† • The Eternal Destiny • †

ตอนที่ 13 : บทที่8 : เปิดเรียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 84
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 ก.ย. 53



22/09/53



อะแฮ่มๆๆ ก่อนอื่น ต้องขออภัยนักอ่านทุกท่านที่หายไปราม 3 เดือนค่ะ

ไม่มีอะไรจะแก้ตัวนอกจาก..งานยุ่ง+ลืม เองอ่ะค่ะ ฮ่ะๆๆๆๆ

ตอน 8 นี้ จะเป็นเร่องราวเกี่ยวกับชีวิตในรั้วโรงเรียนวันแรกของพวกฮินาโกะ

เป็นอีกหนึ่งตอนที่ยังคงลัลลา~ กันอยู่ แต่xงำเล็กๆ.ก็ได้แวบออกมาแล้วนิดนึง

ใครสังเกตุถือว่าช่างสังเกตุสุดๆ ^0^

เอาล่ะอย่ารอช้า เลื่อนลงล่างโลด! ขอให้อ่านสนุกนะคะ ^ ^


-----------------------------------------------



               บทที่ 8  : เปิดเรียน




               เช้าวันที่แสนสดใส.. แสงแดดอ่อนๆ.. ลมพัดเอื่อยๆ.. ชีวิตใหม่ในรั้วโรงเรียนกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้.. และการสายเป็นวันแรก!!


               "ไม่ๆๆๆ ม่ายยยยยยยย"เสียงร้องดังสนั่นไปตลอดทางที่เด็กสาววิ่งผ่านด้วยควาเร็วสูงชนิดไม่สามารถเห็นตัว"อะไรก๊านนน เมื่อกี้ยังเจ็กโมงครึ่งอยู่ดีๆ ไหงเป็นแปดโมงสี่สิบล่ะเนี่ย!!"


               เรื่องราวก็ไม่มีอะไรมากมายนัก.. ฮินาโกะนั้นตื่นเจ็ดโมงตามปกติ แต่งตัวจัดกระเป๋าเรียบร้อย และลงมาทานข้าว แต่ไปทำอีท่าไหนก็มิทราบ... ดูเหมือนนาฬิกาจะเดินเร็วผิดปกติทำให้เด็กสาวต้องรีบกุลีกูจอคว้ากระเป๋าสวมโรเรอร์เบลแล้วออกตัวไปทางโรงเรียนพ่วงกับเสียงร้อง'ไม่ๆๆ'ตลอดทาง


               ผลั่ก!!   เสียงร่างบางพุ่งชนอะไรบางอย่างอย่างจัง ทำให้ร่างของเด็กสาวล้มลงไปกองกับพื้นในทันใด


               "ดูทางซะมังเซ่!!"เสียงร้องลั่นทำให้ฮินาโกะหลับตาปี๋แล้วค่อยๆลืมตามองหน้าคนที่ตนชนอย่างช้าๆ.. อุริโนะ โยชิ รัชทายาทแห่งเฟรมิเร่ และ ราโคเลียแห่งสุริยะนั่นเอง ดวงตาสีดำของเขาฉายแววเกรี้ยวกราดราวกับไปเจอเรื่องไม่สบอารมณ์มา(นิสัยแบนี้คุ้นๆแฮะ)"จะรีบไปไหนไม่ทราบคุณลูกไก่*!เพิ่งจะแปดโมงเองนะ"


               ฮินาโกะ - ลูกไก่


               "หา!? ไมจริงน่า!!"ฮินาโกะร้องลั่นแล้วคว้าข้อมือคนตรงหน้มาดูนาฬิกาให้ชัดๆ(อนึ่ง ฮินาโกะไม่ชอบพกนาฬิกาข้อมือ) ปรากฏว่ามันเพิ่งจะแปดโมงดังที่โยชิว่าจริงๆ สงสัยว่าเธอคงจะดูเวลาผิดเสียแล้วสิ"ขอโทษนะ โยชชี่"


               "ใครโยชชี่ไม่ทราบ!"โยชิขึ้นเสียงจ้องหน้าฮินาโกะอย่างเป็นเดือดเป็นแค้น"ห้ามเรียกชื่อนั้น!ฉันมีชื่อว่าโยชิ!!"


               "ค่าาาาา ฮินะขอโทษ!"ฮินาโกะร้องขอโทษในทันใดแล้วรีบเผ่นหนีออกห่างทันทีจากความคิดขอเธอแล้วโยชิเป็นพวกพูดอะไรคิดอะไรทำอย่างนั้น ไม่มีการประนีประนอม แถมขวานผ่าซากเถรตรงจนฮินาโกะอดเสียวไม่ได้ว่าพี่แกจะยกแขนข้างที่ใส่แหวนสุริยามาต่อยหน้าเธอหรือเปล่า(ลองคิดดูแล้วกันโดนต่อยทั้งๆที่มีแหวอยู่น่ะหน้าจะช้ำขนาดไหนกัน)


               เกือบไปแล้วสิเรา...


               ฮินาโกะคิดพลางถอนให้ใจอย่างโล่งอกแล้วเดินขึ้นอาคารเรียนไปห้องเรียนเรียนประจำหรือ 1-A ของตนแบบบสบายๆ เมื่อเธอขึ้นมาถึงห้องแล้วก็พบว่าซาซึโยะนั่งรออยู่แล้วแถมด้วยเพื่อนๆในห้องบางคนที่กำลังทำอะไรไปเรื่อยเปื่อยสารพัดไม่ว่าจะเป็นดุคที่นั่งเป่านิงฉุบกับตัวเองคนเดียว วาดีน่าที่กำลังเมาท์แตกกับซากุยะ ซาซึโยะที่กำลังนั่งขีดๆเขียนๆอะไรลงบนกระดาษ ฯลฯ สารพัดกิจกรรม


               ฮินาโกะเดินลิ่วๆไปนั่งข้างข้างซาซึโยะโดยที่ไม่ปริปากพูดใดๆทั้งสิ้น แต่กระนั้นเด็กสาวผมดำก็ยังไม่รู้สึกตัวขีดๆเขียนลงบนกระดาษต่อไปฮินาโกะจึงตัดสินใจหยิบหนังสือรวมโน๊ตดนตรีที่ชื่อ'Crescendo'ขึ้นมาเปิดผ่านๆ แล้วหันไปอ่านนิทานเด็ก'โมจิแสนซน'ที่หยิบติดมือมาเมื่อเช้ามาฆ่าเวลาเล่น เวลาได้ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงซาซึโยะจึงถอนหายใจออกมาแล้วเก็บกระดาษบางส่วนลงกระเป๋าสะพายแต่เมื่อเห็นคนที่นั่งข้างๆตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เธอจึงร้องออกมา


               "มะ มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ!?"


               "ครึ่งชั่วโมงที่แล้วจ้า"ฮินาโกะตอบยิ้มๆแล้วหันไปอ่านโมจิแสนซนต่ออีกรอบ แต่ยังไม่ที่จะอ่านไปได้มากเท่าไหร่ร่างสูงที่แสนคุ้นเคยก็เดินผ่านประตูห้องเข้ามาพร้อมกับร่างที่มีความสูงใกล้เคียงกันที่มีใบหน้าประดับรอยยิ้มไว้เสมอทำให้ฮินาโกะปิดหนังสือดังปัป!หมดอารมณ์อ่านไปในทันใด เด็กหนุ่มผมน้ำตาลเดินนำเด็กหนุ่มผมทองเข้ามาในห้อง ทุกคนต่างมากันหลีกทางบกของออกจากโต๊ะเพื่อให้รัชทายาทเลือกที่นั่งก่อน(ช่างให้เกียรติกันเสียเหลือเกิน) ยกเว้นฮินาโกะที่นั่งเท้าคางทำหน้าเซ็งโลกออกไปนอกหน้าต่างกับซาซึโยะที่ขีดๆเขียนๆกระดาษไม่เลิก

               "โธ่เอ๊ยมาริ!ดันมาช้าซะได้ ทำเลดีๆจะเหลือมั้ยเนี่ย!?"เสียงดังมานอกห้องแต่ไกล


               "เธอผิดเองนะ เล่นบ้าอะไรอยู่ได้"ทั้งสองเสียงเริ่มถียงกันไปเถียงกันมา ฮินาโกะจำได้ว่าคือเสียงของสาวผมแดง เฟเรีย สปริงค์เฟิล กับบุคลที่พึงสังวรระวังหนังสือในมือ มาริน่า วินด์เซอร์ นั่นเอง


               ไม่ช้าต่อมาทั้งสองก็เข้ามาในห้องหอบแฮ่กๆแล้วเริ่มกวาดสายตามองหาที่ว่างในห้อง ประจวบเหมาะกันตอนที่คาซึเนะกับฮิโรกิเลือกที่นั่งริมหน้าต่าง(ที่ไม่มีคนนั่งแต่แรก)ทุกคนเลยกลับไปนั่งตามเดิมกันหมด มาริน่ากับเฟเรียจึงพุ่งตรงมานั่งโต๊ะสองตัวหน้าฮินาโกะกับซาซึโยะ (อนึ่งโต๊ะที่คาซึเนะเลือกนี่ดูท่าจะเลือกเฉพาะที่ว่างอยู่แล้ว ซึ่งนั่นก็มีโต๊ะแถวแนบชิดติดอาจารย์กับสองโต๊ะหน้า-หลังฮินาโกะกับซาซึโยะ และบัดนี้โดนยึดเป็นที่เรียบร้อย)


               "ไงจ๊ะคุณน้องสาวซาตาน ซากุระฮินาโกะจัง"เฟเรียเริ่มทักทายแบบเป็นกันเอง


               "ดีจ้าเฟจัง"ฮินาโกะทักทายตอบบ้าง ถ้าไม่มีงานปฐมนิเทศล่ะก็เธอคงไม่กล้าคุยกับเพื่อนในห้องแบบเป็นกันเองแบบนี้หรอก ส่วนซาซึโยะหันมายิ้มให้มาริน่าและเฟเรียแล้วค่อยเก็บกระดาษที่ขีดเขียนมาได้พักนึงลงกระเป๋า


               "จากนี้ไปฝากตัวด้วยนะ"ทั้งสี่โค้งน้อยๆให้ซึ่งกันและกันแล้วหัวเราะออกมาทันใดนั้นเองอาจารย์สาวสาววีร่าสาเรียก็เดินเข้ามาในห้องแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยจนนักเรียนในห้องเกือบเงียบไม่ทัน อาจารย์สาววาง(ปล่อย)หนังสือปึกหนึ่งลงกับโต๊ะอาจารย์หน้าชั้นดังปึงๆๆๆโดยไม่สนใจว่ามันจะพังหรือไม่แล้วขยับเว่นกรอบบางของตนเล็กน้อยก่อนจะเริ่มลงมือเขียนกระดาน


               เพิ่งรู้แฮะว่าอาจารย์แกใส่แว่นด้วย....


               "ใครเข้าเรียนสายต้องลงไปดำน้ำ 5 ชั่วโมง!!!"


               เฮือก!


               นักเรียนภายในห้องต่างพากันสะดุ้งโหยงเนื่องจากจู่ๆวีร่าที่เขียนกระดานเสร็จก็หันมาว้ากแล้วหายวับไปกันตา (ใครเจอแบบนี้ไม่มีปฏิกริยาก็แปลก) ทุกคนจึงจ้องไปที่กระดานเป็นตาเดียว ที่กระดานนั้นมีเพียงคำง่ายๆสั้นๆว่า 'เรียนที่ Ocean Room นับแต่นี้ ใครจำทางไม่ได้ถามเพื่อนไม่ก็จิ้มเข็มกลัดเวทเอา'


               เห็นดังนั้นทุกคนก็ได้แต่ลุกพรึ่บเดินออกจาห้องโดยที่แต่ละคนควักเข็มกลัด*ที่ติดปกเสื้อมาเปิดจิ้มๆทางโรงเรียนกันเป็นแถบ แถมโรงเรียนนี้มันทางตรงๆซะที่ไหน...เดินไม่ดีหลงเอาง่ายๆด้วยซ้ำ


               *เข็มกลัดเวทโรงเรียนของเบอร์โดเร่เป็นแบบสั่งทำพิเศษที่ตอบสนองกับเครื่องส่งสัญญาณที่ติดตั้งไว้ทั่วโรงเรียนทำให้สามารถตรวจสอบเส้นทางภายในได้แต่ไม่สามารถใช้ในการค้นหาบุคคล นอกจากนี้เข็มกลัดนี้ยังเชื่อมกัยเครือข่ายข้อมูลโรงเรียนห้องที่4ซึ่งเป็นเครือข่ายอิสระที่เปิดใช้ได้กับนักเรียนเบอร์โดเร่ทั่วไป เว้นแต่จะมียศระดับสูงขึ้นไปจึงจะมีสิทธิเปิดห้องตามเงื่อนไขโดยแบ่งได้ดังนี้  ห้องที่1-สำหรับผู้อำนวยการ อาจารย์ใหญ่ และคณาจารย์ผู้เกี่ยวข้อง  ห้องที่2-สำหรับอาจารย์ทั่วไป  ห้องที่3-สำหรับสภานักเรียน (ห้องนี้จะมีข้อมูลเยอะเป็นพิเศษ) ห้องที่4-นักเรียนเบอร์โดเร่ทั่วไป ห้องเรียนที่5-บุคคลภายนอก


               "อ่ะ...แล้วไปทางไหนต่อล่ะ?"ฟาร์เวลเอ่ยถามเพื่อนๆหลังจาดที่เดินเข้ามาในโซนการเรียนรู้ตามที่แผนที่ในเข็มกลัดเวทบอก แต่น่าเสียดายที่แผนที่สิ้นสุดลงตรงนั้นไม่ได้บอกต่อแต่อย่างใด ว่าประตูอยู่ตำแหน่งไหนจะมีก็เพียงแต่ 'คำใบ้' ซึ่งอยู่ใต้แผนที่เท่านั้น


               "ประตูเอ๋ย ประตู เจ้าอยู่ที่ใด? อยากรู้ใช่ไหม? ลองถามใจดู ทิศใดคือตัวเจ้า" แนคอ่านออกเสียงคำใบ้นั้นให้เพื่อนๆฟัง แต่กระนั้นทุกคนก็ยังนึกอะไรไม่ออกยืนแข็งทื่อกันอยู่อย่างนั้นอยู่ดี..พร้อมในใจเองก็ร้อนรนว่าจะไปเข้าเรียนทันหรือไม่ เพราะนี่เองก็เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งแล้วด้วยซ้ำ


               "อ๊ะ ทิศใดคือตัวเจ้า นี่...มัน...หรือว่าๆ!!"วาดีน่าเปิดแผนที่ประเทศด้วยเข็มกลัดของตนจากนั้นจึงนำไปเทียบกับแผนที่ของโซนการเรียนรู้"ใช่จริงๆด้วย ทุกคนมานี่เร็ว!!"
    วาดีน่าเทียบลักษณะแผนที่ของโรงเวลียกับลักษณะแผนที่โซนการเรียนรู้เข้าด้วยกันปรากฏว่ามันซ้อนทับกันพอดเด๊ะไม่มีการผิดเพี้ยนแต่อย่างใด


               "จริงด้วยแฮะ อ๊ะถ้าตำแหน่งของประเทศวอเรตาร์ตือตะวันออกงั้นอควาโซนก็ต้องอยู่ทางนั้นใช่มั้ย?"ลาร์เชียพูดอย่างตื่นเต้นจากนั้นจึงออกเดินนำเพื่อนไปทันที ฝ่ายห้อง A     ซึ่งคิดอะไรไม่ออกนอกจากนี้จึงเดินตามไปอย่างช่วยไม่ได้ การที่ได้หาทางเต็มความสามารถย่อมดีกว่าการไม่ทำอะไรเลยอยู่แล้ว


               "นี่ๆ วาจังคิดออกได้ไงเหรอ?"ธรีฟผู้ได้รับฉายาอย่างเงียบๆว่า'กระดิ่งหูแมว'จากเพื่อนในห้องเอ่ยถามเบาๆ


               "ก็...พอคิดว่าทิศของฉันคือทิศอะไรก็เลยนึกๆไปว่าทิศเนี่ยมันจะเป็นทิศที่เราแสดงความสามรถออกมาได้มากี่สุดหรือเปล่าน้า? พอคิดงั้นก็เลยนึกถึงวอเรตาร์บ้านเกิด เพระอยู่ที่นั่นฉันทำอะไรได้มากกว่าที่นี่จริงๆ"วาดีน่าเว้นช่วงเล็กน้อย"ไปๆมาๆก็นึกได้ว่าในเมื่อวอเรตาร์อยู่ทิศตะวันออกนทิศของฉันก็คือทิศนั้น ก็เลยปิ๊งไอเดียว่าอาจจะเกี่ยวกับโรเวเลียเลยเอาแผนที่มาเปิดดูน่ะ"


               วาดีน่าหัวเราะเบาๆแล้วจึงผงกหัวเล็กน้อยมห้ธรีฟเป็นเชิงว่าขอไปก่อนนะ แล้วจึงวิ่งขึ้นไปหาซากุยะซึ่งเดินอยู่หลังลาร์เชีย หลังจากที่วาดีน่าขึ้นไปแล้วธรีฟก็ได้แต่คิดทบทวนอยู่คนเดียวก่อนจะหลุดเสียงรำพึงออกมาว่า


               "เราเองก็ต้องพยายามเหมือนกัน!"


               "เห็นแล้ววววววววว"เสียงโห่ร้องดีใจของเหล่าห้องAดังกึกก้องที่พบทางเข้าของ Aqua Zone  ซึ่งตั้งอยู่หน้าทะเลสาบขนาดใหญ่  ห้อง A เลยพากันยกโขยงเข้าไปในประตูให้เร็วที่สุดก่อนที่กริ่งเริ่มเรียนจะดัง พอทั้งหมดผ่านประตูมิติเข้ามาแล้วก็พบว่าที่กลางทะเลสาบนั้นไม่ได้มีเพียงผืนน้ำเช่นเดิมอีกต่อไป ณ กลางทะเลสาบนั้นมีอาคารทรงกระบอกสูงพอประมาณซึ่งตกแต่งด้วยลวดลายและเส้นสายที่ให้ความรู้สึกถึงคำว่าวารีทั้งรอบอาคารนั้นยังมีสายน้ำไหลเวียนออกมาเป็นเส้นๆรอบอาคารอีกด้วย


               แวบแรกที่พวกเขาเห็นก็เดาได้ทันที่ว่านั่นคือสถาณที่เรียนของพวกตน และคิดว่าจะต้องใช้เวทลอยตัวเข้าไป แต่เปล่าเลยเมื่อเท้าของพวกเขาแตะที่ผืนน้ำนั้นมันก็มีแผ่นน้ำแข็งขึ้นมาเป็นระยะให้ก้าวข้ามไป ห้อง A จึงพยายามทำเวลาเพื่อเข้าไปให้ดีที่สุด และผลที่ได้ก็ออกมาดีเกินคาดในเมื่อพวกเขามาถึงสถาณที่เรียนทันเวลาเฉียดฉิว..


               เมื่อเข้ามาในตัวอาคารของอควาโซนแล้วก็พบห้องโถงของอาคาร ภายในถูทาด้วยสีขาวล้วนชวนเย็นตา มีสัญลักษณ์อะไรสักอย่างประดับอยู่ประปราย ทั้งยังมีบ่อน้ำตั้งอยู่เป็นรูปทรง ( ) อยู่รอบกำแพงโดยข้างใต้มีปลาหลากชนิดว่ายอยู่มากมายเลยทีเดียว แต่ที่ใครหลายคนติดตามากกว่านั้นคือประตูหนึ่งที่แปะป้ายไว้ว่า 'Vera' และ 'บุคคลภายนอกห้ามเข้า'ทำให้พอจะรู้ว่าเจ๊วีร่าอยู่กินที่นี่(ซึ่งทุกคนไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่)


               "เพื่อนๆทางนี้ๆ!!" ซากุยะเอ่ยเรียกเพื่อนๆให้ลงไป Ocean Room ซึ่งอยู่ด้านล่างเป็นชั้นใต้ดิน ทุกคนจึงละสายตาจากสิ่งที่สนใจแล้วพากันเข้าหห้องเรียนกันไปทันที พอทุกคนลงมาก็พบเจ๊วีร่านอนสลบอยู่ตรงโต๊ะอาจารย์ผู้สอนดูท่าจะเหนื่อมากด้วยฉะนั้นทุกคนจึงพากันย่องเบาเข้าไปนั่งที่แล้วเริ่มสำรวจรอบๆห้องอีกครั้ง ห้อง Ocean Room เป็นดังชื่อ คืออิมเมจเหมือนอยู่กลามหาสมุทร รอบผนังมี(สิ่งที่น่าจะเป็น)ตู้ปลาติดอยู่รอบผนังห้อง ทำให้หลายๆคนร้อง 'อ้อ' ออกมาว่าไอที่เป็นบ่อน้ำข้างบนมันคืออะไรกัน โดยฮินาโกะหวังว่ากระจกกั้นคงไม่แตกออกมาไม่งั้น.......ดับสนิท


               "เรียนๆๆๆๆๆ!"คราวนี้ทุกคนไม่หลงกลวีร่าอีกต่อไป ดังคำว่าที่ว่าท่าเดิมใช้กับ*ตี๊ด*ไม่ได้ครั้งที่สองแม้จะมีอาการตกใจเล็กน้อยแต่ก็ถือว่าห้องAเป็นฝ่ายชนะอยู่ดี   วีร่าสั่งให้ทุกคนเปิดหนังสือหน้าแรกแล้วเริ่มอารัมบทบืดยาวชวนหลับ แต่ก็แน่นอนไม่มีใครหลงหลอย่างลงไปสัปหงกอีกแล้ว ทุกคนนั่งนิ่งตรงอย่างไม่ตั้งใจฟัง อกกแนวเหม่อคำพูดเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา หูขวาทะลุหูซ้าย มีเป็นส่วนน้อย(มาก)ที่จะตั้งใจฟัง


               ปลานั่นน่าจับมากินแฮะ...

               นั่นคือความคิดฟุ้งซ่านของฮินาโกะ แม้เธอจะมองตรงไปทางวีร่าแต่ใจจดจ่อกลับปลาที่แวกว่ายอยู่ด้านหลังมากกว่า


               "การจะร่ายวารีเวทออกมาได้ดั่งใจนึก..ให้นึกถึงสายน้ำอย่างมุ่งมั่น โดยที่ในใจไม่มีสิ่งอื่นใด หากวารีตอบสนองมันจะยอมเปลี่ยนรูปร่างตามที่เราต้องการ แต่จงจำไว้ว่าหากทำให้วารีไม่ยอมรับ.. สิ่งที่ได้มาก็จะเป็นเพียงสิ่งที่เรียกว่าความว่างเปล่า  และหากฝึกจิตขึ้นไปได้ระดับหนึ่งเราจะสามารถประยุกต์กับธาตุอื่นได้ แถมยังสามารถกลั่นกลองน้ำบริสุทธิ์เอาไว้กินดื่มได้ด้วย แต่ขอเตือนไว้ว่าการทำเช่นนั้นย่อมมีข้อจำกัด หากไม่อยู่ในทิศที่เอื้ออำนวยต่อการอัญเชิญ หรือไม่มีสภาพแวดล้อมให้ยืมมาสร้างก็จะไม่เกิด..."น่าแปลกที่ตั้งแต่เนื้อหาตรงนี้ทุกคนเริ่มหันมาสนใจกันโดยอัตโนมัติ เวลานี้ฮินาโกะรู้สึกได้ว่าอาจารย์ตรงหน้าดูมีภูมิฐานขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อผิดกับเมื่อวันปฐมนิเทศที่น็อตหลุดจนไขกลับไม่ได้


               ...หรือเพราะอาจารย์ใส่แว่น? คงไม่ใช่มั้ง


               "เอาล่ะ ตอนนี้ของให้แยกย้ายกัยไปฝึกเรียกน้ำออกมาบ้าง ครูอธิบายไปแล้วต้องทำกันได้นะ ถึงจะเป็นอาจารย์ประจำชั้นก็เว้นนะจะบอกให้ ส่วนใครมีปัญหาพิเศษให้มาหาครูโดยตรงนะจ๊ะ ส่วนใครทำได้แล้วมาสอบได้เลยนะ"อาจารย์พูดจบก็เดินไปนั่งที่โต๊ะอาจารย์แล้วนั่งเท้าคางรอ ดูท่าทางแล้ววีร่าคนเดิมจะเริ่มกลับมาแล้ว สงสัยว่านั่นคงจะเป็นท่าทีการสอนของเธอกระมัง


               "น้ำๆ...ตายแน่ สายธาตุหลักฉันเป็นธาตุอัคคีด้วยสิ ยังงี้มันไม่ตีกันตายเหรอ?"เฟเรียเริ่มร้อนรน


               "ไม่หรอก ในตัวของเราน่ะที่ธาตุครบทั้งแปดธาตุอยู่แล้วเพียงแต่ว่าธาตุเด่นของเฟจังเป็นธาตุอัคคีเท่านั้นเอง สภาพแวดล้อมห้องนี้ถูกจัดให้เสริมพลังวารีอยู่แล้วนี่ แถมทิศก็เป็นทิศตะวัออก ที่เหมาะแก่การอัญเชิญตามที่อาจารย์บอก เฟจังต้องทำได้แน่ๆ"เฟเรียอึ้งทันทีที่จบประโยค ยิ่งดูหน้าคนพูดแล้วไม่มีแววจะรู้เรื่องพวกนี้เลยแม้แต่นิด!


               "รู้ได้ยังไงเนี่ยฮินะ..."


               "อ๋อ เอ่อ..พอดีอ่านหนังสือของพ่อที่บ้านน่ะ เห็นมันน่าสนใจดีเลยหยิบมาอ่าน แต่ก็นานแล้วเหมือนกันแฮะ"ฮินาโกะเกาหัวแกรกๆแบบไม่รู้จะพูดอะไรดี"ลองมองไปรอบๆห้องแล้วนึกภาพว่าเรากำลังเป็นปลา กำลังแหวกว่ายในท้องทะเล ท้องทะเลที่ไม่มีวันสิ้นสุด ความเย็นสบายที่ไหลผ่านตัว สีน้ำเงินอันล้ำลึกราวกับจะถูกดูดกลืนลงไป  นี่ล่ะคือ...วารี..."


               ซ่า!!!!!


               กระแสน้ำไหลผ่านออกจากมือของทั้งเฟเรีย มาริน่า และ ซาซึโยะปริมาณมหาศาลจนฮินาโกะต้องเตือนสติให้หยุด เฟเรียอึ้งกิมกี่พูดอะไรไม่ออก ซาซึโยะทำหน้าเอ๋อๆ ส่วนมาริน่าเป็นคนที่มีสติมากที่สุดค่อยๆพูดออกมาเบาๆว่า


               "ไม่เคยทำออกมาได้เยอะขนาดนี้เลย..."


               "เป็นไงๆ ทำได้แล้วใช่ม้า"ฮินาโกะยิ้มอย่างร่าเริงแต่กระนั้นทั้งสามก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับไปไหนเลย"นี่!ไปสอบกันนนนน"


               "ทำได้แล้ว!ไชโย!!"เฟเรียโห่ร้องกับซาซึโยะกระโดดกอดกันอย่างมีความสุข"ฮินะเก่งจัง! เธอรู้วิธีนี้จากไหนเนี่ย!!"


               "เอ๊ะ..คุณพ่อกับพี่สอนให้น่ะ ล่ะมั้งนะ?"


               "อ๊ายยย ไปสอบกัน!!"ว่าแล้วทั้งสี่ก็พากันไปสอบและพกคะแนนเต็มเข้ากระเป๋าเช่นเดียวกับรัชทายาทหนึ่งหัวกับองครักษ์อีกหนึ่งตนที่สอบไปตั้งแต่วีร่าบอกให้สอบและงับคะแนนเต็มไปสองคู่แรก ส่วนคนอื่นๆแม้จะทำได้ไม่ดีนัก แต่ก็ผ่านเกณฑ์กันทุกคน เป็นที่ภูมิใจแก่วีร่าผู้เป็นครูประจำชั้นอย่างมาก


               "ต้องงี้สิห้องA ฮุๆๆๆ"น็อตวีร่าเริ่มหลุด เห็นได้ชัดว่าคุณเธอหาได้ใส่แว่นไม่ ดูท่าว่า...ข้อสันนิฐานของฮินาโกะจะเป็นจริง..."หุๆๆๆๆๆ คิกๆๆๆ"


               "อะ อาจารย์คะ!"ฮินาโกะยื่นแว่นให้วีรา แต่ไม่ทันเสียแล้ว..


               "ห้องA 'ประเสริฐ' ที่สุด!!"


                --------------------------------------------    



               วิชาพละในคาบต่อมาทุกคนต่างรู้กันล่วงหน้าว่าต้องไปเปลี่ยนชุดพละที่ห้องแต่งตัว(เพราะตารางสอนมีหมายเหตุบอกไว้)  ซึ่งในวันนี้มีกำหนดการเปลี่ยนแปลงจากที่ต้องเรียนกับห้อง B ห้องเดียว กลายเป็นว่าต้องเรียนรวมกับห้องอื่นๆไปด้วย แน่นอนว่าไม่มีใครมีปัญหา แต่ท่ามกลางเสียงเซงแซ่ในห้องเปลี่ยนเสื้อที่เต็มไปด้วยผู้คนแล้วพวกฮินาโกะกลับคิดว่าอยากจะออกไปให้เร็วๆเพราะในนี้มันช่างน่าอึดอัดเหลือหลายจริงๆ


               "โยชิคุงเนี่ยไม่ค่อยสุงสิงกับคนเลยเนอะ!"


               "แต่ก็เท่ใช่มั้ยล่ะ!"


               "อ๊ะ แต่ฉันชอบคาซึเนะคุงมากกว่านะ~"


               "ของฉันมันต้องฮิโรกิคุงย่ะ!!"


               มีแต่เรื่องพวกข้างต้นคุยกันตลอดสาย.. เห็นทีจะมีเพียงห้อง A ที่ไม่มีใครเฉียดคุยเรื่องนี้กันเลยเพราะเห็นว่าเรื่องพวกนี้คุยไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาจะมีก็แค่ซากุยะกับวาดีน่าสองคนที่คุยเรื่องเอารูปถ่ายของธรีฟ(กระดิ่งหูแมว)ไปขายยังไงดีก็เท่านั้น


               "ไม่มีเรื่องจะคุยกันแล้วหรือไงน่ะ..."เฟเรียบ่นพลางสะบัดผมสีแดงเพลิงของตนแล้วสางผมด้วยมือให้เรียบร้อยก่อนจะจับมันมัดรวบเป็นหางม้า


               "ช่างเถอะค่ะ เราไม่ยุ่งด้วยอยู่แล้วนี่คะ"ซาซึโยะออกความเห็นแล้วใช้ยางรัดผมมัดปอยผมฮินะโกะที่ยาวประมาณถึงกลางหลัง ไม่แค่นั้นยังเล่นผมฮินาโกะต่ออย่างสนุกมือ


               "ฮินาโกะผมเธอนี่มัน...มาจากไหนเนี่ย?"มาริน่าเอ่ยถามฮินาโกะพลางใช้ดวงตาสีส้มเพ่งพินิจหัวทองวิ้งๆของฮินาโกะอย่างถี่ถ้วน เพราะแม้ปอยผมของฮินาโกะจะยาวถึงกลางหลัง แต่ผมที่เหลือของเธอกลับซอยสั้นระต้นคอ ดูแปลกตาจากคนอื่นอย่างมาก


               "แหะๆ คุณพ่อตัดให้น่ะ บอกว่าแบบนี้น่ารักไปอีกแบบ ส่วนพี่ก็บอกว่าทรงแบบนี้เหมาะกับฉันมากกว่าทำทรงธรรมดาทั้วไปน่ะ"ฮินาโกะพูดด้วยรอยยิ้ม แต่ทั้งสามก็เห็นด้วยว่าฮินาโกะทำทรงพิลึกนี่ดีกว่าจริงๆ เพราะมันดูทำให้เธอแปลกตากว่าชาวบ้าน เป็นที่จดจำได้ง่ายกว่าคนอื่น แถมมองข้างหลังก็รู้เลยว่าใคร แถมรับประกันได้อีกว่าทั้งโรเวเลียีใครทำทรงนี้ชัวร์


               "เฮรอน ไฮเดรนเยีย ยินดีที่ได้รู้จักจ้ะนักเรียน หวังว่าการเรียนการสอนวิชาพละศึกษานี้จะเป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีใครอู้ กฏของวิชานี้คือไม่มีการล้มแต่อย่างใด ใครล้มมีโทษฐานหัดครั้งละ20คะแนน!"คำแนะนำตัวอาจารย์ที่แฝงความสยองเอาไว้เล็กน้อยของอาจารย์ทำเอาพวกที่ไม่มีใจอยากเรียนพละหน้าซีดเผือด เห็นได้ชัดว่าแผนการที่จะแหล้งป่วยเป็นอันแหลกแหลวไปในพริบตา


               "อาจารย์คะ!ทำไมเราต้องเรียนวิชาพละทั้งที่เราควรจะเรียนเวทมนตร์มากกว่านี่คะ!?"เด็กสาวผมทองห้องB คนหนึ่งเอ่ยถามอย่าอาจหาญทำให้เฮรอนหัวเราในลำคอเบาๆก่อนจะตอบคำถามออกมากัดใครหลายๆคนว่า


               "ถ้ามัวแต่เรียนเวทอย่างเดียวพวกเธอคิดว่าจะสามารถใช้เวทในระดับที่สูงขึ้นไปอีกได้รึ?"เฮรอนยิ้ม"การใช้เวทในแต่ละขั้นน่ะอย่างที่รู้ๆกันว่าเรายืมพลังจากธรรมชาติมาใช้ และนั่นคือเหตุผล ยิ่งร่างกายทนรับต่อธรรมชาติมากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งดึงพลังธาตุมาได้มากเท่านั้น อีกทั้งยังสามารถทนต่อผลกระทบที่ตามมาหลังใช้เวทบางชนิดได้อีก  คนที่ไม่มีกำลังทางกายและไม่คิดที่จะมีน่ะ...มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละ"


               หลังเฮรอนพูดจบหลายๆคนก็ถึงกับสะอึกไปเลยทีเดียว เพราะมันเป็นอย่างที่เฮรอนว่าจริงๆ ยิ่งร่างกายทนรับสภาพได้มากก็มีสิทธิใช้เวทขั้นสูงได้มากเช่นกัน แถมนักเรียนเบอร์โดเร่ทุกรุ่นไม่ว่าจะผมการเรียกตกต่ำขนาดไหนก็ตามอย่างน้อยระดับเวทที่ใช้ได้ก็คือระดับ3*เป็นต้นไป แถมแต่ละคนที่จบไปก็ได้ทำงานรายได้ดีๆทั้งนั้น อีกทั้ง999ปีที่ผ่านมายังไม่ใครจบไปแล้วได้กำไรน้อยๆเลยสักคน


               ** ระดับเวทภายในโรเวเลียแบ่งออกเป็น1-7ดาวและดาวดำนั่นคือ


               ดาวเดียว = คนธรรมดา,นักเรียนทั่วไป
               สองดาว = นักศึกษาเวทย์ (นักเรียนเบอร์โดเร่ปีที่1,นักเรียนทั่วไปปี2)
               สามดาว = นักเวท,นักรบฝึกหัด (นักเรียนเบอร์โดเร่ปีที่2,นักเรียนทั่วไปปี3
               สี่ดาว = ขุนนาง (นักเรียนเบอร์โดเร่ปีที่3,นักเรียนทั่วไปปี4)
               ห้าดาว = นักเวท,นักรบชั้นสูง(นักเรียนเบอร์โดเร่ปีที่4,อาจารย์ทั่วไป)
               หกดาว = ขุนนางชั้นสูง,เจ้าผู้ครองเมือง อาจารย์เบอร์ในโดเร่)
               เจ็ดดาว = เชื้อพระวงศ์ เจ้าชาย-เจ้าหญิง
               ดาวดำ(•) (Premium) = กษัตริย์


               "นี่เธอ...เราขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ"เด็กสาวผมทองคนที่เอ่ยถามเฮรอนสะกิดเรียกฮินาโกะ หลังจากเฮรอนปล่อยให้ยืดเส้นยืดสายกายบริหารตามอัธยาศัย ฮินาโกะซึ่งอยู่ในท่ามือเท่าสะเอวข้างหนึ่งส่วนอีกมือยืดสุดแขนแล้วเอียงตัวไปทางซ้าย ทำหน้างงเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าตกลงตามไปแต่โดยดี


               "เอ่อมีอะไรเหรอ?"ฮินาโกะเอ่ยถามเด็กสาวผมทองคนนั้น เธอหันกลับมา ดวงตาสีเขียวใสฉายแววไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ฮินาโกะเริ่มสังหรณ์ใจไม่ค่อยจะดี


               "เธอน่ะ...กล้ามากเลยนะ"นิ้วเรียวของเด็กผมทองจิ้มมาที่คอของฮินาโกะ"ไม่รู้จักเบื้องสูงเบื้องต่ำหรือไงกัน เวลาพูดกับเชื้อพระวงศ์น่ะ ไม่มีใครเขาพูดกันห้วนๆหรอกนะ!"


               ...อีตาคุโรป้อนพาเรื่องมาอีกแล้วสิเนี่ย...


                "ทั้งท่านโยชิ ทั้งท่านคาซึเนะ เธอไม่มีสิทธิเรียกเขาห้วนๆ!แล้วก็ไม่มีสิทธิทำเหมือนเพื่อนเล่นด้วย!!เขาคือคนที่จะมาปกครองเราในภายภาคหน้าทำเป็นเล่นด้วยไม่ได้หรอกนะ..คงต้องสั่งสอนให้เธอพูดไม่ได้สักระยะล่ะ!"วินาทีนั้นแสงสีเขียวก็พุ่งออกมาจากเด็กคนนั้นอย่างรวกเร็ว แต่แทนที่มันจะพุ่งตรงไปยังคอมันกลับไปกระทบกับสร้อยคทาแสงดาวสะท้อนลงพื้นสนาม จังหวะนั้นฮินาโกะปัดมือของเด็กคนนั้นทิ้งอย่างว่องไว


               "เวลาการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น..ไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์ขนาดไหน ทุกอย่างก็ต้องวัดด้วยฝีมือ"เด็กสาวกัดฟันกรอดตวัดมือขึ้นใหม่แต่ฮินาโกะก็ปัดทิ้งเหมือนเดิม"เหมือนกับในโรงเรียน ไม่ว่าใครอยู่ที่นี่ก็เป็น'นักเรียน'ทุกคน และทุกคนก็เป็น'เพื่อน'ร่วมชั้นกัน ไม่แปลกเลยสักนิดที่จะเรียกกันห้วนๆ!"


               เด็กสาวคนนั้นสะอึก


               "เธอน่ะ...แค่ไม่กล้าเองมากกว่า ไม่กล้าที่จะพูด ไม่กล้าที่จะเรียก แล้วก็เที่ยวอิจฉาคนที่ทำได้แล้ว...แบบนั้นจะไปมีความหมายอะไรล่ะ?"


               "เงียบนะ! เป็นแค่สามัญชนอย่ามาปากมากหน่อยเลย ฉันคือ อลิน่า โอลิมปัส! ทายาทคนเดียวของขุนนางโอลิมปัสที่ใกล้ชิดกษัตริย์แห่งฟอเรเซียที่สุดเชียวนะ!!"


               "เงียบซะ! เป็นแค่สามัญชนอย่ามาปากมากหน่อยเลย ฉันคือ อลิน่า โอลิมปัส! ทายาทคนเดียวของขุนนางโอลิมปัสที่ใกล้ชิดกษัตริย์แห่งฟอเรเซียที่สุดเชียวนะ!!"อลิน่าชี้หน้าฮินาโกะอย่างเคียดแค้นและเตรียมลงมืออีกครั้งแต่เฮรอนเรียกรวมพลเสียก่อน อลิน่าจึงได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความไม่พอใจแล้วกลับไปนี่งตามที่เฮรอนสั่งเท่านั้น


               "ฮินะจัง...คุณอลิน่ามาพูดอะไรหรือคะ?"ซาซึโยะถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


               "อ๋อ นิดหน่อยน่ะ ไม่มีอะไรมากหรอก"ฮินาโกะหัวเราะแห้งๆให้ซาซึโยะ ซึ่งนั่นเป็นจุดสังเกตให้ซาซึโยะรู้ว่า..ต้องคุยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่สามแน่นอน


               "คุณอลิน่าน่ะ...ที่จริงเป็นคนดีนะคะ เธอแค่ไม่กล้าที่จะเริ่มต้น เลยอาจจะดูเป็นคนขี้อิจฉาไปบ้าง ฮินะจังดูออกใช่มั้ยคะ?"ฮินาโกะพยักหน้ารับเบาๆด้วยใบหน้างงๆ ซาซึโยะจึงยิ้มออกมา"ฉันรู้จักคุณอลิน่ามาก่อนน่ะค่ะ เลยพอจะรู้นิสัยมานิดหน่อย"


               "อ๋อ..."ได้ยินดังนั้นความสงสัยในใจที่ว่า 'รู้ได้ยังไง' ของฮินาโกะก็มลายหายไปในพริบตา


               "เอาล่ะ ในเมื่อยืดเส้นยืดสายกันเสร็จแล้ว ขอให้ส่งตัวแทนแต่ละคนออกมาลองแข่งวิ่งคนละรอบกันดูนะ ชายหญิงอย่างละ1 ปฏิบัติ!"สิ้นเสียงของเฮรอนทุกคนต่างก็ลงคะแนนเพื่อเลือกตัวแทนกันทันที  ไม่นาน ตัวแทนทั้งหมดแปดคนจึงครบ โดย ตัวแทนชายห้องA คือฮิโระกิ ส่วนตัวแทนหญิงคือ ฮินาโกะที่ถูกทั้งห้องลงคะแนนเสียงเอกฉันท์โดยที่ยังไม่ได้ปริปากพูดแม้แต่น้อยเจ้าตัวจึงได้แต่ครางในใจแล้วจำใจแต่โดยดี


               ฮินาโกะกวาดตามองตัวแทนทั้งหมดแบบผ่านๆแต่ก็ต้องชะงักที่อลิน่า ก่อนจะหันกลับไปดูพวกตัวแทนชายแข่งกันแทนโดยไม่ได้สังเกตว่าอลิน่าเองก็เสมองมาทางเธอเหมือนกัน


               ปี๊ด! เสียงดกหวีดดังขึ้น ทุกคนต่างออกตัวได้ดี เว้นแต่ฮิโรกิที่ออกตัวแล้วก็วิ่งสบายๆลั่นล้า~ ไม่ทุกข์ไม่ร้อนแต่อย่างใด ปล่อยให้คนอื่นวิ่งเซงกันไปหมดได้หน้าตาเฉยกระทั่งครึ่งรอบผ่านไป สปีดจึงเริ่มดีขึ้นและสามารถแซงผู้อื่นจนสามารถคว้าที่สองมาได้อย่างน่าประหลาดใจ


               "ฮะๆ ขอโทษนะ มัวแต่เล่นไปหน่อย"ฮิโรกิแก้ตัวน้ำไม่ขุ่น จึงโดนสตรีฟเขกกบาลไปหนึ่งชุด และแล้วความหวังทั้งมวลก็ถูกทับถมส่งมาให้แก่ฮินาโกะผู้เป็นแพะรับบาปของฮิโรกิไว้เต็มๆ และถ้าไม่ได้ที่หนึ่งสงสัยจะมีเฮ..


               "ฮินะจ๋า...คงรู้นะว่าทำไม่ได้จะหมายความว่ายังไง?"เฟเรียถามด้วยน้ำเสียงหวานเจี๊ยบจนใครต่อใครพากันสยองไม่ได้ ฮินาโกะจึงพยักหน้ารับแต่โดยดี  พลางคิดในใจว่า 'ว่าแล้ว' ก่อนจะเดินไปที่จุดสตาร์ด ตอนนั้นเองอาลิน่าได้เดินเข้ามาหาฮินาโกะและออกปากท้าลั่นว่า


               "ซากุระ ฮินาโกะ  เรามาแข่งกัน!!"


               "อืม"ฮินาโกะตอบออกไปแบบไม่คิดแล้วยิ้มบางๆออกมา ว่าผลให้อลิน่ากัดฟันกรอดกับท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อนของฮินาโกะ ตัวแทนหญิงทั้งสี่ตั้งท่าเตียมพร้อม สมาธิของทุกคนจดจ่อ    อยู่ที่การวิ่งนี้ ก่อนเสียงนกหวีดจะดังขึ้น


               ปี๊ด!!!


               ทันทีที่สัญญาณนกหวีดดังขึ้นตัวแทนทั้งสี่ก็ออกตัวทันที อลิน่าวิ่งนำลิ่วๆเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยตัวแทนของห้อง C และ D ตามลำดับ ส่วนฮินาโกะวิ่งรั้งท้ายแบบเหยาะๆเหมือนจ็อกกิ้งแต่สปีดเร็วกว่า อลิน่ายิ้มออกมาทันทีที่เห็นฮินาโกะรั้งท้ายก่อนจะเพิ่มสปีดในการวิ่งต่อไปอีก เมื่อผ่านไปได้ครึ่งรอบ อันดับก็เริ่มเปลี่ยนแปลงแต่อลิน่าก็ยังคงที่หนึ่งได้ แต่วสิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจเล็กน้อยคือฮินาโกะที่จู่ๆก็มาวิ่งตีเสมอเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แถมท่าทีในการวิ่งก็แบบสบายๆเหมือนตอนที่เริ่มวิ่ง ผิดกับเธอที่เริ่มหอบแฮ่กจนสปีดเริ่มตกแล้ว

               "หนอย!"อลิน่าร้องอย่างเจ็บใจและพยายามเพิ่มสปีดในการวิ่งอีก แต่ดูเหมือนขาของเธอจะไม่ตอบสนองต่อคำสั่งอีกแล้ว ตอนนั้นเองที่เธอได้ยินเสียบกระซิบเบาๆของฮินาโกะว่า 'ไปล่ะนะ' ก่อนฮินาโกะจะเพิ่มสปีดในการวิ่งทำให้ระยะห่างระหว่างอลิน่ากับฮินาโกะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงเชียร์ที่ดังขึ้นตามลำดับ และในที่สุด...ฮินาโกะก็เข้าเส้นชัย...ตามมาด้วยอลิน่าที่ล้มลงทันทีที่เข้าเส้นชัยได้ ต่อจากนั้นก็เป็นห้อง D และ C ที่ตามกันมาติดๆ


               "ส่งมือมาสิ"ฮินาโกะส่งมือให้อลิน่า แต่อลิน่าก้มหน้ากัดฟันกรอดแต่ก็ยอมจับมือฮินาโกะแล้วลุกขึ้นแต่โดยดี


               "ฉันแพ้แล้ว...จากนี้ไป..จะไม่มายุ่งกับเธออีก เธอจะทำอะไรก็เรื่องของเธอ ไม่ว่าเธอจะทำอะไรไม่เข้าตาฉัน ฉันก็จะทำเป็นไม่สนใจ อลิน่า โอลิมปัส คนนี้ขอสาบาน.."


               "ไม่ต้องหรอก.. ไม่ต้องถึงขนาดนั้น ฉันของเปลี่ยนคำสาบานพวกนั้นเป็น ช่วยเป็น'เพื่อน'กับฉันได้มั้ย?"ฮินาโกะยิ้มโดยที่มือขวายังจับมือของอลิน่าอยู่ ก่อนจะยกมือซ้ายขึ้นมากุมมือของอลิน่าด้วย อลิน่าอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มอย่างอ่อนโยนออกมา


               "ได้สิ..ฮินาโกะ"อลิน่าหลุบตาลงแล้วเอามืออีกข้างยกขึ้นมากุมมือของฮินาโกะอีกชั้นก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างงดงามอย่างที่ใครก็ไม่เคยได้เห็น แม้แต่ซาซึโยะที่เคยพบอลิน่าบ่อยๆ หรือเพื่อนที่อยุ่ด้วยกันมานานก็ตามแต่"ขอบคุณนะ"


               ด้วยเหตุนี้เอง วิชาพละในวันแรกจึงจบด้วยความสวยงาม พร้อมกับมิตรภาพที่เบ่งบานขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ


               ณ อาคารเรียนของรักเรียนเบอร์โดเร่ ชั้น 4 ห้อง 1-A  หลังจากทุกคนพักกลางวันเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้เป็นวิชาสังคมศึกษาซึ่งเรียนที่ห้องเรียนประจำ โดยนักเรียนทุกคนยังอยุ่ในชุดพละเนื่องจากคาบต่อไปยังต้องใช้ชุดพละอยู่ จึงอนุโลมให้สามารถใส่เรียนในวิชานี้ได้ อาจารย์ประจำวิชา จิดคเรีย แดฟโฟดิล ก้าวออกมาหน้าชั้นด้วยท่วงท่าที่สง่างามและกล่าวกับนักเรียนด้วยนำเสียงที่บ่งบอกความเป็นตัวอาจารย์อย่างมาก


               "สวัสดีค่ะนักเรียน อาจารย์ชื่อ จิโคเรีย แดฟโฟดิล เป็นอาจารย์ประจำชั้น1-D และยังเป็นอาจารย์สอนวิชาสังคมศึกษาและวิชาประวัติศาตร์ ในคาบเรียนแรกของอาจารย์นี้ เราจะมาพูดถึงการเรียนการสอนในหนึ่งปีการศึกษานี้โดยคร่าวๆ โดยจะเริ่มตั้งแต่กฏการเรียนการสอนภายในห้องก่อน ขอให้นักเรียน 1-A ทุกท่านอยู่ในความสงบเรียบร้อย อย่าส่งเสียง     อย่าขยับเขยื้อนโดยมิจำเป็น และกรุณาฟังรวมทั้งจดจำที่อาจารย์จะบอกต่อไปนี้ด้วยนะคะ"คำแนะนำตัวยาวเหยีดที่แฟงด้วยความเนี้ยบของอาจารย์จิดคเรียนทำให้นักเรียนห้อง A แอบขนลุกกันเป็นแถว ยิ่งภาพติดตาจากวันปฐมนิเทศด้วยแล้ว ทำให้หลายๆคนมีจิตสำนึกในการระวังตัวในการเรียนวิชานี้อย่างมาก


               "กฏการเรียนการสอนในห้องนั้นมีอยู่ทั้งหมด  ข้อ ซึ่งแต่ละข้อนั้นทำได้ไม่ยากเลย อาจารย์หวังว่า พวกเธอทุกคนคงจะทำได้กันทุกคน เอาล่ะค่ะ เรามาดูกฏกันดีกว่า"จิโคเรียนหยิบชอล์กขึ้นมาและเขียนบนกระดานอย่างว่องไวแต่ตัวหนังสือยังคงออกมาสวยสดงดงามอ่านออกง่าย ทำเอาหลายๆคนอึ้งไปเล็กน้อย


               ข้อที่หนึ่ง เมื่อเรียกตอบคำถามแล้วต้องตอบได้ไม่ว่าจะตั้งใจเรียนหรือไม่ในคาบเรียน
               ข้อที่สอง  ห้ามส่งเสียงอันเป็นการรบกวนการเรียนการสอนเด็ดขาด
               ข้อที่สาม  ต้องตรงต่อเวลา  เข้าเรียนและนำการบ้านมาส่งในเวลาที่กำหนด
               ข้อที่สี่      เมื่อมีข้อสงสัยใดๆอนุญาตให้ถามหลังจบการเรียนการสอนแล้วเท่านั้น
               ข้อที่ห้า    ไม่ว่าจะทำผิดกฏข้อใดข้อหนึ่งที่กล่าวมา ต้องยินยอมรับโทษโดยดุษฎี


               "เท่านี้แหละค่ะ และอาจารย์ของเตือนเอาไว้อย่าหนึ่งหากนักเรียนทำผิดข้อใดก็แล้วแต่นักเรียนจะได้รับโทษหากขัดขืนอาจารย์จะถือว่าผิดกฏโรงเรียนและให้สภานักเรียนนำไปลงโทษ เข้าใจนะ?"สิ้นเสียงจิโคเรียเพียงเท่านั้นหลายๆคนต่างพากันกลืนน้ำลายดังเอื้อก บ้างก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อรับออกซิเจนเพิ่มเติมเพราะบรรยากาศชวนอึดอัดที่ไม่พึงประสงค์"ในหนึ่งปีการศึกษานี้เราจะแบ่งเป็นสองภาควิชา นั่นคือสังคมศึกษาและวิชาประวัติศาสตร์ โดยภาคเรียนที่หนึ่งเราจะเรียนเรื่องสังคมปัจจุบันเป็นหลัก ภาคเรียนที่สองจะเป็นประวัติศาสตร์ เนื้อหารายละเอียดปลีกย่อยอาจมีการเปลี่ยนแปลได้ทุกเมื่อ ดังนั้นขอให้นักเรยนทบทวนตำราและเตรียมพร้อมไว้ตลอดเวลาด้วยนะคะ เอาล่ะ ใครมีข้อสงสัยอะไรเป็นพิเศษไหมคะ?"


               "ไม่มีครับ/ค่ะ"ชาวห้องAต่างพากันประสานเสียงอย่างพร้อมเพรียง...


               "ดีมากค่ะ ในเมื่อทุกคนไม่มีข้อสงสัยอะไรเป้นพิเศษ เวลานับจากนี้ไปจะเป็นเวลาอิสระ ใครมีจ้อสงสัยปลีกย่อยให้มาถามกับอาจารย์ดดยตรงได้ หากไม่มีกิจใดๆก็ขอให้อยุ่ในความสงบมากที่สุด อย่าส่งเสียงดังไปนะคะ"จิโคเรียยิ้มหวาให้นักเรียน ก่อนจะเดินไปนั่งพักที่โต๊ะอาจารย์ ตอนนั้นเองที่ชาวห้องAได้เปิดประชุทกันแบบจะๆ สุมหัวกันถกประเด็น    เรื่องอาจารย์สุดเนี้ยบที่นั่งอยู่หน้าชั้น อันประกอบด้วยทุกคนยกเว้น..คาซึเนะ มาร์ค โมเดิร์น มาริน่า และอัสมาเรีย ส่วนที่เหลือและเข้าร่วมประชุมคือ ดุค ฟาร์เวล ฮิโรกิ สรีฟ ธรีฟ แนค แพล  ฮินาโกะ เฟเรีย ซาซึโยะ ซากุยะ นาเรียน่า ลาร์เชีย วาดีน่า พริเมล่า


               "โอย...ว่ามั้ยรู้สึกว่าห้องนี้มันขาดออกซิเจนยังไม่รู้...."ดุคเปิดประเด็นคนแรกแหละหยิบออกซิเจนที่พกมา(?)สูดให้เต็มปอด


               "ฉันก็รู้สึกนะ..แบบว่ามันอึดอัดแปลกๆ... เพราะเจ๊จิโคเรียสินะ สินะ สินะสินะ"ฟาร์เวลสมทบตามพลางหยิบสมุดมาพัดฟหน้าแล้วสุดลมหายใจเข้าลึกๆ


               "ผมมองเห็นปัญหา!!! เพราะเจ๊แกเนี้ยบเกินไปไงล่ะ!"แนคร้องออกมาด้วยเสียงเบาบาง แต่พอจะทำให้ทุดคนได้ยินกันทั่วถึง


               "อา..ห้องเรียนมันดูอึดอัด มืดมนแปลกๆนะ.. ตอนเรียนจริงๆเราคงไม่ต้องเป็นแบบนี้ทุกคาบใช่มั้ย?"เฟเรียถามด้วยน้ำเสียงสลด ดูเหมือเธอจะโดนพิษความเนี้ยบของจิโคเรียเล่นงานอย่างหนักที่เดียว หายใจหอบ อีกทั้งยังหน้ามืดตามัวแปลกๆด้วย


               "เราต้องสรางสีสันห้อง! ไม่ให้เครียดเกินไป! ใครอาสา!!!"ซากุยะประกาศ ทันใดนั้น ดุค สรีฟ แพล และ ฮิโรกิก็ยกมืออย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย.. ด้านดุคมีสีหน้ามุ่งมั่น     สตรีมีสีหน้าเหมือนอยากลองของ แพลมีสีหน้าสดใส ฮิโรกิมีสีหน้าสนุกสนาน


               "น่าสนุกนะครับ"ฮิโรกิเผยไต๋ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับแพล


               "พวกฉัน...จะยอมเป็นผู้เสียสละของห้องเอง!" ดุคกับสรีฟตบบ่ากอดคอแล้วน้ำตาซึม.. เดาได้เลยว่าพวกนี้ชอบการที่ห้องมีสีสัน แต่ก็กลัวบารมีเจ๊จิโคเรีย จ่างกับแพลและฮิโรกิที่    ชอบสนุก โดยที่ไม่แคาร์'คะแนน' หรือ อะไรทั้งสิ้น


               "โอเค! ขอบคุณพวกนายมาก พวกเราซึ้งในน้ำใจสุดๆไปเลย"วาดีน่าน้ำตาไหลพรากชูนิ้วโป้งเป็นการขอบคุณพร้อมกับผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่นๆ


               กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงง


               สัญญาณกริ่งหมดเวลาดังขึ้นฟาร์เวลถือวิสาสะสั่งทำความเคารพโดยฉับไวก่อนจะแจ้งกำหนดการณ์เริ่มแผนการ และพากันยกขบวนไปที่โรงยิมของโรงเรียนเพื่อเรียนวิชาการต่อสู้และป้องกันตัวต่อ เมื่อไปถึงแล้ว ก็พบว่า สปริต อบาดอน อาจารย์ประจำวิชา ผู้มีฉายาว่า ซาตานผู้สบยซาตาน หรืออีกฉายาว่า ซาตานใหญ่แห่งเบอร์โดเร่ ก็นั่งคอยด้วยรอยยิ้มอยู่แล้ว


               "เข้าแถวแยกชายหญิง แถวละ 5 คน ปฏิบัติ!!!"สปริตสั่ง และชาว 1-A ทุกคน ก็ปฏิบัติตามอย่างฉับไวโดยมิปริปากบ่นสักคำ


               "เรียบร้อยแล้วครับ/ค่ะ!!!"สปริตยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นนักเรียนทำตามอย่างเคร่งครัด แถมออกมาเรียบร้อยจนน่าภูมิใจอีกต่างหาก


               "เอ้า นักเรียนทุกคนนั่งลงได้ หวังว่านักเรียนทุกคนในที่นี้คงรู้จักครูกันทุกคนแล้ว ครูชื่อ สริต อบาดอน ขอบอกไว้ก่อนนะ..ว่าครูไม่ต้องการให้ใครมาเรียกว่าอาจารย์เอาแค่ครูก็พอ.. ครู เป็นครูประจำวิชาการต่อสู้และป้องกันตัว แล้วก็เป็นอาจารย์ประจำชั้น 3-B ของพี่ชายคุณซากุระด้วย"ได้ยินดังนั้นฮินาโกะก็ส่งยิ้มแห้งๆตอบไปให้.. จากที่เธอเดา พี่เธอคงสร้างปัญหาให้โรงเรียนอยู่พอสมควรแน่ๆ"ในการเรียนการสอนวิชานี้ก็ไม่มีอะไรมากมายนัก.. เป็นวิชาที่มีความหมายตามชื่อวิชา นั่นคือเรียนการต่อสู้ และการป้องกันตนเอง ไหนคุณซากุระตอบหน่อยซิ ว่าทำไมเราถึงต้องเรียนวิชานี้กัน?"


               อุก...ว่าแล้วเชียว


               "เอ่อ...เรียนเพื่อให้รู้จักการป้องกันตนเองเมื่อเกิดอันตราย และรู้จักต่อสู้เมื่อถึงเวลาค่ะ"


               "ถูกต้อง ในบางครั้ง เราก็จำเป็นต้องต่อสู้ ขึ้นอยุ่กับเวลาและสถาณการณ์ ซึ่งวิชานี้ นอกจะจะสอนเรื่องทักษะที่จำเป็นต่างๆแล้ว ครูจะทดสอบเรื่องการตัดสินใจในแต่ละสถาณการณ์อีกด้วย เอาล่ะ ใครมีข้อสงสัยอะไรหรือเปล่า?"สิ้นเสียงของอบาดอน สตรีฟก็ยกมือขึ้น


               "เรื่องการเรียนนี่..จะมีสอนศิลปะป้องกันตัว หรือจับอาวุธล่ะครับ?"สปริตยิ้มให้กับคำถามนี้ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงระรื่นว่า


               "ทั้งสองอย่าง"ด้วยคำตอบนั้นเองทที่ทำให้เกิดเสียงฮือฮาเล็กน้อยขึ้นมา"เราจะแบ่งภาคการเรียนเป็นสองแบบ คือแบบทดสอบกับแบบเนื้อหาการเรียน ทุกคนคงจะเห็นแล้วว่าในหนึ่งสัปดาห์เราจะเรียนกันสองชั่วโมง และหนึ่งในชั่วโมงเรียนนั้นเราจะมีการทดสอบกัน ซึ่ง..จะเริ่มทดสอบวันนี้เป็นวันแรก"


               "หา!!!"เหล่านักเรียนพากันร้องอย่างตกใจเมื่อได้ยินว่าเริ่มวันนี้ แถมครูผู้สอนยังยิ้มแป้นทำหน้าสบายใจเฉิบอีกต่างหาก


               "วันแรกนี้ครูจะให้ทดสอบด้านประสาทสัมผัสก่อนก็แล้วกัน เอาล่ะเรียงตามเลขที่ เข้าแถวเดินเข้าไปในห้องทดสอบจำลองเลยนะ"สปริตผายมือไปทางประตูด้านหลังของเขา และ    ตอนนั้นเองที่ทุกคนได้ประจักอย่างแท้จริงว่า 'ไอ้โรงเรียนนี้มันไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!!'


               "เอ่อ..นั่นมัน....?" ซากุยะถามตะกุกตะกักเมื่อเห็นประตูที่ว่า..เพราะมันไม่ใช่ประตูเหมือนประตูในโรงยิมอื่นๆ แต่มันเป็นประตูที่เหมือนประตูทางเจ้าฐานลับใต้ดินไม่มีผิดเพี้ยนเลยทีเดียว!


               "อ้อ.. นี่เป็นทางเชื่อมไปห้องเรียนจริงๆน่ะนักเรียน มองภายนอกจะไม่เห็นหรอก เพราะโรงเรียนใช้เวทพรางตาเอาไว้ และทางเข้าก็เข้าได้แค่ทางนี้ ประตูก็สามารถเปิดได้เฉพาะ    อาจารย์บางคน กับสภานักเรียนที่ได้รับอนุญาติเท่านั้น เอ้า อย่าพูดให้มากความ ถ้าพวกเธอทดสอบเสร็จช้า ก็กลับบ้านช้าด้วยนะ"


               เพียงเท่านั้นนักเรียนหลายๆคนต่างเร่งฝีเท้าเข้าไปตามทางเดินทันที ส่วนคนที่เดินสบายๆไม่รู้ร้อนรู้หนาวก็โดนลากเข้าไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน


               เมื่อเดินไปตามทางโดยที่ไม่เลี้ยวตามคำเตือนก่อนจะเดินเข้าทางมาของสปริตก็พบประตูห้องที่มีป้ายแปะเบ้อเริ่มว่า 'ห้องทดสอบ' และเมื่อเข้าไปแล้วหลายๆคนถึงกับอุทาน    เพราะความมืดมิดภายในห้อง ไม่ต่างจากตอนสอบเข้าเลยสักนิด...


               "นี่เรา..ต้องสู้กันเหมือนตอนสอบเข้าอีกหรือเปล่า?"ฮินาโกะชักสังหรณ์ไม่ดี...เพราะทั้งบรรยากาศและความรู้สึกเหมือนตอนสอบเข้าไม่มีผิด จากที่เธอเดาสนามสอบคงเป็นที่นี่แหงๆ


               [สบายใจได้คุณซากุระ สิ่งที่ทุกคนต้องทำคือกระจายตัวออกห่างจากคนอื่นๆให้หมด แล้วพอสัญญาณเริ่มให้พยายามหลบสิ่งต่างๆที่จะเข้ามาทำร้ายตนเองหรือทำลายมันด้วยมือเปล่าเท่านั้น ถ้าไม่อยากให้เพื่อนเจ็บโดยไม่ได้ตั้งใจก็ห่างๆกันไว้แล้วกันนะ]


               "..."ชาวห้อง A กระจายตัวโดยไม่ปริปากใดๆ ดูเหมือนคำขู่ของสปริตจะใช้ได้ผลชะงัดทีเดียว...


               [เอาล่ะนะ...เริ่ม!]


               เฟี้ยวววววววววว ฉึก!


               "เหวออออออ!!"ฮินาโกะร้องเป็นคนแรกหลังจากที่เพิ่งหลบของมีคมชนิดหนึ่งไปหมาดๆ จากความรู้สึกที่เฉี่ยวขาไป...มันคือมีด!!


               [อ๊ะ อ้อ ลืมบอกไป.. หลบดีๆล่ะ..แล้วจะหาว่าครูไม่เตือน ใครเจ็บปางตายมา ครูไม่รู้ด้วยนะ


               แล้วทำไมเพิ่งมาบอกล่ะคะ!


               และแล้ว..หลังจากนั้นฮินาโกะก็ต้องหลบธนูห่าหญ่ที่พุ่งมาหาตัวเองแบบ non-stop วิ่งหลบซ้ายก็ตามมา ขนาดวิ่งเป็นวงกลมก็ตามรังควญไมเลิก.. และดูเหมือนคนอื่นๆก็ใช่ย่อย.. เพราะเสียงอุทาน เสียงกรีดร้อง หรือเสียงร้องไห้ก็ตามกันมาติดๆในเวลาต่อมา


               "กรี๊ดดดดดด!!!   เอามันออกป๊ายยยยยยยยย"ฮินาโกะเริ่มล้าเมื่อวิ่งนานๆเข้าจึงตัดสินใจหยุดอยู่กับที่และเมื่อลูกธนูใกล้มาถึงก็เอี้ยวตัวหลบและคว้าลูกธนูมาหักคามือ..แม้ลูกธนูจะเฉี่ยวแก้มไปเล็กน้อย..แต่ก็ถือว่าคุ้มหน่อยๆแล้วกัน แต่ยังไม่ทันกลับมาตั้งตัวใหม่ได้ดีวัตถขนาดบักษ์อันมีปล่ยแหลมคมก็พุ่งลงมาจากข้างบนด้วยความเร็วสูง!


               แย่แล้ว!ระยะขนาดนี้หลบไม่พ้นแน่!!


               ฉึก!!!


               "อึก..."ฮินาโกะทรุดตัวลงกับพื้นหลังจากที่ถูกวัตถุที่ว่าปาดแผลที่ขาเป็นทางยาว เธอลองสัมผัสวัตถุนั้นดู คาดว่าน่าจะเป็นดาบขนาดยักษ์ขนาดที่คนะรรมดายกไม่ขึ้นแน่นอน ที่น่าแปลกคือ ทไมสปริตถึงใช้มันในการทดสอบด้วย ถึงนี่จะเป็นการทดสอบประสาทสัมผัส แต่เล่นแบบนี้ท่าจะเกินไปหน่อยนะ...


               [นักเรียน! วันนี้พอแค่นี้!! ]สิ้นคำสั่งของสปริตไฟทั้งห้องก็สว่างวาบ ทำให้เห็นหน้าเพื่อนๆที่หอบแฮ่กกันถ้วนหน้า รวมทั้งเศษซากอาวุธทั้งหลายแหล่.. ไม่ว่าจะเป็นมีดพกพาที่ปักอยู่เต็มพื้น ซากลูกธนู ซากดาบรูปแบต่างๆ(เดาไว้ได้คนเดียวว่าฝีมือหักดายด้วยมือเปล่านี่คาซึเนะชัวร์..) และที่เด่นที่เด่นที่สุดคือซากดาบยักษ์ที่เพิ่งปาดขาเธอเป็นแผลหมาดๆ!!


               "ฮะ..ฮินะจัง!!!"ซาซึโยะวิ่งเข้ามาหาฮินาโกะด้วยตวามตกใจ


               "เฮ้ย! ฮินาโกะแผลนั่นมันอะไรน่ะ  ละ..แล้วดาบยักษ์นี่มันอะไรกันเนี่ยยยย!!"นักเรียนในห้อง A เริ่มแตกตื่นและหลายๆคนเริ่มลนลายทำอะไรกันไม่ถูก ในตอนนั้นเองที่สปริตวิ่งมาจากห้องควบคุมด้วยท่าทีร้อนรน  


               "ซากุระ!บอกครูซิว่าเกิดอะไรขึ้น!!!"สปริตขึ้นเสียงจนฮินาโกะต้องหลับตาปี๋ก่อนจะค่อยๆตอบเสียงแผ่วว่า


               "จู่ๆก็มีดาบยักษ์นี่ตกลงมาค่ะ..ยังดีที่หนูหลบได้ ถึงจะปาดขาหนูเป็นแผลก็เถอะ"


               "ใครก็ได้ พาซากุระไปห้องพยาบาลที แล้วขอให้นักเรียนทุกคนฟังด้วยความสงบอย่างเพิ่งแตกตื่นกันไป... ตอนนี้ระบบของโรงเรียนถูกแรกแทรงด้วยอะไรบางอย่าง ทางโรงเรียนกำลังทำการกู้ระบบคืนมา ตอนนี้เราสามารถกู้คืนมาได้ 40% แล้วแต่ยังไงก็ ขอให้ทุกคนที่ไม่มีความจำเป็นใดๆออกจากโรงเรียนโดยไวที่สุด เข้าใจนะ!! โมริโตะฝากที่เหลือด้วย"พูดจบสปริตก็รีบวิ่งกลับไปที่ห้องควบคุม โดยที่ฝากงานไว้ให้คาซึเนะ คาซึเนะหันกลับมาหาหมู่เพื่อนที่ยังตกใจกันไม่หาย ก่อนจะเริ่มออกคำสั่งแก่ทุกคน


               "ฟัง! ออกไปจากโรงเรียนให้ไวที่สุด ไม่มีใครรับประกันได้ว่าหากอยู่ต่อจะเป็นอย่างไร เรื่องซากุระฉันจัดการเอง"


               "ดะ...เดี๋ยวสิ! ฮินาโกะเป็นเพื่อนคนสำคัญของฉันนะคะ! ฉัน ฉัน อยากอยู่ข้างๆฮินาโกะจังมากกว่า!!"ซาซึโยะออกปากจะอยู่ต่อ ทำให้หลายๆคนอึ้งไปกับการกระทำนี้อยู่เหมือนกัน


               "แล้วถ้าอยู่ต่อ...เธอมั่นใจเหรอว่าจะปกป้องตัวเองได้น่ะ?"คาซึเนะปรายตามองด้วยความเย็นชา..ซาซึโยะสะอึกไปเล็ดน้อยยกับคำพูดของคาซึเนะ..เธอเริ่มสั่นด้วยความกลัวก่อนจะตอบรับด้วยเสียงอันแผ่วเบา ปนเศร้าเล็กน้อย


               "เข้าใจแล้วค่ะ...ถึงอยู่ที่นี่ไปฉันคงทำอะไรไม่ได้.. แต่ว่าถ้าฮินะจังเป็นอะไรไป ฉันจะไม่ปล่อยคุณไว้แน่ค่ะ!!!"สิ้นเสียงซาซึโยะก็หันหลังกลับแล้วเดินนำหน้าออกไปคนแรก..ก่อนที่คนอื่นๆจะทยอยเดินออกจากบริเวณนั้นจนหมดสิ้น เหลือเพียงฮิโรกิที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมเท่านั้น


               "คาซึ...ไม่เห็นต้องใช้คำพูดแรงขนาดนั้นก็ได้นี่นา..."ฮิโรกิพูดเสียงอ่อย ในใจของเขาเข้าใจถึงเหตุผลดีทุกอย่าง..แต่ไม่สามรถพูดออกไปได้


               "ช่างมันเถอะ..ถ้าทำให้พวกนั้นออกไปไวๆได้ฉันก็ไม่สนหรอก"พูดจบคาซึเนะก็หันไปหาฮินาโกะ"ฮิโระ.. ฝากดูแลพวกนั้นให้ปลอดภัยด้วย"


               "อืม!"ฮิโรกิรับคำก่อนจะหายตัวไปในพริบตา


               "วะ..หวาเลือดเต็มเลย..."ฮินาโกะพูดด้วยเสียงสั่นเครือ..นอกนั้นแล้วตัวยังสั่นอีกด้วย เห็นได้ว่าเธอกำลังฝืนตัวเองอยู่ชัดๆ


               "กลัวเลือดหรือไง.."คาซึเนะถามพลางถอนหายใจยาว..แล้วเดินเข้าไปพยุงตัวฮินาโกะให้ลุกขึ้นตาม


               "จะว่างั้นก็คงใช่..."ฮินาโกะค่อยๆลุกขึ้นแต่ดูเหมือนเธอไม่ค่อยดีแรงเท่าไหร่เลยแทบจะล้มไปกองกับพืนอีกรอบ


               "ยืนดีๆสิ..หรือจะให้จับไถพื้นอีก?"


               "ไม่เอา.."ฮินาโกะตอบพลางพยายามลุกขึ้นเธอยังจำได้ดี..ตอนที่ถูกลากไถๆกับพื้นมันช่างทรมาณ...ความร้อนจากแรงเสียดสีกับพื้น ความอึดอัดจากเสื้อที่แทบจะรัดคอหากไม่เอามือจับไว้ และอื่นๆที่เกินจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด


               "ดีมาก...จับแน่นๆเกาะดีๆล่ะ"สิ้นเสียงลมกรรโชกก็พัดเข้ามาจากที่ไหนก็ไม่ทราบได้จนเธอต้องหลับตาปี๋พอลืมตาขึ้นอีกทีก็ถึงห้องพยาบาลแล้ว.."เวทชั้นสูงของสายวาโย เป็นการควบคุมลมให้พาตัวเราไปในที่ที่ต้องการ ยิ่งฝึกมาจะยิ่งไปได้ไกลขึ้น"


               "โห...."ฮินาโกะทึ่งเล็กน้อยที่คาซึเนะมองออกว่าเธอจะถาม (แต่ก็ดีแล้วล่ะไม่ต้องเปลืองน้ำลาย =_,=) หลังจากที่เข้าไปทำแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยคาซึเนะ เพราะอาจารย์ไม่อยู่ คาดว่าคงไปช่วยกู้ระบบกันทั้งโรงเรียนแน่ๆ


               และเนื่องด้วยเด็กหนุ่มทนความทิฐิของคนเดินขากะแผลกจนแทบจะล้มไปกองกับพื้นแล้วยังปากแข็งว่าสบายมากไม่ไหวจึงอาสาฉุดกระชากลากถูไปส่งถึงบ้านด้วยความหวังดี แต่กระนั้นก็ได้สร้างเสียงบ่นอุบอิบของคนบาดเจ็บไม่หยุดตลอดสายและแล้ววันเปิดเรียนวันแรกที่แสนจะ(อภิมหา)วุ่นวายก็จบลงเท่านี้



   
               -------------------------------------


Modifide

01 เมษายน 2552 - ประกาศรีไรท์ทั้งบทความ
30 กรกฎาคม 2552 - แต่งเสร็จ (ภายในเวลา 3 ชม. ฮ่าๆ~)
10 เมษายน 2553 - แก้ไขบรรทัดเล็กน้อย
14 เมษายน 2553 -  แก้ไขอะไรนิดๆหน่อยๆจ้าาาา
22 กันยายน 2553 - แก้ไขคำผิด / ลงบทที่ 8
23 กันยายน 2553 - แก้ไขคำผิด ขอบคุณ pnano ด้วยค่ะ  ^ ^
   

7 ความคิดเห็น

  1. #5 Luna_N#N.Noz (@l-rondo) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 กันยายน 2553 / 17:20
    pnano :: แก้ไขคำผิดแล้วนะคะ ขอขอบบคุณมากๆค่ะ ^ ^

    #5
    0
  2. #4 pnano (@pnano) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 กันยายน 2553 / 17:00
     ไใกล้า = ไม่กล้า
    #4
    0