ตอนที่ 13 : [SS2] ตอนที่ 09 โกหกไม่ลง พูดตรงๆ ไม่ได้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ต.ค. 60

ตอนที่ 09

โกหกไม่ลง พูดตรงๆ ไม่ได้

.

แม้ว่าการโกหกจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีและไม่สมควรกระทำกับใคร

ไม่ว่าเขาจะเป็นคนใกล้ชิดหรือห่างเหิน

แต่เหตุผลของการโกหก

หากเราทำเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจขึ้น

มันก็คงไม่เป็นอะไร...ใช่ไหม?

และถ้าไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่สบายใจ เพราะคำโกหก

เราก็แค่...อย่าทำให้เขาจับได้ก็พอ

...

ออกัสได้กล่าวไว้

และถึงแม้ว่าจะคิดคำโกหกต่างๆ นานา เพื่อนำมาเป็นข้ออ้างมากมาย

แต่มันก็ไม่ง่ายสำหรับการพูดให้ใครสักคนหนึ่งเชื่ออย่างสนิทใจ

โดยเฉพาะ...ชายผู้นี้

.


เตวิช :

“ขอโทษนะที่วันนี้ฉันมารับช้า รอนานมากหรือเปล่า?” เป็นคำถามโง่ๆ ที่ผมพอจะนึกออกเพื่อทำลายบรรยากาศอันแสนจะเงียบงันภายในรถ หนึ่งนาราเลิกเรียนตั้งแต่สี่โมงเย็น แต่ผมมารับเอาตอนห้าโมงครึ่ง เธอยอมอยู่รอก็เป็นบุญหัวเท่าไหร่แล้ว

ถ้าหนึ่งนาราเป็นเด็กผู้หญิงขี้บ่น ผมคงจะโดนว่าจนหูชาไปแล้ว

หลังจากที่คุยกับซานเธีย...จนรู้เรื่อง ก็รีบบึ่งรถมารับเธอให้เร็วที่สุด ผมเลือกที่จะทำหน้าที่ของตัวเองทั้งหมดให้ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าผมโลภอยากให้ทุกๆ อย่างยังคงอยู่ แต่ในเมื่อทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นลูกน้องที่ร้าน หรือเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ตรงนี้ เป็นสิ่งที่ผมอยากรักษาเอาไว้ให้ดีที่สุด เพราะทุกอย่างล้วนมีความสำคัญกับผมทั้งสิ้น

“ก็ไม่นานเท่าไหร่ค่ะ ถ้าให้เทียบกับตอนนั้น”

!!!

สะดุ้งเลยครับ เป็นคำตอบที่ทำเอาผมเจ็บจุกไปทั้งอก รู้สึกเหมือนโดนแขวะกลายๆ ตอนนั้นของเธอคงจะหมายถึงวันที่ผมป่วยและนอนเพลินสินะ

“ขะ...ขอโทษนะ คือฉันออกไปทำธุระมานิดหน่อยก่อนที่จะมารับเธอ...ก็เลยมาสาย” พูดด้วยความรู้สึกผิดจากใจเลย อภัยให้พี่เต้ด้วยเถอะครับ

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันรู้ว่าพี่เต้คงมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก”

จริงเหรอ? ไม่เป็นไรจริงๆ แน่นะ ฮือ...ขอบคุณที่เข้าใจ

“พี่เต้คะ”

“หืม...มีอะไรเหรอ?” ผมครางเสียงตอบรับปนความรู้สึกหวั่นไหวเล็กๆ ในอก ไม่ใช่เรื่องบ่อยนักที่เหนึ่งนาราจะเรียกผมแบบนี้ แถมน้ำเสียงก็เรียบนิ่ง จนรู้สึกได้ว่าเธอกำลังจะพูดเรื่องบางอย่างที่โคตรจริงจัง ซึ่งมันทำให้รู้สึกหวาดหวั่นอยู่ลึกๆ “หลังเลิกเรียนตั้งแต่พรุ่งนี้ไป ฉันต้องอยู่เวรทำความสะอาด เพราะฉะนั้น...พี่เต้ไม่ต้องมารับก็ได้ค่ะ”

!!!

อะไรนะ!?!

จู่ๆ ผมก็รู้สึกเหมือนหัวใจของตัวเองหายวับไปทันที

อะไรคือ...ไม่ต้องมารับ!?!

“ไม่...ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา พอเธอทำเวรเสร็จก็โทร.มาบอกให้ฉันมารับก็ได้”

“ช่วงนี้ใกล้จะสอบแล้ว เพื่อนๆ หลายคนก็เลยชวนกันมาติววิชาเรียน ฉันคิดว่าจะอยู่ติวกับเพื่อนตอนหลังเลิกเรียนด้วย คงจะใช้เวลานาน เลยคิดว่ากลับเองน่าจะ...”

“ไม่เลย! ไม่สะดวกหรอก รถแท็กซี่เรียกก็ยาก เดี๋ยวเมียคลอดลูก หรือไม่ก็ส่งรถ” ผมรีบขัดเธอทันที

“...”

“ฉันมารับได้ ยิ่งเลิกเย็นยิ่งอันตราย ถ้าเกิดถูกตาลุงที่ไหนมาลักพาตัวไปล่ะ” อย่างน้อยก็ตาลุงคนนี้ไง อยากจะ ‘รัก’ พาหัวใจเธอจนจะแย่

“แต่ตอนเย็นพี่เต้ต้องไปเปิดร้านแล้วนี่คะ”

“ให้คนอื่นเฝ้าไปก่อนก็ได้ ฉันเป็นเจ้าของร้านนะ ยังไงก็มีคนทำแทนทุกอย่างอยู่แล้ว ไปสายนิดหน่อยคงไม่เป็นไร” ไม่เป็นไรกับผีสิ ถ้าไม่เข้าร้านไปขุดเจ้าพวกบ้าที่อยากจะให้เพิ่มเงินเดือน แต่ชอบทำตัวเกียจคร้านนั่นให้ลุกขึ้นมาจัดร้านตั้งแต่ 5 โมงเย็นละก็…

โอ๊ย! กูจินตนาการความหายนะของร้านไม่ถูกเลย

“...”

หนึ่งนาราเงียบไปอีกครั้ง แม้ว่าจะไม่ได้แสดงอาการหงุดหงิดที่ถูกขัดใจ แต่เหมือนว่าเธอพยายามจะหาข้ออ้างบางอย่างเพื่อที่จะกลับเอง ใบหน้าหวานเริ่มขมวดคิ้วมุ่น มีบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเธอกำลังมีเรื่องปิดบัง หลายวันที่เราแทบไม่ได้คุยกัน ไม่ใช่แค่ผมหรอกที่มีเรื่องปิดบัง

หรือผมจะทำตัววุ่นวายเป็นหมาหวงก้างมากไปหรือเปล่านะ บางทีเธอคงอยากมีเวลาส่วนตัวกับเพื่อนๆ หลังเลิกเรียนบ้างก็ได้ อย่างเช่น ไปติวหนังสือกันที่ร้านอาหารฟาสฟู้ด เดินเล่นชิลล์ๆ กับเพื่อนในห้างฯ วี้ดว้ายใส่หนุ่มร่างสูงที่เดินโฉบไปโฉบมาอะไรทำนองนั้น ก็เธอเป็นเด็กผู้หญิงนี่นะ ต้องอยากมีโมเมนต์อะไรแบบนั้นบ้าง ไม่ใช่เอะอะเลิกเรียนก็กลับบ้าน แล้วยังมีตาลุงขี้จุกจิกคอยมารับมาส่ง วันๆ ถ้าไม่อยู่แต่ในร้านเหล้า สิงอยู่ในห้องทำงาน ก็คงเป็นห้องสี่เหลี่ยมภายในคอนโด ราวกับเธอเป็นนกน้อยในกรง ผมเพียงแค่ลองคิดในมุมมองของเด็กผู้หญิงทั่วไป ไม่รู้ว่าหนึ่งนาราจะคิดแบบนั้นบ้างหรือเปล่า

แต่อย่างหนึ่งนาราเนี่ยนะจะขยันอ่านหนังสือสอบ จะมีอารมณ์อยากไปเดินเล่นในห้างฯ เหล่หนุ่มๆ หรือต่อให้เป็นแบบนั้นจริง ผมคงไม่ปล่อยให้เธอไปเดินเต๊าะผู้ชายแบบนั้นแน่! ไม่ล่ะมั้ง ไม่มีทางหรอก ยิ่งข้อสันนิษฐานอย่างหลังยิ่งไม่น่าจะใช่ ลางสังหรณ์มันบอกแบบนั้น สรุปว่า ผมมียานทิพย์ประหนึ่งริวจิตสัมผัสใช่หรือไม่เนี่ย!

“ขอโทษนะ ฉันอาจจะจุกจิกกับเรื่องของเธอไปหน่อย แต่ว่าเรื่องที่เธอพูดมา ถ้าเป็นการขออนุญาต ฉันขอคิดดูก่อน” ผมให้คำตอบเชิงไม่สรุปว่าจะเอายังไง แม้ว่าในใจลึกๆ จะไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน

“แต่ว่าที่ฉันพูดมาแบบนั้น...ก็เพราะเป็นห่วง”

“...”

ผมพูดออกไปตรงๆ แล้วหันไปมอง หนึ่งนาราเองกำลังมองมาเช่นกัน สีหน้าของเธอเฉยชาไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ ไม่รู้ว่าคิดอะไร จนเมื่อริมฝีปากเล็กๆ นั่นเริ่มขยับ

“ฉันรู้ค่ะ พี่เต้คอยเป็นกังวลเรื่องของฉันเสมอ เพราะฉะนั้น ฉันถึงไม่อยากให้พี่เต้ต้องคอยเป็นกังวลไปมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่ฉันขอยืนยันที่จะกลับเอง” น้ำเสียงของเธอเริ่มแข็งขึ้น เหมือนว่าครั้งนี้จะไม่ยอมกันง่ายๆ

“ฉันทำได้ค่ะ ขอให้พี่เต้ช่วยไว้ใจว่าฉันจะไม่ทำอะไรที่ไม่ดี ไม่ได้เถลไถล...”

“เปล่านะ! ฉันไม่ได้ไม่เชื่อใจ แต่...” ผมโพล่งเสียงปฏิเสธความคิดของหนึ่งนาราอย่างลืมตัว

ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจหรือกลัวเธอจะเถลไถล แต่อะไรล่ะ! พอคิดจะอธิบายเหตุผลมันกลับไม่มีเลย เหตุผลที่ฟังดูเข้าท่า มันเป็นเพียงความรู้สึกที่ไม่อยากห่างกันไปมากกว่านี้

ถ้าหากหนึ่งนาราไม่ให้ผมไปรับที่โรงเรียน ก็เท่ากับว่าจะได้เจอเธอแค่ในตอนเช้า ไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะส่งเธอไปโรงเรียน

“คือ...ถ้าเธอกำลังจะกลับบ้าน...บ้านที่เธอจากมา ฉันไม่รู้ว่ามันไกลแค่ไหน และไม่รู้ว่าเธอจะกลับมาอีกหรือเปล่า เวลาที่น้อยลงไป ฉันเพียงแค่อยากอยู่กับเธอให้นานขึ้นกว่าที่ผ่านมา”

เมื่อหาคำอื่นๆ มาอธิบายไม่ได้ ผมเลยตัดสินใจพูดออกไป ถึงสิ่งที่อยู่ในใจในความคิดของตัวเอง และส่งผลให้หนึ่งนาราเงียบแล้วมองหน้าผมนิ่งไปอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเธอจะคิดยังไงกับเรื่องที่พูดออกไปเมื่อสักครู่ แต่มันไม่มีคำอธิบายอะไรที่จะสื่อออกมาได้ตรงๆ เท่ากับเอ่ยถึงสิ่งที่อยู่ภายในออกมา

อีกอย่าง ข้อตกลงที่คุยกับซานเธียเอาไว้ ก็ทำให้ผมมีเวลาให้เธอน้อยลงด้วย เพราะฉะนั้น ขอเพียงแค่วันนี้วันเดียวก็ได้ ที่อยากให้เราสองคนพูดความรู้สึกทั้งหมดออกมา

แม้ไม่รู้ว่าเธอจะอยากพูดถึงมันไหม

“เรื่องนั้น ฉันเองก็มีบางอย่างที่อยากจะบอกพี่เต้อยู่เหมือนกันค่ะ คือว่าฉัน...”

“เดี๋ยว!” ผมโพล่งเสียงเบรกหนึ่งนาราทันที จนร่างเล็กสะดุ้งนิดหน่อย “อย่าเพิ่งพูด ฉันยังเตรียมใจไม่ทัน!”

เอาจริงดิ จู่ๆ นึกจะพูดก็พูดเลยเหรอ คนฟังรับไม่ทันนะเว้ย!

“ฉันขอหาที่คุยก่อนได้ป่ะ เธอไม่รีบไปไหนใช่ไหม หมายถึงว่าไม่มีธุระที่อื่นอีกใช่หรือเปล่า”

ใบหน้าหวานเลิกคิ้วคล้ายประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนศีรษะเล็กจะส่ายไปมาช้าๆ จนผมสีเข้มยาวสยายสะบัดพลิ้วเล็กน้อย “ไม่ค่ะ”

“แล้ว...มีที่ที่อยากไปไหม?”

“???”

นัยน์ตาดวงกลมจ้องมองพลางเลิกคิ้วฉงนอย่างไม่เข้าใจว่า ทำไมจู่ๆ ผมถึงถามออกมา ขณะที่ตัวเองกำลังผ่อนลมหายใจเพื่อตั้งสติใหม่ ผมชำเลืองมองนาฬิกาเรือนใหม่บนข้อมือ กำลังบอกเวลาเป็นตัวเลขที่เริ่มเข้าสู่ช่วงเย็นย่ำ

“วันนี้ฉันขี้เกียจเข้าร้านแล้ว เราไปเที่ยวกันไหม?”

.

แม้ว่าประโยคสุดท้ายที่พูดมันจะเป็นคำถาม แต่เหมือนว่าตัวเองไม่ได้ต้องการคำตอบเท่าไหร่ ผมตัดสินใจขับรถออกไปไกลเรื่อยๆ จนพ้นเมืองหลวงแสนแออัด ตลอดทางผมไม่กล้าพูดอะไรอีก ไม่กล้าสบตาคู่นั้นเลยด้วยซ้ำ และไม่อยากให้หนึ่งนาราพูดอะไรออกมาด้วย ลึกๆ แล้วผมรู้สึกกลัว กลัวสิ่งที่เธอต้องการจะบอก

ผมขับรถไปตามท้องถนนด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ พะว้าพะวงคิดสับสนกับเรื่องต่างๆ อยู่ในใจเพียงลำพัง พอรู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ที่พัทยาแล้ว ผู้คนยังคงพลุกพล่านแม้ว่าจะเป็นเวลากลางคืนแล้ว

ที่นี่ค่อนข้างไปมาสะดวกอยู่ใกล้เมืองหลวงและทะเลที่นี่ ก็ใกล้กว่าชะอำในตอนนั้นอีก หลังจากหาที่จอดรถได้ เราก็ลงมาหาอะไรทาน ผมไม่เคยรู้สึกหิวขนาดนี้มาก่อนเลย ให้ตาย เพราะวันนี้ทั้งวันเอาแต่เดินตามไอ้ตี๋เกรียนนั่น จนไม่เป็นอันกินอันนอนเลย แต่ไม่นานนัก สายฝนกลับเทลงมาโปรยปรายจนเปียกปอนไปทั่วเมืองพัทยา ทำให้ผมกับหนึ่งนารายังคงติดอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง

ยังดีที่แถวนี้พอจะหาร้านอาหารอิตาเลี่ยนได้ ไม่ใช่เพราะอะไร แต่หนึ่งนารากินแค่สปาเกตตีนี่นา แต่รอบนี้ผมคิดผิดไปถนัด ครั้งนี้เธอสั่งสเต็กปลามากิน นานๆ ทีจะเห็นเธอกินอะไรที่ไม่ใช่เส้นก็รู้สึกแปลกตาดี เวลาที่เรานั่งทานอาหารด้วยกัน ผมชอบแอบมองท่าทางตอนกินของเธอ เธอค่อนข้างจะกินช้ามาก ตักใส่ปากทีละคำ ค่อยๆ ละเลียดเคี้ยวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดปากถึงจะตักคำใหม่ และถ้าในจานมีของที่ชอบ เธอก็จะกินมันเป็นอย่างสุดท้าย

“วันนี้ไม่กินสปาเกตตีเหรอ?” ผมเอ่ยถามขึ้นมาเพราะยังรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย

“ไม่ค่ะ ฉันว่าไอ้นี่น่าสนใจดี”

“ไอ้นี่ที่ว่า เขาเรียกสเต็กปลาแซลมอน”

“ค่ะ อร่อยดี” เธอตอบแค่นั้น ก่อนจะตักคำต่อไปใส่ปาก

“ขอกินไอ้นี่ได้ไหมอ่ะ” ผมถามหยอกๆ พลางหยิบส้อมตัวเองขึ้นมาตั้งท่าจะจิ้มลงไปในจานของเธอ และในที่สุดก็จิ้มบรอกโคลีขึ้นมาหนึ่งชิ้น คนที่เคี้ยวอูมอยู่เต็มปากได้แต่มองตามตาละห้อย เพราะเป็นผักเพียงชิ้นเดียวที่มีอยู่ในจานเธอ

“อ้าว...ทำไมเหรอ? ฉันเห็นมันวางอยู่ในจานตั้งนานแล้ว คิดว่าเธอคงไม่ชอบกินผักก็เลยจะกินให้ เสียดายของ” ผมลอบยิ้มน้อยๆ แทบไม่สังเกต ปนขบขันในใจกับท่าทางของเด็กสาวที่นั่งอยู่ตรงข้าม

หนึ่งนาราส่ายหน้าพรืดปฏิเสธคำสันนิษฐานของผม กลืนอาหารที่อยู่ในปากลงคออย่างรวดเร็ว

“ฉันแค่จะกินมันทีหลังค่ะ!” เธอโพล่งออกมาอย่างรีบร้อน

“ก็หมดจานแล้วนี่” อมยิ้มมุมปาก จ้องเธอลึกเข้าไปถึงนัยน์ตาสีเข้ม “คำสุดท้าย ฉันป้อนให้นะ” ผมพูดช้าๆ พลางชูส้อมที่เสียบบรอกโคลี่ไว้ขึ้นในระดับสายตา

งานนี้คงต้องอ่อยกันหนักๆ ถ้าเธอจะไม่รู้สึกรู้สาอะไร ก็เกินมนุษย์ไปแล้วล่ะ

ดวงตามนจ้องผมนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ไม่เอ่ยอนุญาตคำขอของผม แต่ก็ไม่มีท่าทีปฏิเสธบรอกโคลีที่ลอยอยู่กลางอากาศ และกำลังเคลื่อนเข้าใกล้ริมฝีปากบางช้าๆ จนเหลือไม่ถึงคืบเธอเผยอปากขึ้นมาเล็กน้อย พร้อมกับส่งเสียง

“ขอบคุณค่ะ”

หงับ!

!?!

“...”

หลังคำพูดสั้นๆ บรอกโคลีในส้อมก็หายวับไป หนึ่งนาราเป็นฝ่ายยื่นหน้าเข้ามาหาแล้วอ้าปากรับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกลับไปนั่งหลังตรงด้วยท่าทีปกติเดิมๆ ปากเล็กกำลังเคี้ยวหงุบหงับไปเรื่อยๆ

นี่มันไม่ใช่แบบที่ผมคิดเอาไว้เลย โดนยัยเด็กบ้านี่หักมุมอีกแล้ว! ปกติฝ่ายหญิงจะต้องมีท่าทีประหม่าเคอะเขินใส่กันบ้างสิ แล้วค่อยๆ เผยอปากขึ้นมารับอาหารที่ฝ่ายชายเป็นคนป้อนด้วยท่าทีเหนียมอายสิวะ

แต่นี่มันอะไรกัน จู่ๆ ก็ง้าบไปเฉยเลย!

อยากร้องไห้ ได้แต่นั่งมองเธอเคี้ยวผักตุ้ยๆ ปนเจ็บใจลึกๆ

.

จนเมื่อฝนหยุดตกเราสองคนจึงออกมาจากร้านอาหาร แล้วเริ่มเดินทางกันต่อ ผมหาจุดที่สามารถจอดพักรถได้ เพื่อลงไปเดินชมทะเลในยามค่ำคืน ผมคงไม่คิดจะไปไหนไกลมากกว่านี้แล้วล่ะ พรุ่งนี้หนึ่งนารายังต้องตื่นไปโรงเรียนอีกนี่นา เธอจะอยากกลับหรือยังนะ

“คล้ายกับตอนนั้นเลย...” เสียงหวานพึมพำออกมา ขณะที่เราเดินเอื่อยไปเรื่อยๆ ตามแนวของชายหาด น้อยครั้ง ที่หนึ่งนาราจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนนา

“ที่มาทะเลตอนกลางคืนกับพี่เอก ทุกอย่างเป็นสีดำหมดเหมือนกับตอนนี้ พี่เต้ยังจำได้อยู่ไหมคะ?”

“อ๋อ ทะเลที่หาดชะอำนั่นเหรอ”

“หาดชะอำเหรอคะ?”

“ที่เธอไปตอนนั้น เป็นหาดชะอำอยู่จังหวัดเพชรบุรี ส่วนที่นี่เป็นหาดพัทยาอยู่จังหวัดชลบุรี”

“...” ดวงหน้าหวานพยักหน้าตอบรับเบาๆ

“แล้วพี่เต้ยังจำเรื่องที่เราคุยกันได้หรือเปล่าคะ?”

“คุย...เรื่อง...อะไรเหรอ?” ผมเริ่มหายใจไม่ทั่วท้องแล้วสิ ทำไมจู่ๆ หนึ่งนาราก็เหมือนจะคุยเก่งขึ้นมาเสียดื้อๆ แถมยังพัฒนาขึ้นมาเป็นฝ่ายตั้งคำผมใส่ผมอีกต่างหาก

“ที่พี่เต้เคยขอฉันไว้ว่าอย่าหายไปอีก”

ฝีเท้าที่ย้ำลงไปบนผืนทรายเรื่อยๆ เอื่อยๆ หยุดชะงักไปอัตโนมัติ ราวกับส่วนสั่งการของสมองมันไม่ทำงานช็อตไปเสียดื้อๆ ร่างกายของผมชาวาบจนไม่ขยับเขยื้อนเลย ร่างเล็กที่กำลังจะเดินห่างออกไปไกลเรื่อยๆ คงสังเกตว่าผมไม่ได้เดินตาม เธอจึงหยุดก้าวเท้าแล้วหันมา

แม้ว่าท้องฟ้าจะมืดมิดเพราะเมฆฝนบดบังดวงจันทร์ ทว่ายังคงมีแสงสลัวจากร้านรวงข้างทางที่ส่องเล็ดลอดมายังชายหาด แต่ผมกลับเห็นริมฝีปากบางกำลังขยับขึ้นลง เสียงอ้อมแอ้มดังแข่งกับเสียงของคลื่นทะเล และสายลมที่พัดโชยมาไม่ขาด

“ฉันตัดสินใจแล้วว่า...”

ขอร้องล่ะ อย่าพูดอะไรออกมาอีกได้ไหม

ผมได้แค่ร่ำร้องอยู่ในใจ เพราะสำหรับตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นคำตอบแบบไหน ผมก็ไม่อยากจะฟังเลย

น่าแปลก ทั้งที่เคยพยายามมาตลอด เพื่อให้เธอพูดคุยเอ่ยเสียงออกมาตรงๆ เป็นปกติ แต่ในตอนนี้ ผมกลับไม่อยากให้เธอพูดอะไรอีกแล้ว ถ้าหากเป็นไปได้ผมอยากให้เสียงของลมฟ้าลมทะเล ช่วยหยุดถ้อยคำที่กำลังเอื้อยเอ่ยจากคนคนนั้นสักที

“ฉันจะ...”

ทว่าโลกนี้มันไม่มีหรอก สิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์น่ะ ผมไม่เคยเชื่อในสิ่งนั้นเท่ากับการกระทำ ดังนั้น ผมคงจะต้องเป็นคนหยุดมันด้วยตัวเอง

“...”

เสียงเล็กใสหยุดลงกะทันหัน

กว่าจะรู้สึกตัวอีกที ใบหน้าของหนึ่งนาราก็อยู่ใกล้กับผมมาก...มากเสียจนริมฝีปากของเราชนกัน ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะจาบจ้วงหรือฉวยโอกาสเธอ ไม่รู้เลยว่าขยับขาได้อีกครั้งตั้งแต่เมื่อไหร่ แค่รู้สึกอยากจะหยุดเสียงนั่น ไม่อยากฟัง ไม่อยากได้ยิน คงเป็นเพราะสัญชาตญาณที่เคยได้สัมผัสเธอแบบนี้ เมื่อนานมาแล้ว กลีบปากบางอ่อนนุ่มตรงหน้ากำลังรื้อฟื้นความทรงจำในครั้งนั้น

โคตรคิดถึงเลย

ทั้งกลิ่นหอมและสัมผัสที่ได้รับจากเธอ ต่อให้ผ่านมานานแล้ว

แต่มันกลับตึดตรึงอยู่ในห้วงความทรงจำของผม

แม้จะรู้ว่าสักวันหนึ่ง หนึ่งนาราอาจจะต้องไป แต่เพียงแค่สมมุติว่า หากพรุ่งนี้ไม่มีเธอ ผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก เพราะโลกของผมในตอนนี้ มันถูกเปลี่ยนไปแล้ว หากว่าการกระทำแบบนี้จะหยุดเสียงของเธอได้ ก็ไม่อยากจะผละออกมาเลย และผมก็ไม่เคยรู้ตัวเลยว่า...จะรู้สึกผูกพันกับใครสักคนได้มากขนาดนี้

ไม่ว่าจะเจอกับอะไรก็ตาม ต่อให้เสียต้องเสียอะไรไป

แค่ขอมีเธอคอยอยู่ด้วยกันใกล้ๆ ผมก็จะทำทุกอย่าง เพื่อที่จะรักษาเธอเอาไว้

.


หนึ่งนารา :

ร่างสูงใหญ่หุนหันก้าวขาตรงเข้ามาหา พลางโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้...ใกล้เสียจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลงมาบนแก้ม เสียงของฉันหยุดลง ถูกแทนที่ด้วยรอยสัมผัสอ่อนนุ่มแตะแผ่วลงบนริมฝีปากจนแนบสนิท

เราเคยใกล้ชิดกันแบบนี้เมื่อนานมาแล้ว ฉันจำได้ดี และยังคงเหมือนกับวันนั้น สัมผัสที่เต็มไปด้วยความสับสน อาจเป็นเพราะช่วงนี้ พวกเราไม่ค่อยได้พูดคุยกัน พี่เต้คงอยากให้ความสัมพันธ์ของเราแน่นแฟ้นขึ้นอีก และครั้งนี้ ก็เนิ่นนานกว่าที่เขาจะยอมผละออก

จนเมื่อได้ยินเสียงเสียงทุ้มแผ่วเบาพึมพำราวกับละเมอกระซิบลงบนริมฝีปากปาก จึงทำให้ฉันเริ่มรู้สึกตัว

“แล้วทำได้ไหม? เรื่องที่ฉันขอ...อย่าหายไปได้ไหม?” นัยน์ตาคู่คมวูบไหวคล้ายกำลังหวาดหวั่นมองลึกเข้ามานัยน์ตาของฉัน ราวกับอยากจะรู้ถึงความคิดที่อยู่ข้างใน

แต่เป็นเขาเองต่างหากที่กำลังถูกอ่านความคิดที่อยู่ข้างใน

ร่างใหญ่กำลังสั่นสะท้านหวาดหวั่นและสับสนปนเปไปหมด เขาแทบไม่มีสติ ไม่หลงเหลือความเป็นตัวเอง คงเป็นเพราะอะไรหลายๆ อย่างที่ประเดประดังเข้ามา และเพื่อที่จะรักษาสิ่งเหล่านั้นไว้ให้คงอยู่ ทำให้เขาต้องพยายามอย่างหนัก จนเริ่มเกินขีดจำกัดของตัวเอง

“ค่ะ ฉันจะไม่หายไป เพราะพี่เต้จะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับฉันเสมอ”

หลังเสียงอธิบายจากฉัน นัยน์ตาคู่คมเริ่มมีประกายความหวังขึ้นมาทันตา

“เพียงแต่…” เว้นแต่ประโยคหลังจากนี้ ที่อาจเพิ่มความสับสนให้กับเขา “พี่เต้...ไม่ใช่สิ่งสำคัญเพียงสิ่งเดียวที่ฉันมี และฉันก็อยากจะรักษาสิ่งสำคัญของฉัน...เอาไว้ให้ได้ทั้งหมด”

ร่างสูงตรงหน้ายืนแข็งทื่อราวกับลืมหายใจ สีหน้าของเขาซีดเผือดคล้ายทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้าจะทลายลงมา แต่ฉันกลับทำสิ่งที่ตรงข้ามกับเขา ริมฝีปากค่อยๆ เผยยิ้มขึ้นทีละน้อย

“เพราะฉะนั้น ปิดเทอมนี้ฉันจะกลับไปที่บ้านกับพี่เอกค่ะ” เอ่ยอย่างแน่วแน่ ถึงสิ่งที่อยู่ในใจและตัดสินใจได้ในที่สุด “แล้วพี่เต้อยากจะลองไปเที่ยวต่างจังหวัดดูไหมคะ?”

เหมือนว่าเสียงตั้งคำถามของฉันจะเรียกสติของเขากลับมาได้ นัยน์ตาคู่คมมองประเมินอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขยับริมฝีปากถามเสียงพร่า “มะ...หมายความว่ายังไง?” คิ้วหนาขมวดมุ่นปนสีหน้าเคลือบแคงเหลอหลา แววตาสะท้อนถึงความสับสนในใจอย่างหนัก

“ฉันกำลังชวนพี่เต้ไปเที่ยวที่บ้านของฉันค่ะ ถ้าพี่เต้อยากจะไปละก็...” พูดไม่ทันจบประโยค พี่เต้ก็ฉีกยิ้มกว้าง พลางคว้าร่างของฉันเข้าไปกอดแน่น

“ไปสิ ต่อให้ต้องปิดร้านเป็นเดือนๆ ฉันก็จะไป!”

.

To be continued.

.

คุณลูกสาวนี่มันร้ายนะคะ แกล้งเฮียเต้ให้ดราม่าอยู่ได้ตั้งนาน คู่นี้ก็เป็นอะไรที่อ่อยกันไปอ่อยกันมา เมื่อไหร่จะได้กัน ฮะ! 55555

.

ติดตาม รักละลายใจ SS1 ได้ทาง

ธัญวลัย

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

http://www.tunwalai.com/story/161437/love-thaw-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-ss1

 

และ Fictionlog

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

https://fictionlog.co/b/589b301170b83e276beecf8c

 

หรือ MEB

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

https://www.mebmarket.com/ebook-56643-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-SS1

244 ความคิดเห็น