กำเนิดเทพเจ้าสวรรค์

ตอนที่ 14 : บทที่ 14 นักอักขระ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 233
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    4 เม.ย. 62

บทที่ 14 นักอักขระ


    "นี้มันเกิดอะไรขึ้นกัน!?"


  

   เอ็มเมอร์กุมที่ตาขวาของเขาและค่อยๆเดินไปที่โต๊ะของเขาที่มีกระจกตั้งอยู่


 

   เอ็มเมอร์ค่อยๆก้าวไปข้างหน้าอย่างอยากลำบากและเมื่อเขามาถึงโต๊ะได้เขาก็คว้ากระจกมาดูทันที


 

   เอ็มเมอร์ถือกระจกในมือแน่นและค่อยๆลืมตาอย่างช้าๆและก็ต้องตกใจกับสิ่งประหลาดที่เกิดขึ้นกับตาขวาของตน


   

   "นี้มันคือสิ่งใดทำไหมตาขวาของข้าจึงกลายเป็นสีฟ้าและมีสัญลักษณ์แปลกอยู่ด้วย?"



   ตาของเอ็มเมอร์ตอนนี้ข้างขวาของเขาได้กลายเป็นสีฟ้าและได้สีสัญลักษณ์สีทองรูปปีกอยู่ที่ตาข้างขวาของเอ็มเมอร์


 

  และอยู่ๆสัญลักษณ์ตาข้างขวาของเอ็มเมอร์ก็ได้ส่องแสงออกมาเรืองรองออกมาในห้องของเอ็มเมอร์ได้สว่างจ้าและเมื่อมันสงบลงอยู่ก็มีตัวอักษรหลายรอบเอ็มเมอร์



   "นั้นมันคือ?"


  

  อักขระสีส้มอยู่ลอยรอบตัวเอ็มเมอร์และมันก็พุ่งเข้าไปในจิตของเขาอย่างรวดเร็ว



  "ม่ะกี้มันคืออักขระมิใช่หรือทำไหมมันถึงปรากฏได้"



  เมื่ออักขระทุกตัวที่ลอยอยู่รอบๆเอ็มเมอร์นั้นพุ่งเข้าไปในจิตนั้นหมดลงตาขวาของเขาก็ได้สงบลง


 

  "มันเปลี่ยนเป็นสีตาดังเดิมแล้ว"



  เอ็มเมอร์ที่ไม่เจ็บตาขวาก็ได้หยิบกระจกมาสำรวจที่ตาขวาของเขาและได้รู้ว่ามันกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว 



  "ม่ะกี้มันคืออักขระ"


  

  "ข้าสามารถใช้พลังของอักขระได้งั้นหรือ"


   

  เอ็มเมอร์ที่ยังดูงงเกี่ยวกับเหตุการม่ะกี้อยู่ก็เลยลองทดลองใช้พลังอักขระอีกครั้งและมันก็มีอักขระสีส้มออกมาตามที่เอ็มเมอร์นึกคิดขึ้นมาได้


  

  สายเลือดของร่างนี้มันยังไงกันแน่สักวันข้าต้องหาความจริงเกี่ยวกับสายเลือดของร่างให้ได้แต่ตอนนี้ชั่งเถอะข้าก็เก่งขึ้นแล้วอีกสามเดือนข้างหน้าข้าควรเข้าไปในหอคอยแห่งการทดสอบเพื่อรับผ้าคลุมเวทย์



  "ข้าจะต้องเลื่อนขั้นเป็นอัศวินเวทย์วงแหวนเวทย์ 1 ซะก่อนข้าจึงกลับไปบ่มเพาะพลังเซียนของข้าได้แต่ตอนนี้"


  

  

  เอ็มเมอร์ที่หันไปมองหม้อปรุงยาก็นึกบางอย่างขึ้นได้จึงเดินเข้าไปและเรียกมู่ซื่อมาเพื่อทดสอบบางสิ่ง



  "เขาว่ากันว่าถ้าคนที่มีพลังอักขระเข้ามาช่วยในการปรุงยานั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาอย่างยิ่งยวด หึมาดูสิว่ายาของข้ามันจะดีขึ้นจริงหรือไม่"



  เอ็มเมอร์เริ่มต้นการปรุงยาอีกครั้งครั้งนี้เขาใช้พลังอักขระเข้าผสมผสานกับการปรุงยาของเขาไปด้วยเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามครั้งนี้ในหม้อปรุงยาของเอ็มเมอร์ก็มีแสงวาบออกมาและไม่นานก็ดับไปเอ็มเมอร์เลยหยิบขวดยาที่ตนพึ่งทำสำเร็จออกมาเพื่อดูว่าเกิดอะไรเปลี่ยนแปลงไปบาง



  'สีของยามันเข้มขึ้นงั้นรึ?'



  เอ็มเมอร์ที่ได้สำรวจตัวยาอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ได้ดื่มขวดยาที่ตนเพิ่มทำเสร็จเพื่อทดลองประสิทธิภาพของมัน



  "นี้มันถึงมันจะไม่ได้เพิ่มพลังแฝงเข้าไปแต่มันกลับมีประสิทธิภาพในการเร่งการร่ายคาถาเพิ่มขึ้นไปอีกและยังเพิ่มพูนพลังเวทย์มากขึ้นอีกด้วย"



   "หึ ดูเหมือนพลังอักขระนี้จะใช้ได้ดีทีเดียวเลย"



   เอ็มเมอร์ที่รู้สึกดีใจได้ยิ้มออกมาและก็เริ่มที่จะปรุงยาขึ้นอีกครั้ง


 

  " พรุ่งนี้ข้าจะเอายาตัวนี้ไปลองขายดูแต่ก่อนอื่นข้าต้องทดลองพลังอักขระของข้าซะก่อน"



   เอ็มเมอร์ได้ใช้วิชาล่องนภากระโดดไปที่ป่าทันที



   เอ็มเมอร์ได้ใช้วิชาเหนือเมฆาลอยตัวเพื่อที่จะมองศัตรูที่เหมาะสมกับเขา



   "หึ สัตว์อสูรระดับ 3 งั้นรึดีเลยข้าจะได้ทดลองฝีมือของข้าข้าจะไม่ใช้พลังเซียนของข้าโดยไม่จำเป็นเด็ดขาดเพราะข้าไม่รู้ว่าโลกใบนี้จะมีพวกช่วงชิงแกนพลังเซียนหรือไม่ตอนนี้ถึงพลังเวทย์ของข้าจะแค่นักเวทย์วงแหวนที่หนึ่งก็ตามแต่มันก็ไม่ทำให้ข้าเดือดร้อนอะไรมาก"



   "และตอนนี้ข้ายังมีพลังของอักขระด้วยข้าคงไม่จำเป็นต้องใช้พลังเซียนเลยถ้ามันไม่จำเป็น"



   เอ็มเมอร์ลอยลงตรงหน้าของสัตว์อสูรสัตว์อสูรที่มีรูปร่างเหมือนสิงโตตัวใหญ่ได้คำรามขู่ใส่เอ็มเมอร์แต่เอ็มเมอร์กลับยืนนิ่ง



 " งั้นข้าเริ่มก่อน"



  เอ็มเมอร์ได้วาดมือไปตรงอากาศและเมื่อวาดเสร็จอักขระก็ได้ไปอยู่ที่คอของสัตว์อสูรสัตว์อสูรดิ้นหนีเอาตัวรอดและพยายามที่จะเอาอักขระตรงคอออก



  "หึ"



  ฉัวะ!



  ตุบ!



  หัวของสัตว์อสูรระดับที่เอ็มเมอร์พึ่งตัดไปกลิ้งมาตรงเท่าของเอ็มเมอร์เอ็มเมอร์มองอย่างพิจารณาอยู่สักพักเขาก็เข้าใจว่าพลังอักขระไม่ได้มีแค่ป้องกันกักขังแต่ยังสามารถโจมตีได้อีกด้วย



  "ไม่เลวเลยกลับพลังนี้แต่ข้ารู้สึกสัตว์อสูรตัวนี้พึ่งจะเลื่อนระดับมาแน่เพราะมันดูอ่อนแอเกินไป"



  "ข้าต้องกลับไปที่โรงเรียนและนำยาที่ข้าทำไว้ไปให้ออสขาย"



  "ข้าอยากเจอคนที่ต่อสู้กับข้าได้สูสีเสียจริงอยากรู้ว่าพลังของข้าจะสามารถเอาชนะได้หรือไม่ คงไม่นานหึหึ"



  เอ็มเมอร์ได้ใช้วิชาล่องนภาและวิชาไร้เงากลับไป



  เช้าวันต่อมาเอ็มเมอร์ได้มาที่ร้านของออสตอนนี้ร้านของเขาเริ่มจะมีอิทธิพลกับเมืองแล้วเพราะทุกเมืองตอนนี้ต้องการยาของออสมาจึงได้ส่งคนมาซื้อกันมากขึ้น



  ตอนนี้พนักงานของร้านเพิ่มขึ้นมาเป็นสองคนพวกเขาที่รู้จักเอ็มเมอร์บางแล้วเมื่อเอ็มเมอร์ก็ได้เดินเข้ามาต้อนรับอย่างดีและเขิญให้เอ็มเมอร์เข้าไปในห้อง



  "เชิญขอรับท่านลิเลีย"



  "อืม"



  ท่ามกลางสายตาที่ต่อแถวซื้อน้ำยานั้นก็มีเสียงของผู้ชายตัวใหญ่ได้ตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ



  เฮ้ยไอ้เด็กตัวกระเปี๊ยกนี้มันมีสิทธิ์อะไรที่จะเข้าไปข้างในว่ะข้าเป็นถึงขุนนางระดับสูงที่มาที่นี้ข้ายังไม่เคยได้สิทธิ์นี้เลยแล้วไอ้นี้มันคือใครกัน



   "นี้ท่านจะ...ท่านลิเลีย"



  เอ็มเมอร์ยกมือเพื่อห้ามไม่ให้พนักงานพูดออกมาและหันไปมองคนที่ตะโกนออกมาเมื่อครู่



  "ข้าเป็นเจ้าของที่นี้"



  "เป็นเจ้าของที่นี้รึฮ่าๆๆๆใครจะไปเชื่อเจ้ากันห่ะไอ้หนูถึงที่นี้จะมีข่าวลืมว่ามีเจ้าของที่แปลกประหลาดก็จริงแต่ไม่มีทางที่เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างแกจะมาเป็นเจ้าของได้หรอกโว้ยถ้าแกเป็นเจ้าของร้านล่ะก็งั้นข้าก็เป็นยิ่งกว่าเจ้าของร้านแล้วฮ่าๆๆๆๆ"



  คนตัวใหญ่ที่พูดเดินยืดอกเข้ามาหาเอ็มเมอร์กระชากผ้าคลุมที่ออกเขาเพื่อให้เขาไปใกล้



  "หึ กล้าพูดอย่างงี้แสดงว่าเตรียมตัวตายแล้วใช่หรือไม่?"



  เอ็มเมอร์วาดมือบนอากาศและอักขระสีส้มก็ปรากฏที่คอของคนตัวใหญ่เมื่อคนนั้นเห็นก็ปล่อยเอ็มเมอร์ลงและทำหน้าตาตกตะลึงและก้าวถอยไปหลายก้าวเขาสะดุดล้มลงกับพื้นและทำสีหน้าตกใจสุดขีด



  "นะ นักอักขระ!!"



  คนที่มาเพื่อซื้อน้ำยาต่างตกใจและตกตะลึงพวกเขาหันมาคุยเรื่องของเอ็มเมอร์



  "ทะ ท่านเป็นนะ นักอักขระหรือขอรับ?"



  ชายที่เมื่อกี้ยังทำท่าทางอวดเบ่งก็ลนลานกล่าวถามเอ็มเมอร์อย่างสุภาพเพราะใครๆก็รู้ว่านักอักขระมีอิทธิพลมากแค่ไหน



  "ใช่"



   "ขออภัยที่เมื่อกี้ข้าล่วงเกินท่านดะได้โปรดอย่าฆ่าข้าเลยขอรับ"



  ใครๆก็รู้ว่าไม่ควรไปมีเรื่องกับนักอักขระโดยเด็ดขาดเพราะถ้ามีเรื่องแล้วอาจจะกลายเป็นสงครามเลยก็ว่าได้



   "ได้"



  เอ็มเมอร์ได้วาดมือบนอากาศอีกครั้งและอักขระสีส้มก็หายไปจากคอของชายคนนั้น



  "ขอบคุณขอรับท่านนักอักขระ"



  "ท่านลิเลีย!"



  ออสที่วิ่งออกมาอย่างรีบร้อนเพราะได้รับรายงานว่ามีคนหาเรื่องกันและเห็นเอ็มเมอร์ยืนอยู่ตรงที่มีเรื่องกันจึงเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง



  "ข้าขออภัยด้วยขอรับที่ข้าหละหลวมเกินไปขอรับยังไงท่านลิเลียได้โปรดมาที่ห้องก่อนขอรับ"



  เอ็มเมอร์เหลือบตามองชายคนนั้นแวบนึงก็หันหลังเดินตามออสเข้าไปข้างใน



  และข่าวรือเรื่องที่ร้านของออสมีนักอักขระอยู่เบื้องหลังก็กระจายออกไป



  ภายในห้อง



  "ท่านลิเลียมาที่นี้อย่างกระทันหันเช่นนี้มีเรื่องอะไรหรือขอรับ?"



 เอ็มเมอร์ที่ได้นั่งที่นั้่งของออสประจำก็ได้กล่าวออกมาอย่างเฉยชา



 "ข้าพึ่งปรุงยาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นพวกนี้ข้าให้เจ้าขายได้สัปดาห์ล่ะขวดเท่านั้น"



 เอ็มเมอร์ได้ส่งแหวนมิติที่บรรจุน้ำยาที่เขาทำขึ้นให้ออส



 "ข้าขอสั่งให้เจ้าอย่าไปเข้ารวมฝ่ายเด็ดขาดถ้าใครมาเจรจาไล่พวกมันกลับไปให้หมดและใครมาขู่เจ้าให้มารายงานข้าด้วย"



 "ขอรับท่านลิเลีย"


 

 "ครั้งหน้าที่ข้ามาที่นี้เจ้าจะต้องสร้างห้องให้ข้าหนึ่งห้องเพื่อปรุงยาเตรียมทุกอย่างให้พร้อมและนี้หาให้เจ้า"



  เอ็มเมอร์ได้โยนกระจกสื่อสารที่พึ่งลองทำมาให้กับออส



  "ถ้าข้าไม่อยู่ข้าจะสั่งกับเจ้าผ่านกระจกนี้เอง"



  "ท่านลิเลียจะไปที่ไหนหรือขอรับ"



  "ข้าไม่สามารถบบอกเจ้าได้หลังจากนี้อีก 3 เดือนข้าจะไม่อยู่ข้าได้เตรียมของไว้เรียบร้อยแล้วสินค้าที่ข้าทำให้สามารถขายได้ประมาณ 1 ปี"



 "ข้าไปก่อน"


  

 เอ็มเมอร์ได้ลงจากเก้าอี้และกำลังเดินออกจากห้องไป



 "ช้าก่อนขอรับท่านลิเลีย"



  เอ็มเมอร์ได้ยินก็หันกลับมามองออสด้วยความสงสัย


  

  "นี้ข้าให้ท่านขอรับมันเป็นสิ่งที่สัญลักษณ์ของร้านเราขอรับ"



  เอ็มเมอร์ได้มองสิ่งของที่อยู่ในมือของตนมันเป็นสัญลักษณ์รูปร่างมันตรงกลางเป็นรูปปีกและรอบๆก็ประดับประดาด้วยรูปดอกไม้



  "อืม ไม่เลว"



  เอ็มเมอร์เก็บมันลงแหวนมิติและหันกลับออกไปแต่ก็ถูกออสเรียกอีกครั้ง



  "ท่านลิเลียไม่ทราบว่าร้านเราชื่ออะไรดีขอรับ"



  เอ็มเมอร์เงียบไปสักพักก็พูดออกไปว่า



   "ราตรีสีเทา..."


++++++

  

  สวัสดีค่าเมื่อวานไรท์ไม่อัพเพราะเมื่อวานติดธุระพอดีและพึ่งนึกได้ว่ามี 55555 ก็เลยอัพวันนี้แทนอ่ะนะไว้เจอกันตอนหน้าน้า











ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

20 ความคิดเห็น