เมื่อนักบุญศักดิ์สิทธิ์อยากเป็นภรรยาจอมมาร - When a Divine Priest wants to be a Demon Wife

ตอนที่ 8 : บทที่ 07 - ก้าวแรกสู่การเป็นจักรพรรดินี |100%|

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,267
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 893 ครั้ง
    4 ม.ค. 63






7

ก้าวแรกสู่การเป็นจักรพรรดินี




นับแต่ลืมตาดูโลกจวบจนจำความได้ สิ่งที่หัวใจดวงน้อยของเด็กชายดีออนท์ถวิลหาคือการมีพี่น้องร่วมสายเลือด...

          อาจเป็นเพราะถูกมารดาพร่ำสอนให้สนและใส่ใจแต่การเมืองการปกครองผู้คนจากตำราเล่มหนา จนทำให้ไม่มีเวลามากพอจะไปทำเรื่องเสียเวลาอย่างการวิ่งเล่นกับพี่น้องเหมือนอย่างเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน

ราชาดีออนท์ในวัยเยาว์ที่ยังไม่รู้ประสาดี จึงเอ่ยถามพระมารดาอลิเซียร์ ว่าเหตุใดตนถึงไม่มีพี่น้องเหมือนอย่างใครอื่น

เจ้ามีพี่สาว เพียงแต่นางอยู่ในที่ที่ไกลนัก

          ดวงตากลมโตสาดส่องประกายแห่งความหวังเมื่อได้ยินเช่นนั้น จนไม่ทันนึกสังเกตว่ามารดาเพียงแต่เอ่ยตอบเพราะไม่อยากให้ลูกน้อยต้องเศร้า

ใครเล่าจะคาดคิดว่าเมื่อถึงเวลาที่ลูกน้อยเติบใหญ่ จะเฝ้าตามหาพี่สาวร่วมสายเลือดเป็นบ้าเป็นหลังเช่นนี้

          ในคราแรก ดีออนท์ออกตามหาพี่สาวทั้งที่ไม่ทราบแม้แต่รูปโฉมหรือชื่อเสียงเรียงนาม สิ่งเดียวที่ทราบจากการคาดเดาคือเป็นสตรีอายุราวหนึ่งร้อยถึงสองร้อยปี และมีดวงตาสองสีเหมือนกับตน

แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจหานางพบ

          กระนั้นก็ไม่อาจทำให้ความมุ่งมั่นในการอยากพบพี่น้องร่วมสายเลือดเหือดหายไป ยังคงออกตามหาแม้ในเวลาต่อมาจะได้ขึ้นครองจักรวรรดิบาฮานและเป็นที่รู้จักกันในนามจักรพรรดิแล้วก็ตาม

          จนในที่สุด พระมารดาอลิเซียร์ที่เคยตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่ปริปากบอกว่าธิดาอีกคนนั้นเป็นใคร ก็เป็นอันต้องยอมแพ้ให้กับความแน่วแน่ยิ่งกว่าของโอรส และยอมบอกว่านางเป็นใคร เหตุใดถึงไม่อาจหาพบ

พี่เจ้ามีนามว่า เนเดเรีย บัดนี้อยู่ใต้การดูแลของมหาเทพที่แดนสวรรค์

          ครั้นทราบว่านางเป็นใครและอยู่ที่ใด ดีออนท์ก็เอ่ยปากทันทีว่าต้องการรับนางกลับมายังจักรวรรดิบาฮาน ครอบครัวจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเสียที

และก็ควรจะเป็นเช่นนั้นหากไม่ถูกเอ่ยขัดเสียก่อน

          ในอนาคตอันใกล้ พี่เจ้าจะกลายเป็นนักบุญแห่งจักรวรรดิบิลเลียต เช่นนั้นก็ไม่ควรให้ใครทราบ ว่าแท้จริงนางเป็นเจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิบาฮาน

ดีออนท์ในตอนนั้นยังเยาว์นัก ไม่แปลกหากจะดื้อรั้นและเอาแต่ใจตนเองเป็นหลัก จนลืมตรึกตรองถึงเหตุผลอื่นใด

          เพราะทันทีที่ได้ยินมารดาเอ่ยบอก ก็แสดงท่าทีกระฟัดกระเฟียดแล้วโวยวายเสียยกใหญ่ว่ารับนางกลับมาก่อนได้เป็นนักบุญก็สิ้นเรื่อง ยกมือปิดหูไม่สนใจฟังคำที่มารดาย้ำบอกถึงเรื่องโชคชะตาที่เวียนบรรจบต่อให้ฝืนผันเปลี่ยน

          จำได้ว่าเป็นเวลาพักใหญ่ ราชาดีออนท์ในวัยเพียงเกือบร้อยปีก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์สิ้นเดชในการไม่สนคำของพระมารดา ร่ำๆจะออกไปรับพระเชษฐภคินีประเดี๋ยวนี้

หากไม่โดนฝ่ามือมารฟาดเข้าไป จนหมดฤทธิ์นอนสลบไสลราวครึ่งค่อนวันเสียก่อน

นับแต่นั้นมาก็ยังนึกเคืองมารดา แต่ก็ไม่อาจขัดรับสั่งที่มิให้ย่างกรายออกจากจักรวรรดิไปไหนไกล

          ไม่ได้เกรงว่าจะถูกฟาดอีกหน แต่เพราะคำร้องขอที่ย้ำบอกว่าถึงอย่างไรเนเดเรียก็ต้องกลายเป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์เข้าซักวันหากพบนางในตอนนี้ เท่ากับฝ่าฝืนกงล้อแห่งโชคชะตา ทุกสิ่งอย่างที่ควรดำเนินไปได้ด้วยดีก็อาจติดขัด

ไม่ต้องรีบร้อนไป ถึงอย่างไรเจ้าทั้งสองก็จะพบกันในซักวัน

          ดีออนท์ไม่อยากให้เนเดเรียต้องพบเจอกับความยุ่งยากหากได้พบเจอกันในตอนนี้อย่างคำที่มารดากล่าว จึงเลือกเชื่อฟังแล้วเฝ้ามองนางอยู่ห่างๆผ่านการเฝ้าสังเกตการณ์ของพลทหารที่ตนส่งไป

          วันแล้ววันเล่าที่ได้ยินว่าในแต่ละวันนางไปไหน ไปพบใคร ทำอะไรบ้าง...ยิ่งทำให้สายใยแห่งความผูกพันถักทอความถวิลหาให้มีมากกว่าเดิมเป็นเท่าทวี

ข้าจะอดทนรอ วันที่ได้พบกัน

          แต่ด้วยคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับมารดาว่าจะไม่เข้าไปขัดขวางกงล้อแห่งโชคชะตา ดีออนท์จึงทำได้เพียงอดทนแล้วเฝ้ารอวันที่มารดาจะเอ่ยบอกว่ากงล้อแห่งโชคชะตาเวียนบรรจบมาอยู่ตรงหน้าตนแล้ว

กระทั่งเกิดเรื่องที่ทำให้ความอดทนอันยาวนานของราชาดีออนท์ขาดสะบั้นลง

          เมื่อคืนวันหนึ่งที่พระองค์กำลังทรงงานอย่างหนักในเรื่องการจัดการเหมืองแร่กับเหล่าขุนนาง นางกำนัลคนสนิทที่คอยรับใช้พระมารดาอลิเซียร์ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาทูลบอกถึงท้องพระโรง

อะ องค์ราชาเพคะ แย่แล้วเพคะ...พระอาการของพระมารดา จู่ๆก็ทรุดลงเพคะ!”

          ดีออนท์ในตอนนั้นนิ่งงันไปชั่วขณะด้วยความหวาดกลัวจนเนื้อตัวสั่นระริก กระนั้นสองขาก็พาให้ตนไปพบกับมารดาถึงห้องบรรทม ลืมเลือนแม้แต่งานราชกิจราชการที่ต้องสะสางไปชั่วขณะ

          จากที่เคยได้ยินมารดาเล่าให้ฟังอยู่หลายครั้งหลายคราว่านางมีอายุขัยและสังขารที่สั้นนัก เพราะได้มอบพรสามประการให้แก่ธิดา และมอบพรสองประการให้แก่โอรส ซึ่งการมอบพรของเทพหรือเทพีองค์ใดนั้น เท่ากับการมอบพลังชีวิตที่มีให้ไปจนหมด เว้นแต่พลังอำนาจที่ยังคงอยู่

          ทำให้ราชาดีออนท์เตรียมใจมานาน หากต้องพบเจอกับพระมารดาอลิเซียร์ในวันที่รูปโฉมไม่งดงามเหมือนอย่างเคย ผิวกายขาวนวลที่หย่อนคล้อยเหี่ยวย่นลง หรืออาการป่วยที่เข้ารุมเร้าจนน่าหวาดหวั่น

          ทั้งที่ตระเตรียมใจไว้เป็นอย่างดี และคิดเช่นนั้นมาตลอดว่าตนเข้มแข็งพอ...แต่เมื่อได้เห็นเต็มสองตาว่ามารดานั้นมีอาการย่ำแย่เพียงใด ดวงใจในอกซ้ายกลับเต้นระรัวไม่เป็นส่ำด้วยหวาดกลัวว่าต้องสูญเสียนางไปก่อนถึงเวลาอันควร

เหตุใดต้องทำหน้าพะวงเช่นนั้นด้วยเล่า?”

          ปลายนิ้วเหี่ยวย่นยังคงคอยเกลี่ยหยาดน้ำตาที่ไหลรินจากดวงตาสองสีคู่งาม นัยน์เนตรสีฟ้าเจิดจ้าราวผืนฟ้าก็กลับกลายเป็นดวงตาฟ้าฝางสีฟ้าชืดที่มืดมัวจนต้องยกสองมือคลำหา

ใครได้เห็นต่างก็พูดกันว่า...พระมารดาอลิเซียร์หรือเทพีแห่งสรรพสิ่ง หมดสิ้นซึ่งอายุขัยและสังขารที่โรยรา

          ดีออนท์เองก็ทราบดีกว่าใครว่ามารดาเหลือเวลาอีกไม่มาก แต่ก็ยังทำทีสุขกายสบายใจไม่แยแสต่ออาการทรุดป่วย เพราะไม่อยากให้ใครต่อใครต้องเป็นกังวลโดยเฉพาะตนที่ได้แต่เฝ้ามองด้วยความเจ็บปวดใจ

          ยิ่งได้เห็นมารดาเอาแต่ทอดมองผ่านช่องหน้าต่างไปยังจักรวรรดิอันไกลแสนไกล คล้ายกับมองหาใครบางคนที่อยู่ที่แห่งนั้น ความอดทนที่คิดจะเฝ้ารอกงล้อแห่งโชคชะตาจึงสะบั้นขาดลง ยอมขัดคำร้องขอแล้วออกตามหานางผู้เป็นสายเลือดเดียวกัน

หวังเพียงให้แม่ลูกได้พบหน้า หรือได้ใช้เวลาร่วมกันในช่วงวาระสุดท้ายของผู้เป็นแม่...

          ดีออนท์ภาวนามาเช่นนั้นมาตลอด และคำภาวนานั้นก็สมดังหวังอย่างไม่ต้องสงสัย แม้ขัดใจไม่น้อยที่เนเดเรียจำต้องตบแต่งกับราฟาเอล แต่ก็ไม่อาจขัดความปรารถนาของมารดาที่ดูท่าจะถูกชะตากับเขยปีศาจตนนั้นเสียเหลือเกิน

          จวบจนบัดนี้ ดูเหมือนเรื่องราวทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หากไม่นับรวมเรื่องที่ตนต้องดีดดิ้นเพราะคับแค้นใจยามต้องส่งมอบพี่สาวไปยังอุ้งมือมารในคืนเข้าห้องหอ...ก็ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ยังคาใจไม่หาย

เหตุใดเสด็จแม่ไม่ส่งมอบพลังอำนาจของเทพีแห่งสรรพสิ่งให้แก่เสด็จพี่

          สวนดอกไม้หลังพระราชวังที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเหล่านางกำนัลรับใช้พระมารดาอลิเซียร์ เป็นอันต้องเงียบกริบทันควันแล้วถดกายจากไป เมื่อคำถามที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้น มาพร้อมกับการปรากฏกายของจักรพรรดิดีออนท์

          เมื่อนั้นรอยยิ้มอันงดงามของนางจึงเหือดหายไป แต่ก็ยังคงยกถ้วยชาแตะขอบปาก ดื่มด่ำไปกับรสชาติและความหอมกรุ่นของใบชาจากป่าแดนเหนือ ปล่อยให้เจ้าลูกชายตัวดีส่งเสียงฟึดฟัด หลุดมาดบุรุษรุปงามผู้เงียบขรึมที่สตรีในจักรวรรดิต่างก็ละเมอเพ้อพกถึง

ท่านแม่!”

ยามลับหูลับตาเหล่าข้าราชบริพาร ราชาดีออนท์ก็กลับกลายเป็นเด็กชายดีออนท์ที่พร้อมจะร้องโวยวายหากถูกใครขัดใจ

          รอยยิ้มอันงดงามของนางจึงหวนกลับมาอีกคราพร้อมกับเสียงหัวเราะราวกับขบขันเสียเต็มประดา ที่ได้เห็นลูกชายมีท่าทีเง้างอนกระสับกระส่าย ทรุดตัวนั่งลงอีกฟากได้ไม่ทันไรก็เอาแต่ย้ำถามคำถามเดิม

ท่านแม่ โปรดตอบข้าด้วย ว่าเหตุใดถึงไม่ส่งมอบพลังอำนาจของท่านให้ท่านพี่

แล้วเจ้าจะรีบร้อนไปทำไมกัน?”

          “ก็ถ้าท่านแม่ส่งมอบพลังอำนาจ จะถือเป็นการแต่งตั้งเทพีแห่งสรรพสิ่งองค์ใหม่ และท่านพี่จะได้ไม่โดนพวกนางบำเรอของจอมมารหยามน้ำหน้าให้เจ็บใจ!”

          ครั้นจับได้ว่าเจตนาแท้จริงของดีออนท์คือเรื่องใด เสียงหัวเราะด้วยความขบขันนั้นก็ดังขึ้นเป็นเท่าทวี คงมีเพียงเจ้าตัวที่ยังคงมึนงงว่าเหตุใดถ้อยคำที่กลั่นออกมาจากใจถึงได้ถูกหัวเราะเยาะ

น่าเศร้านัก เจ้าดูถูกพี่เจ้าว่าอ่อนแอถึงขนาดต้องเจ็บใจกับเรื่องเช่นนั้นเชียวหรือ?”

เอ่อ ท่านแม่ ข้าไม่ได้...

พี่เจ้าไม่ได้เหมือนอย่างสตรีนางใดที่เจ้าเคยพบเจอ อย่าได้กังวลไป

          แม้ถ้อยคำที่พระมารดาตรัสจะทำให้องค์ราชาคลายพระทัยลงได้บ้าง กระนั้นก็ยังนึกสงสัยใคร่รู้ถึงเรื่องส่งมอบพลังอำนาจของเทพีแห่งสรรพสิ่งว่าอีกนานหรือไม่กว่าจะถึงเวลานั้น

เจ้าลองไปไถ่ถามพี่เจ้าดูเถอะ แม่ได้ฝากฝังทุกสิ่งอย่างให้นางสะสางแล้ว

ด้วยเหตุนี้ ดีออนท์จึงมาเข้าพบพี่สาวที่กลายเป็นองค์ราชินีแห่งอาณาจักรเซนเดรียเสียแล้ว...

          คราแรกก็นึกแคลงใจไม่น้อยที่ใครต่อใครต่างก็เรียกขานนางว่าองค์ราชินี เพราะเคยได้ยินข่าวลือหนาหูมาว่าจอมมารเหนื่อยหน่ายกับกฎมากมายนานับประการของเชื้อพระวงศ์ จึงสั่งให้ยกเลิกกฎพวกนั้นไป

          แต่ดูเหมือนทุกสิ่งอย่างในอาณาจักรเซนเดรียจะถูกจัดแจงให้เข้าที่ทางดังเดิม กฎที่เคยถูกยกเลิกไปถึงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกหน แล้วยังเหล่าออร์คแห่งเมืองเอนแนลที่พากันเดินให้ละลานตา เพราะต้องคอยขนดินขนหินมาต่อเติมบางส่วนของปราสาทให้กว้างขวาง รวมไปถึงขนของจำพวกแจกันหรือเพชรพลอยมาตกแต่งปราสาทโล่งเตียนให้ดูหรูหรา

          คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างดีออนท์ก็ได้แต่ยกมือเกาหัวด้วยความมึนงง คิดไม่ถึงว่าตนหายหน้าไปไม่กี่วัน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับอาณาจักรเซนเดรียถึงเพียงนี้

          เห็นแล้วก็เบาใจระคนเสียดาย อุตส่าห์วาดหวังไว้ว่านางคงทนกัดก้อนเกลือกับจอมมารได้ไม่พ้นปี ประเดี๋ยวก็คงโผกลับมาซบอกตนถึงจักรวรรดิบาฮาน

น้องข้า เจ้ามาหาข้ารึ?”

          ทันทีที่ดวงตาสองสีคู่งามสบเข้าดวงตาสีเดียวกัน ร่างเพรียวระหงที่กำลังสั่งการเหล่าออร์คให้เดินกันอย่างระมัดระวัง ก็หอบอาภรณ์กรุยกรายกรอมเท้าแล้วก้าวเข้ามาหาร่างสูงที่ค้อมกายให้นางอย่างอ่อนน้อม ก่อนเอ่ยทักทายกันด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกราวกับจะล้อเลียนนาง

ถวายพระพร ท่านพี่...ไม่สิ องค์ราชินีเนเดเรีย

เจ้าอย่าทำอย่างนี้!”

          พวงแก้มขาวขึ้นสีแดงเรื่อกับคำทักทายที่นางควรจะวางตัวให้ชินชา แต่กลับเขินอายขึ้นมาเมื่อคำพวกนั้นมาจากน้องชายร่วมสายเลือดที่เป็นถึงจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิบาฮาน

          นางรีบรุดเข้าประคองร่างสูงให้หยัดตัวลุกขึ้น ก่อนที่พวกข้ารับใช้สาวๆจะระทวยลงไปนอนกองกับพื้น เพราะความหล่อเหลาราวเทพองค์ใดมาโปรดของดีออนท์เป็นต้นเหตุ

          เนเดเรียจับจูงมือดีออนท์ไปยังห้องอาหารที่ถูกประดับประดาไปด้วยแจกันลวดลายงดงามนับสิบใบจนละลานตา พร้อมกับอาหารมากมายบนโต๊ะอาหารส่งกลิ่นหอมกรุ่นชวนให้ท้องร้องโครกครากอย่างไร้มารยาท

          ได้ยินเสียงท้องของใครบางคนกรีดร้อง นางก็ยกมือปิดปากแล้วส่งเสียงหัวเราะอย่างมีจริตจกร้านหยอกล้อพอให้อีกฝ่ายเขินอายบ้าง ก่อนเรียกหาเหล่าปีศาจรับใช้ให้มาคอยรินสุราชั้นดีลงในแก้วทองเหลืองฝังพลอย

คงพูดได้ไม่เต็มปากนักว่าอาณาจักรเซนเดรียรุ่งเรืองยิ่งกว่าจักรวรรดิบาฮาน

          แต่ด้วยข้าวของเครื่องใช้ รวมไปถึงอาหารการกินที่ดูอุดมสมบูรณ์ขึ้นทันตา ก็อดไม่ได้ที่ราชาดีออนท์จะเอ่ยถามราชินีเนเดเรียว่าเหตุใดที่ที่เคยรกร้างซบเซาแห่งนี้ ถึงได้ดูเจริญหูเจริญตาราวกับเสกสรรด้วยเวทมนตร์

นั่นไม่ใช่เวทมนตร์ เป็นของจริงต่างหากเล่า

          ของจริง?...ของจริงที่ท่านพี่ว่ามากจากไหนกัน ในเมื่ออาณาจักรเซนเดรียเป็นดินแดนแห้งแล้งขาดแคลนทุกสิ่งอย่าง ดีออนท์เอ่ยถามขณะที่อ้าปากรับเนื้อกวางย่างเนยที่เนเดเรียป้อนมาให้ ส่วนตาก็จดจ้องเพชรพลอยวิบวับที่นางสวมใส่

หากข้าเล่าให้เจ้าฟัง เกรงว่าจะไม่เชื่อกัน

ไม่เชื่อ

...เช่นนั้นเชิญกลับ

          จบคำนั้นนางก็หยัดตัวลุกขึ้นแล้วเรียกให้เหล่าข้ารับใช้ไปส่งแขกต่างแดนผู้มาเยือน ราชาดีออนท์จึงต้องรีบทำเสียงเล็กเสียงน้อยเอ่ยขอโทษขอโพยยกใหญ่ กว่านางจะยอมปรายตามองทำเอาขวยเขินจนหน้าแดงก่ำที่ถูกสายตาอีกหลายคู่จ้องมองกันมาเป็นตาเดียว

ข้ามีนิมิตฝันถึงหลานของเจ้า เพียงได้ยินแค่นั้น ราชาดีออนท์ก็พระทัยพองโตด้วยความปลื้มปริ่มอย่างแปลกประหลาด

          เจ้าชายอาร์ธีอัส...เป็นพระนามที่ราชินีเนเดเรียหมายมั่นจะมอบให้แก่โอรส และยืนกรานไม่ต้องการอีกหลากหลายพระนามที่ราชาดีออนท์ได้เลือกสรรไว้ให้

          ด้วยคำทำนายแห่งโชคชะตา กล่าวไว้ว่าการมาเยือนของเจ้าชายอาร์ธีอัส จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับอาณาจักรเซนเดรีย เพราะการกำเนิดของเจ้าชายองค์นี้เปรียบดั่งการให้กำเนิดของสรรพสิ่ง

          อีกนัยก็คือสรรพสิ่งร่วมยินดี ที่เจ้าชายอาร์ธีอัสสืบสายเลือดอันเข้มข้นขององค์เทพี ในภายภาคหน้าคาดว่าจะเป็นผู้ที่มีจิตใจอ่อนโยนและเมตตาจนใครต่อใครก็รักใคร่

ทุกสิ่งอย่างในอาณาจักรแห่งนี้จึงอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาทันตา ราวกับรอต้อนรับการมาเยือนของเจ้าชาย

          ได้ยินเช่นนั้น ดีออนท์ก็ถือวิสาสะเข้าไปลูบไล้หน้าท้องแบนราบพาดผ่านอาภรณ์บางเบาของเนเดเรียแล้วลนลานเอ่ยถาม ว่าหลานของตนหลับตานอนอยู่ในกายนางใช่หรือไม่

ยังหรอก คงอีกเดือนหรือสองเดือนกว่าจะล่วงรู้ว่าข้าตั้งครรภ์...ก็เพิ่งจะเข้าห้องหอเมื่อคืนวันก่อนเอง

          นางเอ่ยตอบด้วยเรือนกายแดงก่ำยามหวนนึกถึงคืนเข้าห้องหอที่ผันผ่านไป คงมีเพียงดีออนท์ผู้ไม่ประสาในเรื่องจำพวกนี้ ทำหน้าฉงนสงสัยระคนผิดหวังเหลือเกิน

ข้าเคยได้ยินพวกขุนนางเสวนากันเรื่องเข้าหอ จำได้ว่าหากร่วมหลับนอนเตียงเดียวกัน สตรีจะตั้งครรภ์ในวันต่อมา...ใช่หรือไม่?

          มือหนากร้านยังคงลูบหน้าท้องแบนราบราวกับคลำหาบางสิ่งในนั้นด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้ ท่ามกลางเสียงหัวเราะใสกังวานของนางที่น้ำหูน้ำตาไหลกับสัมผัสบางเบา ร่ำร้องว่าพอก่อนครั้งแล้วครั้งเล่า

          อาจเป็นเสียงของนางนั้นไพเราะเสนาะหูแล้วยังดังก้องไปถึงไหนต่อไหน ใครบางคนที่กำลังเหน็ดเหนื่อยกับการสั่งการเหล่าข้ารับใช้จึงได้ยินเสียงของนางอันเป็นที่รักชัดเจน และไม่รีรอที่จะก้าวขาไปหานางทันที

พอเถอะน่า เจ้าคิดว่าแค่ชายหญิงเข้าหอกัน จะมีลูกในพริบตาหรืออย่างไร?”

          แม้ปากนางจะบอกให้พอ แต่ก็ปล่อยให้ดีออนท์ลูบคลำหน้าท้องของนางด้วยสีหน้าที่ยังไม่คลายความสงสัย ลืมเลือนเจตนาแท้จริงว่าอุตส่าห์เดินทางมายังอาณาจักรเซนเดรียด้วยเรื่องใด

(ต่อ)

ดูเจ้าไม่รู้ประสาในเรื่องพวกนี้...ข้าเองก็พอเข้าใจแล้ว ว่าเหตุใดเจ้าถึงไม่มีภรรยาเคียงกาย

          “ก็ข้ายังไม่พร้อมจะมีภรรยาให้ปวดหัวฝ่ามือหนาละออกจากหน้าท้องนางพลางลอบถอนหายใจ อีกอย่าง พวกขุนนางก็คอยแต่จะยัดเยียดลูกสาวของตนจนข้าไม่รู้จะหลีกหนีอย่างไร

แล้วเจ้าทำอย่างไรกับพวกนางเล่า?” นางเอ่ยถามด้วยดวงตาเป็นประกายแฝงความสนุกสนาน

ข้าก็ส่งพวกนางไปเป็นนางกำนัลคอยรับใช้ท่านแม่น่ะสิ นั่นเป็นหนทางเดียวที่ไม่ถือเป็นการทำลายน้ำใจของขุนนางพวกนั้น

          ได้ฟังเรื่องเล่ามากมายในรั้ววังจักรวรรดิบาฮาน นางก็หัวเราะขบขันในความดิ้นรนเอาตัวรอดของดีออนท์จากเหล่าอิสตรีรอบตัวจวบจนบัดนี้

          ทั้งสองเสวนากันตามประสาพี่น้องที่ไม่เคยได้พบหน้ากันอยู่นานนม กระทั่งนางกำนัลปีศาจตนหนึ่งเข้ามากระซิบบอก ราชินีเนเดเรียจึงหอบอาภรณ์กรุยกรายของนางแล้วเดินจากไปโดยไม่ลืมจะเอ่ยลาราชาดีออนท์ผู้ตกอยู่ในความมึนงงเพราะถูกทอดทิ้งขณะที่กำลังเสวนากันอย่างออกรส

          แต่แล้วแววตาละห้อยละเหี่ยที่เหลียวมองตาม ก็กลับกลายเป็นแววตาเปี่ยมไฟริษยา เมื่อพบว่านางเข้าไปตระกองกอดกับใครบางคนที่อ้าแขนรับร่างของนางไว้เช่นกัน

มาแล้วหรือคะ ก่อนอื่นคงต้อง...ถวายพระพรเพคะ องค์ราชา

ข้าต้องขอบอกไว้ก่อนว่าไม่ชอบใจนักที่เจ้าหยิบยกคำพวกนั้นขึ้นมาบังคับใช้ อีกอย่าง เจ้าควรจะพักผ่อนให้มาก

เช่นนั้นฝ่าบาทจะลงโทษหม่อมฉันหรือเพคะ?”

ข้าลงโทษเจ้าแน่

          เป็นจอมมารราฟาเอลที่บัดนี้ใครต่างก็เรียกขานว่าองค์ราชาด้วยความหวาดหวั่นว่าถ้าหากพระองค์ไม่พอพระทัย จะมีใครถูกสั่งประหารหรือไม่ จึงพากันก้มหน้าก้มตาถวายการรับใช้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

แต่ก็มีเพียงสตรีนางหนึ่งที่อาจหาญทำให้องค์ราชาไม่พอพระทัย

          สตรีนางนั้นเป็นองค์ราชินีเองที่ทำทีหยอกเย้าไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าองค์ราชากำลังเหน็ดเหนื่อยกับราชกิจราชการมากมายที่เพิ่งสะสางเสร็จ ผิดกับเหล่าข้ารับใช้ปีศาจที่พากันขนลุกขนชันไปทั่วสรรพางค์ เกรงว่าพระองค์จะสั่งให้ลงโทษนางอย่างที่ลั่นวาจาไว้เมื่อครู่

          ทว่าสีหน้าถมึงทึงนั้นก็คลายลงราวกับถูกปัดเป่าด้วยรอยยิ้มอันงดงามของนาง และกลับกลายเป็นเสียงหัวเราะดังก้อง ก่อนรั้งร่างบอบบางนั้นเข้ามาไว้ในอ้อมกอดอีกคราต่อหน้าธารกำนัล จนเหล่าข้ารับใช้ต้องพากันหลุบตาหนีในความหวานล้ำชวนให้ริษยาเสียเอง

ไปเถอะค่ะ ข้าให้ข้ารับใช้จัดแจงชาหอมกรุ่นกับพานาค้อตต้าที่ท่านชอบเอาไว้ที่สวนแล้ว

เหนื่อยอ่อนเช่นนี้ ได้จิบชากับของหวานก็ดีเหมือนกัน

จากนั้นทั้งสองก็พากันจับจูงมือเดินไปยังสวนดอกไม้ข้างปราสาทโดยมีเหล่าข้ารับใช้เฝ้าติดตามไปทุกฝีก้าว

          ทุกอากัปกิริยาของราชาและราชินีแห่งอาณาจักรเซนเดรีย ถูกจับจ้องด้วยดวงตาสองสีที่ไม่อาจกักเก็บความชิงชังระคนอิจฉาริษยาเอาไว้ได้อีกต่อไป

ข้าอยากไปเสวนากับองค์ราชาของพวกเจ้าเสียหน่อย

          เหล่าข้ารับใช้ปีศาจไม่อาจขัดรับสั่งพระอนุชาขององค์ราชินีได้ จำต้องก้าวขาตามพระองค์ไปยังสวนดอกไม้ริมบึง ท่ามกลางความเสียงหัวเราะไพเราะเสนาะหูที่ดังก้องไปทั่วอาณาบริเวณ แต่ก็เงียบงันไปในทันทีที่ราชาดีออนท์ปรากฏตัวขึ้น

เจ้ายังไม่ได้กลับจักรวรรดิรึ แล้วงานที่บอกว่ายังค้างคาเล่า

อภัยให้ด้วยท่านพี่ ข้าลืมไปว่ามอบหมายให้ขุนนางคนสนิทสะสางให้แล้ว อีกซักประเดี๋ยวค่อยกลับ

          ดีออนท์เอ่ยตอบเนเดเรียด้วยรอยยิ้มเหมือนอย่างเคย ทว่าพอสบเข้ากับดวงตาแดงก่ำที่ตวัดมองมาอย่างไม่สบอารมณ์กับการมาของเขานัก ก็ทำทีค้อมกายให้ด้วยรอยยิ้มที่เห็นได้ชัดว่าจางหายไปรวดเร็วเสียยิ่งกว่าฝุ่นควัน

ถวายพระพร องค์ราชาราฟาเอล

ช่วยเรียกขานข้าอย่างเดิมจะดีกว่า

          ราชาดีออนท์ยังคงแย้มยิ้มขณะทรุดตัวลงนั่งร่วมโต๊ะ ทำทีดื่มด่ำไปกับชาหอมกรุ่นในถ้วยอย่างเงียบเชียบ แต่คอยหาทางขัดขวางห้วงอารมณ์รักของทั้งสองอยู่ร่ำไป

ไม่ว่าจะแสร้งเอ่ยขัดขึ้นมาด้วยความบังเอิญทั้งที่จงใจ หรือขอให้ราชินีเนเดเรียรินชาให้ทั้งที่หน้าที่นี้ควรเป็นของข้ารับใช้

          มีหรือที่ทั้งสองจะไม่รู้ว่าดีออนท์คิดเข้าขัดขวางให้พากันรำคาญใจ แต่ก็จำต้องปล่อยผ่านไปเพราะเข้าใจดีว่าเจ้าตัวคงเหงาหงอยกับการไม่ได้อยู่ร่วมกันกับพี่สาวร่วมสายเลือดที่ไม่เคยได้พบหน้า

          และราชาดีออนท์ก็ไม่นึกเอะใจแม้แต่น้อยว่าตนได้รับความเวทนา กระทั่งสองหูที่คอยเงี่ยฟังได้ยินเรื่องราวที่ทั้งสองเสวนากัน จึงชะงักไปด้วยความตกใจระคนสงสัย

ข้าวของมากมายในปราสาท เจ้าเอามาจากคลังสมบัติใต้ปราสาทรึ?”

เป็นของบรรณาการเล็กๆน้อยๆจากพวกออร์คเมืองแอนเนลต่างหากค่ะ

อันที่จริงเจ้าเอาเพชรพลอยในคลังสมบัติมาใช้ข้าก็ไม่ว่า เหตุใดต้องเอาของบรรณาการพวกนั้นมาใช้ด้วย

ข้าตั้งใจว่าจะเก็บของในคลังสมบัติให้ลูกๆของเราค่ะ

แรกเริ่มเดิมที ดีออนท์คิดตามติดเนเดเรียมาเพราะอยากหาหนทางขัดห้วงรักของนางกับจอมมารเท่านั้น

          ทว่าเจตนารมณ์ที่มีก็ผันเปลี่ยนไปในทันใด เมื่อได้ยินทั้งสองเอื้อนเอ่ยถึง ลูกๆ ซึ่งไม่ว่าจะนั่งฟังหรือนอนฟัง ก็ไม่อาจตีความไปเป็นอื่นได้ว่าถ้อยคำนั้นหมายความว่า เด็ก...เด็กตัวน้อยๆที่มีมากกว่าหนึ่ง

ลูกๆเรอะ!?”

          ไม่ทันที่ทั้งสองจะได้อิงแอบแนบชิดกันให้สมกับที่ไม่เห็นหน้ากันมาทั้งวัน ก็เป็นอันต้องสะดุ้งตกใจเมื่อจู่ๆราชาดีออนท์ก็ลุกพรวดขึ้นมาโวยวายเสียยกใหญ่ว่าคำที่เนเดเรียเอื้อนเอ่ยถึงลูกๆนั้นหมายความว่าอย่างไร แล้วถ้าหากเอ่ยออกมา คงทราบล่วงหน้าว่าจะมีลูกอีกหลายคนใช่หรือไม่

เป็นคำทำนายของเบลเฟกอลที่บอกไว้ว่าข้ากับจอมมารจะมีลูกด้วยกันถึงเจ็ดคน

          ครั้นทราบว่าเป็นคำทำนายของปีศาจเบลเฟกอลแห่งเผ่าเซนทอร์ที่ทำนายได้แม่นยำราวกับตาเห็น ดีออนท์ก็ปลื้มปิติเพียงหวนนึกถึงอนาคตอันใกล้ว่าจะมีเด็กน้อยน่ารักรายล้อมไม่ห่างหาย ลืมเลือนไปเสียสนิททั้งที่คาดโทษเอาไว้ในใจ ว่าเหตุใดตนถึงไม่ล่วงรู้ถึงคำทำนายนี้บ้าง

ทั้งท่านแม่และท่านพี่ ต่างก็ชอบปิดบังเรื่องที่ข้าควรทราบ

          แม้นึกน้อยอกน้อยใจที่ไม่ว่าเรื่องใดก็มักจะเป็นคนที่ล่วงรู้ในภายหลังทุกครั้งครา ทว่าความน้อยใจก็ถูกกลบเสียมิดชิดเพียงครุ่นคิดว่าอีกไม่นานก็จะได้พบหน้าหลานตัวน้อยๆ

          คิดได้เช่นนั้นก็ไม่รีรอขอตัวกลับไปยังจักรวรรดิบาฮาน หมายตระเตรียมข้าวของรอต้อนรับเอาไว้แต่เนิ่นๆ กระนั้นก็ไม่ลืมย้ำบอกและต่อว่านางอีกหลายครั้งหลายครา

          ท่านพี่ ท่านเป็นแม่คนก็ควรเตรียมทุกสิ่งอย่างเอาไว้ให้พร้อมก่อนถึงเวลานั้น!” ดวงตาสองสีสบมองนางที่สะดุ้งตกใจอีกหน ก่อนตวัดมองเจ้าของดวงตาแดงก่ำที่จรดมองมาด้วยความเหนื่อยหน่ายอย่างไม่คิดปิดบัง เจ้าเองก็ต้องคอยเฝ้าดูด้วย อย่าตามใจนางมากจนเกินไป

          เมื่อกำชับไว้เสร็จสรรพก็แม้กายจากไป แม้ได้ยินเสียงทอดถอนหายใจที่ดังคล้อยหลังมา ก็แสร้งไม่ได้ยินแล้วก้าวเดินไปตามโถงเดินโดยมีข้ารับใช้ปีศาจคอยนำทางตามรับสั่งขององค์ราชินีเนเดเรีย

อาร์ธีอัสเป็นนามที่ดีจริงเชียว

          ความขุ่นมัวและคลางแคลงใจที่มีแทบเลือนหายไป เพราะตอนนี้ราชาดีออนท์อารมณ์ดีเสียจนไม่คิดเหลียวมองสิ่งใดนอกจากการจดจ่อกับนามของหลานอีกหกคนที่ผุดนึกขึ้นมาได้ว่าควรตระเตรียมไว้เสียหน่อย

          กระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะของสตรีที่ผ่านหูไป สองขาที่ก้าวเดินก็เป็นอันต้องชะงักลงพร้อมกับคำกระซิบบอกของข้ารับใช้ปีศาจ พวกนางเป็นนางบำเรอที่พำนักอยู่ตรงปราสาทส่วนในเพคะ

หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดพวกนางถึงได้เดินร่อนเร่ไปทั่ว ทั้งที่อาณาบริเวณนี้ไม่ใช่ปราสาทส่วนใน?”

          “หม่อมฉันเกรงว่า พวกนางคงคิด...เอ่อ นางข้ารับใช้ไม่อาจหาญพอจะเอื้อนเอ่ยให้จักรพรรดิดีออนท์ได้ทราบ แต่ก็จำต้องเอ่ยออกไปเมื่อสบเข้ากับดวงตาสองสีที่ตราตรึงความหวาดกลัวให้เผยออกมา พวกนางคงคิดท้าทายรับสั่งขององค์ราชา ที่เคยรับสั่งไม่ให้พวกนางย่างกรายออกมาให้องค์ราชินีได้เห็นเป็นแน่เพคะ

ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นพวกนางหอบหิ้วจานผลไม้ไปยังปราสาทอีกส่วนซึ่งเป็นห้องโถงกว้าง

          ครั้นตรึกตรองถึงคำย้ำบอกของมารดาว่าเนเดเรียมิใช่สตรีอ่อนแอ ดีออนท์จึงทำเพียงลอบถอนหายใจกับปัญหาของพวกสตรี ทว่าไม่ทันได้ก้าวเดินไปไหนไกล ก็บังเอิญได้ยินถ้อยคำที่พวกนางเสวนากันด้วยด้วยพระประการที่หนึ่ง

          พรประการที่สอง สดับฟังสุรเสียง เป็นพรที่ไม่อาจควบคุมได้ดั่งใจเหมือนอย่างพรประการที่หนึ่ง เพราะพรประการนี้จะคอยสดับฟังเสียงจากจิตใจของสิ่งมีชีวิตรอบข้างตามแต่ใจของมัน พลอยทำให้ผู้ถือครองพรอย่างราชาดีออนท์เหนื่อยหน่ายที่บังเอิญได้ยินเสียงที่ไม่อยากได้ยินเข้า

          คราวนี้ก็ได้ยินเสียงในจิตใจของพวกนาง ที่เพียงได้ยินก็กรีดลึกลงไปในแก้วหูจนต้องยกมือขึ้นมาปิดกั้นสองหูเอาไว้ด้วยความเจ็บปวด เฉกเช่นเสียงแห่งความทุกข์ทรมานในจิตใจของพวกนาง

พวกนางดูทรมานจากบางสิ่งบางอย่าง คล้ายถูกใครบางคนบงการ

          ข้ารับใช้ปีศาจที่ติดตามราชาดีออนท์มา ไม่อาจเข้าใจในคำตรัสของพระองค์แม้แต่น้อย ทว่าก็ต้องเร่งฝีเท้าตามพระองค์ที่เดินตรงไปยังเหล่านางบำเรอทั้งห้านาง และไม่รีรอจะคว้าตัวนางใดนางหนึ่งไว้ได้ทันท่วงที

ถวายพระพรเพคะ ราชาดีออนท์

          แม้ถูกคว้าตัวไว้ นางก็ไม่เผยท่าทีตกอกตกใจอย่างที่ควรจะเป็น กลับค้อมกายให้กับเขาเหมือนกับอีกสี่นางที่ค้อมกายอย่างพร้อมเพรียงกันจนน่าหวาดกลัว

ดวงตาของพวกเจ้า...

          ยามสบมองดวงตาอันงดงามของพวกนาง กลับดูว่างเปล่าราวกับร่างนี้เป็นเพียงกายเนื้อหากแต่ไร้ซึ่งวิญญาณให้สิงสถิต ทว่าดีออนท์ยังคงได้ยินเสียงกรีดร้องแห่งความทุกข์ตรมดังออกมาจากห้วงจิตของพวกนางไม่ขาดสาย

ยังไม่ได้สิ้นใจตาย แต่ก็ไร้วิญญาณคล้ายถูกกักขัง

พวกนางเป็นเช่นนี้ นับแต่คนผู้นั้นเข้าปกครองปราสาทส่วนในเพคะ

คนผู้นั้นที่เจ้าว่าเป็นใครกัน?”

อภัยให้หม่อมฉันด้วยเพคะ องค์ราชินีรับสั่งมาว่าไม่ให้ทูลให้ฝ่าบาททราบ

          ความพะวงในใจเหือดหายลงไปไม่น้อยเมื่อทราบว่านางเองก็ทราบดีว่าปราสาทส่วนในมีปีศาจตนหนึ่งเข้าปกครอง จึงไม่คิดไถ่ถามให้มากความว่าคนผู้นั้นเป็นปีศาจจากเผ่าใด เหตุใดต้องตั้งตนเป็นผู้ปกครองเหล่านางบำเรอ

หากเป็นความปรารถนาของท่านพี่ที่คิดจัดการพวกนางด้วยตัวเอง ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่ควรยุ่มย่าม

ถึงเวลาที่ข้าต้องกลับจักรวรรดิบาฮานแล้ว

จำต้องยอมละมือจากการรั้งตัวนางบำเรอนางหนึ่งไว้ ตัดสินใจไม่ยุ่มย่ามก้าวก่ายกับกิจธุระที่เนเดเรียหมายจะสะสางในเร็ววัน

          ทว่าถ้อยคำที่พวกนางสนทนากันยามราชาดีออนท์คิดจะผินกายจากไป กลับทำให้เขาต้องขมวดคิ้วมุ่นอีกหนแล้วตวัดสายตาใส่พวกนางเป็นการตักเตือน

หม่อมฉันฝากความคิดถึงไปให้ท่านนักบุญเนเดเรียด้วยนะเพคะ

พูดอะไรกัน ราชาดีออนท์จะหอบความคิดถึงของเจ้าไปให้นางได้อย่างไร

ใช่แล้ว นางอยู่เคียงจอมมารที่อาณาจักรเซนเดรียแห่งนี้ต่างหากเล่า

จริงด้วย

พอเถอะพวกเจ้า ประเดี๋ยวจะโดนราชาดีออนท์สั่งประหารเอา

          พวกนางยังคงเอื้อนเอ่ยถ้อยคำแต่ละคำออกมากันอย่างสนุกปาก แต่อากัปกิริยากลับตื่นกลัวต่อความมืดมนจากจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิบาฮานยามคืบคลานเข้ามาใกล้ด้วยดวงตาสองสีที่จรดมองมาอย่างเงียบงัน จวนเจียนหายใจหายคอกันไม่คล่องราวกับถูกริดรอนลมหายใจ

          คราวนี้ไม่ใช่พรประการใดที่ใช้ข่มเหงจิตใต้สำนึกของพวกนาง แต่เป็น คาริสม่า ตราตรึงเสน่หาด้วยความกลัว เข้ารุกล้ำกัดกร่อนลมหายใจแล้วเค้นความตายออกมา จนกว่าจะหมดลมหายใจไปเพราะความหวาดกลัวเกาะกุม

          ทว่าพวกนางก็ยังคงเอ่ยวาจาเหน็บแนมออกมาแม้ตัวสั่นระริกและน้ำตาไหลริน ส่งเสียงหัวเราะอย่างไร้ซึ่งสติปัญญาจนเห็นได้ชัดว่าทั้งร่างกายและวิญญาณถูกกักขังเอาไว้

ข้าเวทนาพวกเจ้า แต่คงไม่อาจช่วยให้หลุดพ้นได้

          กระทั่งเปลือกตาบางปรืดปิดบดบังนัยน์เนตรสองสี เมื่อนั้นพวกนางก็ได้รับลมหายใจคืนมาแต่ยังคงอ้าปากหัวเราะกันเพราะถูกบงการมานานนมจนจดจำการกระทำพวกนี้เอาไว้

ข้าหมดธุระที่นี่แล้ว คงต้องกลับจริงๆเสียที

          ข้ารับใช้ปีศาจได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับพลางเหลียวมองพวกนางด้วยความสมเพชเวทนาที่ปล่อยให้ถูกปีศาจตนนั้นครอบงำได้โดยง่ายเพราะความโลภบดบังตา

          ดวงตาของพวกนางจ้องมองจักรพรรดิดีออนท์ที่เดินจากไปจวบจนลับสายตาด้วยหยาดน้ำตาไหลอาบใบหน้า ในใจกรีดร้องขอความเมตตาให้ช่วยปลิดลมหายใจนี้ทิ้งไป ทว่าสุรเสียงดังก้องสะท้อนผ่านความมืดมนที่ได้รับมาจากพระองค์ กลับทำให้พวกนางชะงักไป

จงเรียกขานพี่ข้าว่า องค์ราชินี...นางต้องให้ความช่วยเหลือพวกเจ้าเป็นแน่

          ได้แต่นึกขอบคุณแล้ววาดหวังว่าอีกไม่นาน ราชินีเนเดเรียจะมาเยือนปราสาทส่วนในแล้วปลดปล่อยพวกนางให้พ้นจากความทุกข์ตรมนี้เสียที...

          ในส่วนของนักบุญคนงามผู้กลับกลายเป็นราชินีแห่งแดนปีศาจ นางกำลังลิ้มรสพานาค้อตต้าเนื้อนุ่มละมุนลิ้นด้วยฝีมือของปีศาจเบลเซบับที่บรรจงทำให้อย่างประณีต หารู้ไม่ว่าคนข้างกายจดจ้องนางด้วยสายตาอันเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่

          อา อิ่มจนไม่อยากทานของคาว ว่าแล้วนางก็เผลอไผลส่งเสียงเรอออกมาเสียงดังลั่น แต่ข้าอยากทานของหวานมากกว่านี้ ถ้าไม่เกรงว่าจะท้องแตกเสียก่อน

          เพราะคอยรับใช้องค์ราชามานาน เห็นองค์ราชินีทำอากัปกิริยาไม่เหมาะไม่ควรก็เกรงว่าพระองค์จะไม่พอพระทัย ร้อนรนพากันกระซิบกระซาบว่าควรทำอย่างไรให้นางรอดพ้นจากการถูกเฆี่ยนตีเหมือนอย่างที่เหล่าข้ารับใช้เคยโดนกัน

ทว่าเหล่าข้ารับใช้คงกังวลมากไปจนหลงลืมว่าจอมมารราฟาเอลนั้นเปลี่ยนไปนับแต่พบเจอนักบุญเนเดเรีย

เจ้าทานแต่ของหวานเช่นนี้ ลูกของเราคงชอบของหวานมากเป็นแน่

นอกจากจะไม่กริ้วโกรธแล้ว ยังเอ่ยหยอกเย้าด้วยการไล้ปลายนิ้วผ่านหน้าท้องกลมย้วยของนางที่อุดมไปด้วยของหวานล้นปรี่

ฝ่าบาทคงมีเมตตาหากมีองค์ราชินีอยู่เคียงข้าง

เมื่อทราบความนัยก็ทำให้เหล่าข้ารับใช้ละวางความกังวลว่าองค์ราชินีจะถูกลงโทษลงได้

          ทว่าละวางความกังวลลงได้ไม่ทันพ้นสามลมหายใจ สุรเสียงห้วนๆยามพระองค์เอ่ยถามถึงปีศาจลิเวียธานที่สั่งการให้คอยรับใช้องค์ราชินีหายหน้าหายตาไปไหน

          เม็ดเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของเหล่าข้ารับใช้รอบกายองค์ราชินีทันที เพราะรู้เห็นว่านางสั่งการให้แม่ปีศาจสาวไปเฝ้าสังเกตการณ์ทางฟากฝั่งมนุษย์ และถ้าหากไม่ได้ความก็อย่าได้กลับมา

ข้าให้นางไปเยี่ยมเยียนโคลด์กับริต้าที่ป่าแดนเหนือค่ะ

องค์ราชินีเนเดเรียตรัสออกมาได้อย่างแนบเนียนและแยบยล ไม่เผยพิรุธให้องค์ราชาราฟาเอลคิดคาดคั้นนางแม้แต่น้อย

          เหล่าข้ารับใช้ปีศาจเป็นอันต้องลอบถอนหายใจในความเจ้าเล่ห์เจ้ากลของนางอีกหน ใครเล่าจะคาดคิดว่านางผู้เคยเป็นนักบุญจะกล้าเอ่ยคำโกหกออกมาได้หน้าตาเฉย

          ทูลฝ่าบาท พวกออร์คสร้างถนนหนทางตามที่รับสั่งใกล้เสร็จแล้ว แต่หยุดชะงักไปเพราะพบเจอกล่องบางอย่างใต้ผืนดินพ่ะย่ะค่ะ

          และแล้วความอกสั่นขวัญแขวนของเหล่าข้ารับใช้ ยามนัยน์เนตรแดงก่ำจรดมององค์ราชินีราวกับคิดไถ่ถามบางสิ่งบางอย่างก็เลือนหายไปในทันทีที่พลทหารปีศาจตนหนึ่งขอเข้าเฝ้าแล้วทูลบอกความ

แน่นอนว่าพระพักตร์ของราชาราฟาเอลทะมึนดำเพราะเหนื่อยหน่ายเหลือเกินที่ถูกขัดจังหวะด้วยภาระงานที่ไม่อาจเลี่ยงได้

ข้ามีเรื่องอยากคุยกับเจ้า...เรื่องลูกของเรา ตามคำทำนายของเบลเฟกอล

ค่ำคืนนี้ข้าจะรอพูดคุยกับท่าน แต่ตอนนี้รีบไปเถอะค่ะ ประเดี๋ยวจะไม่ทันการ

          องค์ราชินียังคงแย้มยิ้มแล้วโบกมือลาองค์ราชาที่จำต้องไปจัดการเรื่องสำคัญยิ่งกว่า จวบจนร่างสูงใหญ่ลับสายตา รอยยิ้มหวานล้ำของนางก็ถูกทดแทนด้วยความกังวลที่ฉายชัดบนใบหน้า

ข้าเพิ่งทราบว่าการเป็นแม่คนจะทำให้ต้องกังวลมากมายเช่นนี้

เนเดเรียพึมพำกับตัวนางโดยไม่คิดปิดบังให้เหล่าข้ารับใช้ที่เฝ้ามองต้องสงสัยว่านางกังวลเรื่องใด

          มือทั้งสองของนางเอาแต่ประคองหน้าท้องของนางเอาไว้นับแต่หวนนึกขึ้นได้ว่าอีกไม่นาน นางต้องให้กำเนิดลูกคนแรกผู้ถูกทำนายชะตาเอาไว้ว่าจะพูดไม่ได้หลังจากกำเนิดครบห้าปี

(ต่อ)

          มือทั้งสองของนางเอาแต่ประคองหน้าท้องเอาไว้นับแต่หวนนึกขึ้นได้ว่าอีกไม่นาน นางต้องให้กำเนิดลูกคนแรกผู้ถูกทำนายชะตาเอาไว้ว่าจะพูดไม่ได้หลังจากกำเนิดครบห้าปี นางจึงทราบดีว่าเรื่องที่จอมมารอยากพูดคุยด้วยก็คงไม่พ้นเรื่องที่เบลเฟกอลทำนายชะตาไว้

พวกเจ้ามีเรื่องอันใดให้ไปทำก็ไปเถอะ

          เมื่อองค์ราชินีมีรับสั่งเช่นนั้น ก็ได้แต่พยักหน้ารับแล้วพากันถดกายจากอาณาบริเวณสวนดอกไม้เพื่อให้พระองค์ได้ปลดปล่อยความขุ่นข้องหมองพระทัยเพียงลำพัง

          ทว่าไม่ทันได้พากันถดกายจากไป สตรีนางหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดเข้าไปหาองค์ราชินีจนต้องเข้าคว้าตัวไว้แต่ก็ไม่มีใครเข้าขวางนางได้ จนต้องก้มหน้างุดเตรียมโดนตำหนิที่ปล่อยให้สตรีนางนั้นเข้าไปยืนยิ้มแป้นแล้นต่อหน้าพระองค์ได้

          แต่พอชมโฉมนางให้ถ้วนถี่ นางคนนี้คงไม่ใช่หนึ่งในเหล่านางบำเรอจากปราสาทส่วนใน...ถ้าเช่นนั้น ก็คงเป็นอดีตนักบุญศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวรรดิจาม่อน พระสหายขององค์ราชินีใช่หรือไม่?

ถวายพระพรเพคะ ราชินีเนเดเรีย

          เนเดเรียมัวแต่ทอดถอนหายใจแล้วเหม่อมองสวนดอกไม้บานสะพรั่ง กว่าจะล่วงรู้ว่าแมรี่เข้ามาค้อมกายให้กับนาง ก็เป็นอันต้องสะดุ้งตกใจกับเสียงเพรียกหาที่ดังอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ

องค์ราชินีเพคะ

          เอ๊ะ นักบุญแมรี่เองรึ?” หากให้นับก็คงเป็นครั้งที่สามของวันที่นางสะดุ้งโหยง เกือบทำถ้วยชาในมือหล่นแตก ตกใจหมด เจ้าช่วยให้สุ้มให้เสียงหน่อยสิ

หม่อมฉันเข้ามาถวายพระพรองค์ราชินีอยู่นานสองนานแล้วเพคะ

พักนี้ข้าไม่ค่อยมีสติสตังนัก ว่าแต่เจ้าคงมีเรื่องอยากพูดคุยกับข้าใช่หรือไม่?” หากดูจากสีหน้าสีตายิ้มจนตาปิดนั่น

เพคะ!”

          อดีตนักบุญแมรี่ไม่รีรอที่จะทรุดตัวนั่งร่วมโต๊ะกับองค์ราชินีอย่างถือวิสาสะ อาจเป็นเพราะลืมตัวลืมตนไปเสียสนิทว่าสหายคนนี้ไม่ใช่นักบุญเหมือนอย่างเก่าก่อน นางจึงยื่นมือเข้ามาลูบคลำหน้าท้องด้วยดวงตาเป็นประกาย ยามพรประการที่หนึ่งของนางพบอีกหนึ่งลมหายใจที่กำลังก่อกำเนิดขึ้น

          ลมหายใจนั้นทั้งแผ่วเบา อ่อนโยน และไพเราะยิ่งกว่าสิ่งใด...ทำเอานางหลงใหลหลับตาพริ้ม กระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะที่ไพเราะไม่มากไม่น้อยไปกว่าเสียงลมหายใจนั้น นักบุญแมรี่ก็จำต้องละมือจากไปด้วยความเสียดาย

          อภัยให้ด้วยเพคะ หม่อมฉันได้ยินเสียงลมหายใจอันอ่อนโยนมาจากองค์ราชินี จึงรีบร้อนมาเข้าเฝ้าเพราะอยากทราบว่าลมหายใจที่หม่อมฉันได้ยินมาจากพระองค์ใช่หรือไม่

แล้วเป็นอย่างไรเล่า

ใช่เพคะ เป็นลมหายใจที่ไพเราะมาก!”

          เนเดเรียไม่แปลกใจนักกับอากัปกิริยาตื่นเต้นออกหน้าออกตา นางหัวเราะกับท่าทางน่าขันนั้นแต่ดวงตากลับไม่หัวเราะตาม และแมรี่คงจับได้ว่านางมีเรื่องทุกข์ตรมอยู่ในใจเพียงสบตากัน มือที่ละออกไปจึงเข้ามากอบกุมไว้แน่นขนัด

กังวลเรื่องเจ้าชายหรือเพคะ?”

ข้ามองออกได้ง่ายดายขนาดนั้นเชียวรึ

          เป็นเพราะพระประการที่หนึ่งของหม่อมฉันต่างหากเพคะ หม่อมฉันจึงทราบว่าลมหายใจของเจ้าชายแผ่วเบาทุกคราที่เวียนบรรจบครบห้าหน

ครั้งยังเป็นท่านหญิงแมรี่ นางเป็นคนที่เถรตรงมากเกินพอดี

          ทว่าพอได้รับพรมาจากมหาเทพ นางก็ลดความเถรตรงลงมาก จำต้องคงภาพลักษณ์ของนักบุญผู้สงบเสงี่ยมเปี่ยมเมตตาให้ผู้คนคอยศรัทธา ผิดแผกกับตัวตนแท้จริงของนางหลายขุมจนนางอึดอัดเสียอยากร่ำไห้ออกมา แต่ก็ต้องฝืนทนสวมบทบาทนักบุญศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวรรดิจาม่อน

นางไม่เคยนึกฝันว่าจะมีวันหลุดพ้นจากพันธนาการนั้นได้

นิสัยใจคอเดิมที่บดบังไว้จึงเผยออกมา และนางเองก็ทราบดีว่าความเถรตรงของนางรังแต่จะสร้างปัญหา

          คราวนี้ก็เช่นกันที่ความเถรตรงทำให้นางเองต้องลำบากใจ เพราะเผลอพลั้งปากเอ่ยถึงเรื่องเช่นนั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีนักกับคำที่พลั้งเผลอพูดไป นางจึงลนลานเอ่ยขอโทษขอโพย

          แต่ราชินีเนเดเรียกลับเอ่ยอย่างเข้าอกเข้าใจว่าไม่เป็นไร ถึงอย่างไรนางก็ทราบจากคำทำนายของปีศาจเบลเฟกอลให้ทำใจและยอมรับในชะตาที่ชี้ชัดว่า เจ้าชายอาร์ธีอัสจะพบเจอกับเรื่องบางอย่างทำให้พูดไม่ได้จวบจนตลอดชีวิต

นักบุญแมรี่เพียงแต่นึกอยากมาขอบคุณที่ได้รับความช่วยเหลือและมอบที่พำนักให้นางกับบิดาได้ซุกหัวนอน

ครั้นเห็นสหายต้องเศร้าโศกเสียใจกับคำพูดตอกย้ำของตน ก็เห็นควรจะร่ายพรประการที่หนึ่งให้กับลูกน้อยของนางไว้

เจ้าทำอะไร?”

          ราชินีเนเดเรียเอ่ยถามทันทีที่สัมผัสได้ถึงฝ่ามือทั้งสองกำลังลูบไล้หน้าท้องนางอย่างผะแผ่ว กระนั้นก็ไม่คิดหลีกหนีความอบอุ่นยามแผ่เข้ามาในกาย พร้อมกับแสงเจิดจ้าสว่างวาบจนต้องหลับตาแน่น

          ด้วยพรประการที่หนึ่งของหม่อมฉัน จะทำให้พระองค์ทราบถึงลมหายใจของเจ้าชาย แมรี่หลุบตามองด้วยความเอ็นดู เพราะเนเดเรียทำตาโตแล้วลูบคลำหน้าท้องเสียยกใหญ่ ราวเจ็ดคืนนี้นับจากนี้ เจ้าชายต้องบ่นพึมพำให้องค์ราชินีได้ยินเป็นแน่เพคะ

สีหน้าสีตาหม่นหมองกลับกลายเป็นสีหน้าแห่งความยินดีได้ในพริบตา

          นางทราบว่าพรประการที่หนึ่งของนักบุญแมรี่เปรียบดั่งการมอบลมหายใจใกล้ขาดห้วงให้กับสิ่งมีชีวิต แต่นึกไม่ถึงว่านอกจากการมอบลมหายใจแล้ว จะสามารถมอบเสียงของลมหายใจอีกหนึ่งที่กำลังก่อกำเนิดให้ได้ยินอีกด้วย

          เนเดเรียปลื้มปิติเหลือเกิน ถึงแม้ว่าจะไม่อาจหลีกหนีคำทำนายแห่งโชคชะตาได้ แต่ขอเพียงได้ยินเสียงของลูกน้อยในท้อง ก็คงพอปลอบประโลมให้ใจนางสงบลงได้บ้าง

          นักบุญแมรี่ยังบอกนางอีกว่า การที่นางหลงใหลในการลิ้มลองของหวาน แล้วยังตกอยู่ในห้วงอารามตกใจได้ง่าย อาจถูกหล่อหลอมเป็นนิสัยใจคอของเจ้าลูกชายตัวน้อย

มหาเทพคงมอบพรให้หม่อมฉันเพื่อประการนี้

เพราะมัวดีอกดีใจกับพรที่ได้รับมา นางจึงไม่ทันได้ยินคำเปรยเอื้อนเอ่ยถึงมหาเทพ

กระทั่งตอนนี้ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ปรากฏดวงจันทร์ท่ามกลางหมู่ดาวส่องแสงระยิบระยับ

          ราชินีเนเดเรียก็ยังคงมีรอยยิ้มอันงดงามบนใบหน้า เหล่าข้ารับใช้เห็นนางย่างกรายผ่านไปก็ค้อมกายให้ แต่ก็ต้องนึกแปลกใจกับเสียงเพลงเสนาะหูในลำคอที่นางเปล่งออกมา

          นางอารมณ์ดีเสียจนเดินทอดน่องไปทั่วปราสาท กว่าจะได้เยือนห้องหอที่กลับกลายเป็นห้องหลับนอน ก็มีใครอื่นเอนตัวนอนบนตั่งเตียงราวกับรอนางมานานนม

          และใครอื่นที่ว่าก็เป็นสามีของนางเอง...จอมมารราฟาเอลผู้มีสีหน้าบึ้งตึงเง้างอน แม้นางจะเข้ามาออดอ้อนออเซาะด้วยรอยยิ้มหวานหยด ก็ยังคงทำสีหน้าเช่นนั้นจนต้องทรุดตัวนั่งลงบนตักหนา ยกแขนคล้องคอชายอันเป็นที่รักหมายพรมจูบ ราวกับรู้ตัวดีว่านางทำสิ่งใดให้สามีไม่พอใจ

เจ้ามาช้า มือหนาดันดวงหน้าเล็กให้ออกห่าง กระนั้นอีกมือก็ยังเอื้อมจับเอวบางคอดไว้ มัวเดินชมนกไม้รึ

          อันที่จริงเนเดเรียควรกริ้วโกรธกับคำค่อนแคะ แต่นางกลับเอ่ยตอบด้วยเสียงหัวเราะดังก้อง ข้าคงชมนกชมไม้เพลินไปหน่อยค่ะ

          ว่าแล้วนางก็หยัดตัวลุกขึ้นแล้วเดินไปยังกระจกทองเหลืองบานใหญ่พลางถอดเครื่องประดับหรูหราออกจากเรือนกาย ปากก็พร่ำบ่นว่าของพวกนี้ทำนางรำคาญไม่น้อย ปล่อยให้จอมมารนิ่งงันไปเพราะความงุนงงที่ตามอารมณ์หุนหันพลันแล่นของภรรยาคนงามไม่ทัน

ประเดี๋ยวก็ยิ้มแป้นแล้นจนหน้าบาน ประเดี๋ยวก็หงุดหงิดงุนง่านกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

          กระนั้นดวงตาแดงก่ำก็ยังคงจรดมองร่างบอบบางภายใต้อาภรณ์บางเบาอย่างไม่อาจปิดบังความหลงใหลไว้ได้มิด พลันร่างสูงใหญ่ก็เข้าประชิดตัวนาง กดปลายจมูกแนบไปกับพวงแก้มแดงเรื่อ พลางคล้องแขนโอบกอดร่างนางไว้เสียแนบแน่น ข้ากอดเจ้าได้หรือไม่?”

อย่ามาถามหลังจากกอดแล้วสิคะ

ประโยคนี้เหมือนข้าเคยได้ยิน

          เนเดเรียไม่ตอบคำเปรยบ่น แต่กลับละสายตาจากการจดจ้องเรือนร่างของนางในกระจกทองเหลือง แล้วหันมาสวมกอดร่างหนาด้วยความเหนื่อยล้าเพราะมีเรื่องให้ขบคิดทั้งวัน อีกทั้งพรห้าประการที่ไม่อาจควบคุมได้คอยทำให้นางล้าไปทั้งกาย

          และดูเหมือนว่าจอมมารราฟาเอลจะทราบว่านางเหนื่อยอ่อนจนแทบเอนทั้งร่างให้อ้อมแขนแกร่งรับไว้ จึงเข้าช้อนร่างนางแล้วบรรจงวางลงกับตั่งเตียง ไม่ลืมกระซิบบอกนางว่าควรนอนพัก ก่อนจะก้าวขาจากไปหมายจะสั่งให้เหล่าข้ารับใช้ตระเตรียมถังน้ำอุ่นไว้ชะล้างตัว

          ทว่าไม่ทันได้ก้าวจากไป เรี่ยวแรงอันน้อยนิดที่รั้งจับปลายเส้นผมสีขาวพิสุทธิ์ไว้ ทำให้ต้องปรายมองคนบนตั่งเตียงที่อาจหาญดึงรั้งเส้นผมของจอมมารแห่งแดนปีศาจไว้

ราชินีเนเดเรียที่ใครต่างก็ลือกันว่านางเพียบพร้อมไปด้วยรูปโฉมและกิริยางดงาม

          บัดนี้ความงามล้ำของนางกลับถูกบดบังด้วยผมเผ้ากระเซอะกระเซิงปรกหน้าปรกตา ดวงหน้าซีดเซียวไปด้วยความอ่อนล้า ขอบตาดำคล้ำที่เพียรปกปิดด้วยผงแป้งก็ถูกลบเลือนให้หายไป

ใครเห็นคงร้องตกใจว่าเหตุใดนางถึงเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้...

          ท่านจอมมารเจ้าขา หากท่านกรุณา ช่วยล้างเนื้อล้างตัวให้ข้าด้วยเถอะค่ะ ไม่ว่าเปล่า มืออีกข้างของนางก็เอื้อมมาดึงรั้งเส้นผมยาว พร้อมกับส่งสายตาออดอ้อนราวกับอยากบอกว่านางเหนื่อยอ่อนเสียจนไม่อยากแม้แต่จะลุกขึ้นจากตั่งเตียง

เพราะใครอื่นต่างก็มองนางเพียงเปลือกนอกหาใช่เนื้อแท้ ก็คงพากันตกอกตกใจอย่างที่ว่า

แต่ไม่ใช่กับข้าที่มองเนื้อแท้ของนางนับแต่วันแรกได้พบกัน

ข้าเองก็ลืมไปว่าเจ้าควรล้างเนื้อตัวเสียหน่อย...ไม่สบายตัวใช่หรือไม่?”

คงต้องรบกวนท่านราฟาเอลด้วยค่ะ

ไม่เป็นไร ถือว่ารับผิดชอบที่เมื่อคืนทำเจ้าไม่ได้หลับได้นอน

ท่านนี่มัน...!”

          แม้เนเดเรียจะทำเป็นเง้างอนกับคำหยอกเย้าที่ทำเอาเขินอายเพราะหวนนึกถึงเรื่องราวเมื่อคืนเข้า แต่ก็อ้าสองแขนให้อีกฝ่ายประคองร่างนางมาเอนซบอ้อมแขนอันอบอุ่น หลับตาพริ้มยามถูกโอบอุ้มไปโดยไม่ต้องเสียแรงเดินด้วยสองขาของตัวเอง

เห็นนางดูสบายอกสบายใจ ก็ไม่อยากเอ่ยถามถึงคำทำนายชะตาให้เสียอารมณ์

          คันคิ้วที่มักขมวดมุ่นตลอดเวลากลับคลายลงอย่างน่าแปลกใจ มุมปากที่มักเรียบตึงก็ขยับยกขึ้นมาทุกครั้งคราเมื่อได้สบมองสตรีตรงหน้าผู้เคยถูกขนานนามว่าเป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์และเทพีแห่งป่าแดนเหนือที่ใครก็ไม่อาจเอื้อม

อุตส่าห์ครองตัวให้สันโดษมาเกือบห้าร้อยปี ใครเล่าจะคาดคิดว่าเผลอพลาดท่าให้นางเข้าโดยไม่รู้ตัว

          ไม่ว่าจะด้วยคำทำนายในคู่ชะตาของเบลฟอลหรือด้วยความบังเอิญอื่นใดที่ทำให้ได้พานพบกัน และทำให้คนโง่เง่าเฉกเช่นเขาได้เห็นว่าสิ่งสำคัญมากกว่าอำนาจที่เฝ้าถวิลหา คือสิ่งที่เรียกว่าครอบครัว

          พลันนัยน์เนตรคู่คมก็เหลือบมองเรียวนิ้วของนางที่ยังคงว่างเปล่าไร้แหวนฝังอัญมณีเม็ดงามวงใดสวมใส่ เหตุเพราะเคยรำคาญธรรมเนียบยิบย่อยจนลืมใส่ใจไปว่านางควรมีแหวนแต่งงานเป็นสักขีพยาน

          เมื่อนั้นจอมมารราฟาเอลจึงหมายมั่นว่าควรเอาอัญมณีเม็ดงามในกล่องไม้ที่ขุดพบไปประดับบนแหวนทองคำแล้วมอบให้กับนางอย่างสมเกียรติขององค์ราชินีแห่งอาณาจักรเซนเดรีย

 





         กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นานพอจะนับได้ว่ามนุษย์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของเหล่าทวยเทพและปีศาจอสุรกายมาหลายชั่วอายุคน

ในยุคสมัยนั้น มนุษย์ไร้ซึ่งกำลังและอ่อนแอเป็นที่สุด จึงถูกปีศาจคอยข่มเหงให้หวาดกลัวกันอยู่ร่ำไป

          เดิมทีทวยเทพไม่คิดเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์หรือปีศาจตนใดเพราะเป็นกฎแห่งสวรรค์ที่มหาเทพได้บัญญัติเอาไว้ แต่กลับเป็นมหาเทพเสียเองที่นึกเห็นอกเห็นใจเหล่ามนุษย์ผู้ถูกรุกรานจนหวาดกลัวแทบทุกลมหายใจ

แม้แต่พระองค์ก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าการเห็นใจมนุษย์ในคราวนั้น เป็นเรื่องที่ผิดมหันต์

          เกิดสงครามระหว่างปีศาจและทวยเทพขึ้นทันใด เพราะมหาเทพตัดสินใจปกป้องมนุษย์เอาไว้ให้พ้นจากความกลัว ซึ่งฟากฝั่งที่ชนะสงครามก็เป็นฟากฝั่งของเหล่าทวยเทพโดยไม่ต้องสงสัย

ปีศาจจะไม่ระรานมนุษย์อีกต่อไป...เป็นสัญญาที่ข้าและจอมมารตนนั้นได้ให้กันไว้ จากนี้ไปขอให้พวกเจ้าอย่าหวาดกลัว

          คำตรัสของพระองค์ ทำให้เหล่ามนุษย์ยินดีนักหนาพร้อมทั้งเทิดทูนเหล่าทวยเทพที่ช่วยให้ตนหลุดพ้นจากความเกรงกลัวออกมาได้ โดยไม่ทันตรองดูว่าถ้าหากจอมมารตนนั้นไม่ยินยอมทำพันธสัญญาด้วย คงไม่มีหนทางได้อยู่กันอย่างสงบสุขเป็นแน่

          นับแต่นั้นเป็นต้นมา มนุษย์ก็ใช้ชีวิตโดยปราศจากการรุกรานจากปีศาจมานานนับร้อยปี กระนั้นก็ยังมีมนุษย์บางจำพวกฝักใฝ่ในมนตรา และนึกใคร่ครวญถึงเหตุที่มนุษย์ไม่อาจร่ายมนตราได้

หรือเป็นเพราะมนุษย์นั้นต้อยต่ำ ไม่มีเวทย์วิเศษวิโสเหมือนอย่างเทพหรือปีศาจตนใด?

          เพียงตลบคิดก็ก่อเกิดความอิจฉาริษยาขึ้นมาในใจ เสาะหาหนทางใช้เวทมนตร์ หวังให้เผ่าพันธุ์ของตนสูงส่งเทียบเทียมเผ่าพันธุ์อื่น

          กระทั่งมีมนุษย์ค้นพบเวทมนตร์ด้วยการท่องคาถา ซึ่งจดจำมาจากเทพองค์หนึ่งที่คอยแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนมนุษย์ตามรับสั่งของมหาเทพ...เมื่อนั้นจึงเกิดความสับสนอลหม่าน สั่นคลอนไปทั่วทั้งแดนสวรรค์และแดนปีศาจ

          มนุษย์ไม่ทราบแม้แต่น้อยว่าทวยเทพร่ายเวทย์ได้เพราะมีต้นกำเนิดมาจากธาตุแสง ส่วนปีศาจก็ร่ายเวทย์ได้โดยมีต้นกำเนิดจากหมอกโลหิต

          เวทมนตร์ที่มนุษย์ร่ายจึงเป็น มนตร์ดำ เวทย์ที่แสวงหาต้นกำเนิดไม่ได้ แต่บทคาถาเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า จึงเข้ากลืนกินลมหายใจของใครก็ตามที่อยู่ใกล้กับผู้ร่ายเวทย์

และคนผู้นั้นก็เป็นบรรพบุรุษแห่งราชวงศ์มองก์ตัน ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิจาม่อน

          มหาเทพทราบเข้าก็วิตกนัก ไม่รีรอที่จะเสด็จไปชี้แจงแถลงไขให้มนุษย์ผู้นั้นได้เข้าใจว่าเวทมนตร์ที่ร่ายไปเป็นมนตร์ดำซึ่งนับเป็นเวทย์ต้องห้าม ไม่เพียงแต่จะกลืนกินลมหายใจของผู้อื่น แต่ยังกลืนกินสังขารและอายุขัยของผู้ร่ายเวทย์อีกด้วย

          คำย้ำบอกของมหาเทพมิได้ทำให้เกรงกลัวแม้แต่น้อย แต่เห็นแก่ที่พระองค์เคยให้การช่วยเหลือมนุษย์ให้หลุดพ้นจากการถูกปีศาจข่มเหง จึงยอมจดบันทึกว่าเวทย์ โลหิตพิษ เป็นมนตร์ดำที่ไม่ว่าใครก็ตามอย่าได้หยิบยกมันขึ้นมาร่ายอีกเป็นอันขาด ถึงแม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์มองก์ตันก็ตาม

          ทว่าถ้อยคำนั้น กลับกลายเป็นถ้อยคำเชิญชวนให้มนุษย์ที่สงสัยใคร่รู้ ริลองคิดค้นเวทมนตร์ขึ้นมาอีกมากมายด้วยก้อนธาตุแสงบางส่วนที่มหาเทพให้ไว้เป็นต้นกำเนิดเวทมนตร์ เพื่อไม่ให้ใครเผลอร่ายมนตร์ดำขึ้นมาอีกเป็นหนที่สอง

และเพราะความทระนงตน มนุษย์จึงคิดอยากรุกรานปีศาจเหมือนอย่างในอดีตกาลที่ปีศาจคอยระรานมนุษย์

แต่ก็ยังคิดไม่ตกว่ามนุษย์ที่มีเพียงเวทมนตร์จะเอาชนะปีศาจที่มีทั้งเวทมนตร์และพละกำลังได้อย่างไร...

          กระทั่งมีแม่มดนางหนึ่งค้นพบว่าปีศาจทุกเผ่าพันธุ์พ่ายแพ้ให้แก่ธาตุแสง เมื่อนั้นสงครามระหว่างมนุษย์และปีศาจก็บังเกิดขึ้นอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

พ่อมดและแม่มด เป็นคำเรียกขานผู้ใช้มนตร์ดำหรือผู้ใช้เวทย์นอกรีต...และนักเวทย์ เป็นคำเรียกขานผู้ใช้เวทย์ด้วยธาตุแสง

ไม่ควรมีใครร่ายมนตร์ดำอีกเป็นหนที่สอง

          เรื่องนี้ทราบกันดี แต่ก็ยังมีคนบางจำพวกตั้งตัวเป็นผู้ใช้มนตร์ดำในเงามืด ทั้งยังคิดค้นตำรามนตร์ดำอีกมากมาย แม้ถูกองค์จักรพรรดิหมายหัวไว้ก็ไม่หวั่นเกรง

          ทว่าแม่มด ลาล่า ทราบดีว่าองค์จักรพรรดิกระหายอำนาจยิ่งกว่าสิ่งใด เพียงนางขอเข้าเฝ้าและกราบทูลถึงมนตร์ดำที่จะช่วยให้จักรวรรดิจาม่อนรุ่งเรืองยิ่งกว่าจักรวรรดิใด พระองค์ก็มอบหมายให้นางนำทัพนักเวทย์ไปต่อกรกับทัพปีศาจ ถึงแม้ว่าใครต่อใครต่างก็ทัดทานที่นางเป็นผู้ใช้มนตร์ดำ ด้วยเกรงว่ามหาเทพจะกริ้วโกรธ

หากมหาเทพจะโกรธเคือง ก็ควรไปโกรธเคืองบรรพบุรุษของข้าที่ไปให้คำมั่นสัญญา เพราะเห็นแก่บุญคุณเล็กน้อย

เมื่อพระองค์ตรัสเช่นนั้น ใครก็ไม่อาจขัดรับสั่งได้ ทำเพียงรอคอยแม่มดลาล่านำชัยชนะกลับมาเหมือนอย่างที่วาดหวังไว้

แม่มดลาล่าเป็นคนเจ้าแผนการและฉลาดเฉลียว แน่นอนว่านางนำทัพกลับมาด้วยชัยชนะของฟากฝั่งมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย

          ชัยชนะในคราวนั้นทำให้มนุษย์เหิมเกริม ยิ่งได้ทราบว่าแม่มดลาล่าใช้มนตร์ดำของนางกวาดล้างปีศาจหลายเผ่าพันธุ์ในคราวเดียวก็ยิ่งยโสโอหัง คิดการใหญ่ว่าภายภาคหน้าจะทำสงครามกับเหล่าเทพ

ทว่าไม่ทันได้คิดการอื่นใด ในค่ำคืนนั้นที่แม่มดลาล่านำทัพกลับมา มหาเทพก็เสด็จมาเยือนพร้อมกับทวยเทพองค์อื่นเช่นกัน

         มีสัตว์มากมายต้องมอบชีวิตให้กับมนตร์ดำที่พวกเจ้าใช้ ปีศาจมากมายก็ต้องล้มตายหลายเผ่าพันธุ์อย่างไร้ซึ่งเหตุผล...เช่นนั้นพวกเจ้าช่วยบอกข้าได้หรือไม่ ว่าเหตุใดถึงไม่อยากอยู่กันอย่างสงบสุขเหมือนอย่างที่บรรพบุรุษของเจ้าปรารถนา?”

สุรเสียงที่ตรัสถามนั้นกึกก้อง ไม่ว่ามนุษย์หน้าไหนจักรวรรดิใดต่างก็ได้ยินคำเอ่ยถามของพระองค์ที่แฝงไปด้วยความกริ้วโกรธ

          กระนั้นก็ยังคงวางท่าหยิ่งยโส แม้แต่จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิจาม่อนและจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิบิลเลียตต่างก็ไม่แยแสต่อให้ความกริ้วโกรธของมหาเทพ

กระหม่อมเพียงอยากกู้หน้าให้กับบรรพบุรุษผู้โง่เง่าที่เคยเกรงกลัวปีศาจก็เท่านั้น

          คำตอบที่เอ่ยตอบกลับไปอย่างง่ายดาย ทำให้ความโกรธเกรี้ยวของมหาเทพทุเลาลง แล้วบดบังด้วยความเศร้าโศกกับการตัดสินใจที่พลาดพลั้งในอดีตของพระองค์เอง

ข้าไม่ควรเห็นใจมนุษย์...ไม่สิ ข้าไม่ควรปล่อยให้มนุษย์สงสัยใคร่รู้ในเวทมนตร์ตั้งแต่แรก

มหาเทพไม่อาจโทษใครได้ เพราะเข้าใจว่าเป็นพระองค์เองที่ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้

ทว่าพระองค์ก็ไม่คิดปล่อยผ่านเรื่องนี้ให้พ้นหูพ้นตาไป อย่างน้อยควรทำให้มนุษย์รู้จักยอมรับผลของการกระทำเสียบ้าง

(ต่อ)

ครั้นได้ยินมหาเทพรับสั่งว่าจะไม่ให้การช่วยเหลือมนุษย์อีกต่อไป ก็พากันเสแสร้งแกล้งทำทีสำนึกผิด

          แต่พอได้ยินว่าพระองค์จะทำลายธาตุแสงที่มนุษย์ครอบครอง ท่าทีเสแสร้งแกล้งทำก็กลับกลายเป็นความตระหนกตกใจ และไม่ทันได้วอนขอซักถ้อยคำ แสงสว่างวาบเจิดจ้าก็บังเกิดในทันทีที่พระองค์ยื่นคำขาด พร้อมกับก้อนธาตุแสงบนยอดวิหารที่สลายหายไปราวกับฝุ่นผง

          ค่ำคืนนั้นเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้รับชัยชนะจากสงครามกับเผ่าพันธุ์ปีศาจ แต่ในคราวเดียวกัน ชัยชนะนั้นก็ต้องแลกด้วยการสูญเสียเวทมนตร์ไปตลอดกาล

นับแต่นั้นเป็นต้นมา เหล่าทวยเทพก็ไม่เคยปรากฏกายให้มนุษย์ได้เห็นแม้แต่ในนิมิตฝัน

          ครั้นสวดภาวนาอ้อนวอนขอให้พระองค์เห็นใจ คำภาวนาพวกนั้นก็ไร้ซึ่งสุรเสียงขานรับ มนุษย์จึงตกอยู่ในห้วงความเศร้าโศกสิ้นหวังกันถ้วนหน้า

คงมีเพียงจักรพรรดิทั้งสองจักรวรรดิที่เจ็บแค้นมหาเทพ ก่นด่าพระองค์ที่บังอาจมาพรากความรุ่งเรืองของมวลมนุษย์ไป

          แม่มดลาล่าก็แค้นเคืองมหาเทพไม่ต่างกัน นางจึงอุทิศทั้งกายและวิญญาณเพื่อหามนตร์ดำบทที่สามารถให้กำเนิดธาตุแสงออกมาได้ ต่อให้ต้องดับดิ้นนางก็ไม่หวั่น

          เหล่าพ่อมดแม่มดที่คิดว่ามนตร์ดำไม่ต้องพึ่งพาธาตุแสงอันบริสุทธิ์ ก็มีอันต้องสังขารสลายหายไปเฉกเช่นก้อนธาตุแสงในทันทีที่ปริปากร่ายคาถา จึงพากันหวาดกลัวที่จะร่ายมนตร์ดำ ยอมละทิ้งความปรารถนาแต่แรกเริ่มที่ริใช้มนตร์ดำไปหมดสิ้น ขอเพียงรักษาลมหายใจของตนเอาไว้ได้ก็ไม่ต้องการมนตร์ดำอีกต่อไป

          กระทั่งเวลาผ่านไปหลายต่อหลายปี มนุษย์ต่างก็ล้มเลิกความหวังที่จะกลับมาใช้เวทมนตร์ได้ บ้างก็ลืมเลือนไปเสียแล้วว่าเวทมนตร์คือสิ่งใด

          จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิบิลเลียตในยุคสมัยนั้นก็สวรรคตไปด้วยวัยชราที่พรากจาก จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิจาม่อนก็เช่นกัน พระองค์คาดเดาได้ว่าอีกไม่กี่ก็คงตายจากโลกนี้ไป แต่ความตกต่ำในใจยังตราตรึงแม้ผันผ่านมาหลายปี

แล้วจะให้ทำอย่างไร ในเมื่อมนุษย์นั้นต้อยต่ำกว่าเทพ?

เพียงครุ่นคิดถึงเหตุที่ไม่อาจเอื้อมแตะเวทมนตร์ได้ พระองค์ก็อยากละทิ้งความทะเยอทะยานให้มอดดับไปกับสังขารที่ร่วงโรย

          ทว่าทันทีที่แม่มดนางหนึ่งมาขอเข้าเฝ้าด้วยใบหน้าที่ยังคงอ่อนเยาว์ ไฟแห่งความทะเยอทะยานที่ใกล้มอดดับก็โหมกระพือขึ้นมาอีกหนหนึ่ง

ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ในตำราของแม่มดนามว่าลาล่า

          เป็นที่ทราบกันดีว่านางเปรียบดั่งความหวังของมวลมนุษย์ ทั้งที่นางควรจะถอดใจไปเหมือนกับเหล่าพ่อมดแม่มดคนอื่นเพราะเห็นเก็บตัวเงียบไป

          ใครจะคาดคิดว่านางสามารถให้กำเนิดธาตุแสงด้วยมนตร์ดำของนางหลังจากใช้เวลามาครึ่งค่อนชีวิต ถึงก้อนของธาตุแสงจะเล็กจ้อย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้กลับมาร่ายเวทย์ได้

          เหล่ามนุษย์ต่างก็ยินดีปรีดา กู่ร้องว่าต่อจากนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทวยเทพองค์ใด แล้วพากันสรรเสริญเทิดทูนแม่มดลาล่าว่าเป็นผู้วิเศษ แม้สังเกตเห็นแขนซ้ายของนางที่กุดหายไปก็ทำเมินเฉยแล้วทำหน้าชื่นตาบาน เป็นเพราะทราบกันดีว่านางเสียแขนไปด้วยเหตุใด

ก้อนธาตุแสงเล็กจ้อยเท่าปลายนิ้ว ต้องแลกกับมนตร์ดำที่เข้ากลืนกินแขนซ้ายของนาง

แล้วถ้าต้องการก้อนธาตุแสงก้อนใหญ่เท่ามหาวิหาร มิต้องแลกด้วยลมหายใจของมนุษย์นับสิบนับร้อยหรอกหรือ?

          จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิบาฮานตระหนักคิด กระนั้นก็ไม่อยากเอ่ยถามสิ่งใดให้มากความ พระองค์ประทานแก้วแหวนเงินทองมากมายให้กับแม่มดลาล่า ทว่านางกลับปฏิเสธของมีค่ากองพะเนินตรงหน้า พลางเอ่ยถามพระองค์ราวกับบอกเป็นนัยว่านางต้องการของที่มีค่ายิ่งกว่านั้น

          จุดจบของหม่อมฉันอาจทรมานยิ่งกว่าความตาย เช่นนั้นแล้ว หม่อมฉันจึงขอบังอาจทูลถามพระองค์ว่ามีสิ่งใดคู่ควรกับหม่อมฉันอีกหรือไม่?”

ข้าขลาดเขลา ขอเจ้าบอกมาตามตรงเถิด

มิบังอาจเพคะ

ต่างฝ่ายต่างก็ทราบถึงความนัยดี แต่ก็ยังคงวางท่าทีเพราะนึกไตร่ตรองว่าของมีค่าเช่นนั้นคู่ควรกับนางแม่มดลาล่าหรือไม่

          ท้ายที่สุด องค์จักรพรรดิก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่ความปรารถนาของนาง พร้อมทั้งโองการที่ประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าอีกไม่กี่วันนับจากนี้ จะมีพิธีสมรสระหว่างเจ้าชายรัชทายาทและแม่มดลาล่า

          ใช่แล้ว...ความปรารถนาของนางที่มีค่ายิ่งกว่าแก้วแหวนเงินทองที่พระองค์ประทานให้ คือการได้เป็นจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิจาม่อน

หม่อมฉันเหนื่อยล้า อยากหาที่พักพิงก่อนหมดลมหายใจเพคะ

          คำที่นางเอื้อนเอ่ยกับเจ้าชายรัชทายาทในวันพิธีสมรสเป็นคำสัตย์จริง ทว่าพระองค์ก็ไม่อาจเข้าใจซ้ำยังคอยเอ่ยคำสาปแช่งในใจให้นางตายๆไปเสีย จะได้หาราชินีที่เลอโฉมยิ่งกว่าสตรีที่มีอายุร่วมร้อยปีเช่นนาง

          ตัวนางที่หมกมุ่นกับมนตร์ดำมาทั้งชีวิตคงมีจุดจบที่น่าเวทนา ลาล่าจึงอยากใช้ชีวิตห้วงลมหายใจสุดท้ายกับชายหลงรัก ไม่เคยคาดหวังว่าต้องเป็นจักรพรรดินีอย่างที่ใครเข้าใจแม้แต่น้อย...

ใครก็พากันพูดว่าประเดี๋ยวทั้งสองคงมีเจ้าหญิงหรือเจ้าชายตัวมาให้เชยชม

          ทว่าองค์ราชินีได้ร่วมหอกับองค์ราชาเพียงค่ำคืนเดียวเท่านั้น นับแต่นั้นนางก็คอยแต่จะหลบเลี่ยงเก็บซ่อนกายไม่ให้ใครได้แลเห็นใบหน้าอันงดงามที่ผันเปลี่ยนไป

          รูปโฉมแท้จริงของลาล่าเป็นหญิงชรา...แต่ด้วยมนตร์ดำที่นางสละไปพร้อมกับแขนซ้ายเพื่อให้กำเนิดก้อนธาตุแสงในคราวนั้น ทำให้รูปโฉมของนางยังดูอ่อนเยาว์มาตลอด

แต่แล้วความอ่อนเยาว์ของนางก็เหือดหายไป กลับกลายเป็นความแก่ชราที่เข้ามาเยือน

แม้ร่ายมนตร์ดำปกปิดเอาไว้เหมือนอย่างทุกครั้งครา มนตร์นั้นก็เสื่อมถอยลงไปพร้อมกับสังขารของนาง

ราชินีลาล่าได้แต่กรีดร้องด้วยความทุกข์ตรม นางไม่คาดคิดว่าจุดจบของนางที่สู้อุตส่าห์ก้มหน้ายอมรับจะมาถึงเร็วเพียงนี้

          แต่ไม่ทันที่นางจะได้เตลิดคิดไปอีกไกล ก็ได้ยินเสียงแว่วกระซิบกระซาบจากพลทหารว่าก้อนธาตุแสงที่นางเคยให้กำเนิดมีขนาดเล็กลงราวก้อนกรวด หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าเวทมนตร์ที่ได้กลับคืนมาคงสูญสลายไปกับตาเป็นแน่

ครั้นทราบเรื่องราวที่คงไปถึงหูคนทั้งจักรวรรดิในไม่ช้า

          นางตัดสินใจถอดมงกุฎแล้วจับตำรามนตร์ดำเล่มหนา ละทิ้งยศถาองค์ราชินีเพราะเห็นควรว่าเวทมนตร์สำคัญยิ่งกว่าความสุขอันน้อยนิดของนาง

ถึงอย่างไรก็ต้องตายอย่างทรมาน เช่นนั้นข้าขอเดิมพันด้วยชีวิตของข้า!”

นางลั่นวาจาก่อนจะออกไปจากจักรวรรดิจาม่อนเพื่อเสาะหาหนทางให้กำเนิดธาตุแสงที่ไม่สูญสลายตราบจนชั่วกัปชั่วกัลป์

          ราวห้าสิบปีนับจากนั้น นางก็หวนกลับมายังจักรวรรดิจาม่อนด้วยรูปโฉมอ่อนเยาว์ดังเดิม พร้อมกับขอเข้าเฝ้าจักรพรรดิองค์ปัจจุบันผู้เคยเป็นสามีของนางเพียงหนึ่งราตรี

ทว่ายุคสมัยผันเปลี่ยน อากัปกิริยาของคนรอบข้างก็เปลี่ยนไป

ผู้ใช้มนตร์ดำกลายเป็นของต้องห้าม หากพบเจอให้ปลิดชีพเสีย

          ราษฎรแห่งจักรวรรดิจาม่อนที่เคยเทิดทูนนางราวเทพีองค์หนึ่ง กลับหวาดกลัวการมาเยือนของแม่มดลาล่าเมื่อได้เห็นแขนซ้ายของนางที่เคยกุดหายไป

          องค์จักรพรรดิก็มีท่าทีตื่นกลัวนาง แต่ก็จำต้องยิ้มกว้างด้วยความยินดีออกมาเมื่อพริบตาที่นางก้าวเข้ามายังท้องพระโรงแล้วร่ายมนตราบางอย่าง มหาวิหารเก่าแก่ใกล้กับพระราชวังหลวงก็กลายเป็นก้อนธาตุแสงส่องประกายระยิบระยับ

ธาตุแสงก้อนนี้จะไม่สลายหายไปอีกหนเป็นแน่

          แม่มดลาล่าจรดมองธาตุแสงที่นางให้กำเนิดด้วยแววตาเป็นประกายแห่งความปลื้มปริ่ม นางรู้สึกว่าคุ้มค่ากับความอดทนของนางทีเพียรร่ายมนตร์ดำมานานหลายปี

          เดิมทีก้อนแสงเล็กจ้อยที่นางให้กำเนิดแล้วใกล้เหลือเพียงเศษผงยังคงทำให้ร่ายเวทย์ได้ ทว่าราษฎรทั้งจักรวรรดิจาม่อนและจักรวรรดิบิลเลียตต่างก็เรียกร้องให้ใครก็ได้ช่วยทำให้ก้อนธาตุแสงไม่สลายไป จนก่อเกิดจลาจลเรียกร้องให้องค์จักรพรรดินำธาตุแสงกลับคืนมา

และแม่มดลาล่าก็บังเอิญมาได้ทันท่วงที ก่อนที่จลาจลจะลุกลามใหญ่โตไปทั่วทั้งจักรวรรดิ

มนุษย์ควรซาบซึ้งที่นางอุทิศทั้งกายและวิญญาณมาตลอดเวลาร้อยกว่าปี แม้จะเป็นแค่การเสแสร้งแกล้งทำก็ตาม

          ทว่าพอนางร่ายเวทย์ให้กำเนิดธาตุแสงจบครบบท ทั้งคมดาบและลูกธนูราวห่าฝนก็ตรงมายังนาง รวมไปถึงมนุษย์รอบข้างก็ก่นด่าสาปแช่งว่าปีศาจอย่างนางสมควรตาย แม้แต่องค์จักรพรรดิก็มีรับสั่งให้จับนางมาแขวนคอ

แม่มดลาล่าตื่นตกใจกับอากัปกิริยาของมนุษย์รอบข้าง ครั้นรวบรวมสติได้นางก็ต้องทอดถอนหายใจ

          นางดีดนิ้วเพียงหนเดียวก็เร้นกายหายไปกับเปลวไฟจากคบไฟที่ถูกโยนเข้าใส่ ทิ้งภาพลวงตาว่านางกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเพราะถูกเปลวไฟแผดเผาให้มอดไหม้

มนุษย์พวกนั้นโห่ร้องแล้วเต้นรำให้กับการตายของนางแม่มดลาล่า หารู้ไม่ว่านางแค่หนีหายไปเท่านั้น

          แม่มดลาล่าหลบซ่อนกายในเงามืดแล้วย่างกรายออกมายามพลบค่ำ นางมักแหงนหน้ามองดวงจันทร์แล้วเฝ้าถามว่าที่ผ่านมานางมัวหลงระเริงกับเวทมนตร์ไปนานแค่ไหน นางทำเพื่อมนุษย์ไปมากมายเพื่อสิ่งใด ปลิดชีพสัตว์และมนุษย์ที่พบเจอเพื่อร่ายมนตร์ดำให้กำเนิดธาตุแสงไปกี่ร้อยกี่พันชีวิต

เหตุใดผลตอบแทนที่นางทุ่มเทไปมากมายเพื่อมนุษย์หน้าโง่พวกนั้น ถึงได้กลายเป็นคำก่นด่าสาปแช่งเล่า?

          นางก็ไม่ได้อยากลำเลิกบุญคุณกับพวกราชวงศ์มองก์ตันนัก เพราะเดิมทีนางก็แค่นึกเบื่อหน่ายโลกของมนุษย์อันไร้ซึ่งสีสันที่เรียกว่าเวทมนตร์ ครั้นได้โอกาสเรียนรู้เวทมนตร์ก็ดันไปหลงใหลในมนตร์ดำ ไม่อาจทำใจยอมรับได้หากโลกไร้สีสันใบเดิมจะหวนกลับมาเมื่อธาตุแสงหายไป

สุดท้ายก็ถลำลึกไปกับมนตร์ดำจนไม่อาจถอนตัวได้

          แม่มดลาล่าเหนื่อยหน่ายเหลือเกินที่ต้องมีชีวิตยืนยาวเพราะมนตร์ดำที่กัดกินกระทั่งวิญญาณของนาง พยายามปลิดชีพตนไปหลายหน แต่ก็ต้องลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่านางยังคงมีลมหายใจ

         ข้าเหนื่อยหน่ายที่จุดจบอันน่าเวทนาผู้ใช้มนตร์เช่นดำ คือการมีชีวิตตราบนิจนิรันดร์...แต่หนทางนี้ คงดีกว่าถูกมนุษย์หน้าโง่พวกนั้นฆ่าตายเป็นไหนๆ                

          นางได้แต่ครุ่นคิดยามแหงนมองดวงจันทร์ในทุกค่ำคืน ใคร่ครวญว่าถ้าได้เกิดใหม่และได้ใช้ชีวิตเพื่อความสุขของตัวเองคงดีไม่น้อย

กระทั่งโชคชะตาที่นางถวิลหาเวียนบรรจบ

          ค่ำคืนนั้นเอง นางกำลังใคร่ครวญว่าอยากเกิดใหม่ นางก็บังเอิญได้พบกับสตรีนางหนึ่งที่ร้องไห้ครวญครางแล้วลนลานมาหลบซ่อนกายในตรอกแคบที่นางใช้หลบมาชมจันทร์

ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ทำอะไรเจ้า แม่มดลาล่าเอ่ยปลอบสตรีนางนั้นที่มีท่าทีตระหนกตกใจ นั่นเจ้าตั้งท้องอยู่รึ?”

ขะ ข้า ข้าเป็นเพียงนางบำเรอของพระองค์มิใช่นางสนม จะให้ใครล่วงรู้ไม่ได้ว่าข้าท้องก่อนองค์ราชินี ไม่ ไม่ได้!”

คงเพราะหลบซ่อนตัวมานานจนลืมนับวันนับปี แม่มดลาล่าเพิ่งจะล่วงรู้ว่ารัชสมัยขององค์จักรพรรดิผันเปลี่ยนไปอีกหนแล้ว

          และสาวน้อยนางนี้ก็เป็นหนึ่งในเหล่านางบำเรอขององค์จักรพรรดิที่กำลังตั้งครรภ์ ซ้ำร้ายยังต้องคอยหลบหนีพลทหารที่ออกตามหาเพื่อลากนางกลับไปจมจ่อมกับสงครามของพวกอิสตรีในรั้งวัง

          นัยน์เนตรดำมืดหลุบมองเรียวขางามโชกชุ่มไปด้วยโลหิตไหลนอง ก็พอคาดเดาได้ว่านางคนนี้คงจะแท้งลูกเพราะมัวลนลานวิ่งหนีเมื่อครู่ แต่เจ้าตัวคงไม่รู้เรื่องรู้ราวเพราะเอาแต่ทรุดตัวนั่งเหนื่อยหอบในความมืดมิด

แม่มดลาล่าจึงทรุดตัวนั่งเคียงข้างราวกับครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่าง

          ก่อนจะหลุบตามองหน้าท้องกลมนูนของคนตรงหน้าพลางยกมือลูบไล้ด้วยสัมผัสผะแผ่ว กลีบปากอิ่มขยับยิ้มจนแสยะกว้าง นางพร่ำบอกคนในอ้อมแขนว่าให้หลับตานอนแล้วกลับไปใช้ชีวิตหรูหราในพระราชวังกับลูกน้อยจะดีกว่า

          กระทั่งการขับกล่อมของนางจบลงพร้อมกับหญิงสาวในอ้อมแขนที่หลับใหลทันทีทันใดราวกับต้องมนตรา เมื่อนั้นความมืดมนจึงเข้าปกคลุมจักรวรรดิจาม่อนชั่วขณะ

ผู้คนต่างเรียกขานปรากฏการณ์นั้นว่า จันทราดับแสง ในภายหลัง

          เพราะจู่ๆดวงจันทร์เต็มดวงที่ฉายชัดเจิดจ้าบนฟากฟ้าและหมู่ดาวก็มืดหายไป ทุกสิ่งอย่างกลายเป็นสีดำมืด เปลวไฟบนเชิงเทียนที่ให้ความสว่างก็มอดดับ ค่ำคืนนั้นไม่มีพายุฝนอย่างที่คาดเดาเอาไว้ เพียงแต่ถูกความมืดมิดเข้าครอบงำจนมองไม่เห็นสิ่งใดราวกับคนตาบอดก็ไม่เชิง

ราวพักใหญ่กว่าปรากฏการณ์นั้นจะเลือนหายไป และทุกสิ่งอย่างก็กลับมาเป็นดังเดิมราวกับไม่มีเรื่องน่าหวาดกลัวเกิดขึ้น

          คงมีเพียงนางบำเรอนางนั้นของจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิจาม่อนที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในตรอกแคบร้าง จดจำไม่ได้แม้แต่น้อยว่าตนมาสลบไสลตรงนี้ได้อย่างไร

นางยินยอมกลับไปยังพระราชวังเมื่อถูกพลทหารพบตัวเข้าด้วยใจที่สับสนระคนหวาดกลัว

          เพราะลูกน้อยในครรภ์ของนางคอยกระซิบบอกว่าอย่าดื้อดึงแล้วควรกลับวัง จากนี้ตนจะนำพาชีวิตของมารดาให้ดีขึ้น เช่นนั้นจงเชื่อฟังแล้วทำตามทุกคำร้องขอ

แล้วยังย้ำบอกอีกว่านางชื่นชอบนาม แอชลี่ย์ ที่มีความหมายถึงหญิงสาวผู้ยิ่งใหญ่ มากกว่านามอื่นที่มารดาเลือกสรรให้เสียอีก

...

          นิมิตฝันแปลกประหลาดที่เวียนจบครบห้าคืน ทำให้นัยน์ตาสีดำสนิทคู่งามปรือมองแสงสว่างเจิดจ้า และคันคิ้วเรียวก็ต้องขมวดมุ่นเมื่อเห็นว่าแสงแดดสาดส่องเข้ามาแยงตานางได้ก็เพราะผ้าม่านผืนบางถูกเปิดออกด้วยสายลมที่ปลิวพัด

          เพราะผล็อยหลับไปกับกองตำรา เจ้าหญิงแอชลี่ย์ผู้เลอโฉมเป็นอันต้องร้องโอดโอยกับความเจ็บปวดที่ต้นแขน ซึ่งนางจำไม่ได้แม้แต่น้อยว่าเหตุใดแขนนางถึงรอยแดงช้ำเป็นจ้ำเช่นนี้ กระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องต้องมานั่งใส่ใจนัก

          นางผละออกจากอ้อมกอดที่โอบรัดตัวนางไว้มาค่อนคืนด้วยความรำคาญ ก่อนหยัดตัวลุกขึ้นแล้วสวมอาภรณ์บางเบาพอให้คลายหนาว เดินออกจากห้องหลับนอนไปโดยไม่สนเสียงเรียกหาจากคนที่ยังนอนสะลึมสะลือบนตั่งเตียง

อรุณสวัสดิ์ค่ะ นายหญิง

          สองสาวใช้เห็นร่างบางก้าวเดินผ่านหน้าไป ก็ลนลานค้อมกายให้กับนายหญิงของปราสาทหลังนี้ด้วยท่าทีตระหนกตกใจกับดวงตาคมกริบที่ตวัดมองมา ดูเหมือนจะถูกตำหนิกันด้วยสายตาราวกับถูกล่วงรู้เข้าว่าแอบกระซิบกระซาบกันด้วยความสงสัย ว่าเหตุใดสาวรับใช้มากมายในปราสาทถึงหายหน้าหายตากันหมด

          เจ้าหญิงแอชลี่ย์เยื้องย่างไปยังห้องชะล้างกาย นางสบมองตัวนางในกระจกทองคำที่สะท้อนผ่านมา และก็ต้องกัดฟันขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เมื่อได้เห็นสีผมของนางแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงราวโลหิตของมนุษย์และสัตว์ที่นางลงมือปลิดชีพไป

แม้ผ่านมาหลายวัน นางก็ต้องเบือนหน้าหนีสีผมแดงนี้ทุกคราที่ได้เห็น

          เพราะอยากหาทางให้เส้นผมของนางกลับมาเป็นสีดำสลวยดังเดิม นางจึงศึกษาตำรามากมาย และไม่มีตำราเล่มไหนเลยจะช่วยให้เส้นผมสีแดงเลือนหายไป มีแต่ย้ำบอกว่าผู้ใช้มนตร์ดำมักจะมีเรือนผมสีแดงฉาน

          นางจนปัญญาจะแก้ไขเรื่องสีผมของนางได้ และไม่นึกกังวลใจว่าใครจะเหลียวมอง เพราะใครต่อใครก็ทราบกันดีว่าเจ้าหญิงแอชลี่ย์ทรงเสียสละใช้มนตร์ดำเพื่อต่อกรกับกบฏเนเดเรีย

เพียงแต่ไม่ชอบใจ จึงกลายเป็นเรื่องกวนใจยามต้องเห็นสีผมนางผิดแปลกไปก็เท่านั้น

          ทว่าวันนี้เป็นวันสำคัญที่เจ้าหญิงแอชลี่ย์ต้องเสด็จไปยังพระราชวังเพื่อพบปะกับ ห้าอัศวินมนตรา หรือที่เรียกขานกันว่า กองกำลังปราบปรามปีศาจ ซึ่งจักรพรรดิบิลเบิร์ตมอบหมายให้เจ้าหญิงเป็นผู้นำทัพในศึกสงครามระหว่างมนุษย์และปีศาจ

          ว่ากันว่าเหตุที่พระองค์มอบหมายหน้าที่นี้ให้เจ้าหญิงแอชลี่ย์ผู้เป็นทั้งนักบุญศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวรรดิบิลเลียตและจักรวรรดิจาม่อน เป็นเพราะเจ้าชายรัชทายาทล้มป่วยหนัก อีกทั้งเจ้าชายอีกสององค์ก็เพิ่งสิ้นพระชนม์ไปเพราะรถม้าที่พลักตกเนินเขา

ข่าวคราวที่ว่าจักรวรรดิบิลเลียตกำลังสั่นคลอน กำลังเป็นประเด็นให้ราษฎรทั้งสองจักรวรรดินึกสงสัยว่าเรื่องเกิดขึ้นได้อย่างไร

          แล้วถ้าเจ้าชายรัชทายาทสิ้นพระชนม์ไปอีกองค์ ใครจะเป็นผู้สืบบัลลังก์ต่อจากองค์ราชา...หรือจะเป็นผู้กล้าเอริคที่พระองค์รักใคร่ดุจเจ้าชายองค์ที่สี่แห่งจักรวรรดิบิลเลียต

เกิดความสงสัยใคร่รู้มากมาย แต่ก็ไม่ใครเลยที่จะนึกสงสัยว่าเกิดเหตุกับเจ้าชายทั้งสามพระองค์ในวันเดียวกันได้อย่างไร

คงมีเพียงเจ้าหญิงแอชลี่ย์ที่ทราบว่าเหตุที่เกิดกับเจ้าชายทั้งสามเป็นเพราะอะไร...

ก็เป็นเพราะพรประการที่หนึ่งของข้าอย่างไรเล่า

เจ้าหญิงแอชลี่ย์ครุ่นคิดในใจยามแย้มยิ้มงดงามให้กับข้าราชบริพารในพระราชวัง

          ไม่ว่าจะย่างกรายไปแห่งหนใด นางก็ได้รับสายตาชื่นชมหลงใหลจากใครต่อใคร ที่เข้าใจว่าเจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิจาม่อนองค์นี้นอกจากจะสิริโฉมงดงามยังกล้าหาญยิ่งกว่าชายชาตรีอีกด้วย

          ใครเลยจะล่วงรู้ ว่านางก็แค่มนุษย์ที่เป็นยิ่งกว่าปีศาจร้าย พร้อมพรากลมหายใจของใครต่อใครเพื่อเติมเต็มความปรารถนาของตน


________________________________________


ย้ายอีกส่วนไปลงตอนใหม่นะคะ

คือมันไม่ให้เซฟอ่ะ เกิน50,000ตัวอักษร

;_;



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 893 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

623 ความคิดเห็น

  1. #617 @24.aprch (@daradabiwty) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 18:07

    ไรท์แต่งดีมากค่ะเราชอบมากกกกกกกกกกกแบบอ่านแล้วเหมือนอยู่ในเหตุการณ์เลยค่ะ รักกกกก♥️✨
    #617
    0
  2. #593 acapybab (@Little_G) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 08:40
    เราคิดมาตลอดว่าจะไม่อ่านนิยายที่ยังไม่ถึงตอนที่30เด็ดขาด เพราะเราเป็นคนอ่านเร็วอะเขียนมากเขียนน้อยแป้บๆก็จบ ละก็ต้องมานั่งเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ไรท์จะอัพนะ คาใจจังเลย จริงๆเรื่องนี้เราเฟพมานานแล้วแต่พึ่งมาอ่าน ในใจคือคิดนานมากว่าจะอ่านดีไหม มันมีนิดเดียวเองงะกลัวค้าง แต่พอเปิดมาตอนที่1เท่านั้นแหละ โคตรรรรรรยาววววว ชอบมากค่ะ! ไรท์แต่งยาวมากกกกกกกกกก นิยายติดเหรียญยังไม่ยาวขนาดนี้ เราชื่นชมไรท์มากๆเลยค่ะ นักเขียนที่แต่งยาวขนาดนี้ในเด็กดีมีน้อยมากๆ ชื่นชมจริงๆ เนื้อเรื่องก็ดีค่ะ ไรท์ทำให้เรากล้าอ่านนิยายที่ยังมีตอนน้อยอยู่อะ ชอบๆๆๆรักไรท์
    #593
    1
    • #593-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 8)
      1 พฤษภาคม 2563 / 08:50

      ขอบคุณที่ชอบนะคะ! ช่วงนี้ยังว่างจะพยายามมาอัพบ่อยๆน้าาาา🥰
      #593-1
  3. #492 BBBoBowww (@nuyoja) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2562 / 12:11
    ยาวมากจร้าา
    #492
    0
  4. #490 kam2001 (@kam2001) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2562 / 13:12
    เกลียดนางจังเลยอะ
    #490
    0
  5. #489 ` aqueen. (@24841515) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 13:10
    อ่อ นังแม่มดร้ายนี่เอง ไม่เข็ดสักที
    #489
    0
  6. #488 Kazael (@Kazael) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 11:00
    อ้อ เข้าใจละที่แท้ก็เป็นแค่แม่มดแก่หงำเหงือกไม่ยอมตายนี่เอง
    #488
    0
  7. #487 SnowQueenFox (@loveyouskysea) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2562 / 00:36
    แอชลี่ย์กลายเป็นยัยแก่หนังเหนียวตายตอนจบตามแบบฉบับlast boss
    #487
    2
    • #487-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 8)
      26 ธันวาคม 2562 / 08:28
      ยัยนี่แก่ตายยังน้อยไปปป????
      #487-1
    • #487-2 Mon00038 (@Mon00038) (จากตอนที่ 8)
      29 ธันวาคม 2562 / 10:50
      รอตอนนางตายเลยจ้า
      #487-2
  8. #486 baimon2003 (@baimon2003) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 16:29
    รอตอนต่อไปครับ
    #486
    0
  9. #485 purplenwhite (@purplenwhite) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 10:38
    รอนะคะ
    #485
    1
  10. #484 Phatranooch Piyanirun (@piyanirun) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 09:01
    ขอบคุณ​ค่ะ​
    #484
    1
  11. #483 QuarkP (@pikkyoopz) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 12:26
    เอ็นดูน้องดีออนท์ ใสซื่อเสียเหลือเกิน 5555
    #483
    0
  12. #482 Fortune13 (@iamhunter13) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 07:57
    น้องมันงอแงเก่งเว้ย 55555
    #482
    0
  13. #481 molobee_kk (@mobeekk) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2562 / 12:40
    น้องนางน่ารักจริงๆ><
    #481
    0
  14. #480 molobee_kk (@mobeekk) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2562 / 06:34
    ชอบๆๆๆ
    #480
    0
  15. #479 น้องแฮม (@23112001) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 23:02
    รออยู่เด้อออ
    #479
    0
  16. #478 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 22:16

    อัพพรุ่งนี้นะค้าาา
    #478
    0
  17. #477 fhgd (@fhgd) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 07:26

    พอบอกว่าหมายหัวตัวละครอื่นไว้เเล้วก็ ใจเสียวเเปล๊บ

    ถ้าตัวละครนั้นมีคนรัก คงน้ำหูน้ำตาไหล ไม่นะ-----------
    #477
    0
  18. #476 Oraphichaya (@Oraphichaya) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 05:19
    ใครจะตายคะ ฮื่อออ นักเขียนอย่าใจร้ายย
    #476
    1
  19. #474 Sakurairo (@jenny-fay) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 12:10

    อยากอ่านเลยค่า

    #474
    0