(รักละลายใจ SS2) แผนรักฉบับคุณพี่ชายละลายใจยัยน้ำแข็ง

ตอนที่ 19 : [SS2] ตอนที่ 14 มากับเขาแล้วเหงายังไง(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 50
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 มิ.ย. 61

ตอนที่ 14

มากับเขาแล้วเหงายังไง(1)

.

เตวิช :

“ฮัดชิ่ว!”

“สงสัยกำลังโดนนินทาอยู่แน่ๆ”

ทันทีที่ใครบางคนได้ยินเสียงจามของผมก็เอ่ยปากแซวขึ้นมาราวกับรอโอกาสที่จะหาเรื่อง แล้วใครบางคนที่ผมว่าก็คือดิวไงจะใครล่ะ

ไม่รู้ว่าเธอเกลียดอะไรผมหรือเปล่า? ถึงได้จ้องแต่จะหาเรื่องทะเลาะตลอด สงสัยตอนอยู่บ้านไม่มีคนพูดด้วยคงจะเหงาปาก

“ไรวะ คนจะจามมันก็เป็นเพราะระคายเคืองโพรงจะจมูก ไม่เกี่ยวกับว่ามีคนนินทาสักหน่อย” เปิดปากมาขนาดนี้ ไม่ต่อล้อต่อเถียงก็คงไม่ใช่เตวิชแล้วล่ะ

ตั้งแต่เช้าหลังจากไปส่งหนึ่งนาราไปโรงเรียนตามปกติ ผมก็มาทำหน้าที่อารักษาดิวตามที่ตกลงไว้กับซานเธีย เธอเลยขออนุญาตเจ้าสั่วออกมาที่บ้านเช่าเพื่อมาทำความสะอาดต่อจากเมื่อวาน แต่เธอกลับเอาแต่ค้นนู่นนี่ไปทั่วบ้านแล้วปล่อยให้ผมทำความสะอาดอยู่คนเดียว

ให้ตายสิ ขนาดห้องตัวเองยังไม่ทำเลย ทำไมต้องมาทำความสะอาดให้บ้านคนอื่นด้วย

“นี่ ไม่ต้องมาหาเรื่องเลย ไหนว่าจะมาทำความสะอาดไง เห็นมีแต่ฉันทำอยู่คนเดียว”

“ใครบอกว่าฉันไม่ทำ” ดิวหันขวับมาทำตาขวางใส่ ก่อนจะหันกลับไปง่วนกับกองข้าวของที่เธอกำลังรื้อค้นอีกครั้ง

“ก็ฉันไงที่พูด” นี่ถามแปลกเพิ่งจะพูดอยู่หยกๆ “แล้วไอ้ที่เธอทำอยู่เนี่ย มันเรียกว่าทำความสะอาดตรงไหนไม่ทราบ รื้อข้าวของออกมากองไว้แบบนี้ แล้วเมื่อไหร่มันจะเสร็จวะ”

“ก็ฉันกำลังหาของอยู่ เดี๋ยวเก็บให้น่าบ่นอยู่ได้” ดิวแทบไม่หันมามองผมด้วยซ้ำ เอาแต่คุ้ยนู่นนี่จนเละเทะไปหมด “บ้านตัวเองแท้ๆ ทำไมต้องมาถูกคนอื่นบ่นด้วย”

“เออดิ ก็เพราะคนอื่นที่เธอว่า ต้องมาทำความสะอาดให้เนี่ย แล้วหาของอะไร? รื้อจนเละไปหมดแล้ว”

“ไม่รู้สิ” กวนประสาทป่ะเนี่ย ”ฉันก็ไม่แน่ใจ แค่อยากหาอะไรที่พอจะทำให้นึกออกได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่ฉันจะเกิดอุบัติเหตุ”

“งั้นเหรอ?” ผมพึมพำขณะช่วยเธอคิดว่าควรจะเริ่มค้นหาความทรงจำที่หายไปยังไง ขืนปล่อยให้เธอรื้อค้นข้าวของไปเรื่อยเปื่อยนอกจากจะไม่ได้ความอะไรแล้ว ยังทำให้บ้านรกหนักยิ่งกว่าเดิมอีก

ซึ่งเรื่องนี้ผมจะไม่ยอมปล่อยผ่านไปอย่างเด็ดขาด เพราะอุตส่าห์ทำความสะอาดให้จนบ้านสวยปิ้งวิบวับเสียขนาดนี้ เรื่องอะไรจะปล่อยให้เธอมารื้อข้าวของจนรกอีก เหนื่อยเว้ย!

“โทรศัพท์มือถือ สมุดบัญชี สมุดโน้ต ไดอารี่...” ผมพึมพำถึงสิ่งของที่คนส่วนใหญ่อาจจะใช้เป็นบันทึก หรือมีข้อมูลในการติดต่อหาใคร เพราะสิ่งของพวกนี้จะมีบันทึกการใช้งานอัติโนมัติอยู่แล้ว ยิ่งสมุดบัญชี ต่อให้เราไม่เคยไปอัพเดต แต่ถ้าไปขอสเตทเม้นย้อนหลังก็ต้องมีหลักฐานการโอนฝากแน่นอน และถ้ายิ่งเธอเป็นคนชอบเขียนไดอารี่ด้วยแล้วก็ยิ่งดีใหญ่ นั่นจะช่วยให้เธอรู้เรื่องที่อยากรู้ง่ายขึ้น

แต่ดูจากบุคลิกของยัยนี่แล้ว ไม่น่าทำอะไรแบบนั้นแฮะ

“ฮะ?” ดิวหันมามองผมด้วยแววตาสงสัย “นายพูดอะไร?”

“สิ่งที่เธอควรหาไง โทรศัพท์มือถือ สมุดบัญชี สมุดโน้ต อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือถ้ามีทั้ง 3 อย่างนี้ เธอก็ควรสืบจากตรงนี้ก่อน”

“จริงด้วย! เตวิช แกโคตรฉลาดเลย!”

“โอ๊ะ! แน่นอน ก็มีพ่อเป็นตำรวจนี่”

แหม ไม่ได้ตั้งใจจะโอ้อวดเรื่องนี้เลยนะ แถมยังเคยไปสอบตำรวจมาด้วย แต่เป็นเพราะถูกบังคับเลยทำข้อสอบมั่วๆ ถ้าอยากจะเป็นตำรวจขึ้นมาจริงๆ คนฉลาดอย่างผมต้องสอบติดอยู่แล้ว

“ว่าแต่...ทำไมต้องหาสมุดบัญชีด้วยล่ะ มันเกี่ยวด้วยเหรอ?”

“ก็ถ้าเธอเคยเป็นเมียน้อยใครจริง บางทีอาจจะได้รับเงินโอนผ่านทางบัญชีจากผู้ชายคนนั้นไง ลองเอาสมุดคู่ฝากไปอับเดต เผื่อจะมีหลักฐานการโอนเงิน”

“นั่นสินะ นายเนี่ย...ฉลาดจริงๆ ด้วย” ดิวหรี่สายตามองผมด้วยแววตาแปลกๆ พลางลุกออกมาจากกองข้าวของที่รื้อค้น

“ขอบใจ...โอ๊ย!” ไม่ทันไร นางก็ดิ่งเข้ามาหยิกหูผมอีกแล้ว “อะไรของเธออีกเนี่ย!”

“เมียน้อยนายสิ!”

“เมียน้อยแบบเธอฉันไม่เอาหรอก อีกอย่างเมียหลวงยังหาไม่ได้เลย”

“ก็สมควรแล้วนี่” หน็อย...ยัยนี่ ได้ทีทับถมก็เอาให้สบายใจเลย แล้วเราจะหลุดปากออกไปเพื่อ?

“ฉันพูดผิดตรงไหนอีก ถ้าเธอเคยเป็นเมียน้อยใครจริงก็ต้องทำเพราะเงินอยู่แล้ว บางทีผู้ชายคนนั้นอาจจะโอนเงินมาให้เธอด้วยความเสน่หาบ้างก็ได้นี่นา ...หรือว่าเธอให้ฟรี?”

“ปากดี!”

“โอ๊ย!”

มือหรืออะไร ทั้งไวทั้งแรง ดึงหูเนี่ยแหละ จะหลุดอยู่แล้ว

หืม...ฝากไว้ก่อน รอให้ถึงวันงานเปิดตัวเมียน้อยก่อนเถอะ(เปิดตัวบุตรบุญธรรม)จะไม่นับหน้าเธอว่าเป็นคนรู้จักแม้แต่นิดเดียว!

“ปากดีก็ตีปากสิ จะหยิกหูทำไม” แบบนี้เรียกว่าตบหัวแล้วลูบหลังได้ไหม แต่เป็นลูบหัวก่อนแล้วตบหลัง

“ไม่เอาอ่ะ ขยะแขยง” อือหือ พูดไม่พอ ยังมองด้วยสายตาแบบเดียวกับคำพูด

ปรี๊ดเลย ปรี๊ดไปถึงแกนสมอง

ฟู่…!

ใจเย็นๆ ไว้ไอ้เตวิช ถึงนังเมียน้อยจะทำตัวหน้าตบขนาดไหน แต่แกจะต้องรักษาข้อตกลงว่าจะปกป้องเธอกับบาร์เอาไว้ให้ได้ เอาล่ะ! ผมควรจะฆ่าดิวหมกบ้านหลังนี้ก่อนคนที่กำลังตามฆ่าเธออยู่จะมาชิงฆ่าไปก่อนดีไหม!?

“นี่เตวิช ฉันเจอโทรศัพท์แล้วล่ะ!” จู่ๆ ดิวก็โพล่งเสียงตื่นเต้นพร้อมกับชูโทรศัพท์ไว้ในมือ

เฮ้ย! แล้วนี่เธอเดินกลับไปหาของตั้งแต่เมื่อไหร่ สงสัยมัวแต่ยืนสงบสติอารมณ์จนไม่ทันสังเกตุ

แต่ว่า...นั่นมันโทรศัพท์ยุคไหนกันเนี่ย ยังใช้ได้หรือเปล่าวะนั่น โคตรเก่า แถมยังเป็นแบบปุ่มกดอยู่เลย ถ่ายรูปได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่อยากเชื่อว่ายังมีคนใช้โทรศัพท์รุ่นโบราณแบบนั้นในยุคที่มี 4G กันแล้ว ถามจริง นั่นโทรศัพท์หรือสากกระเบือ อันเบ่อเร้อ!

“เหรอ...ดีจัง! ^^” ตอบรับเธอด้วยเสียงหวานอันแสนไพเราะและรอยยิ้ม ละทิ้งอคติที่อยู่ในใจราวกับถูกปลิดทิ้ง

“นี่นาย...กินฝุ่นเข้าไปเยอะหรือไง ทำไมถึงต้องทำหน้าทำเสียงแปลกๆ แบบนั้นด้วย?”

“เปล่านี่ ...ก็ปกติเดิมๆ นะ ^^”

นังเมียน้อย ถ้าไม่อยากจู่ๆ ก็เลือดอาบหัวก็อย่าถามมาก คนเขากำลังระงับสติอารมณ์โกรธอยู่

“งะ...งั้นเหรอ?” แววตาที่เธอมองผมเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและสงสัย แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถาม “ถ้าอย่างนั้นฉันจะลองเปิดเครื่องดูก่อนนะ เผื่อจะมีอะไรบ้าง”

“ได้เลย ดีมาก รีบเปิดดูเลยเถอะ ^^” สภาพบูโรทั่งขนาดนั้น หล่อนยังจะกล้าเปิดเครื่องอีกเหรอ มันจะระเบิดไหมวะนั่น ...กูกลัว

“อะ...อืม” ดิวพยักหน้าตอบรับน้อยๆ ก้มหน้าก้มตามองโทรศัพท์ในมือเหมือนพยายามจะหลบเลี่ยงบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ควรเผลอไปมอง “เตวิช...ฉันขอร้องล่ะ ช่วยเลิกทำหน้ากับน้ำเสียงแบบนั้นสักที ฉันเริ่มขนลุกแล้วว่ะ”

“ก็ได้ ถ้าเธอสัญญาว่าจะไม่กวนประสาทฉันอีก ^^”

“ขะ...เข้าใจแล้ว ฉันจะไม่กวนประสาทนายอีก สัญญาเลย!”

“ดี...น่ารักมาก ^^”

“โอ้! โทรศัพท์เปิดเครื่องติดแล้ว นายจะดูด้วยไหม?” เหมือนดิวพยายามจะเปลี่ยนเรื่องเพื่อทำลายบรรกาศชวนสยองนี่ทิ้งเลยแฮะ

“เธอดูไปก่อนเถอะ” ในที่สุดก็ได้กลับมาพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าปกติเดิมๆ อีกครั้ง ก็เธอสัญญาว่าจะไม่กวนประสาทแล้วนี่

“โอเค เอางั้นก็ได้” ดวงตาที่สั่นไหวของเธอเอาแต่มองไปที่โทรศัพท์สุดคร่ำครึอย่างลังเล

“ถ้างั้นฉันขอไปล้างมือก่อนแล้วกัน ถ้ามีอะไรแปลกๆ ก็เรียกนะ”

“อืม...” เธอตอบรับเสียงอ่อน แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่หน้าจอโทศัพท์อยู่อย่างนั้น ไม่ยอมกดอะไรสักอย่าง จนหน้าจอดับไป ผมคิดว่าควรจะปล่อยให้เธอได้อยู่ตามลำพังสักพัก


50%


ขณะเดินลงมาชั้นล่าง ผมสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างตรงบริเวณที่จอดรถหน้าบ้าน มีผู้ชายคนหนึ่งสวมหมวกกันน็อกเต็มใบปิดหน้าปิดตาคร่อมอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ที่สตารท์เครื่องไว้เหมือนกำลังรอใคร แต่ไม่นานผมก็ได้คำตอบกับสิ่งที่กำลังสงสัย ยังมีผู้ชายอีกคนซึ่งสวมหมวกกันน็อกในลักษณะเดียวกัน ยืนด้อมๆ มองๆ อยู่ข้างรถของผม ตอนแรกที่ไม่เห็นเพราะเขาก้มตัวอยู่

ในหัวกำลังเต็มไปด้วยความสงสัยกับท่าทีมีพิรุธของพวกเขา  ผมยืนลังเลอยู่สักพักพยายามคิดให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป เพราะไม่รู้ว่าคนพวกนั้นเป็นใคร และจะมีอันตรายต่อเราหรือเปล่า

หรือว่าเจ้าพวกนั้นจะเป็น…

“เฮ้ย! ทำอะไรวะ!”

เสียงดุดันตะโกนออกไปเพื่อข่มขู่ ทำให้พวกเขาชะงักการกระทำที่น่าสงสัยไว้ เร็วกว่าความคิด สองเท้าของผมวิ่งออกจากบ้านตรงเข้าไปหาพวกเขาตามสัญชาตญาณ และเมื่อชายแปลกหน้าสองคนเห็นผมปรากฏตัว คนที่เคยยืนอยู่ข้างรถยนต์กลับวิ่งเข้าไปหารถมอเตอร์ไซค์ที่จอดรอแล้วกระโดดขึ้นซ้อนท้ายอย่างรวดเร็ว ก่อนที่คนขับจะเร่งเครื่องหนีออกไปทันที

“โธ่เอ้ย!” ผมสบถด้วยความเจ็บใจ แต่จะไม่ยอมปล่อยให้สองคนนั้นรอดมือไปได้แน่ ผมรีบปลดล็อกรถของตัวเองเพื่อจะไล่ตามพวกเขาไป แต่ก่อนที่จะกระโจนตัวเข้าไปในรถกลับสังเกตเห็นยางรถล้อหน้าแบนสนิท

“แม่งเอ้ย!”

สิ่งที่พวกเขาทำคือเรื่องนี้เองเหรอ

ปึก! ประตูรถถูกกระแทกปิดลงตามอารมณ์ฉุนเฉียว แสบชะมัด

“แม่งเอ้ย! อย่าให้กูจับพวกมึงได้นะ!” แม้ว่าจะไม่เห็นหลังของพวกเขาแล้ว แต่ผมก็ยังคงตะโกนออกไปเพื่อระบายความโมโห

“เจ็บใจโว๊ย!” ผมน่าจะรู้ตัวให้เร็วกว่านี้ คนพวกนั้นคงคอยเฝ้าจับตาดูดิวอยู่ตลอดเวลาเลยสินะ

ให้ตายสิ เซ็งโคตร ยางรถก็แบน ทำอะไรก็ไม่ได้ นอกจากติดแหงกอยู่แบบนี้ ผมมองสำรวจรถตัวเองอยู่นานสองนานปนอย่างหัวเสีย พวกมันเล่นปล่อยลมยางรถของผมออกทั้งสี่ล้อเลย!

โธ่โอ้ย! อยากกรี๊ดให้บ้านแตก!

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ เมื่อกี้ฉันได้ยินเสียงนายโวยวายลั่นเลย” ดิวถามขึ้นขณะผมกำลังก้มๆ เงยๆ ดูใต้ท้องรถเพื่อความแน่ใจว่านอกจากถูกปล่อยลมยางแล้ว พวกนั้นจะทำอะไรแปลกๆ อีกหรือเปล่า

“แล้วรถเป็นอะไร ทำไมยางถึงแบนหมดแบบนี้”

เฮ้อ…ไม่อยากจะตอบคำถามให้รู้สึกเดือดขึ้นมาอีกรอบเลยแฮะ ผมสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ อยู่หลายครั้งกว่าจะยอมหันไปหาดิว

“เมื่อเช้าฉันลืมเช็กลมยางน่ะ” ผมพูดโกหกออกไปเพราะไม่อยากให้เธอกลัว

“ฮะ...ลืมเช็คลมยางเนี่ยนะ” ดิวทวนคำตอบเหมือนไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ “แบนทั้งสี่ล้อเลย?”

“โทษทีนะที่ไม่รอบคอบ ฉันจะโทร.ตามช่างมาซ่อม เธอเข้าไปรอในบ้านก่อนเถอะ”

“อะ...อืม” ดิวยังคงมองยางล้อรถสลับกับหน้าผมด้วยความสงสัย เธอคงรู้ว่าผมโกหก แต่เพราะคำตอบทำให้เธอไม่อยากเซ้าซี้ อีกอย่างเธอเห็นผมตัดบทที่จะสนทนาทำทีเป็นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายเรียกช่างให้มาซ่อมรถ เลยยอมเดินกลับเข้าไปในบ้านตามคำบอกของผม

“ครับ ขอช่างมาซ่อมรถด่วนเลยนะครับ” ผมยังคุยโทรศัพท์อยู่ด้านนอกสักพักพลางมองสำรวจไปรอบๆ บริเวณอีกครั้งเผื่อจะสังเกตเห็นอะไรแปลกๆ แต่ทุกอย่างกลับดูเป็นปกติ หลังวางสายผมยังคงกดโทร.ออกไปหาใครอีกคนเพื่อคุยเรื่องบางอย่าง

[ว่าไงครับคุณเตวิช] แค่ได้ยินน้ำเสียงไม่ทุกข์ไม่ร้อนของอีกฝ่ายก็ทำเอาผมหมั่นไส้อยากจะมุดตัวเข้าไปในโทรศัพท์แล้วกระชากคอไอ้บ้านี่มาซ้อมให้หนำใจ

วานให้กูมาทำงานเสี่ยงชีวิตเพื่ออารักขาเมียน้อยชาวบ้าน แต่ตัวเองกลับเอาแต่นั่งเซ็นเอกสารในห้องแอร์เย็นฉ่ำ โลกช่างไม่ยุติธรรมกับคนที่มีเงินน้อยกว่าจริงๆ

“เย็นนี้ ถ้าแกว่างช่วยมาหาฉันที่ร้านด้วย”

[ร้าน? หมายถึงที่บาร์เมาดิบของคุณเหรอครับ]

“เออสิ” จะถามเพื่อ? ไม่รู้หรือไง ทั้งชีวิตกูก็มีแค่ร้านนี้ร้านเดียว แต่มึงอยากจะปิดร้านกูจัง

[อืม..เย็นนี้ผมน่าจะพอมีเวลาอยู่บ้าง แต่คงไปได้ช่วงดึกๆ หน่อย]

“ว่างจะมาตอนไหนก็มา ฉันจะรออยู่ที่ร้านแล้วกัน”

[ดูท่าทางจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากเลยสินะครับ ถึงได้ไม่ยอมคุยทางโทรศัพท์]

“...ก็ทำนองนั้น”

[ได้ครับ ผมจะไปพบคุณที่ร้านคืนนี้ แต่ว่า…]

“แต่อะไรอีกวะ”

[เปล่าหรอกครับ ผมแค่จะบอกคุณเตวิชว่า...ต่อให้คุณจะติดสินบนด้วยการเลี้ยงเหล้าราคาแพงๆ ผมก็ไม่เปลี่ยนใจจากร้านหรือที่ดินตรงนั้นหรอกนะครับ]

“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกเว้ย! ฉันแค่ไม่สะดวกจะคุยที่นี่ตอนนี้ เอาเป็นว่าคืนนี้ฉันจะรอนายที่ร้านก็แล้วกัน!” ไม่ถึง 1 นาที ผมก็จะสติแตกเพราะต้องคุยไอ้ตี๋ใจทรามแล้ว ดังนั้นผมเลยตัดจบการสนทนาระหว่างเขาเสียดื้อๆ ทันที

ฟู่...ให้ตายสิ! น้ำเสียงมันชวนยั่วโมโหได้ใจดีจริงๆ แค่นี้ก็สะอิดสะเอียนน้ำเสียงยียวนของมันจะแย่แล้ว ยังต้องมาตกเป็นเบ้ให้มันจิกหัวใช้อีก เกลียดแม่งชะมัด

.


หนึ่งนารา :

ณ ร้านเมาดิบ

“อะไรกันเนี่ย 2 ทุ่มแล้วนะ ทำไมเฮียยังไม่มาอีก คุณลูกสาวอุตส่าห์จะมาเซอร์ไพรส์ทั้งที แต่ดันเจอเฮียทำเซอร์ไพรส์กว่า...โดยการมาทำงานสายซะนี่”

เสียงคุณสนุกเกอร์บ่นราวกับต้องการจะพูดแทนความในใจของฉันที่มารอเจอพี่เต้ตั้งแต่ 6 โมงเย็น แต่ว่า...จนผ่านมาถึง 2 ทุ่มแล้ว พี่เต้ก็ยังไม่มาที่ร้าน

“ฮึ่ย! อึดอัดชะมัด! จะโทร.ไปจิกให้ก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะไม่เซอร์ไพรส์อีก อึดอัดจริงโว้ย!” เธอว่าพลางมองนาฬิกาแขวนบนผนังสลับไปมากับโทรศัพท์ในมือ

“เอ่อ...คุณสนุกเกอร์คะ จริงๆ ฉันก็ไม่ได้ต้องการจะเซอร์ไพรส์พี่เต้หรอกค่ะ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรีบร้อน...”

ฉันพยายามจะอธิบาย เพื่อให้คุณสนึกเกอร์ผ่อนคลายอารมณ์ลงบ้าง แต่ก็ยังพูดไม่ทันจบเพราะถูกปลายนิ้วจากมือของคุณสนุกเกอร์แตะลงบนริมฝีปากหยั้งเอาไว้

“ไม่ได้ค่ะคุณลูกหนึ่งขา! เรื่องแบบนี้เราจะไม่ทำเซอร์ไพรส์ไม่ได้เด็ดขาด! เพราะนี่เป็นครั้งแรกลูกหนึ่งมาเยือนที่บาร์เมาดิบแห่งนี้ โดยที่เฮียเต้ไม่ได้เป็นคนพามา แบบนี้มันจะต้องเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์เท่านั้นค่ะ!”

“อืมใช่ เธอพูดถูก” พี่เบียร์ที่กำลังนอนเหยียดขาไปตามแนวยาวของโซฟาพร้อมกับเล่นเกมอยู่เงียบ กลับแสดงความคิดเห็นขึ้นมาบ้าง

“...และคงจะเซอร์ไพรส์กว่านี้ได้อีก ถ้าบังเอิญว่าวันนี้มีตำรวจมาตรวจบาร์ เจอเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีในสถานเริงรมย์”

จริงด้วยสิ ลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลย นี่เรากำลังจะทำให้ทุกคนเดือดร้อนไปด้วยหรือเปล่านะ

“นั่นปากเหรอพี่เบียร์! ดูพูดเข้า ดูสิ หนูหนึ่งหน้าเสียเลยอ่ะ มาขอโทษเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

“อ้าว...แล้วฉันพูดผิดตรงไหน? ถ้าเกิดวันนี้มีพ่อมาตรวจจริง เรื่องนี้ก็จะเป็นหนึ่งในเรื่องเซอร์ไพรส์ที่เธออยากเจอไง”

“อ๋อ...เหรอ!” คุณสนุกเกอร์กอดอกพยักหน้ายอมรับ “แต่ฉันจะรู้สึกเซอร์ไพรส์มากกว่านี้ได้อีกนะ ถ้าจู่ๆ พี่เบียร์จะย้ายก้นออกจากโซฟาตรงนั้นแล้วไปทำงานตามหน้าที่ของพี่ตอนนี้ เดี๋ยวนี้!”

“ชิ! แค่มาทำงานเร็วกว่าปกติวันสองวันก็ทำตัวเป็นเจ้านายเลยนะ”

“อ๋อเหรอ ไม่เห็นรู้เลยนะเนี่ย สงสัยช่วงนี้คงจะมีเวลาพักผ่อนเพียงพอ ผิวพรรณเลยดูเปล่งปลั่ง มีออร่า มีราศีเจ้าคนนายคนจับอะนะ”

“เฮอะ มีเจ้าที่สิงล่ะสิไม่ว่า”

“พี่เบียร์!”

“ห้าวววว...! อยู่ในห้องแอรืรู้สึกเย็นๆ ง่วงๆ ยังไม่รู้แฮะ ออกไปยืดเส้นยืดสายข้างนอกบางก็คงดีเหมือนกัน อ้อ จริงด้วยสิ จะต้องไปตามหาดูคุโระด้วย ช่วงนี้มันชอบแอบออกไปจีบสาวบ้านใหญ่ที่อยู่อีกซอยซะด้วย ถ้าเกิดแม่เขาหวงลูกสาว ไม่ชอบใจคุโระขึ้นมาคงแย่แน่”

พูดจบ คุณเบียร์ก็เดินออกไปจากห้องทันที ทำให้คุณสนุกเกอร์ที่กำลังจะเถียงกลับต้องอ้าปากค้างมองตามแผ่นหลังของเขาจนหายไปจากหลังบานประตู

“ฮึ่ยยยย! ฝากไว้ก่อนเถอะพี่เบียร์”

แม้ว่าฉันจะไม่มาได้ที่บาร์นานสักพักใหญ่แล้ว แต่ว่าทุกคนก็ยังทำตัวเป็นปกติเหมือนเดิม รากับว่าเรื่องที่บาร์กำลังจะถูกปิดลงไม่ใช่ความจริง เพราะทุกคนก็ยังคงทำงานทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขันเช่นเคย

ปึง!

“เจ๊นุ๊ก! เจ๊มัวทำอะไรอยู่เนี่ย มาช่วยผมรับออเดอร์เลย!” ทันทีที่ออกัสกระแทกบานประตูที่เชื่อมต่อระหว่างออฟฟิศกับบาร์เข้ามาก็โพล่งเสียงออกคำสั่งกับคุณสนุกเกอร์อย่างหัวเสีย

“แกกล้าใช้ฉันได้ไงยะ กำลังดูแลแขกพิเศษอยู่ไม่เห็นเหรอ”

“ข้ออ้างชัดๆ” เขาเถียง “เจ้าหญิงอยู่คนเดียวได้ ออกจะดีด้วยซ้ำมั้งที่ไม่มีเจ๊มาคอยรบกวนหูแบบนี้”

“ไอ้ออกัสซั่ม! ไม่มาทำงานแค่วันสองวันปากดีขึ้นเยอะเลยนะ!”

“ที่ดีขึ้นไม่ใช่แค่ปากนะเจ๊ อย่างอื่นก็ดีขึ้นด้วย สนใจจะทดสอบไหมล่ะ?”

“ไอ้เด็กทะลึ่ง!”

“ทะลึ่งตรงไหน? เจ๊รู้เหรอว่าผมจะให้ดูอะไร?” ออกัสยิ้มทะเล้นหยอกเย้าล้อเลียนคุณสนุกเกอร์จนหน้าแดง ไม่รู้ว่าแดงเพราะความเขินอายหรือเพราะความโกรธ

“ไม่รู้โว้ย! ไม่อยากดู! ไม่อยากเห็น!”

“อ๊ะโธ่..ทำเป็นไม่อยากรู้แบบนี้ผมก็อดเฉลยเลยสิ”

“ใครจะไปสนใจมุขแป็กๆ ของแก”

“เชอะ!” ออกัสทำกอดอกสะบัดหน้าเชิดอย่างมีจริตตามอุปนิสัยขี้เล่นของเขา

“เออๆ รู้แล้ว ไปก็ไป” คุณสนุกเกอร์ลุกขึ้นยืนอย่างไม่เต็มใจแม้จะยอมรับปาก

“ก็แค่นี้ ให้ว่าง่ายๆ ตั้งแต่แรกก็หมดเรื่อง อ๊ะโธ่!” ออกัสว่า พลาพลางหันกลับไปทางประตู แต่เพราะได้ยินคำพูดของสนุกเกอร์จึงทำให้เขาชะงักฝีเท้าไว้

“คอยดูนะ ถ้าเฮียมาฉันจะฟ้องให้หมดเลยว่าวันสองวันมานี้แกหายไปไหนมา!”

“เชิญเจ๊ขี่ม้าสามศอกไปฟ้องเลย ยังไงวันนี้ผมกับเจ้าหญิงก็ตัดสินใจอยู่แล้วว่าจะพูดความจริง แบร่!”

ออกัสทำท่าทางหยอกเย้าแลบลิ้นปริ้นตาใส่คุณสนุกเกอร์ แล้วก็วิ่งนี้ออกไปทางหน้าร้านทันที ทิ้งไว้แต่ความรู้สึกเข่นเขี้ยวให้กับคุณสนุกเกอร์

“หน็อย...ไอ้ออกัสซั่ม!” เธอตะโกนอย่างหัวเสียแล้วรีบร้อนไล่ตามออกัสออกไป แต่พอวิ่งไปจนเกือบจะถึงหน้าประตูเธอกลับหยุดเท้าชะงักแล้วหันกลับมาหาฉัน “หนูหนึ่งอย่าเพิ่งรีบกลับ ยังไงก็อยู่รอเฮียเต้อีกสักพักเถอะ คงใกล้จะมาแล้วล่ะ”

“ค่ะ” ฉันตอบรับตะกุกตะกักปนความประหลาดใจ ไม่คิดว่าเธอจะเป็นห่วงฉันเรื่องนี้

หลังจากที่คุณสนุกเกอร์วิ่งออกไปห้องออฟฟิศของบาร์ก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงบ ฉันเหลือบมองนาฬิกาบนมือถือกำลังบอกเวลาว่าอีกไม่กี่นาทีก็จะใกล้ 3 ทุ่มแล้ว ฉันรู้สึกเป็นห่วงพี่เต้ขึ้นมานิดหน่อย ทั้งที่เขาเป็นคนตรงต่อเวลาเสมอ แต่วันนี้เขากลับมาทำงานสาย

จะมีเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับพี่เต้หรือเปล่านะ

แกร๊ก...

เสียงลูกบิดประตูดังขึ้น เป็นประตูที่ใช้เข้าออกทางด้านหลังร้านและกำลังถูกเปิดออกจนเต็มความกว้างพร้อมกับการปรากฏตัวของใครบางคน คนที่ฉันกำลังรอ...พี่เต้

ทันทีที่เห็นเขาปรากฏตัวอยู่หลังบานประตูภายในอกรู้สึกพองขยายด้วยความโล่งอก ฉันดีดตัวลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้โดยไม่รู้ตัว ราวกับเป็นการต้อนรับและอยากจะให้เขามองมาที่ฉันชัดๆ

แต่ว่า...พี่เต้กลับไม่ได้มองเข้ามาข้างในออฟฟิศเลย เขาหันไปด้านหลังและพูดคุยกับใครบางคนอย่างสนิทสนม

“เข้ามาสิ” เหมือนว่าจะยังมีใครอีกคนที่มาที่นี่พร้อมกับเขา

พี่เต้เดินเข้ามาในออฟฟิศพร้อมกับใครบางคน ใครบางคนที่ดูสวยและสง่างามด้วยความสูงเกือบซึ่งจะเทียบเท่าผู้ชายข้างๆ แม้ว่าสีหน้าของเธอจะเรียบนิ่งและกำลังคิ้วขมวดมุ่นเล็กๆ ไม่มีรอยยิ้มเผยบนอยู่บนริมฝีปาก แต่กลับดูงดงามเยือกเย็นราวกับรูปปั้นแกะสลักน้ำแข็ง

“หนึ่งนารา…”

พี่เต้ชะงักฝีเท้าและยืนนิ่งอยู่หน้าประตูทันทีที่เห็นฉัน เสียงของเขาสั่นเทาน้อยๆ แววตาตกตะลึงจดจ้องมาไม่กะพริบ

“ทำไมถึงมาที่นี่ได้…”

เขาดูประหลาดใจมากที่เห็นฉัน อาจจะเป็นเพราะฉันไม่เคยมาที่ร้านเองตามลำพัง

“คือฉัน…” พูดไม่ทันจบ เสียงอ้อมแอ้มของฉันที่กำลังจะตอบคำถามกลับถูกกลืนด้วยเสียงเหลอหลาจากหญิงสาวที่ยืนข้างๆ พี่เต้

“อ๋อ! น้องคนเมื่อวานนี่นา ใช่ไหมเต...อุ๊บ!” เสียงเจื้อยแจ้วของเธอหายไปกะทันหันเพราะถูกมือของพี่เต้ตะครุบปิดปากไว้อย่างรวดเร็ว ทำเอาฉันและผู้หญิงคนนั้นต่างพากันแปลกใจในท่าทีกระวนกระวายของเขา

“ทำบ้าอะไรของแกวะ!” เธอโวยวายและพยายามดิ้นจนหลุดออกจากการเกาะกุม “จู่ๆ ปิดปากฉันทำไม”

“ชู่…!”

พี่เต้ไม่พูดอะไรแต่กลับทำท่าทางบุ้ยใบ้ใช้นิ้วชีแตะริฝีปากตัวเองโต้ตอบ ก่อนจะก้มลงกระซิบที่ข้างหูของเธอด้วยเสียงที่เบาจนฉันไม่สามารถได้ยิน

“อ๋อ...ได้ๆ ความลับนะ โทษทีๆ ฉันไม่รู้นี่” เธอครางเสียงสูงออกมาแผ่วๆ พลางพยักหน้าตอบรับพี่เต้

“หุบปากให้สนิท แล้วฉันจะเป็นคนเลี้ยงมื้อนี้ โอเค๊?”

“โอเค!” เธอทำสัญลักษณ์นิ้วเป็นรูปวงกลมตอบกลับเมื่อตกลงกันได้

ฉันไม่รู้ว่าพวกเขามีเรื่องอะไรกัน แต่เมื่อได้ยินที่เธอพูดว่า ‘ความลับ’ หัวใจของฉันก็สั่นไหวอย่างน่าประหลาด ภายในอกรู้อึดอัดจนเหมือนจะหายใจไม่ออกเลย

“อะ...อ๋อใช่! เมื่อกี้หนึ่งนาราจะพูดอะไรนะ พอดียัยบ้านี่พูดแทรกขึ้นมา ฉันเลยไม่ทันได้ยิน” พี่เต้โพล่งเสียงทำลายความเงียบ พยายามทำตัวให้เป็นปกติเหมือนไม่มีอะไร แต่มันกลับบยิ่งทำให้ฉันรู้สึกกังวล

พวกเขาทั้งสองคนมีเรื่องบางอย่างที่ไม่ต้องการให้ฉันรับรู้

“คือฉัน…”

“...”

“...”

“...”

“ฉะ...ฉัน…” พยายามขยับริมฝีปากและเปล่งเสียงออกไปอยู่หลายครั้ง ทั้งที่ตั้งใจจะมาพูดกับเขาตามตรง ไม่ว่ายังไงก็ตาม แต่จู่ๆ เรื่องที่อยากจะพูดก็พูดออกมาไม่ได้เสียแล้ว ทำไมกันนะ

.

To be continued.


ยังไงก็ฝากคอมเม้นติชมและติดตามด้วยนะคะ ปี 61 นี้จะเขียนเฮียเต้ภาค2 ให้จบให้ได้

อัพจบทาง  ธัญวลัย และ Fictionlog

แต่ติดเหรียญนะคะ

244 ความคิดเห็น