรงเรียนเช่นเคย แต่มันก็มีอะไรบางอย่างที่ต่างออกไป สามวันแล้ว หลังจากที่พี่เต้เซ็นชื่อลงบนกระดาษนั่น และนานสามวันแล้ว ที่ฉันกับเขาแทบไม่ได้คุยกัน บรรยากาศของเรามีแต่ความเงียบเข้ามาแทนที่ ทั้งที่ปกติพี่เต้มักเป็นฝ่ายชวนคุยก่อนเสมอ คอยถามไถ่ทุกครั้งว่าที่โรงเรียนวันนี้เป็นยังไง แต่หลังจากคืนนั้น เขาก็เอาแต่เงียบมาตลอด ทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ บางสิ่งบางอย่าง ที่เริ่มจะคุ้นเคยมันกลับค่อยๆ หายไป

มันคืออะไรกันนะ

“อ้าว! หนึ่งนารา”

เสียงทุ้มจากใครบางคนเอ่ยทักทายกันอย่างคุ้นเคย ขณะที่เดินผ่านเข้ามาในรั้วโรงเรียน เป็นคุณครูกายนั่นเอง เขาคงจะเป็นเวรยืนตรวจตรานักเรียนในวันนี้ ฉันเกือบจะเดินผ่านเขาไปโดยที่ไม่ได้ทักทาย เลยรีบยกมือไหว้ทำความเคารพตามปกติ

“สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีครับ มาเช้าจังเลยนะ” เขารับไหว้ และทักทายตอบปนสีหน้ายิ้มแย้มที่แสดงอยู่ภายใต้กรอบแว่นสีเข้ม “จริงสิ หนึ่งนาราได้ข่าวเรื่องกิจกรรมเข้าค่ายศิลปะหรือยัง ปีนี้คุณครูใหญ่เขาให้สิทธิ์เฉพาะนักเรียนทุนเชียวนะ”

คุณครูกายชวนคุย พลางอธิบายรายละเอียดเรื่องเข้าค่ายที่กำลังเป็นปัญหาสำหรับฉันในตอนนี้

“เพราะคราวก่อนมีคนนักเรียนที่สนใจเป็นจำนวนมาก แต่ว่าไม่สามารถพาไปทั้งหมดได้ เลยต้องมีคัดออกไปบ้าง ปีนี้เธอก็ลองส่งใบสมัครดูสิ ต่อให้นักเรียนทุนทั้งหมดไปก็น่าจะไปได้ทุกคนนะ แต่อย่าลืมให้คุณเตวิชอนุญาตก่อนนะ”

“เรื่องนั้น...” ฉันเปรยเสียงแผ่วออกไปด้วยความลังเลที่จะคุยเกี่ยวกับกิจกรรมเข้าค่ายศิลปะ

ตั้งแต่ตอนนั้น ฉันยังไม่ได้กรอกรายละเอียดอะไรเพิ่มลงไปในใบสมัครนั่นเลย ไม่ได้คิดจะนำไปส่งคืนอาจารย์ด้วยซ้ำ แต่กลับพกติดตัวเอาไว้ตลอด บางครั้งที่นึกถึงเขาก็มักจะเผลอหยิบขึ้นมาดู มองลายมือชื่ออยู่อย่างนั้น พลางคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จนป่านนี้ ก็ยังไม่เข้าใจว่าอะไรที่ทำให้พี่เต้เป็นแบบนั้น

“หืม...เรื่องนั้น? มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?”

“...”

“ถ้าหากว่าเธอไม่รังเกียจ จะลองเล่าให้ครูฟังดูก็ได้นะ”

“...”

“หรือว่าคุณเตวิชไม่เห็นด้วยเรื่องที่เธอจะไปเข้าค่าย” เพราะฉันเอาแต่เงียบ คุณครูกายจึงเริ่มคาดเดา และก็เดาถูกตั้งแต่ประโยคแรกเสียด้วย

“เรื่องเข้าค่าย พี่เต้เขา...” ฉันอธิบายเหตุการณ์ในตอนนั้นให้คุณครูกายฟัง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม คงเป็นเพราะเขาคืออาจารย์ที่ปรึกษาล่ะมั้ง

หลังจากนั้น ก็ได้คำแนะนำมาว่า ถ้าฉันอยากจะไปจริงๆ ให้ลองคุยกับพี่เต้ดูอีกครั้ง หรือหากเขายังมีข้อสงสัยอะไร เกี่ยวกับความปลอดภัย หรือการดูแลนักเรียนที่ไปเข้าค่าย ก็ให้โทรศัพท์มาถามคุณครูกายได้ เหมือนจะไม่ยากเท่าไหร่ แต่ก็ยังลังเลอยู่ดี

จริงๆ แล้ว ฉันอยากจะไปเข้าค่ายศิลปะเพราะรู้สึกสนใจ หรือไปแทนออกัส ที่ไม่สามารถไปได้กันแน่นะ

แล้วฉัน...จะเริ่มคุยกับพี่เต้ว่ายังไง เขาจะยังอยากคุยกับฉันอยู่หรือเปล่า

 

เตวิช :

หลังจากไปส่งหนึ่งนาราที่โรงเรียนแล้วกลับมาคอนโด ผมก็ได้แต่นั่งเหม่ออยู่กลางห้องท่ามกลางความเงียบและมืดสลัว ง่วงเหรอ? ไม่เลย ไม่ง่วงเลยสักนิด จริงๆ ก็รู้สึกเพลียหน่อยๆ แต่ถึงจะเข้าไปนอนในห้องก็หลับไม่ลงอีกอยู่ดี เพราะว่าผมแทบจะนอนไม่หลับมาสามวันแล้ว

เครียดอ่ะ จะบ้าตาย ถึงจะเห็นหน้ากันเหมือนปกติเคยๆ แต่เราแทบจะไม่ได้คุยกันมาสามวันแล้วนะ

ฮือ...อยากร้องไห้!

เพราะปกติถ้าผมไม่ได้เป็นฝ่ายชวนคุย เธอก็ไม่เคยพูดอะไรกับผมก่อนเลยด้วยซ้ำ แล้วนี่ตัวเองดันมาทำแอ๊บดราม่างอนเขาอีก อย่างมากก็ถามคำตอบคำ ทั้งที่อยากจะคุยกับเธอแทบขาดใจ

ไอ้เต้บ้า!

พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดรายชื่อในแชทวนไปวนมาอย่างคิดไม่ตก จนสายตาสะดุดเข้ากับรายชื่อหนึ่ง แน่นอนก็ต้องเป็นหนึ่งนาราไงจะใครล่ะ จริงด้วยสิ ถึงจะไม่กล้าคุยกันแบบตรงๆ ก็ส่งข้อความไปหาเธอก็ได้นี่หว่า

เวรแท้ เพิ่งคิดได้ ผ่านไปกี่วันแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังลังเลอยู่ว่าจะส่งข้อความไปหาหนึ่งนาราว่าอะไร พิมพ์ๆ ลบๆ อยู่นั่นแหละ หรือจะบอกออกไปตามตรงเลยว่า ‘น้องหนึ่งครับ พี่เต้ให้อภัยแล้ว ใส่ชุดนักศึกษาแล้วมาหาพี่ที่คอนโด จะเปย์ค่าเทอมให้อย่างงาม’

โคตรบัดซบเลย...ไอ้เต้เอ๊ย!

สงสัยสติแตกที่ไม่ได้คุยกับหนึ่งนารามาสามวัน เพ้อหาคุกใหญ่เลย

ได้แต่ถอนหายใจใส่ตัวเองหนักๆ ตัดใจเรื่องที่จะส่งข้อความไปหาหนึ่งนารา เธอเองก็กำลังโกรธผมอยู่  คงจะตอบกลับมาหรอก พลางวางโทรศัพท์ลงกับโต๊ะด้วยความละเหี่ยใจ ปล่อยวางกับเรื่องต่างๆ ที่กำลังรกสมองอยู่ในตอนนี้ แล้วหลับตาลงหวังจะพักสายตาเพียงครู่

.

ปิ๊บ!

[ฉันขอโทษค่ะ ที่ทำให้พี่เต้รู้สึกไม่ดี]

 

หนึ่งนารา :

เฮ้อ...

ฉันผ่อนลมหายใจเพื่อระบายความกังวลที่มีอยู่ในใจ พลางนั่งมองโทรศัพท์ในมือ หลังจากที่กดส่งข้อความไปให้พี่เต้

[ฉันขอโทษค่ะ ที่ทำให้พี่เต้รู้สึกไม่ดี]

.

‘ลองเริ่มจากคำว่า ‘ขอโทษ’ ดูสิ ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายผิดหรือถูก แต่ถ้าไม่อยากให้ใครสักคนต้องรู้สึกไม่สบายใจไปตลอด บางครั้งเราก็ต้องผ่อนปรนบ้าง การขอโทษผู้อื่นก่อน ไม่ได้หมายความว่าตัวเองจะผิดเสมอไป แต่เป็นเพราะ ‘เราให้ความสำคัญกับเขา’ ต่างหาก’

.

นั่นคือสิ่งที่คุณครูกายบอกกับฉัน หลังจากที่เราคุยกันเรื่องเข้าค่าย และอะไรอีกหลายๆ อย่าง

พี่เต้คือสิ่งสำคัญสำหรับฉัน และฉันไม่อยากให้เขาต้องรู้สึกไม่ดีแบบนั้นไปตลอด ถ้าหากคำขอโทษเพียงคำเดียวจะช่วยให้ทุกๆ อย่างดีขึ้น ฉันก็ควรจะทำอะไรสักอย่าง

ฉันลองเปิดหน้าข้อความที่ส่งไปให้พี่เต้ดูอีกครั้ง เขายังไม่ได้อ่านมันหรอก เพราะรู้ดีว่าเวลานี้เขาคงจะกำลังพักผ่อน หลายวันมานี้ พี่เต้ดูอิดโรยมาก งานที่บาร์ก็เริ่มจะวุ่นวายขึ้น ตั้งแต่หลังปีใหม่ ก็เริ่มมีลูกค้ามาใช้บริการที่ร้านมากขึ้นเรื่อยๆ

ฉันไม่ควรทำตัวให้เป็นภาระ หรือเพิ่มความกังวลใจให้กับเขามากนัก ยิ่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ด้วยแล้ว ฉันคงจะต้องบอกกับออกัสไปตามตรง เรื่องเข้าค่ายศิลปะ และควรจะช่วยพี่เต้ลดภาระเรื่องค่าใช้จ่ายด้วย

ฉันเลยตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องเข้าค่ายได้ในที่สุดว่า จะไม่ไป

.

แต่จนเลิกเรียนแล้วพี่เต้ก็ยังไม่เปิดอ่านข้อความที่ฉันส่งไป แถมยังไม่มารับด้วย เลยได้แต่นั่งรออยู่ที่ป้ายรถเมล์ ทั้งที่ปกติเขามักจะเป็นฝ่ายมารอก่อนเสมอ หรือหากรถติดมากๆ ก็จะโทร.มาบอก แต่ฉันรออยู่ที่หน้าโรงเรียนนานราวชั่วโมงกว่าๆ แล้ว ก็ยังคงไร้วี่แววของพี่เต้ที่จะปรากฏตัว หรือแม้กระทั่งเสียงโทรศัพท์

ไม่รู้ว่ามีเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า พี่เต้ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เขาเป็นคนที่ตรงต่อเวลามาก

บางที ฉันควรจะลองโทร.ไปหา...ดีหรือเปล่านะ แล้วถ้าหากเขาไม่สะดวกล่ะ จะถูกโกรธไหมนะ

“หนึ่งนารา...”

ขณะที่ปลายนิ้วกำลังสไลด์ไปบนหน้าจอโทรศัพท์ไปมาปนความลังเลใจ กลับได้ยินเสียงทุ้มจากใครบางคนดังแว่วเข้ามา เป็นเสียงที่ฉันไม่ได้ยินมานาน แต่ก็ไม่เคยลืม ‘เขา’ กำลังเอ่ยชื่อของฉัน ปลายนิ้วที่กำไล้ไปบนหน้าจอสี่เหลี่ยมชะงักงัน และหันเหความสนใจไปยังต้นเสียง

ที่ตรงนั้น...

ปรากฏร่างสูงของใครบางคน แม้ว่าบุคลิกภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่เขาคือคนที่ฉันรู้จักอย่างคุ้นเคย และคอยคิดถึงอยู่เสมอ เส้นผมที่เคยดกดำอยู่บนหัว ถูกโกนเกลี้ยงจนติดหนังศีรษะ ซึ่งเป็นปกติของพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ ถึงเขาจะสวมหมวกแก๊ปคลุมเอาไว้ แต่คิ้วหนาที่หายไปก็กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้รู้สึกสะดุดตา

“พี่เอก...”

ไม่ว่าภายนอกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ยังไง ฉันก็จำเขาได้อยู่แล้ว

ต่อให้อีกฝ่ายจะยืนหันหลังให้ก็ตาม

“นึกว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว” เขาเอ่ยอย่างโล่งใจ พร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานาน นานกว่าที่เราจากกันเสียอีก

นานจนฉันจำไม่ได้ว่า เคยเห็นพี่เอกฉีกยิ้มกว้างแบบนั้น ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

“ไง ไม่เจอกันนานเลยนะ น้องสาว”

เพราะเขาเองก็เป็น ‘สิ่งสำคัญ’ สำหรับฉันเช่นกัน

.

To be continued.

.

ติดตาม รักละลายใจ SS1 ได้ทาง

ธัญวลัย

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

 

และ Fictionlog

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

 

หรือ MEB

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

 




244 ความคิดเห็น