† • The Eternal Destiny • †

ตอนที่ 4 : บทที่1 : จุดเริ่มต้นแห่งชะตากรรม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 167
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 มี.ค. 53

 

                บทที่ 1 :: จุดเริ่มต้นแห่งชะตากรรม
                Chapter 1 :: The Begin of Destiny


             
 
                สาย ลมพัดเอื่อยๆลอดผ่านหน้าต่างบานเล็ก ผ้าม่านสีฟ้าอ่อนพลิ้วไปตามแรงลม เสียงเสียดสีของใบไม้ก้องกังวล กับแสงแดดอ่อนๆทำให้บรรยากาศช่วงเวลาน้ำชาดูร่มรื่นขึ้นมาในทันตาเห็น ควันร้อนลอยขึ้นมาจากถ้วยชาทั้งสามใบ ขนมเค้กหน้าตาน่าทานที่วางเรียงกันอยู่สามชิ้น และร่างของบุคคลสามร่างที่นั่งด้วยกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น


                คนหนึ่งคือชายวัยกลงคนผู้มีดวงตาสีอำพันแววตาฉายประกายอ่อนโยนรับกับผมสีน้ำตา เข้ม  อีกคนหนึ่งคือเด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้มดวงตาสีน้ำตาทะเล ท่าทางทะมัดทะแมงและเด็ดขาด ส่วนคนสุดท้ายคือเด็กสาวผมสีทองดวงตาสีมรกตใส รูปร่างเล็กหากแต่ดูเข้มแข็งอย่างไม่น่าเชื่อ หากมองจากรูปภายนอกแล้ว...แม้ผมและสีตาของทั้งสามไม่เหมียนกันสักนิด แต่ภาพที่เห็นก็พอจะบ่งบอกได้ว่าทั้งสามคือ'ครอบครัว'เดียวกัน


                " ขนมของคุณพ่อเนี่ยอร่อยที่สุดเลย!"เด็กสามผมสีทองร้องอย่างมีความสุขพลางตัก เค้กเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย สร้างรอยยิ้มแก่ผู้เป็นพ่ออย่างยิ่ง เด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้มที่นั่งอยู่ข้างๆยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อยแล้วจึง เอ่ยว่า


                "ไม่อร่อยสิแปลก ขนาดชายังรสดีจนอยากจะซดอีกสักสิบถ้วยเลย"ว่าแล้วเขาก็จิบชาอีกครั้งหนึ่ง


                "ดีจังเลยนะ ฮินาโกะ ฮิโรโตะ"


                ใช่...นี่คือเวลาน้ำชาที่น้อยครั้งจะได้จัดของครอบครัวบ้านซากุระ ที่เพิ่งย้ายมาในประเทศหลวงของอาณาจักรได้ไม่นาน


                เนื่อง จากเหตุร้ายแรงของอาณาจักร'ภาวะมนตราเลือนหาย' ได้ปรากฏขึ้นมาเมื่อหลายปีที่ผ่านมานี้ ทำให้เกิดกฎหมายอย่างหนึ่งแก่ทุกประเทศนั่นคือ' ให้เด็กทุกคนที่มีอายุย่างเข้า 13 ต้องเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง และจนกว่าจะอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์จะไม่สามารถหยุดพักการเรียนได้' โดยผู้ร่วมลงมติในการออกกฎหมายทั่วราชอาณาจักรคือกษัตริย์ทั้งแปดประเทศนั่น เอง(เออร์ริเน่ วอเรตาร์ วีดาเนีย เฟรมิเร่ ธาเดอเรีย ฟอเรเซีย เซซิเลีย และ ดาโรเซีย รวมเป็นแปดอาณาจักร)


                ภาวะ มนตราเลือนหายที่ว่านั่นก็ คือภาวะที่เกิดขึ้นกับชาวโรเวเลียระหว่างช่วงอายุ 14-17ปี ภาวะนี้คือการที่เวทมนตร์ในตนเองจะค่อยๆเลือนหายไปทีละเล็กละน้อยจนกลายเป็น คนที่ใช้เวทมนต์ไม่ได้ แม้คนเหล่านั้นจะสามารถมีชีวิตยู่โดยปราศจากเวทมนตร์ แต่ธรรมชาติและสิ่งรอบกายที่ใช้พลังเวทมนตร์เป็นแหล่งยังชีพนั้นไม่สามารถ อาศัยอยู่ได้ จนเริ่มแหลกสลายไปทีละนิด กลายเป็นเถ้าถ่านที่ไม่อาจกลับคืนรูปสู่เวทแห่งแผ่นดินได้อีกครั้ง ซึ่งแผ่นดินของโรเวเลียทั้งมวล ล้วนมีพลังเวทสิงสถิตอยู่ ทุกชีวิตที่เกิดมา จะได้รับพรแห่งชีวิตที่เรียกว่า'เวทมนตร์'ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือมนุษย์ และเมื่อถึงเวลาดับสูญพรที่ได้รับจะหวนสู่ผืนแผ่นดินเป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ จึงไม่มีใครสามารถนิ่งดูดายได้อีกต่อไป ชาวโรเวเลยทุกคนเองก็ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดโดยไร้ข้อโต้แย้งเช่นกัน


                "ฮินาโกะ เลือกโรงเรียนที่จะเข้าหรือยังล่ะ?"ซากุระ ฮายาโตะ ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม


                "เลือกแล้วค่ะ หนูจะเข้าเบอร์โดเร่!"


                พรูด ดดดดดดดดดดดดดดด! ด้วยคำตอบที่หลุดออกมาจากปากน้องสาวทำให้ผู้เป็นพี่พ่นน้ำชาที่เพิ่งซดเข้า ไปออกมาทันทีโดยไร้การสำลักน้ำแล้วเปิดปากใส่น้องตนเองเสียงดังว่า..


                "ละเมอหรือไงหา! ยัยน้องบ้า!!"ฮิโรโตะกระแทกถ้วยช้าลงจานรอง"อย่าพูดให้ขำ! รู้มั้ยที่นั่นน่ะเป็นโรงเรียนอันดับหนึ่งนะ!"


                "ไม่ละเมอหรอกค่ะ หนูติดสินใจแล้ว ไม่เปลี่ยนใจหรอก!"ฮินาโกะสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง เพราะนี่เป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ที่พี่เธอคัดค้านเรื่องการที่เธอตัดสิน ใจจะเข้าโรงเรียนอันดับหนึ่งอย่างเบอร์โดเร่ ก็ในเมื่อพี่ของเธอเมื่อสองปีที่แล้วยังสอบผ่านจนได้เรียนในโรงเรียนนั้น อย่างเธอมีหรือจะทำไม่ได้บ้างน่ะ!!


                "เฮอะ! ข้อมสอบมหาหินอย่างนั้นน่ะนะ!!"


                "แล้วมันทำไมเล่า! ถึงจะยากแค่ไหนแต่ฮินาโกะต้องทำให้ได้"


                "รู้ดีสักแค่ไหนกันเชียว เวทมนตร์น่ะใช้ได้กี่บทกัน!ไปให้ได้อย่างน้อย 10 บทค่อยว่ากันใหม่!!"


                เสียง โต้เถียงยังคงดังต่อไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการอ้างเหตุผลข้างคูๆ หรือคดีแค้นที่ฝันใจต่อกันล้วนถูกงัดแงะออกมาใช้จนหมดเปลือก แต่ที่น่าแปลกใจก็คือผู้เป็นพ่อกลับนั่งจิบชาสบายใจเฉิบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหตุผลก็ง่ายมาก เพราะพี่น้องคู่นี้ทะเลาะเช้าทะเลาะเย็นกันเป็นประจำทั้งเรื่องมีสาระเช่น โรงเรียนไปจนถึงเรื่องไร้สาระเช่นแย่งที่นั่ง เถียงกันไปเถียงกันมาผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ  แถมยังมีการนับคะแนนเพื่อเรียกร้องของสมนาคุณได้อีก (นี่เป็นเกมสุดต๊องที่พี่น้องซากุระคิดขึ้นเพื่อแข่งกันโดยเฉพาะในวันที่ เพิ่งย้ายมาถึง)


                " คราวนี้หนูชนะ!"ฮินาโกะร้องอย่างมีชัยหลังจากเถียงกันไปมาเกือบสิบนาที พ่วงด้วยสัญญาแลกเวรกัน 1 วันจึงเป็นอันว่าคะแนนคราวนี้ + 2 แต้มไปอย่างง่ายดาย ส่วนผู้พี่นั้นก็ได้แต่กัดฟันกรอดที่หลวมตัวประมาทไปหน่อย(หน่อยเดียวเท่า นั้น!)


                "ชิ! ล้างจานด้วยล่ะ พี่จะขึ้นไปจัดการงาน สี่โมงครึ่งเรียกด้วยนะ!"ฮิโรโตะพูดอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย ก่อนจะเดินกระแทกส้นขึ้นชั้นสองไปด้วยความรวดเร็ว ฝ่ายฮินาโกะซึ่งเป็นเวรเก็บกวาดจานวันนี้จึงต้องลงมือโดยไว (ปกติบ้านซากุระโดยปกติจะแบ่งงานบ้านกันทำ ไม่ว่าจะเป็น ทำอาหาร ล่างจาน หรือ ทำความสะอาดบ้าน)


                " งั้นพ่อไปทำงานล่ะนะ"ฮายาโตะลุกขึ้นใส่สูทแล้วหยิบสัมภาระอันได้แก่กระเป๋า ทำงานหนึ่งใบที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือวรรณคดีแล้วจึงเดินออกไปจากบ้านโดยที่ ไม่ลืมโบกมือลาลูกสาวของตนด้วย  


                ซากุระ ฮายาโตะ พ่อของเธอทำงานอาชีพไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง เพราะมีความสามรถหลายด้านจนน่าตกใจ รวมทั้งส่วนตัวของพ่อเธอแล้วไม่ชอบทำอะไรที่ซ้ำซาก งานปัจจุบันที่เขาทำอยู่คือ นักวิจารย์วรรณคดี(ที่วันนี้ไปทำ) เชพรับจ้าง(ซึ่งเดือนหนึ่งอย่างน้อยต้องมีคนติดต่อมา 3 รายขึ้นไป) อาจารย์สอนพิเศษตามบ้านครบสูตรทุกวิชา (ทำงานนี้เช้าทุกวัน) ฯลฯ อีกมากมายจนไม่อยากนับ จนทำให้พ่อของเธอมีเวลาน้อยนักที่จะอยู่กับบ้าน แต่ทั้งนี้เธอก็เข้าใจว่าพ่อทำเพื่อเธอกับพี่ จึงได้พยายามจัดตารางงานบ้านของพ่อให้ตรงกับช่วงเวลางานบ้านบ่อยๆพวกเธอจะ ได้ทำแทน ซึ่งดูๆไปแล้วฮายาโตะเองก็คงรู้สึกตัว แต่ไม่พูดมากกว่า


                " โชคดีนะคะคุณพ่อ"ฮินาโกะยิ้มโบกมือตอบ แล้วจึงเดินไปล้างจานทั้งหมดที่สุมอยู่ในอ่างน้ำภายในเวลาไม่นาน เธอมองดูนาฬิกาที่เพิ่งจะบ่ายโมงก่อนจะตัดสินใจว่า'ไปห้องสมุดดีกว่า'


                ห้อง สมุดประจำบ้านซากุระ ถ้าจะพูดให้ถูกคือ 'ห้องทำงานของฮายาโตะ' เสียมากกว่า เพราะหนังสือทุกเล่มในนั้นล้วนเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการงานทุกครั้ง แต่ฮายาโตะเองก็ไม่ลืมที่จะซื้อหนังสือพวกสาระความรู้มาไว้ให้ โดยเฉพาะเรื่องประวัติศาตร์ที่ดูลูกสาวจะสนใจมากเป็นพิเศษ แต่..ถึงจะสนใจก็ไม่ได้แปลว่ารับตัวหนังสือที่อยู่บนหนังสือได้หมด ส่วนมากก็แค่หยิบๆจับๆพอเห็นว่าน่าสนใจก็วิ่งไปหาพ่อบังเกิดเกล้าให้เล่าให้ ฟังประจำ..


                แต่ ก็นั่นล่ะ...พักนี้ฮายาโตะงานยุ่งมากจนเรียกได้เต็มปากว่า 'ธุรกิจรัดตัว' ฮินาโกะจึงไม่ได้ฟังเรื่องราวต่างๆจากปากพ่อมานับเดือนได้กระนั้นเจ้าตัวก็ ไม่คิดบ่น เพราะตั้งแต่ย้ายมาค่าใช้จ่ายทั้งหมดดูจะเพิ่มเป็นเท่าตัวซึ่งเป็นเรื่องปกติของประเทศหลัก และด้วยความคิดอยากช่วยทางการเงินของบ้านประกอบกับโดนพี่ชายพูดกรอกหูมา เกือบสองปีว่าเบอร์โดเร่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ฮินาโกะจึงตัดสินใจเลือกเบอร์โดเร่อย่างไม่ลังเล


                โรงเรียนอันดับหนึ่ง ค่าใช้จ่ายถูก มีปัญหาปรึกษาพี่ตัวเองได้ แถมยังใกล้บ้านที่สุดอีกต่างหาก ไม่มีอะไรจะดีพร้อมไปกว่านี้อีกแล้ว...


                ฮินาโกะคิดพลางเปิดหนังสือไปผ่านๆตาแบบให้พอรู้เรื่องคร่าวๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่ได้เท่าไรนักประตูห้องสมุดก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างสูงที่เดินตัวปลิวเข้ามาหยิบหนังสือออกมาสองสามเล่มแล้วมาวางกองตรงหน้าฮินาโกะทั้งหมด ส่วนเจ้าตัวก็เดินไปหยิบหนังสือใหม่อีกสี่ห้าแล่มมากองไว้ข้างๆกองก่อนหน้า นั้นแล้วจึงนั่นตรงข้ามฮินาโกะ


                " พี่คะ หนังสือเยอะขนาดนั้นจะทำอะไรน่ะ..."ฮินาโกะเอ่ยด้วยเสียงไม่อยากจะเชื่อ เวลาพี่ของเธอจับหนังสือส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ช่วงสอบ ก็จะไม่มีทางเกินสามเล่มอยู่แล้ว


                " รายงานมหาโหดน่ะ ประวัติศาตร์ 9 ประเทศแบบละเอียดยิบ แถมด้วยประวัติบุคคลสำคัญประเทศละคนนี่เอาแบบคร่าวๆก็จริงแต่เน้นผลงานสำคัญ แบบเจาะลึก เหลือแค่เบอร์ริน ฟอเรเซีย แล้วก็ดาโรเซีย ที่คนสำคัญแบบเด่นชัดหาได้ยากยิ่ง..."ฮิโรโตะตอบโดยดวงตาทั้งสองคู่ยังคงจับ จ้องอยุ่ที่ตัวหนังสือในมือ


                " ให้หนูช่วยมั้ยคะ? กำลังว่างอยู่เลย"ฮินาโกะอาสาแล้วหยิบหนังสือตรงหน้าที่ใกล้มือที่สุดมาโดย ไม่รอคำตอบจากพี่ชาย เธอรู้อยู่แล้วว่ายังไงพี่ก็ต้องให้ช่วย แล้วถ้าไม่อยากให้ช่วยป่านนี้คงขนหนังสือกลับห้องไปนานแล้ว อีกอย่างเรื่องประวัติศาสตร์เธอไม่พลาดหรอก


                ฮิโรโตะลุกขึ้นไปนั่งที่โต๊ะไม้สีน้ำตาลข้างๆโต๊ะของพ่อตนตามมาด้วยฮินาโกะที่ ขนหนังสือที่เหลืออย่างรู้หน้าที่ เธอลากเก้าอี้ไม้อีกตัวที่ตั้งอยู่มุมห้องมานั่งข้างๆพี่ของตนแล้วลงมืออ่าน ข้อความในหนังสือ สักพักหนึ่งจึงสรุปความย่อๆส่งต่อให้พี่ชายไปขยายความสาธยายต่อในรายงานฉบับ จริง เวลาชั่วโมงครึ่งผ่านไปอย่างว่องไวพร้อมกับรายงานที่เสร็จเกือบสมบูรณ์


                หากมองจากด้านหนึ่ง พี่น้องคู่นี้ดูจะเหม็นขี้หน้ากัน แต่ในอีกมุมที่พบเห็นได้ยากยิ่งคือภาพที่แสนอบอุ่นของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะกันหรือการช่วยเหลือโดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายขอ เพียงแค่นั้นก็ทำให้เห็นว่านี่คือการแสดงความรักต่อพี่น้องในฉบับทั้งสองคน  สำหรับพวกเขาแล้วการทะเลาะกันเป็นการแสดงถึงการชี้ข้อบกพร่องของตนเองแล้วนำไปคิดแก้ไข ส่วนการช่วยเหลือโดยอีกฝ่ายไม่ได้ร้องขอ ก็เป็นเรื่องที่พวกเขาเข้าใจกันได้เองโดยธรรมชาติทั้งสิ้น


                " ฮินาโกะเตรียมตัวด้วยนะ พี่จะพาเราไปทัวร์โรงเรียน"ได้ยินดังนั้นฮินาโกะก็เลิกคิ้วอย่างแปลกใจพลาง หันไปมองพี่ชายของตน ทั้งๆที่เมื่อกี้ยังออกปากคัดค้านหัวชนฝา แต่พอมาตอนนี้กลับจะพาไปทัวร์โรงเรียน ไม่แปลกก็ตลกแล้ว"เอาน่า อย่างมองแบบนั้นสิ"


                แค่นั้นฮินาโกะก็เข้าใจว่าพี่ชายกำลังเขิน ตัวเธอเองก็พอจะเข้าใจว่าทำไมพี่ถึงห้ามไม่ให้เธอไปสอบนัก อาจคงเพราะที่นั่นมีอันตรายรออยู่แต่หลังจากที่พี่คิดทบทวนดูแล้วคงจะยอมตัดใจอนุญาต เพราะยังไงถ้าเข้ามาในโรงเรียนได้เขาเองก็คงดูแลง่ายขึ้นเช่นกัน


                "เดี๋ยวตั้งแต่นี้ไปพี่ว่างแล้วจะมาช่วยฝึกให้แล้วกัน"


                "ขอบคุณนะคะพี่!"ฮินาโกะกระโดดกอดพี่ชายคนเดียวอย่างมีความสุข ก่อนจะกระโดดโลดเต้นเดินออกไปนอกห้องเพื่อไปเตรียมตัว



                -------------------------------------------------



                " สวัสดีจ้าฮินะจัง~!!"เด็กสาวผมสีน้ำตาลเหมือนกับสีตาเอ่ยทักฮินาโกะด้วยรอย ยิ้มสดใส ฮินาโกะจึงตอบกลับด้วยการโผเข้ากอดทันที"แหม ไม่ได้เจอกันสามเดือนเองนะเนี่ย"


                " ก็เดี๋ยวนี้พี่ไม่ยอมเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ฟังเลยนี่นา"ฮินาโกะตอบทั้งๆ ที่ยังกอดเด็กสาวที่อายุห่างกับตนสองปีแน่น"แล้วครั้งล่าสุดพี่เคียวอิบอกว่าจะเล่นไวโอลินให้หนูดูด้วยนี่"ได้ยินดังนั้นเคียวอิก็หัวเราะร่า พลางลูบหัวฮินาโกะอย่างเอ็นดูราวกับเป็นน้องสาวแท้ๆ


                "เพิ่งรู้ตัวล่ะสิว่าไอ้ที่กรอกหูน้องมาเป็นปีเพราะเห็นว่าน้องน่าจะเบื่อ กลับกลายมาเป็นแรงบัลดาลใจอย่างหนึ่งในการสอบเข้าโรงเรียนซะได้"ทันทีเด็ก หนุ่มผมสีดำพูดจบก็ถูกประเคนหมัดจากฮิโรโตะไปเต็มแรง แต่มีหรือที่คนที่เรียนมาด้วยกันจนจะขึ้นปีที่3แล้วจะรับไม่ได้ ฮิโรโตะจึงได้แต่กัดฟันกรอดร้องจิ๊จ๊ะอยู่ในใจก่อนจะหันไปหาเด็กหนุ่มอีกคนที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมด ด้วยสีหน้าเรียบเฉย(มาก) แถมยังไม่มีวี่แววจะปริปากใดๆออกมา


                "มิสึ 3 วิฯในการเลืก ระหว่างฉันกับซาโต้!"


                " ซาโต้"คำตอบฉับพลันทำเอาฮิโรโตะว้ากลั่นเพราะไม่คิดว่าเพื่อนสนิทที่สุดจะทำ กันได้ลงคอ"อนุญาตซะสิ"มิสึบอกสั้นๆแต่ฮิโระโตะก็เข้าใจทันทีว่าเขาต้องการจะ สื่อถึง 'อนุญาตให้น้องเข้าสอบซะสิ'


                " เออ อนุญาติไปแล้วน่า"ฮิโรโตะถินหายใจเฮือกใหญ่แล้วเดินไปแยกคู่ฮินาโกะกับเคียวอิที่กอดกันกลมไม่อายชาวบ้าน(ยังไงใครมองก็คิดว่าพี่น้องกอดกันอยู่ดีนั่น แลฯ) ฮินาโกะส่งเสียงครางท้วงติงเล็กน้อยก่อนจะเดินไปทักทายซาโต้และมิสึ ผลที่ได้รับตอบกลับมาคือทั้งสองพร้อมใจกันยื่นมือมาลูบหัวจนกระเซอะกระเซิงไม่เป็นทรงจนเคียวอิต้องจับทำผมใหม่(ซึ่งเสริมออปชั่นเพิ่มเข้าไปด้วย)


                หาก จะถามว่าคนทั้งสามที่เหลือนี้เป็นใคร คงจะตอบได้คำเดียวว่า 'เพื่อนสนิท(ของฮิโรโตะ)' ที่เรียนมาด้วยกันสองปีจนจะขึ้นปี่ที่สามแล้ว คนแรกคืออุคุริโมโนะ เคียวอิ เธอมีดวงตาสีน้ำตาลเช่นเดียวกับเรือนผมที่สยายถึงกลางหลังเป็นเพื่อนสนิท ผู้หญิงคนเดียวของฮิโรโตะที่ร่าเริงที่สุดในกลุ่ม  คนต่อมาคือคางามิ ซาโต้ มีเรือนผมสีดำดวงตาสีอำพัน เข้ากันได้ดีกับเคียวอิเป็นปี่เป็นขลุ่ย มีนิสัยเรื่อยๆยังไงก็ได้ รักสนุก และแขวะฮิโรโตะได้ทุกเวลา  คนสุดท้ายผู้ได้รับรางวัลเพื่อนยอดเยี่ยมแห่งปี มาซารุ มิสึ ผู้มีเรือนผมสีน้ำเงินแต่ดวงตากลับเป็นสีเงิน เป็นคนพูดน้อยนับคำได้ ชอบเหม่อลอย แต่กลับกลายเป็นคนที่เข้าใจฮิโรโตะมากที่สุด


                "ตกลง..พวกนายทำรายงานเสร็จไหม?"ฮิโรโตะเปิดประเด็นที่ไม่มีใครอยากพูดถึง มิสึพยักหน้านิ่งงัน ส่วนเคียวอิส่ายหน้ารัว ตามด้วยซาโต้ที่ยิ้มแป้นเป็นเชิงว่า...'ยังไม่เริ่มเล้ย'


                " เอ้า! ห้ามลอกหมดล่ะ แล้วก็ตรงบุคคลสำคัญห้ามเด็ดขาด เอาของมิสึไปประกอบด้วยแล้วกัน"ฮิโรโตะยื่นมือรอรับรายงานที่เขาคาดไว้ว่ามิสึต้องติดมา แล้วก็จริงดังคาดมิสึหยิบมาส่งให้แต่โดยดี


                " งั้นเราเริ่มทัวร์โรงเรียนเพื่อฮินะจังกันเถอะ!"เคียวอิออกเดินนำขบวนทัพ อย่างรวดเร็วทำให้คนอื่นๆต้องเดินตามอย่างช่วยไม่ได้  คณะทัวร์ขนาดย่อมเคลื่อนตัวไปตามทางอย่างไม่เร่งรีบ ระหว่างทางมีการหยอกเล่นกันเล็กน้อย แต่ไม่นานต่อมา ภาพโรงเรียนอันดับหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตาทุกคน ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบริเวณโรงเรียน ฮินาโกะก็เริ่มเกิดอาการปากพะงาบๆพูดอะไรไม่ออก


                " ฮินาโกะทำไมทำหน้าตกใจแบบนั้น พี่ว่าที่นี่ 'เล็ก' ออกจะตาย"ซาโต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่กลับสร้างความช็อกให้ฮินาโกะยิ่งกว่าเก่า เพราะที่นี่น่ะมันสมควรกับคำว่า 'เล็ก' เสียเมื่อไหร่เล่า!


                อาคาร ขนาดใหญ่แบ่งเป็นสามชั้นชั้นละสี่ห้องแล้วถูกแบ่งครึ่งด้วยโถงคริสตัลเป็น จุดเชื่อม สิ่งก่อสร้างนี้ถูกเรียกว่าอาคารกลาง และด้านหลังอาคารกลางนั้นเองที่เชื่อมกับอาคารเรียนขนาดเท่ากันเพียงแค่ไม่ มีโถงคคริสตัสคั่นกลางเท่านั้น       เมื่อเดินทะลุผ่านอาคารกลางและอาคารเรียนไปแล้วจะพบกับโซนเรียนรู้นอกห้อง เรียนขนาดใหญ่ และมีโรงอาหารสองโรงกระหนาบข้าง โดยโซนการเรีนรู้นั้นจะแบ่งแยกย่อยออกเป็นอีกแปดส่วนชวนมึนหัวไม่น้อย    แถมอีกสนามกีฬาขนาดใหญ่ ที่มีทั้งสนามฟุตบอล บาสเก็ตบอล วอลเล่บอล แบดมินตัน เทนนิส ฯลฯ หลากหลาย ตบท้ายด้วยฮอลใหญ่ของโรงเรียนที่จุคนได้นับพัน(หรืออาจมากกว่านั้น)


                "นี่เล็ก..แล้วเหรอ?"ฮินาโกะเบิกตาโพลงอึ้งค้างต่อไป


                "เอาน่า เดี๋ยวอยู่ไปนานๆก็ชินเองแหละ"ซาโต้ปลอบฮินาโกะ


                "อาหารที่นี่ทำอร่อยนะ"มิสึเอ่ยแนะนำหลังจากปิดปากเงียบมานาน


                " เอาล่ะไอ้น้อง..อย่ามัวแต่อึ้ง ไปได้แล้ว!!"ฮิโรโตะเร่ง พลางออกเดินนำทัพเข้าไปในโรงเรียน  ภายในโรงเรียนที่มีแต่ความเงียบสงัด ฮิโรโตะอธิบายแต่ละสถาณที่อย่างคร่าวๆว่าใช้ทำอะไรเป็นส่วนใหญ่ จะเหลือก็แต่โซนการเรียนรู้ที่ไม่ได้เข้าไป เพราะจะเปิดให้เข้าไปได้เฉพาะนักเรียนของที่นี่ และมีเข็มกลัดติดตัวเท่านั้น 


                และ สิ่งที่ล่อตาล่อใจฮินาโกะมากที่สุดคือห้องสมุดที่ใหญ่โตมโหฬารจนนอนกลิ้งได้ อีกทั้งหนังสืออันมหาศาล ครบทุกเรื่องทุกรส ขนาดนิยายของนักเขียนโนเนมขนาดไหนก็ยังมีเก็บไว้ขนาดหนังสือนิทานสำหรับเด็กก็ยังมี  และเมื่อถามฮิโรโตะก็ได้ให้คำตอบว่า ห้องสมุดที่นี่มีความใหญ่และสาระครบครันมาเป็นอันดับสามรองจากหอสมุดกลางของเบอร์ริน และหอสมุดใหญ่ในเออร์ริเน่เลยทีเดียว


                " เป็นไงฮินะจัง มีแรงฮึดสอบเข้ามากกว่าเดิมมั้ย?"ฮินาโกะพยักหน้าหงิกๆกำหมัดหลวมๆแล้วชูไว้ ระดับอกทั้งสองข้างแสดงถึงความฮึดเต็มที่ พวกฮิโรโตะยิ้มออกมาทันทีที่เห็นกริยาท่าทางนั้นแล้วพาไปนั่งพักตรงม้านั่ง ข้างๆสวนข้างๆอาคารเรียนแล้วเริ่มเวลาน้ำชายามบ่ายๆเกือบเย็นกันที่นั่น โดยขนมเคียวอิเป็นคนเตรียม ส่วนชาซาโต้เป็นคนเอาชามาทั้งหมด


                หลังจากเวลาน้ำชาผ่านไป พวกฮิโรโตะก็แยกตัวเพื่อไปส่งงาน กับปั่นการบ้าน ปล่อยให้ฮินาโกะเดินร่อนไปทั่วเองตามประสา(เด็ก)ผู้อยากรู้อยากเห็น ฮินาโกะเดินสำรวจไปทั่ว โดยไม่เฉียดสถาณที่ที่ฮิโรโตะสั่งห้ามไว้ ซึ่งเป็นบริเวณที่คนนอกห้ามเข้า และในตอนนี้เธอพอจะวาดแผนที่ในสมองออกมาแบบคร่าวๆได้แล้ว


                " อืม...กลับเลยดีมั้ยนะ นี่ก็เย็นแล้วด้วย"ในเลานี้ดวงอาทิตย์สาดแสงสีส้มไปทั่วบริเวณโรงเรียน รวมทั้งตัวของฮินาโกะด้วยเช่นกัน"มีที่ไหนยังไม่ได้ดูอีกน้า.."


                พลันดวงตาสีมรกตก็จับโฟกัสที่ที่หนึ่ง...โถงแก้วคริสตัล



                --------------------------------------



                ใน ขณะที่ฮินาโกะกำลังเดินร่อนไปทั่วโรงเรียนนั้น เธอผู้อยู่ในแสงสว่างดุจดั่งนกน้อยที่กำลังโบยบินอยู่ในกรงแห่งแสงสว่าง โดยไม่รู้ตัวเลยว่าถูกสายตาเกือบสิบคู่จ้องมองตลอดเวลา เจ้าของดวงตานั้นคือสัตว์ร้ายที่ซ่อนอยู่ในเงามืดที่รอคอยเวลาแห่งพันธสัญญาที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง


                ..ดังเช่น คำที่ว่า 'เมื่อมีแสงสว่าง ก็ต้องมีความมืด'


                " อีกไม่นานแล้วครับท่าน เวลาที่พันธะจะมาถึง"ชายภายใต้ผ้าคลุมสีดำคนหนึ่งกล่าวกับผู้เป็นนายของตน หากแต่รูปร่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคุลมสีดำนั้น กลับดูเหมือนเด็กอายุ 12 เสียมากกว่า


                " อืม...เตรียมลงมือให้ดีล่ะ งานนี้ฉันไม่ยอมให้พลาดรอกนะ"เสียงภายใต้ผ้าคลุมนั้นแหบพร่า ฟังดูก็รู้ว่าเป็นเสียงของแตกหนุ่มของเด็กชาย และเสียงนี้เอง ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า หัวหน้าคือเด็กชายที่มีอายุราว 12-13 เท่านั้น


                " แค่ก...แค่ก...จะ ดี เหรอ คะ?"เสียงหวานขาดเป็นช่วงๆ ดังมาจากข้างๆกายเด็กชาย เธอสวมผ้าคลุมดำเช่นเดียวกับคนอื่นๆ  ขนาดตัวเองก็พอๆก็เด็กชายข้างๆ พอเดาได้ว่าเธอคงอายุพอๆกัน


                " เธอน่ะอยู่เฉยๆไปซะ เข้าใจนะว่าต้องชิงลงมือก่อนอย่าให้ใครเปิดผนึกได้อีกเด็ดขาด ส่วนบลัดพาอาร์กลับไปรอก่อน"เด็กชายสั่งด้วยความเฉียบขาด เป็นผลให้ผู้มีศักดิ์เป็นลูกน้องรับคำแล้วเริ่มเตรียมการลงมือ ส่วนเด็กสาวผู้ถูกเรียกว่า 'อาร์' ได้แต่ก้มหน้า


                " ท่านอาร์ เราไปกันเถอะค่ะ"บลัดเดินเข้ามาหาอาร์ด้วยรอยยิ้มที่แม้จะถูกบดบังด้วยฮู้ด แต่อาร์ก็สามารถรับรู้ได้  'อาร์'พยักหน้าเบาๆอย่างว่าง่าย ก่อนบลัดจะพาอาร์หายไปจากบริเวณนั้น


                " ระวังตัวด้วยนะ...พอล" นั่นคือคำทิ่งท้ายของอาร์ เด็กชายจึงยิ้มรับ แล้วหันไปหาลูกน้องที่เหลืออยู่ สั่งการให้ประจำตามจุดต่างๆ เหลือเพียงคนที่จะตามเขาไปอีกแค่สองคนเท่านั้น


                ไม่ นานต่อมา 'พอล' เดินออกหน้านำทัพ ด้วยความเร็วชนิดที่ว่าคนธรรมดาคงมองไม่เห็นเขา จุดหมายที่พวกเขาจะไปคือ 'โถงคริสตัล' ที่ที่นกน้อยกำลังร่ายรำ เขาแสยะยิ้ม...ยิ้มอย่างบ้าคลั่ง


                "ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า  ได้เวลาชโลมเลือดเสียที!!!!"


                ทันใดนั้น แสงสว่างสีขาวได้โพยพุ่งออกมาจากฟากฟ้า...



                ------------------------------


                "ว้าว..."ฮินาโกะร้อง พลางสังเกตุภายในโถงอย่างละเอียดถี่ถ้วน  แสงอาทิตย์อัสดงที่ลอดผ่านและส่องกระทบบานกระจก ยิ่งทำให้ที่นี่ดูสวยขึ้นมากกว่าเดิมเสียอีก ฮินาโกะเดินเข้าไปสำรวจต้นไม้ยักษ์ที่อยู่กลางโถงคริสตัล มันมีลำต้นใหญ่แข็งแรง กี่ก้านสาขาขยายไปเกือบทั่วโถงเลยทีเดียว(เหมาะสำหรับปืนเล่นอย่างมาก) ในตอนนั้นเองที่ดวงตาสีมรกตเหลือบไปเห็นแผ่นป้ายสีทองที่ติดไว้ตรงรั้วที่ ล้อมต้นไม้ใหญ่กลางโถงนั้น  มือบางลูบไล้ไปตาแผ่นป้ายนั้นฉับพลันตัวอักษรสีขาวก็ค่อยๆปรากฏ ณ แผ่ป้ายสีองนั้น!


                " ด้วยตะวันและจันทรา ดวงดาราที่ไม่ราแสง แสงสว่างสีขาวนี้จะร่วมขับขานบทเพลงยามราตรี เป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งยามมืดมิด สานต่อบทเพลงแห่งรัตติกาล อาเรีย..."เครื่องหมายอะไรเอ่ยโผล่ขึ้นบนใบหน้าของฮินาโกะในทันที่อ่านจบ เธอจึงตัดสินใจหันหลังกลับแต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ก้าวไปไหนแสงสีขาวก็ ระเบิดลงมาที่ต้นไม้ใหญ่นั้น!ก่อนมันจะขยายออกเป็นวงกว้างทั่วโถงคริสตัล ทั้งหมด!?


                " อึก..."ร่างบางทรุดฮวบลงกับพื้น  ความรู้สึกแปลกประหลาดวิ่งผล่านไปทั่วร่างกายพร้อมกับอุณหภูมิในร่างกายที่ สูงขึ้นจนหายใจติดขัด ฮินาโกะหอบแฮ่กๆ และพยายามรวบรวมกำลังทั้งหมดยันตัวขึ้น แต่นั่นกลับทำให้เธอยิ่งนอนขดตัวยิ่งกว่าเดิม


                'มัน..เกิด...อะไรขึ้น'


                " ตื่นแล้วสินะคะ 'อาเรียแห่งแสง' "ทันที่เสียงนั้นดังขึ้นความรู้สึกทั้งมวลก็ หายไปเหลือไว้เพียงความรู้สึกอึดอัด พร้อมกับบุคคลอีกสองคนที่ได้มาเยือน ณ ที่นี้  เด็กสาวคนหนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็น เธอมีเรือนผมสีทองยาวระประบ่าดวงตาสีแดงฉานเหมือนเลือด กับเด็กสาวอีกคนที่เข็นรถเข็นนั้นมาท่างจะอายุประมาณสิบห้า  เธอคนนั้นมีเรือนผมสีน้ำตาลสวยยาวถึงเอวกับดวงตาสีอำพันงดงาม


                ".... คุณเป็นใคร"ฮินาโกะถามโดยที่เธอนั้นยังนอนขดตัวอยู่ที่พื้น..การจะรวบรวม กำลังทั้งหมดเพื่อยันตัวขึ้นนั้นยากกว่าที่คิด เธอเองก็ไม่เข้าใจว่า เรี่ยวแรงของเธอหายไปไหนหมด จึงได้แต่นอนขดตัวอยู่ที่พื้นต่อไปอย่างช่วยไม่ได้


                " ฉัน...ชื่ออีฟค่ะ"เด็กสาวดวงตาสีแดงยื่นมือบางๆมาให้ฮินาโกะค่อยๆลุกขึ้น นั่งอย่างช้าๆก่อนจะพูดต่อ"คุณได้อ่านบทเพลงบนแผ่นป้ายนี่แล้ว..ใช่มั้ยคะ?"


                ฮินาโกะพยักหน้าเบาๆเป็นเชิงตอบรับ


                "แล้วมือของคุณ.. "เด็กสาวเว้นเสียงหายใจ "มือของคุณเคยแปดเปื้อน...หรือยังคะ?"


                " แปดเปื้อน..!? คุณ...พูดเรื่องอะไรคะ?"ดวงตาสีแดงฉานของอีฟปรือลงและมีสีหน้าที่เศร้าหมอง เธอหันไปหาเด็กสาวที่เข็นรถของเธอมาแล้วบอกอะไรบางอย่างก่อนจะหันกลับมาหาฮิ นาโกะอีกครั้ง


                " โปรดอภัยให้แก่ตัวฉันด้วยค่ะ.. แต่ว่าในเมื่อมือของคุณ..ไม่สิ ในเมื่อจิตของคุณยังไม่เคยแปดเปิ้อนด้วยบาป เราจำต้องให้มันแปดเปื้อนเสีย เพื่อการกำเนิดใหม่แก่อาเรีย ขอให้คุณ..โชคดีค่ะ"อีฟลุกขึ้นอย่างช้าๆ แสงสีขาวากมายมารวมตัวกันที่ตัวเธอ ลมพัดกรรโชก ก่อนที่ร่างขออีฟจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงเด็กสาวที่ชื่อ'เมมิ'ที่เป็คนเข็นรถเข็นของอีฟเท่านั้น

  
                " คุณซากุระ....อาเรียกำลังรอคุณอยู่ที่ต้นไม้นั่น สุดท้ายนี้ขอให้มือของคุณแปดเปื้อนมาที่สุดเพื่อการกำเหนิดใหม่ แม้มันจะโหดร้ายก็ตาม..ฉันจะขอรับชมเหตุการณ์นั้นแทนคุณอีฟเองค่ะ"เมมิกล่าว โดยเบนดวงตาสีอำพันไปทางอื่นทำให้ฮินาโกะก้มหน้ารู้สึกไม่ค่อยสู้ดีนัก เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้งเมมิก็ได้หายไปจากตรงนั้นเสียแล้ว..


                " หึๆ ดูเหมือนว่าจะยังตื่นไม่เต็มที่นะซีลแห่งอาเรีย"เสียงของเด็กชายดังมาจาก ด้านหลังของฮินาโกะ พวกนั้นมีสามคนใส่ชุดคลุมสีดำทั้งตัวโดยคนที่อยู่หน้าสุดนั้นมีความสูงประมาณร้อยห้าสิบกว่าพอๆกับฮินาโกะเท่านั้น แต่จากน้ำเสียงที่แหบพร่าของเขาทำให้รู้ได้ว่าเสียงของเขากำลังแตกหนุ่ม


                "นายท่านจะให้ลงมือเลยไหมครับ?"หนึ่งในพวกชุดดำข้างหลังเด็กชายถาม


                "หึ เอาเลยสิฉันไม่อยากให้มือเปื้อนเลือกกระจอกๆหรอกน่า"เด็กชายหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง"เบส ออกมาซะปล่อยให้เบลดจัดการ"


                ความ มึนงงสับสนยังคงวิ่งพล่านไปทั่วหัวสมองของฮินาโกะ เธอไม่รู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น เธอต้องทำอะไรบ้าง แล้วพวกชุดดำนี่มาจกที่ไหน แล้วเด็กชายคนนั้นเป็นใครกันแน่ ตอนนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่!!?


                'เรียก อาเรียสิคะ...'จู่ๆเสียงของอีฟก็ดังก้อง ดวงตาสีมรกตเบิกกว้างไม่ใช่เพราะเสียงของอีฟแต่หากแต่เป็นบุรุษตรงหน้าที่ ถูกเรียกว่า'เบลด'แกว่งดาบยักษ์ถาโถมโจมตีเข้าใส่


                ตูม!!!  รั้วที่ล้อมต้นไม้ใหญ่ได้พังลงเพราะแรงการโจมตีของบุรุษชุดดำ


                "อะ อาเรีย!!!!"ทันใดนั้นเองที่แสงสีขาวได้ล้อมรอบต้นไม้เอาไว้และปรากฏดาบเรียว ยาวแบบญี่ปุ่นฝักสีขาวบริสุทธิ์ออกมา เบลดนั้นหันไปมองด้วยความตกใจ ฮินาโกะจึงใช้จังหวะนั้นกระโดดไปคว้าดาบนั้นไว้


                " ด้วยตะวันและจันทรา ดวงดาราที่ไม่ราแสง แสงสีขาวนี้จะร่วมขับขานบทเพลงยามราตรี เป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งยามมืดมิด สานต่อบทเพลงแห่งรัตติกาล อาเรีย....รีรีส!!"สายลมสีขาวพัดพา  ดาบถูกดึงออกจากฝัก ดวงตาสีมรกตเปลี่ยนมาเป็นฉายแววมุ่งมั่น


                'ฆ่ามันซะ ฆ่ามันเลย เจ้านั่นน่ะมันจะฆ่าครอบครัวของเธอด้วยนะ'


                เสียงหนึ่งดังกึกก้องอยู่ในโสตประสาท สนซ้ำแล้วซ่ำเล่าด้วยความเร็วสูง เด็กสาวรุ้สึกปวดแปล๊บที่ขมับ ทันใดนั้นเองดวงตาสีมรกตก็คู่งามแปรเปลี่ยนกลายเป็นเป็นสีแดงฉานเหมือนเลือดทั้งแววตายังหายไป  และดาบที่ชื่ออาเรียถูกกวัดแกว่งหมายที่จะฆ่าบุคคลตรงหน้าเท่านั้น!


                " อะไรกัน!? ทำไมจู่ๆการเคลื่อนไหวก็เปลี่ยนไป สีดวงตาเปลี่ยนเป็นสีเลือด?หรือว่า!!"เด็กชายร้องเสียงหลงก่อนจะหันไป ตะโกนบอกชายที่ชื่อเบลด"เบลด! รีบหนีไปซะ!ยายนี่เข้าสู่พิธีเลือดแล้ว!!"


                "พิธีเลือด!?เธอคนนี้ยังไม่ได้ผ่านมาอีกหรือ!!?"


                เคร้ง! ดาบทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง เบลดกระโดดถอยออกมาระยะหนึ่งก่อนจะเริ่มร่ายเวท


                " ด้วยมนตร์ทั้งหมดในกายนี้ขออัญเชิญเทพอัสนีมาสถิตสู้ข้า ในนามของแอรีสข้าขอสั่ง!!"แสงสีทองอร่ามแผ่ออกไปทั่วบริเวณก่อนที่ดาบของ เบลดนั้นจะมีแสงสีทองเป็นประกายไฟฟ้าล้อมรอบ


                "หนีมาซะ! ฉันผิดเองที่ลืมตรวจสอบ หนีเร็วไม่งั้นนายไม่รอดแน่!!!"


                "ยังไงผมก็ต้องตายอยู่แล้วนี่ครับ..เบสพานายท่านหนีไป!"เขาตะโกนดังกึกก้อง


                "อืม...ไว้เจอกันในนรกนะ เบลด"เบสเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ


                "ฝากบอกท่านอาร์ด้วยนะครับว่าไว้เล่นกันใหม่ในนรก..."


                "ฉันจะบอกให้เอง....ขอให้นายโชคดีนะเบลด"เด็กชายเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะหายไปพร้อมกับเบสอย่างไร้ร่องรอย


                "มาต่อกันสิ..คุณหนู"เบลดเอ่ยแล้วปาดน้ำตาทั้งสองข้างออก ตอนนั้นเองที่ดวงตาสีแดงฉานนั้นค่อยๆกลับกลายเป็นสีมรกต


                'ฆ่าสิ ฆ่าเขาเลย เจ้านั่นแค่ดีใจที่จะได้ไปนรกเท่านั้นเอง'


                "ไม่...ไม่อยากฆ่าใคร"เบลดชะงัก


                "นายท่าน...ผู้อยู่ในพิธีเลือดมีจิตสำนึก...นี่สินะคนที่ท่านตามหา"เบลดร่ายเวทอีกครั้ง


                "... คุณ...เบลดใช่ไหม..หนีไป...ได้โปรดหนีไป..."ฮินาโกะพูดเสียงสั่นเครือ มือของเธอกุมดาบทีชื่ออาเรียแน่น สติของเธอเริ่มกลับมาและพยายามควบคุมตนเองอย่างสุดความสามารถ


                "ไม่ได้หรอก...เพื่อให้พิธีเสร็จสิ้น"เบลดก้าวเข้าไปหาฮินาโกะอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีแดงของฮินาโกะเบิกกว้างอีกครั้ง


                "อย่าเข้ามานะ...อย่าเข้ามานะ...อย่าฆ่าครอบครัวของฉันนะ..อย่าฆ่าฉันนะ!!..ออกไป... ออกไปซะ!!!!!!!!!!!!"


                ฉัวะ....


                วินาทีนั้น....


                โลหิตสีแดงสาดกระจาย...ดวงตาสีแดงฉานเบิกกว้าง ก่อนที่แววตาและดวงตาสีมรกตจะกลับมา


                ทั่วร่างของเด็กสาวถูกย้อมด้วยสีแดง ร่างของเบลดค่อยๆล้มลงด้วยรอยยิ้มแล้วจมกองเลือดของตน  เด็กสาวมองร่างที่ลมหายใจขาดช่วงนั้น


                มือของเด็กสาวเปื้อนเลือดแล้ว....


                กลิ่นเห็นคาวคละคลุ้งไปทั่ว เรียวปากบางขยับอย่างยากเย็น...


                "... นี่เรา..ทำอะไรลงไป"ของเหลวใสไหลรินออกมาจากดวงตาสีมรกต แล้วก้มลงมองมือของตนที่ท่วมท้นไปด้วยเลือดสีแดง"นี่เรา..'ฆ่า'คนงั้นเหรอ .."น้ำตาของเด็กสาวเอ่อล้นไหลอาบแก้ม


                " พี่คะ.....ฮินาโกะ..ฮินาโกะน่ะ.. ฮึก..... ไม่นะ....ไม่....ม่ายยยยยยยยยยยยยย!!"เธอกรีดร้องอย่างเจ็บปวดและหมด สติอยู่ท่ามกลางเลือดนั่นเอง...


                " คุณซากุระคะ..ในที่สุดคุณก็บรรลุพิธีเลือดแล้ว"อีฟกล่าวขึ้นเบาๆ"ครั้งหน้า ..หากเราได้พบกัน ตัวฉันหวังว่าจะได้พบกับอาเรียที่เกิดใหม่ ขอให้คุณลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพื่อตัวของคุณและเพื่อสิ่งที่เราได้ เตรียมไว้......อัน"

    นั่นคือเสียงใสที่ดังกังวานกล่าวอย่างเศร้าสร้อย ก่อนเจ้าของเสียงนั่นจะเลือนหายไปพร้อมความทรงจำแห่งการฆ่าฟัน...



                - มีคนเคยกล่าวไว้ว่า'ชะตากรรมไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้'นั่นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ถูกต้อง -
                - บางครั้งชะตากรรมก็ถูกกำหนดไว้ บางครั้งชะตานั้นก็มีหลายทางให้เลือก -
                -การพบพานก็เช่นกัน การพบพานทั้งมวลล้วนมีความหมายทั้งสิ้น ไม่ว่าการพบพานนั้นจะทำให้ชะตาหักเหมากแค่ใดก็ตาม-



                ...The Eternal Destiny...



                ฟันเฟืองแห่งชะตากรรม...เริ่มหมุนแล้ว


                ------------------------------------

Modifide(บทความเก่า)

15 เมษายน 2551 - ลงบทที่1 ฉบับรีไรท์ (บทความเก่า)
16 เมษายน 2551 - แก้ไขการเว้นบรรทัด
17 เมษายน 2551 - แก้ไขคำผิด
24 เมษายน 2551 - แปะเพลง OST (ปัจจุบันเอาออกชั่วคราว)
26 กุมภาพันธ์ 2552 - ลงรีไรท์ ฉบับที่2
(บทความเก่า)
25 ธันวาคม 2552 - แก้ไขคำ+สำนวนเล็กน้อย~ (บทความเก่า)


Modifide(บทความใหม่)

4 มีนาคม 2553 - แก้ไขคำผิด+อ่านทวน
25 มีนาคม 2553 - ลงบทที่1
27 มีนาคม 2553 - แก้ไขอีกหน่อย


 

7 ความคิดเห็น

  1. #2 :x:Farfalla:x: (@torjai) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2553 / 14:00
    ^_^ สนุกดีค่ะ
    #2
    0