(รักละลายใจ SS2) แผนรักฉบับคุณพี่ชายละลายใจยัยน้ำแข็ง

ตอนที่ 20 : [SS2] ตอนที่ 14 มากับเขาแล้วเหงายังไง (2) 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    29 มิ.ย. 61

ตอนที่ 14

มากับเขาแล้วเหงายังไง(2)


เตวิช :

“เอ่อฉัน…”

ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงคิดว่าอากาศแถวนี้ มันชวนให้รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ค่อยสะดวกนัก

โดยเฉพาะหนึ่งนารา…

เธอพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับเอาแต่อ้ำอึ้งแล้วก็เงียบเสียงไป ขอย้ำว่า ‘เธอเงียบไปนานมาก’ จนต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกหนาวยะเยือกและวังเวงแบบนี้

“เอ่อ...หนึ่งนารา” ผมส่งเสียงทำลายความเงียบอย่างพยายามที่จะควบคุมน้ำเสียงไม่ให้ดังเกินไปหรือฟังแล้วรู้สึกกระแทกกระทั้นไป

“ถ้าเธอยังไม่พร้อมที่จะพูดก็ไม่เป็นไรนะ ฉันรอได้”

“...ค่ะ” เธอตอบเสียงแผ่ว สีหน้าดูเศร้าลง ละสายตาจากใบหน้าของผมแล้วหลุบตาลงมองพื้น

ผมคงจะไม่ทำแบบนี้ ถ้าไม่เป็นเพราะว่ากำลังมีเรื่องที่สำคัญและด่วนมากรออยู่

“แต่ว่าตอนนี้...ฉันมีธุระสำคัญนิดหน่อยกับคนคนนี้แล้วก็อีกคนที่กำลังจะตามมาที่นี่” ในใจผมเองก็รู้สึกผิดที่ต้องตัดบทสนทนาของหนึ่งนารา

มันคงจะเป็นเรื่องที่พูดได้อยากเลยทำให้เธอลังเลถึงขนาดนี้ ทั้งที่ปกติแล้วเธอจะพูดสิ่งที่คิดออกมาอย่างง่ายดาย แต่ว่า...เรื่องของดิวก็สำคัญเหมือนกัน และถ้าหากผมปิดคดีนี้ได้เร็วเท่าไหร่ ความสงบสุขในชีวิตของผมก็จะยิ่งกลับมาเร็วเท่านั้น

“...อยู่รอฉันก่อนนะ วันนี้เราจะได้กลับบ้านพร้อมกัน”

หนึ่งนารามองหน้าผมนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยรับปากเสียงนุ่ม “...ค่ะ”

ลึกๆ แล้วผมรู้สึกคาดหวังกับคำพูดที่บอกกับหนึ่งนาราออกไปแบบนั้นมาก

ทั้งที่ทุกเช้าผมก็ยังไปส่งเธอที่โรงเรียนอย่างเคย แต่กลับรู้สึกว่าเราอยู่ห่างกันมากกว่าเดิม เราพูดกันน้อยลง มองหน้ากันน้อยลง ทั้งที่ห้องนอนของเรามีผนังหนาเพียงสิบกว่าเซ็นกั้นไว้แต่กลับรู้สึกเหมือนอยู่กันคนละโลก และยิ่งได้เห็นหนึ่งนาราที่ตลาดนัดเมื่อวาน ยิ่งทำให้รู้ว่าโลกของผมกับเธอช่างแตกต่างกันมาก

ผมเป็นเพียงคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตทำมาหากินไปวันๆ เป็นเพียงเจ้าของกิจการบาร์เล็กๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น แต่หนึ่งนาราไม่ใช่ เธอมีความใฝ่ฝัน มีโอกาสที่จะมีชื่อเสียงและโด่งดังไปทั่วประเทศ หรืออาจจะโด่งดังไปจนถึงระดับโลกเลยก็ได้ อาจจะจริงอย่างที่ยาหยีบอก ถ้าหากเธอยังอยู่กับผมมันก็คงไม่มีอะไรดี

แต่ว่า…ต่อให้หนึ่งนาราบอกว่าอยากจะไปเรียนต่างประเทศจริงๆ ผมก็คงไม่ห้าม เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ผมควรจะทำด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็อยากให้เธอเป็นคนพูดคำนั้นกับผมเอง แม้จะเป็นคนสุดท้ายที่จะได้รู้เรื่องนี้ก็ตาม

“นี่! เตวิช จะไม่แนะนำฉันให้น้องเขารู้จักหน่อยเหรอ แล้วที่บอกว่าจะกลับบ้านพร้อมกันหมายความว่าไงอ่ะ” ดิวกอดอกขมวดคิ้วมุ่นมองมาที่ผมอย่างคาดคั้น

เอ่อ…เกือบลืมไปเลยว่าในห้องนี้ไม่ได้มีแค่ผมกับหนึ่งนารา ให้ตายสิ ดันเผลอพูดเรื่องแปลกๆ ออกไป ดิวยังไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของผมกับหนึ่งนาราเลยเอาแต่มองผมกับหนึ่งนาราสลับไปมาอย่างสงสัย

“ไม่จำเป็นหรอก ฉันไม่อยากให้หนึ่งนารารู้จักตัวสร้างมลพิษทางสังคมแบบเธอ”

“ไอ้-เต-วิช!”

“โอเค! งั้นตกลงตามนี้นะ” ผมหันไปยิ้มกว้างให้หนึ่งนารา “เธอรออยู่ที่นี่ก่อนจะทำการบ้านแก้เซ็งหรืออ่านหนังสือฆ่าเวลาไปก็ได้ ฉันขอตัวไปทำธุระของยัยนี่ก่อน”

ผมรีบตัดบทลากดิวออกมาจากออฟฟิศก่อนที่จะเธอปากมากไปกว่านี้

พวกเราใช้ประตูจากออฟฟิศเข้ามาในส่วนของบาร์ที่กำลังเปิดให้บริการและเต็มไปด้วยลูกค้า ผมเดินนำดิวตรงไปยังบันไดที่จะพาไปยังชั้น 2 อย่างเป็นปกติ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงปนสงสัยของพวกลูกน้องที่เห็นผมพาคนแปลกหน้ามาและยังเป็นผู้หญิงอีก แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาถามหรือแซวเล่นอย่างทุกที

ที่ชั้น 2 ของร้าน เป็นโซนวีไอพีจะถูกกั้นไว้เป็นห้องกระจกเก็บเสียง มีทั้งหมด 3 ห้อง ข้างในก็จะมีโต๊ะและที่นั่งเป็นโซฟาขนาดใหญ่เหมาะกับการมาเป็นกลุ่มเพื่อนฝูงจำนวนไม่ต่ำกว่า 10 คน และในห้องยังมีคาราโอเกะไว้บริการอีกด้วย ปกติหากเป็นลูกค้ามีความประสงค์จะใช้โซนวีไอพีก็แค่จองเอาไว้ก่อน  

แต่วันนี้ดูเหมือนจะว่างหลายห้อง ที่จริงมันว่างตลอดนั่นแหละ เพราะมันคงจะดูเป็นส่วนตัวเกินไป ยิ่งตั้งแต่ที่ร้านมีพวกไอ้เฒ่าหัวงูมาร้องเพลงที่ร้าน ห้องวีไอพีก็แทบไม่มีใครมาใช้บริการเลยด้วยซ้ำ

ช่างเถอะ ก็แค่ความในใจเล็กๆ ปนน้ำตาเอ่อคลอของเจ้าของกิจการเท่านั้น

ผมพาดิวมานั่งรอซานเธียที่นี่เพื่อความเป็นส่วนตัว ลดการพบปะพวกปากมากอย่างเจ๊สนุ๊กและออกัสที่กำลังยืนเกาะกระจกไม่ต่างจากจิ้งจกอยู่ด้านนอกในขณะนี้

เฮ้อ...จะทำกันแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม

ถ้าผมไม่อธิบายอะไรพวกเขาว่าผู้หญิงที่มากับผมด้วยเป็นใคร พวกเขาคงได้ยืนเกาะหน้าต่างเป็นจิ้งจกอยู่อย่างนั้นทั้งคืนแน่


เบียร์ :

“เฮ้อ...จะบ่นอะไรกันนักหนา”

เสียงถอนหายใจลอยคลุ้งออกมาพร้อมกับควันบุหรี่ที่ผมสูบเข้าไปก่อนหน้า เพราะทนรำคาญเสียงบ่นของสนุกเกอร์ไม่ไหว เลยยอมเป็นฝ่ายถอยออกมาจากออฟฟิศเสียเอง

แบบนี้คงต้องไปที่แอบงีบที่ใหม่

บุหรี่ในมือถูกเผาจนเกือบถึงก้นกรองถูกโยนทิ้งลงพื้นก่อนจะเยียบซ้ำเพื่อดับไฟ แล้วเดินออกมายังลานจอดรถของร้าน ผมเห็นรถยยนต์คันคุ้นตาของเตวิชจอดอยู่ในที่ประจำ หมอนั่นคงจะมาถึงแล้ว งั้นก็คงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล เหลือก็แต่คนที่มาเซอร์ไพรส์ในคืนนี้

ที่จริงก็อยากรู้อยู่เหมือนกันว่าหนึ่งนาราจะมาสารภาพเรื่องอะไร แต่โดนไล่ออกมาแบบนี้แล้วคงต้องไว้ถามออกัสเอาทีหลัง ถ้างั้นตอนนี้เราควรหามุมสงบซอนตัวแล้วแอบอู้งานดีกว่า

ขณะที่กำลังจะเดินออกจากลานจอด ยินได้เสียงเครื่องยนต์คล้ายเสียงของรถมอเตอร์ไซค์กำลังแล่นเข้ามาในลานจอด เลยทำให้ผมต้องหันกลับไปมองอีกครั้ง มันคงจะไม่ผิดปกติอะไร ถ้าเจ้าพวกนั้นขับเข้ามาจอดแบบปกติ

แต่ทว่าพวกเขากลับจอดรถมอเตอร์ไซค์เทียบท้ายรถยนต์ยี่ห้อหรูของเตวิช จากนั้นคนที่ซ้อนท้ายก็ลงมาพร้อมกับกระเป๋าเป้ใบใหญ่และวัตถุบางอย่างไปที่ด้านข้างของประตูรถด้านหลัง ผมมองจากที่ไกลๆ เลยไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร แต่ดูเหมือนมันจะเป็นแท่งเหล็กเล็กๆ และยาวพอสมควร

คิดจะงัดรถสินะ

ผมกอดอกยิ้มมุมปากกับตัวเองหลังจากเดาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ เจ้าพวกนั้นคงจะเป็นพวกโจรขโมยรถหรือไม่ก็คิดจะมาขโมยของที่วางไว้ในรถ

ช่างกล้าสุดๆ นับถือใจพวกแกจริงๆ ทั้งที่บาร์แห่งนี้มีการคุ้มกันหนาแน่นตั้งแต่ทางเข้า และยังมีตำรวจสายสืบอย่างผมปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของร้าน เจ้าพวกนี้ยังกล้าคิดเข้ามาทำเรื่องอุกอาจอีก

ได้เสียสิงานนี้

แต่หวังว่าเตวิชคงจะทำประกันรถชั้น 1 ไว้นะ เพราะไม่รู้ว่าตอนนี้รถของหมอนั่นจะมีรอยขีดข่วนเยอะขนาดไหน

ก็นะ... ถ้าเข้าไปห้ามเร็วมันก็ไม่เกมสิ ผมอยากรู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะทำอะไร สนุกดีออก และเพื่อความไม่ประมาท ผมส่งข้อความไปบอกไอ้นัทที่เฝ้าอยู่ตรงทางเข้าให้ปิดรั้วไว้ แล้วเกณฑ์คนมาจำนวนหนึ่งมาที่ลานจอดรถตรงจุดจอดรถของเจ้าของร้าน

“ทำเหี้ยไรของมึง”

พลั่ก!

ทันทีที่คำพูดหยาบคายถามขึ้น ก็รู้สึกเหมือนถูกของแข็งบางอย่างฟาดเข้าที่ศีรษะ ผมล้มทั้งยืนราวกับไร้เรี่ยวแรงกะทันหัน

ผมไม่ได้หมดสติแต่รู้สึกมึนงงไปหมด มันเกิดขึ้นเร็วมาก ไม่ได้ยินแม้เสียงฝีเท้าที่ชายคนนั้นเดินเข้ามา ไม่ทันได้เห็นใบหน้าของคนร้าย นอกจากแสดงของโทรศัพท์มือถือของผมที่ตกอยู่ข้างๆ คนคนนั้นหยิบมันไปดูและคงจะเห็นข้อความที่ผมส่งไปให้ลูกน้องแล้ว

“เฮ้ย! รีบลงมือเข้า! พวกมันรู้ตัวแล้ว” ชายคนนั้นตะโกนสั่งหัวเสียแล้วปาโทรศัพท์ผมทิ้งลงบนพื้น

เชี่ยแม่ง เครื่องเป็นหมื่นๆ เลยนะ ถ้าจอแตกใครจะชดใช้

คนที่ยืนอยู่ข้างรถของเตวิชเริ่มลนลานเพราะเสียงเตือน แต่เขาก็ทำสำเร็จประตูรถบานหลังถูกเปิดออกแล้วเขาก็โยนกระเป๋าเป้ใบนั้นเข้าไปก่อนที่จะปิดประไว้ตามเดิม

เจ้าพวกนั้นเหมือนไม่ได้จะเอาอะไรไป แต่เอามาให้งั้นเหรอ

มันคืออะไร

“มึง...โยนอะไรใส่รถ!” ผมคว้าขาของชายคนที่ยืนเฝ้าผมไว้หวังถ่วงเวลา

“ปล่อยกู!” เขาพยายามขาออก แต่ผมก็พยายามยื้อไว้อย่างทุลักทุเล

“บอกมา! พวกมึงคิดจะทำอะไร!”

“บอกให้ปล่อยกูไง! แม่งเอ้ย!!”

พลั่ก!

ชายฉกรรจ์สบถพร้อมกับสะบัดขาหลุดออกจากมือ แล้วเตะเข้าที่ท้องจนเจ็บจุกไปหมด ก่อนจจะวิ่งไปรวมกับพรรค์พวกที่รออยู่แล้วสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์แล่นออกไปอย่างรวดเร็ว

“แค่กๆๆๆ...!”

ผมเสียท่าและพ่ายแพ้อย่างหมดรูป ได้แต่นอนขดกุมท้องไปบนพื้นสกปรกด้วยความเจ็บจุก

“เฮ้ย! นั่น! พี่เบียร์!”

“เฮียเบียร์!”

เสียงตะโกนของนัทและเด็กๆ ที่ร้านคนอื่นๆ ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทที่เริ่มจะมีสติน้อยลง ผมเห็นพวกเขารีบกรูกันเข้ามาหาด้วยท่าทางแตกตื่น

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นน่ะ!”

“ใครทำเฮีย!”

“ที่หัวพี่เบียร์เลือดออกด้วย!”

เสียงเอะอะที่พวกเขาแย่งกันพูดถึงสภาพของผม กลับยิ่งทำให้รู้สึกเวียนหัวหนักกว่าเก่า แค่พยายามจะขยับปากตอบคำถามพวกเขายังทำได้ยาก

“ฉันว่าพวกเรารีบพาเฮียไปโรงพยาบาลกันก่อนเถอะ”

“ดะ...เดี๋ยว!” ผมห้ามพวกเขาที่กำลังจะพยุงผมให้ลุกขึ้น

“ในรถ…แค่กๆๆ...” เมื่อพยายามจะเค้นเสียงพูดออกมา ผมก็ไอสำลักจนสะเทือนไปถึงท้องที่ถูกเตะ

“อะไรนะ เฮียพูดว่าอะไร!”

โอ้ย...พวกมึงอย่าเร่งกูได้ไหม แค่นี้ก็หายใจลำบากจะแย่แล้ว

“ในรถ…” ผมตั้งสติที่หลงเหลืออยู่น้อยนิดแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่ออธิบาย “พวกนั้น...มันโยนบางอย่างเข้าไปในรถ” เสียงที่พยายามจะเปล่งออกมาก็แผ่วเบาจนอีกฝ่ายแทบจับใจความไม่ได้

“ใครโยนอะไรเข้าไปในไหนนะ แล้วรถใครเหรอเฮีย!?”

“เตวิช…”

“รถเฮียเต้เหรอ ก็อยู่ตรงนั้นไง ผมไม่เข้าใจเลยเฮียเบียร์พูดอะไร ผมว่าเรารีบไปโรงพยาบาลกันก่อนเถอะ ที่หัวเฮียเลือดออกด้วย”

โธ่เว้ย! อะไรของแม่งวะเนี่ย! คุยกับคนหรือตัวอะไร ทำไมมันเข้าใจอยากจังวะ ผมตัดสินใจจิกหัวไอ้นัทก้มลงมาใกล้ๆ จนใบหูชิดริมฝีปาก “...ไปบอกเตวิชว่ามีบางอย่างอยู่ในรถ”

พูดได้แค่นั้น ผมก็รู้สึกเหมือนร่างกายค่อยๆ เบาลงจนไร้น้ำหนักแล้วล่องลอยขึ้นกลางอากาศ แสงสว่างจากไฟข้างตึก ป้ายไฟกะพริบที่เป็นชื่อของบาร์เริ่มเลือนรางและมืดลงช้าๆ...

.


...50%


เตวิช :

เหลือบมองนาฬิกาบนข้อมืออย่างปลงๆ เกือบจะ 3 ทุ่มแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววของซานเธียว่าจะมาเลย ส่วนดิวก็เอาแต่นั่งกินนู่นกินนี่อย่างเอร็ดอร่อย เหมือนไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับสถานการณ์ของตัวเองที่กำลังตกอยู่ในอันตราย

แอบถอนหายใจกับตัวเองเบาๆ

การสืบหาเบาะแสความทรงจำที่หายไปและตัวคนร้ายที่จ้องจะเล่นงานดิว ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา โทรศัพท์เก่าๆ ที่ค้นเจอในห้องส่วนตัวของเธอดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรนัก แต่อย่างน้อยในนั้นก็มีบันทึกรายชื่อเบอร์โทรศัพท์ของใครบางคนที่รู้สึกว่าแปลกๆ ‘กันติทัต’ เธอบอกว่าจำไม่ได้ว่าเคยรู้จักคนคนนี้

ผมลองใช้เครื่องของเธอโทร.กลับออกไป แต่เหมือนว่ากันติทัตจะไม่ได้ใช้เบอร์นั้นอีกแล้ว

ปริศนาความทรงจำที่หายไปคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสืบหา อย่างน้อยถ้าหากจับเจ้าพวกคนร้ายที่มาแอบปล่อยลมยางรถของผมได้ อาจจะสามารถเค้นถึงตัวผู้ว่าจ้างได้ก็ได้ แต่ไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะย้อนกลับมาเล่นงานพวกเราอีกเมื่อไหร่ ที่ทำได้ก็แค่คอยจับตาสังเกตการณ์อย่างระมัดระวังเท่านั้น

“นี่! จะกินอีกนานปะ” ผมปรายตามองดิวปนความรู้สึกหงุดหงิด ตั้งแต่อาหารถูกเสิร์ฟขึ้นโต๊ะ เธอก็แทบไม่พูดอะไรออกมาอีก เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตากินเหมือนไปตายอดตายอยากมาจากไหน

อยู่ในคฤหาสน์หรูสไตล์จีนหลังใหญ่ขนาดนั้น พวกเขาไม่เลี้ยงอาหารเหลากับเธอบ้างหรือไง?

“มีอะไรก็ว่ามาสิ ฉันกินไปคุยไปได้” เสียงหวานตอบรับอย่างไม่ใส่ใจพลางขยับปากเคี้ยวงุบงับ ไม่เงยหน้าขึ้นมามองกันด้วยซ้ำ ขณะมือทั้งสองข้างกำลังฉีกปีกไก่ทอดน้ำปลาเข้าปากอย่างเมามัน ซึ่งเป็นเมนูกับแกล้มติดอันดับต้นๆ ของบาร์เมาดิบ

สงสัยจะอร่อยจริง

“ถามจริง เธอนึกอะไรไม่ออกเลยเหรอ?” ถามไปอย่างงั้นแหละ แม้ในใจจะรู้คำตอบดี แต่ในนาทีนี้ผมต้องพูดกับใครสักคนบ้าง ให้นั่งเงียบอยู่ในห้องคาราโอเกะอยู่นานสองนาน อึดอัดจนจะอกแตกตาย

“อือหึ” ดิวครางเสียงในลำคอตอบเพราะมีอาหารอยู่เต็มปาก

อะไรของยัยนี่วะ! กำลังพูดเรื่องของตัวเองแท้ๆ ช่วยจริงจังกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง

ผมพยายามสงบอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดแล้วถามต่อ “แล้ว...ตั้งแต่ที่เธอฟื้นขึ้นมาจากอุบัติเหตุ มีอะไรหรือรู้สึกแปลกๆ อะไรบ้างไหม? อย่างเช่น มีใครบางคน หรือมีใครที่มีปฏิกิริยาแปลกๆ กับเธอ เวลาที่เขาได้เจอเธอครั้งแรกบ้างไหม?”

ดิวหยุดมือที่กำลังตักตวงอาหารใส่ปากแบบนอนสต็อป แล้วเอื้อมไปหยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดมือเช็ดปาก “อืม...ก็น่าจะมีมั้ง? แต่ก็ไม่แน่ใจ”

“แล้วทำไมถึงไม่บอกฉันตั้งแต่แรกละเว้ย!” เสียงทุ้ม 18 หลอดถูกตะเบ่งออกมาอย่างตะลึง

ไม่อยากจะเชื่อเลยให้ตาย วันๆ ยัยนี่เอาแต่อมพะนำอะไรไว้ เรื่องสำคัญแบบนี้ทำไมไม่พูด!

“ก็ฉันไม่แน่ใจไง อีกอย่างนายก็ไม่เคยถามถึงด้วย”

ก็คนมันไม่รู้ไง ไม่รู้จะเริ่มต้นสืบหาหรือถามออกมายังไงด้วย คนไม่เคยความจำเสื่อมนี่!

“บอกมา...ใคร! อะไร! ยังไง!” ผมถามต่อ เมื่อคำตอบที่ได้เริ่มจะมีความคืบหน้า

“หืม…อะไร?” หล่อนเมาปีกไก่ทอดน้ำปลาไปแล้วหรือยังไง ตูยังไม่ได้เปลี่ยนเรื่องเลยนะ ยังจะทำมองหน้านิ่งเหมือนไม่เข้าใจอีก

“ก็คนที่เธอบอกว่าแปลกๆ ไง (โว้ย!)” ใจเย็นๆ ไว้ก่อน...ไอ้เตวิช ยัยนี่เป็นเพื่อนสมัยเรียนมหา’ลัยของแกไง จำไม่ได้เหรอ

“อ๋อ!” เสียงหวานครางเหลอหลาพลางพยักหน้าเหมือนเพิ่งจูนสมองให้ตรงกับเรื่องที่ผมพูดได้ พลางกลืนอาหารในปากลงคอแล้วดื่มน้ำตาม ประหนึ่งว่าเรื่องที่กำลังเล่านั้นยาวไปถึงเชียงใหม่

“ก็ซานเธียไง”

“ฮะ…?” ทำไมชื่อของบุคคลที่เธอกล่าวถึงทำเอาความสนอกสนใจของผมดับวูบไปในพริบตาได้

อะไรของยัยนี่ ไอ้ตี๋ใจทรามมันไปเกี่ยวอะไรด้วย เตวิชไม่เข้าใจ!

“ซานเธียไง หมอนั่นน่ะแปลกสุดแล้ว!”

โอ้ย! เรื่องนี้ไม่ต้องบอกคนเขาก็รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่าซานเธียหรือไอ้ตี๋ใจทรามนี่มันเพี้ยนจะตาย

ฮึ่ย...ไม่ต้องตามหามันแล้ว! คนที่คิดจะฆ่าดิวอ่ะ ผมเองนี่แหละที่อยากจะฆ่าเธอสุดๆ!

“ดิว! ฉันถามจริงๆ เถอะ นี่เธอยังอยากจะรู้ไหมว่าใครที่ทำกับเธอแบบนี้!” ผมชักจะเหลืออดกับความมึนของยัยเมียน้อยนี่จริงๆ ถ้าเธอไม่คิดจะพูดอะไรที่เข้าท่ามากกว่านี้ ผมจะเทเรื่องเธอทิ้งไว้ตรงนี้แล้วพาหนึ่งนารากลับ!

“ก็อยากรู้สิ อยากรู้ด้วยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่!” เธอขมวดคิ้วมุ่น เหมือนจะขุ่นเคืองผมกลับเช่นกัน

“แล้วเธอจะพูดถึงซานเธียทำไม หมอนั่นมัน…” ก็ประหลาดอยู่แล้ว แต่ผมยังพูดไม่ทันจบดิวกลับพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“ตกลงว่านายไม่เชื่อที่ฉันพูด?”

“ก็แล้วมันใช่เรื่องไหมล่ะ?” ซานเธียมันจะไปเกี่ยวกับอุบัติเหตุของดิวได้ไง ในเมื่อเธอตกน้ำแล้วบังเอิญลอยมาเกยตื้นที่บ้านสวนของเจ้าสัว

“ฉันไม่แน่ใจว่าซานเธียจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า แต่ฉันกำลังสงสัย เพราะบางทีเขาอาจจะรู้ว่าใครคิดที่จะฆ่าฉันและรู้สาเหตุของอุบัติเหตุนั่นด้วย แต่เขากลับไม่ยอมพูดมันออกมา”

“อะไรที่ทำให้เธอคิดแบบนั้น?”

“ตอนที่ไปบ้านเด็กกำพร้า สถานที่ที่ฉันเติบโตมา ฉันรู้สึกเหมือนว่าเขาจะเคยไปที่นั่นและอาจจะหลายครั้งด้วย”

“เธอรู้ได้ยังไง?”

“ตอนที่ฉันฟื้นมาและอยู่ในความอุปถัมภ์ของเจ้าสัว ฉันนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้จัดการงานศพของพี่สาวให้เรียบร้อย เจ้าสัวเลยขอให้ซานเธียช่วยฉันจัดการในเรื่องนี้ ฉันต้องไปบอกเรื่องงานพิธีที่จะจัดขึ้นกับทุกๆ คนที่บ้านเด็กกำพร้า แต่ว่าเขากลับรู้เส้นทางที่จะไปที่นั่นเป็นอย่างดีโดยที่ฉันไม่ต้องบอกเลย แล้วเหมือนว่าพี่จอห์นที่เติบโตมากับฉัน ตอนนี้เขาเป็นคนดูแลพวกเด็กๆ อยู่ที่บ้านเด็กกำพร้า ก็มีท่าทีคุ้นเคย เหมือนจะรู้จักเขามาก่อน ฉันเลยรู้สึกตะขิดตะขวงใจในเรื่องนี้ แต่ก็ทำได้แค่แสร้งทำเฉย”

“งั้นเหรอ?”

เรื่องมันชักจะไม่ชอบมาพากลหนักแล้วสิ

ถ้าซานเธียรู้แล้วจริงๆ แล้วทำไม...หมอนั่นถึงต้องใช้ผมให้สืบหาตัวคนร้ายที่จ้องจะเล่นงานดิวด้วย

ถ้าอย่างนั้น จะต้องเป็นบุคคลที่เขาไม่สามารถเข้าไปวุ่นวายได้ด้วยตัวเอง เพราะด้วยอะไรหลายๆ อย่าง อาจจะเป็นในเรื่องของอิทธิพล แต่จะมีใครที่มีอิทธิพลเหนือกว่ากลุ่มของหยางหมิงได้อีก แทบจะเป็นไปไม่ได้

เว้นแต่...จะเป็นคนที่เขาให้ความเคารพเกรงใจ

“จริงด้วยสิ! ซานเธียเคยพูดบางอย่างแปลกๆ กับฉันด้วย!” ดิวโพล่งเสียงขึ้นอีกครั้ง

“พูดว่า…” ผมหลุดออกจากห้วงความคิดที่พยายามจะปะติดปะต่อเหตุผลต่าง แล้วมาสนใจกับสิ่งที่ดิวจะพูดอีกครั้ง

“เขาบอกว่า...ฉันเป็นเมียน้อยของคุณนภัทร!”

???

นภัทร...ไหนวะ? ทำไมมันถึงมีตัวแปลออกมาเยอะจังวะ นอกจากชื่อบุคคลปริศนาในโทรศัพท์ที่ชื่อกันติทัตแล้ว ยังจะมีนภัทรโผล่มาอีก

“แต่ก็ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะ ซานเธียยังพูดเรื่องบางอย่างเหมือนกับว่าอยู่ในสถานการณ์ตอนนั้นด้วยซ้ำ” ดิวพยายามอธิบายต่อ

“อะไร?”

“บอกว่า...ที่ฉันเจ็บปางตายมาก็เพราะถูกเมียหลวงจับได้ แล้วก็ยังถูกแทงจนตกน้ำ ต่อว่าว่าฉันทำให้ครอบครัวของพวกเขาต้องพังทลายลง”

“...” ถึงกับสะอึกอยู่ในอกหลังได้ยิน รู้สึกเหมือนอากาศแถวนี้มันก็หายไปเสียดื้อๆ เลย

รู้สึกทราบซึ้งกับความร้ายกาจของบรรดาเมียๆ ไม่ว่าจะเป็นเมียหลวงหรือเมียน้อย...โคตรสุด!

ทำไมไม่มีผู้หญิงตบตีกันเพื่อแย่งผมบ้างนะ ชักอยากจะเห็นหน้าไอ้คนที่ชื่อนภัทรนั่นจริงๆ ว่าเขาจะหล่อหอยสั่นเบอร์ไหน

“c]h;ยังมีอีกนะ!” ดิวบอกน้ำเสียงตื่นเต้น ดูท่า เธอจะติดลมกับการนินทาเมียหลวงอยู่สินะ

อย่าบอกนะว่าหลังจากตกน้ำแล้ว เมียหลวงยังกระโดดตามลงไปแทงซ้ำอีก!

“เรื่องคุณกันต์น่ะ…” อ่อ ไม่ใช่แฮะ ยัยนี่เปลี่ยนเรื่องจนผมตามอารมณ์แทบไม่ทัน “ฉันเคยได้ยินซานเธียพูดถึงคนคนนี้ บางทีเขาอาจจะเป็นคนเดียวกันกับรายชื่อที่ถูกบันทึกไว้ในโทรศัพท์ก็ได้...ที่ชื่อกันติทัตไง”

“ก็มีความเป็นไปได้” ผมพึมพำพลางพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานนี้

กันติทัต...คุณกันต์ อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ ถ้ากันต์คือชื่อย่อที่พวกเขาใช้เรียก

“ถ้างั้น...แล้วซานเธียพูดว่าอะไร เกี่ยวกับคนคนนั้น” ผมถามขึ้น

“อืม...ก็ประมาณว่า...ถ้าคนคนนั้นรู้ว่าเขาแตะต้องฉัน เขาอาจจะเดือดร้อน”

???

อะไรวะ ตูงง

แบบนี้จะรู้เรื่องกันไหมวะเนี่ย ไอ้ข้อมูลที่ได้มันแทบจะหาจุดเชื่อมโยงกันไม่ได้เลยวุ้ย ปวดกบาล

แต่ก็ไม่แน่นะ ขอตั้งสติคิดแป๊บ อุตส่าห์ได้ชื่อบุคคลที่น่าสงสัยออกมาแล้ว

ถ้า ‘กันต์’ หรือ ‘กันติทัต’ คือคนคนเดียวกัน หมอนี่อาจจะเป็นคนที่น่าสงสัยที่สุดเลยก็ได้ เพราะถ้าหากเขาสามารถทำให้ซานเธียกลัวได้ ก็จะตรงกับข้อสันนิษฐานของผมที่คิดว่ากลุ่มคนพวกนี้คือคนที่ซานเธียให้ความเคารพ จนไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวตรงๆ เลยใช้ผมสืบแทน

แสดงว่ากลุ่มคนพวกนี้จะต้องมีอิทธิพลและน่ากลัวมากแน่ๆ แต่ก็ไม่รู้ว่ากันติทัตมีความสัมพันธ์อะไรกับดิว แต่นภัทรนี่ชัดเจนมาก หากเรื่องที่ซานเธียบอกเป็นความจริงว่าดิวเป็นเมียน้อยของคนที่ชื่อนภัทร

ที่เหลือก็แค่หามือแทง คนที่ทำร้ายเธอจนตกน้ำ บางทีอาจจะเป็นเมียหลวงจริงๆ ก็ได้ แค่ต้องรู้ให้ได้ว่าเมียหลวงของนภัทรคือใคร ก็จะได้ตัวคนร้าย

แต่แม่ง! ในประเทศนี้มีคนที่ชื่อนภัทรเป็นล้านคนเลยมั้ง แล้วนภัทรคนนี้นามสกุลอะไรจะรู้ไหม จะสืบหาจากกูเกิลหรือเยลโล่เพจเจสได้ไหมเฮ้ย!

คิดแล้วก็ยังเหมือนกำลังงมเข็มในมหาสมุทร ทำไมถึงมีแต่คนชอบหาเรื่องยุ่งยากใจมาให้อยู่เรื่อย!

“เฮียเต้! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”

ไม่ทันไร ไอ้นัทก็วิ่งแตกตื่นเข้ามาในห้องพร้อมเสียงโวยวายประหนึ่งว่ามีคนกำลังจะตาย

“เรื่องใหญ่อะไรอีกวะไอ้นัท!” ผมหันไปมองมันด้วยความรำคาญใจ ไม่ใช่แค่จู่ๆ ที่มันพรวดพราดเข้ามาอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียงก่อน แต่มันยังมายืนค้ำหัวกันทื่อๆ อีก

ผมนี่ตกใจ นึกว่ามันจะวิ่งเข้ามาซัดหน้าให้เอาซะแล้ว

“พ่อมาครับเฮีย!”

“พ่อมา!” เชี่ยแล้ว “ใช่พ่อกูอย่างคราวที่แล้วหรือเปล่าวะ!?” ได้ยินว่าพ่อมา ไอ้เราก็เริ่มลนลานไม่แพ้อีกฝ่ายเช่นกัน คำคำนี้แม่งเซ้นซิทีฟพอๆ กับคำว่าคุกเลย

คิดแล้วยังหลอนไม่หาย คราวที่แล้วพ่อก็ดันเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์ ใส่กุญแจมือขู่บังคับให้เลือกว่าระหว่างนอนคุกกับนอนบ้าน มันก้ต้องนอนบ้านสิวะ ใครจะอยากนอนคุก

!!!

แต่รู้สึกว่าคราวนี้ ‘พ่อ’ ในความหมายของไอ้นัทจะไม่ใช่อย่างที่ผมคิดซะแล้ว

ไม่ทันที่ไอ้นัทจะได้อ้าปากพูดต่อ กลุ่มคนทั้งในและนอกเครื่องแบบก็กรูกันเข้ามาในห้องคาราโอเกะจนดูเล็กแคบไปถนัดตา

“คุณคือคุณเตวิช เอกโชติภูมินนท์ ที่เป็นเจ้าของบาร์เมาดิบแห่งนี้ใช่ไหมครับ พวกเราขอจับกุมคุณในข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครอง”

ว่าไงนะ!

หลังได้ยินเสียงทุ้มกล่าวตั้งข้อหาผมในเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ผมกลับได้แต่นั่งตัวแข็งเป็นหินจมอยู่กับความรู้สึกตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อหู

พวกเขาพูดเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย ผมเนี่ยนะจะมียาเสพติดไว้ในครอบครอง!

.


To be continued.


100% ยังมีใครรออ่านเรื่องนี้อยู่ไหม ขอโทษที่หายไปนานนะคะ ยังไงก็ฝากคอมเม้นแสดงความคิดเห็นที่มีต่อเนื้อหากันได้นะคะ ยังพอทำให้ลุ้นกันได้บ้างไหมเอ่ย 5555

ขอขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามเฮียเต้อยู่เสมอนะคะ


รักละลายใจ SS1

อัพจบทาง  ธัญวลัย และ Fictionlog

แต่ติดเหรียญนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

244 ความคิดเห็น