กำเนิดเทพเจ้าสวรรค์

ตอนที่ 3 : บทที่ 3 เริ่มต้นการฝึกฝน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 498
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    6 มี.ค. 62

   “หื้อ นี้มันอะไรกัน?”

    เมื่อเอ็มเมอร์เอามือไปสัมผัสกับดวงไฟแปลกประหลาดอยู่ๆก็มีแสงสีเป็นเส้นๆลายเส้นลอยออกมาจากดวงไฟสีสันระยิบระยับสีเหลืองสวยงามเหมือนเป็นเส้นสีของวิญาณอย่างไงอย่างงั้น

     “สิ่งนี้มันคือสิ่งใดข้าสัมผัสได้ว่ามีพลังบ้างอย่างไหลเวียนอยู่แต่ข้าไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดกันแน่”

      และอยู่ๆภาพในความทรงจำลึกๆของเอ็มเมอร์ก็ปรากฏขึ้นสิ่งนี้เรียกว่า ‘ดวงจิตเวทย์’ เป็นสิ่งที่คอยรวบรวมพลังเวทย์ไว้เมื่อรวบรวมเสร็จแล้วจะกลายเป็นดวงไฟเล็กๆลอยไปลอยมาเมื่อหิ่งห้อยในยามค่ำคืน

     “อ้อมันคือ ‘ดวงจิตเวทย์’ สินะแล้วมันเอาไว้ทำสิ่งใดกัน”

     พอเอ็มเมอร์นึกความทรงจำที่เป็นข้อมูลก็ได้ปรากฏอยู่ในหัวทันที

     ดวงจิตเวทย์นั้นเป็นพลังที่นักเวทย์ส่วนมากตรงรวบรวมเข้ามาในจิตเพื่อเป็นแก่นพลังงานในการใช้เวทย์มนต์ต่างๆ และรวบรวมพลังเวทย์แล้วมันจะทำการสร้างสิ่งที่เรียกว่า 'วงแหวนเวทย์' 

    

      เป็นสิ่งที่จะทำให้พลังของนักเวทย์สูงขึ้นและเมื่อวงแหวนครบ 5 วงแล้วมันจะรวมกันเพื่อเลื่อนระดับสู่ขั้นที่สูงต่อไป


    “อือ มันเป็นอย่างนี่นี้เองที่นี้เป็นสถานที่ที่มี พลังเวทย์ไหลเวียนอยู่เป็นจำนวนมากสินะและถ้าข้ารวบรวมพลังเวทย์จนเพียงพอแล้วก็จะทำให้เราไต่ระดับต่อไปได้และจะทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้น”

     สิ่งที่เรียกว่านักเวทย์นั้นมีพลังมีขั้นระดับของเวทย์อยู่

   ผู้ฝึกเวทย์
   นักเวทย์
   อัศวินเวทย์
   จอมเวทย์
   มหาจอมเวทย์
   มหาจอมเวทย์ราชันย์
   มหาจักรพรรดิจอมเวทย์
   เทพแห่งเวทย์

    ในตอนนี้ยังไม่มีใครไปถึงระดับขั้นมหาจักรพรรดิจอมเวทย์เลยสักครั้งส่วนเทพแห่งเวทย์นั้นเป็นตำนานที่ทุกคนอยากไปถึงแต่ไม่สามารถทำได้

    เวทย์มนต์นั้นคือศาสตร์แห่งธรรมชาติซึ่งนักเวทย์นั้นจะสามารถรังสรรค์พลังวิเศษที่ได้จากธรรมชาตินั้นก็คือ พลังเวทย์นั้นจะเป็นไปตามหลักของธาตุทั้ง 7 ธาตุ

   โดยธาตุทั้ง 7 นั้นจะประกอบไปด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ สายฟ้า แสงสว่าง และความมืด

   ธาตุเหล่านี้ไม่ค่อยต่างอะไรกับธาตูของโลกเก่ามากในโลกเก่านั้นจะมีอยู่ 9 ธาตุจะไม่มีธาตุสายฟ้า แต่ในโลกเก่าจะมีธาตุเงิน ทอง และไม้ ธาตุสามธาตุนี้ไม่นับว่าเป็นธาตุของดินแดนแห่งนี้

    นักเวทย์นั้นเป็นผู้ที่สัมผัสได้ถึงพลังเวทย์พวกเขาสามารถหยิบยืมพลังธาตุมาใช้เป็นพลังเวทย์ในบทเวทย์นั้นๆ

    เมื่อคนๆนั้นสามารถสัมผัสได้ถึงพลังเวทย์เขาก็สามารถกลายเป็นผู้ฝึกเวทย์ขั้นฝึกหัดได้

    เอ็มเมอร์ครุ่นคิดและกำลังไตร่ตรองสิ่งทั้งหมดและทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว

    "การที่จะไปแก้แค้นเด็กสองคนนั้นตอนนี้คงจะเกินความสามารถของข้าเกินไปตอนนี้ข้ายังอ่อนแอเกินไปข้าต้องแข็งแกร่งกว่านี้เพื่อตัวข้าเองและเพื่อท่านแม่ด้วย"

    เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงนั่งสมาธิเพื่อรวบรวมดวงจิตแห่งเวทย์เพื่อทำการไต่ระดับ

   พอนั่งไปสักพักเขารู้สึกว่าร่างกายของเขามีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปในตำแหน่งของหัวใจ

   "มันเกิดอะไรขึ้นทำไมข้ารู้สึกถึงพลังอันมหาศาลกำลังก่อตัวขึ้นมาภายในจิตของข้า"

   ดวงจิตเวทย์ที่อยู่รอบๆบริเวณนี้พากันพุ่งตรงมาที่ตำแหน่งหัวใจของเอ็มเมอร์และดวงจิตเวทย์ก็ได้กลั่นเป็นพลังเวทย์

    ทันใดนั้นเองอยู่ๆก็มีวงแหวนสีน้ำเงินเกิดขึ้นภายในจิตของเอ็มเมอร์

    'หรือว่านี้คือ ‘วงแหวนเวทย์’ อย่างงั้นหรือ'

     เมื่อเขาได้วงแหวนเวทขั้นที่หนึ่งเขาก็รู้สึกถึงพลังที่อยู่ภายในตัวของเขากำลังพุ่งพรวดและกำลังล้นออกมาทำให้ตอนนี้เอ็มเมอร์รู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก

    “ไม่ได้การ ข้าจะต้องปรับสมดุลของพลังในตัวข้าก่อนในตอนนี้”

    เอ็มเมอร์ได้นั่งสมาธิอีกครั้งและพยายามรับสมดุลในร่างกายในกลับมาเป็นปกติ

    ผ่านไปครึ่งชั่วยามเอ็มเมอร์ก็สามารถที่จะปรับความสมดุลได้

    เอ็มเมอร์รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากในการที่เขาเลื่อนระดับจากคนที่ไม่มีเวทย์มนต์ได้กลายเป็น ผู้ฝึกเวท วงแหวนที่หนึ่งได้สำเร็จ

    “ข้ารู้สึกว่าตอนนี้ข้าจะสามารถปลดปล่อยพลังบ้างส่วนได้”

    เอ็มเมอร์ยิ้มขึ้นเล็กน้อยและพยายามทดลองกับสิ่งที่เขาอยากจะทำในตอนนี้

    เมื่อเขายื่นมืออกไปสายลมก็ค่อยๆมารวมตัวที่มือของเขาอย่างช้าๆละมันได้กลายเป็นสายลมที่โหมกระหน่ำรูปร่างคล้ายกับลูกแก้วแต่ภายในนั้นมีพลังเวทย์มหาศาลอยู่

    เอ็มเมอร์ได้มองสายลมที่อยู่ในมืออย่างอดตื่นเต้นไม่ได้เขาได้เคลื่อนที่ออกจากห้องของเขาอย่างรวดเร็วและได้มายืนที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง

   “ไป!!”

    ตูม!!

    หลังจากที่เอ็มเมอร์ได้โยนลูกบอลสายลมออกไปมันก็เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงทำให้สัตว์ภายในป่านั้นวิ่งหนีกันมากมาย

    “อื้ม พลังถือว่าพอใช้ได้แต่ข้าก็ยังไม่สามารถควบคุมมันให้สเถียรได้ในตอนนี้ข้าต้องฝึกมันและต้องรวบรวมดวงจิตอีกเพื่อที่ข้าจะสามารถควบคุมมันได้อย่างดี”

    เอ็มเมอร์ได้คิดทบทวนและไตร่ตรองความคิดของเขาและในตอนนั้นเองเขาก็พึ่งนึกขึ้นได้ถึงเรื่องๆหนึ่งขึ้นมา

   ‘พลังเซียน’

    “ข้าควรจะทดลองว่าตอนนี้ข้ามีพลังเซียนอยู่ไหม”

    เอ็มเมอร์ได้รวบรวมพลังเซียนของเขาและปล่อยออกมา

   พรึบ พรึบ พรึบ พรึบ

   “อืม…” เอ็มเมอร์เปล่งเสียงในลำคอออกมาเสียงต่ำและเขากำลังคิดทบทวนอีกครั้ง

    “ข้าพอจะเข้าใจ ว่าทำไมข้าถึงไม่ได้มีพลังเซียนแล้วเพราะตอนนี้ข้าได้มาอยู่ร่างของเด็กน้อยที่ไม่มีอะไรเลย”

    เมื่อเขาพูดจบหัวใจของเขาก็ปกคลุมไปด้วยความเศร้าที่ไม่อาจจะเลือนหายไปได้

    ‘ข้าพยายามมาตั้ง 999 ปีทั้งหมดนั้นสูญเปล่าหมดเลยอย่างงั้นหรือ’

    ‘ไม่หรอกข้าจะไม่ยอมให้มันสูญเปล่าแน่นอนข้าแค่ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดเท่านั้น’

    ‘และข้าจะไปอยู่ที่จุดสูงสุดอีกครั้งให้ได้!!’

     แต่ในมิติแห่งนี้ไม่มีพลังปราณเซียนเลยพลังปราณเซียนนั้นเป็นพลังชีวิตที่จำเป็นต่อการฝึกฝนของผู้จะเป็นเซียนหรือผู้ที่ฝึกวรยุทธ์ แต่ในที่นี้มีแค่พลังเวทย์มนต์เท่านั้น

    “ข้าลืมไปเลยว่าที่นี้ไม่มีพลังปราณเซียน”

   เอ็มเมอร์รู้สึกเศร้าใจอีกครั้งเมื่อเขารู้ว่าที่นี้ไม่มีพลังปราณเซียนที่เขาหวังเอาไว้

    “พลังเวทย์มนต์นี้สามารถที่จะกลายเป็นพลังปราณเซียนได้หรือไม่?”

    ความคิดนี้ได้แล่นเขามาในหัวเอ็มเมอร์

    “พลังเวทย์มนต์กับพลังปราณเซียนนั้นคล้ายกันมาก ข้าควรจะทดลองดูมันอาจจะได้ผลตามที่ข้าคิดไว้ได้”

    เอ็มเมอร์ได้กลับไปที่ห้องของเขาอีกครั้งและพยายามรวบรวมพลังเวทย์มนต์อีกครั้งหนึ่งแต่จุดประสงค์ในครั้งนี้คือทำให้พลังเวทย์มนต์กลายเป็นพลังปราบเซียน

   เดียวก่อน!?

   นี้มันอะไรกัน?

    อยู่พลังงานที่อยู่รอบๆก็เปลี่ยนพุ่งตรงไปกลางอกของเขาอย่างรวดเร็วและมันได้เข้ามาในดวงจิตของเขาได้ได้ก่อเกิดเป็นวงกลมสีทองที่มีเคลื่อนพลังล่องลอยอยู่ในจิตของเขา

   เมื่อเขารู้สึกดังนั้นเอ็มเมอร์จึงดำเนินการรวบรวมพลังเวทเข้าไปในร่างของเขาอย่างต่อเนื่องและเพียงเวลาไม่นาน

   ซู่


    ร่างกายของเอ็มเมอร์ก็ปรากฏไอร้อนออกมาจากร่างกาย มันเป็นควันสีขาวขุ่นอันเบาบางร่างกายของเอ็มเมอร์ในตอนนี้ชุ่มไปด้วยเหงื่อ และไม่นานก็มีคราบไคลไหลออกมา

   ฟึบ!!

   และแล้วดวงตาสีทองของเด็กน้อยก็เปิดออก

    “สำเร็จแล้วในที่สุดข้าก็รวบรวมปราณขั้น 1 ได้แล้ว”

    ความยินดีได้ปรากฎอยู่บนหน้าของเอ็มเมอร์เขารู้สึกลิงโลดดีใจอย่างมากที่เขาได้รวบรวมปราณได้สำเร็จ

    “ข้าคิดไว้แล้วว่าพลังเวทย์มนต์นี้คล้ายกับพลังปราณเซียนมันจึงสามารถดูดซับเข้ามาในร่างกายและสามารถรวบรวมพลังปราณได้”

    “แต่ข้าไม่เข้าใจ? ทำไมถึงได้รวบรวมพลังปราณได้รวดเร็วขนาดนี้ขนาดข้าที่เป็นอัจฉริยะของโลกของข้ายังต้องใช้เวลาตั้ง 1 ปีกว่าจะรวบรวมได้ถึงขั้นที่ 1 แล้วทำไมที่แห่งนี้ถึงได้รวบรวมได้รวดเร็วขนาดนี้”

    เอ็มเมอร์ยืนนิ่งและคิด เขาก็เข้าใจบางสิ่งได้อย่างง่ายดาย

    “อย่างนี้นี่เองเพราะว่าที่แห่งนี้มีพลังที่หนาแน่นกว่าโลกก่อนของข้าเป็นอย่างมากไม่แปลกใจเลยว่าทำไหมถึงได้รวบรวมได้รวดเร็วเช่นนี้”

    เอ็มเมอร์คิดมันเป็นสิ่งที่เขาเข้าใจจริงๆ

    “ถ้าอย่างนั้นไม่แน่ข้าอาจจะกลับมาเป็นเทพสูงสุดอีกครั้งก็ได้แต่ตอนนี้ข้าต้องเตรียมตัวให้พร้อมอย่างมากกับการที่ข้าจะฝึกตนอีกครั้ง”

    เอ็มเมอร์มองไปยังท้องฟ้าหลับตาและพูดว่า

    “ขอบคุณสวรรค์ที่ได้ให้โอกาสนี้แก่ข้าอีกครั้งหนึ่ง”

    ‘ถึงแม้โชคชะตาของข้าในอดีตจะไม่ได้เป็นอย่างที่หวังแต่สวรรค์ก็ยังเมตตาข้าให้ข้าได้มาอยู่ในร่างของเด็กน้อยคนนี้สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งข้า’

     ตอนนี้ข้าควรที่จะรวบรวมพลังปราณเสียก่อนเพื่อความปลอดภัยของข้า ณ ตอนนี้

    เอ็มเมอร์คิด

    “เพราะถ้าข้าบ่มเพาะพลังเวทย์ก่อนข้าจะเสียเวลาในการบ่มเพาะเป็นอย่างมากและข้าจะต้องเสียเวลาในชีวิตประจำวันด้วยข้าอยากจะบ่มเพาะพลังปราณเซียนของข้าให้ถึงขั้น 6 ก่อนเมื่อข้าบรรลุในการเพาะถึงขั้น 8 ข้าจะได้สามารถเลื่อนการบ่มเพาะเป็นก่อลำต้นได้ถ้าถึงตอนนั้นข้าก็จะสามารถแบ่งเวลาเพื่อมาบ่มเพาะพลังเวทย์ของข้าได้”

    เอ็มเมอร์เมื่อเขาคิดได้ดังนั้นเขาจึงนั่งทำสมาธิเพื่อรวบรวมพลังปราณเซียนของเขาเพื่อเลื่อนขั้นปราณเซียนขั้นต่อไป

   หลังจากนั้นไม่นานเมรีก็ได้นำอาหารมาให้กับเอ็มเมอร์

   ทั้งสองได้พูดคุยเล็กน้อยก่อนที่เมรีจะเก็บจานอาหารที่ว่างเปล่าและกลับไปเพื่อให้เอ็มเมอร์พักผ่อนได้อย่างเต็มที่

   หลังจากเมรีได้กลับไปเอ็มเมอร์ก็ได้นั่งสมาธิอีกครั้งเพื่อรวบรวมพลังปราณเซียนเขาคำนวนไว้แล้วว่าภายในสองวันเขาจะเขาสู่ปราณขั้นต่อไปแน่นอน

   ผ่านไปหลังจากนั้นสองวัน

   ดวงตาของเด็กน้อยได้เปิดขึ้น

   “สำเร็จข้าได้บรรลุปราณขั้นที่ สอง แล้ว !”

    เอ็มเมอร์ดีใจและฉีกยิ้มออกมาภายในจิตใจของเขานั้นลิงโลดเป็นอย่างมาก

    “ตอนนี้พลังปราณเซียนของข้าก็อยู่ในระดับขั้น ผู้ฝึกเวท วงแหวนที่ห้าได้สินะข้าสามารถต่อสู้กับผู้ฝึกเวทย์วงที่ห้าได้อย่างเสมอภาคแล้ว”

    “แต่ตอนนี้ข้าไม่ควรเปิดเผยเรื่องพลังเวทย์และพลังปราณเซียนให้ใครรู้ในตอนนี้ข้าควรแสร้งทำตัวเป็นเด็กน้อยที่อ่อนแอต่อไปก่อนและเมื่อข้าแข็งแกร่งเพียงพอที่ข้าจะเปิดเผยพลังนี้ได้”

    “ข้าควรที่จะไม่เปิดเผยพลังเซียนนี้ออกไปไม่แน่ว่าในดินแดนแห่งนี้อาจจะมีเซียนอยู่ก็ได้ข้าจะต้องระวังตัวให้มากขึ้นอีกเพราะถ้าที่โลกนี้มีเซียนอยู่จริงถ้าเขาไม่นะวังตัวให้ดีข้าจะโดนช่วงชิงแก่นเซียนได้ข้าควรระวังให้ดี”

    ในโลกเก่าของจื่อหลงการช่วงชิงแก่นเซียนนั้นสามารถทำได้แต่มันเป็นวิชาต้องห้ามของเซียนถ้าใครล่วงรู้ว่าผู้นั้นกระทำการใช้วิชาต้องห้ามต้องถูกโทษประหารและนำเอาดวงวิญญาณออกมาทำลายเพื่อไม่ให้เข้าสู่วงจักรของการเวียนว่ายตายเกิด

    ถึงวิชาช่วงชิงแก่นเซียนเป็นวิชาต้องห้ามก็ตามแต่มันเป็นทางลัดที่จะสามารถยกระดับได้อย่างดีเป็นวิธีหนึ่งที่คนที่เข้าสู่วิถีมารใช้เพื่อยกระดับขั้นต่อไปได้

    “การที่สามารถรวบรวมพลังเซียนได้ที่โลกใบนี้ไม่แน่ว่าจะมีเซียนอยู่ที่นี้ก็ได้ข้าต้องระวังตัวเอาไว้”

    เอ็มเมอร์คิดอย่างถี่ถ้วนและจึงตัดสินใจที่จะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับและจะไม่บอกใคร

   “ตอนนี้ข้าอยู่ในขั้นรวบรวมปราณขั้นที่สองแล้วตอนนี้ข้าสามารถที่วิชาล่องนภาได้แล้วสินะถึงจะเป็นวิชาที่กระโดดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแต่ยังไม่สามารถใช้วิชาเหนือเมฆาได้ในตอนนี้ก็ยังไม่เป็นไรเพราะมันทำให้ข้าใช้เวลาในการเดินทางได้สั้นลงเล็กน้อยเท่านั้น”

    วิชาล่องนภานั้นเป็นวิชานี้เอาไว้เคลื่อนนี้ได้อย่างรวดเร็วและกระโดดได้ไกลมากทำให้ใช้เวลาในการเดินทางสั้นลงเล็กน้อย

    ส่วนวิชาเหนือเมฆาเป็นวิชาที่สามารถยืนบนท้องฟ้าได้และสามารถเคลื่อนที่โดยการลอยตัวได้แต่การที่จะใช้วิชานี้ได้ต้องอยู่รวบรวมปราณขั้นที่สี่ก่อนถึงจะสามารถใช้วิชานี้ได้

   “อืม…. ตอนนี้ข้ายังมีวิชาถล่มปฐพีกับวารีคำรามอยู่น่าจะสามารถป้องกันตัวได้ระดับหนึ่ง”

   วิชาถล่มปฐพีคือวิชาที่สามารถสร้างเกาะป้องกันความเสียหายได้ระดับหนึ่ง

    ส่วนวิชาวารีคำรามเป็นวิชาที่สร้างพลังการโจมตีและการโจมตีศัตรูนั้นจะคล้ายแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวจะสามารถทำลายศัตรูเป็นหมู่ได้

   “ตอนนี้ข้าควรจะออกไปหาอะไรทำสักหน่อยเพื่อทดลองพลังของข้าในตอนนี้ว่าจะสามารถต่อสู้กับคนที่พลังสูงกว่าข้าได้หรือไม่”

    เอ็มเมอร์ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยและได้ใช้วิชาล่องนภาภายในเพียงพริบตาร่างนั้นก็หายไป

   “มาดูสิว่า จะมีอะไรที่น่าตื่นเต้นรอข้าอยู่ข้างหน้ากัน!”

.....................................................................


สวัสดีค่าตอนนี้ก็มาถึงตอนที่ 3 แล้วน้าใครที่อยากจะรู้ความเคลื่อนไหวของนิยายนี้ก็สามารถติดตามได้ที่ เพจกำเนิดเทพเจ้าสวรรค์ ใน Facebook 

ได้เลยจ้า

มาเป็นกำลังใจให้เอ็มเมอร์กันเถอะ!!!







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #6 oOMoMoTarOo (@oOMoMoTarOo) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 10:43

    เริ่มเก่งแล้ว วิชาเก่าใกล้ได้อาละวาด ฮ่าๆๆๆๆ รอครับ
    #6
    1
    • #6-1 kyuya25 (@kyuya25) (จากตอนที่ 3)
      3 มีนาคม 2562 / 11:56

      กำลัง 5555555
      #6-1