เมื่อนักบุญศักดิ์สิทธิ์อยากเป็นภรรยาจอมมาร - When a Divine Priest wants to be a Demon Wife

ตอนที่ 7 : บทที่ 06 - เจ้าชายองค์แรก |100%| -CUT 100%- ตามได้ที่หน้าทวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,314
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,279 ครั้ง
    22 พ.ย. 63


 

  


 

6

 

เจ้าชายองค์แรก


 


 


 

       เป็นที่น่ายินดีเมื่อเหล่าปีศาจได้ทราบว่าจอมมารราฟาเอลได้เข้ายึดครองเมืองแอนเนลที่เคยสูญเสียไปเมื่อครั้งอดีตกลับคืนมาได้ แล้วยังข่าวคราวที่บอกเล่ากันปากต่อปากว่าแท้จริงแล้วท่านนักบุญเป็นเจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิบาฮานอันลึกลับ แล้วยิ่งได้ทราบว่าอดีตนักบุญศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวรรดิจาม่อนจำต้องระเห็จมาพำนักที่แดนปีศาจ ทำเอาเหล่าปีศาจโห่ร้องกันอย่างดีอกดีใจ

เพราะทุกสิ่งอย่างดูเข้าข้างทางฟากฝั่งปีศาจไปเสียหมด ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะยินดีกันจนออกหน้าออกตาเช่นนี้

          คงมีเพียงนักบุญแมรี่ที่มองดูเหล่าปีศาจเต้นรำกันด้วยความยินดีจากช่องหน้าต่างอันห่างไกล แล้วลอบถอนหายใจเมื่อหลุบมองมือของนางที่กอบกุมมืออันเหี่ยวย่นของบิดาไว้ข้างกาย

“ลูกพ่อ...”

          น้ำเสียงเหือดแห้งจากลำคอที่แห้งผากยามเอื้อนเอ่ยออกมาทีละคำ ทำให้แมรี่ที่กุมมือบิดาข้างตั่งเตียงต้องสะอื้นไห้ออกมาด้วยความละอายแก่ใจ

“ท่านพ่อ เป็นข้าเองที่มีกำลังไม่มากพอ...ไม่สิ หากข้าไม่-”

          ราวกับทราบดีว่าบุตรีคิดเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา อดีตอัศวินเบอร์ริโต้จึงสบมองดวงตาสีเขียววาวราวมรกตเม็ดงาม ก่อนแย้มยิ้มแล้วหัวเราะในลำคอท่ามกลางความฉงนงงงวยของนาง

          ในสายตาของบิดาเช่นเขา การได้มองดูบุตรสาวเพียงคนเดียวที่เติบโตขึ้นมาอย่างอาจหาญ ทำให้ทราบดีว่าเหตุใดยามนางตัดสินใจเรื่องใดก็ตามที่ข้องเกี่ยวกับคนในครอบครัว ถึงต้องคอยลังเลระหว่างความถูกต้องกับการปกป้องเช่นนี้

          เดิมทีแมรี่ลังเลและครุ่นคิดหลายครั้งหลายครา ว่าควรทำอย่างไรเพื่อหยุดยั้งแผนการของเจ้าหญิงแอชลี่ย์ แต่ด้วยความเป็นห่วงบิดาและตระกูลที่อาจต้องพังทลายลง นางกลับเลือกเชื่อฟังทางฟากฝั่งมนุษย์แต่โดยดี ทั้งที่อีกใจร่ำร้องว่านางทำไม่ถูกต้อง

          นางเป็นสตรีที่กล้าหาญ แต่ไม่เด็ดขาดเอาเสียเลย...ได้ทราบเรื่องนั้น เบอร์ริโต้ก็ตัดสินใจที่จะบอกให้นางได้ทราบ ว่าจงยึดมั่นในสิ่งที่มองว่าถูกต้อง ในภายภาคหน้าจะได้ไม่ต้องคอยเสียใจว่าเหตุใดถึงตัดสินใจผิดไป

          ได้ยินเช่นนั้นนางจึงตัดสินใจเลือกความถูกต้อง แต่ก็อยากปกป้องบิดา ด้วยการคิดหาทางหลบหนีออกจากจักรวรรดิจาม่อนอย่างเงียบเชียบที่สุด

ทว่าในค่ำคืนนั้นที่คิดหลบหนี กลับกลายเป็นเดินเข้าไปยังหลุมพรางที่เจ้าหญิงแอชลี่ย์ตระเตรียมไว้อย่างดีโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

          แม้ผ่านพ้นเรื่องราวเลวร้ายที่ประสบพบเจอ นักบุญแมรี่ก็ยังคงโทษตัวนางเองว่านางนั้นไร้กำลัง พรสามประการที่มีก็ไม่อาจปกป้องคนที่นางรักได้ เหตุใดมหาเทพต้องมอบพรอันศักดิ์สิทธิ์ให้คนต่ำต้อยอย่างนางด้วย

 “มหาเทพคงเห็นบางสิ่งบางอย่างในตัวเจ้า มิเช่นนั้นคงไม่ประทานพรให้เป็นแน่”

คำปลอบใจของบิดา ทำให้นางคลายความรู้สึกต่ำต้อยลงได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

          ด้วยเหตุนี้ นักบุญแมรี่จึงขอตัวออกมาเดินสูดอากาศรอบพระราชวังอันรกร้าง พอให้ใจนางกลับมามั่นคงแน่วแน่แล้วบำเพ็ญพรสามประการให้กล้าแกร่งดังเดิม

แต่ด้วยความบังเอิญหรือโชคชะตาที่นำพาก็ไม่อาจทราบ

          ขณะที่นางก้าวเดินหมายจะไปชมบึงปลา กลับพบว่าบึงปลามีปีศาจตนหนึ่งกำลังยืนชมฝูงปลาที่แหวกว่ายในบึงอย่างเหม่อลอยเพียงลำพัง

          ด้วยร่างสูงใหญ่และหน้ากากกะโหลกมนุษย์ที่สวมใส่บดบังใบหน้า เพียงมองปราดเดียวแมรี่ก็จดจำได้ดีว่าเป็นปีศาจตนเดียวกับในค่ำคืนนั้นที่บุกเข้าช่วยนางพร้อมกับนักบุญเนเดเรีย และนางก็ไม่รีรอที่จะย่างกรายเข้าไปค้อมกายให้โดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีว่าเป็นการเสียมารยาทที่ไปรบกวน

“คืนก่อนที่ท่านและนักบุญเนเดเรียช่วยเหลือข้ากับท่านพ่อไว้ ต้องขอบพระคุณจริงๆค่ะ”

          น้ำเสียงหวานล้ำเสนาะหูราวมนตร์สะกด ทำให้ดวงตาสีครามหม่นที่ตกอยู่ในห้วงภวังค์ละสายตาจากฝูงปลาหลากสีสัน แล้วหันไปปรายมองสตรีข้างกายที่ค้อมกายให้ตนด้วยท่วงท่าอ่อนน้อมและท่าทีมาดมั่นของนาง

“หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ เกรงว่าข้ากับท่านพ่อต้องลำบากเป็นแน่ ยังไงก็ต้องขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ”

          นักบุญแมรี่เอื้อนเอ่ยคำขอบคุณจากใจจริงอีกหน กระนั้นขุนพลแมมมอนก็ยังคงยืนนิ่งปิดปากเงียบแล้วหันกลับไปมองฝูงปลาดังเดิม ไม่แม้แต่จะตอบรับคำขอบคุณที่บรรจงเอ่ยของนาง

“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” ทว่านางก็ไม่อยากทำให้ปีศาจแมมมอนต้องรำคาญใจ จึงเอ่ยขอตัวเสร็จสรรพแล้วผินกายเดินจากไป...

ซะที่ไหนกันล่ะ!

          อันที่จริงแมรี่ก็นึกเคืองที่แมมอนไม่รับคำขอบคุณสุดแสนจะจริงใจของนาง แต่ก็ไม่อยากเสวนาให้มากความจึงเดินจากไป กระทั่งสองหูของนางได้ยินเสียงพึมพำที่คล้อยตามหลังมา

“ข้าเกลียดมนุษย์อ่อนแออย่างเจ้าเป็นที่สุด”

          ก่อนได้เป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์ แมรี่เป็นสตรีที่ไม่สมกับเป็นสตรีแม้แต่น้อย อากัปกิริยาที่เก็บสิ่งใดในใจไว้ได้ไม่นานก็เช่นกันที่น่าระอา

ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น นางก็หันกลับไปเท้าเอวต่อปากต่อคำกับปีศาจหนุ่มอย่างหลงลืมตัว

“หากท่านเกลียดนัก เหตุใดต้องลดตัวมาช่วยมนุษย์อ่อนแออย่างข้าด้วยเล่า?”

          มีเพียงความเงียบงันที่ตอบกลับมา ยามดวงตาภายใต้หน้ากากกะโหลกมนุษย์เหลียวมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างถือวิสาสะ พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่สาวเท้าก้าวเข้ามาประชิดตัว จ้องมองกันมาด้วยดวงตาสีครามที่สว่างวาบราวกับพินิจพิจารณาดวงตาสีมรกตที่สบมอง

“มนุษย์นั้นอ่อนแอ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ตายได้ง่ายดาย”

          แมรี่สะดุ้งโหยงเมื่อฝ่ามือหนาประคองหน้านางให้แหงนขึ้นเพื่อเพ่งดูรอยแผลฟกช้ำข้างพวงแก้มขาว ก่อนที่ฝ่ามือนั้นจะละจาก แล้ววางลงบนศีรษะทุยอย่างเบามือราวกับกลัวว่าตัวนางจะแตกสลายไปหากไม่ออมเรี่ยวแรงเอาไว้

“แต่ถึงข้าจะเกลียด ก็ต้องปกป้อง”

เกิดความมึนงงชั่วขณะกับท่าทีและคำพูดที่แปลกไปของปีศาจตนนี้

          ทว่าไม่ทันที่จะได้เอ่ยคำใด เสียงเพรียกหาแมมมอนที่ดังมาแต่ไกลก็ทำให้แมรี่สบโอกาสได้หนีหายไป ปล่อยให้ปีศาจหนุ่มทอดมองร่างบางที่สับขาวิ่งหนีได้รวดเร็วเสียยิ่งกว่าขาสั้นป้อมของแอสโมดิวส์กับเบลเซบับ

“มากินลมชมวิวอยู่ตรงนี้เองหรือขอรับ”

และก็เป็นสองแฝดปีศาจนั่นเองที่มาตามตัวหัวหน้าของเหล่าขุนพลปีศาจอย่างแมมมอนที่ลอบมาเดินเล่นไม่ทุกข์ร้อนใจ

“มีเรื่องอะไร?”

          แมมมอนละสายตาจากร่างบางที่ลับสายตาไปแล้วหันมาเอ่ยถามทั้งสองที่ยิ้มหน้าบานจนปากแทบฉีกถึงหู กระนั้นก็ไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ เพราะถูกฉุดกระชากลากถูให้ไปรับทราบข่าวคราวจากนายเหนือหัวที่ห้องประชุมลับใต้ปราสาท

“นายท่านจะได้มีเมียเป็นตัวเป็นตนแล้ว เฮ้อ เมื่อไหร่ข้าจะมีบ้างหนอ...ลิเวียจ๋า”

“เจ้าไปแต่งกับม้าในคอกเสียเถอะ”

          เพียงได้ยินเสียงพูดคุยของคนสองคนในห้องประชุมลับ ก็ไม่ต้องเดาให้ยากว่าเบลเฟกอลคงเดินทางมาจากจักรวรรดิจาม่อนเพื่อนำข่าวคราวอันน่ายินดีมาให้ได้ทราบโดยทั่วกัน

          “นายท่านให้ข้ามาบอกว่าวันพรุ่งนี้เหล่าขุนพลปีศาจทั้งห้า จงเดินทางไปเป็นสักขีพยานสัตย์สาบานของนายท่านและท่านนักบุญที่จักรวรรดิบาฮาน จากนั้นก็กลับมาจัดเตรียมงานแต่งที่แดนปีศาจของเรา”

          ข่าวคราวที่ได้ยินเป็นไปตามที่คาดเอาไว้ไม่มีผิด กระนั้นขุนพลอีกสี่ตนก็ยังกรีดร้องด้วยความยินดีราวกับได้ตบแต่งกันเสียเอง คงมีเพียงขุนพลแมมมอนที่พยักหน้ารับคำแล้วเดินออกไปจากห้องประชุมลับเพื่อกลับไปเหม่อมองฝูงปลาที่บึง

พลางหวนนึกถึงเจ้าของดวงตามรกตคู่นั้นที่ดูคล้ายคลึงกับมนุษย์นางหนึ่งที่ตนเคยช่วยชีวิตไว้เมื่อนานมาแล้ว

          ในขณะนั้นเองที่ห้องประชุมลับ ปีศาจเบลเฟกอลผู้เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางอย่างเร่งด่วนมายังอาณาจักรเซนเดรีย ก็ขอตัวปลีกวิเวกไปหลับตานอนบนกองหญ้าแห้งหลังปราสาทอันเป็นที่หลับนอนประจำตัวของเขา

แต่ด้วยแสงเจิดจ้าของดวงตะวันที่อยู่เหนือหัว ทำให้เขาต้องยกมือขึ้นมาก่ายหน้าผากแล้วหลับตาลง

และทันทีที่ห้วงนิทรารมณ์ใกล้มาเยือน ม่านหมอกภาพนิมิตแห่งคำนายก็วนเวียนอยู่ในหัวอีกครั้งครา

          ในนิมิตนั้น เบลเฟกอลเห็นทุ่งสงครามอันกว้างใหญ่ที่มอดไหม้และกัดกินความสวยงามของต้นไม้ใบหญ้าให้เหือดหายไป ทั้งยังร่างไร้ลมหายใจของมนุษย์และปีศาจที่ระเกะระกะปนเปกันไปหมด กองพะเนินราวภูเขาลูกใหญ่

          ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของปีศาจที่คาดว่ามีหลายตนก็ทำให้ปีศาจหนุ่มต้องหันไปเหลียวมองต้นเสียงที่เขามองเห็นได้ไม่ชัด เพราะหมอกที่เข้าบดบังแต่ก็จางลงเมื่อยกมือขยี้ตาแล้วหยีมองอีกหน

          ภายใต้ม่านหมอกที่บดบังเงาของปีศาจทั้งเจ็ดตนนั้น มีปีศาจตนหนึ่งที่หมอกจางลงไปพร้อมกับสายลมโหมกระหน่ำที่พัดผ่าน ทำให้เบลเฟกอลได้เห็นรูปลักษณ์ของปีศาจตนนี้ที่คล้ายกับจอมมารราฟาเอลและนักบุญเนเดเรียเหลือเกิน

ร่างอันสูงใหญ่ รูปหน้าคมคร้าม เขาคู่งามวาววับ เหมือนกับจอมมารในครั้งยังเยาว์นัก

ทว่าดวงตาสองสี เรือนผมสีน้ำตาลกรอมดำ และรอยยิ้มอ่อนโยน กลับดูเหมือนนักบุญทุกระเบียดนิ้ว

“ข้ามีนามว่า...”

          แม้พยายามเงี่ยหูฟัง ก็ไม่อาจได้ยินนามของเจ้าชายปีศาจตนนี้แม้แต่น้อย คล้ายกับเสียงนั้นเหือดหายไปจนแหบแห้งและสิ้นเสียงในที่สุด

ครั้นสบมองก็เห็นเจ้าชายเอ่ยถ้อยคำเดิมวนไปเวียนมา แต่ไม่มีเสียงให้ได้ยิน ราวกับเสียงนั้นถูกริดรอนไป

แต่แล้วเบลเฟกอลก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ ท่ามกลางแสงตะวันที่ยังคงฉายชัดเหนือหัว

“เจ้าชายองค์แรกแห่งอาณาจักรเซนเดรียรึ?”

ได้แต่รำพึงรำพันแล้วนั่งเกาหัวครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ เพราะกังวลว่าควรบอกให้จอมมารกับนักบุญทราบถึงคำทำนายนี้หรือไม่

          นิมิตในคำทำนายบ่งบอกหลายสิ่งหลายอย่างว่าเจ้าชายปีศาจตนนี้มีพลังในด้านใดบ้าง กระนั้นปีศาจเบลเฟกอลก็ยังคิดไม่ตกกับการที่ได้เห็นว่าเจ้าชายไร้ซึ่งเสียงยามเอื้อนเอ่ยนามของตน ทั้งยังรอยยิ้มอ่อนโยนแต่เศร้าสลดที่แฝงเป็นนัย

“ขอให้นิมิตของข้า เป็นนิมิตที่ดี”

จำต้องภาวนา ด้วยหวังว่าคำทำนายในชะตาครั้งนี้จะเป็นคำทำนายที่มีแต่เรื่องน่ายินดีจวบจนเจ้าชายเติบใหญ่

 

 


 


 

          ทันทีที่ได้ทราบจากปากของพระเชษฐภคินีตอนรุ่งสาง ว่านางจะตบแต่งกับคู่หมายจอมมารให้ถูกขนบธรรมเนียมภายในวันนี้ องค์ราชาก็ตกพระทัยจนถ้วยชากรุ่นร้อนแตกคาพระหัตถ์ ก่อนพรวดพราดเข้าไปหาพระมารดาที่ยังคงบรรทมเพื่อระบายความคับข้องใจให้ได้ทราบว่าพระองค์อยากตรอมพระทัยให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าก็เป็นอันต้องแน่นิ่งไปก่อนได้บุกเข้าห้องบรรทม เพราะจดจำได้ว่าทำได้เพียงยินยอมการตบแต่งในครานี้

“ข้าไม่ต้องการเสียท่านพี่ไป”

แม้ไม่เชื่อในคำทำนายของปีศาจนามเบลเฟกอล แต่ก็ไม่อยากให้คำทำนายนั้นเกิดขึ้นจริง

          ราชาดีออนท์จึงทำได้เพียงเบะปากนิ่วหน้าขมวดคิ้วมุ่นเมื่อถึงคราวทำพิธีสัตย์สาบาน ท่ามกลางความชื่นมื่นของขุนพลปีศาจทั้งห้าและพระมารดาที่ดูจะยินดีเหลือเกินที่เจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิบาฮานผูกสัมพันธ์กับปีศาจที่เหนือกว่าปีศาจตนใด

(ต่อ)

“ขอให้ลูกทั้งสองของข้ารักใคร่กันตราบจนลมหายใจสุดท้าย”

          คำอวยพรของมารดา ทำให้เนเดเรียแย้มยิ้มออกมาด้วยดวงตารื้นน้ำตายามพยักหน้ารับคำอวยพรนั้นแล้วประสานมือกับฝ่ามือหนาที่เข้ามากอบกุมกัน

“จากนี้ไปคงต้องขอฝากตัวกับเจ้าด้วย”

          รอยยิ้มที่มองดูแล้วอบอุ่นทั้งยังอ่อนโยนของจอมมารราฟาเอลที่นางไม่เคยได้เห็น พลอยให้นางต้องเขินอายจนหน้าแดงก่ำอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ ทำเพียงก้มหน้าก้มตาตอบรับคำนั้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

          พิธีสัตย์สาบาน เป็นการกล่าวคำสัตย์ให้แก่กันต่อหน้าบิดามารดาของบ่าวสาว ซึ่งเป็นพิธีการที่ผู้คนในจักรวรรดิบาฮานสืบต่อกันมานานนม เพราะเชื่อว่าการมอบคำสัตย์ให้กันก่อนริเริ่มพิธีแต่งงาน จะช่วยให้รักยืนยาวยิ่งขึ้นหลังได้รับคำอวยพรจากบิดามารดาของทั้งสอง

          แน่นอนว่าข่าวคราวเรื่องการสมรสกันระหว่างเจ้าหญิงเนเดเรียกับจอมมารราฟาเอล ราษฎรทั้งจักรวรรดิบาฮานต่างทราบโดยทั่วกัน และร่วมแสดงความยินดีด้วยการโปรยกลีบดอกไม้สีสันสดใสให้ลอยละล่องตามฟากฟ้า พร้อมทั้งโห่ร้องเมื่อเห็นขบวนรถม้าจากเดินทางกลับไปยังอาณาจักรเซนเดรีย เพื่อจัดเตรียมงานแต่งให้เสร็จสรรพก่อนถึงเวลาอันควร

          แม้เห็นได้ไม่ชัด แต่ดวงตาฟ้าฝางที่ครั้งหนึ่งเคยงดงาม กลับได้เห็นสีของความปลื้มปิตีและความรักที่หมายมั่นยามทอดมองขบวนรถม้าจากริมระเบียงพระราชวังที่ไกลออกไป เห็นเช่นนั้น พระมารดาอลิเซียร์จึงทอดถอนหายใจแล้วรำพึงรำพัน

“เนเดลเอ๋ย ลูกได้พบเจอคู่ชีวิตที่ดี เท่านี้แม่คงจากไปโดยไม่ต้องห่วงลูกอีกแล้ว”

          เพราะล่วงรู้มานานแล้ว ว่านางจะมีชีวิตมองดูลูกทั้งสองได้อีกไม่นาน จึงกังวลมาตลอดว่าลูกสาวคนโตจะมีคนมาคอยดูแลหรือไม่ และลูกชายคนเล็กจะปกครองจักรวรรดิบาฮานให้ดีได้อย่างไร หากถึงเวลาต้องเผชิญกับศึกสงครามรอบด้านที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้

กระนั้นองค์เทพีอลิเซียร์ ก็เบาใจไปได้เปราะนึงกับเรื่องของลูกสาว ทว่าเรื่องของลูกชายก็ไม่ได้น่ากังวลเท่าไหร่นัก

          จากที่เฝ้ามองมอง ดีออนท์ปกครองจักรวรรดิบาฮานได้ดีและตัดสินใจได้เด็ดขาดทันท่วงที ทั้งยังมีความเมตตาอันเปี่ยมล้นจนเป็นที่รักของผู้คน ตรงตามที่มหาเทพเคยตรัสไว้ว่าลูกคนนี้เกิดมาเพื่อรวบรวมทั้งสามจักรวรรดิให้เป็นหนึ่งเดียว

นางคลายปมกังวลที่ขมวดติดในใจมาเนิ่นนานเมื่อได้เห็นวันนี้…วันที่ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง

          ทว่าก็มีอีกหนึ่งเรื่อง ที่นางยังครุ่นคิดอยู่ตลอดว่าควรทำอย่างไร ให้ดีออนท์ลดละท่าทีราวกับจะคลุ้มคลั่งเสียให้ได้ยามมองขบวนรถม้าที่เคลื่อนผ่านไป

“ลูกควรยินดีกับเนเดลมิใช่หรือ?”

          “ยินดีรึ! จะให้ข้ายินดีเหมือนอย่างท่านแม่ได้อย่างไร ในเมื่อสายเลือดอันศักดิ์สิทธิ์ต้องคลุกคลีกับสายเลือดอันชั่วร้าย แล้วข้าจะยินดีอย่างไร!!”

          ดูท่านางจะสอนสั่งเจ้าลูกคนนี้ได้ไม่ดีเท่าที่ควร อคติที่มีต่อปีศาจถึงได้มีมากนัก เพราะเอาแต่ยึดติดว่าสายเลือดตนนั้นวิเศษวิโสจนใครก็ไม่อาจจับต้องได้

คงต้องสั่งสอนให้หลาบจำเสียหน่อย

คิดได้เช่นนั้น พระมารดาอลิเซียร์ก็กวักมือเรียกเจ้าลูกชายตัวดีให้เข้ามาหาด้วยรอยยิ้ม

          และเมื่อเข้ามาใกล้มือ  ราชาดีออนท์ก็ถูกเขกหัวเต็มแรงจนเจ้าตัวร้องโอดโอย หวนนึกถึงวันวานที่เคยโดนลงโทษเช่นนี้ก็นึกก่นด่าตัวเองขึ้นมา ว่าโดนไปกี่รอบต่อกี่รอบทำไมไม่หลาบจำเสียทีว่านี่เป็นกลลวง

“เจ้าลูกบ้า! พร่ำเพ้ออะไรของเจ้า ถึงเอาแต่บอกว่าสายเลือดนี้ศักดิ์สิทธิ์นักหนา”

“กะ ก็-”

“เจ้าสืบสายเลือดจากเทพีแล้วอย่างไร ตัวข้าเป็นเทพีแล้วอย่างไร ท้ายที่สุดก็ต้องมีดับสูญเฉกเช่นสายเลือดอื่นเข้าซักวัน”

          องค์ราชาก็ยังคงไม่เข้าพระทัยว่าไปทำอะไรให้พระมารดากริ้วโกรธ และไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยคำใด ก็โดนไล่ตะเพิดให้ไปตระเตรียมขบวนรถม้าเพื่อเดินทางไปร่วมงานแต่งที่แดนปีศาจในช่วงย่ำค่ำ

          เพราะเกรงจะถูกต่อว่าอีกหน ดีออนท์จำต้องย่างกรายจากไปทั้งที่อีกใจรู้สึกเป็นกังวล เมื่อได้สบมองรอยยิ้มของมารดายามทอดมองขบวนรถม้า หากแต่รอยยิ้มนั้นมีแต่ความทุกข์ตรมที่หลบซ่อนไว้ภายใน

 


 


 

 

|บทบรรยาย เนเดเรีย|

          ข้าได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายนับตั้งแต่เหยียบย่างมาถึงปราสาทของจอมมาร ที่จู่ก็ๆถูกเนรมิตให้กลายเป็นพระราชวังสีทองสวยงามด้วยมนตร์ลวงตาของแอสโมดิวส์ แล้วยังเหล่าปีศาจรับใช้ที่เดินกันขวักไขว่แล้วเร่งจัดแต่งซุ้มดอกไม้สำหรับพิธีแต่งงานที่กำลังจะริเริ่มขึ้น

ส่วนข้าและจอมมารราฟาเอลก็ถูกจับแยกกันไปคนละทาง เพื่อไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ให้เรียบร้อยก่อนถึงเวลา

          แน่นอนว่าข้าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และเติมแต่งใบหน้าให้งดงามด้วยฝีมือของลิเวียธานที่นางบรรจงแต่งให้เสร็จสรรพ ข้าจึงมีเวลาเหลือเฟือที่จะหลบเลี่ยงเข้าไปยังห้องสมุด และขอสมุดเปล่ากับปากกาขนนกจากปีศาจบรรณารักษ์ มานั่งจดบันทึกเรื่องราวที่พบเจอมาทั้งหมดแล้วเปรียบเทียบกับนิยายที่จดจำมาจากชาติก่อน

          อันที่จริงมันก็เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะเหตุการณ์เปลี่ยนไปตั้งแต่เริ่มเรื่องที่ข้าลงมือชกหน้าผู้กล้าแล้วไปเข้าเฝ้าราชาบิลเบิร์ต ซึ่งเหตุการณ์หลังจากนั้นมา ไม่มีปรากฏตรงกันกับนิยายแม้แต่น้อย

ทว่ากลับมีอยู่เหตุการณ์หนึ่งซึ่งเป็นช่วงกลางเรื่อง ตรงกันกับในนิยายทุกประการ

นั่นคือการปรากฏตัวของดีออนท์ผู้เป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิบาฮาน

          แม้เจตนาในการปรากฏตัวต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วในตอนจบของเรื่อง อีกสองจักรวรรดิต่างก็ยอมศิโรราบต่อดีออนท์หลังจากเจ้าหญิงแอชลี่ย์กับผู้กล้าเอริคช่วยกันปลิดชีพจอมมาร

          เพียงแต่แม่เจ้าหญิงคนงามในนิยายช่างใสซื่อนัก แม้จักรวรรดิจะถูกรวบรวมก็ไม่สนใจ ขอเพียงนางได้ครองรักกับสามีผู้กล้าของนางต่อไปก็เพียงพอ

เทียบกันแล้วช่างต่างกับแม่เจ้าหญิงคนงามในชีวิตจริง ที่ข้าประสบพบเจอมาราวฟ้ากับเหว...

          จากการคาดเดาของข้า ข้าจึงคิดว่าถ้าเหตุการณ์ที่ตรงกันกับนิยายก้าวกระโดดไปกลางเรื่อง ก็มีความเป็นไปได้ว่าต่อไปจะเป็นตอนจบของเรื่อง

          และตอนจบแท้จริงของเรื่องที่ข้าเกือบลืมเลือนไป ก็คือการที่ดีออนท์ได้รวบรวมจักรวรรดิทั้งสามเป็นหนึ่งเดียวแล้วขึ้นเป็นจักรพรรดิ ซึ่งเหตุการณ์นี้ใกล้กับการตายของจอมมาร

เมื่อทราบเช่นนั้นข้าก็กังวลไม่น้อย จึงคิดหาวิธีบิดเบือนเหตุการณ์ก่อนใกล้ตอนจบไม่ให้ตรงกันกับนิยาย

แต่คิดหาเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก เพราะเนื้อเรื่องกับความเป็นจริงตอนนี้ไม่มีเค้าลางคล้ายกันแม้แต่น้อยนิด

          อีกทั้งตอนนี้ก็เงียบสงบเกินไปหลังเกิดเรื่องใหญ่โตเช่นนั้น เกรงว่าจะเป็นสถานการณ์ที่เรียกว่าคลื่นสงบก่อนพายุลูกใหญ่จะเข้ามาเยือน

“เฮ้อ”

          แค่ตลบคิดข้าก็ปวดหัวจนต้องวางปากกาขนนกลงแล้วเก็บซ่อนหนังสือไว้ในซอกตู้ที่ลึกที่สุด พร้อมทั้งสั่งให้ปีศาจบรรณารักษ์คอยเฝ้าดูไม่ให้ใครแตะต้อง จากนั้นข้าก็เดินไปตามโถงทางเดินแล้วเฝ้ามองดวงตะวันที่กำลังลาลับขอบฟ้า และแสงไฟสว่างวาบที่เหล่าข้ารับใช้ปีศาจพากันเสกสรรให้ประดับประดาตามซุ้มดอกไม้

อา...งานแต่งรึ?

ราวความฝันที่คำขอก่อนตายเมื่อชาติก่อนของข้าเป็นจริง

          ข้าได้พบเจอครอบครัวที่พลัดพรากจากกันไป สามีข้าก็ตรงตามอุดมคติที่หมายมั่นไว้ทุกประการ และอีกไม่นานเราคงมีลูกน้อยมาให้ท่านแม่และน้องชายได้เชยชมถึงเจ็ดคน

แต่ถ้าข้าต้องมาเป็นม่ายก็จบสิ้นกัน...

          เพียงหวนคิดว่าตอนจบของเรื่องจะบัดซบอย่างที่คาดเดา ข้าก็นึกถึงคำสอนสั่งของท่านแม่แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่คลายความกังวลแล้วพึมพำบอกกับตัวเองว่าวันนี้เป็นวันดี เรื่องพวกนั้นไว้ครุ่นคิดทีหลังก็ได้

          แต่แล้วก็เป็นอันต้องสะดุ้งตกใจเมื่อฝ่ามืออันอบอุ่นของใครบางคนเหนี่ยวรั้งเอวข้าให้หันหน้าไปกะแทกกับอกแกร่ง ครั้นเงยหน้าคิดต่อว่าเพราะรู้ดีว่าคนเล่นพิเรนท์เช่นนี้เป็นใคร เจ้าคนคนนั้นก็มาขมวดคิ้วทำหน้าตาหนักใจใส่ พร้อมทั้งปาดนิ้วลงบนคราบแป้งบนแก้มข้า

“หน้าเจ้ายับเยินเชียว ลิเวียธานจับเจ้าโบกก้อนแป้งไปกี่ก้อนกัน?”

          ว่าแล้วก็หัวเราะเสียงดังลั่นอย่างสุขใจที่มาหยอกเย้าข้าให้ขุ่นใจได้ แล้วยังยักคิ้วหลิ่วตาด้วยท่าทางน่าหมันไส้ ทั้งที่ไม่เคยทำอากัปกิริยาเช่นนี้มาก่อนแท้ๆ

“ทำไมถึงได้ดูดีอกดีใจนักหรือคะ?” ข้าเอ่ยถามด้วยความสงสัย

          “จะไม่ให้ข้าดีใจได้อย่างไร ก็ข้ารวบเจ้า-...หมายถึง ข้าได้มีเจ้าอยู่ข้างกาย นับจากนี้ไป ไม่ว่าจะยามหลับหรือตื่นก็จะได้เห็นหน้าเจ้าทุกวัน”

          จอมมารราฟาเอลเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ยังคงน่าหมั่นไส้ราวกับจะหยอกเย้าข้า ทว่าอ้อมกอดอบอุ่นที่โอบกอดข้าไว้ กลับทำให้ข้าเชื่อในคำพูดของเขาที่เอื้อนเอ่ยออกมาได้อย่างง่ายดาย

ข้าเองก็เกือบหลงลืมไป ว่าข้าเฝ้ารอวันนี้ตั้งแต่วันแรกที่ได้พบหน้าจอมมาร

          คงเพราะมัววิตกกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ข้าจึงตัดสินใจละทิ้งเรื่องอื่นใดที่พลอยให้กังวลออกไปจนหมดสิ้น ก่อนหันมาจับจูงฝ่ามือหนาแล้วพากันก้าวเดินไปตามโถงเดิน ท่ามกลางความมึนงงของข้ารับใช้ที่ได้เห็นเราทั้งสองพูดคุยแล้วหัวเราะกัน แต่ไม่ทันไรก็โดนลิเวียธานกับเบลเฟกอลตามตัวให้ไปเข้าพิธี พร้อมทั้งโดนบ่นจนหูชาว่าต้องเสียเวลาตามหาอยู่นานสองนาน

          ข้าเคยคิดเองเออเองว่าพิธีแต่งงานของพวกปีศาจคงเหมือนกับมนุษย์ แต่จากที่ได้ยินปีศาจรับใช้พูดกันตอนนางพวกนั้นช่วยลิเวียธานมาแต่งตัวให้ข้า เห็นบอกกันว่าปีศาจไม่มีการสวมแหวน ไม่มีการโยนช่อดอกไม้ มีเพียงการร่ำสุราแดงต่อหน้าแขกเหรื่อ จากนั้นก็ส่งตัวเข้าหอ เป็นอันจบพิธีการ

          อันที่จริงข้าก็ไม่เข้าใจว่าสุราแดงคืออะไร เพราะพอเอ่ยถามนางพวกนั้น ก็พากันส่ายหัวแล้วหลบเลี่ยงสายตาอยากรู้อยากเห็นของข้ากันใหญ่

สุดท้ายความอยากรู้ของข้าก็ถูกทิ้งร้างให้ค้างคาในใจ

กระทั่งตอนนี้ในพิธีการที่สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ข้าเป็นตาเดียว ข้าก็ยังคงลังเลที่จะดื่มเจ้าสุราแดงในมือ

“ดื่มสิเจ้าคะ!”

          เสียงกระซิบบอกจนเกือบจะเป็นเสียงตะโกนของริต้าที่เข้ามาร่วมงานพร้อมกันกับโคลด์ ทำให้ข้าสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันรีหันขวางมองบรรดาแขกเหรื่อที่มีแต่คนคุ้นหน้าคุ้นตา

ท่านแม่ยิ้มแล้วหัวเราะให้ข้า ผิดกับดีออนท์ที่ทั้งกะพริบทั้งถลึงตาจนตาเหลือก คล้ายบอกเป็นนัยว่าอย่าเชียว

ขุนพลปีศาจทั้งห้าไม่มีใครคิดทัดทานกันแม้แต่น้อย มีแต่จะยิ้มหวานให้ก็เท่านั้น

          ครั้นเหลือบมองจอมมารราฟาเอลที่ดื่มสุราแดงไปก่อนแล้ว ก็เห็นเจ้าตัวไม่มีอากัปกิริยาผิดแปลกแต่อย่างใด ทั้งยังคะยั้นคะยอให้ข้าดื่มจะได้รีบเร่งจบพิธีน่าเบื่อเสียที

          เมื่อแน่ใจแล้วว่าเจ้าสุราแดงที่ข้าสงสัยไม่มีพิษภัย กลิ่นหอมหวานของมันก็เชิญชวนให้ข้าต้องลอบกลืนน้ำลาย แล้วไม่ลังเลอีกต่อไปที่จะกระดกลงคอไปจนหมดจอกในที่สุด

“พิธีการเสร็จสิ้น!”

          แปลกๆ...สุราแดงนั่น ทำให้ลำคอข้าร้อนจนหายใจไม่ออก แม้ยกมือขึ้นมากอบกุมอกไว้หวังให้หายใจได้คล่องขึ้นมาบ้าง แต่ลมหายใจก็ยังคงติดขัดและร้อนผ่าวราวถูกแผดเผาอยู่ภายใน หูตาที่อื้ออึงก็ดูจะไม่เป็นใจให้ข้ามองสิ่งใดเห็น ครั้นคิดเรียกหาจอมมารแต่เสียงก็ไม่มีเล็ดรอดออกมาให้ได้ยิน

          ได้ยินเพียงเสียงที่บอกกล่าวว่าพิธีการเสร็จสิ้น พร้อมกับเงาของผู้คนที่ข้ามองผ่านผ้าแพรบางเบาที่บดบังใบหน้าช่วงดวงตาไว้ ก่อนที่ตัวข้าจะไม่อาจหยัดยืนด้วยสองขาไว้ และล้มตัวลงไปในอ้อมกอดของใครบางคนที่เข้ามารอรับราวกับล่วงรู้อยู่แล้วว่าข้าต้องหมดสติไป

|จบบทบรรยาย เนเดเรีย|

“ค่อยๆหายใจท่านพี่”

          เป็นราชาดีออนท์ที่เข้ามารับเนเดเรียที่สลบไสลไปเพราะฤทธิ์สุราแดง พยายามเอ่ยปลอบให้นางค่อยๆหายใจ แต่เพราะนางสลบไปก่อนจึงไม่ทันได้ยินคำนั้น

“ข้าบอกพวกเจ้าแล้วว่าพี่ข้าไม่ใช่ปีศาจ สุราแดงมีแต่จะทำให้นางทรมาน!”

          เมื่อพิธีการเสร็จสิ้น องค์ราชาก็ไม่รีรอที่ชี้นิ้วกราดด่าเหล่าปีศาจรับใช้รวมไปถึงจอมมารราฟาเอลที่ได้แต่ทอดถอนหายใจ ยอมก้มหน้ารับคำต่อว่านั้นอย่างจำนน จนในที่สุดขุนพลปีศาจอย่างลิเวียธานก็ไม่อาจทนไหว ต้องก้าวเข้ามาเอ่ยปรามและบอกกล่าวให้ได้ทราบ

          “มันเป็นขนบธรรมเนียมของปีศาจอย่างเราเพคะ ที่ต้องร่ำสุราแดงก่อนเข้าห้องหอเพื่อให้เลือดลมไหลเวียนได้ดี” ก็คล้ายกับยาปลุกกำหนัดนั่นแหละ

          ลิเวียธานจงใจไม่เอ่ยอีกประโยคในใจให้องค์ราชาได้ทราบ แต่ด้วยรอยยิ้มมีเลศนัยของนางที่เก็บไว้ไม่มิด องค์ราชาแห่งจักรวรรดิบาฮานถึงกับหน้าซีดเผือดราวแผ่นกระดาษเพราะรู้ความหมายในรอยยิ้มของนาง ก่อนจะตัดสินใจมอบร่างในอ้อมกอดให้กับจอมมารราฟาเอลแล้วก้าวถอยไปเคียงข้างมารดา ปากก็พึมพำด้วยสีหน้าตื่นกลัว

“พวกปีศาจช่างน่ากลัวยิ่งนัก”

          ไม่ทันที่ราชาดีออนท์จะได้หายตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวในแผนการสร้างทายาทของพวกปีศาจ ก็เป็นอันต้องสะดุ้งตกใจเมื่อจู่ๆพระมารดาอลิเซียร์ก็ส่งเสียงหัวเราะดังก้องด้วยน้ำเสียงหวานล้ำที่ฟังดูมีความสุขเสียเต็มประดา

          ทว่าเหล่าปีศาจรับใช้รวมไปถึงขุนพลทั้งห้าต่างก็รีบพากันค้อมกายด้วยเกรงว่าตนไปทำเรื่องไม่เหมาะไม่ควรให้เทพีแห่งสรรพสิ่งไม่พอใจ

จอมมารราฟาเอลก็เช่นกัน รีบค้อมกายทั้งที่ยังโอบอุ้มร่างของนักบุญเนเดเรียเอาไว้แนบอก

          เห็นพากันค้อมกายให้นางราวกับเกรงกลัว นางจึงรีบบอกกล่าวให้ได้ทราบกัน “ข้าแค่คิดว่าถ้ามีหลานตัวน้อยให้ได้อุ้มในเร็ววัน ชีวิตของข้าคงได้ครึกครื้นยิ่งกว่านี้เป็นแน่...เอาเถอะ พวกเจ้าอย่าใส่ใจคนแก่อย่างข้านักเลย”

          ได้ยินเช่นนั้น เหล่าปีศาจก็ทอดถอนหายใจด้วยความโล่งอก และก็ต้องค้อมกายอีกหนเมื่อพระมารดาอลิเซียร์ตรัสว่าคงถึงเวลาต้องกลับจักรวรรดิบาฮาน

“ข้าไว้ใจ ที่จะฝากฝังเนเดลไว้กับเจ้า”

ก่อนที่พระมารดาจะจากไป ใครต่อใครก็ได้ยินคำที่นางบอกกล่าวกับจอมมารเช่นนั้น

          และยังคงงงงวยกันเมื่อได้เห็นใบหน้าถมึงทึงของจอมมารราฟาเอลแดงก่ำไปทั้งหน้า ยามพระมารดากระซิบบอกอีกคำก่อนก้าวขึ้นรถม้าไป

“สุราแดงมีฤทธิ์ทำให้ลืมเลือนความเจ็บปวด...อืม เจ้าตัดสินใจได้ดี สำหรับคืนวันนี้ที่นางต้องแบกรับความเจ็บนั้นเอาไว้”

          เป็นความจริงตามที่พระมารดาลิเซียร์บอก...จอมมารทราบดียิ่งกว่าใครว่าสุราแดงไม่ควรจะให้มนุษย์หรือเทพและเทพีองค์ใดแตะต้องเท่าไหร่นัก เพราะมันจะแผดเผาลำคอและภายในให้ปั่นป่วน ยามลืมตาตื่น ความเจ็บปวดที่จะได้รับต่อจากนั้นจะเลือนหายไปราวถูกปิดกั้นเป็นเวลาสามวันสองคืน

          ส่วนปีศาจที่ดื่มกินสุราแดงจะมีพละกำลังไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่ถ้าหากหมดฤทธิ์สุรา ก็คงสลบไสลไม่ได้สติไปสามวันสองคืนเช่นกัน

อันที่จริงเขาก็อยากบอกนางให้ได้ทราบเรื่องสุราแดงล่วงหน้า แต่เกรงว่านางจะหวาดกลัวจนลนลานวิ่งหนีไป

          อีกส่วนก็เป็นเพราะคำลือที่เคยได้ยินครั้งที่นางยังเป็นภรรยาผู้กล้าว่านางไม่เคยถูกแตะต้อง เท่าที่ตลบคิดดู นั่นก็เท่ากับว่านางคงเจ็บปวดหากพรหมจรรย์ถูกทำลาย แล้วยังเสียสมดุลในการควบคุมพรห้าประการ

“อภัยให้ข้าด้วยเนเดล”

          จอมมารราฟาเอลเป็นอันต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้าเมื่อลองหวนนึกถึงเสียงกรีดร้องของนาง เมื่อตื่นขึ้นมาในห้องหอด้วยใบหน้างดงามแต่แดงก่ำไปด้วยโทสะ พร้อมทั้งคำต่อว่าว่าเหตุใดต้องทำกันถึงขนาดนี้

เห็นทีข้าคงต้องสรรหาคำขอโทษขอโพยให้สวยหรูพอที่นางจะมองข้ามเรื่องนี้ไปเสียแล้ว

          จอมมารได้แต่ครุ่นคิดแล้วก้าวขาออกจากซุ้มมวลดอกไม้ที่เริ่มโรยรายามเดินผ่านไป พร้อมกับคนในอ้อมแขนที่ยังคงสลบไสลไม่ได้สติ ไม่คิดใส่ใจเสียงกรีดร้องโวยวายของใครบางคนที่คล้อยตามหลังมา

เพราะอีกประเดี๋ยวเดียว ก็คงถูกเหล่าขุนพลทั้งห้าจับโยนออกนอกอาณาจักรเซนเดรียเป็นแน่

“ข้ายอมให้เจ้าแค่ค่ำคืนนี้ แต่จากนี้ไป แม้แต่ปลายก้อยก็อย่าหวังจะได้แตะต้องพี่ข้า!”


 

|CUT UNCENSORED|

|100%|

(ต่อ)

          และในค่ำคืนนั้นเอง ทั้งสองต่างก็ฝันถึงเด็กชายตัวน้อยที่วิ่งเล่นอยู่ในท้องพระโรงอันโอ่อ่าประดับไปด้วยเพชรพลอย ทั้งที่ความเป็นจริง ท้องพระโรงนั้นรกร้างและไม่มีเครื่องเรือนประดับประดาให้งดงามแม้แต่ชิ้นเดียว

ทุกหนแห่งที่เด็กชายก้าวเดินผ่านไป ความรกร้างแห้งแล้งกลับเลือนหายไปราวกับเสกสรรด้วยเวทมนตร์

          อาณาจักรเซนเดรียกลับกลายเป็นพระราชวังใหญ่โต เหล่าปีศาจต่างใช้ชีวิตเฉกเช่นมนุษย์แต่ก็อยู่กันอย่างมีความสุข ความห่อเหี่ยวแห้งแล้งก็ไม่เคยมาเยือนอีกเลย นับแต่เด็กชายคนนี้ถือกำเนิดขึ้นมา

เด็กชายคนนั้น...มีรูปหน้าคมคร้าม เขาคู่งามดำขลับ และดวงตาสองสีอันเจิดจ้า

          ทว่าทันทีที่ทั้งสองสบมองดวงตาสองสีคู่นั้น จากเด็กชายตัวน้อยกลับกลายเป็นชายหนุ่มรูปงามเปรียบดั่งองค์เทพทั้งที่เป็นปีศาจ เพียงแย้มยิ้มก็สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนอันเปี่ยมล้น

“ท่านพ่อ ท่านแม่!”

          ในนิมิตฝัน ชายหนุ่มรูปงามผู้นั้นไม่รีรอที่จะเข้ามาโผกอดทันทีที่เห็นทั้งสองก้าวเดินเข้ามา พร้อมทั้งป้องปากกระซิบบอกนามของตนให้ได้ฟัง

“ข้ามีนามว่า ‘อาร์ธีอัส’ ครับ”

อาร์ธีอัส...เทวาผู้ซึ่งคอยปกป้องคุ้มครอง

          ถ้อยคำที่กระซิบบอกถึงนามของตนและรอยยิ้มอันอ่อนโยนที่ตราตรึงในห้วงฝัน ยังคงทำให้จดจำได้แม้ลืมตาตื่นจากนิทราในอีกห้าวันต่อมา ด้วยกลิ่นอันหอมหวนของดอกลิลลี่ที่ตลบอบอวลไปทั่งทั้งห้องหอ

          ก่อนนางจะได้ปรือตามองที่มาของกลิ่น สองมือของนางก็วาดหาข้างตัวหาคนที่ควรนอนตระกองกอดกันจวบจนรุ่งสาง แต่กลับพบว่าข้างกายนั้นว่างเปล่า...เมื่อนั้นเปลือกตาบางที่บดบังดวงตาสองสีก็ปรือมองดอกลิลลี่ในแจกันใบงามข้างหัวเตียง ก่อนหยัดกายลุกขึ้นนั่งด้วยสีหน้าเหยเกเพราะค่ำคืนเข้าหอที่ผ่านพ้นไป ทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดไว้บนเรือนกาย     

ทว่าเนื้อตัวของนางกลับสะอาดสะอ้าน พร้อมทั้งอาภรณ์งดงามที่ถูกจับสวมใส่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบ

          ครั้นส่งสายตาสงสัยใคร่รู้ไปยังลิเวียธานที่เข้ามาประคองให้นางได้ลุกขึ้น แม่ปีศาจสาวก็หัวเราะกับท่าทีมึนงงของนางเสียอย่างนั้น “ไม่ใช่ข้าที่เช็ดเนื้อเช็ดตัวแล้วผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ให้ท่านหรอกค่ะ...เป็นนายท่านต่างหาก”

          ได้ยินเช่นนั้น พวงแก้มของนางก็แดงเรื่ออย่างขวยเขิน ก้มหน้างุดหลบเลี่ยงสายตาของลิเวียธานที่จ้องมองมาอย่างขบขันระคนเอ็นดูกับอากัปกิริยาของนางเหลือเกิน

          เดิมทีเหล่าขุนพลปีศาจไม่คิดขัดขวางความสำราญของจอมมารด้วยการเข้าไปยุ่มย่ามกับคืนเข้าหอที่ยังไม่ทันผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่ไม่ทันไรก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น จนต้องพากันวิ่งหน้าตั้งไปบอกให้ได้ทราบถึงห้องหอ

จู่ๆผืนดินที่ไม่มีสิ่งใดงอกเงยและโล่งเตียนมานานนม ก็อุดมไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าที่เติบใหญ่ในชั่วพริบตา

          ผืนน้ำที่แห้งขอดก็เอ่อล้นไปด้วยสายฝนที่สาดเทลงมาจากฟากฟ้า พลอยทำให้เหล่าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยออกมารับสายฝนแล้วกระโดดโลดเต้นอย่างดีอกดีใจ

          “กระผมไม่มีนิมิตฝันในเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ถ้าหากให้คาดเดา...เรื่องน่ายินดีเช่นนี้ เป็นลางบอกเหตุถึงการมาเยือนของเจ้าชายองค์แรกแห่งอาณาจักรเซนเดรียเป็นแน่”

          คำบอกกล่าวของเบลเฟกอล ยิ่งทำให้จอมมารราฟาเอลเชื่อมั่นถึงความฝันที่ได้พานพบกับชายหนุ่มรูปงามนามอาร์ธีอัส ว่าคงถือกำเนิดในเร็ววัน

          คิดได้เช่นนั้น จอมมารก็คิดตระเตรียมอาณาจักรเซนเดรียให้เข้าที่เข้าทาง ด้วยการลงไปสั่งการเหล่าขุนพลและพลทหารให้สั่งสมเสบียงเพื่อใช้ในการศึก รวมถึงสั่งให้สร้างเส้นทางการเดินทางระหว่างอาณาจักรเซนเดรียและเมืองแอนเนล โดยแจงชัดว่าถึงเวลาแล้วที่แดนปีศาจจะต้องขยายอาณาเขตให้กว้างขวาง

          กระนั้นก็ไม่ลืมที่จะฝากฝังนักบุญเนเดเรียไว้กับลิเวียธาน พร้อมทั้งฝากมาบอกอีกว่า ต่อจากนี้นางเป็นราชินีหรือที่ทราบกันดีว่าเป็นจักรพรรดินีเคียงกายจอมมาร

          เช่นนั้นหน้าที่จัดการทุกสิ่งอย่างในปราสาทรวมไปถึงปราสาทส่วนในอันเป็นที่พำนักของเหล่านางบำเรอ...นางสามารถจัดการได้ตามแต่ใจปรารถนา

          และคำว่า ‘ตามแต่ใจ’ นั้น ทำให้เนเดเรียทราบความนัยทันทีว่าราฟาเอลคงเหนื่อยหน่ายจะตอบปัดความหวังดีอันไร้ความหมายของแอสโมดิวส์ที่คอยแต่จะจัดหาสาวงามมาบำรุงบำเรอให้ถึงที่ เลยโยนหน้าที่ส่วนนี้ให้นางได้จัดการ

“เฮ้อ ข้าคงไม่อาจปฏิเสธคำขอของท่านราฟาเอลได้”

นางแสร้งทำทีลำบากใจพลางหลุบมองอาภรณ์งดงามหรูหราที่สวมใส่ราวกับทราบดีว่าเหตุใดถึงถูกสามีจับแต่งตัวเช่นนี้

ข้าเองก็คิดหาทางจัดการปราสาทส่วนในอยู่ ถ้าอย่างนั้นก็ประจวบเหมาะพอดีเชียว...

          เพียงครุ่นคิดถึงแผนการกำจัดเหล่านางบำเรอออกไปให้พ้นหูพ้นตาที่วาดหวังไว้มาหลายครั้งหลายครา นางก็เหยียดยิ้มกว้างแล้วหัวเราะเสียงแผ่วจนปีศาจสาวที่เฝ้ามองอยู่ข้างตั่งเตียงผงะไปเล็กน้อย

“ลิเวียธาน จากนี้ไปเจ้าจะคอยรับใช้ข้าใช่หรือไม่?”

          “...ค่ะ” นางพยักหน้าระรัวเพราะยังคงตกใจกับท่าทีอันเปี่ยมเมตตาของนักบุญศักดิ์สิทธิ์ที่แปรเปลี่ยนไปตามเสียงหัวเราะหวานแหลมกรีดหูในลำคอนั้น “จากนี้ข้ามีหน้าที่รับใช้ท่านนักบุญ และติดตามท่านไปทุกหนแห่ง”

          ดวงตาสองสีคู่งามสว่างวาบราวกับพึงพอใจในคำตอบที่ได้รับฟัง แล้วเข้าไปจับไม้จับมืออีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มอันเจิดจ้าที่ใครก็ไม่อาจสบมองได้โดยตรง

“น่ายินดียิ่งนัก แต่ก่อนอื่นเจ้าจะต้องเรียกข้าว่า ‘องค์ราชินี’ และเรียกนายท่านของเจ้าว่า ‘องค์ราชา’ เข้าใจหรือไม่?”

ได้ยินเช่นนั้น ลิเวียธานก็พอจะคาดเดาได้ว่าเนเดเรียอยากจัดแจงทุกสิ่งอย่างในปราสาทให้เข้าที่เข้าทางเหมือนแต่เก่าก่อน

          อย่างที่ทราบกันว่าจอมมารราฟาเอลชิงชังพิธีรีตองที่มีแต่จะทำให้รำคาญใจ เหล่าข้ารับใช้จึงเลิกเรียกขานจอมมารว่าองค์ราชามาหลายพันปีตามที่ได้รับคำสั่งมา และเคยชินที่จะใช้ถ้อยคำเรียบง่ายในการเรียกขาน จนหลงลืมไปว่านายเหนือหัวของตนก็นับเป็นเชื้อพระวงศ์เช่นกัน

ทว่าตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว...

          นักบุญศักดิ์สิทธิ์ที่ควรจะอยู่ฟากฝั่งมนุษย์และคอยอยู่เคียงข้างผู้กล้า กลับตาลปัตรมาอยู่เคียงข้างจอมมาร ทั้งยังกลายเป็นราชินีของเหล่าปีศาจไปโดยปริยาย

          หนำซ้ำยังเป็นสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่จอมมารมอบความโปรดปรานให้อย่างเต็มอกเต็มใจ จนถึงกับมอบหมายให้จัดการทุกสิ่งอย่างในปราสาทไม่เว้นแม้แต่การสั่งให้เหล่าข้ารับใช้กลับมาใช้คำยุ่งยากจำพวกคำราชาศัพท์

คราแรกนางก็อยากจะทัดทานเพราะเกรงว่าจอมมารจะไม่พอใจนัก แต่พอตลบคิดอีกหน นางก็เห็นด้วยเสียอย่างนั้น

คงถึงเวลาที่เหล่าปีศาจควรตระหนักว่าใครกันที่เป็นใหญ่ที่สุดในอาณาจักรเซนเดรียแห่งนี้

“หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ องค์ราชินี”

          ลิเวียธานไม่คาดคิดมาก่อนว่านางจะได้รับใช้สตรีที่อยู่เคียงจอมมารถึงสองรัชสมัย แล้วยังจุมพิตลงบนฝ่ามือบางเป็นการปฏิญาณว่าจะคอยรับใช้ตราบจนชีวิตจะหาไม่เหมือนกับครั้งนั้น...ที่ได้จุมพิตปฏิญาณต่อมารดาของจอมมารราฟาเอล

“หม่อมฉันจะรับใช้องค์ราชินีด้วยชีวิตเพคะ!”

นางจดจำได้ดี ว่าคำปฏิญาณอันมุ่งมั่นของนางในคราวนั้นถูกเสียงหัวเราะเสนาะหูกลบจนความมุ่งมั่นที่มีหดหายไป

          กระนั้นต่อให้ไถ่ถามว่าเหตุใดพระองค์ต้องหัวเราะความมุ่งมั่นของนาง กลับไม่ได้รับคำตอบใดที่จะไขข้อสงสัยในใจได้ นอกจากคำที่ย้ำบอกว่าอย่าได้เอาชีวิตของนางไปผูกติดกับใคร

และเพราะคำปฏิญาณที่ถูกตอบปัดไป ทำให้นางไม่อาจปกป้ององค์ราชินีด้วยชีวิตได้อย่างที่ตั้งใจไว้

          แม้แต่วาระสุดท้าย พระองค์ก็ยังเลือกที่จะเผชิญกับความตายเพียงลำพัง แล้วยังเอ่ยถามถึงร่องรอยบาดแผลบนกายนางแทนที่จะพะวงกับลมหายใจของตนที่ใกล้ขาดห้วงเต็มที

          เพราะความทุกข์ในใจที่ไม่อาจช่วยชีวิตน้องชายของตนไว้ได้ หรือเบลเฟกอลที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะเข้ามารับคมดาบแทนนาง คราวนี้ก็ยังทำได้เพียงมองดูสตรีที่นางเทิดทูนตายจากไปต่อหน้าต่อตา

ลิเวียธานจึงหมดศรัทธาในความมุ่งมั่นที่จะปกป้องใครต่อใคร

สุดท้ายก็เชื่อในคำย้ำบอกขององค์ราชินีที่บอกให้นางอย่าเอาชีวิตไปผูกติดกับใคร

          และในวันนี้ที่นางได้มอบคำปฏิญาณให้กับราชินีองค์ใหม่แห่งอาณาจักรเซนเดรีย นางก็ไม่คิดจะเอาชีวิตมาเป็นเดิมพันในการปกป้องใครอีก กระทั่งได้ยินคำขอสุดแสนเอาแต่ใจของราชินีเนเดเรีย

“เจ้าช่วยปกป้องข้าด้วยชีวิตได้หรือไม่?...เหมือนอย่างในนิยายน้ำเน่าทำนองนั้นน่ะ”

          ประโยคหลังนั้นแผ่วเบาจนนางได้ยินไม่ค่อยชัด แต่ประโยคแรกนั้น ทำให้ลิเวียธานหวนนึกถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องใครซักคนด้วยชีวิตของนางที่ไม่เคยทำได้ซักหนเดียว

ข้าควรทำอย่างไรดี?...

          เกิดความลังเลขึ้นมาในใจขณะที่สองมือถูกกอบกุม พร้อมทั้งดวงตาสองสีที่ช้อนมองมาด้วยประกายสดใส เจิดจ้าเกินกว่าสิ่งใดเปรียบ

          เมื่อนั้นกลีบปากอิ่มจึงแย้มยิ้ม แต่ไม่คิดตอบรับคำขอนั้นแม้เพียงในใจ ปล่อยให้องค์ราชินีทำทีแง่งอนที่นางไม่อาจตอบรับคำขอได้

“เอาเถอะ เดิมทีเจ้าก็ต้องคอยรับใช้ท่านราฟาเอลมิใช่ข้า เอาเป็นว่าคำขอนั่น เจ้าช่วยลืมเลือนไปก็แล้วกัน”

          เห็นแม่ปีศาจสาวทำเป็นนิ่งงัน เนเดเรียก็อับอายจนต้องทำกอดอกเชิดหน้าแก้ขัดเขิน ก่อนเอ่ยปากเสร็จสรรพว่าจะแวะไปสำรวจตรวจตราความเรียบร้อนในส่วนต่างๆของปราสาทเสียหน่อย ก่อนก้าวขาจากไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่อยากให้ตามมาทัน

แต่มีหรือที่ลิเวียธานจะสังเกตไม่เห็นอากัปกิริยาทำเป็นกลบเกลื่อนความเขินอายนั่น

          นางลอบหัวเราะแล้วเฝ้าติดตามไม่ห่างหายในทุกย่างก้าว ท่ามกลางมวลดอกไม้นอกปราสาทที่ผลิบานยามร่างเพรียวระหงเยื้องย่างผ่านไป และเหล่าข้ารับใช้ที่ค้อมกายให้และพากันตะลึงงันในสิริโฉมของราชินีเนเดเรียที่ดูงดงามกว่าครั้งใดที่พานพบ

เหล่าข้ารับใช้ต่างก็เมียงมององค์ราชินีด้วยสายตาชื่นชมหลงใหลในความงาม แต่ปีศาจสาวนั้นต่างออกไป

          นัยน์ตาสีหม่นของนางที่จรดมองความสว่างไสวเบื้องหน้า เต็มไปด้วยความศรัทธาอันเปี่ยมล้นที่หวนกลับมาอีกครา หลังจากถูกเก็บซ่อนไว้ในจิตใต้สำนึกมานานนม

[บทบรรยาย เนเดเรีย]

          ห้วงนิทราในค่ำคืนนั้น ทำให้ข้าได้พบกับเด็กชายตัวน้อยที่วิ่งผ่านแมกไม้แล้วเข้าโผกอดกันเสียเต็มรัก พร้อมทั้งเรียกข้าว่า ‘ท่านแม่’ ทว่าประเดี๋ยวเดียวที่เด็กชายได้โผเข้าสู่อ้อมอก ร่างน้อยๆนั่นก็กลับกลายเป็นร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มที่ตระกองกอดกันเสียจนตัวข้าจมหายไปในอ้อมแขน แต่ยังคงเรียกข้าว่าท่านแม่ดังเดิม

          รูปหน้าเช่นนั้น ราวกับถอดแบบมาจากจอมมารราฟาเอลมาทุกระเบียดนิ้ว ส่วนดวงตาสองสีคู่งามก็เหมือนกับดวงตาของข้าไม่มีผิดเพี้ยน

ข้าจึงแน่ใจแล้วว่าอีกไม่นาน คงมีลูกคนแรกให้ได้เชยชม

          สิ่งแรกหลังจากลืมตาตื่นได้คือการคะยั้นคะยอจอมมารให้มอบหมายหน้าที่จัดการปราสาทให้กับข้า เพราะเห็นควรว่าต้องขยายร่างสร้างกฎระเบียบให้กับอาณาจักรเสียใหม่

แต่ดูเหมือนสามีข้าจะคิดทำการใหญ่ได้รวดเร็วกว่า จึงส่งมอบลิเวียธานพร้อมกับหน้าที่ที่ข้าต้องการมาให้ถึงมือ

ด้วยเหตุนี้ คำนำหน้าที่ใครต่างก็เรียกขานกันว่า ‘นักบุญ’ จึงต้องแปรเปลี่ยนเป็น ‘ราชินี’ อย่างไม่อาจเลี่ยงได้

          อันที่จริงข้าก็เป็นคนที่ไม่ค่อยเคร่งครัดเข้มงวดกับใครนัก ไม่ว่าจะในชาติก่อนหรือชาตินี้ ทว่าในภายภาคหน้าอาณาจักรเซนเดรียจะต้องกว้างขวางและมีกฎระเบียบมากพอที่จะควบคุมลูกๆทั้งเจ็ดของข้า และเหล่าข้ารับใช้ที่มีมากขึ้นจากการยึดเมืองแอนเนลกลับคืนมา

เฮ้อ...แค่คิดว่าจะมีลูกน้อยน่ารักถึงเจ็ดคน ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างแล้วส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมาจริงๆ

“ถะ ถวายพระพรเพคะ องค์ราชินี”

          เสียงอันสั่นเครือราวกับหวาดกลัวเสียเต็มประดา ทำให้ข้าที่สติสตังล่องลอยไปถึงไหนต่อไหนต้องชะงักฝีเท้าไว้ ก่อนหลุบตามองเหล่าเอลฟ์รับใช้ที่เดินเกาะกลุ่มกันมา โดยที่สองมือของพวกนางหอบหิ้วอาภรณ์ปักเลื่อมงดงามแต่ขาดวิ่นไว้แนบอก คล้ายกับไม่อยากให้ข้าเห็นนัก

เผ่าเอลฟ์...แถมยังอายุน้อย ดูแล้วน่าจะไม่ถึงห้าสิบปีด้วยซ้ำ

          ทีแรกข้าคิดจะไถ่ถามพวกนางเสียหน่อยว่ามารับใช้ใครมิทราบ เพราะนึกเอะใจที่เผ่าเอลฟ์เฉกเช่นพวกนางมาอยู่ที่ปราสาท แทนที่จะไปฝึกปรือเวทย์รักษาตามที่แมมมอนสั่งการไว้

          ทว่าเสียงกระแอมของลิเวียธานที่บอกเป็นนัย ข้าจึงเลือกเก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ แล้วทำทีพยักเพยิดเป็นการอนุญาตให้พวกนางได้ก้มหน้าก้มตาเดินจากไป

          กระทั่งพวกนางเดินไปจนลับสายตา ข้าก็ไม่รีรอที่จะปรายตามองนาง เตรียมคาดคั้นจนลืมเลือนว่าต้องไปเยือนส่วนครัวเพื่อปรึกษาหารือเรื่องอาหารการกินกับเบลเซบับ

ลิเวียธานดูลำบากใจยามต้องเอ่ยตอบ แต่ก็ไม่อาจต้านทานสายตากดดันจากข้าได้จนต้องเอ่ยออกมาในที่สุด

          “อย่างที่พระองค์ทราบ...เผ่าเอลฟ์ไม่มีหน้าที่คอยรับใช้ใครก็ตามในปราสาท แต่กับเอลฟ์เด็กที่ยังไม่มีเวทย์ มักถูกพวกนางบำเรอเรียกตัวมารับใช้ที่ปราสาทส่วนในเพคะ”

“นางบำเรอรึ?”

“เพคะ หม่อมฉันขอบังอาจทูลว่าถึงแม้พระองค์จะได้ยศถาเป็นองค์ราชินี ก็ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับพวกนาง”

ได้ยินเพียงแค่นั้น ข้าก็ต้องทอดถอนหายใจพร้อมกับโบกไม้โบกมือไม่ให้นางเอ่ยคำใดออกมาให้ข้าปวดหัวมากกว่านี้...

ลิเวียธานไม่ได้ลอบใช้เวทย์เค้นความจริงกับข้า นางคงไม่รู้ว่าแท้จริงข้าไม่ได้คิดอย่างที่นางพูดแม้แต่น้อย

          ข้ายอมรับว่าเคยคิดกำจัดพวกนางบำเรอออกไปให้พ้นหูพ้นตาก่อนได้ตบแต่งกับจอมมารราฟาเอลเสียอีก ทว่าพอตลบคิดไปอีกหลายหน ก็มองหาทางใช้งานพวกนางได้โดยไม่ต้องขับไล่พวกนางให้ไปลำบากลำบนกับโลกภายนอก

เพียงแต่ว่าต้องคัดคนที่ใช้การได้และใช้การไม่ได้เสียหน่อย จะได้ไม่คอยถ่วงมือถ่วงเท้าในศึกสงคราม

“วางใจเถอะ ข้าไม่ทำอะไรสิ้นคิดให้เจ้าต้องพะวงเป็นแน่”

ข้าเผลอไผลยกมือลูบศีรษะนางหวังให้คลายกังวลแทนข้าที่เก็บซ่อนความกังวลนั้นเอาไว้ในส่วนลึกของดวงใจ

ไม่มีหญิงใดใจกว้างพอที่จะให้สามีของตนร่วมหลับนอนกับหญิงอื่น...และข้า ก็เป็นหญิงใจแคบหนึ่งในนั้นตามที่กล่าวมา

          ข้าได้ยินมาว่านานทีปีหนถึงจะมีนางบำเรอได้ไปปรนนิบัติรับใช้จอมมาร ซึ่งพวกนางก็แก่งแย่งกันทำหน้าที่นั้น หวังให้ตนตั้งครรภ์แล้วตะเกียกตะกายออกมาจากมุมมืด กลายเป็นองค์ราชินีแห่งอาณาจักรเซนเดรียตามที่เพ้อฝันกันไว้

ทว่าก็ไม่มีนางใดตั้งครรภ์ ความพยายามพวกนั้นจึงไร้ประโยชน์

ตามที่ได้ยินแอสโมดิวส์กระซิบบอกมา ตอนนี้ก็ผันผ่านมาราวร้อยปีแล้วที่จอมมารไม่ได้ร่วมหลับนอนกับพวกนาง

          อาจมีแวะเวียนมาปรนนิบัติพัดวีบ้าง แต่พอได้พบเจอกับข้า พวกนางก็กลายเป็นเพียงธาตุอากาศที่ถูกสั่งให้เก็บตัว อย่าได้เสนอหน้าออกมาให้ข้าเห็นเป็นอันขาด

ยิ่งตอนนี้ข้าได้ตบแต่งกับจอมมารพร้อมยศถาองค์ราชินี พวกนางคงหันมาร่วมแรงร่วมใจกันแหกอกข้าเป็นแน่

ก็แหม...ข้าไม่รู้ประสา แล้วยังบอบบางเช่นนี้ คงไม่อาจรับมือพวกนางไหวใช่ไหมเล่า?

          “เอาไว้ข้าพินิจดูก่อนว่าพวกนางใช้การได้ซักกี่คน ค่อยไปจัดการคราวหลังก็ย่อมได้” ข้าเผลอเปรยบ่นออกมา แต่ก็รีบหันไปแย้มยิ้มกลบเกลื่อน “ข้าได้กลิ่นหอมกรุ่นมาจากอีกฟากของปราสาท เกรงว่าเบลเซบับคงจัดแจงอาหารรอข้าจนเก้อ เช่นนั้นเรารีบไปกันดีกว่า”

          ว่าแล้วก็เข้าไปจับจูงมือบางแต่หยาบกร้านให้เดินไปด้วยกัน ไม่ฟังเสียงทัดทานของนางให้หน่ายใจ ทว่าไม่ทันได้เดินไปไหนไกล ใครบางคนก็เดินตรงเข้ามาหาข้าโดยไม่ลืมที่จะค้อมกายให้

          “ถวายพระพร องค์ราชินี” เป็นเบลเฟกอลเองที่เข้ามาหาข้าด้วยท่าทางวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด “คงไม่เหมาะสมนักหากกระหม่อมจะพูดตรงนี้ เช่น-”

“ชายหญิงไม่ควรอยู่ด้วยกันในที่ลับหูลับต่อคน”

          ไม่ทันที่ข้าจะได้ฟังเบลเฟกอลเอ่ยจบประโยค ลิเวียธานก็เข้ามารั้งข้าให้อยู่ข้างหลัง ทำหน้าทำตาถมึงทึงใส่อดีตคนรักของนางเสียอย่างนั้น

อีกฝ่ายก็ดูจะหงุดหงิดไม่น้อย แต่ก็ไม่คิดต่อว่านาง กลับแจงเหตุผลให้ได้ทราบอย่างใจเย็น

“หากจะหึงหวงข้าก็ให้มันน้อยๆหน่อย ข้ามีเรื่องคำทำนายต้องทูลองค์ราชินี”

“ข้าไม่ได้หึงหวงเจ้า”

“ถ้าอย่างนั้นก็หลบไป ข้าต้องทูลให้พระองค์ทราบถึงชะตาของเจ้าชายองค์แรก”

“มีเรื่องอันใดก็ทูลตรงนี้ ข้าจะฟังด้วย”

“นี่เจ้า...ถ้าระแวงกันนัก ก็ใช้เวทย์เค้นความจริงอ่านใจข้าเสียสิ จะได้รู้กันไปเลยว่าใจข้ามันมีแต่เจ้า!”

          จากนั้นข้าก็ได้เห็นนางกรีดร้องจนหน้าแดงก่ำ ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นเพราะเขินอายหรือโกรธ แต่นางก็ยอมหลีกทางให้เบลเฟกอลเชิญข้าไปนั่งจิบชาร้อนแล้วเสวนากันเรื่องคำทำนายที่เจ้าตัวเห็นในนิมิต โดยตัวนางเองก็คอยยืนมองอยู่ห่างๆไม่เข้ามาก้าวก่ายแต่อย่างใด

“กระหม่อมขอบังอาจทูลถาม ว่าพระองค์มีนิมิตถึงเจ้าชายหรือไม่”

          ข้าฉงนสงสัยกับคำถามนั้นแต่ก็ตอบไปตามตรงว่ามีนิมิตถึงลูกข้า และเล่าทุกสิ่งอย่างในนิมิตให้ฟังด้วยความปลื้มปริ่มล้นอกว่าอาณาจักรเซนเดรียกลับมาอุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหารก็เพราะลูกคนนี้

 อาร์ธีอัสลูกของข้า...จะต้องเติบใหญ่เป็นชายหนุ่มรูปงามและสุขภาพแข็งแรงเป็นแน่

“กระหม่อมไม่อยากเอ่ยเช่นนี้ แต่เกรงว่าเจ้าชายอาร์ธีอัส...อาจมีพระพลานามัยที่ไม่ดีเท่าที่ควร”

          ราวความมั่นอกมั่นใจของข้าเหือดหายไปกับตาในทันทีที่ได้ยินคำนั้น แต่ทว่าข้าก็ยังขยับยิ้มแล้วเอ่ยถามว่าเหตุใดเจ้าถึงเชื่อเช่นนั้น เพราะจากนิมิตของข้า ลูกชายคนนี้น่าจะมีสุขภาพแข็งแรงทุกประการ

          ใจข้าได้แต่ภาวนาว่าขอให้คำทำนายของเบลเฟกอลไม่เป็นความจริง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าทุกคำทำนายที่ได้ยินมา ล้วนแล้วแต่ตรงตามสิ่งที่ประสบพบเจอ

คงเพราะกังวลเกินกว่าเหตุทำให้ข้าหูอื้อตาลาย แต่ก็ยังพยายามเงี่ยหูฟังจับใจความและได้ความมาว่า...

          อาร์ธีอัส คลาวด์ เจ้าชายองค์แรกแห่งอาณาจักรเซนเดรียหรือแดนปีศาจ จะมีสายเลือดของปีศาจเผ่ามังกรเหมือนกับบิดาแต่เจือจางนัก เพราะสายเลือดของมนุษย์เสี้ยวเทพีแห่งสรรพสิ่งของมารดากลบเสียหมด ซึ่งตามคำทำนายในโชคชะตา อาร์ธีอัสจึงเป็นคนที่อ่อนโยนจนเรียกได้ว่าอ่อนไหว

และด้วยนิสัยเช่นนั้น อาจมีภัยมาถึงตัวโดยไม่มีใครทันสังเกต

“เมื่อลูกข้าอายุครบห้าปี จะพูดไม่ได้...จวบจนตลอดชีวิตรึ?”

ข้าได้แต่นึกทวนคำย้ำเตือนนั้นที่ยังตรึงจิตตรึงใจไว้แน่นขนัด ว่าจะมีเหตุบางอย่างที่ทำให้อาร์ธีอัสพูดไม่ได้

และเหตุนั้น ข้าเชื่อว่าต้องมาจากทางฟากฝั่งมนุษย์เป็นแน่

“องค์ราชินีพ่ะย่ะค่ะ”

          เสียงเพรียกหาของเบลเฟกอลทำให้ข้าปวดหัวจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปนยิ่งกว่าเดิม และเขาก็คงจะเข้าใจว่าควรให้เวลาข้าได้ตรึกตรองหลายสิ่งหลายอย่างที่ถาโถมเข้ามา จึงขอตัวกลับแล้วปล่อยให้ลิเวียธานได้เข้ามารับช่วงต่อ

“รีบไปพบเบลเซบับเถอะเพคะ ป่านนี้คงรอเก้ออย่างที่พระองค์ว่า”

คราวนี้นางไม่คิดขัดใจข้า กลับชักชวนให้ไปพบเบลเซบับทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังพร่ำบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่ควรยุ่งเกี่ยว

          ทว่าข้าในตอนนี้ทำได้เพียงนั่งกุมขมับเพราะคิดไม่ตกว่าควรทำอย่างไร พลางโบกไม้โบกมือให้นางเงียบปาก เพราะกำลังคิดหาหนทางวางแผนการในการรับมือกับฟากฝั่งมนุษย์ ซึ่งแน่นอนว่ามีเจ้าหญิงแอชลี่ย์เป็นตัวชักนำ

ข้านิ่งงันครุ่นคิดไปพักใหญ่ แต่แล้วก็นึกบางสิ่งบางอย่างขึ้นได้ จึงไม่รีรอที่จะเข้าไปกอบกุมมือลิเวียธาน

          ดวงตาสีหม่นของนางเต็มไปด้วยความหวาดระแวงยามสบตากับข้า แต่ก็ยังอุตส่าห์เอ่ยถามออกมาเพราะคาดเดาได้ว่าข้าคิดสิ่งใด

“พระองค์ปรารถนาให้หม่อมฉันทำสิ่งใดหรือเพคะ?”

เมื่อเห็นนางพยักหน้ารับคำ ข้าก็เอ่ยถึงสิ่งที่ต้องการให้นางไปสะสางตามที่ข้าต้องการ

“หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ”

          นั่นเป็นคำที่นางเอื้อนเอ่ยให้ข้าได้วางใจ ก่อนค้อมกายให้แล้วเดินจากไปอย่างที่ข้าย้ำบอกว่าควรรีบเร่งไปให้ทันการ ก่อนที่จอมมารราฟาเอลจะจับได้ว่าข้าคิดทำเรื่องไม่เข้าท่าลับหลัง

          อย่างที่บอกว่าชีวิตข้าในตอนนี้ไม่ได้ดำเนินเหมือนอย่างในนิยายที่ได้อ่านเมื่อชาติก่อน ข้าจึงไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นอีก ดังนั้นก็ไม่ควรจะนิ่งนอนใจ

เพราะยิ่งฝั่งนั้นเงียบเชียบเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่าหวาดหวั่นมากเท่านั้น

“ข้าต้องปกป้อง”

          สายตาของข้าเหม่อมองไปยังฟากฟ้าจ้าแดด แต่สองมือนั้นกลับตระกองกอดความปั่นปวนในท้องที่ทำให้ข้าวิตกกังวลได้ถึงเพียงนี้

พร้อมกับหลับตานึกภาวนาในใจ ขออย่าให้มีเรื่องร้ายใดเข้ามารังควานชีวิตข้าอีกเลย

[จบบทบรรยาย เนเดเรีย]

 


 


 

         เดิมทีเทพีป่าแดนเหนือคอยปกปักษ์รักษาผืนป่าแห่งนี้จากการบุกรุกของมนุษย์หรือใครก็ตามที่คิดรุกรานสร้างความวุ่นวาย ทำให้เหล่าภูตและสัตว์ป่าใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจเป็นเวลากว่าหลายร้อยไป กระทั่งนางตบแต่งกับจอมมารแล้วไปพำนักอยู่ที่แดนปีศาจ ทุกสรรพสิ่งในป่าต่างก็โศกเศร้าที่นางจำต้องจากไป

          ถึงแม้จะมีภาพลวงตาของนางใช้ชีวิตอยู่ที่ป่าแดนเหนือให้ได้เห็นเพื่อป้องกันมิให้ใครบุกรุกเข้ามา แต่ก็ไม่อาจทดแทนความเหงาหงอยของสรรพสิ่งในป่าที่เฝ้าถวิลหานางได้

“เร่งมือเข้า! พวกเราจะต้องกักตุนอาหารให้มากพอก่อนฤดูหนาวจะมาถึง ขืนชักช้ากันอย่างนี้ มีหวังได้นอนท้องกิ่วกันแน่ๆ!!”

          เห็นทีคงมีแต่ภูตนางฟ้าริต้าที่ยังคงยิ้มร่าและคอยสั่งการเหล่าสัตว์ป่า ไม่ให้เอาแต่นั่งเซื่องน้ำตาซึมด้วยการหาภาระงานมาให้ทำ ไม่ว่าจะเป็นการขนอาหารกักตุนก่อนฤดูหนาวทั้งที่อีกค่อนปีกว่าฤดูนั้นจะมาเยือน หรือขัดโขดหินตะไคร่เกาะริมบึงให้แวววาววิบวับอยู่เสมอ

กระนั้นก็ไม่มีใครคิดต่อว่าริต้าที่นางเอาแต่ชี้นิ้วสั่งให้ไปทำนู่นทำนี่ เพราะทราบดีว่านางเพียงอยากให้คลายความเศร้าลงเท่านั้น

“อย่าได้เศร้าใจไป ถึงอย่างไรท่านเทพีก็จะแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนพวกเราตามที่สัญญากันไว้”

          ทว่าเป็นนางเองต่างหากที่ยังคงเศร้าเสียใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องหอบหยาดน้ำตามาซุกอกโคลด์แล้วโวยวายเสียยกใหญ่ ว่าเหตุใดมีแต่นางที่ร้องไห้จ้า แต่หมาป่าโคลด์กลับเอาแต่เลียขนแล้วทำหน้าเฉยเมยไม่รู้สึกรู้สากับน้ำตาของนางที่พรั่งพรูออกมา

“ข้าเองก็คิดถึงท่านเทพี แต่ถ้าท่านมีความสุขดี ข้าเองก็ต้องยินดีและมีความสุขเหมือนกับท่าน”

“จะ เจ้ามันใจร้าย! อย่างน้อยก็ขอแค่เจ้า ช่วยร้องไห้เป็นเพื่อนข้าหน่อยสิ!!”

          โคลด์เหนื่อยหน่ายจะโต้เถียง ทำได้เพียงทอดถอนหายใจแล้วล้มตัวลงนอน ปล่อยให้ริต้าใช้ก้อนขนของตนซับหยาดน้ำตาเสียให้พออกพอใจ

          ทว่าไม่ทันที่จะได้หลับตานอน กลิ่นสาปปีศาจที่ฉุนกึกจนน่าเวียนหัว ก็ทำให้เปลือกตาที่กำลังปรือปิดลงเป็นอันต้องเบิกกว้างแล้วหยัดตัวกระโดดหนีหายไปหลบซ่อนหลังพุ่มไม้ตามสัญชาตญาณระแวดระวังภัย

          ริต้าเองก็รีบผิวปากเพรียกหาเหล่าภูตตนอื่นให้มารวมตัวกันในชั่วพริบตา นึกก่นด่าตัวเองว่านางมัววางใจว่าคงมีใครหน้าไหนบุกรุกป่าแดนเหนือมากจนเกินไป หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นจะต้องโดนท่านเทพีเอ็ดเป็นแน่

อย่างที่ทราบกันดีว่าป่าแดนเหนือจะมีเขตแดนคุ้มกันของเหล่าภูตนางฟ้าที่ช่วยกันร่ายกักกันไม่ให้ใครรุกล้ำเข้ามาได้

          ทว่าเขตแดนนั้นคอยกักกันไม่ให้มนุษย์เข้ามาถึงป่าแดนเหนือได้เท่านั้น หากเป็นปีศาจก็อาจทำลายเขตแดนลงได้อย่างง่ายดาย เหมือนอย่างจอมมารราฟาเอลในครั้งนั้นที่บุกรุกเข้ามา

กระนั้นภูตนางฟ้าริต้าและหมาป่ารัตติกาลโคลด์ ก็มีแผนการคุ้มกันป่าแดนเหนืออีกแผนที่วางไว้หากเกิดเรื่องอย่างเช่นตอนนี้...

“โจมตี!”

          เสียงคำรามกึกก้องของโคลด์ เป็นคำสั่งให้เหล่าสัตว์ในตำนานและสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยกระโจนเข้าใส่คนในเงามืดที่ก้าวขาออกมา เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ริต้าสั่งการให้เหล่าภูตนางฟ้าร่ายเวทย์กักขังปีศาจตนนั้นที่ริอาจเยื้องย่างเข้ามาในอาณาบริเวณป่าแดนเหนือ

          ทว่าไม่ทันที่จะได้กระโจนถึงตัวการ กลิ่นหอมหวนแสบคอจากกายของปีศาจตนนั้น ทำให้ใครก็ตามที่ดอมดมเป็นอันต้องเข้าสู่ห้วงนิทราแสนหวานอย่างไม่อาจต้านทานได้

“กลั้นหายใจไว้ริต้า อย่าสูดดม”

          โคลด์พยายามที่จะตะโกนบอกนางผ่านม่านหมอกกลิ่นหอมหวานที่เข้าปกคลุม จนลืมไปว่าตนก็ไม่ได้กลั้นหายใจ แล้วยังสูดเข้าไปเสียเต็มรักแต่กลับไม่ล้มตัวลงนอนเหมือนอย่างสัตว์ตัวอื่นที่ผล็อยหลับไป

          กระทั่งกลิ่นและม่านหมอกจางลง ทั้งสองก็รีบถลาเข้าหากันแล้วจรดมองร่างเพรียวระหงที่ก้าวเดินแทรกผ่านเหล่าสัตว์ที่ลงไปนอนกองแทบเท้านาง

          หมาป่าหนุ่มยังคงตั้งท่าขู่คำรามนางปีศาจที่ริอาจบุกรุกป่าแดนเหนือ แต่แล้วดวงตาสีสว่างราวแสงจันทร์ก็เป็นอันต้องคลายความแข็งกร้าวและท่าทีแข็งขึงลง เมื่อเห็นชัดเต็มสองตาว่าปีศาจสาวตนนี้ เคยพบเจอกันมาแล้วหนหนึ่ง

          ภูตสาวก็ยกมือน้อยๆขยี้ตาอยู่หลายหน เพราะรูปลักษณ์และกลิ่นของนางที่เปลี่ยนไปจากคราวนั้นที่พบกัน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดหากจะจำกันไม่ได้

“ข้าอยากมาขอความช่วยเหลือจากพวกเจ้า”

นางปีศาจที่บุกรุกเข้ามายังป่าแดนเหนือ เป็นปีศาจลิเวียธานไม่ใช่ปีศาจแปลกหน้าตนใด

เพียงแต่ร่างจำแลงซัคคิวบัสของนาง ทำให้นางดูเย้ายวนและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานเฉพาะกายกว่าทุกคราจนจำกันไม่ได้

“องค์ราชินีรับสั่งให้ข้าไปเฝ้าสังเกตการณ์พวกมนุษย์ และข้าจำเป็นต้องพึ่งพาพลังเวทย์ของเจ้า”

          ปลายนิ้วของนางจรดอยู่ตรงหน้าริต้า และไม่รีรอให้นางฟ้าตัวน้อยได้เอ่ยถามในเรื่องอื่นใด พลันทั้งสองก็เลือนหายไปด้วยเวทย์เคลื่อนย้ายชั่วพริบตาที่นำพาจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง

“...นี่มัน เรื่องอะไรกัน?”

ทิ้งไว้เพียงความมึนงงของโคลด์และเสียงนอนกรนดังสนั่นหวั่นไหวของเหล่าสัตว์แห่งป่าแดนเหนือไว้เบื้องหลัง


 

______________________________________


 

4.11.2019

7.11.2019

11.12.2019

อัพครบ100%แล้วค่า

ตอนนี้จะขอแจงเรื่องเผ่าพันธุ์ของปีศาจแต่ละตัวนะคะ 

 จอมมารราฟาเอล - เผ่ามังกร(ตัวสุดท้าย)

 

 ปีศาจแมมมอน - เผ่าอันเดธ(ตัวสุดท้าย)

 ปีศาจเบลเฟกอล - เผ่าเซนทอร์

 ปีศาจลิเวียธาน - เผ่าซัคคิวบัส

 ปีศาจเบลเซบับ - เผ่าคิเมร่า

 ปีศาจแอสโมดิวส์ - เผ่าคราเคน


 

ไว้เจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการ -3-

หยอกๆ 

แล้วจะมาอัพค่าา ตอนนี้ปักไว้ว่าจะอัพอาทิตย์ละ1-2ครั้งเด้อ

.

.

.

ปิดรับเมล์แล้ว ตามไปหน้าทวิตเลยค่า

@mymine1100


 


 


 

 


 


 

 


 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.279K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

619 ความคิดเห็น

  1. #589 acapybab (@Little_G) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 21:48
    เรานึกว่าแมรี่จะคู่กับน้องชายนางเอกสะอีก เอาแมมมอนมาให้เค้าน๊าาาาา>×<อ๊ายยยย
    #589
    0
  2. #552 0964266207 (@0964266207) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 01:44
    ด้วยความที่เล่นทวิตไม่เป็นและเพิ่งจะสมัครเพราะอยากออ่านncติดตามทวิตแล้ว แต่ปัญหาคือ!! จะไปอ่านได้ตรงไหนนนน ฮืออออ
    #552
    2
    • #552-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 7)
      13 มกราคม 2563 / 06:57
      อยู่ปักหมุดแรกสุดเลยค่ะ เตงลองเข้าไปดูนะคะ @mymine1100
      #552-1
  3. #491 BBBoBowww (@nuyoja) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2562 / 03:11
    เข้าไปอ่านncแล้วคือชอบบบไรท์เขียนดี๊ดี มีอีก6คนให้เขียนขอจัดหนักนะ55555 // แค่คนแรกก็ปวดหัวล่ะ
    #491
    0
  4. #473 trp1021 (@trp1021) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2562 / 21:45
    ....คนแรกก็เกิดเรื่องเลย
    #473
    0
  5. #470 ฺBedroom (@154356) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2562 / 20:29
    คนเเรกก็เกิดเรื่องเลย องค์ราชินีคิดวางแผนทำสิ่งใดกันเเน่นะ
    #470
    0
  6. #469 Nongpla1994 (@Nongpla1994) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2562 / 01:04

    เพิ่งจะเข้าไปอ่านnc ดุเดือดกันจริงๆ สนุกมากค่ะ คนที่ 2 ขอจัดจ้านกว่านี้น่ะค่ะ

    #469
    3
    • #469-1 reyrina (@reyrina) (จากตอนที่ 7)
      12 ธันวาคม 2562 / 19:46
      เข้าไปอ่านตรงไหนคะเข้าในทวิตเเล้วไม่มีค่ะ
      #469-1
    • #469-3 reyrina (@reyrina) (จากตอนที่ 7)
      12 ธันวาคม 2562 / 22:06
      ขอบคุณค่ะ
      #469-3
  7. #468 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 20:21
    ปิดรับเมล์แล้ว งดส่งเมล์จ้า
    #468
    0
  8. #467 Naoni (@Naoni) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 20:17
    ขอด้วยค่ะ noyna8779@gmail.com
    #467
    1
    • #467-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 7)
      11 ธันวาคม 2562 / 20:18
      ขออภัยด้วยค่ะ ปิดรับเมล์แล้วจ้า ตามไปจิ้มที่หน้าทวิตเรานะคะ @mymine1100
      #467-1
  9. #465 AiLove (@ooailoveoo) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 18:35
    ขอด้วยค่ะ... qqailoveqq@gmail.com
    #465
    1
    • #465-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 7)
      11 ธันวาคม 2562 / 18:42
      หน้าไอจีเราค่ะ @mymine1100
      ตอนนี้ปิดรับเมล์แล้วจ้า
      #465-1
  10. #464 What.happen2 (@prim1106) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 18:12
    ขอด้วยค่ะ
    ppwankwan@gmail.com
    #464
    1
    • #464-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 7)
      11 ธันวาคม 2562 / 18:13
      ไปที่หน้าทวิตเราจ้า งดขอแล้วเด้อ @mymine1100
      #464-1
  11. #461 0878393550 (@0878393550) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 / 22:23
    รอนะะะ
    #461
    0
  12. #460 ploynature (@ploynature) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 23:33
    ขอค่ะ
    yokcoolzxx@gmail.com
    #460
    1
    • #460-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 7)
      11 พฤศจิกายน 2562 / 23:33
      ตามไปที่หน้าทวิตเราเลยค่ะ มีลิ้งค์กับคำใบ้ปักไว้
      #460-1
  13. #459 ฺBedroom (@154356) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 22:49
    ได้ลูกคนเเรกเร็วๆเเน่เลยทีนี้
    #459
    0
  14. #457 MookSmily (@MookSmily) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 12:47

    ง้าาาา -/////-
    #457
    0
  15. #456 Kuro Ketsuki (@AuroraCystal) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 20:30

    เลือดกำเดาจะไหลค่ะ
    #456
    0
  16. #453 knight.red (@werewolf--) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 09:44

    ปลื้มกับคำว่าเบาของไรต์จริงๆค่ะ 555
    #453
    0
  17. #452 0631375525 (@0631375525) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 09:26

    สนุกมากค่ะ
    #452
    0
  18. #451 ThitichayaNoojor (@ThitichayaNoojor) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 02:35
    คำว่าเบาของไรท์นี่....ใช่หรอ?!
    #451
    0
  19. #450 soranZ (@soranZ) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 01:04
    ขอบคุณมากๆจ้า~
    #450
    0
  20. #448 Fortune13 (@iamhunter13) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 00:37
    ไรท์คะ เราว่านี่มันไม่ได้เบาเลยนะ 5555555
    #448
    1
    • #448-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 7)
      8 พฤศจิกายน 2562 / 00:57
      เบาสุดแล้วว-.-
      #448-1
  21. #447 JOYNER (@JOYNER) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 00:22
    ถึงจะเป็นเเบบเบาๆ เเต่ละมุนนะเออ ชอบบบบ ขอบคุณค่ะไรท์ ปลื้มมมม ฝันดี
    #447
    1
    • #447-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 7)
      8 พฤศจิกายน 2562 / 00:22

      ขอบคุณที่ชอบฮับ จุ้บๆ
      #447-1
  22. #446 Celinemax (@Celine_maxcary) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 23:48
    ขอด้วยค่ะ
    Arphatsarabeam@gmail.com
    #446
    1
  23. #445 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 23:39
    ส่งให้หมดทุกคนแล้วนะคะ//ตกหล่นใครไปก็ขออภัยด้วย
    #445
    0
  24. #444 reyrina (@reyrina) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 21:11
    ขอด้วยค่าา
    wsang4994@gmail.com
    #444
    0
  25. #443 galaxy_za (@luhan_za177) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 22:58
    babymind254335@gmail.com
    #443
    0
  26. #344 miss-Q (@face) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 22:40
    warunya.kh.gmail.com
    #344
    1
    • #344-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 7)
      7 พฤศจิกายน 2562 / 23:12
      เมล์ถูกต้องรึป่าวคะ หาไม่เจอ
      #344-1
  27. #343 I'am Nid (@n-nid11229) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 22:34
    Nidchada_suwong@maesai.ac.th
    #343
    1
  28. #342 mindhinu (@mindhinu) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 22:20
    mindhinu@hotmail.com​
    #342
    1