คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Fic] ผิดไหมที่รักเธอช้าไป [ก้อยxดาว]

...รักแบบเพื่อน… ...หรือ.. ...รักแบบคนรัก... ...รักแบบไหนที่คุณคิดว่าดีกว่ากัน... (อัพแล้ว 100 % )

ยอดวิวรวม

1,725

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


1,725

ความคิดเห็น


20

คนติดตาม


67
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  26 ก.ค. 59 / 22:14 น.
นิยาย [Fic] Դѡͪ [x]

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ผิดไหมที่รักเธอช้าไป : เกริ่นนำเบาๆ

 

...คุณเคยคิดไหมว่า...

 

...แค่คำว่า...

 

...เพื่อนสนิท กับ คนรัก...

 

...มันแตกต่างกันอย่างไง

 

...รักแบบเพื่อน

 

...หรือ..

 

...รักแบบคนรัก...

 

...รักแบบไหนที่คุณคิดว่าดีกว่ากัน...


 

            “ก้อยแกคือเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับฉันเลยนะ ขอบคุณนะสำหรับมิตรภาพดีๆที่มีให้กันตลอดมา”



“ฉันไม่ได้อยากเป็นแค่เพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับแกเลยดาว ฉันอยากเป็นมากกว่าเพื่อนไม่ได้เลยใช่ไหม ?”


ความรักแบบเพื่อนจะแปรเปลี่ยนมาเป็นคนรักได้ไหมมาร่วมกันหาคำตอบใน


..ผิดไหมที่รักเธอช้าไป..



ปล.อดใจไม่ไหวค่ะ ขอเปิดเรื่องสั้น มาเกริ่นนำไว้ก่อน แล้วเนื้อหาจะตามมาในไม่ช้าหรือช้าดี ? คิคิ


#ฟิคผิดไหม 



เนื้อเรื่อง อัปเดต 26 ก.ค. 59 / 22:14



ผิดไหมที่รักเธอช้าไป



แสงแดดสาดส่อง ลมโชยพัดพริ้ว กลิ่นไอสวนดอกไม้ กลิ่นดินปะป่นผสมกับไอน้ำค้างของเมื่อคืน เสียงนอกกระจิบตัวเล็กที่ส่งเสียงร้องแข่งกันไปมา สาวร่างเพรียวกำลังนอนหลับอย่างสบายตามวิถีชีวิตของคนบ้านนอก


ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“ก้อย..ก้อยตื่นนอนยังลูก เช้าแล้วนะ” เสียงกวิตาผู้เป็นแม่ดังขึ้นทำให้ ก้อย วิริยา ก่อเกีรยติภิรมย์ ค่อยๆรู้สึกตัวและบิดขี้เกรียจตามธรรมชาติของมนุษย์ที่จะทำกันประจำทุกเช้า ก่อนจะดันตัวเองให้ลุกขึ้น มองซ้าย มองขวาหยิบแว่นสายตาขึ้นสวมก่อนจะลุกออกจากที่นอน

“ตื่นแล้วเหรอลูก..เมื่อคืนนอนหลับสบายหรือเปล่า ?” ปวัน ผู้เป็นพ่อที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โต๊ะอาหารเช้าถึงกับพับหนังสือพิมพ์เก็บและหันหน้ามาถามลูกสาวคนเดียวด้วยรอยยิ้ม

“นอนที่บ้านยังสบายเหมือนเดิมค่ะพ่อ แอร์ธรรมชาติบ้านเรามันยังสดชื่นเหมือนเดิมจริงๆ” วิริยาตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบแผ่นขนมปังของโปรดที่ผู้เป็นแม่วางไว้บนโต๊ะอาหารเช้าทุกครั้งเวลาที่ลูกสาวคนเดียวกลับมาบ้าน

“แล้วอยู่ๆทำไมกลับมาบ้านได้ละ โรงเรียนปิดเทอมแล้วหรือไงลูก” กวิตาผู้เป็นแม่เดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับอาหารเช้าแสนอร่อย ประโยคคำถามที่ถามลูกสาวนั้นทำให้ ปวันผู้เป็นพ่อหันกลับมามองลูกสาวอีกครั้ง

“นั่นสิ พ่อจะถามตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าโรงเรียนปิดเทอมแล้วเหรอถึงได้กลับมาแบบไม่บอกไม่กล่าวกันเลยสักนิด เพราะปกติลูกกลับมาบ้านจะต้องโทรมาบอกก่อน” ปวันพูดอย่างสงสัย

“คือ...” วิริยามองหน้าผู้เป็นพ่อกับแม่ เธอกำลังคิดที่จะตอบคำถามของผู้เป็นแม่

“ทำไม..หรือว่าหนีใครมา ?”ผู้เป็นแม่ถาม

“หรือว่าโดนใครทิ้งมา ?” ตอกย้ำด้วยคำถามของผู้เป็นพ่อ

“พ่อ แม่ ถามคำถามอะไรเนี่ย จะหนีใครหรือจะโดนใครทิ้งมาก็ไม่สำคัญหรอกค่ะ หนูแค่คิดถึงบ้านเฉยๆ” วิริยาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามปฏิเสธพ่อกับแม่เพื่อพยายามปกปิดความรู้สึกอ่อนแอที่พ่อกับแม่ชอบจับได้เสมอ

“แน่ใจเหรอลูก ?” กวิตาถามอีกครั้ง

“แน่สิแม่”

“แต่พ่อไม่เชื่อ”

“อ้าว..นี่ลูกพ่อนะ ทำไมถึงไม่เชื่อละคะ”

“ก้อย..พ่อเลี้ยงลูกมาเองกับมือของพ่อ ทำไมพ่อจะดูลูกไม่ออกว่า ลูกกำลังหนีอะไรอยู่สักอย่างแล้วสิ่งที่ลูกกำลังหนีมันเป็นสิ่งที่พ่อกับแม่ยังไม่รู้เท่านั้นว่ามันคืออะไร” ปวันพูดออกไปด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น มันแสดงถึงความรักที่พ่อคนนี้พร้อมเปิดใจรับฟังลูกสาวคนเดียวทุกอย่าง

“พ่อ...”

“บอกแม่กับพ่อได้ไหมว่าหนูเป็นอะไร ทำไมอยู่ๆถึงกลับมาบ้านแบบนี้” กวิตาถามย้ำ

“ก้อยทะเลาะกับดาวค่ะ”

ประโยคสั้นๆของลูกสาวคนเดียว ที่พูดออกไปให้ผู้เป็นพ่อกับแม่ฟังนั้น ทำให้ปวันกับกวิตามองหน้ากัน ก่อนจะหันไปมองลูกสาวที่นั่งก้มหน้าที่แสดงถึงความเสียใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด

..นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกสาวที่น่ารักของฉันกลับบ้านเพื่อต้องการคำปลอบโยนจากพ่อแม่ใช่ไหม..

.

.

.

.

ณ หอพักวิริยา ห้อง1620

“ก้อย !!!!!!!!!!!!” เสียงหวานๆของดุจดาว สาวร่างเล็กตะโกนเรียกเพื่อนสาวที่ยังไม่ยอมตื่น ถึงวันนี้จะเป็นวันหยุดของวิริยาก็ตาม เรียนเต็มมา 5 วัน วันเสาร์ทั้งที วิริยาคนนี้จะขอนอนบนเตียงนอนคู่ใจสักหน่อย

“ก้อย !!! ตื่นได้แล้ว สายแล้วนะ !!!!!!!!

“อือออ ก้อยจะนอน !!!!

“วันนี้ก้อยสัญญากับดาวแล้วไงว่าจะพาดาวไปเดินซื้อหนังสือที่ห้าง ทำไมมาตื่นสายแบบนี้ละ” เสียงหวานๆเริ่มบ่นเพื่อนสาวยังนอนนิ่งอยู่บนเตียง

“ขออีก10นาทีนะดาว”

“ไม่ได้ !!! ก้อยสัญญากับดาวแล้วต้องรักษาสัญญาสิ !

“งั้นขออีก5นาทีนะดาว”

“ไม่ได้ !!! นาทีเดียวก็ไม่ให้ ตื่นได้แล้ว อย่ามาเบี้ยวนัดกับดาวนะก้อย !!!”  ปากบ่นไป มือขาวๆกับดึงผ้าห่มที่ห่มอยู่บนตัวของวิริยาออกไปด้วย

“ก็ได้ !!!! ตื่นก็ได้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ร่างเพรียวลุกขึ้นนั่งอย่างสลึมสลือ ถึงแม้ดวงตากลมโตจะยังปิดอยู่ก็ตาม

ร่างเล็กของดุจดาวกระโดดลงไปที่เตียง ร่างเล็กนั่งอยู่ตรงหน้าของร่างเพรียวทั้งรอยยิ้ม ใบหน้าของทั้งคู่ที่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนเพราะร่างเล็กเล่นเอาหน้ามาใกล้จนเสียงหายใจของทั้งคู่ลดใส่กัน

“ดะ ดาว ว ว”

“ลืมตาแล้วงั้นไปอาบน้ำได้แล้ว เสียเวลามานานแล้วนะก้อย” คำพูดตรงหน้าของร่างเพรียวที่ฟังจากร่างเล็ก หัวใจที่เต้นรั่วด้วยความตื่นเต้นและรู้สึกแปลกๆกับร่างเล็กที่ทำกับเธอ

“อืม มม ดาวอ่ะลุกออกไปก่อน ก้อยลุกออกไปอาบน้ำไม่ได้ ดาวเล่นนั่งอยู่ตรงหน้าก้อยเนี่ย”

เมื่อร่างเล็กขยับตัวลุกขึ้นมายืนข้างเตียงทั้งรอยยิ้ม ก่อนจะอันเชิญให้ร่างเพรียวของวิริยาเดินเข้าห้องน้ำไป

“รีบอาบนะก้อย ถ้าช้าดาวจะเข้าไปช่วยอาบ !” เสียงตะโกนจากด้านนอกที่พูดขึ้น ทำให้ร่างเพรียวที่อยู่ในห้องน้ำฟังถึงกับหน้าแดงระรื่น

.

.

.

.

ณ ห้างสรรพสินค้า

เสียงเพลงเบาๆดังตามลำโพงแต่ละจุดของห้าง สองสาวกำลังเดินเลือกซื้อหนังสือเล่มโปรดอย่างเพลิดเพลินโดยเฉพาะดุจดาวที่จะมองมีความสุขทุกครั้งเวลาที่เธอได้เลือกหนังสือเล่มโปรดโดยมีเพื่อนรักอย่างวิริยาที่จะค่อยตามใจเธอทุกครั้ง

“ก้อยดูเล่มนี้สิ น่าอ่านมากๆเลย” ดุจดาวหยิบหนังสือวรรณกรรมเอเชียขึ้นมาก่อนจะยื่นมาให้วิริยาที่ยืนข้างๆได้ดู

“เล่มนี้มันเหมือนเล่มก่อนที่ดาวซื้อไปเลยนะ ก้อยจำได้”

“ก็มันเป็นเล่ม2ไงก้อย ฉันรอมานานมากเลย ในที่สุดมันก็ออกมาสักที”

“แต่ว่าที่อยู่ในตะกร้าดาวจะอ่านหมดเหรอ แล้วที่กองไว้ที่ห้องของก้อย ก้อยรู้สึกว่าดาวยังอ่านไม่หมดเลยนะ ก้อยว่าดาวไปอ่านเล่มเก่าๆให้จบก่อนดีไหมแล้วค่อยมาเลือกซื้อเล่มใหม่” ร่างเพรียวพูดพร้อมกับสายตามองไปยังหนังสือที่อยู่ในตะกร้าที่เธอถืออยู่ เพรามันเป็นของดุจดาวทั้งนั้น

“ก้อยกำลังห้ามดาวอยู่ใช่ไหม ดาวอยากได้หนิ” สีหน้าเศร้าสลดของดุจดาวแสดงขึ้นทันทีหลังจากฟังคำพูดของวิริยาที่กำลังจะห้ามเธอเป็นนัยๆ

“ดาววว ก้อยขอโทษ ดาวอย่าทำหน้าเศร้าแบบนั้นสิ โอเค โอเค ก้อยจะไม่พูดอะไรแบบนั้นอีกแล้ว อยากได้เล่มนี้ใช่ไหม เป็นการไถ่โทษก้อยจะซื้อเล่มนี้ให้นะ”

แค่สีหน้าเศร้าของดุจดาวที่แสดงให้วิริยาเพื่อนรักได้เห็น มันกับทำให้ร่างเพรียวถึงกับใจอ่อนทันที ถึงแม้เมื่อกี้ยังแอบเอ่ยห้ามปรามเล็กน้อย แต่เมื่อเพื่อนรักอย่างดุจดาวกับทำหน้าแบบนี้มีเหรอที่วิริยาเพื่อนรักคนนี้จะทำใจได้

“ไม่เป็นไรหรอกก้อย อย่างที่ก้อยพูดก็ถูก เล่มเก่าดาวยังอ่านไม่หมดเลย งั้นเอาไว้อ่านหมดแล้วค่อยมาซื้อใหม่ก็ได้หนิ” ร่างเล็กบอกก่อนจะเอื้อมไปวางหนังสือลงที่เดิม ก่อนจะลากเพื่อนสาวออกไปจากตรงนั้น วิริยาหันมามองหนังสือที่ถูกวางไว้อย่างรู้สึกเศร้าใจเล็กที่เธอทำให้เพื่อนรักอย่างดุจดาวกับอดได้หนังสือที่อยากได้

หลังจากเลือกซื้อของกันเสร็จเรียบร้อย ดุจดาวบอกว่าอยากทานขนมเค้ก ทำให้เพื่อนรักอย่างวิริยามีหรือจะขัดใจ เรื่องกินขอให้บอกถึงไหนถึงกันเหมือนกัน เพราะขนมหวานก็ของโปรดวิริยาไม่แพ้กับดุจดาวเลยสักนิด

“ร้านนี้บรรยากาศดีจังเลยก้อย ก้อยรู้จักร้านแบบนี้ด้วยเหรอ”

“แน่นอนละ ก้อยดูในโซเชียลสิว่ามีร้านไหนน่านั่งบ้าง แล้วก้อยก็รู้ว่าดาวต้องชอบมากแน่ ดังนั้นก้อยหาข้อมูลมาเรียบร้อย หมดห่วงเลยนะจ้ะน้องสาวววว”

“แหน่ะ ! ใครน้องสาวจ้ะ นี่ดุจดาวเพื่อนรักกกกกกกกกกของวิริยาตั้งหาก” ดุจดาวส่ายหน้าอย่างหยอกล้อวิริยาไปมาพร้อมกับเน้นประโยคเพื่อรักให้คนตรงหน้าที่ฟังกับแสดงรอยยิ้มออกมาเบาๆเพียงเท่านั้น


..ใช่เรามันก็แค่เพื่อนรักที่แอบรักเพื่อนตัวเอง..

.

.

.

.

วันเวลาผ่านไปนานมากขึ้นเท่าไร ความสนิท ความใกล้ชิดกับยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งใกล้ชิดความผูกพันกับเพิ่มพูนไปตามระดับความรู้สึกของหัวใจ ความรู้สึกของหัวใจที่กำลังสั่งให้ตัวเองก้าวเดินเข้าสู่วังวนแห่งความเจ็บปวด เพราะความรู้สึกที่รู้สึกแค่ฝ่ายเดียว รู้สึกว่าการรักเขาข้างเดียวมันเจ็บ !

“ฮัลโหล..งั้นเดี๋ยวดาวเดินหาไปเม่นเองก็ได้”

ประโยคสนทนาที่อ่าน พวกคุณอ่านไม่ผิดหรอก นี่คือบทสนทนาของดาวที่กำลังคุยกับเพื่อนชายที่กำลังอยู่ในสถานะเพื่อนคุยที่สนิทแต่ยังไม่ถึงขึ้นที่ว่าเรียกว่า แฟน

                “ก้อย เหนิง เดี๋ยววันนี้ดาวไปธุระกับเม่นนะ ก้อยกับเหนิงกลับบ้านได้เลยไม่ต้องรอดาวนะเพราะไงเดี๋ยวเม่นไปส่งดาวเอง” ประโยคสนทนาของดุจดาวบอกเพื่อนรักทั้งสองที่กำลังเก็บข้าวของลงกระเป๋าเพราะได้เวลาโรงเรียนเลิกแล้ว

                “อ้าว..ไหนว่าพวกเรามีนัดกันไปทานไอติมต่อหลังเลิกเรียนไงดาว นี่จะผิดนัดพวกฉันเหรอ” ต้าเหนิงพูดเสียงสูงขึ้นมาทันที

                “เหนิงอย่าพูดเสียงสูงใส่ดาวดิ” วิริยาหันไปปรามเพื่อนก่อนจะหันไปคุยกับดุจดาว

                “ดาวไปหาเม่นเถอะ เดี๋ยววันนี้ก้อยกับเหนิงไปกินไอติมกัน2คนก็ได้”

                “อืม..ขอโทษนะก้อย ขอโทษนะเหนิง ไว้ดาวจะไถ่โทษโดยการเลี้ยงปังเย็นแทนนะ” ดุจดาวพูดทั้งรอยยิ้มก่อนจะหยิบกระเป๋าเดินออกไปจากห้องเรียนทันที

                ต้าเหนิงมองไล่หลังเพื่อนสาวด้วยสีหน้าเซ็งๆเพราะช่วงหลังมานี่ ดุจดาวมองจะมีธุระไปไหนมาไหนกับเม่นบ่อยเกินไป บ่อยจน ทำให้เพื่อนของเธออีกคนดูค่อยๆเงียบลงถนัดตา


ร้านไอติมข้างโรงเรียน

                “ก้อย”

                “ก้อย”

                “ไอ้ก้อย !

                “หือ ? หา ? มีอะไร ?” ก้อยสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเสียงของต้าเหนิงเรียกเธอเพื่อเรียกสติกลับมาฟังเธอ

                “แกเป็นอะไรนั่งเหม่อลอยมานานแล้วนะ ช่วงนี้แกก็เงียบๆลงไปเยอะ มีอะไรในใจหรือเปล่า บอกฉันได้นะ” ต้าเหนิงถาม พร้อมกับสายตาที่มองไปยังเพื่อนรักที่นั่งหน้าจ๋อย มือที่กำลังเขี่ยไอติมไปมาอยู่

                “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะว่าตัวเองเป็นอะไร ไม่รู้ว่าทำไมช่วงนี้ความรู้สึกของฉันมันรู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก” วิริยาวางช้อนไอติมก่อนจะพูดความรู้สึกที่เธอกำลังเผชิญอยู่ ณ ตอนนี้ให้เพื่อนรักฟัง

                “จะมองมีความสุขแต่ความรู้สึกกับคิดว่า มันมีความสุขแล้วจริงเหรอ ? จะมองมีความทุกข์แต่ความรู้สึกกับพาตัวเองหมดเรี่ยวแรงที่จะทำอะไรสักอย่าง มองดูชีวิตของฉันกำลังสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง ว่าตัวเองกำลังเป็นอะไร”

                วิริยาบ่นความรู้สึกของตัวเองออกมาด้วยใบหน้าที่คิดตลอดว่า ตัวเองเป็นอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ? ต้าเหนิงนั่งมองทุกกิริยาบทของเพื่อนรัก ทำให้เธอพอจะคาดเดาอะไรบ้างอย่างออก

                “มันไม่ได้เป็นเพราะอะไรหรอก แต่แกแค่สับสนหัวใจของตัวเองว่ากำลังจะเสียของรักที่ตัวเองยังไม่รู้ตัวไปมากกว่า”

                “สับสน ? ของรัก ? อะไร ?” วิริยาถามอย่างสงสัย

                “ถามใจตัวเองดูดิ แล้วภาพแรกที่ขึ้นมาในสมองคืออะไร มันคือคำตอบของแก” ต้าเหนิงพูดออกไปทำให้วิริยากับนึกภาพตามที่เพื่อนรักพูด

 

..ถามใจของตัวเองแล้วภาพแรกจะปรากฏขึ้น ภาพนั้นมันคือ รอยยิ้มของดุจดาว..

 

                “เฮ้ย ! บ้า ไม่หรอก คงไม่ใช่หรอก” วิริยาสะดุ้งกับความคิดของตัวเอง ทำให้ต้าเหนิงส่ายหน้าเบาๆทั้งรอยยิ้มกับคนที่ชอบปฏิเสธความจริง

“อย่าคิดว่าฉันดูแกไม่ออกนะว่าแกรู้สึกอย่างไงกับดาว ถ้าแกชอบดาวจริงๆ ทำไมแกไม่ลองทำตามหัวใจของแกว่ะ ฉันไม่เข้าใจว่าแกจะมานั่งทำหน้าอมทุกข์แล้วนั่งเขี่ยไอติมในถ้วยทำไม ?”

“ไอ้เหนิง แกพูดอะไรออกมา แกรู้ตัวหรือเปล่า ?”

“รู้ดิและฉันก็มีสติครบทุกอย่าง คิดไตร่ตรองเรียบร้อยแล้วด้วย”

“แกก็รู้ว่าความรักแบบนี้ไม่มีใครยอมรับได้หรอก”

“ยุคนี้เป็นยุคอะไรแล้วแก เป็นยุคที่ทุกคนเปิดใจยอมรับกับสิ่งที่เป็นได้หมดแล้วเว้ยไอ้ก้อย มันไม่ใช่ยุคที่พ่อแม่ต้องเป็นคนเลือกคู่ครองลูกหรอกนะเว้ย มันเป็นยุคสมัยที่เราต้องใช้หัวใจของตัวเองเลือกสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข”

“ความรักอ่ะมันใช้ใจและความรู้สึกของตัวเองในการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข ทำแล้วมีความสุขทำไปเถอะ ฉันเชื่อว่าแกสู้เพื่อนชายคนนั้นได้ทุกอย่าง แต่สิ่งเดียวที่เพื่อนชายคนนั้นมันจะสู้แกไม่ได้คือความรู้สึกที่แท้จริงที่แกมีให้ดาว”

ร่างเพรียวนั่งฟังสิ่งที่เพื่อนรักอย่างร่างสูงพูดออกมา ดวงตากลมโตมองเพื่อนที่นั่งส่งให้กำลังใจในสิ่งที่เธอกังวลมาตลอด

 “ใช้ความรู้สึกของหัวใจในการตัดสินใจกับสิ่งที่แกจะเลือก ถ้าแกตัดสินใจได้แล้วๆแกจะเดินหน้าหรือถอยหลัง คราวนี้มันก็แล้วแต่แกคิดที่จะเลือกมันเท่านั้น”

 

..จะเดินหน้าหรือถอยหลังมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเธอแล้ว วิริยา’..

.

.

.

.

                เมื่อความรู้สึกมันพาหัวใจของตัวเองให้ตัดสินใจได้แล้วว่า เธอเลือกที่จะเดินหน้าเพื่อคนที่ตัวเองแม้ผลลัพธ์มันจะออกมาให้รูปแบบไหนก็ตาม อย่างน้อยเธอก็จะไม่มีวันเสียใจที่เธอได้เลือกที่จะทำมันแล้ว

ณ โต๊ะประจำของสาวๆ

                “ยัยดาวเมื่อวานไปไหนมาเหรอแก” ต้าเหนิงนั่งลงข้างๆสาวร่างเล็กหลังจากเดินไปซื้อขนมกับน้ำหวานมาก่อนจะพูดต่อ

                “เพราะฉันตั้งใจจะถามตั้งแต่เช้าแล้ว แต่มั่วทำการบ้านอยู่ เมื่อคืนเผลอหลับเร็วไปหน่อย”

                “เมื่อวานไปดูหนังกับเม่นมา พอดีเม่นได้บัตรฟรีมา2ใบ เม่นชวนเลยไปเป็นเพื่อน” ดาวพูดทั้งรอยยิ้ม

                “แล้วสนุกไหม ?” ประโยคของก้อยถามออกไป

                “สนุกมากเลยละ เป็นหนังที่ดาวไม่เคยดูด้วยหละ เม่นแนะนำเลยลองดู รู้สึกชอบขึ้นมาแล้วด้วย”

                “ดีจังนะที่มีเพื่อนชายแนะนำหนังดีๆให้ดูด้วย งั้นไว้มาแนะนำให้พวกฉันมาสิ” ต้าเหนิงพูดออกไปทำให้ดาวพยักหน้าโดยไม่รู้สึกเลยว่า เพื่อนร่างสูงกำลังกัดไอ้เพื่อนชายของเธออยู่

                “ได้สิเหนิง ไว้ดาวจะบอกให้นะ แต่หนังเมื่อวานสนุกจริงๆนะ”

                คำบรรยายมากมายของสาวตัวเล็กที่กำลังพูดอย่างสนุก ทั้งร่างเพรียวและร่างสูงที่นั่งฟังร่างเล็กพูดทั้งรอยยิ้ม แต่มันกับทำให้ร่างเพรียวได้แค่อมยิ้มเบาๆ ก่อนจะขอตัวออกมาเข้าห้องน้ำก่อน

.

.

.

.

ด้านหลังห้องน้ำ

                ร่างเพรียวเดินมาเข้าห้องน้ำ ด้วยความรีบเธอรีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำทันทีและทำธุระจนเสร็จ แต่ทว่ากับได้ยินบทสนทนาอะไรบ้างอย่าง ร่างเพรียวค่อยๆเดินไปตามเสียงเพื่อความชัดเจนของการได้ยิน ร่างเพรียวตัดสินแอบอยู่หลังกำแพงข้างห้องน้ำที่ไม่ค่อยมีใครเห็นมากนัก สายตาของเธอแอบมองว่าเป็นใคร    ก่อนจะเห็นว่าชายร่างสูงกว่าเธอนั่นคือ เม่น และมีชายชุดดำอีก3คนที่ยืนล้อมเม่นอยู่ ร่างเพรียวตกใจและตัดสินแอบฟังบทสนทนา

                “ผมพยายามหาเงินไปจ่ายอยู่ครับ”

                “มึงติดเงินพวกกูไว้นานแล้วนะไอ้เม่น ถ้ามึงไม่มีเงินตั้งแต่แรกมึงก็ไม่น่าจะคิดเล่นแล้วให้พวกกูต้องค่อยตามทวง!

                “โธ่พี่..ผมไม่คิดว่ามันจะเสียเยอะขนาดนี้หนิครับ เงินผมมีนะแต่ผมต้องรอให้พ่อโอนมาให้ก่อน”

                “มึงไม่ต้องมาพูดมากกูรอเงินมึงมานานมากแล้ว ถ้าไม่มีมึงก็เอาตัวแฟนมึงมาขัดดอกพวกกูก่อน !

                “อะไรพี่ ! แค่ติดเงินหมื่นเดียวต้องใช้ผู้หญิงเข้าแลกเลยเหรอ” เม่นถามด้วยน้ำเสียงตกใจ

                “หมื่นเดียวคือที่มึงแทงค่าบอลแต่ค่าดอกอีกห้าพันมึงก็ต้องจ่าย ไม่มีก็เอาอีเด็กตัวเล็กๆขาวๆมาขัดดอกซะ !

                “พี่...”

                “กูให้เวลามึงอีก2วัน ถ้าไม่มี เตรียมตัวตาย !

                “แต่ถ้าไม่อยากตายก็ทำตามที่กูบอก เอาอีเด็กตัวเล็กๆขาวๆมาขัดดอกกูซะ !

                ประโยคอุบาทหูที่สนทนาของชายกลุ่มหนึ่งมีท่าทางเหมือนจะมาทวงหนี้กับเม่น เพื่อนชายที่ดาวกำลังคุยอยู่ ดวงตากลมโตเบิกกว้างทุกครั้งในเมื่อได้ยินประโยคที่ชายชุดดำเหล่านี้พูดขึ้น

 

..ไอ้เม่น ไอ้เลว ไอ้ชั่ว !..

 

.

.

.

.

 

โรงเรียนเลิก

                หลังจากได้ยินบทสนทนาของกลุ่มชายชุดดำ ก้อยก็เอาแต่ตัวติดกับดาวตลอดเวลา เพราะความเป็นห่วงร่างเล็กแล้วอีกอย่างเธอก็ไม่รู้จะบอกกับดาวอย่างไงว่ากำลังจะมีอันตรายทางที่ดีที่สุดคือเธอต้องอยู่ใกล้กับดาวเข้าไว้ ดุจดาวหันมามองเพื่อนสนิทที่จะทำอะไรก็พยายามช่วยเธอไม่ขาดมือจน เธอจับผิดสังเกตได้

                “ก้อยเป็นอะไรหรือเปล่า ?”

                “หา ?”

                “ทำไมต้องทำตัวติดกับดาวแบบนี้ด้วย ทำเหมือนจะมีใครมาฉุดดาวงั้นละ”

                “ก็ ก็ ก้อยอยากให้ดาวติวหนังสือให้ คืนนี้ไปนอนหอก้อยนะ”

                “ไปนอนหอก้อย ?”

                “อืมใช่..ไปติวหนังสือให้ก้อยที่หอนะ วิชาคณิตดาวก็รู้ว่าก้อยไม่ถนัด ก้อยอยากให้ดาวไปติวให้ที่ห้องอ่ะ นะดาวนะไปติวหนังสือให้ก้อยที่หอนะ”

                “วันนี้ไปไม่ได้หรอกก้อย ดาวไม่ได้เตรียมชุดมา อีกอย่างดาวก็มีนัดกับเม่นด้วย”

                “ดาวห้ามไปกับเม่นนะ !” ก้อยเอ่ยปากปฏิเสธอย่างรวดเร็ว

                “ทำไมละก้อย ?”

                “ห้ามไปนะดาว!

                “ทำไมละ ทำไมดาวจะไปกับเม่นไม่ได้”

                “ก็ ก็ก้อยจะให้ดาวติวหนังสือให้ไง”

                “ก็ดาวบอกไปแล้วไงก้อยว่าดาวไม่ได้เอาชุดมา ไว้พรุ่งนี้นะ” ดาวพยามยามพูดอย่างใจเย็น เพราะเธอดูจากท่าทางของก้อยแล้วจะไม่ยอมให้เธอไปกับเม่นอย่างแน่นอน

                “ดาว !!!” เสียงเม่นตะโกนเรียก

                “ดาว” เสียงก้อยเรียกอย่างเบาๆ

                สองเสียงพูดขึ้นพร้อมกันแต่ดูเหมือนว่าดาวจะให้ความสนใจกับเสียงของอีกคนมากกว่า คนตรงหน้า

                “อ้าวเม่นมาแล้วเหรอ ?”

                “อืม..ทำอะไรกันอยู่เหรอ” เม่นถามทั้งรอยยิ้มพร้อมกับส่งยิ้มให้กับก้อยที่ยืนหน้าไม่รับแขกอยู่ข้างๆดาวที่พอเห็นหน้าเขา

                “เป็นอะไรหรือเปล่าก้อย ?” เม่นถาม

                “เป็นคนที่เป็นห่วงเพื่อนและรักเพื่อนมากไงละ!” เม่นฟังได้แต่ยืนงงกับคำพูดของก้อยที่พูดใส่เขาอย่างอารมณ์ไม่ดี แต่ด้วยความที่ไม่อยากถือสาทำให้เขาหันไปสนใจดุจดาวแทน

                “ทำความสะอาดห้องอยู่เหรอ” เม่นถามดาว

                “ใช่ เสร็จแล้วละเม่น”

                “งั้นพวกเราไปกันได้ยัง” เม่นถาม

                “ไปสิ..” ดุจดาวพยักหน้าตอบรับก่อนจะหันไปหาร่างเพรียว “เจอกันพรุ่งนี้นะก้อย ไว้พรุ่งนี้ดาวจะไปนอนหอก้อยนะ วันนี้ดาวต้องขอโทษจริงๆ” ดุจดาวพูดพร้อมกับจับแก้มเพื่อนรักอย่างอ้อนก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าและเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเม่น

                เมื่อดุจดาวเดินออกไปจากห้องเรียนแล้ว ต้าเหนิงสาวร่างสูงที่เพิ่งทำธุระจากห้องพักครูเสร็จแล้วก่อนจะเดินกลับมายังห้องเรียน สายตาของเธอมองไปยังเพื่อนสาวร่างเล็กที่ไปกับไอ้เพื่อนชายอีกแล้ว สายตาที่ลดละจากตรงนั้นหันกลับมามองเพื่อนสาวอีกคนที่ยืนหน้าหงิกอยู่ในห้อง

                “ก้อย..ดาวมันไปกับไอ้เม่นอีกแล้วเหรอ ?”

                “อืม..เหนิงฉันเป็นห่วงดาว”

                “เป็นห่วงดาว ? มีอะไรหรือเปล่าว่ะ ?” ต้าเหนิงถามด้วยความสงสัย เพราะดูจากสีหน้าท่าทางของร่างเพรียวมันต้องมีอะไรแน่นอน

.

.

.

.

                “เฮ้ย !!! แล้วแกปล่อยให้ดาวไปกับมันได้ไงว่ะ”

                หลังจากก้อยตัดสินใจเล่าทุกอย่างที่เธอได้ยินมาเมื่อตอนบ่าย ทำให้ต้าเหนิงที่พอรู้เรื่องกับเป็นห่วงดุจดาวขึ้นมาอีกคน

                “ฉันพยายามห้ามแล้ว แต่ดาวไม่ฟังฉันเลย”

                “แล้วดาวได้บอกหรือเปล่าว่ามันจะไปไหนกับไอ้เม่น” ต้าเหนิงถาม แต่ก้อยกลับส่ายหน้าเป็นคำตอบ

                “โธ่เว้ย !!!!” ต้าเหนิงอุทานออกมาด้วยความโมโหและหงุดหงิด

 

อีกด้าน

                ชายร่างสูงกับสาวร่างเล็กกำลังนั่งทานขนมกันอยู่ด้วยรอยยิ้ม เม่นมองใบหน้าหวานๆของดาว ทำให้เขานึกถึงคำพูดของชายชุดดำ ถ้าไม่อยากตายก็ทำตามที่กูบอก เอาอีเด็กตัวเล็กๆขาวๆมาขัดดอกกูซะ ! ก่อนจะสะบัดหัวตัวเองเล็กน้อยเพื่อไล่ความคิดบ้าๆนี่ออกไป จนดุจดาวเงยหน้ามองอย่างสงสัย

                “สะบัดหัวทำไมอ่ะเม่น ?”

                “อ่อ..พอดีรู้สึกหนักๆหัวอ่ะ ไม่มีอะไรหรอกดาว”

                “อืมมมม”

                “แล้วดาวออกมากับเม่นขนาดนี้ ดาวไม่กลัวเพื่อนดาวจะน้อยใจเหรอ ?”

                “ก้อยกับเหนิงเป็นเพื่อนที่เข้าใจดาวมากนะ ยิ่งกับก้อยรายนั้นตามใจดาวมากที่สุด ดาวอยากได้อะไร จะทำอะไรก้อยไม่เคยห้ามดาวเลย ไม่ต้องห่วงหรอกก้อยกับเหนิงไม่น้อยใจหรอก”

                “ก้อยเนี่ยเหรอตามใจดาวมาก ?”

                “ใช่..ก้อยเนี่ยแหละที่ตามใจดาวมาก ดาวอยากได้อะไรทำอะไรก้อยก็ไม่เคยขัดสักนิด แต่มีอยู่ครั้งเรื่องหนังสือ พอดีดาวซื้อเยอะจนก้อยต้องเบรกเลยแต่คิดๆก็ขำนะ คงเพราะก้อยเป็นห่วงดาวอ่ะหละ^^

                “ก้อยนี่ดีจังเนาะ”

                “ถูกเลย..ก้อยดีมากกก ถ้าคิดเล่นๆดาวยังอยากมีแฟนแบบก้อยเลย คนอะไรใส่ใจกับคนรอบข้างมาก ถ้าเป็นคนที่สนิทด้วยกันแล้ว ก้อยเนี่ยแหละใส่ใจทุกหลายละเอียดเลย”

                “แล้วถ้าวันหนึ่งดาวกับก้อยเกิดทะเลาะกันขึ้นมาหละ จะทำไง ?”

                “ถ้าเกิดทะเลาะกันขึ้นมา ก็ต้องดูว่าเรื่องนั้นคือเรื่องอะไร แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ดาวผิด ดาวก็พร้อมที่จะทำทุกทางเพื่อจะขอโทษก้อย แต่ถ้าเรื่องนั้นก้อยเป็นฝ่ายผิด ดาวก็พร้อมที่จะให้อภัยก้อยนะ เพราะก้อยคงจะไม่ได้ตั้งใจหรอก”

                “คนดีจริงๆเลยนะดาวอ่ะ”

                “แต่ดาวเชื่อว่ามันไม่มีวันที่ดาวกับก้อยจะทะเลาะกันหรอก”

                “มั่นใจมากนะคุณนาย”

                “แน่นอนสิ..”

                “เอิ่มม ดาว”

                “หืม”

                “เม่นถามอะไรหน่อยสิ”

                “อะไรเหรอ”

                “ดาวไม่ชอบอะไรมากที่สุดเหรอ ในชีวิตนี้ ? ไม่เอาแบบคนขี้โกหก ลอกลวงนะ ขอตอบแบบเจาะจงไปเลยดีกว่า” เม่นถาม

                “ไม่ชอบเหรอ ?”

                “อืม”

                “สิ่งที่ดาวไม่ชอบก็คงจะเป็นพวกคนที่ชอบเล่นการพนันอ่ะ คนพวกนี้ไม่มีวันเจริญหรอก มีเท่าไรก็หมดไปกับสิ่งแย่ๆแบบนั้น”

                “การพนันเหรอ ?”

                “อืม..ดาวเกลียดมากเลย” ดุจดาวเน้นประโยคสุดท้าย เม่นฟังได้แต่พยักหน้ารับฟังและอมยิ้มให้บ้างๆ

                “เม่นถามทำไมอ่ะ หรือว่าเม่นเล่นการพนันเหรอ ?” ดุจดาวแกล้งถามทันที เม่นสะดุ้งจนต้องรีบปฏิเสธ

                “บ้าเหรอ ! ไม่ได้เล่นสักหน่อย”

                “ดีแล้ว ของไม่ดีพวกนั้นอย่าไปยุ่งดีสุด”

                “อืม” เม่นพยักหน้าตอบรับก่อนจะตักขนมเข้าไปแต่สายตาที่ยังมองดุจดาวไม่ว่างตา

                “แล้วนี่แน่ใจเหรอดาวว่าจะให้เม่นทำแบบนี้อ่ะ..เมื่อกี้ดาวก็เห็นว่าเพื่อนของดาวไม่อยากให้ดาวมากับเม่น”

                “อืม..เม่นเป็นเพื่อนผู้ชายที่ดาวไว้ใจมากที่สุดแล้ว ไม่งั้นดาวจะข้อร้องให้เม่นช่วยดาวเหรอ ?”

                “ดาว..เม่นเข้าใจนะว่าดาวอยากลองใจเพื่อนของดาว แต่ดาวไม่ต้องทำถึงขั้นจะต้องแกล้งให้เม่นขอดาวคบเป็นแฟนก็ได้หนิ”

                “แต่ดาวไม่รู้แล้วหนิว่าจะทำอย่าไงให้ก้อยได้รับรู้ว่าดาวชอบเขาอ่ะ ดาวกลัวว่าถ้าดาวบอกก้อยไปว่าดาวชอบก้อยแล้วก้อยจะปฏิเสธดาวละ อีกอย่างนะดาวอยากจะพิสูจน์ความรู้สึกทั้งหมดของตัวเองด้วยว่าจริงๆแล้ว ดาวชอบก้อยจริงๆใช่ไหม”

                “อะไรของดาวเนี่ย ! พิสูจน์ความรู้สึกของตัวเองเนี่ยนะ เม่นว่ามันไม่แรงไปหน่อยเหรอ มันไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้นะ ใช้ความรู้สึกข้างในของดาวบอกกับตัวเองก็ได้หนิ”

                “เอาหน่าเม่น ช่วยดาวหน่อยนะ อย่างน้อยๆครึ่งหนึ่งของความรู้สึกดาวก็ชอบก้อยไปแล้ว ดาวอยากมั่นใจตัวเองด้วย”

                “ช่วยอ่ะช่วยได้นะดาว แต่อย่างไงดาวก็ควรจะห่วงความรู้สึกของเพื่อนดาวบ้าง เกิดทะเลาะกันขึ้นมาไม่ใช่แค่เม่นจะซวยนะ ดาวอ่ะจะซวยไปด้วย” เม่นพยายามย้ำเตือนเพื่อนสาว

                “อืม..ขอบใจนะเม่น”

                ร่างเล็กหน้าเศร้าลงเล็กน้อยกับสิ่งที่เพื่อนชายพูด ในเมื่อเธอตัดสินใจในสิ่งที่เธออยากรู้หัวใจของตัวเองไปแล้ว เดินหน้ามาขนาดนี้เธอคงจะหยุดไมได้ เอาหละ..หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไง เธอก็พร้อมที่จะยอมรับในสิ่งที่เธอเลือก

.

.

.

.

 

2วันต่อมา

เช้าแสนสดใส

                เสียงเพลงมาร์ชโรงเรียนที่ดังไปตามเสียงตามสายของโรงเรียนที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์เปิดในยามเช้า เหล่านักเรียนทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายต่างเดินเข้ามาในโรงเรียน ครูประจำเวรยืนหน้าโรงเรียนค่อยตรวจเช็คความเรียบร้อยของเหล่านักเรียนทั้งเด็กเล็กเด็กโต

                “ดาว..” เสียงสาวร่างสูงกำลังเรียกเพื่อนสาวตัวเล็กที่กำลังนั่งรออยู่ที่โต๊ะประจำหลังโรงเรียนติดกับน้ำตกเล็กๆของโรงเรียน

                “เหนิงมาแล้วเหรอ วันนี้มาเช้าจังเลย” เสียงสดใสของดุจดาวถามเพื่อนสาวร่างสูงด้วยรอยยิ้ม

                “เราก็มาปกตินะ ดาวนั้นแหละที่มาเช้า ปกติจะเห็นมาเกือบเข้าแถวแล้ว” ดุจดาวฟังถึงกับยิ้มให้ต้าเหนิง

                “ดาว เหนิง สวัสดีทุกคน” วิริยาเอ่ยเรียก สองสาวหันไปตามเสียงเรียกของเพื่อนสาวอีกคน วิริยาเดินมาหยุดอยู่ข้างๆของต้าเหนิงด้วยรอยยิ้ม

                “วันนี้แกมาคนสุดท้ายของกลุ่ม กลางวันนี้แกต้องเลี้ยงน้ำพวกฉัน โอเคนะไอ้ก้อย” ต้าเหนิงพูดเสียงเรียบตามสไตล์นิสัยของเธอที่เพื่อนในกลุ่มฟังถึงกับชินไปเป็นที่เรียบร้อย

                “เป็นไปได้ไง ปกติหน้าที่เลี้ยงน้ำต้องเป็นดาวนะ” ก้อยถามก่อนจะหันหน้าไปมองดุจดาวที่นั่งยิ้มอย่างเป็นผู้ชนะ

                “ก็วันนี้เป็นหน้าที่แกไงไอ้ก้อย วันนี้ดาวมาเช้าดังนั้นดาวไม่ต้องเลี้ยง แกนั่นแหละที่ต้องเลี้ยงแทน” ต้าเหนิงบอกย้ำ

                “ขอโทษนะก้อยที่วันนี้ดาวมาเช้าเพราะว่าวันนี้ดาวมากับเม่น เม้นเป็นคนตื่นเช้าแล้วอีกอย่างเม่นต้องมาประชุมคัดตัวนักกีฬาเช้าเลยทำให้ดาวมาโรงเรียนเช้าด้วยไง” ดุจดาวพูดออกไป คนฟังอย่างต้าเหนิงกับก้อยถึงกับมองหน้ากัน ต้าเหนิงหันมามองหน้าดาวสลับกลับมองหน้าก้อยที่ยืนฟังอยู่ด้วย

                “สรุปดาวกับเม่นนี่อย่างไง ?” ต้าเหนิงหันไปถามด้วยความข้องใจ

                “เม่นขอดาวคบได้2วันแล้วดาวก็ตอบตกลงไปเรียบร้อยแล้วด้วย”

                “คบกันแล้ว ?” ต้าเหนิงกับก้อยอุทานออกมาพร้อมกัน

                “ใช่..ขอโทษนะที่ดาวไม่ได้บอกกะจะมาเซอร์ไพรส์วันนี้เลยไง”

                “เหอะ! เซอร์ไพรส์มากจริงๆ” ต้าเหนิงพูดและหัวเราะออกมาในลำคออย่างไม่เข้าใจ แต่สำหรับก้อยเธอกับรู้สึกหน้าชาไปทั้งตัวกับสิ่งที่เธอได้ยิน ดาวตัดสินใจคบกับเม่นแล้วงั้นเหรอ

                “ดาวไปคบกับผู้ชายแบบนั้นได้ไง ดาวไม่รู้เหรอว่าเม่น มะ...” ก้อยจะพูดว่ามันเป็นนักพนักบอล การพนันสิ่งที่ดาวเกลียดมากที่สุดไง แต่ในเมื่อร่างสูงที่หันไปห้ามไว้ก่อน

                “ก้อย !” ต้าเหนิงรีบห้ามเพื่อนรักก่อน ดาวหันไปตามเสียงของร่างสูงและทำหน้าสงสัย

                “ไม่รู้อะไรเหรอก้อย ?” ดาวถาม

                “โธ่เว้ย !!!” ก้อยอุทานออกมาอย่างโมโห ก่อนจะเดินออกไปจากตรงนั้นทันที จนต้าเหนิงต้องรีบเดินตามออกไปทันที แต่สำหรับดุจดาวเธอจะไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆแน่

                “ก้อย !” เสียงดุจดาวที่เรียกทำให้ก้อยหยุดและหันหน้ากลับมามอง

                “เมื่อกี้สิ่งที่ก้อยจะพูดคืออะไร ?” ดุจดาวถามเสียงเรียบนิ่ง

                “ปล่อยมันไปเถอะ เพราะอย่างไงบอกไปตอนนี้มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว เพราะดาวคบกับเม่น เป็นแฟน ! ไปแล้ว เพื่อนอย่างเราพูดไปก็คงไม่มีความหมายอะไร”

                “ก้อย !!!” ดาวอุทานออกมาอย่างโมโห

                “หรือว่าไม่จริงละคบกันแต่ไม่รู้นิสัยที่แท้จริงของแฟนแกเลย แต่เอาเหอะความเป็นห่วงของฉันมันก็จะคงไม่สำคัญอะไรแล้ว” ก้อยพูดอย่างน้อยใจแต่น้ำเสียงกับกลายเป็นสิ่งที่ดาวฟังแล้วรู้สึกประชดประชันมากกว่า

                “เฮ้ยไอ้ก้อย ! แกใจเย็นๆก่อนดิ” ต้าเหนิงพยายามห้ามเพื่อน

                “เย็นมามากพอแล้วเหนิง ปล่อยให้ดาวไปมีความสุขในความรักของดาวเถอะนะ ก้อยยินดีด้วย”

                คำพูดประชดประชันของก้อยที่ไม่เคยจะพูดใส่ดาว ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้พูดมันออกมา ร่างเล็กฟังถึงกับรู้สึกเสียใจไม่น้อยกับสิ่งที่ได้ยิน แต่ไม่คิดว่าก้อยจะโกรธเธอมากขนาดนี้แล้วสิ่งที่ก้อยจะพูดแล้วที่เจนห้ามมันคืออะไร ก้อยรู้อะไรแล้วมีเรื่องปิดบังเราอยู่งั้นเหรอ ?

                “ไม่เป็นไรหรอกเหนิง ในเมื่อก้อยไม่มีเหตุผลดาวก็จะไม่ยุ่งกับก้อยอีก”

                “พวกแกอย่ามาทะเลาะกันเรื่องผู้ชายนะเว้ย”

                “ผู้ชายที่แกว่าคือแฟนเพื่อนนะเหนิง ผู้ชายที่แสนดีของดาวไงละ ในเมื่อคบกันแล้วก้อยก็ขอให้ดาวกับเม่นรักกันนานๆนะและระวังตัวเองดีๆเพราะผู้ชายที่ขึ้นว่าแฟนของดาว มันไม่ได้ดีอย่างที่ดาวเห็นหรอก..โชคดีนะดาว”

                “ก้อย !!!

                “ไอ้ก้อย !!!

.

.

.

.

                หลังจากเมื่อเช้าที่ก้อยกับดาวทะเลาะกัน ทั้งร่างเล็กและร่างสูงก็ไม่เห็นร่างเพรียวทั้งวันอีกเลยติดต่อเท่าไรก็ไม่ ติดแต่ก้อยกับไม่ยอมรับสายจากเพื่อนรักเลยสักนิด

                “ดาว..โอเคหรือเปล่าเนี่ย” เม่นที่เดินเคียงข้างหันมาถามเพราะตั้งแต่เลิกเรียนและแยกย้ายกับต้าเหนิง ดาวก็เอาแต่เงียบ

                “วันนี้ทะเลาะกับก้อยแรงมากเลยอ่ะเม่น ดาวแค่ลองใจก้อยบอกไปว่าคบกับเม่น ก้อยโมโหดาว และพูดกับดาวว่าผู้ชายที่ขึ้นว่าแฟนของดาว มันไม่ได้ดีอย่างที่ดาวเห็นหรอก ก้อยพูดเหมือนก้อยพยายามจะบอกอะไรดาวแต่ก้อยก็ไม่พูด” ดุจดาวพูดอย่างสงสัย เม่นที่ฟังเขาได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ

                “แล้วตอนนี้ก้อยอยู่ไหนเหรอดาว”

                ดุจดาวส่ายหน้าเป็นคำตอบก่อนจะหันไปหา “ยังติดต่อก้อยไมได้เลย ดาวรู้สึกเป็นห่วงก้อยมากเลยตอนนี้”

                “เอาหน่าดาว พรุ่งนี้วันหยุดแล้ว ดาวค่อยไปหาเพื่อนของดาวที่หอก็ได้หนิ” เม่นพูดให้กำลังใจแต่ทว่า

                ทั้งคู่ที่หันไปเห็นชายชุดดำ3คนที่ยืนดักรออยู่ข้างหน้า ดุจดาวมองอย่างสงสัยเพราะชายชุดดำจ้องมองเธออย่างน่ากลัว เม่นมองทำให้เขารู้เลยว่าวันนี้คบกำหนดที่เค้าต้องนำเงินมาจ่ายค่าหนี้พนันบอล

                “ไงไอ้น้อง จะยอมจ่ายค่าพนันบอลยัง” คำพูดชายชุดดำพูดขึ้นทำให้ดุจดาวที่ฟังถึงกับหันมามองหน้าเม่นอย่างไม่เข้าใจ

                “หรือจะส่งแฟนแกขัดดอกก่อน”

                “เม่น..”

                “อยู่ข้างหลังเรานะดาว แล้วเม่นจะเล่าทุกอย่างให้ดาวฟังเอง” เม่นกระซิบบอกร่างเล็กก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับชายชุดดำทั้ง3คน

                “ไงสรุปจะจ่ายเป็นเงิน15000หรือจะส่งแฟนแกมาขัดดอกห๊ะ !

                “ถ้าผมจะขอเวลาเพิ่มอีกหน่อยได้ไหม” เม่นถาม

                “นี่แกกล้าดีอย่างไงมาต่อรองกับฉันห๊ะ ได้เด็กเวร !!

                “เฮ้ย ! ไปลากอีเด็กผู้หญิงคนนั้นมา”

                “เฮ้ย !อย่าเข้ามานะ !!” เม่นพยายามเอาตัวบังร่างเล็ก

                “เม่น !!” ดาวร้องออกมาอย่างตกใจ

                “งั้นมึงก็จ่ายเงินกูมา ถ้าไม่มีก็ส่งอีเด็กนั้นมาให้กู”

                “ถอยไปก่อนดิว่ะ !

                “เฮ้ย..แกไม่มีสิทธิ์มาต่อรอง ไหนเงิน !!” ชายชุดดำพูเสียงดังจนทำให้ร่างเล็กฟังถึงกับกลัว

                “เม่น ดาวกลัววว”

                เม่นมองร่างเล็กสลับกับชายชุดดำที่ยืนโมโหตรงหน้า ก่อนจะเปิดกระเป๋าหนังสือและหยิบซองสีน้ำตาลขึ้นมาและยื่นให้

                “นี่เงิน ! แต่สัญญากับฉันก่อนว่าได้เงินไปแล้ว ก็หมดหนี้กันไปห้ามมายุ่งกับฉันอีกไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ !

                ชายชุดดำรับซองมาก่อนจะนับเงินในซอง ก่อนจะหันกลับมามองหน้า

                “ก็แค่นี้หละ เออ..ฉันก็ไม่อยากจะมายุ่งกับไอ้เด็กอ่อนหัดอย่างมึงนักหรอก เฮ้ยไปเว้ย !” ชายชุดดำออกคำสั่งก่อนจะเดินออกไป ดุจดาวชะโงกหน้ามาดูเล็กน้อยก่อนจะเดินออกมาจากด้านหลังของเม่น

                “นี้มันเรื่องอะไรกันเม่น !” ดุจดาวถามด้วยน้ำเสียงที่โมโหและสงสัย

                “คือ...” เม่นมองหน้าเพื่อนสาวก่อนจะตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้ฟังจนหมด

.

.

.

.

                หลังจากที่แยกย้ายกับเม่นเรียบร้อยดุจดาวก็ขอตัวแยกย้ายกลับบ้านมาทันที

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

                ดุจดาวที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำ ก่อนจะได้ยินเสียงเคาะประตูห้องนอน เธอเดินไปเปิดก่อนจะเห็นผู้เป็นแม่ยื่นอยู่หน้าห้องพร้อมกับแก้วนมอุ่นๆ

                “แม่..”

                “แม่เอานมมาให้น่ะ”

                “ขอบคุณค่ะ”

                “เมื่อเย็นแม่เห็นว่าลูกกลับบ้านมาแล้วเพื่อนๆลูกหายไปไหนกันหมดละ ปกติก้อยต้องมาส่งลูกนะ ช่วงนี้แม่ไม่เห็นเลย ทะเลาะอะไรกันหรือเปล่าลูก” นางนภาจรีย์ถามอย่างสงสัย

                “เออ..”

                “ว่าไงมีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า ?” ดุจดาวไม่ตอบแต่กับพยักหน้าเป็นคำตอบให้ผู้เป็นแม่แทน

                “แม่คะ..”

                “ว่าไงลูก..”

                “เรื่องความรักที่แม่เคยสอนดาว”

                “ทำไมเหรอลูก ?”

                “ดาวคิดว่า ดาวกำลังทำคนๆหนึ่งกำลังเสียใจอยู่ เพราะเขาไม่เคยพูดประชดประชันใส่ดาวเลยสักครั้ง เขามักจะตามใจดาวทุกครั้งที่ดาวอยากได้อะไร อยากเที่ยว อยากได้หนังสือเล่มไหน เขาก็ไม่เคยที่จะว่าหรือปฏิเสธ แถมยังดูแลเอาใจใส่ดาวดีเสมอ”

                “.....................”

                “พูดได้เลยว่าเขาคนนั้นเป็นห่วงดาวเสมอต้นเสมอปลายค่ะแม่..แต่วันนี้เราสองคนทะเลาะกันเพราะดาวแค่อยากลองใจเขาโดยการบอกว่าดาวกำลังคบกับเม่นอยู่”

                “แล้วผลลัพธ์มันออกมาเป็นอย่างไง ?”

                “เขาคงตกใจแต่เขาก็เลือกที่จะให้ดาวมีความสุขกับสิ่งที่ดาวเลือก”

                “คนๆนั้นคือก้อยใช่ไหม ?” นางนภาจรีย์ถามออกไป ดุจดาวหันมามองหน้าผู้เป็นแม่ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ

                “คิดและตัดใจสินให้ดีว่าสิ่งที่เราลงไปมันมีผลอย่างไง แม่จะไม่ออกคำสั่งว่าจะให้ลูกต้องทำอย่างไงเพราะเรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับหัวใจของลูกมากกว่าว่าลูกต้องการแก้ไขแล้วทำมันแบบไหน แม่จะค่อยเป็นกำลังใจให้ลูกของแม่นะ..ดื่มนมแล้วก็นอนได้แล้วนะลูก” นภาจรีย์ผู้เป็นแม่ของดุจดาวเอ่ยขึ้นพร้อมกับบรรจงหอมลงที่หน้าผากของลูกสาวอย่างช้าๆ

                “คิดให้ดีๆนะลูกรัก แม่เชื่อว่าลูกของแม่สามารถหาทางออกกับเรื่องนี้ได้”

                “ค่ะแม่..”

                เมื่อนางนภาจรีย์เดินออกจากห้องนอนลูกสาวไปแล้ว ดุจดาวที่เตรียมเข้านอนนั้นกับได้ยินเสียงโทรศัพท์ของเธอดังขึ้น ร่างเล็กเดินไปดูที่ว่าเป็นใคร สายตาคู่เล็กมองกับเป็นชื่อของ ต้าเหนิง

                “ฮัลโหลว่าไงแก”

                “นอนยังแก”

                “กำลังจะนอนแล้วอ่ะ”

                “อืม..พอดีฉันมีเรื่องอยากจะบอกแกอ่ะดาว”

                “เรื่องอะไรเหรอเหนิง ?”

                “เรื่องก้อย”

                “แกรู้แล้วเหรอว่าก้อยอยู่ไหน ?”

                “อืมใช่..เรารู้ว่าก้อยมันอยู่ไหน แต่ก่อนที่ฉันจะบอกว่าก้อยมันอยู่ไหนแกช่วยรับฟังกับสิ่งที่ฉันจะบอกแกหน่อยได้ไหม” ต้าเหนิงถาม

                “ได้สิ..”

                “ถ้าแกฟังจบแล้วมันก็จะขึ้นอยู่กับแกที่จะตัดสินใจว่าแกจะตัดสินใจแบบไหนนะ” ดุจดาวฟังคำพูดขอเพื่อนสาวก่อนจะตอบรับออกไป

                “ระยะยเวลาที่ผ่านมา ที่ก้อยมันค่อยเป็นห่วงแก ตามใจแกทำทุกอย่างให้แก จริงๆแล้วมันรักแกนะดาว ไม่ใช่แค่ชอบแต่ก้อยมันรักแกมาก ไม่งั้นเรื่องของเม่นมันไม่โมโหขนาดนั้นหรอก” ต้าเหนิงพูดออกไปให้ดาวฟัง ทุกคำพูดของเพื่อนสาวทำให้คนรับฟังอย่างดุจดาวถึงกับหัวใจเต้นผิดปกติ

                “แกว่าไงนะเหนิง” ดาวถามออกไปอย่างไม่เชื่อหู

                “สิ่งที่ฉันพูดมันคือเรื่องจริง ก้อยมันรักแกมากนะ ส่วนเรื่องเม่นที่มันโมโหเพราะมันเป็นห่วงว่าถ้าแกคบกับเม่น แกจะเกิดอันตรายร้ายกับพวกที่จะทวงหนี้ เพราะถ้าแกเป็นอะไรมันคงอยู่ไม่ได้แน่”

                ยิ่งฟังภาพทุกภาพกับถูกประมวลผลในสมองของดุจดาวไปด้วย รอยยิ้มของก้อยที่มักจะตามใจเธอรวมไปถึงวันที่เขาและเธอทะเลาะกันทุกอย่างที่ก้อยทำเพราะความเป็นห่วงเรางั้นเหรอ

                “ดาว..ดาว แกยังฟังฉันอยู่หรือเปล่า ?”

                “อืม..ฟังอยู่”

                “ที่ฉันบอกแกเพราะฉันอยากจะให้แกรับความรู้สึกของก้อยมันบ้างนะดาว มันรักแกมาก ฉันรู้ว่ามันต้องเจ็บมากพอรู้ว่าแกคบกับไอ้เม่นและยิ่งดาวต้องคบกับคนที่ชอบเล่นการพนันแล้วด้วย มันก็คงจะอยู่ไม่สุขแต่มันคงจะทำอะไรไม่ได้มาก”

                “เรื่องของดาวกับเม่นมันเป็นการคบหลอกๆเท่านั้นละเหนิง”

                “หืออ ? อะไรนะ”

                “ไม่ใช่แค่ก้อยที่รักดาว แต่ดาวก็รู้สึกดีกับก้อยมานานแล้วแต่แค่ดาวไม่กล้าบอกเท่านั้น”

                “ห๊ะ !!! แล้วที่คบกับเม่นคือ ?”

                “ดาวอยากรู้ว่าก้อยคิดไงถ้าดาวคบกับเม่น แต่ดาวไม่คิดว่าก้อยจะโมโหขนาดนี้”

                “มันหึงมากกว่าบวกกับความเป็นห่วงของมันเลยแสดงออกมาว่ามันโมโห งั้นพรุ่งนี้ดาวจะไปปรับความใจที่บ้านมันหรือเปล่าละ”

                “ก้อยกลับบ้านงั้นเหรอ ?”

                “ใช่..เมื่อเย็นฉันลองติดต่อพ่อกับแม่มัน พ่อกับแม่บอกว่ามันกลับบ้านมาตั้งแต่เที่ยง กลับบ้านมาก็เอาแต่เงียบไม่พูดอะไร”

                “อืม..ขอบใจมากนะเหนิง พรุ่งนี้ฉันจะนั่งรถไปหาก้อยเอง”

                “ปรับความเข้าใจกันนะเว้ย ฉันเป็นกำลังใจให้หวังว่าฉันจะได้ฟังข่าวดีนะ”

                “ขอบใจแกมากนะเหนิง สิ่งที่แกบอกฉันในวันนี้มันทำให้ฉันคิดและสามารถตัดสินใจอะไรบ้างอย่างได้แล้ว ขอบคุณนะเพื่อนรัก”

                “เพราะแกสองคนคือเพื่อนที่ฉันรักมากไงละ โชคดีเพื่อน..”

.

.

.

.

                “ผู้ชายที่แกว่าคือแฟนเพื่อนนะเหนิง ผู้ชายที่แสนดีของดาวไงละ ในเมื่อคบกันแล้วก้อยก็ขอให้ดาวกับเม่นรักกันนานๆนะและระวังตัวเองดีๆเพราะผู้ชายที่ขึ้นว่าแฟนของดาว มันไม่ได้ดีอย่างที่ดาวเห็นหรอก..โชคดีนะดาว”

                ทุกประโยคที่หลุดออกมาจากปากลูกสาวคนเดียวที่กำลังนั่งเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้พ่อกับแม่ฟังกับทำให้ผู้เป็นพ่อกับแม่ที่ค่อยรับฟังลูกได้นั้น พยักหน้าเป็นคำตอบรับในสิ่งที่ลูกสาวได้ปลดปล่อยความรู้สึกผิดและเจ็บปวดออกมา

                “นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกยอมนั่งรถกลับมาบ้านขนาดนี้เลยใช่ไหม” กวิตาหันมาถามลูกสาวที่นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างเธอและสามี ก้อยได้แต่นั่งก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด

                “ความรักมันไม่เข้าใจออกใคร ไม่ว่าจะเพศไหนถ้ามีความรักที่บริสุทธิ์มันก็น่าชื่นชมเสมอ” ปวันพูดพร้อมกับลูบหัวลูกสาว

                “ก้อยยังรู้สึกผิดที่ทำให้พ่อกับแม่ผิดหวังในตัวของก้อยรวมไปถึงก้อยยังพูดไม่ดีกับดาว ก้อยรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ดีไปหมด”

                “ลูกรัก..แม่มีลูกสาวคนเดียว ต่อให้ลูกทำผิดพลาดมากแค่ไหน มีหรือที่พ่อกับแม่จะไม่ให้อภัย” กวิตาพูดพร้อมทั้งอ้อมกอดลูกสาวเอาไว้ในอ้อมกอด

                “ฟังพ่อนะก้อย ลูกมีพ่อกับแม่ที่จะค่อยรับฟังลูกอยู่เสมอ ไม่ว่าปัญหาของลูกจะเล็กน้อยหรือใหญ่โตมากแค่ไหน พ่อกับแม่เนี่ยหละจะเป็นคนให้คำปรึกษาและที่พักพิงใจของลูกอยู่เสมอ รวมไปถึงเรื่องของความรักด้วย ไม่ต้องกลัวว่าพ่อกับแม่จะผิดหวัง ขอแค่ลูกพ่อมีความสุข พ่อกับแม่ก็มีความสุข” ผู้เป็นพ่อพูดออกไป สายตามองลูกสาวที่กำลังกอดผู้เป็นแม่พร้อมน้ำตาที่ไหลซบอกของผู้เป็นแม่อยู่

                เป็นครั้งแรกที่ผู้เป็นพ่อกับแม่เห็นน้ำตาของลูกสาวคนเดียว ก้อยผู้เข้มแข็งกับทุกๆเรื่อง ไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็นแต่กับเรื่องความรักกับเป็นคนอ่อนแอจนต้องเสียน้ำตาซบอกผู้เป็นแม่ที่โอบกอดลูกสาวเอาไว้

                “ฮืออออ”

                “รักเขาทำไมไม่เผชิญกับสิ่งเป็นอยู่ละ จะหนีมาทำไม หื้ม..” กวิตาถามทั้งหัวใจของคนเป็นแม่ที่เจ็บปวดไปด้วย

                “ก้อยเหนื่อยแล้วอ่ะแม่ ก้อยไม่ไหวแล้ว ก้อยไม่มีแรงที่จะทำอะไรแล้ว สิ่งที่ก้อยต้องการคืออ้อมกอดของพ่อกับแม่มากกว่าสิ่งใด”

                “แล้วก้อยคิดว่าหนูดาวไม่เหนื่อยเหรอ ตอนนี้หนูดาวอาจจะตามหาลูกอยู่ก็ได้นะ เพราะพ่อเห็นหนูดาวโทรมาหาลูกเกือบร้อยสายแต่ลูกไม่ยอมรับสายหนูดาวเลย”

                “ก้อยยังไม่พร้อมเจอดาวค่ะพ่อ ก้อยไม่รู้จะมองหน้าดาวอย่างไง”

                “ก้อยกลัว กลัวว่าก้อยจะตัดสินใจผิดอีกครั้งถ้าก้อยจะเผชิญหน้ากับดาว”

                “โธ่..ลูกรักของแม่”

                ปวันมองลูกสาวที่ยังโอบกอดกวิตาเอาไว้ ดวงตากลมโตปิดสนิทพร้อมกับคราบน้ำตาที่เต็มใบหน้า สลับมองหน้าภรรยาที่ประสานสายตาแสดงถึงความรู้สึกสงสารลูกอย่างเห็นได้ชัด ทั้งคู่เลือกที่จะเงียบก่อนและปล่อยให้ลูกสาวร้องไห้ออกมาจนเพลียและหลับคาอ้อมกอดของกวิตาผู้เป็นแม่ไป

                “จัดผ้าห่มทางคุณให้ดีนะคะ ดึกๆอากาศจะหนาวเดี๋ยวลูกไม่สบายเอา” กวิตาพูดพร้อมกับจัดผ้าห่มให้ลูกสาวที่ตอนนี้กำลังหลับเพราะความเพลีย ปวันจัดผ้าห่มเสร็จก่อนจะเดินอ้อมมาหาภรรยา

                “สงสารยัยก้อยมันนะคุณ จะมีความรักกับเขาทั้งทีทำไมต้องมีอุปสรรคด้วย”

                “นั่นสิคุณ ลูกไม่เคยร้องไห้ขนาดเพลียแล้วหลับไปเลย ความรู้สึกของลูกตอนที่แกร้องไห้ออกมาในอ้อมกอดของฉัน ฉันรู้สึกได้เลยว่า ลูกอ่อนแอและเสียใจมาก”

                “แล้วคุณจะเอาไงกับเรื่องลูกหละ ดูท่าแล้วยัยก้อยคงไม่กล้าเผชิญหน้ากับหนูดาวนะ”

                “เมื่อลูกไม่มีความสุข แม่อย่างฉันก็ไม่มีความสุข ความสุขของยัยก้อยคือหนูดาว ดังนั้นเราก็ไปหาความสุขของลูกสิคุณ”

                “เอางั้นเหรอคุณ ?” กวิตาพยักหน้าให้กับสามีก่อนจะหันไปมองลูกสาวที่กำลังนอนหลับด้วยความอ่อนเพลียบนเตียงนอนกว้างของตัวเอง

                ..ลูกเจ็บปวดแค่ไหนคนเป็นแม่เจ็บปวดกว่าเพราะน้ำตาของลูกทำให้แม่คนนี้ทนไม่ได้อีกต่อไป..

.

.

.

.

เช้าวันรุ่งขึ้น

                “เร็วสิพ่อ เดี๋ยวลูกตื่นขึ้นมาก่อนพวกเราจะไม่ได้ออกจากบ้านกันพอดี” กวิตาพูดพร้อมเอ่ยเรียกสามีที่กำลังปิดประตู

                “จ้ะแม่” ปวันปิดประตูเสร็จก่อนจะเดินมาที่รถแต่ทว่า “คุณใครมายืนอยู่หน้าบ้านเราหน่ะ” ปวันสะกิดภรรยาให้หันไปมอง

                ทั้งคู่มองไปยังหน้าบ้านที่สาวร่างเล็กผิวขาว ใส่ชุดเอี๊ยม รวมปล่อยยาว พร้อมติดกิ๊ฟน่ารักๆไว้เข้ากับวัย กวิตาหันมามองหน้าสามีก่อนจะเห็นเป็น

                “หนูดาว..” ดุจดาวยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสอง พร้อมรอยยิ้มที่มอบให้ด้วย

ในห้องรับแขก

                “แม่ไม่คิดว่าลูกจะนั่งรถมาถึงที่นี่ มันไกลนะลูกนั่งรถมาคนเดียวน่ากลัวด้วย แล้วนี่มาถึงตั้งแต่เมื่อไร ทำไมไม่โทรหาพ่อกับแม่ก่อน” กวิตาถามโดยวางแก้วน้ำลงตรงหน้าร่างเล็ก

                “เพิ่งมาถึงค่ะ หนูขอโทษคุณพ่อกับคุณแม่นะคะที่มารบกวนแต่เช้า”

                “ที่หลังจะมาบ้านพ่อกับแม่ต้องโทรมาหาพ่อกับแม่ก่อนรู้ไหมมาแบบนี้มันอันตรายอย่างไงพ่อกับแม่ก็เป็นห่วงอยู่ดี ส่วนเรื่องนั้นพ่อกับแม่รู้หมดแล้วละลูก” ปวันเอ่ยตอบ

                “แม่กับพ่อตั้งใจจะไปหาลูกอยู่เหมือนกันแต่ไม่คิดว่าลูกจะมาก่อน..ก็ดีเหมือนกันนะลูก มาปรับความเข้าใจกัน คุยกันให้รู้เรื่องไปเลย” กวิตาพูดอย่างเห็นใจลูกของเธอและร่างเล็กที่นั่งหน้ารู้สึกผิด

                “แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ยอมรับเรื่องแบบนี้ได้เหรอคะ” ดุจดาวถามทั้งที่แอบหวั่นใจไม่น้อย

                “พ่อกับแม่ไม่ใช่พ่อแม่หัวโบราณจนรับในสิ่งที่ลูกเป็นไม่ได้หรอกนะลูก” กวิตาพูดทั้งรอยยิ้มพร้อมเอื้อมมือไปลูบผมดุจดาวอย่างอ่อนโยน

                “เอาหละ..ในเมื่อลูกมาถึงแล้ว พ่อกับแม่ก็วานไปปลุกยัยก้อยแทนพ่อกับแม่แล้วกัน พ่อกับแม่จะออกไปตลาดและต่อไปด้วยเข้าไร่เลย ไปเถอะคุณปล่อยให้ลูกไปปลุกลูกของเราเอง” ปวันบอกก่อนจะลุกขึ้น

                “เออออ..ให้ดาวเนี่ยเหรอคะไปปลุกก้อย”

                “ใช่จ้ะ..แม่รบกวนลูกเลยแล้วกัน พ่อกับแม่ไปตลาดและเข้าไร่ก่อนนะลูก วันนี้ที่ไร่คนงานต้องเก็บผลผลิตแต่เช้า พ่อกับแม่ต้องรีบเข้าไปดุด้วย” กวิตายิ้มให้ก่อนจะลุกเดินออกไปพร้อมกับสามีทิ้งให้ดุจดาวมองไล่หลังอย่างหนักใจ

.

.

.

.

หน้าห้องนอนก้อย

                หลังจากพ่อกับแม่ขับรถออกจากบ้านไปแล้ว ดุจดาวค่อยๆเดินขึ้นมาบนบ้านจนหยุดที่หน้าห้องนอนของวิริยา ที่รู้ว่าเป็นห้องนอนวิริยาได้อย่างไง ก็สติกเกอร์มูมินลายน่ารักที่ติดอยู่ตรงประตูทางเข้าพร้อมกับเขียนชื่อว่า ก้อย ขนาดนี้

                ร่างเล็กหยุดอยู่หน้าประตูก่อนจะตัดสินใจเคาะประตูและเดินเข้าไป แสงแดดที่ยังไม่ออกแต่กลับมาลมที่พลัดมาตามแรงของธรรมชาติกระทบเข้ากับผิวขาวๆของเธอ และไม่แปลกที่เธอจะกวาดสายตามองไปยังร่างเพรียวที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงนอนอย่างสบาย เพราะอากาศเป็นธรรมชาติทำให้ห้องของก้อยมีลมพลัดเข้าทำให้ไม่ร้อนเลยสักนิด

                ร่างเล็กเดินมาหยุดตรงข้างเตียงก่อนจะมองไปยังร่างเพรียวที่ยังนอนหลับตา เธอมองทั้งรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า คำพูดของเหนิงที่ดังมาในหัวตลอดเวลาที่เธอมองหน้า ร่างเพรียว ความรู้สึกที่รู้สึกผิดแต่มันกับทำให้เธอรู้สึกดีไปอีกแบบ ผิดที่มองข้ามคนที่เป็นห่วง ดีที่คนๆนั้นคือคนที่เธอก็แอบรักแต่กลับรู้ใจตัวเองช้าไป

                ร่างเล็กมองนาฬิกาที่ข้อมือของตัวเอง 06.30น. เวลานี้ก้อยยังไม่ตื่นหรอก เพราะอีกครึ่งชั่วโมงจะเป็นเวลาตื่นของก้อย ทำให้เธอได้แต่เดินไปยกเก้าอี้ที่โต๊ะหนังสือก้อยมาวางข้างๆเตียงและนั่งมองร่างเพรียวหลับทั้งรอยยิ้ม มองร่างเพรียวนอนหลับพร้อมตุ๊กตามูมินตัวโปรดสีเข้มสงสัยผสมกับน้ำลายของก้อยที่ถูกเกี่ยวเข้ากับอกของร่างเพรียวแนบสนิท

                ระยะเวลาไม่นาน ครึ่งชั่วโมงผ่านไปนิดๆ ร่างเพรียวที่ค่อยๆรู้สึกตัวและบิดขี้เกรียจ ดวงตากลมโตค่อยๆลืมตาขึ้นมองเพดานห้องนอนตัวเองก่อนจะมองซ้ายมองขวาและกลับมามองซ้ายอย่างแรงอีกครั้งเพราะ สายตาของเธอมองเห็นร่างเล็กกำลังนั่งมองเธอทั้งรอยยิ้ม

                “ดาว !

                “ก้อย !

                ร่างเพรียวสะดุ้งดีดตัวเองลุกขึ้นนั่งบนที่นอน ก่อนจะขยี้ตาอย่างแรงเพื่อเรียกสติของตัวเองให้ตื่นสนิท แต่เหมือนยิ่งกลับตอกย้ำก้อยเข้าไปอีกว่า มันไม่ใช่ความฝันแต่มันคือความจริง ดุจดาวมาหาเธอ

                “ไม่จริง ! ต้องฝันไปแน่ๆ” ก้อยพูดกับตัวเองอย่างลนลาน

                “ก้อย”

                “พอแล้ว ไม่เอาแล้ว ต้องฝันไปแน่ๆไอ้ก้อย” มือเรียวขยี้ตาตัวเองผสมกับปิดตาเพื่อไล่ภาพที่เธอเห็นออกไป

                “ก้อย !

                “เสียงด้วย ทำไมมันชัดขนาดนี้ ไม่เอา อย่ามาวนเวียนในหัวของก้อยเลย ก้อยไม่อยากคิดถึงแล้ว ก้อยเหนื่อยแล้ว” มือเรียวปิดหูของตัวเองพร้อมยังหลับตา จนทำให้ดุจดาวนั่งฟังถึงกับลุกขึ้นและเดินมานั่งบนเตียงของก้อยพร้อมกับมือบางที่เอื้อมไปจับเข้าที่ใบหน้าของร่างเพรียวพร้อมกับ

                “หยุดเพ้อสักทีก้อย !” พูดจบเรียวปากบางประกบเข้ากับเรียวปากของร่างเพรียวทันทีโดยไม่รีรอให้ร่างเพรียวได้พูดพร่ำทำเพลงอะไรต่อ

                ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อรับรู้ถึงลิ้นอุ่นของร่างเล็กที่กำลังสอดแทรกของมาในโพรงปากเรียวของเธอ จากริมฝีปากนุ่มๆของร่างเล็กสัมผัสให้ร่างเพรียวได้รับรู้ว่าเธอไม่ได้ฝัน นี่คือความจริง

                “หยุดโวยวายได้แล้วนะ” ดุจดาวถอดริมฝีปากของเธอออก ก่อนจะพูดเบาๆให้วิริยาได้ฟัง

                “ดาว..”

                “จูบเรียกสติ” ร่างเล็กพูดทั้งรอยยิ้มก่อนจะค่อยๆหุบมันลง เมื่อเธอเห็นน้ำตาใสๆของวิริยากำลังไหลอาบแก้ม

                “ก้อย ! ร้องไห้ทำไม”

                “ฮึก ฮืออ ทำไมดาวต้องทำแบบนี้ด้วย ทำไมดาวต้องมาหาก้อย ทำไมดาวไม่อยู่กับเม่น ดาวจะมาหาก้อยทำไม ก้อยไม่ได้สำคัญอะไรกับดาวเลยนะ” ความน้อยใจของวิริยาที่พูดออกไปทั้งน้ำตา กับทำให้ดุจดาวจับมือของร่างเพรียวเอา

                “ใครบอกละว่าก้อยไม่สำคัญกับดาว..ไม่งั้นดาวจะรีบนั่งรถมาหาก้อยถึงบ้านหรือไง ถ้ามาแล้วได้ยินที่ก้อยพูดว่าไม่อยากคิดถึงดาวแล้ว ดาวจะไม่มีวันมาหาก้อยอีกเด็ดขาด”

                “ดาวว”

                “ถ้าเหนิงไม่บอกดาว ดาวก็คงไม่มีวันมั่นใจในความรู้สึกของตัวเองหรอกก้อย”

                “ความรู้สึกอะไร ?” ก้อยถาม

                “ความรู้สึกว่า ว่า..ดาวรักก้อยไง” เสียงเล็กๆของดุจดาวพูดออกไป ทำให้คนนั่งฟังอย่างวิริยาถึงกับตาโตทันที

                “ดาว !

                “หนีกลับบ้านมาเพราะน้อยใจ เสียใจ ที่ดาวบอกว่าดาวคบกับเม่นใช่ไหม”

                “ไม่ใช่สักหน่อย !” ก้อยรีบปฏิเสธจนดาวจับผิดได้

                “โกหก !” ดาวสวนกลับ

                “โกหกอะไร ก้อยจะโกหกดาวไปทำไม” ก้อยยังเลือกที่จะปฎิเสธ

                “คนโกหก..โกหกหัวใจตัวเองไงละ”

                “คะ ใคร ใครโกหกหัวใจตัวเอง ไม่มีทาง ไม่ใช่ก้อยแน่”

                “ปากแข็ง !

                “ไม่ !

                “งั้นดาวจูบนะ”

                “ดาว ไม่นะ!!!

                “5555555555555” ดุจดาวหลุดขำออกมาทันทีกับท่าทางของวิริยาที่รีบเอามือขึ้นมาปิดปากตัวเอง

                “ก้อย” ดุจดาวเรียก

                “หืออ ว่าไง”

                “ดาวขอโทษนะที่ทำให้ก้อยเข้าใจผิดเรื่องดาวกับเม่นอ่ะ”

                “เข้าใจผิด ?” ก้อยถามกลับไปอย่างสงสัย

                “จริงๆแล้วดาวกับเม่นเป็นแค่เพื่อนสนิทกัน เม่นเป็นผู้ชายที่ดาวไว้ใจน่ะ แล้วดาวก็อยากพิสูจน์หัวใจตัวเองด้วยว่าจริงๆแล้ว ดาวรู้สึกอย่างไงกับก้อย แล้วดาวก็ได้คำตอบแล้วว่า..”

                “ว่า..” เสียงก้อย

                “ดาวรักก้อย”

                “ดาววว” วิริยาเรียกอย่างตกใจในสิ่งที่เธอได้ยินในสิ่งที่ดุจดาวพูดออกมา

                “ดาวรักก้อย รักก้อยมากนะ ขอโทษนะที่ดาวทำให้ก้อยเสียใจ..ผิดไหมที่ดาวรักก้อยช้าไป”

                “ดาว..ไม่ผิดหรอกที่ดาวรักก้อยช้าไป เพราะอย่างไงคนที่ก้อยรักต่อให้ไม่รักก้อยหรือรู้ตัวช้าไป เขาคนนั้นก็จะไม่มีวันที่จะผิดในเรื่องแบบนี้ ก้อยจะแบกรับความรู้สึกนั้นไว้เพียงคนเดียวได้เสมอ”

                ร่างเล็กสวมกอดร่างเพรียวอย่างโหยหากับสิ่งที่เธอต้องการทำมานาน กอดคนตรงหน้า กอดพร้อมกับปล่อยความรู้สึกของเธอออกไปให้อีกคนได้รับรู้ แล้วก็เป็นดั่งใจหวัง ในเมื่อวิริยาสวมกอดดุจดาวอย่างโหยหายมากเช่นกัน

                “ไม่เอาสิก้อย อยากแบกรับความรู้สึกที่แย่ไว้คนเดียว ขอให้ดาวได้รับรู้ความรู้สึกแบบนั้นด้วยนะ เราสองคนจะได้เข้าใจความรู้สึกของกันและกันไปตลอดไง พร้อมจะได้ช่วยกันหาทางแก้ไขมันให้ดีขึ้นไปด้วยกัน” ดุจดาวพูดทั้งรอยยิ้ม

                “ก้อยขอโทษนะที่หนีมาแบบนี้ ก้อยขอโทษที่ทำให้ดาวต้องลำบาก ขอโทษที่เข้าใจดาวผิดมาตลอด ขอโทษที่ใจร้อนเกินไป โดยไม่ฟังเหตุผลของดาวเลย” วิริยาพูดทั้งน้ำตา มือยังโอบกอดร่างเล็กไว้แน่น

                “โอ้ๆๆ ไม่ร้องนะคะคนดี ไม่เอา อย่างขี้แงสิ”

                “ฮือออ”

                “เราเป็นแฟนกันนะก้อย” ดุจดาวพูดทั้งรอยยิ้ม พร้อมกับสายตาจ้องมองไปยังดวงตากลมโตที่                 เปื้อนน้ำตาของวิริยา

                “แล้วบ้านดาวจะยอมรับได้เหรอในสิ่งที่เราเป็น”

                “ถ้าแม่ไม่ยอมรับในสิ่งที่ดาวเป็น ก้อยจะเห็นดาวนั่งอยู่ตรงหน้าก้อยเหรอ”

                “ดาว..”

                “รักไม่เข้าใครออกใครหรอกก้อย จะช้าหรือเร็วถ้าเรารักกัน มีความรู้สึกที่ดีให้กันและพร้อมที่จะดูแลกันและกัน ใครก็มาแยกเราออกจากกันไม่ได้” ดุจดาวพูดทั้งรอยยิ้มให้กับคนตรงหน้า

                “ดาวรักก้อยมากนะ รักมาก รักจนไม่อยากจะเสียก้อยไป อยากดูแลคนขี้ง้อแง ขี้อ้อน ขี้มึนแบบนี้ตลอดไป”

                “ขอบคุณนะคะดาว ก้อยก็รักดาวมากนะ รักมากจนไม่อยากจะเสียดาวให้ใคร รักมากจนก้อยพยายามเคยคิดเห็นแก่ตัว แต่มันก็เพราะรัก รักทำได้ทุกอย่าง ก้อยสัญญาว่าก้อยจะเป็นแฟนที่น่ารักของดาวตลอดไป จะอ้อนดาวทุกวันเลย”

                “งื้อออ ทำไมต้องทำตัวน่ารักแบบนี้ด้วยนะ วิริยาแฟนดุจดาว ห้ามไปอ้อนใส่ใครนะรู้ไหม ทำกับดาวได้คนเดียวนะคะ”

                “สรุปเราเป็นแฟนกันแล้วใช่ไหม ?” วิริยาถามออกมาด้วยความแอบมึนเล็กน้อย

                “ก้อยยยยยยยย”

                “จ๋า..”

                “เป็นแฟนกันแล้วสิ ก้อยแฟนดาว ดาวแฟนก้อย เราสองคนเป็นแฟนกัน เข้าใจหรือเปล่าคะคนดี”

                “งื้อออ เข้าใจแล้วค่ะ แฟนก้อยยยยยยย” เสียงตะโกนลั่นห้องของก้อย ทำให้ พ่อกับแม่ที่แอบฟังอยู่ด้านนอกห้องถึงกับยิ้มหัวเราะออกมา

                “แหม..เจ้าก้อยกลับเข้าสู่ภาวะปกติสักทีนะแม่” ปวันพูดทั้งรอยยิ้ม

                “ใช่แล้วพ่อ..แบบนี้เจ้าก้อยคงจะกลับมาป่วนเราสองคนน้อยลงแล้วละพ่อ มีแฟนกับเขาแล้ว คงจะอ้อนแฟน ป่วนแฟนมากกว่า อ้อนแม่ ป่วนพ่อละ”

                “ฮา ๆๆๆ นั่นสิแม่ ไปเถอะ ปล่อยให้ลูกๆอยู่ในห้องกันไปเถอะ พวกเราไปเข้าไร่กันต่อเถอะ”

                “ไม่อยากจะเชื่อว่าแค่วนกลับมาบ้านเพื่อเอากับข้าวมาให้ลูกๆ ไม่คิดว่าจะได้ยินอะไรหวานหูขนาดนี้”

                “ฮาๆๆๆ ไปได้แล้วแม่ ลูกออกมาเห็น เดี๋ยวเขินแย่แล้วจะทำตัวไม่ถูก”

  

ความรักมันมีหลายรูปแบบ

ความรักแบบพ่อแม่

ความรักแบบเพื่อน

ความรักแบบคนรัก

และ

ความรักอีกมากมาย

เราเท่านั้นแหละจะเลือกรักแบบไหน เพื่อนสนิทจะกลายมาเป็นคนรักได้ไหม

คำตอบมันรู้อยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว แต่มันจะรู้ช้าหรือเร็ว มันขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเธอสองคน

เหมือนกับดุจดาวที่เกือบจะเสียวิริยาไป

เพราะเธอเพิ่งรู้หัวใจตัวเองว่าเธอรักวิริยามากแค่ไหน

และวิริยาก็เกือบจะเสียดุจดาวไปเช่นกัน

เพราะเธอกับเลือกที่จะทิ้งหัวใจที่เธอรักกลับมาพักรักษาหัวใจตัวเองที่บ้าน

แต่เมื่อดุจดาวกับรู้สึกถึงการไม่อยากจะสูญเสียวิริยาคนที่เธอรักไป

เธอจึงเลือก เลือกที่จะเป็นฝ่ายตามมาปรับความเข้าใจ พร้อมอธิบายเรื่องราวทั้งหมด

ให้กับคนที่เธอรักเข้าใจและทำให้ทั้งคู่ต่างแสดงความจริงออกมา ความจริงที่ว่า 

เราสองคนรักกัน รักกันมาก และจะรักกันตลอดไป.


 

----------------------- The End------------------------

มาอัพแล้วค่ะ ครบ100%แล้ว ขออภัยที่หายไปเลย เอาจริงๆคือ ลืมค่ะ ลืมจริงๆว่ามันยังไม่จบ

ผสมกับงานที่โรงเรียน งานสอน งานกีฬาสี กิจกรรมฝึกเด็กไปแข่งขันทักษะคอม สารพัดงาน ลืมสนิท..

อย่างไงก็มาต่อจนครบแล้วนะคะ ผิดพลาดตรงไหน ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ด้วย 

ได้โปรดเห็นใจคนใกล้เรียนจบเนาะ อีก2เดือนจะเป็นไทยแล้วค่ะ 555555+

ปล.ความรักมันไม่เข้าใครออกใคร และความรักของแต่ละคนก็มันมีความแตกต่างกันไป แต่สำหรับไรท์ต่อให้จะออกมาเป็นในรูปแบบไหน ขอแค่ได้ดูแลกันให้ถึงที่สุดแค่นี้ก็มีความสุขแล้วค่ะ ^^

#ฟิคผิดไหม


 

 

 

 

 

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ ท้องฟ้าสีน้ำเงิน

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

20 ความคิดเห็น

  1. #20 intip (@indy-indy37) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 / 20:06
    ขอบคุณค่ะ
    #20
    0
  2. #19 Jubjang5582 (@Jubjang5582) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 กันยายน 2559 / 15:25
    น่ารักก
    #19
    0
  3. #18 Jubjang5582 (@Jubjang5582) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 กันยายน 2559 / 15:25
    น่ารักกก
    #18
    0
  4. วันที่ 10 กันยายน 2559 / 23:33
    ก้อยดาว :)
    #17
    0
  5. #16 @PIMpp (@pimpimyrts) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2559 / 18:33
    แฮปปี้เอนดิ้ง >///<

    นึกว่าไรท์จะลืมซะแล้ววว 555
    #16
    0
  6. วันที่ 27 กรกฎาคม 2559 / 21:10
    เย้ ..... แฮ๊ปปี้
    #15
    0
  7. #14 Aongphitch (@Aongphitch) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 / 20:52
    ไรท์มาต่อเถอะนะคะอีก20%สุดท้าย //ไรท์สู้ๆค่ะ
    #14
    0
  8. #13 cjsg
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 / 12:10
    ไรท์กลับมา รออีก20% ที่เหลืออยู่น๊าาา
    #13
    0
  9. #12 Aongphitch (@Aongphitch) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2559 / 15:49
    ไรท์สู้ๆนะคะมาต่อเร็วฟนาาา
    #12
    0
  10. #11 intiya pomwisad (@indy-indy37) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 / 05:09
    รอค่า สู้ๆ
    #11
    0
  11. #10 Hanuy_npsw (@Hanuy_npsw) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2559 / 18:14
    รออ่านอีก 20% อยู่นะคะไรท์ สู้สู้ค่า ????
    #10
    0
  12. วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 / 19:50
    รออยู่นะคะ
    #9
    0
  13. #8 KSANG PR (@ksang) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2559 / 23:30
    รออีก 20% อีกนิดจะ happy แล้ว ;)
    #8
    0
  14. วันที่ 25 มิถุนายน 2559 / 08:34
    #ฟิคผิดไหมบ๊ะรออออ เขาทะเลาะอะไรกันน
    #7
    0
  15. #6 เดียร์ไงจะใครล่ะ
    วันที่ 24 มิถุนายน 2559 / 16:10
    สู้สู้นะคะ ทั้งก้อย ทั้งไรท์
    #6
    0
  16. #5 KSANG PR (@ksang) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 20:55
    ปู่เสื่อรอ % ถัดๆ ไปคะ :)
    #5
    0
  17. #4 Aongphitch (@Aongphitch) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 15:54
    รอเลยคร้าาา
    #4
    0
  18. #3 real
    วันที่ 21 มิถุนายน 2559 / 15:42
    เปิดเรื่องได้น่าติดตามมากไรท์ เริ่มๆๆๆๆเลยนะเรารอ
    #3
    0
  19. วันที่ 20 มิถุนายน 2559 / 21:34
    ปูเสื่อรอเลยงับบบ
    #2
    0
  20. #1 Bamboo
    วันที่ 20 มิถุนายน 2559 / 20:44
    รอติดตามนะคะ ^^
    #1
    0