กำเนิดเทพเจ้าสวรรค์

ตอนที่ 5 : บทที่ 5 ภูติน้อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 412
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    6 มี.ค. 62

“อึก เริ่มแล้วสินะ”


หลังจากที่นั่งสมาธิมาสักพักก็เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อได้ไหลออกมาอย่างมาก


ควันสีขาวขุ่นได้ออกมาจากร่างกายของเอ็มเมอร์กระดูกภายในร่างกายเขาทำการเปลี่ยนแปลงไปมันดูแข็งแรงมากยิ่งขึ้น


ภายในร่างกายของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันทำให้เอ็มเมอร์รู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก


ระบบในร่างกายยังเคลื่อนที่และขยับไปมาอยู่ตลอดเวลาเหมือนร่างกายของเอ็มเมอร์ตอนนี้กำลังจะฉีกกระชากออกมาเป็นชิ้นๆ


ภายในร่างกายของเขากำลังรวนทุกอย่างเคลื่อนที่อย่างไรเหตุไรผล


"อึก อัก!!”


เลือดสดๆออกมาจากปากเด็กน้องเอ็มเมอร์แต่กระนั้นเอ็มเมอร์ก็ยังนั่งสมาธิและพยายามรวบรวมพลังปราณเซียนต่อไปเขากำลังทำให้ร่างกายภายในกลับมาสมดุลอีกครั้ง


4 ชั่วยามผ่านไป


ในที่สุดเด็กน้อยเอ็มเมอร์ก็ได้ลืมตาขึ้นมาจากการเลื่อนขั้นพลังปราณเซียนตอนนี้ผิวพรรณเขาดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างมากหน้าตาดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมากผิวของเขาเปล่งปลั่งอย่างเห็นได้ชัดเจนตอนนี้รอบตัวเขาเขาเหมือนมีออร่าบางๆกำลังปกคลุมทั้งร่างของเขา


ตาสีทองของเด็กน้อยได้เปิดออกและยิ้มให้กลับความสำเร็จในการรวบรวมพลังเซียนของเขาตอนนี้พลังปราณเซียนของเขาอยู่ในขั้น 3 เรียบร้อยแล้ว


“ไวมากในโลกเก่าของข้า ข้าใช้เวลาตั้ง 3 ปีในการบ่มเพาะพลังแต่เมื่อข้ามาอยู่ที่โลกแห่งนี้อะไรๆก็ง่ายเสียเหลือเกิน”


"ตอนนี้ข้าควรที่จะเตรียมการให้พร้อมอีกรั้งเพราะข้าไม่อยากที่จะผิดพลาดแบบเดิมครั้งที่สองข้าควรจะรอบคอบกว่านี้เพื่อตัวข้าด้วย"


เอ็มเมอร์คิดและตัดใจสินใจอย่างละเอียดและรอบคอบยิ่งกว่าเดิม


“เมื่อพลังปราณของข้ามาถึงขึ้นที่ 3 แล้วตอนนี้ข้าสามารถใช้จิตเคลื่อนย้ายสิ่งของได้แล้ว”


เมื่อเอ็มเมอร์พูดจบเขาก็ยกมือขึ้นและรวบรวมพลังจิตของเขา


สิ่งของต่างๆที่ถูกพลังจิตของเอ็มเมอร์ก็ลอยขึ้นไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ ตู้เสื้อผ้า เตียง เก้าอี้ ของเขาตอนนี้ลอยขึ้นอยู่เหนือหัวของเด็กน้อย


เขาสะบัดมือของเขาเล็กน้อยทันใดนั้นสิ่งของในห้องก็ถูกจัดใหม่ถึงสิ่งของจะดูเหมือนเดิมทุกอย่างแต่สิ่งของที่ถูกจัดใหม่ในตำแหน่งใหม่ดูสบายตากว่ามา


เอ็มเมอร์มองดูผลงานที่เขาจัดเรียงใหม่และเขาดูพอใจอย่างมากในตอนนี้


“ค่อยดูดีขึ้นบ้างถึงห้องมันจะเก่าและโทรมสำหรับข้ามันไม่ใช่ปัญหาแต่การว่าสิ่งของในตอนนั้นชังขัดตาข้าเสียจริงแต่ตอนนี้ข้ารู้สึกว่ามันเข้าที่เข้าทางแล้ว”


ในห้องตอนนี้เหมือนได้เกิดใหม่การจัดวางดูดีในระดับหนึ่งเหมือนห้องของเซียนในโลกเก่าของเอ็มเมอร์เล็กน้อย


“ตอนนี้พลังปราณเซียนของข้าเทียบเท่ากับนักเวทย์วงแหวนที่ 3 สินะ”


เอ็มเมอร์ครุ่นคิดและเผยรอยยิ้มเล็กน้อยบนใบหน้าของเด็กน้อย


“อืม…ควรไปยืดเส้นยืดสายซักหน่อยและเก็บวัตถุดิบมาเป็นเบาะพลังข้าสักหน่อยแล้ว”


หลังจากพูดจบเอ็มเมอร์ก็ใช้วิชาล่องนภาไปอย่างรวดเร็ว


เอ็มเมอร์เป็นบุคคลที่ไม่มีใครในตระกูลชวาร์ซสนใจแม้แต่คนรับใช้เองก็ไม่สนใจใยดีสองแม่ลูกคู่นี้เลยแม้แต่น้อยคนพวกนั้นมองสองแม่ลูกด้วยสายตาเหยียดหยามและไม่สนใจในชีวิตของแม่ลูกว่าจะอยู่หรือจะตายเป็นยังไงก็ชังเพราะเหตุนี้ทำให้เอ็มเมอร์ออกไปข้างนอกได้อย่างสบายอกสบายใจเพราะไม่เป็นที่จุดสังเกตนี้เขาจึงเคลื่อนไหวไปได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น


‘ยิ่งทำตัวเหมือนเงาเท่าไรยิ่งดี’


เป็นสิ่งที่เอ็มเมอร์บอกกับตนเองตลอดมา


เพราะเขาคิดว่าการที่เป็นจุดสนใจในเรื่องต่างๆมันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและน่ารำคาญสำหรับเขา


ในอดีตเขาเป็นคนที่พูดน้อยและเป็นคนเก็บตัวอยู่ตลอดเวลาไม่สนโลกภายนอกเลยแม้แต่น้อยเขายังคงนั่งสมาธิรวบรวมพลังปราณเซียนของเขาอยู่ตลอดเวลาถึงเขาจะมีสำนักของเขาแต่เขาไม่เคยสนใจแม้แต่น้อย


ลูกศิษย์ในสำนักของเขาจึงพูดว่าเขาเป็น ‘บรรพบุรุษ’ ไปเสียแล้ว


แต่จื่งหลงหาได้สนใจไม่เพื่อเป็นเทพสูงสุดของทุกสิ่งเขาก็ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นแล้ว

การที่เขาละทิ้งทางโลกมาอย่างยาวนานทำให้เขานั้นไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งใดในโลกนั้นเลยแม้แต่น้อย


เพื่อสิ่งที่เขาต้องการเขาแค่พยายามไปให้ถึงเท่านั้น


และตอนนี้เอ็มเมอร์ก็มาหยุดที่จุดๆหนึ่งซึ่งมีความเคลื่อนไวอย่างแปลกประหลาด


“หื้ม นั้นมันตัวอะไร?”


เอ็มเมอร์ได้มองไปยังจุดเล็กที่เคลื่อนที่ไปมาอย่างสนุกสนานพวกมันกำลังทำอะไรสักอย่างกับดอกไม้เหล่านี้


ตุบ


เอ็มเมอร์ลงไปที่จุดนั้นอย่างแผ่วเบาและไม่ทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆนั้นแตกตื่น

หลังจากเอ็มเมอร์เข้าไปเรื่อยๆเขาก็ได้เห็นแล้วมีตัวประหลาดคล้ายๆคนแต่ภายนอกเหมือนต้นไม้ที่เดินได้และมีรูปร่างเหมือนคนและบนหัวก็มีดอกไม้ปุยๆเคลื่อนไหวอยู่


“ตัวประหลาดนั้นคือสิ่งใด?”


ในหัวของเขาปรากฎข้อมูลขึ้น

สิ่งนั้นเขาเรียกว่า ‘ภูติต้นไม้’ เป็นภูติที่ชอบอยู่กับธรรมชาติไม่ชอบเข้าใกล้มนุษย์เป็นภูติที่สามารถทำให้ต้นไม้ ดอกไม้ ที่กำลังใกล้ตายกลับมาสภาพเหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง 


ภูตินี้นิยมชอบอยู่กันเป็นกลุ่มตากลมโต ตัวเล็กมาก ถ้าคนไม่สีงเกตดีๆจะไม่เห็นการคงอยู่ของมันเลย เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่จะเป็น ‘นักปรุงยา’ ที่มีฝีมือก็ต้องมีภูติต้นไม้นี้ไว้เป็นคู่หูในการปรุงยาเพราะภูติต้นไม้จะสามารถทำให้ประสิทธิภาพยาที่ทำดียิ่งขึ้นอีกระดับและการที่จะเอาภูติต้นไม้มาเป็นคู่หูได้ต้องทำ ‘ภูติพันธะสัญญา’ เพื่อทำให้คนที่ทำพันธะสัญญาใช้พลังของภูติต้นไม้ได้


“อืม น่าสนใจจริงโลกนี้มี นักปรุงยา ด้วยรึนี้โลกเก่าของข้า ข้าก็เป็นนักปรุงยาระดับเทพเซียนเลยแต่ข้าไม่แน่ใจว่าการปรุงยาของโลกนี้จะเหมือนเก่าของโลกข้ารึไม่”


“ข้าควรจะเข้าไปหาภูติน้อยมาเป็นภูติพันธะสัญญากับข้าสักตัวเพื่อในอนาคตข้าคิดจะปรุงยาข้าควรมีมันไว้เพื่อช่วยเหลือข้า”


เอ็มเมอร์คิดแล้วก็ค่อยก้าวไปทางที่มีภูติต้นไม้อยู่


ภูติน้อยรู้สึกมีอะไรเข้ามาใกล้เลยกลัวต่างพากันสะดุ้งและพากันหลบหลังต้นไม้และสั่นกลัว


“หื้ม ข้าว่าข้าระวังตัวแล้วนะเหล่าภูติน้อยไม่ควรรู้ว่าข้าอยู่ที่นี้เพราะเหตุใด?”


เอ็มเมอร์ขมวดคิ้วเขาหากันและคิดทบทวน


“เพราะพลังของข้าสินะข้าไม่ได้ปกปิดพลังของข้าเอาไว้พวกมันเลยรู้ตัว”


เอ็มเมอร์คิด


“แต่ว่าไม่เป็นไรพวกมันยังไม่หนีแสดงว่าข้ามีโอกาสอยู่”


เอ็มเมอร์คิดแล้วค่อยก้าวเข้าหาภูติน้อยอย่างช้าๆการเดินของเขาสง่าราวกับว่ามีเทพองค์หนึ่งที่มาอยู่ ณ ที่นี้


เมื่อเขามาถึงที่หมายเขาเว้นระยะห่างเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ภูติน้อยหวาดกลัวไปมากกว่านี้


เอ็มเมอร์ค่อยๆย่อตัวลงเพื่อให้มาอยู่ระดับที่สายตาจะมองเห็นภูติน้อยอยู่ใกล้ๆ


เอ็มเมอร์ได้ยืนมือออกไปข้างหน้าเล็กน้อยการกระทำของเขานั้นค่อยเป็นค่อยไปอย่างมาก


เขากลัวว่าพวกภูติน้อยจะหวาดกลัวเขาและหนีหายไปเพราะฉะนั้นเขาจึงทำทุกอย่างให้มันรอบคอบ


เมื่อยืนมือไปสักพักเหล่าภูติน้อยที่หวาดกลัวก็มองเอ็มเมอร์อย่างพิจารณาอยู่ว่าเอ็มเมอร์เป็นภัยต่อพวกมันหรือไม่


หลังจากผ่านไปไม่นานก็มีภูมิน้อยตนหนึ่งค่อยๆออกจากที่ซ่อนของมันและก้าวเท้าไปหาเอ็มเมอร์อย่างช้าๆ


ภูติน้อยก้าวอย่างกับเด็กทารกเพิ่งมันก้าวไปหาเอ็มเมอร์ช้าๆและในที่สุดมันก็ถึงมือเอ็มเมอร์และเกาะอยู่อย่างนั้น


เมื่อมาถึงมันเงยหน้าขึ้นและจ้องมองเมอร์เมอร์อย่างไม่วางตาตาสีเขียวกลมโตนั้นยังจ้องมองต่อไป


เมื่อจ้องมองไปได้สักพักมันก็เผยรอยยิ้มออกมามันเอาหน้าถูไถกับมือของเอ็มเมอร์อย่างนั้นเรื่อยๆ


“เจ้าไม่กลัวข้าแล้วหรือเจ้าภูติน้อย”


เจ้าภูติน้อยไม่พูดอะไรและเอาหน้าถูไปที่มือของเอ็มเมอร์ไม่หยุด


‘เจ้าตัวนี้ก็ดูน่ารักน่าชังเหมือนกันนะ’


เอ็มเมอร์ได้เอามือที่ว่างอยู่อีกข้างไปลูบหัวของภูติน้อยอย่างเบามือและภูมิน้อยเหมือนมันจะชอบมากจึงไปจับมือข้างที่ลูบหัวมันอยู่เรื่อยๆ


มันมีสีหน้าที่มีความสุขมากมันรู้สึกเคลิ้มเคลมกับสิ่งที่เอ็มเมอร์ทำ


“เหมือนเจ้าจะชอบกับสิ่งที่ข้าทำนะ”


เอ็มเมอร์พูดพลางเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย

เมื่อได้ยินนั้นมันก็พยักหน้าเหมือนเข้าใจสิ่งที่เอ็มเมอร์พูด


“เจ้าเข้าใจข้าอย่างงั้นหรือ?”


เอ็มเมอร์ทำท่าตกใจเล็กน้อยและกลับมาปกติ

มันพยักหน้าอีกครั้งเพื่อยืนยัน


“งั้นถ้าเจ้าเข้าใจสิ่งที่ข้าพูดข้าขออะไรเจ้าสักหน่อยได้หรือไม่?”


เอ็มเมอร์พูดออกไปและจ้องมองภูติน้อยตนนี้

มันพยักหน้าเพื่อรอรับฟังว่าเอ็มเมอร์จะขออะไร


“เจ้า… มาเป็นภูติพันธะสัญญากับข้าได้หรือไม่?”


เมื่อมันได้ยินดังนั้นมันก็หยุดชะงักไปสักพักและจ้องมองเอ็มเมอร์อยู่นาน


พอเวลาผ่านไป ไม่นานภูติต้นไม้ก็มีความเคลื่อนไหวมันจับนิ้วชี้ของเอ็มเมอร์ขึ้นมาและจิ้มไปที่หน้าผากของตนเอง


พอนิ้วชี้ของเอ็มเมอร์จิ้มโดนที่หน้าผากของภูติน้อยแล้วก็เกิดสัญลักษณ์บางอย่างขึ้นที่หน้าของภูติน้อยและมีแสงสีเขียวส่องสว่างขึ้นไปทั่วบริเวณพื้นป่าแห่งนั้น


ไม่นานที่นิ้วชี้มือซ้ายของเอ็มเมอร์ก็ปรากฎสัญลักษณ์คล้ายๆแหวนบนตัวแหวนมีสัญลักษณ์เหมือนเถาวัลย์เหมือนจะเคลื่อนที่ตลอดเวลา


เอ็มเมอร์มองสัญลักษณ์แล้วหันไปพูดกับภูติน้อย


“ตอนนี้เจ้ากับข้าก็เป็นคู่หูกันแล้วสินะ”


เอ็มเมอร์ยิ้มให้กับภูติต้นไม้


มันพยักหน้าเพื่อยืนยันและมันก็ไต่แขนของเอ็มเมอร์แล้วไปนั่งอยู่บนไหล่ของเอ็มเมอร์และถูไถกับคอของเขาไปมา


“เจ้านี้มันชังน่ารักเสียจริงๆจริงสิเมื่อเจ้าเป็นคู่หูของข้าแล้วเจ้าจะต้องมีชื่อ”


เอ็มเมอร์ลุกขึ้นและคิด


“งั้นข้าเรียกเจ้าว่า ‘มู่ซื่อ’ ล่ะกัน”


เมื่อภูติต้นไม้ได้ยินชื่อของมันก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากและถูไถไปมาบนลำคอของเอ็มเมอร์อย่างน่าเอ็นดู


“อืม เหมือนว่าเจ้าจะชอบชื่อที่ข้าตั้งให้เจ้านะ”

เอ็มเมอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


“ข้าเสียเวลาตรงนี้มามากแล้วข้ายังไม่ได้ทดสอบพลังของข้าเลย”


“ไปกันเถอะ มู่ซื่อ เราไปยืดเส้นยืดสายกันสักหน่อยดีกว่า”


มู่ซื่อพยักหน้าอย่างเห็นด้วยและนั่งอยู่ที่ไหล่ของเอ็มเมอร์


เอ็มเมอร์พูดจบก็ใช้วิชาล่องนภาหายไปจากที่เดิมอย่างรวดเร็ว


“เหมือนข้างหน้าข้าจะมีอะไรอยู่จะเป็นสัตว์อสูรที่ข้าตามหาอยู่รึเปล่านะ น่าสนใจ”


เอ็มเมอร์ได้สังเกตเห็นเหมือนเป็นสัตว์อสูรที่มีขนาดใหญ่อยู่ข้างหน้าและกระโดดต่อไปโดยมี มู่ซื่อ เกาะไหล่ของเขาอยู่


“ขอให้สิ่งที่ต้องเจอข้างหน้า จะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”


.....................................................................


สวัสดีเหล่านักอ่านทุกท่านตอนนี้ก็เป็นตอนที่ 5 แล้วน้าขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน ติดตาม และกดถูกใจให้เรามากๆน้า เรามีเรื่องอยากจะบอกว่าวันที่ 5-8 เราไม่สามารถอัพน้าจ้าเพราะคนแต่งมีสอบจ้าต้องอ่านหนังสือเลยแต่งบ่ได้ ~T_T~ แต่หลังจากวันที่ 8 ก็จะอัพเหมือนเดิมน้าขอบคุณทุกกำลังใจมากๆน้าหวังว่าเหล่านักอ่านจะสนุกกับนิยายที่เราแต่งน้าไว้เจอกันน >o< 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #7 oOMoMoTarOo (@oOMoMoTarOo) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 19:52

    ว่างค่อยมาลงครับ สู้ๆ รอครับ
    #7
    1
    • #7-1 kyuya25 (@kyuya25) (จากตอนที่ 5)
      5 มีนาคม 2562 / 21:20

      ขอบคุณมากๆค่า
      #7-1