ตอนที่ 18 : [SS2] ตอนที่ 13 ข่าวร้าย 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 มิ.ย. 61

ตอนที่ 13

ข่าวร้าย

.

ณ บริษัทหยางหมิง กรุป

เหล่าคณะกรรมการบริหารจนรวมไปถึงประธานบริษัทต่างมาร่วมประชุมที่ถูกจัดขึ้นสัปดาห์ละครั้ง เพื่อร่วมกันรายการและแก้ปัญหาต่างของบริษัท และหนึ่งประเด็นแรกของการประชุมในครั้งนี้ ก็คือโปรเจคการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ทางบริษัทเพิ่งจะริเริ่มโครงการก่อสร้างคอมโดมิเนียมใจกลางเมือง

ทว่ากลับมีเหตุให้ต้องชะงักโครงการไปเสียตั้งแต่การเริ่มพัฒนาที่ดิน นั่นคือการย้ายผู้คนที่อยู่ในถิ่นฐานนั้นออกไป จึงเป็นเหตุให้เหล่าคณะกรรมการและผู้บริหารต่างไม่พอใจที่เกิดการล่าช้า จึงพากันถกเถียงไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ประธานของพวกเขาได้ทำตามอำเภอใจ

“ผมได้ยินมาว่าคุณซานเธียได้ตกลงเงื่อนไขกับเจ้าของที่ดิน แล้วยืดระยะเวลาการพัฒนาพื้นที่ที่จะสร้างคอนโดฯ ต่อไปจนถึงในช่วงปลายปีเหรอครับ”

“ใช่ครับ ผมเห็นว่าโครงการนี้ไม่ได้มีความรีบเร่งที่จะก่อสร้าง อีกอย่างผมก็คุยกับบริษัทรับเหมาแล้ว พวกเขาก็ไม่มีปัญหาอะไรที่เราจะขอยืดระยะเวลาเริ่มต้นการก่อสร้างออกไป” ประธานหนุ่มตอบด้วยท่าทีเรียบเฉย ผิดกับสีหน้าของเหล่าคณะกรรมการที่ต่างก็ถือหุ้นของบริษัท มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ต่างกัน

“แต่แบบนี้มันไม่ยุติธรรมกับลูกค้าที่จ่ายเงินมัดจำจองห้องเพียงแค่ได้เห็นแบบแปลนเลยนะครับ เราอาจจะถูกฟ้องร้องเรื่องการก่อสร้างยืดเยื้อ”

“ปัญหาการก่อสร้างยืดเยื้อก็มีอยู่ทั่วไปนะครับ ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ได้”

“แต่ว่า…”

“ผมไม่ได้บอกว่าเราจะไม่เริ่มโครงการหรือล้มเลิก แค่จะเริ่มต้นช้ากว่ากำหนดการเดิมนิดหน่อย พวกคุณจะกังวลกันไปทำไมล่ะครับ ในเมื่อผมเป็นคนออกคำสั่งเป็นเจ้านายของพวกคุณ คนที่รับผิดชอบก็ต้องเป็นผมอยู่แล้ว เว้นแต่ จะมีใครออกมากดดันพวกคุณอย่างนั้นสินะ” นัยน์ตาเรียวเล็กคู่คมปราดมองไปยังชายอาวุโสหน้าใหม่เพียงครู่ แต่สร้างความหนาวเหน็บไปทั่วห้องประชุมที่เกือบจะร้อนระอุไปด้วยประเด็นแรกที่หยิบยกขึ้นมา

ว่ากันว่า ดวงตาของซานเธียแห่งหยางหมิงนั้นน่ากลัวราวกับปีศาจ แค่ได้ปรายตามองไปที่ใครเพียงครู่หนึ่งก็ทำให้คนคนนั้นหายใจติดขัด ข่าวลือนั่นคงจะเป็นความจริง เพราะเสี่ยวีระถึงกับนั่งหนาววูบวาบราวกับจับไข้ ลมหายใจก็ติดขัดขึ้นมาเสียดื้อๆ นั่นทำให้เขาตระหนักว่าซานเธียไม่ใช่คนที่เขาจะเคี้ยวได้ง่ายๆ และคงจะต้องใช้แผนการอื่นเพื่อมาจัดการกับตัวเกะกะของเขา

ในการประชุมครั้งนี้ เหล่าคณะกรรมการจะสามารถเอาชีวิตรอดออกมาจากห้องประชุมได้หรือไม่ แค่เริ่มต้นก็ทำให้พวกเขาก็หวาดหวั่นกับผู้บริหารหนุ่มรุ่นลูกได้ถึงขนาดนี้ การประชุมแบบนี้ไม่เรียกว่าการประชุมของผู้บริหารแล้ว แต่เหมือนเป็นการชุมนุมของแก๊งมาเฟียเสียมากกว่า

“พะ...พูดเรื่องอะไรกันครับ พวกเราก็แค่ไม่อยากให้คุณต้องมีเรื่องเดือดร้อน และเกรงว่ามันจะเสื่อมเสียไปถึงชื่อเสียงของบริษัทด้วย เพราะนี่ก็เป็นครั้งแรกที่บริษัทเริ่มต้นธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ พวกเราเลยไม่อยากให้มีข่าวในแง่ลบออกไป”

“ก็ได้ ในเมื่อทุกคนเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ งั้น...ผมจะเปิดงานแถลงข่าวเพื่อชี้แจงเรื่องเหล่านี้ดีไหมครับ”

ทุกคนในที่ประชุมต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กเพื่อถามหาความเห็น ก่อนที่จะรวมใจกันพยักหน้ามายังชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงกลางที่ประชุม

“แบบนั้นก็ได้ครับ ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็เป็นการประชาสัมพันธ์ให้กับพวกลูกค้าที่ทำการจองมัดจำเอาไว้แล้วด้วย”

“โอเคครับ งั้นตกลงตามนี้” แทบไม่มีใครสังเกตเห็นว่าชายหนุ่มที่นั่งในตำแหน่งประธานแอบลอบถอนหายใจ “ถ้าอย่างผมจะมอบให้คุณเลขาฯ โจวเป็นคนเตรียมการเรื่องนี้”

“ครับ”

“ส่วนคนที่จะเป็นผู้แถลงข่าว ผมอยากขอรบกวน...ให้คุณวีระช่วยมาเป็นโฆษกให้แทน เพราะผมไม่ชอบออกทีวี”

“อะ...เอ่อ” คนถูกเอ่ยชื่อถึงกับสะดุ้งขึ้นมาน้อยๆ ก่อนจะมองไปรอบๆ ด้วยความประหลาดใจ ทั้งที่มีผู้อาวุโสมากมายในที่ประชุม แต่ทำไมซานเธียถึงเลือกเขา “จะดีเหรอครับที่ให้ผมทำหน้าที่นี้แทนคุณ”

“ก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่ ผมเห็นว่าคุณเป็นคนสนิทของอากงของผม เลยคิดว่าคุณคงไม่มีทางพลาดทำเรื่องเสียหน้าออกสื่อ หรืออะไรที่จะทำให้อากงของผมเสื่อมเสียอย่างแน่นอน ผมเลยคิดว่าคุณน่าจะเหมาะกับงานนี้”

เสียงทุ้มที่ฟังดูแปร่งเล็กๆ นั้นใครๆ ก็รู้ว่าซานเธียกำลังประชดประชันใส่ และยังทำให้เขาได้รับความอับอายในฐานะที่เป็นเด็กเส้นของเจ้าสัวกิติศักดิ์กลางที่ประชุม ทำให้เขารู้สึกเสียหน้ามากแต่ก็ต้องสงบจิตใจไว้ ในเมื่อนี่คืองานชิ้นแรกที่เขาได้รับมอบในฐานะกรรมการบริษัทจึงไม่อาจปฏิเสธได้

“ก็ได้ครับ ถ้าคุณซานเธียเห็นสมควรว่างานนี้ควรจะเป็นผม ผมก็จะทำหน้าที่นี้ครับ”

“ดีครับ ตกลงว่าประเด็นนี้จบลง หลังจากที่คุณโจวเตรียมการเรียบร้อยแล้วช่วยเอาสคลิปมาให้ผมตรวจก่อน จากนั้นรายละเอียดต่างๆ ที่จะจัดงานแถลงข่าว คุณค่อยเอาไปแจ้งให้คุณวีระทราบ”

“ครับ”

“ถ้างั้นเริ่มเรื่องต่อไปเถอะ ผมอยากทราบเรื่องตลาดหุ้นของบริษัทเรา ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง หลังจากที่เริ่มเปิดให้บุคคลภายนอกซื้อขาย”

“ครับ ตอนนี้ราคาหุ้นของบริษัทในเครือหยางหมิงกำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ…”

การประชุมยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายชั่วโมงกว่าจะเสร็จสิ้น แต่เนื้อหาในการประชุมหลังจากที่กล่าวถึงเรื่องความยืดเยื้อในการก่อสร้างคอนโดฯ ออกไปกลับไม่ได้เข้าหัวของเสี่ยวีระเลยแม้แต่น้อย ในใจของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มกระอักกระอ่วนและแค้นเคือง เพราะอยากจะให้เริ่มดำเนินการก่อสร้างให้เร็วที่สุด แต่ในเมื่อผลที่ประชุมกลับออกมาเป็นแบบนี้ เขาจึงต้องคิดแผนการใหม่ในการจะกำจัดตัวเกะกะที่เข้ามาขวางทางเขา

.


หนึ่งนารา :

ณ โรงเรียนพยัคพาคียะ

ช่วงพักกลางวันคุณขยะนัดทุกคนที่มาช่วยฉันเปิดหมวกที่ตลาดนัดเมื่อวานมารวมตัวกันที่โรงอาหาร เพื่อจะประชุมหารือเกี่ยวกับการแสดงเปิดหมวกในเย็นวันนี้ เหลือแต่ออกัสที่ยังไม่มา ฉันเห็นเขารีบออกไปตั้งแต่หมดคาบเรียน แล้วส่งข้อความมาบอกว่าจะตามไป

“เอาล่ะ! งั้นวันนี้พวกเราก็มาสรุปยอดรายได้ที่พวกเราไปเปิดหมวกในตลาดนัดเมื่อวานกันเถอะ” คุณขยะเริ่มเปิดการประชุมในฐานะที่เป็นรุ่นพี่ ดูเหมือนเขาจะสนุกสนานกับเรื่องนี้มาก

“ได้เลย!!” และคนอื่นๆ ก็ด้วย

“หลังหักค่าใช้จ่ายอย่างเช่นค่าเช่าร้านกับค่าอาหารแล้ว เงินที่หามาได้ก็เหลือทั้งหมด 4,500 บาท”

“ว้าว! แบบนี้ก็ใกล้จะซื้อแผ่นเฟรมยักษ์นั่นได้แล้วสิ” หนึ่งในนักเรียนหญิงสามคนที่เคยมีเรื่องกับฉันพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น ตอนนี้พวกเธอทั้งสามคนกับฉันเริ่มสนิทกันมากขึ้น จากที่เคยทะเลาะกันมาก่อนก็กลายมาเป็นเพื่อนได้อย่างไม่น่าเชื่อ แถมพวกเธอยังมีน้ำใจช่วยฉันหาเงินมาซื้อเฟรมอันใหม่ด้วย เป็นคนที่ใจดีมากเลย

“ถูกต้องแล้วคร้าบ!” คุณขยะทำท่าชี้นิ้วเลียนแบบพิธีกรรายการเกมแฟนพันธ์ุแท้ด้วยความสนุก ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นกอดอกยืดตัวขึ้นแล้วเชิดหน้า “หึๆๆ...เป็นไงเล่า ชื่อเสียงของเด็กช่างพยัคพาคียะของพวกเราน่ะสุดยอดอยู่แล้ว! ยิ่งมีเจ้าหญิงน้ำแข็งผู้มีพรสวรรค์รวมเข้าไปในทีม แค่วันเดียวก็สามารถทำเงินได้ตั้งหลายพัน รวยแบบไร้คู่แข่งแบบไม่ต้องสงสัย”

“ชิ! ขี้โม้สุดๆ” คุณครีมหนึ่งในนักเรียนหญิงสามคนนั้นเอ่ยขัด

“ว่าใครขี้โม้!”

“ที่ว่ารวมเข้าไปน่ะ มันพวกเราต่างหากล่ะ”

“ที่จริงแล้ว พวกเราก็อาศัยชื่อแวนโก๊ะจูเนียร์ของเจ้าหญิงล้วนๆ เลยต่างหาก”

“ใช่ๆ นั่นสิ พวกเราก็แค่ใช้เครื่องดนตรีดึงดูดความสนใจจากผู้คนที่ตลาดเท่านั้นเอง”

“คุณขยะจะโม้อะไรก็ช่วยนึกถึงความเป็นจริงสักหน่อยสิ”

“งะ!”

เหมือนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปซะแล้ว ทำไมทุกคนถึงคิดแบบนั้นล่ะ ทั้งๆ ที่เป็นเพราะพวกเขาต่างหากที่มาช่วยฉัน ทุกอย่างถึงได้เป็นไปด้วยดีแบบนี้

“มะ...ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก!” ฉันโพล่งเสียงขึ้นขัด เพื่อหยุดการถกเถียงของพวกเขา

คุณขยะ คุณครีม คุณโซดา คุณเชอเบท ต่างเงียบเสียงทะเลาะกะทันหันแล้วมองมาที่ฉันด้วยแววตาตกตะลึง คงเป็นเพราะฉันไม่เคยพูดเสียงดังแทรกใครแบบนี้มาก่อน

“เป็นเพราะมีทุกคนช่วยต่างหาก ถึงทำให้ฉันสามารถหาเงินมาได้เร็วขนาดนี้ ถ้าไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีเสียงประกาศของคุณขยะเพื่อดึงดูดความสนใจจากทุกคนที่ตลาด พวกเขาอาจจะเดินผ่านร้านของเราไปเฉยๆ เลยก็ได้”

“...”

“เพราะฉะนั้น...ทุกคนเลยสำคัญกับฉันมาก อย่าคิดแบบนั้นเลยนะ”

“...”

แม้ว่าฉะนจะพูดจบไปแล้ว แต่ว่าทุกคนก็ยังตกอยู่ในภวังค์ความเงียบ ไม่รู้ว่าที่ทำเสียงดังแบบนั้นจะถูกพวกเขาโกรธหรือเปล่า จะทำยังไงดี

“ขะ...ขอโทษ...

“พวกเราขอโทษนะ” ฉันกำลังจะขอโทษพวกเขาแต่ว่าคุณครีมก็พูดขอโทษออกมาพร้อมกันกับฉันด้วยเสียงที่ดังกว่านิดหน่อย

“ที่ทำให้เจ้าหญิงต้องคิดมาก” เสียงของคุณครีมอ่อนลงและยิ้มให้ “พวกเราไม่ได้ตั้งใจที่จะพูดแบบนั้น แค่อยากจะแซวคุณขยะเท่านั้นเอง”

“ใช่ๆ ไม่ต้องกังวลหรอก พวกเราไม่ได้สนใจเรื่องชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น มันเป็นแค่มุขขำๆ น่ะ” คุณโซดาพูดเสริม พลางเข้ามากอดคอฉันอย่างสนิทสนม “แต่เจ้าหญิงพูดจาได้รักน่าสุดๆ ไปเลยล่ะ! ขอบคุณนะที่บอกว่าพวกเราสำคัญ และยังถ่อมตน...ไม่เหมือนใครบางคนที่ชอบขี้อวด!”

“คุยโว อวดฉลาด!” คุณเชอเบทพูดเสริม

“แน่ะๆ ฉันเป็นรุ่นพี่พวกเธอนะ พูดอะไรก็ให้มีสัมมาคารวะบ้างสิ” เหมือนว่าคุณขยะไม่รู้จะหาคำอะไรมาโต้เถียง เลยได้แต่นั่งซึมจนตัวหดเล็กลง “ก็ได้ๆ ผมผิดไปแล้ว ขอโทษครับ สำนึกผิดตัวโตๆ เลย แล้วก็ขอขอบคุณแทนสุดที่รักของกระผมด้วยที่พวกคุณมาช่วยเพิ่มสีสันให้กับการแสดงเมื่อวาน”

“ดีมาก! ฉันเริ่มรู้สึกว่านายกำลังกลายเป็นขยะรีไซเคิล ดูมีประโยชน์มากขึ้นมาอีกนิดนึงแล้วล่ะ”

“ถ้าช่วยเลิกเรียกฉันว่าขยะจะดีมาก =.=”

เหมือนว่าคำขอของคุณขยะจะไม่มีใครสนใจอีก ทั้งสามสาวต่างหันมาคุยกับฉันต่อในเรื่องของกิจกรรมเย็นวันนี้

“ถ้างั้นเย็นนี้ ให้พวกเราไปช่วยอีกนะ!”

“อื้ม! ได้สิ ขอบคุณทุกคนมากนะ”

“แล้ววันนี้พวกเราจะแสดงอะไรกันดี ภาพที่เตรียมไว้ก็ขายเกลี้ยงไปหมดแล้วด้วยสิ หรือจะเปิดประมูลภาพสดๆ แบบเมื่อวานอีก!”

“อืม…นั่นสิ”

“เอาไงดี?”

“...”

ดูเหมือนคำถามนี้จะกลายเป็นปัญหาใหม่เสียแล้ว ในระหว่างที่ทุกคนเงียบเสียงลงเพื่อระดมความคิดกับกิจกรรมในช่วงเย็นวันนี้ ออกัสที่มาเข้าร่วมประชุมคนสุดท้ายก็ปรากฏตัวพร้อมกับเสียงโวยวาย

“ทุกคน...ซวยแล้ว ซวยแล้ว ซวยแล้ว!!”

“วะ! ไอ้นี่! ซวยอะไรของแก! จู่ๆ ก็พูดเรื่องไม่เป็นมงคลออกมา” คุณขยะที่ฟื้นคืนชีพกลับมาเพราะเสียงของออกัส ก็รีบดุใส่ทันที

“ดูนี่สิพี่! ดูนี่ก่อน!” ออกัสยื่นหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองส่งให้คุณขยะด้วยท่าทางตื่นตระหนก

“อะไรของแกวะ!?” คุณขยะชำเลืองมองหน้าจออยู่สักพัก แล้วก็คว้าโทรศัพท์ในมือของออกัสไปดูใกล้ๆ ก่อนจะทำตาโตเหมือนกำลังตกใจกับอะไรบางอย่างที่เห็นในนั้น

“สุดยอด! เจ๊งเป๊ง!”

สงสัยฉันจะคิดผิดไป...

“แบบนี้เจ้าหญิงของเราก็ดังใหญ่เลยสินะ”

หืม? ฉันจะดังใหญ่อย่างนั้นเหรอ?

“ดังบ้าอะไรล่ะพี่! แบบนี้ไม่ดีแน่!”

พวกเขากำลังพูดเรื่องบางอย่างที่เกี่ยวกับฉัน แต่ฉันกลับไม่เข้าใจ นั่นยิ่งทำให้อยากรู้สุดๆ

“พวกนายพูดเรื่องอะไรกันเนี่ย ดูสิ เจ้าหญิงทำหน้างงไปหมดแล้วนะ” คุณโซดาที่นั่งข้างๆ ฉัน เอื้อมมือข้ามโต๊ะไปแย่งโทรศัพท์ในมือของคุณขยะมาเพื่อให้พวกเราดูบ้าง

ที่หน้าจอโทรศัพท์ของออกัสกำลังเปิดแอพเฟสบุ๊กอยู่ และกำลังเล่นคลิปบางอย่างที่มีผู้หญิงคนหนึ่งในชุดนักเรียนคุ้นตากำลังวาดรูปอยู่ท่ามกลางผู้คนที่รายล้อม

นั่นมัน...ฉันนี่! แถมยังมีคนอื่นๆ อีกด้วย!

“นี่มันเจ้าหญิงนี่นา แล้วก็ทุกคนเลยด้วย!” คุณครีมเอ่ยขึ้นราวกับเป็นเสียงย้ำความคิดของฉันว่าสิ่งที่ฉันเห็นในโทรศัพท์นั่นไม่ได้ตาฝาด

พวกเราถูกถ่ายคลิปไว้ตอนที่ทำการแสดงเปิดหมวกในตลาดเมื่อวาน แถมยังถูกเอามาเผยแพร่ในเพจที่เกี่ยวกับศิลปะที่มีคนติดตามเป็นแสนๆ คน

“เมื่อวาน เรื่องที่พวกเราทำในตลาดมีคนถ่ายคลิปไว้อย่างนั้นสินะ”

“ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่นา พวกเราไม่ได้ทำอะไรไม่ดีสักหน่อย”

“นั่นสิ แล้วทำไมนายต้องตกใจด้วยล่ะออกัส?” ทุกคนต่างหันไปมองเขาด้วยความสงสัย ทว่าคนที่ให้คำตอบกลับไม่ใช่เขา

“แน่นอน ออกัสมันก็ต้องตกใจตกใจเป็นธรรมดา...” คุณขยะพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “เพราะที่โรงเรียนของเรามีกฎห้ามนักศึกษาทำงานพิเศษ เว้นแต่รุ่นพี่ปี 3 ที่ต้องไปฝึกงานเท่านั้น ถ้าคุณครูใหญ่รู้เข้าพวกเราคงถูกพักการเรียนแน่เลยล่ะ ^O^”

ฟิ้วววว---

ในวินาทีที่คุณขยะพูดจบ ฉันรู้สึกเหมือนมีสายชมเย็นยะเยือกและความหดหู่พัดผ่านมายังพวกเรา

ฉันทำให้ทุกๆ คนต้องมาเจอเรื่องแย่ๆ เข้าซะแล้วสิ

“หน็อย...ไอ้ขยะบ้า!” คุณครีมลุกขึ้นโวยวายเสียงดัง “ยังจะยิ้มหน้าระรื่นอีก ถ้าแกรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้วทำไมถึงไม่บอกกันบ้างวะ ไม่สิ เป็นถึงประธานนักเรียนแท้ๆ ทำไมถึงไม่ห้ามเจ้าหญิง แล้วยังทำตัวเป็นหัวโจกพาคนนั้นคนนี้มาร่วมวงด้วยอีก”

ความโกรธของคุณครีมดูรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ เธอหุนหันเข้าไปกระชากคอเสื้อคุณขยะอย่างเอาเรื่องพร้อมกับคำข่มขู่ที่แสนน่ากลัวจนไม่มีใครกล้าเข้าไปห้าม

“ฉันควรจะเชือดแกส่วนไหนก่อนดีวะ”

“T[]T แง...เค้าขอโทษ! เค้าผิดไปแล้ว! ที่เค้าไม่ยอมห้ามเพราะเห็นว่ามันน่าจะสนุกดีนี่นา”

“ถ้าพวกฉันถูกพักการเรียนขึ้นมาละก็...ฉันจะตามไปรังควานแกที่บ้าน ทุกวัน ทุกคืน ตั้งแต่เช้าจนเข้านอนเลย ดูสิ...ว่าแกยังจะสนุกอยู่ไหม!?”

“ผะ...ผมผิดไปแล้วคร้าบ โอ๊ยยย!! T[]T”

ฉันขอไม่บรรยายถึงสิ่งที่คุณขยะกำลังจะเจอหลังจากนี้ เพราะว่ามันสยดสยองเสียยิ่งกว่าภาพในหนังสยองขวัญของฝรั่งเสียอีก

“ขะ...ขอโทษนะเจ้าหญิง! ทั้งที่ผมรู้กฎเรื่องนี้ดีแท้ๆ แต่ไม่ยอมบอกตั้งแต่แรก ตอนนั้นผมเห็นว่าเจ้าหญิงอยากจะทำมันจริงๆ ก็เลยไม่อยากห้าม อีกอย่างมันก็ดูน่าสนุกดีอย่างที่คุณขยะบอก” ออกัสสารภาพความจริงออกมา เขารู้สึกผิดมากจนขนาดยกมือไหว้ฉันเพื่อขอโทษ


“เฮ้ย! ที่เรียกฉันว่าขยะน่ะ ได้ยินนะ!”

“แกน่ะหุบปากไปเลย!”

“เราจะทำยังไงดี ถ้าเฮียเต้รู้เรื่องนี้เข้าละก็แย่แน่ๆ ไม่สิ! ถ้าหากคุณครูใหญ่รู้เรื่องนี้เข้าละก็...”

“...”

ทั้งที่ออกัสกำลังรู้สึกผิดและก็สำนึกขนาดนี้ แต่ฉันกลับทำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่จะตอบรับคำขอโทษจากเขา ฉันกลับพูดอะไรไม่ออกเลยสักอย่าง

เป็นเพราะฉันที่คิดอยากจะหาเงินด้วยตัวเอง โดยไม่ปรึกษาใคร

“ทำยังไงดี ถ้าเกิดครูใหญ่เห็นคลิปนี่ขึ้นมา นอกจากจะโดนพักการเรียนแล้วยังถูกเฮียเต้เชือดทิ้งด้วย” ออกัสพึมพำอย่างจิตตก จนมองทุกอย่างในแง่ลบไปหมด ทั้งที่เขาเคยเป็นคนร่าเริงมาก

“ว่าแต่...เฮียเต้คือใคร? ทำไมเขาต้องเชือดแกด้วยวะ? แล้วเจ้าหญิงไปเกี่ยวอะไรด้วย?” คุณขยะถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ เล็ดลอดออกมา แม้กระทั่งนักเรียนหญิงสามคนที่เคยเจอพี่เต้ในห้องพักครูก็ไม่คิดจะตอบคำถามของเขา

‘ขอบคุณนะที่บอกว่าพวกเราสำคัญ’

ทั้งที่บอกพวกเขาออกไปแบบนั้นแท้ๆ แต่ว่าฉันกลับปกป้องสิ่งสำคัญของตัวเองไม่ได้เลย ต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่เรื่องมันจะบานปลายไปมากกว่านี้ ถ้าจะมีใครถูกพักการเรียนก็ควรจะเป็นฉันที่เป็นคนเริ่มเรื่องพวกนี้

ฉันจะต้องปกป้อง ‘เพื่อน’ คนสำคัญให้ได้!

“คือว่า…” ฉันเอ่ยขึ้นช้าๆ ท่ามกลางความเงียบและตึงเครียดของทุกคน “ในเมื่อเรื่องทั้งหมดมันเป็นเพราะฉัน ก่อนที่คุณครูใหญ่จะรู้เรื่องนี้ ฉันจะไปบอกเขา ฉันคิดว่าคุณครูใหญ่จะต้องเข้าใจ”

“มะ...มันจะดีเหรอเจ้าหญิง” ออกัสเอ่ยเสียงลังเล “ถ้าเกิดถูกคุณครูใหญ่ทำโทษแล้วให้พักการเรียนขึ้นมาจริงๆ ล่ะ เจ้าหญิงเป็นนักเรียนทุนด้วยแบบนั้นมันจะดีเหรอ?”

“แต่ว่า…”

“แล้วก็อย่าโทษตัวเองสิ ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหญิงสักหน่อย ก็แค่แผ่นเฟรมอันเดียวพวกอาจารย์อยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่เอง เป็นนักเรียนก็ต้องใช้เงินเหมือนกันนี่ ถ้าไม่ให้ทำงานหาเงินมาซื้อจะให้ไปปล้นธนาคารเอาหรือไง” คุณโซดาออกความคิดเห็น

“ใช่ๆ คุณครูใหญ่อาจจะยังไม่รู้เรื่องนี้ก็ได้ ถ้าเขาไม่ได้เล่นเฟซบุ๊ก!”

“แต่อาจารย์คนอื่นอาจจะเล่นแล้วรู้เรื่องนี้เข้าแล้วเอาไปบอกครูใหญ่ก็ได้นะ”

“...” ทุกคนเงียบกริบเริ่มทำหน้าเสียหลังความเห็นจากคุณเชอเบทถูกพูดออกมา และทำลายบรรยากาศที่กำลังมีความหวังให้ดับวูบลงทันตา

“เฮ้ยๆ…อะไรกัน ดูทำหน้าเข้าสิ” คุณขยะเริ่มส่งเสียงก่อกวนขึ้นอีกครั้ง เหมือนเขาพยายามทำลายความหดหู่เหล่านี้ทิ้งไป “พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ดูสิ ในเพจเขาก็มีแต่คนชื่นชม อีกอย่างการที่พวกเราทำแบบนี้ก็คล้ายกับเป็นการโปรโมทโรงเรียนทางอ้อมด้วย ไม่ได้ทำอะไรเสียหาย ถ้าเราอธิบายเรื่องนี้กับคุณครูใหญ่ เขาจะต้องเข้าใจแน่ๆ”

“เรื่องนั้นมันก็ใช่อยู่หรอก แต่ว่าก็ไม่มีอะไรรับประกันนี่นาว่าคุณครูใหญ่จะเห็นชอบด้วย อีกอย่างผมกับเจ้าหญิงน่ะดันโกหกเฮียเต้ว่าตอนเย็นพวกเราจะอยู่ติวหนังสือกัน ถ้าหากเฮียรู้เรื่องนี้เข้าละก็…” ออกัสอธิบายปนสีหน้าซีดเผือด “ผมอาจจะถูกเฮียเต้สั่งให้กราบเท้าขอโทษร้อยครั้ง ไม่สิ อาจจะพันครั้งก็ได้ หรืออาจจะเป็นล้านๆ ครั้ง หรืออย่างมากที่สุดก็ถูกเนรเทศออกจากบาร์เมาดิบที่กำลังจะเจ๊งแหล่ไม่เจ๊งแหล่นั่นก็ได้!”

เอ่อ...ถ้าบาร์เมาดิบใกล้จะเจ๊งจริงๆ ฉันคิดว่าออกัสไม่น่าจะรู้สึกเสียดายที่ต้องถูกไล่ออกหรอกนะ

“อะแฮ่ม! ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าแกกำลังพูดเรื่องอะไร แล้วเฮียเต้เป็นใครก็ไม่ยอมบอกสักที แต่ถ้าพวกนายรู้สึกผิดและเป็นกังวลที่ต้องโกหกละก็…สู้สารภาพความจริงออกไปเลยดีกว่า”

“ถ้าทำแบบนั้นผมก็ถูกฆ่าเร็วขึ้นน่ะสิ!”

“แล้วแกจะเอายังไงวะ นี่ฉันอุตส่าห์พยายามชี้ทางสวรรค์ให้”

“ใช่ เป็นทางไปสู่สวรรค์(ตาย)จริงๆ ด้วย” สามสาวพยักหน้าอย่างพร้อมใจเห็นด้วย

“แง...!!” เหมือนออกัสจะสติหลุดไปแล้ว เอาแต่นั่งตัวสั่นเกร็งใบหน้าซีดเผือด

“เฮ้ยๆ อย่าไปขู่ไอ้ออกัสมันแบบนั้นสิ พวกผู้ใหญ่น่ะ ถ้าเห็นว่าเราเป็นฝ่ายสารภาพความผิดก่อน ถึงแว่บแรกอาจจะของขึ้นหรือเหวี่ยงใส่ แต่สุดท้ายเขาก็จะให้อภัยอย่างง่ายได้”

“จริงเหรอพี่!” เพียงแค่ได้ยินคำปลอบประโลมจากคุณขยะ ประกายความหวังเล็กๆ นั้น ก็ฉุดออกัสให้กลับมายังโลกมนุษย์อีกครั้ง

“ฟังนะ ถ้าเฮียเต้คนนั้นสำคัญกับนาย นายก็ควรจะพูดความจริงออกไปซะ ไม่ว่าจะถูกโกรธ หรือถูกต่อว่าอะไรมาก็ตาม นั่นก็เพราะว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงเรายังไงล่ะ”

สำคัญ...

“แต่สุดท้ายเขาจะต้องเข้าใจ เพราะอย่างนั้นเราไม่ควรทำให้คนสำคัญของเราต้องเสียใจหรือผิดหวังที่มีเรื่องปิดบังเขาสิ”

“อื้อๆ ได้ ผมจะไม่ทำแบบนี้กับเฮียเต้อีกแล้ว เพราะงั้นเงินดบนัสปีหน้าช่วยเพิ่มอีกสักซองด้วยเถอะ”

บางทีฉันอาจจะคิดผิด ออกัสอาจจะยังไม่ได้กลับมาอย่างที่เข้าใจ

“ถ้าเราอยากจะให้ใครสักคนเชื่อใจ เราก็ต้องเชื่อใจพวกเขาก่อนสิ ถึงจะถูก”

“ถูกฆ่าใช่ไหมครับ”

“ใช่! ฉันนี่แหละจะฆ่าแกก่อนที่เฮียเต้คนนั้นจะฆ่าแก ไอ้เด็กเวรนี่ คนเขาอุตส่าห์มีสาระ”

“ขะ..ขอโทษครับ”

“โห! ไม่คิดเลยนะว่ารุ่นพี่ขยะจะพูดได้เท่ขนาดนี้” คุณครีมเอ่ยเหน็บแนม

“ขอบใจที่ชม แต่ช่วยตัดคำว่าขยะออกไปจะดีมาก”

“แบร่---!” เธอแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ “ไม่มีทางหรอกเจ้าขยะรีไซเคิล!”

“โอเค!” ออกัสโพล่งเสียงอย่างมีกำลังใจเต็มเปี่ยม สีหน้าของเขาดูสดชื่นผิดกับสมรภูมิรบเล็กๆ ที่เกิดขึ้นใกล้ๆ ก่อนจะเดินเข้ามาหาฉันแล้วกระซิบ “ถ้าอย่างนั้น ผมอยากให้เจ้าหญิงเป็นคนตัดสินใจ ถ้าเจ้าหญิงจะสารภาพความจริง ผมก็จะทำด้วย”

สารภาพ...ทำไมถึงโยนมาให้ฉันตัดสินใจแทนล่ะ!

เพราะคำพูดบางอย่างที่ได้ยินจากคุณขยะเลยทำให้ฉันฉุกคิดว่าสิ่งที่ฉันทำมันไม่สมควรกับใครบางคน ใครบางคนที่ฉันบอกว่า ‘เขาเป็นสิ่งสำคัญ’ แต่ฉันกลับทำร้ายความรู้สึกของเขาโดยการมีเรื่องปิดบัง

ทำไมฉันถึงได้ทำแต่เรื่องไม่ดีต่อเขาเสมอนะ ทั้งที่เขาคอยเป็นกังวลเรื่องของฉันเสมอ

“ตกลง” ฉันช้อนสายตาขึ้นสบมองออกัสอีกครั้ง “ฉันจะบอกกับพี่เต้”

“ถ้างั้นก็...โอเค” ออกัสทำมือเป็นวงกลมตอบรับพร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่ต่างจากฉัน

“เอ่อ...ขอแทรกอีกนิด สรุปแล้วเฮียเต้คือใครวะ? ทำไมถึงไปเกี่ยวกับเจ้าหญิงได้ ไม่คิดจะบอกกันสักหน่อยรึไง”

“บอกไปพี่ก็ไม่รู้จักหรอกน่า”

“ถึงไม่รู้จักแต่ก็อยากรู้ไง นี่คาใจมากเลยนะ เห็นแกทำหน้าเหมือนกลัวเขาขนาดนั้นก็อดอยากรู้ไม่ได้สิเว้ย!”

.

To be continued.

ไม่ได้อัพนานเลย ขอโทษด้วย ในที่สุดก็หาทางต่อได้แล้วล่ะ 555555 ขอบคุณที่รอนะคะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

244 ความคิดเห็น