เมื่อนักบุญศักดิ์สิทธิ์อยากเป็นภรรยาจอมมาร - When a Divine Priest wants to be a Demon Wife

ตอนที่ 6 : บทที่ 05 - สตรีของจอมมาร |100%|

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,506
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,350 ครั้ง
    30 ต.ค. 62








5

สตรีของจอมมาร

 

 


         เรื่องราวความวุ่นวายของเมืองแอนเนลในค่ำคืนนั้น เริ่มต้นด้วยสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ออร์คและกองกำลังสรรพสัตว์ของเทพีแห่งป่าแดนเหนือ ก่อนจะจบลงอย่างรวดเร็วด้วยคำตรัสเพียงไม่กี่คำของจักรพรรดิแห่งกองทัพจักรวรรดิบาฮานที่เข้ามาสมทบในภายหลัง

เลือดเนื้อที่เผ่าพันธุ์ของพวกเจ้าต้องเสียไป ช่างไร้ความหมายเสียจริง

          ถ้อยคำที่แฝงไปด้วยความเวทนานั้น ทำให้เหล่าออร์คตระหนักได้ว่าตนน่าอดสูเพียงใดที่ ต้องยืนหยัดด้วยตัวเองมานานนมทั้งที่เมืองแอนเนลที่ได้ชื่อว่าอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิจาม่อน แต่กลับไม่ได้รับการเหลียวแลอย่างที่ควรจะเป็น

ด้วยเหตุนี้เหล่าออร์คจึงตัดสินใจที่จะยุติสงครามลง เพราะเห็นว่าไร้ความหมายอย่างคำที่ราชาดีออนท์ตรัสไว้

          จำต้องก้มหน้ายอมรับ ว่าอีกไม่นานคงถูกทางจักรวรรดิจาม่อนหมายหัวโทษฐานคิดก่อกบฏ เหมือนกับที่หมายหัวนักบุญเนเดเรียเป็นแน่

มีอะไรให้ต้องหวาดกลัว ในเมื่อมีจอมมารราฟาเอลคอยให้การช่วยเหลือพวกเจ้า?”

          เสียงย้ำบอกพร้อมกับดวงหน้าอันงดงามที่เผยยิ้มไม่รู้ประสา แต่ดวงตาสองสีของนางกลับจดจ้องยามนางเอื้อนเอ่ยคำนั้น ราวกับจะบอกเป็นนัยให้เหล่าออร์คที่ยังคงมึนงงได้ทราบกัน

          คราวนั้นที่เมืองแอนเนลถูกจักรวรรดิจาม่อนเข้าปกครองเพราะเป็นเมืองที่ถูกหยิบยกขึ้นมาต่อรองในสัญญาทาสปีศาจ ทำให้เหล่าออร์คสูญสิ้นความเชื่อใจที่มีต่อจอมมารตนก่อนไปจนหมดสิ้น...

กระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด หากความเชื่อใจที่สูญสิ้นไปแล้ว จะไม่สามารถผูกติดกับใครได้อีก

คำกล่าวของนางจึงเป็นการย้ำบอกกรายๆ ให้วางความเชื่อใจอันน้อยนิดไว้ที่จอมมารราฟาเอล

(ต่อ)

          เป็นอันว่าเรื่องราวในค่ำคืนนี้ จบลงด้วยด้วยคำป่าวประกาศของจอมมารราฟาเอลที่บอกให้ทราบโดยทั่วกัน ว่าตนได้เข้ายึดครองเมืองแอนเนลกลับคืนมาจากจักรวรรดิจาม่อน...นับแต่นี้ต่อไป หากทางฟากฝั่งมนุษย์จะริเริ่มสงครามขึ้นด้วยเหตุที่ไม่พอใจในเรื่องนี้ ก็ขอให้ทราบไว้ว่าทางมนุษย์คิดทำการสกปรกโสมมก่อน

          และเมื่อสะสางความวุ่นวายลงได้ เหล่าออร์คก็พากันต้อนรับขับสู้กองทัพแห่งจักรวรรดิบาฮานและเหล่าสรรพสัตว์ของนักบุญเนเดเรียอย่างดี จนก่อเกิดงานฉลองที่ส่งเสียงโห่ร้องยินดีกันยกใหญ่

          หารู้ไม่ว่าอีกด้านหนึ่ง ณ อาณาจักรเซนเดรีย...กำลังถูกความเงียบสงัดเข้าปกคลุม ทันทีที่ราชาดีออนท์ยืนกรานที่จะตามติดนักบุญเนเดเรีย จนกว่าจะพาตัวนางกลับไปยังจักรวรรดิบาฮานได้ตามที่หวัง

          ห้องโถงของปราสาทอันกว้างใหญ่ จึงมีเพียงเสียงทอดถอนหายใจที่บ่งบอกถึงความรำคาญของจอมมาร ยามต้องสบตากับดวงตาสองสีคู่งาม แต่กลับบังเอิญไปสบเข้ากับดวงตาสองสีอีกคู่หนึ่งที่จดจ้องตนไม่วางตา

          และด้วยความเงียบงันที่เข้าปกคลุมจนน่าหวาดหวั่น ทำให้นักบุญเนเดเรียหันรีหันขวางไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากขุนพลปีศาจทั้งห้า แต่ทว่าเหล่าขุนพลกลับพากันเบือนหน้าหลบสายตาเว้าวอนของนาง พร้อมกับพากันออกไปจากอาณาบริเวณห้องโถง ปล่อยให้นางต้องรับมือกับสถานการณ์น่าอึดอัดตรงหน้าเพียงลำพัง

ข้าควรทำอะไรซักอย่าง...

แม้เนเดเรียจะคิดเช่นนั้น แต่ไม่ทันที่นางจะได้เอื้อนเอ่ยคำใด ทั้งสองก็เปิดฉากต่อปากต่อคำกันเสียแล้ว

          ข้าคงต้องขอรบกวนท่านจอมมารอีกซักประเดี๋ยว สุรเสียงของราชาดีออนท์ ทำให้คันคิ้วโก่งของจอมมารกระตุกไปหนึ่งที หากท่านพี่ของข้ากลับจักรวรรดิบาฮานเมื่อไหร่ เราสองคงไม่ต้องพบเจอกันอีก

          เป็นเนเดเรียที่แทบจะผุดลุกเข้าไปหยิกแขนเจ้าน้องชายตัวดี เพราะตอนนี้ว่าที่สามีของนางหน้ามืดครึ้มจนดำทะมึน ส่งผลให้รอบตัวปราสาทเกิดฟ้าผ่าเลื่อนลั่นสนั่นหวั่นไหวตามแรงอารมณ์ที่ทวีมากขึ้น

มือบางรีบรุดเข้ากอบกุมฝ่ามือหนาของคนข้างกาย หวังจะช่วยให้แรงอารมณ์นั้นทุเลาลง

ทว่าดวงตาแดงก่ำที่ตวัดมองมา ทำให้เนเดเรียเป็นอันต้องชะงักมือของนางไว้เพียงเท่านั้น

เหนื่อยล้าและเปล่าเปลี่ยว...ผิดกับอากัปกิริยากริ้วโกรธอย่างที่เป็นอยู่

          เห็นเช่นนั้นนางก็ตัดสินใจที่จะเอ่ยถามราชาดีออนท์ให้รู้ความ เพราะไม่อยากให้จอมมารทำท่าทำทางเหงาหงอยมากไปกว่านี้

น้องข้า ข้าเข้าใจว่าเจ้าอยากให้ข้าไปพบเสด็จแม่ซักหน...และแน่นอน ข้าก็อยากพบเสด็จแม่เช่นกัน

          นางทราบดีว่าการที่กล่าวเช่นนี้เป็นการให้ความหวังราชาดีออนท์มากเกินควร เพราะดวงตาสองสีคู่นั้นส่องประกายแห่งความหวังจนเจิดจ้า แต่เมื่อได้ยินคำที่นางเอื้อนเอ่ยในประโยคถัดมา ดวงตาแห่งความหวังนั้นก็ดับแสงลงทันควัน

ไหนๆข้าก็จะตบแต่งกับจอมมารแล้ว...ข้าขอพาจอมมารไปพบเสด็จแม่ด้วย ได้หรือไม่?”

          ไม่ว่าเปล่า นางแย้มยิ้มงดงามแล้วหันไปแนบหน้าถูไถท่อนแขนแกร่งของคนข้างกายอย่างออดอ้อน ไม่สนเสียงเรียกครางชื่อของนางอย่างแผ่วเบา คล้ายกับขัดเขินเกินจะต่อต้านนางได้

เงียบเถอะค่ะ ข้าจัดการได้

          นางหันไปย้ำบอกจอมมารราฟาเอลให้เงียบไป ก่อนหันมาปรายมองอากัปกิริยาของน้องชายตัวดีที่กำมือแน่นทำน้ำตาคลอ และร่ายประโยคที่อัดอั้นตันใจ ใส่หน้านางให้ฉงนงงงวยในเวลาต่อมา

          ข้าไม่ยอม! ท่านพี่ก็รู้ว่าท่านมีเชื้อสายอันศักดิ์สิทธิ์ไหลเวียนในกาย เหตุใดถึงดื้อดึงที่จะผูกสัมพันธ์กับปีศาจให้ได้...หรือท่านพี่ถูกล่อลวงด้วยรูปโฉมนั่น?”

          นักบุญเนเดเรียปรายตามองตามสุดปลายนิ้วเรียว และทันทีที่นางสบมองกับดวงตาแดงก่ำคู่นั้นที่จดจ้องกันมา ใจนางก็เต้นไม่เป็นส่ำด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด จนต้องเบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว

เป็นความจริงตามที่ดีออนท์กล่าว ว่านางถูกล่อลวงด้วยรูปโฉมอันงดงามนั่น

          เชื่อเถอะว่าในสายตาสตรีเช่นนาง ต่างก็เห็นตรงกันว่าจอมมารมีรูปโฉมงดงามราวเทพองค์ใดมาจุติ...เช่นนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด หากนางจะพึงใจเขา

          เห็นดวงตาสองสีที่เลิ่กลั่กของเนเดเรีย ราชาดีออนท์ก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ และร่ายยาวเพื่อให้นางกลับไปยังจักรวรรดิบาฮานโดยไร้เงาจอมมารราฟาเอล

          และไม่ว่าเนเดเรียคิดเอื้อนเอ่ยคำใด ดีออนท์ก็ดักนางทุกทางจนไม่รู้จะต่อกรด้วยอย่างไร กระทั่งฝ่ามือหนาที่กอบกุมกันไว้กระชับแน่น พร้อมกับคำที่กระซิบบอกว่าข้าจะจัดการให้

เมื่อนั้นนางจึงลอบถอนหายใจ แล้วพยักหน้าอย่างยอมจำนน

          เห็นนางยินยอมที่จะให้ช่วยไกล่เกลี่ย จอมมารราฟาเอลก็ขยับยิ้มอย่างเบาใจ ก่อนหันไปตวัดสายตามองราชาดีออนท์ที่ยิ้มเยาะคล้ายกับจะบอกว่าตนเป็นผู้ชนะ

น่ารำคาญจริง

          ต่อให้น้องชายของนางมีรูปหน้าคลับคล้ายคลับคลานางเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้ความรู้สึกขัดหูขัดตาเลือนหายไปได้จนต้องเปรยออกมา กระนั้นราชาดีออนท์ก็ยังคงยิ้มเยาะอย่างไม่รู้ประสา เพราะมัวหลงคิดว่าทำให้นักบุญเนเดเรียเปลี่ยนใจจากจอมมารราฟาเอลได้

          จุดประสงค์ของเจ้าแต่แรกเริ่ม คือการพานางไปพบเทพีแห่งสรรพสิ่งมิใช่หรือ...แล้วเหตุใดจุดประสงค์นั้นถึงผันเปลี่ยนไป กลายเป็นต้องการให้ข้ากับนางต้องเลิกรากัน?”

แต่แล้วรอยยิ้มเย้ยหยันก็เหือดหายไปจากพระพักตร์ขององค์ราชา เหลือเพียงความสับสนปนเปที่ปรากฏชัด

เจ้าต้องการสิ่งใดจากนางกันแน่?”

ราวกับถูกต้อนให้จนมุมด้วยดวงตาสีแดงก่ำที่สบเข้ากับดวงตาสองสีที่ไหววูบไปกับคำถามนั้น

ดีออนท์ไม่อาจยอมรับได้ว่าตนหึงหวงเนเดเรียในฐานะน้องชายคนหนึ่งที่อยากพบหน้าพี่สาวมาทั้งชีวิต

          วาดหวังไว้มากมาย ว่าจะได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันให้สมกับที่พลัดพรากจากกันมานานนม...แต่แล้วสิ่งที่วาดหวังไว้ก็แหลกสลายไปในพริบตา ตั้งแต่ได้ทราบข่าวคราวว่านางหมั้นหมายกับจอมมาร

ได้แต่หลอกตัวเองว่านางคงถูกข่มขู่ให้ยอมหมั้นหมาย หรือนางอาจมีเหตุจำเป็นให้หมั้นหมายกับจอมมารอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

ราชาดีออนท์จึงคิดเช่นนั้นมาตลอด ว่าระหว่างทั้งสองคงไร้ซึ่งความรักที่มีต่อกัน

          กระทั่งได้เห็นสายตาของทั้งสองที่สบกันอย่างทราบความนัยแม้ไม่ต้องเอ่ยคำใดให้ใครคนใดคนหนึ่งทราบ แต่กลับเข้าใจกัน ราวกับมีเวทย์ใดที่สามารถอ่านใจกันได้

         ข้าไม่อาจยอมรับได้ว่าสายเลือดอันศักดิ์สิทธิ์จะต้องแปดเปื้อน...แต่ถ้าหากนางกับจอมมารรักใคร่กันด้วยใจจริง ข้าจะไปขัดอะไรได้เล่า?

          เมื่อคิดได้เช่นนั้น ดีออนท์ก็ทำได้เพียงเค้นเสียงหัวเราะอันแหบแห้ง กระนั้นก็ยังไม่ลืมที่จะดึงดันพานางกลับไปให้ได้ แต่ถึงอย่างไร ท่านพี่ก็ต้องไปกับข้า...เรื่องนี้จะไม่มีวันทำให้ข้าเปลี่ยนใจได้

ไม่ทันที่ทั้งสองจะได้สงสัยในถ้อยคำนั้น ราชาดีออนท์ก็ตัดสินพระทัยที่จะเอ่ยเรื่องของพระมารดาให้ได้ฟัง

          นับแต่วันที่มอบพรอีกสองประการให้กับนางเมื่อครั้งเกิดสงครามรวบรวมจักรวรรดิ พระมารดา อลิเซียร์ ก็สูญเสียอายุขัยรวมไปถึงสังขารที่ล่วงโรยลงทุกวัน แม้พระมารดาจะตรัสว่านางยังมีพลังของเทพีแห่งสรรพสิ่งที่จะคอยคุ้มครองผู้คนแห่งจักรวรรดิบาฮาน แต่องค์ราชากลับกังวลพระทัยจนไม่อาจปิดบังความกังวลนั้นได้

         ในอนาคตอันใกล้ พี่เจ้าจะกลายเป็นนักบุญแห่งจักรวรรดิบิลเลียต เช่นนั้นก็ไม่ควรให้ใครทราบ ว่าแท้จริงนางเป็นเจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิบาฮาน

          คำที่พระมารดาอลิเซียร์ย้ำบอกมาแต่ไหนแต่ไรให้ได้ทราบถึงโชคชะตาของเนเดเรีย ไม่อาจช่วยบรรเทาความถวิลหาที่อยากจะพบนางผู้เป็นสายเลือดเดียวกันได้

เพราะเกรงว่านางจะมีภัยจากทางบิลเลียตและจาม่อน ความจริงจึงถูกปกปิดไม่ให้ใครทราบเรื่อยมา

          และนานวัน ก็ยิ่งทนไม่ได้ที่ต้องเห็นพระมารดาทอดมองผ่านช่องหน้าต่างไปยังจักรวรรดิอันไกลแสนไกล ด้วยนัยน์เนตรที่เศร้าโศกทุกคืนวัน ยามหวนคิดถึงบุตรีที่พลัดพรากจากกันไป

ท่านพี่จะต้องสืบทอดพลังอำนาจของเทพีแห่งสรรพสิ่ง...อีกอย่าง ข้าก็อยากให้เราอยู่กันพร้อมหน้า

ดวงตาสองสีคู่งามรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างอดกลั้น ไม่ให้เอ่ยออกไปว่าเหลือเวลาอีกไม่มากที่จะได้พบกัน

          แต่ด้วยอากัปกิริยาทางนัยน์ตาที่สบมองมา ทำให้เนเดเรียทราบความนัยที่ดีออนท์อยากจะบอกในทันที แม้ไม่ต้องเอ่ยให้ชัดแจ้ง...

          เท่าที่นางจดจำได้จากความทรงจำที่เค้นมาได้จากภวังค์ฝันในค่ำคืนก่อน ทำให้นางทราบว่ามารดามอบพรอีกสองประการให้ก่อนจากกันไป ซึ่งหมายความว่าพลังของเทพีแห่งสรรพสิ่งไหลเวียนอยู่ภายในกายนางเกือบทั้งหมด

          เพียงคิดได้ว่าเป็นเพราะตัวนางเอง ที่ทำให้มารดาต้องสูญเสียพลังที่มีไป ทั้งสองมือที่ประสานกันบนหน้าตักและเนื้อตัวนางก็สั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้

เพราะข้างั้นรึ...

          เสียงพึมพำเสียงอันแผ่วเบาราวขนนกของนาง ทำให้จอมมารราฟาเอลปรายมองแล้วรีบรุดเข้าไปกอบกุมสองมือของนางไว้จนแน่นขนัด ก่อนตวัดสายตามองราชาดีออนท์แล้วเอ่ยบอกด้วยเสียงย้ำหนัก

          เมื่ออาทิตย์ขึ้น ข้าจะพาเนเดเรียไปพบเทพีแห่งสรรพสิ่งที่จักรวรรดิบาฮาน ขอให้เจ้าจงเตรียมกองกำลังคุ้มกันเอาไว้ให้พร้อม เพราะข้าเกรงว่าจักรวรรดิจาม่อนและจักรวรรดิบิลเลียตอาจสอดส่องหรือคิดหาช่องทางทำร้ายนางหากเผลอไผล

          ความพะว้าพะวงที่ก่อตัวขึ้นในใจ ถูกปัดเป่าให้หายไปด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงหนักแน่นของจอมมาร พลอยทำให้องค์ราชาผู้มัวแต่โศกเศร้าหลุดจากภวังค์ รีบรับคำแล้วเร้นกายหายไปตระเตรียมกองกำลังตามคำว่า

พรุ่งนี้เจ้าจะได้พบแม่ของเจ้าแล้ว อย่ากังวลไป

          เมื่อราชาดีออนท์ไปจากอาณาบริเวณห้องโถงกว้าง เสียงสะอื้นไห้ของนางผู้เป็นที่รักก็ดังอยู่ข้างหูไม่ขาดสาย แม้เอ่ยปลอบหรือตระกองกอดร่างอันบอบบางไว้ในอ้อมแขน เสียงของนางก็ยังดังก้องอยู่นานสองนานจนนางผล็อยหลับไปทั้งน้ำตาที่แห้งเกรอะกรัง

          ดวงตาแดงก่ำดั่งโลหิตพินิจมองดวงหน้าอันงดงามในอ้อมแขนที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาแล้วลอบถอนหายใจ ก่อนหยัดตัวขึ้นแล้วโอบอุ้มร่างของนางไปยังตั่งเตียงในห้องที่สั่งให้ลิเวียธานตระเตรียมไว้ แล้วจึงออกมาชมจันทร์ยามค่ำคืนเพียงลำพัง เพื่อครุ่นคิดว่าจากนี้จะทำอย่างไร...ถึงจะปกป้องนักบุญเนเดเรีย ให้พ้นจากเงื้อมมือใครก็ตามที่คิดร้ายต่อนาง

 






|บทบรรยาย เนเดเรีย|

ข้าลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยเสียงเรียกอันหวานแหลมแสบแก้วหู และความรู้สึกหน่วงอกหน่วงใจ 

ตื่นเถอะค่ะ วันนี้ท่านต้องไปพบเทพีแห่งสรรพสิ่งไม่ใช่หรือคะ

               เป็นลิเวียธานที่ปลุกข้าให้ตื่นอยู่นานสองนาน ก่อนจะฉุดกระชากลากถูข้าให้หยัดตัวลุกขึ้นนั่ง พร้อมทั้งฝ่ามือของนางที่ตบข้างแก้มข้าเบาๆพอให้ได้สติสตังกลับคืนมา

นายท่านกับราชาดีออนท์รอท่านอยู่ รีบแต่งเนื้อแต่งตัวได้แล้วค่ะ

          คำที่นางเอื้อนเอ่ยทำให้ข้าปรอยสายตาอันเหม่อลอยจรดมองนางแล้วนึกแค่นหัวเราะในใจ ก่อนถูกนางลากไปล้างเนื้อตัวพร้อมทั้งสวมใส่อาภรณ์งดงามที่เตรียมไว้ให้

          ส่วนตัวข้าก็ยังคงเหม่อลอย เพราะไม่ทราบว่าทำไมดวงใจในอกซ้ายถึงได้ปวดหนึบราวถูกของหนักทับเอาป่านนี้ ทั้งที่ก่อนหน้ายังเฉยชาเมื่อหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตของตัวข้า

          น้องชายข้าเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิบาฮาน มารดาข้าเป็นเทพีแห่งสรรพสิ่งหรือผู้รวบรวมจักรวรรดิบาฮาน...น่ายินดีที่ข้าพบว่าตัวข้าไม่ได้ตัวคนเดียวอย่างที่คิด แต่น่าเศร้าที่ช่วงเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันช่างสั้นนัก

          เพียงครุ่นคิดว่าท่านแม่จะไม่ได้อยู่กับข้าไปตลอด ข้าก็เศร้าใจจนไม่อยากไปพบนาง หากลิเวียธานไม่ลากข้ามาให้จอมมารราฟาเอลถึงขบวนทัพเสียก่อน

ท่านนักบุญมาแล้วค่ะนายท่าน

ลิเวียธานจับจูงมือข้ามาให้จอมมารราฟาเอลด้วยรอยยิ้มประหนึ่งส่งธิดาไปสมรสกับเจ้าชายหนุ่มรูปงามจากแดนไกล...

          เพียงแต่ในความเป็นจริง ชายที่เข้ามาโอบอุ้มร่างข้าขึ้นไปบนรถม้าคันงาม เป็นจอมมารรูปงามหน้าตาถมึงทึงคล้ายนิทราไม่เต็มอิ่ม ในขณะที่สายตาจดจ้องอยู่กับการพินิจพิจารณาอาภรณ์งดงามที่ข้าสวมใส่ ก่อนหันไปเสวนากับน้องข้าที่กำลังสั่งการเตรียมเคลื่อนทัพ

กองทัพของเจ้าอีกส่วนหายไปไหนกัน?”

          ข้าส่งไปลาดตระเวนรอบอาณาจักรเซนเดรียแล้ว หากมีพวกจักรวรรดิบาฮานหรือจักรวรรดิบิลเลียตอยู่ในอาณาบริเวณ เหล่าอัศวินของข้าจะลงมือทันที

เช่นนั้นก็ดี

เห็นเสวนากันได้สนิทใจนัก ข้าจึงส่งสายตาแปลกใจระคนสงสัยจนปลายคิ้วขมวดมุ่นเป็นปมใหญ่

          และเจ้าตัวคงจะรู้สึกได้ว่าข้ากำลังหรี่ตามองอย่างนึกสงสัย ทันทีที่หย่อนกายลงบนรถม้าเคียงข้างข้า จอมมารราฟาเอลก็เอ่ยบอกในสิ่งที่ข้าสงสัยให้ได้ทราบ

ข้าทำข้อตกลงกับราชาดีออนท์ไว้ ว่าจะขอสงบศึกช่วงชิงตัวเจ้าไปตลอดกาล

เอ๊ะ...จริงหรือคะ?”

ดวงตาคู่คมตวัดมองข้าคล้ายกับบอกเป็นนัยว่าอย่าถามเรื่องอื่นใดให้รำคาญใจอีก

แหม...ดุดันเสียจริงพ่อคุณ

          เป็นเช่นนี้ ข้าก็เลยต้องปิดปากเงียบทั้งที่อยากไถ่ถามว่าไปทำข้อตกลงลับหลังข้าเมื่อไหร่ แล้วเหตุใดถึงตกลงกันได้ง่ายดายนัก เพราะดูแล้วเจ้าน้องชายของข้าก็มีอคติต่อจอมมารไม่น้อย

          ทว่าข้าก็ไม่อาจเอ่ยถามสิ่งที่อยากรู้ได้ ทำได้เพียงนั่งปิดปากเงียบเมื่อรถม้าเคลื่อนไปพร้อมกับกองทัพอัศวินแห่งจักรวรรดิบาฮาน โดยมีดีออนท์เป็นผู้นำทัพ

          รถม้าคันงามไม่มีช่องหน้าต่างให้ข้าได้เสมองนกมองไม้ เพื่อหลบเลี่ยงดวงตาคู่คมที่จดจ้องข้าตั้งแต่หัวจรดเท้าจนข้าขนลุกซู่ เพราะรู้สึกร้อนผ่าวกับนัยน์ตานิ่งเฉยแต่แฝงความหยดเยิ้มยามจ้องมองมา คล้ายกับจะกลืนกินข้าเข้าไปทั้งตัว

อันที่จริงข้าก็ควรขวยเขินให้หน้าดำหน้าแดงไปข้าง แต่สถานการณ์ที่ข้าเผชิญมันช่างผิดแปลกนัก...

จอมมารราฟาเอลไม่เคยแสดงอาการยินดียินร้ายที่ได้ตบแต่งกับข้าแม้แต่น้อย

          แต่แรกเริ่ม มีแค่ข้าฝ่ายเดียวที่อยากหมั้นหมายกับจอมมารจนตัวสั่น และก็มีแค่ข้าที่แสดงอาการดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อทราบว่าชะตาของข้าและจอมมารสมพงศ์กัน ด้วยคำทำนายของเบลเฟกอล

นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นจอมมารพออกพอใจยามปรอยตามองข้า

แทนที่ข้าจะกรีดร้องด้วยความเขินอายให้สมใจ ข้ากลับรู้สึกขนลุกขนพองเสียอย่างนั้น

          จอมมารมีเรื่องปิดบังข้า และกระทำการบางอย่างไม่ให้ข้าทราบ...ประโยคนั้นวนเวียนอยู่ในหัว ทันทีที่ได้เห็นนัยน์ตานิ่งเรียบคู่นั้น

          ทว่าต่อให้ข้าเอาแต่นึกสงสัย แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้นอกจากละทิ้งความสงสัยนั้นไปก่อน เมื่อรถม้าหยุดชะงักไปพร้อมกับบานประตูที่เปิดออก โดยมีดีออนท์ยื่นมือให้ข้าจับจูงเพื่อย่างกรายลงมา ข้าก็ไม่รีรอที่จะรีบคว้ามือคู่นั้นแล้วลงไปตื่นตาตื่นใจกับกำแพงสูงเสียดฟ้าของจักรวรรดิที่รายล้อมตัวเมือง ท่ามกลางลมของทะเลทรายอันกว้างขวางที่พัดผ่านไป

(ต่อ)

          จากนิยายที่ข้าได้อ่านก่อนจะสิ้นใจตายในชาติก่อน ระบุชัดว่าจักรวรรดิบาฮานเป็นดั่งเมืองมายาในม่านหมอกของทะเลทราย เพราะมนตร์บังตาที่บดบังสายตาของใครก็ตามที่เดินทางผ่าน ไม่อาจมองเห็นกำแพงอันสูงใหญ่ได้ หากไม่ได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองจักรวรรดิ

          แต่ทันทีที่ขบวนทัพหยุดชะงัก ม่านหมอกของทะเลทรายก็เลือนหายไป พร้อมกับกำแพงสูงเสียดฟ้าที่โอบล้อมจักรวรรดิบาฮานปรากฏขึ้น

          คงไม่อาจปิดบังได้ว่าดวงตาของข้าส่องประกายวาววับเพียงใด กับความงามของจักรวรรดิบาฮานเมื่อกำแพงสูงลดหลั่นลงด้วยเวทมนตร์บางอย่างที่เหล่าอัศวินหน้าประตูเมืองร่ายใส่ ก่อนพากันมายืนเรียงรายแล้วค้อมกายให้ เมื่อข้าถูกดีออนท์จับจูงให้เดินเท้าเข้าไปในจักรวรรดิ ราวกับต้องการพาข้าไปชมความสวยงามของเมืองด้านในด้วยสองขาของข้าเอง

และความงดงามของจักรวรรดิบาฮาน ก็ไม่ใช่พระราชวังอันไกลโพ้นหรือย่านการค้าขายที่ข้าถูกจับจูงให้เดินผ่านไป

แต่เป็นผู้คนในเมืองที่แย้มยิ้มยามเมียงมองข้า ทั้งยังเอ่ยทักทายกันอย่างเป็นมิตร

          เพราะเขินอายเกินกว่าจะขานคำใดได้ ข้าก็ได้แต่พยักหน้ารับแล้วยิ้มให้ผู้คนเหล่านั้นที่มองข้าด้วยสายตาชื่นชมระคนตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นข้ามาเยื้องย่างมาพร้อมกับองค์ราชาแห่งจักรวรรดิ

คงทราบโดยทั่วกันแล้วว่าพระเชษฐภคินีขององค์ราชา เป็นอดีตนักบุญศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวรรดิบิลเลียต

คิดได้เช่นนั้น ข้าก็อดไม่ได้ที่จะนึกกังวลใจ ว่าข่าวคราวคงถึงหูแม่เจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิจาม่อนแล้วเป็นแน่...

ท่านพี่ ใกล้ถึงพระราชวังแล้ว เรารีบไปหาท่านแม่กันเถอะ

          ทว่าไม่ทันที่ข้าจะได้เตลิดคิดไปไกล เสียงเรียกของดีออนท์ก็ทำให้ข้าสะดุ้งตกใจแล้วหันรีหันขวาง เหลียวมองจอมมารราฟาเอลที่ยังคงอยู่กับขบวนทัพอันไกลแสนไกล

น่าแปลก...เหตุใดถึงไม่รีบตามข้ามาเล่า?

          แม้ข้าจะเหลียวมองจนคอแทบหัน แต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววของร่างสูงใหญ่ที่ควรรีบเร่งตามมา อีกทั้งคำเร่งเร่าของเจ้าน้องชายที่อยากให้ข้าไปพบกับท่านแม่เร็วๆ ทำให้ข้าจำต้องละความสนใจจากจอมมารที่หายหัวไปไหนก็ไม่อาจทราบ

ถวายพระพร ทั้งสองพระองค์!”

          เป็นอีกครั้งที่ข้าต้องสะดุ้งโหยงเมื่อประตูพระราชวังสลักลายงดงามเปิดออก พร้อมกับเสียงตะเบ็งลั่นของทหารกล้าที่เข้าต้อนรับขับสู้ข้าและดีออนท์อย่างดี ก่อนที่เหล่าข้ารับใช้จะเข้ามารายล้อมจนแน่นขนัด แล้วเอ่ยชมกันด้วยวาจาหวานล้ำให้ข้าเขินอาย

ดูสิ เจ้าหญิงสิริโฉมงดงามเหมือนพระมารดาทุกระเบียดนิ้วจริงๆ

พระเนตรสองสีของเจ้าหญิง ทำเอาหม่อมฉันใจเต้นไม่เป็นส่ำเลยเพคะ

อา พระพักตร์ของเจ้าหญิงก็ผุดผ่อง น่าหลงใหลเหลือเกิน

          คำเอ่ยชมพวกนั้นทำเอาหน้าข้าร้อนผ่าวไปหมด แต่ไม่ทันที่ข้าจะได้ตอบรับคำเอ่ยชมของพวกนาง ดีออนท์ก็ฉุดกระชากข้าให้ออกห่าง ไม่สนเสียงร้องโอดครวญว่าอยากชมโฉมเจ้าหญิงให้ชัดกว่านี้อีกซักหน่อย

 รีบไปพบท่านแม่ก่อนเถอะท่านพี่

          และไม่ทันที่ข้าจะได้เอ่ยทัดทาน ฝ่ามือหนาที่ฉุดรั้งข้าไว้ก็กระชากกันจนข้าแทบเซล้ม เอาแต่เดินตรงดิ่งไปยังหอคอยประดับประดาคริสตัลที่อยู่อีกฟากฝั่งในอาณาบริเวณวัง

เห็นท่าทางร้อนรนของดีออนท์ ทำให้ข้านึกเอะใจว่าคิดวางแผนอื่นใดลับหลังข้าเหมือนกับจอมมารหรือไม่

กระนั้นข้าก็ไม่คิดสงสัยสิ่งใดในตัวน้องชายคนนี้ และเข้าใจไปว่าคงร้อนใจอยากให้พบเจอท่านแม่โดยเร็ว

          แต่แล้วความสงสัยในใจข้าก็ก่อตัวขึ้นมาอีกหน เพราะทันทีที่ข้าย่างกรายเข้าไปในอาณาบริเวณหอคอยอันโอ่อ่า สุรเสียงอันแสนคุ้นหูก็ทำให้ข้าต้องเพ่งมองเข้าไปยังโถงกว้าง เห็นร่างสูงใหญ่กำลังค้อมกายให้กับสตรีบนตั่งทองคำ ก็ตกใจจนต้องชะงักสองขาไว้

นั่นจอมมารราฟาเอลไม่ใช่รึ?...

กระหม่อมขอบังอาจ เอ่ยความปรารถนาให้พระมารดาทราบ

          หากข้าไม่ได้ตาฝาดไป ข้าเห็นจอมมารปรายตามองมาทางข้าแล้วหันไปพยักเพยิดกับดีออนท์ราวกับรู้เห็นเป็นใจกันกับการทำให้ข้าต้องมาเป็นสักขีพยานในการร้องขอสิ่งที่ต้องการจากท่านแม่

          ใจข้าเกิดหวาดกลัวขึ้นมา เมื่อเห็นจอมมารคิดกระทำการบางอย่าง ข้าจึงก้าวขาคิดเข้าไปขัดขวางอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ทว่าประโยคต่อมาที่ได้ยินชัดเต็มสองหู กลับทำให้ข้าหน้าร้อนผ่าวทันควัน

กระหม่อมต้องการให้เจ้าหญิงเนเดเรียเป็นภรรยาเคียงข้างตลอดชีวิตของกระหม่อม

|จบบทบรรยาย เนเดเรีย|

 

 




          จอมมารราฟาเอลเกลียดเรื่องวุ่นวายที่ต้องสะสางด้วยตนเอง...เหล่าข้ารับใช้ปีศาจต่างก็ทราบกันดี ไม่ต้องตักเตือนกันก็จะรีบสะสางเรื่องวุ่นวายที่ว่านั้นออกไปให้ห่างนายเหนือหัวทันใด

แต่ก็มีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่เหล่าข้ารับใช้ไม่อาจสะสางได้

ได้ยินว่าแท้จริงแล้วท่านนักบุญมียศถาเป็นถึงเจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิบาฮาน เจ้าได้ยินเช่นนั้นหรือไม่?”

ข้าก็ได้ยินเช่นนั้น แต่ยังมีอีกเรื่องที่ทำให้นายท่านกังวลใจ

เรื่องอันใดเล่า?”

ก็จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิบาฮาน ไม่ยินยอมที่จะให้ท่านนักบุญกับนายท่านตบแต่งกันน่ะสิ

          ข่าวคราวเรื่องการมาเยือนของราชาดีออนท์ เป็นอย่างคำที่เหล่าข้ารับใช้กล่าวกัน ซึ่งเรื่องวุ่นวายหนนี้ไม่อาจจับต้องได้ จึงต้องร้องขอให้ขุนพลปีศาจทั้งห้าช่วยสะสางความกังวลของจอมมารให้เหือดหายไป ก่อนที่แดนปีศาจจะมอดไหม้ไปด้วยแรงอารมณ์ที่ผลาญทุกสิ่งอย่างให้เป็นจุล

และขุนพลทั้งห้าก็เห็นตรงกัน ว่าควรส่งนักเจรจาอย่างเบลเฟกอลไปช่วงสะสางความให้

          ในค่ำคืนนั้นหลังจากที่ราชาดีออนท์ย่างกรายออกมาจากห้องโถงหลังเสวนากับจอมมาร ปีศาจหนุ่มก็แสดงความอาจหาญด้วยการเสนอหน้าเข้าไปเชื้อเชิญให้ไปจิบน้ำชาเพื่อเสวนาเรื่องของนักบุญเนเดเรีย

พวกเจ้านี่มัน...ยุ่งไม่เข้าเรื่อง

          แต่ก่อนที่เบลเฟกอลจะได้อ้าปากเอื้อนเอ่ยคำใด เงาทะมึนที่ทอดลงมาก็ทำให้เจ้าตัวสะดุ้งโหยงแล้วถอยกรูดไปหลบอยู่เบื้องหลังของราชาดีออนท์อย่างลืมตัว

          เป็นจอมมารราฟาเอลนั่นเอง ที่ออกมาชมจันทร์ยามค่ำคืนแล้วบังเอิญพบทั้งสองเข้า แน่นอนว่าเบลเฟกอลรีบหนีหายไปทันทีที่เห็นดวงตาแดงก่ำของนายเหนือหัวตวัดมอง พร้อมกับกู่ร้องว่าจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว

ถึงคนของเจ้าจะไร้มารยาท แต่ก็อย่าไปเอ็ดนักเลย

          เห็นเหล่าปีศาจจงรักภักดีกับจอมมารเหลือเกิน ดีออนท์ก็อดไม่ได้ที่จะลอบหัวเราะอย่างขบขัน แต่ก็ต้องเงียบปากไปเมื่อเพราะได้ยินมาว่าตระกูลของขุนพลปีศาจทั้งห้ามักจะส่งตัวมารับใช้จอมมารแต่ละรุ่นตั้งแต่เยาว์วัย และต้องทำหน้าที่ขุนพลตั้งแต่วันแรกที่พานพบกัน

ความภักดีอันซื่อตรงเช่นนี้ ก็คงนับเป็นความผูกพันที่ได้อยู่กันมานานนมใช่หรือไม่?

ราชาดีออนท์มัวครุ่นคิด กว่าจะรู้ตัวว่าถูกจดจ้อง ก็ต้องกระแอมไอกลบเกลื่อนแล้วทำทีเอ่ยถามขึ้นมา

ข้ากำลังจะไปจัดเตรียมกองทัพก่อนรุ่งสาง...แล้วนี่พี่ข้าหลับแล้วรึ เจ้าถึงออกมาเดินร่อนเร่ได้?”

          มีเพียงความเงียบงันที่ตอบกลับมา ทั้งที่ดีออนท์จงใจใช้วาจายั่วยุให้อีกฝ่ายขุ่นเคืองใจเหมือนอย่างเคย เห็นเอาแต่นิ่งเงียบแล้วจรดสายตามองมาราวครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่างจึงเอ่ยถามอีกหนว่ามีเรื่องอันใด

 เรื่องของพี่เจ้า เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไรบ้าง?”

          เพียงเอ่ยถึงพี่สาวที่พลัดพรากจากกันไปและเพิ่งได้พบหน้ากันหลัดๆ ดีออนท์ก็ไม่รีรอที่จะย้ำบอกว่าต้องการให้นางไปพบหน้ามารดาตามที่วาดหวังไว้ เพราะมารดาเหลือเวลาอีกไม่มากก่อนที่อายุขัยจะหมดลง อีกทั้งพลังอำนาจของเทพแห่งสรรพสิ่งที่ต้องได้รับการสืบทอด เหตุและผลโดยรวมแล้วจึงต้องพาตัวนางกลับไปให้จงได้

          ข้าคงไม่ใจจืดใจดำ ไม่ให้นางได้กลับไปที่จักรวรรดิบาฮาน...แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ข้าเป็นกังวล หากให้นางต้องกลับไปในเวลาที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดสงครามเช่นนี้

เรื่องที่คอยรบกวนจิตรบกวนใจให้จอมมารต้องกังวล ก็คงเป็นเรื่องที่นางถูกทางฟากฝั่งมนุษย์หมายตาในโทษฐานคิดก่อการกบฏ

          ต่อให้ฟากฝั่งนั้นทราบว่าแท้จริงนางเป็นเจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิบาฮานแล้วอย่างไรเล่า...ความจริงที่ว่านางหมั้นหมายกับจอมมาร ก็ยังคงเป็นเหตุให้นางถูกกล่าวหาว่าคิดก่อการกบฏ

จอมมารราฟาเอลจึงคิดหาหนทางกันนางออกให้ห่างข้อกล่าวหานั้น แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก กระทั่งได้พูดคุยกับราชาดีออนท์

          ข้าเองก็คิดเหมือนกับเจ้า ที่ว่าสงครามจะเกิดเมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ และถ้าถึงเวลานั้น...จักรวรรดิบาฮานที่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับกับศึกสงคราม อาจต้องเข้าร่วมรบเพื่อปกป้องพี่ข้าที่ถูกกล่าวหาว่าก่อการกบฏ

จักรวรรดิบาฮานจะร่วมรบด้วยรึ?”

ใช่ ข้าคิดว่าจักรวรรดิบาฮานในตอนนี้แข็งแกร่งพอที่จะต่อกรกับอีกสองจักรวรรดิได้

นี่เจ้า...คิดจะเป็นปรปักษ์กับพวกมนุษย์ ทั้งที่ผู้คนในจักรวรรดิบาฮานก็เป็นมนุษย์?”

เป็นมนุษย์แต่คนละจำพวก อีกอย่าง พวกข้าก็เกลียดมนุษย์ฝั่งนู้นที่ดีแต่สร้างความเสียหายยิ่งกว่าอะไรดี

          ได้ยินเช่นนั้น จอมมารก็ตัดสินใจที่จะบอกถึงคำทำนายในโชคชะตาที่เบลเฟกอลทำนายไว้ให้ได้ฟัง เพื่อที่จะบอกกับราชาดีออนท์ว่า...

          พอทราบว่าจักรวรรดิบาฮานจะร่วมรบด้วย ข้าก็เบาใจนัก เพียงแต่ว่า ดวงตาคู่คมสบมองดวงจันทร์พลางสูดหายใจอย่างหนักใจ ผิดกับคำที่บอกว่าเบาใจนักหนา ข้าต้องการแต่งงานกับเนเดเรียให้เร็วที่สุด เพราะคำทำนายที่ชี้ชัดว่าลูกข้าก็ต้องเข้าร่วมสงครามด้วย เวลานี้จึงเหมาะสมที่จะสร้างทายาทที่สุด

จะ เจ้า! เจ้าคิดเอาหลานข้าไปเสี่ยงชีวิตในศึกสงครามเพราะคำทำนายเหลวไหลนั่นรึ!?”

          ราชาดีออนท์แทบถลาเข้าไปเงื้อมือ หมายฟาดลงกลางหน้าจอมมารราฟาเอลซักเปรี้ยงสองเปรี้ยง แต่ก็ยั้งมือไว้ได้ทันท่วงที เมื่อได้ยินประโยคต่อมา

มีอีกคำทำนายที่ข้ายังไม่ได้บอกเจ้า และเนเดเรียก็ยังไม่ทราบเช่นกัน

“…อีกคำทำนาย?”

เมื่อพลังอำนาจขององค์เทพีเอ่อล้นแต่ไร้ซึ่งบุตรหรือบุตรี เมื่อนั้นสงครามที่มาเยือนจะผลาญชีวิตนางให้มอดไหม้

          จอมมารไม่อาจเข้าใจในคำทำนายกำกวมของขุนพลคนสนิทที่เพิ่งได้ทราบเมื่อหลายวันก่อน ทว่าหลังจากที่ได้เห็นนางนักบุญผู้นั้นเข้าไปก้าวก่ายกับแผนการหลอกล่อของเจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิจาม่อน อีกทั้งตัวตนของนางที่ถูกเปิดเผยโดยองค์ราชาแห่งจักรวรรดิบาฮาน ทำให้จอมมารเข้าใจในทันทีว่าองค์เทพีที่ว่าก็คือนางนั่นเอง

          จากนั้นก็เดาได้ไม่ยาก ว่าเมื่อนางได้รับพลังอำนาจของเทพีแห่งสรรพสิ่งมา คงคิดเข้าไปก้าวก่ายกับศึกสงครามคราวนี้ จนสงครามนั้นผลาญชีวิตนางเหมือนกับคำทำนายเป็นแน่

เป็นเช่นนั้นเอง

ดีออนท์ไม่อยากจะเชื่อกับถ้อยคำที่ได้ยินนัก แต่ก็หวาดหวั่นไม่น้อยยามหวนนึกถึงความสูญเสียที่อาจต้องจำใจยอมรับ

         ข้าเสียท่านพ่อตั้งแต่อยู่ในท้องท่านแม่ ท่านพี่ก็พลัดพรากจากกันไป หนนี้ได้กลับมาพบหน้ากัน ท่านแม่ก็กำลังจะจากเราทั้งสองไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ...ดีออนท์ครุ่นคิดอยู่นานสองนาน

          หากข้ากับนางได้ตบแต่งกันก่อนที่นางจะได้ถือครองพลังอำนาจของเทพีแห่งสรรพสิ่ง คำนายที่สองอาจไม่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งนางยังได้ชื่อว่าเป็นสตรีของจอมมาร ใครจะโง่เขลาพอมายุ่งกับนาง

          “แค่นางได้ชื่อว่าเป็นเจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิบาฮาน จะมีใครหน้าไหนมา.... ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยเหือดหายไปกับลำคอแห้งผาก ดวงตาสองสีอันเจิดจ้าก็ไหววูบ เมื่อเรียบเรียงความหมายของคำที่จอมมารเอ่ยขอ เจ้า เจ้าคิดเช่นนี้เองรึ?”

          ริมฝีปากหยักลึกขยับยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับเสียงหัวเราะอันแผ่วเบาในลำคอ ดวงตาแดงก่ำคู่นั้นแหงนมองนกมองไม้ก็ปรายมองดวงจันทร์กลมโตยามค่ำคืนอย่างพออกพอใจ เพราะแผนการที่วาดหวังไว้ดูเหมือนจะสำเร็จเร็วกว่าที่คาดคิดไว้

นับว่าเป็นผลพลอยได้ ที่ข้าจะได้รวบหัวรวบหางนางก่อนเวลาอันควร

          ด้วยเหตุนี้ จอมมารราฟาเอลจึงทำข้อตกลงกับราชาดีออนท์ว่าจะขอสงบศึกกันจนกว่าจะถึงวันที่เนเดเรียได้สืบทอดพลังอำนาจของเทพีแห่งสรรพสิ่ง และวันนี้จอมมารจะต้องเอ่ยให้พระมารดาได้ทราบว่าตนต้องการตบแต่งกับเนเดเรีย ก่อนที่พระมารดาจะมอบพลังอำนาจทั้งหมดให้กับนาง

          ทว่าเวลานี้ เนเดเรียคงไม่คิดถึงเรื่องอื่นใดนอกจากการได้พบมารดาของนาง แต่ด้วยแผนการของราฟาเอลที่ขอให้ดีออนท์พานางมาพบกับตนในระหว่างที่เข้าพบพระมารดาอลิเซียร์

          แต่พอได้พบกับนาง ความมั่นอกมั่นใจที่มีก็เหือดหายไปพร้อมกับคำพูดที่ครุ่นคิดมาทั้งวันทั้งคืนควรพูดอย่างไรให้เหมาะสม ซ้ำยังต้องเบือนหน้าหนีเมื่อถูกดวงตาฝ้าฟางสีฟ้าชืดจรดมองอย่างพินิจพิจารณา ก่อนเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มแปลกใจระคนเอ็นดู

ดวงตาสีแดงฉานราวโลหิต...เจ้าคงเป็นจอมมารผู้ปกครองอาณาจักรเซนเดรีย

          อีกทั้งความอ่อนโยนและรูปหน้าที่คลับคล้ายคลับคลาเนเดเรีย ทำให้จอมมารราฟาเอลไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นนี่ครั้งแรกในชีวิตที่ต้องเม้มปากสะกดกลั้นความวิตกกังวลที่ก่อตัวขึ้นมา

          ถึงแม้ราชาดีออนท์จะช่วยปลอบขวัญว่าตนได้ให้องค์รักษ์ไปบอกความให้พระมารดาอลิเซียร์ได้ทราบอยู่ก่อนแล้วว่าจอมมารราฟาเอลจะขอเข้าพบ แต่จอมมารก็ยังคงรู้สึกกังวลที่จะต้องเอ่ยออกไปตามตรงว่าขอเข้าพบด้วยเรื่องใด จึงได้แต่ค้อมกายแล้วยืนอ้ำอึ้งอยู่เช่นนั้น

หากนางไม่เป็นฝ่ายเอ่ยถาม เกรงว่าคงได้อ้ำอึ้งจนกว่าเนเดเรียจะมาเป็นแน่

อีกประเดี๋ยวเนเดลก็คงมา แล้วเหตุใดเจ้าถึงมาขอพบข้าก่อน

กระหม่อมมีนามว่า ราฟาเอล ที่บังอาจมาเข้าเฝ้าพระมารดา เพราะกระหม่อมมีเรื่องอยากทูลขอ

เรียกท่านแม่เถอะ อีกหน่อยเจ้าก็จะเป็นลูกข้าอีกคนแล้วไม่ใช่รึ?”

          เสียงหัวเราะแผ่วเบาราวกับจะช่วยคลายความกังวล ทำให้จอมมารเผลอไผลขยับยิ้มแล้วหัวเราะตามนางอย่างลืมตัว จนในที่สุดก็ยอมที่จะเอ่ยให้พระมารดาได้ทราบว่ามาขอเข้าเฝ้าเพราะอยากทูลขอให้เนเดเรียได้ตบแต่งกับตนในเร็ววัน ด้วยเหตุผลหลายประการที่พอพระมารดาอลิเซียร์ได้ฟัง ก็พยักหน้ารับคำในทันใด พร้อมกับเข้ากอบกุมฝ่ามือหนาแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มอันบางเบา

โปรดช่วยดูแลเนเดลด้วย

          ดวงตาฝ้าฟางแต่ยังคงงดงามคู่นั้น สบมองมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังในตัวเขามากมาย ฝ่ามือเหี่ยวย่นก็กระชับมั่นเมื่อริมฝีปากหยักลึกขยับยิ้มตอบกลับมา

ความปรารถนาของกระหม่อมคือการได้ดูแลและอยู่เคียงข้างนาง ขอท่านแม่อย่าเป็นกังวล

เป็นอีกครั้งคราที่จอมมารเผลอไผลยิ้มออกมายามได้สบมองสตรีผู้มีรอยยิ้มงดงามเหมือนกับมารดาของตน

          ทว่าไม่ทันที่จอมมารจะได้รับฟังคำฟากฝังธิดามากไปกว่านี้ เสียงฝีเท้าที่เข้ามาใกล้ก็ทำให้ต้องผละออกมาแล้วยกมือป้องปากกระซิบกระซาบแผนการของตนให้นางได้ฟัง ก่อนทำทีค้อมกายแล้วเอ่ยอย่างหวาดเกรง

กระหม่อมขอบังอาจ เอ่ยความปรารถนาให้พระมารดาทราบ

พอดิบพอดีกับที่นักบุญเนเดเรียก้าวขาเข้ามาด้วยสีหน้างุนงง จอมมารราฟาเอลจึงปรายมองราชาดีออนท์เพื่อบอกเป็นนัย

กระหม่อมต้องการให้เจ้าหญิงเนเดเรียเป็นภรรยาเคียงข้างตลอดชีวิตของกระหม่อม

และทันทีที่เอื้อนเอ่ยคำนั้น ดีออนท์ก็ทำทีโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ก่อนแสร้งทำต่อว่าเสียยกใหญ่

เจ้ามันเห็นแก่ตัว! เวลาเช่นนี้ท่านพี่กับท่านแม่ควรได้ใช้เวลาร่วมกัน แต่เจ้ากลับเอาแต่นึกถึงตัวเอง!!”

ข้าคงไม่อาจให้เจ้าทั้งสองได้ใช้ชีวิตร่วมกันตามความปรารถนาของเจ้าได้

พระมารดาอลิเซียร์ก็แสร้งทำทีเหนื่อยพระทัย เป็นไปตามแผนการของจอมมารที่คิดสังเกตอากัปกิริยาของเนเดเรีย

          คราแรกนางดูเขินอายจนยืนตัวบิดตัวม้วน ทว่าพอได้ทราบว่าทั้งน้องชายและแม่ต่างก็คัดค้านการหมั้นหมายของนาง สีหน้าของนางก็ดูซีดเซียวห่อเหี่ยว ทำเพียงมองดูความวุ่นวายตรงหน้าแล้วขมวดคิ้วเป็นปมอยู่นานสองนาน

ก่อนจะตัดสินใจเดินผ่านหน้าทั้งสองไปอย่างหน้าตาเฉย แล้วเข้าไปค้อมกายให้กับพระมารดาอลิเซียร์

ท่านแม่...ท่านเป็นท่านแม่ของข้าหรือคะ?”

ดวงตาสองสีของเนเดเรียคลอเคล้าไปด้วยหยาดน้ำตายามได้กอบกุมฝ่ามืออันเหี่ยวย่น

          และไม่อาจเก็บซ่อนน้ำตาได้อีกต่อไปเมื่อดวงตาฝ้าฟางกวาดมองมายังนางตามเสียงที่เรียกขาน คล้ายกับไม่อาจมองเห็นได้ชัดจนต้องเงี่ยหูฟัง

อา เป็นลูกใช่หรือไม่ เนเดล

          รอยยิ้มของพระมารดาอลิเซียร์ปรากฏขึ้นอีกครั้งเมื่อปลายนิ้วได้สัมผัสเปลือกตาที่บดบังดวงตากลมโต ปลายจมูกรั้น และริมฝีปากหยักที่สั่นสะท้านเพื่อกลั้นสะอื้นเอาไว้

          เพราะไม่อยากให้เจ้าที่เป็นนักบุญแห่งจักรวรรดิบิลเลียตต้องถูกนับเป็นกบฏต่อมนุษย์เหมือนอย่างจักรวรรดิบาฮาน แม่จำต้องปล่อยให้เจ้าพบเจอความยากลำบากมาเป็นร้อยปี

จากนั้นสองแม่ลูกก็ตระกองกอดกันแล้วเอ่ยถามสารทุกข์สุขดิบราวครึ่งค่อนวัน

          แผนการที่คิดเฝ้าดูอากัปกิริยาเรื่องการตบแต่งในเร็ววันของนักบุญเนเดเรียจึงไม่เป็นผล เพราะนางไม่คิดเอ่ยถึงเรื่องนี้แม้แต่คำเดียว

          คงมีเพียงคำปลอบใจของปีศาจเบลเฟกอลผู้เฝ้าติดตามมายังจักรวรรดิบาฮาน ที่คอยปลอบประโลมว่าอีกประเดี๋ยวท่านนักบุญก็ต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้เป็นแน่

โปรดกลับไปนอนหลับพักผ่อนที่ห้องเถอะครับ

          ตั้งแต่หัววันจรดค่ำคืนที่จอมมารราฟาเอลเอาแต่เดินชมนกชมไม้ในพระราชวังจักรวรรดิบาฮาน และพอเหล่าพลทหารได้เห็นจอมมารปรากฏตัว ก็ไม่กล้าเดินตรวจตราให้จอมมารได้เห็น เบลเฟกอลจึงได้แต่เดินตามต้อยๆแล้วร้องขอให้นายเหนือหัวกลับไปยังห้องพักที่ราชาดีออนท์จัดเตรียมไว้ให้

นางหลงลืมข้าได้อย่างไรกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ นางยังเอาแต่ร่ำร้องว่าอยากหมั้นหมายกับข้าแท้ๆ

          ทว่าจอมมารก็เอาแต่พึมพำถ้อยคำเดิมด้วยเสียงผะแผ่ว และปีศาจหนุ่มก็จนปัญญาจะเกลี้ยกล่อม จึงตัดสินใจไปขอความช่วยเหลือจากองค์ราชาที่ห้องทรงงาน

ครั้นจะไปหานักบุญเนเดเรีย ก็ได้ยินมาว่านางยังคงพูดคุยกับพระมารดาไม่ห่างหายไปไหน

          แน่นอนว่าพอไปขอความช่วยเหลือจากราชาดีออนท์ พระองค์ก็ดูรำคาญพระทัยที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับจอมมาร กระนั้นก็ยอมไปพบจอมมารเพื่อตรัสบางสิ่งบางอย่างให้ได้ทราบ

เจ้าเป็นเด็กน้อยขาดความอบอุ่นหรืออย่างไร

          เบลเฟกอลอยากจะลงไปดีดดิ้นกับดินกับทรายเมื่อได้ยินเช่นนั้น เพราะตอนนี้ดวงตาแดงก่ำคู่นั้นตวัดมององค์ราชาอย่างกริ้วโกรธ ทว่าแววตากริ้วโกรธนั้นก็คลายลงเป็นแววตาของความเหนื่อยล้าและเปล่าเปลี่ยว

          ข้าคงขาดความอบอุ่นอย่างที่เจ้าว่านั่นแหละ...เพราะนอกจากท่านแม่และท่านพ่อของข้า คงมีเพียงนางที่เข้าใจในตัวข้ามากกว่าใคร

จู่ๆปีศาจตัวใหญ่ก็ทำท่าทำทางเหงาหงอย ทำเอาราชาดีออนท์นึกขันจนอยากเอ่ยถากถางกันอีกซักหน่อย

ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเติบโตมาอย่างไร ใครต่อใครถึงได้มองว่าเจ้าโหดเหี้ยมโหดร้าย ทั้งที่-

ทว่าพอเหลือบไปเห็นดวงตาแดงก่ำคู่นั้น ก็ได้แต่ทอดถอนหายใจแล้วกลืนถ้อยคำที่คิดถากถางลงคอเสียให้หมด

               ที่ข้าช่วยเจ้าให้ได้ตบแต่งกับท่านพี่โดยเร็ว เพราะไม่อยากให้คำทำนายที่สองเกิดขึ้นจริง และที่เหลือเจ้าต้องเป็นคนจัดการเอง

ราชาดีออนท์เอ่ยเพียงเท่านั้นแล้วผินกายจากไป ปล่อยให้เบลเฟกอลหงุดหงิดใจแทนจอมมารที่ต้องรับฟังถ้อยคำเช่นนั้น

คงมีเพียงเหล่าข้ารับใช้ปีศาจที่ทราบดีว่าจอมมารราฟาเอลไม่ได้โหดร้ายอย่างที่ใครว่า...

          เพราะจอมมารตนก่อนหรือผู้เป็นบิดาต้องสิ้นใจตายในสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ ทั้งที่ในตอนนั้นจอมมารราฟาเอลยังเป็นเพียงเจ้าชายราฟาเอลที่ยังไม่รู้ประสานัก ผู้ที่คอยสอนสั่งแล้วประคองความสิ้นหวังที่ก่อตัวขึ้นมาในใจดวงน้อย จึงเป็นองค์ราชินีหรือผู้เป็นมารดานั่นเอง

แต่ทว่าในเวลาต่อมา หลังจากที่จอมมารปกครองแดนปีศาจได้ไม่นาน มารดาก็ต้องมาจากกันไปในสงครามเฉกเช่นบิดา

          ความสิ้นหวังที่กักเก็บมานานนม กลับกลายเป็นความกริ้วโกรธต่อมนุษย์ ทำให้สงครามครั้งนั้นมีมนุษย์ล้มตายไปมากด้วยน้ำมือเปรอะเปื้อนโลหิตของจอมมารราฟาเอล

          นับแต่นั้นทางฟากฝั่งมนุษย์ก็จะกล่าวกันว่าจอมมารตนนี้ช่างใจคอโหดร้ายและน่ากลัวนักหนา หากเป็นไปได้ควรปลิดชีพเผ่าพันธุ์ปีศาจไม่ให้เหลือรอดแม้แต่ตนเดียว

ทั้งที่ความเป็นจริง เขาก็แค่ปีศาจตนหนึ่งที่โหยหาความรักความเข้าใจจากใครซักคน ที่มีให้เหมือนกับบิดามารดา

ข้าจะนอน

เพราะเกลียดสายตาเวทนาของเบลเฟกอลที่มองมา จึงเบือนหน้าหนีแล้วก้าวขาจากไป

เห็นร่างสูงใหญ่เดินจากไปไกลลิบ ปีศาจเบลเฟกอลก็รีบรุดก้าวตามทันทีทันใด

          แต่แล้วหางตาของปีศาจหนุ่มก็เหลือบไปเห็นใครบางคนที่ทำไม้ทำมือบอกเป็นนัยว่าประเดี๋ยวนางจะตามจอมมารไปเอง เบลเฟกอลจึงพยักหน้ารับแล้วย่างกรายจากไปอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้

(ต่อ)

          เป็นเนเดเรียที่เฝ้ามองจอมมารราฟาเอลจากริมระเบียงห้องบรรทมของพระมารดา และเมื่อเห็นจอมมารเดินจากไป นางจึงทูลลาแล้วขอตัวไปง้องอนคู่หมายขี้น้อยใจ

          “ลูกแม่ ในเมื่อเจ้าสงสัยว่าจอมมารราฟาเอลครุ่นคิดในเรื่องใด ทำไมเจ้าไม่ใช้พรประการที่สองเพื่อไถ่ถามเหล่าภูตตัวน้อยกันเล่า?”

          พระมารดาเอ่ยถามพร้อมทั้งลูบไล้พวงแก้มนวลอย่างเบามือ กระนั้นนางก็ทำเพียงแย้มยิ้มแล้วตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงหวานล้ำ หลายครั้งหลายคราที่ลูกคิดไหว้วานให้เหล่าภูตกระซิบบอกความนัยที่จอมมารขบคิดด้วยพระประการที่สอง แต่เหล่าภูตก็ไม่อาจนำความมาได้

เช่นนั้นเจ้าก็ไถ่ถามกันไปตรงๆให้รู้ความสิ

หากเจ้าคนหน้าบูดหน้าบึ้งนั่นยอมให้ความร่วมมือแต่โดยดี ลูกก็คงไม่ต้องมานั่งเกาหัวอยู่ตรงนี้หรอกค่ะคุณแม่ขา

ทราบแล้วค่ะท่านแม่

แม้นางจะเอ่ยให้พระมารดาสบายใจ ทว่าในใจนางกับบ่นงุบงิบถึงจอมมารได้ไม่หยุดหย่อน

          หลังจากที่เนเดเรียเกิดความมึนงงกับการได้เห็นจอมมารราฟาเอลไปทูลขอนางมาเป็นภรรยาจากพระมารดาอย่างตรงไปตรงมา นางก็เขินอายจนหน้าแดงก่ำแล้วยังฉีกยิ้มจนแก้มแทบปริแตก

          แต่ด้วยความสงสัยว่าพ่อจอมมารรูปงามคิดวางแผนการใดลับหลังกัน นางจึงเลือกที่จะเสวนากับมารดาให้หายคิดถึงแล้วไม่คิดปรายมองใบหน้าทะมึนดำแม้แต่น้อยนิด

กลับกลายเป็นว่าจอมมารราฟาเอลน้อยอกน้อยใจที่ถูกนางลืมเลือน

ขนาดตอนนี้นางเดินตามหลังร่างสูงใหญ่ด้วยฝีเท้าดังกึกก้อง เจ้าตัวยังไม่คิดเหลียวมองกันแม้แต่น้อย

          กระทั่งความอดทนที่คิดจะหยอกเย้าขอเนเดเรียหมดลง นางก็เข้าไปดักหน้าดักหลังจอมมารแล้วกางแขนกว้างเพื่อกักกันไม่ให้เขาหนีหน้ากัน สายตานางก็สบมองด้วยอากัปกิริยาออดอ้อนที่ใช้ได้ผลทุกครั้งครา

แต่ผลที่ได้กลับคืนมาช่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

ข้ากับเจ้าคงได้แค่หมั้นหมายกัน เพราะเจ้าคงไม่อยากแต่งกับข้านัก

          มือเล็กที่เกาะกุมแขนแกร่งไว้ถูกดึงออกด้วยเรี่ยวแรงอันแผ่วเบา ดวงตาแดงก่ำคู่นั้นยังคงไหววูบเมื่อได้สบเข้ากับดวงตาสองสีของนาง กระนั้นจอมมารก็ก้าวขาเดินไปตามโถงกว้างเพียงลำพัง

และเนเดเรียไม่คิดลังเลที่จะเดินตามร่างสูงไปจนถึงห้องหลับนอนที่ดีออนท์สั่งการให้ตระเตรียมไว้ให้

สบโอกาสแทรกตัวเข้าไปห้องพักของจอมมารแล้วยืนยิ้มกว้างด้วยใบหน้าแป้นแล้นที่ชวนให้หงุดหงิดนัก

          เราเคยตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือคะ ว่าจะแต่งกันเมื่อหมั้นหมายครบหนึ่งปี นางว่า ทำไมจู่ๆก็เร่งรัดโดยไม่บอกเหตุผลกัน ทำเช่นนี้ไม่น่ารักเลยนะคะท่านจอมมาร

          ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนปลายจมูกโด่งอย่างไม่เกรงกลัวสายตาที่ตวัดมองคล้ายกับจะตำหนิ แล้วยังหัวเราะเสียงใสไม่รู้ประสา ว่าเหตุใดจอมมารถึงเร่งรัดให้มีการตบแต่งนัก

เจ้าไม่ทราบถึงชะตา แล้วยังก่อเรื่องให้มนุษย์พวกนั้นมองเจ้าเป็นกบฏเหมือนอย่างคำที่กล่าวหา...น่าหน่ายใจเสียจริง

         จอมมารราฟาเอลอยากจะต่อว่าแล้วจับนางมาตีก้นให้แดงช้ำเสียให้เข็ดหลาบ แต่ก็ทำได้เพียงทอดถอนหายใจแล้วล้มตัวลงนอน ไม่สนใจเสียงเจื้อยแจ้วที่ดังอยู่ข้างหู

ท่านว่าลูกคนแรกของเราจะเป็นหญิงหรือชายคะ

ไม่ทราบ

อืมแต่ข้าอยากได้ลูกชายก่อน เพราะพี่ชายจะได้คอยปกป้องน้องๆ

ตามใจเจ้า

          “คำทำนายของเบลเฟกอลบอกว่าข้ามีลูกถึงเจ็ดคน ท่านคิดว่าเป็นไปได้ไหมคะ ที่อาจจะมีนอกเหนือจากคำทำนายอีกซักคนหรือสองคน

          ความความเงียบงันไม่ได้ช่วยให้นางสงบปากสงบคำแม้แต่น้อย แล้วยังเกลือกกลิ้งมาเบียดชิดร่างหนาที่ถอยหนีนางจนติดขอบตั่งเตียงอย่างหน้าไม่อาย

          คงมีเพียงจอมมารที่เป็นอันต้องนอนนิ่งตัวแข็งทื่อ เมื่อฝ่ามือบางไต่เลื้อยจากบั้นเอวขึ้นมาโอบกอดพร้อมกับร่างของนางที่แนบชิดติดแผ่นหลังกว้าง ไหนจะลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดต้นคอชวนให้ดวงใจในอกซ้ายต้องปั่นป่วน

นางจงใจยั่วยวน หรือยั่วโทสะกันแน่...จอมมารครุ่นคิด แต่ก็ไม่คิดผลักไสนางออกไปให้ห่างตัว

          กว่าค่อนคืนที่จำต้องข่มตาหลับ แต่ก็หลับได้ไม่เต็มตื่นเพราะเสียงของนางที่ยังคงดังอยู่ข้างหู เกรงว่าถ้าไม่พูดคุยกับนาง คงได้นอนฟังเสียงเจื้อยแจ้วของนางไปจนถึงรุ่งเช้าเป็นแน่

          ดวงตาสองสีที่ส่องประกายในความมืดหรี่มองคนในอ้อมกอดที่พลิกตัวกลับมา เผชิญหน้านางด้วยด้วยดวงตาแดงก่ำช้อนมองกันไม่วางตา คล้ายกับอยากพูดบางสิ่งบางอย่างให้นางได้ทราบ แต่ก็จำต้องเก็บเอาไว้ในใจ ทำให้เนเดเรียคิดเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย

ท่าน-

          ทว่าไม่ทันที่นางจะได้เอื้อนเอ่ยความใด ฝ่ามือหนาก็เอื้อมมือปิดปากนางไว้ จับแหงนหน้านางให้เชิดขึ้นเพื่อที่จะได้โน้มหน้าลงไปประทับจุมพิตได้ถนัด

นับจากครั้งนั้นที่ได้หมั้นหมายกันด้วยจุมพิต ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองที่ได้จุมพิตกันโดยไม่มีข้ออ้างใดมาข้องเกี่ยว

          และถึงแม้จุมพิตคราวนี้จะเป็นครั้งที่สอง แต่นางก็ยังไม่คุ้นชินพอที่จะไม่เขินอายจนเรือนกายแดงก่ำ เนเดเรียจึงทำทีหลุบตาต่ำกำชายแขนเสื้อของจอมมารจนแน่นขนัด เพราะอยากหลบเลี่ยงดวงตาตาคู่นั้นที่จ้องมองนางท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน

          กลีบปากแดงเรื่อของนางก็ถูกบดขยี้ด้วยกลีบปากหยักลึกที่ฉกฉวยเข้ามาประทับจุมพิตอย่างเอาแต่ใจ กว่าจะผละออกไปได้ ก็ทำนางหายใจหายคอไม่ออกเกือบได้เป็นลมคาอ้อมกอดที่ตระกองกอดกันไว้

หนึ่งปีที่ว่านั้นมันยาวนานเกินไป อีกซักสองสามวันต่างหากที่ควรจะแต่งกันได้แล้ว

“…ตามใจท่านเถอะค่ะ

          นักบุญเนเดเรียไม่อาจเค้นหาคำใดมาเอ่ยทัดทานความปรารถนาของจอมมารราฟาเอลได้ นางขอเลือกพ่ายแพ้แล้วซุกหน้ากับอ้อมกอดอันร้อนผ่าว

สิ่งที่เจ้าเรียกว่าครอบครัว ข้าเองก็อยากมีเช่นกัน

ยิ่งได้ยินคำที่กระซิบข้างหูให้เขินอายไปอีกหลายตลบ นางก็ก้มหน้างุดๆจนไม่ทันได้ยินเสียงทอดถอนหายใจ

ข้าอยากให้สงครามครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย...มันน่าเหนื่อยหน่าย หากข้าต้องเสียใครไปอีก

          เพียงหวนนึกถึงกลิ่นคาวเลือดและไฟสงครามที่จะผลาญทุกสิ่งให้มอดไหม้ ปลายคิ้วก็ขมวดมุ่นราวกับคิดหาทางจบสงครามที่มีแต่สูญเสียทั้งสองฝ่ายให้จบลงไปตลอดกาลเสียที

 

 



                    เป็นที่ทราบกันดีว่าจักรวรรดิบิลเลียตและจักรวรรดิจาม่อนได้ร่วมมือกันในแผนการเข้าจับกุมอดีตนักบุญศักดิสิทธิ์เนเดเรีย

          ด้วยการใช้อดีตนักบุญศักดิ์สิทธิ์แมรี่กับบิดาของนางเป็นเหยื่อล่อ และให้เหล่าออร์คแห่งเมืองแอนเนลคอยสู้รบปรบมือ รอเวลาให้กองทัพทั้งสองจักรวรรดิเข้าสมทบในภายหลัง จากนั้นก็จับกุมนางกลับมาลงทัณฑ์ให้สาสมกับโทษฐานคิดก่อการกบฎ

ทว่าแผนการที่วางไว้โดยเจ้าหญิงแอชลี่ย์กลับตาลปัตรไป

          เมื่อได้รับข่าวคราวมาว่าเหล่าออร์คหมดแรงกายแรงใจที่จะต่อกร เพราะจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิบาฮานได้เข้ามาสมทบพร้อมกับกองทัพนักเวทย์ด้วยตนเอง หนำซ้ำจอมมารยังเข้ายึดครองเมืองแอนเนลกลับคืนมาจากจักรวรรดิจาม่อน

          กองทัพนักเวทย์ของทั้งสองจักรวรรดิจึงมาเข้าเฝ้าเจ้าหญิงแอชลี่ย์ถึงจักรวรรดิบิลเลียต แต่จนแล้วจนรอด เจ้าหญิงก็ไม่เสด็จมา ทั้งที่เลยเวลานัดหมายกันมาครึ่งค่อนวัน

          ผู้กล้าเอริคที่เหนื่อยล้าจากการทำภารกิจมาหลายวันหลายคืน จึงต้องกลับไปยังปราสาทของตนแล้วเอ่ยถามบรรดาสาวใช้ว่าภรรยาคนงามหายหน้าหายตาไปไหน หลงลืมแผนการนัดหมายกับเหล่านักเวทย์หรืออย่างไร

          ทว่าทันทีที่เหยียบย่างเข้าไปในอาณาบริเวณโถงปราสาท กลิ่นคาวเลือดที่โฉบแตะปลายจมูกก็เป็นอันต้องทำให้ต้องเบือนหน้าหนี ครั้นมองหาสาวใช้ซักนางก็ไม่เห็นแม้แต่เงา คาดเดาไปเองว่าพวกนางคงหวาดกลัวกลิ่นคาวเลือดจึงหนีหายไป

          หากใครจะหวาดกลัวก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเอริคได้ยินมาว่าเจ้าหญิงแอชลี่ย์ทรงเสียสละองค์เพื่อแผนการในครั้งนี้ ด้วยการร่าย คำสาปโลหิตพิษ ซึ่งเป็นเวทย์ต้องห้ามที่ราชวงศ์มองก์ตันแห่งจักรวรรดิจาม่อนสืบต่อกันมานานนม และเป็นเวทย์ที่ถูกออกกฎ ห้ามมิให้เชื้อพระวงศ์องค์ใดหยิบยกขึ้นมาร่าย

แต่ด้วยเหตุใดก็ไม่อาจทราบ ราชาอาเธอร์กลับยินยอมให้เจ้าหญิงแอชลี่ย์ละเมิดกฎข้อห้ามในการร่ายเวทย์คำสาปโลหิตพิษ

          ซึ่งนางร่ายเวทย์คำสาปโลหิตพิษใส่มนุษย์ นั่นหมายความว่านางต้องหาสิ่งที่มีค่าเทียบเท่ากับชีวิตมนุษย์มาแลกเปลี่ยน เมื่อนั้นคำสาปโลหิตพิษจะสัมฤทธิ์ผล

ถ้าให้คาดเดาอีกหน กลิ่นคาวเลือดน่าสะอิดสะเอียนที่ลอยละล่องไปทั่ว คงเป็นกลิ่นของสัตว์ที่นางจำต้องลงมือปลิดชีพ

          คิดได้เช่นนั้น เอริคก็เร่งรุดไปหานางด้วยความเป็นห่วงเป็นใย เกรงว่านางคงร้องห่มร้องไห้แล้วต่อว่าตัวเองที่ต้องพรากลมหายใจของพวกมันเป็นแน่

          และก็เป็นอย่างที่คิด เพราะทันทีที่ชายหนุ่มคิดเรียกหา ร่างบางก็ก้าวขาเดินออกมาจากห้องด้วยร่างและอาภรณ์ที่เปียกโชกไปด้วยเลือด สองขาอันสั่นเทาของนางทรุดลงในอ้อมกอดที่เข้าประคองไว้ได้ทันท่วงที

          เจ้าหญิงแอชลี่ย์ผู้มีสิริโฉมงดงามและรอยยิ้มอันอ่อนโยนที่ใครก็เห็นจนชินตา บัดนี้ดวงหน้างดงามกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดเลือด นัยน์ตาก็สั่นระริกอย่างตื่นตระหนกตกใจยามหลุบมองเนื้อตัวที่เปรอะโลหิตแดงฉาน ทั้งยังส่งเสียงกรีดร้องแล้วร่ำไห้อย่างน่าเวทนา ปากก็ต่อว่าต่อขานถึงความชั่วช้าของตัวนางเอง

ข้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร เหตุใดจิตใจข้าถึงต่ำช้านัก!”

แอช...

          สัตว์พวกนั้น...พวกมันบริสุทธิ์ แต่ข้าก็ยังปลิดชีพพวกมันเพียงเพราะต้องการปกป้องทั้งสองจักรวรรดิให้พ้นจากเงื้อมมือนางนักบุญเนเดเรีย

          ผู้กล้าเอริคไม่อาจทนเห็นเจ้าหญิงแอชลี่ย์ต้องเป็นทุกข์กับการเลือกปกป้องทั้งสองจักรวรรดิด้วยการทำให้สองมือของนางต้องเปื้อนเลือด กระนั้นเขาจึงทำได้เพียงปลอบใจนางว่าแลกไม่กี่ชีวิตเพื่อการใหญ่เป็นเรื่องสมควร แล้วคอยตระกองกอดนางไว้ให้ได้ซับหยาดน้ำตาและระบายความหวาดกลัวทั้งหมดที่นางมี

กระทั่งหยาดน้ำตาที่รินรื้นนั้นเลือนหายไป สองสามีภรรยาจึงผละออกจากกัน

เอริค...ท่านรังเกียจข้าหรือไม่?” นางเอ่ยถาม

หากข้ารังเกียจเจ้า ข้าคงไม่คอยปลอบใจเจ้าเช่นนี้

          เสียงทอดถอนหายใจคล้ายกับเบาใจที่ได้ยินคำนั้น ทำให้เอริคเข้าสวมกอดนางผู้เป็นที่รักอย่างหวงแหน และกระซิบบอกถ้อยคำรักให้นางได้ฟังนับครั้งไม่ถ้วน

          ทว่าความเป็นจริง นางไม่ได้ยินดีที่สามียังรักใคร่หลงใหลในตัวนางอย่างทิ่คิด...นางรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องเสแสร้งสวมบทภรรยาแสนดีอ่อนต่อโลกรอบตัว จนต้องระบายความคับข้องใจกับปลายเล็บที่จิกเข้าเนื้อจนเลือดไหลนอง คละเคล้ากับคราบเลือดเกรอะกรังของสัตว์และมนุษย์ที่เปรอะฝ่ามือทั้งสอง

         แม้สองมือข้าต้องเปื้อนเลือด แต่ข้าก็ยังคงงดงาม...นางครุ่นคิดในใจเมื่อได้สบมองแววตาหยาดเยิ้มของเอริคที่จ้องมอง พลางแย้มยิ้มกว้างแล้วส่งเสียงหัวเราะอย่างมีจริตจกร้าน

          ใครต่อใครก็เข้าใจว่านางต้องร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจที่ต้องใช้เวทย์คำสาปโลหิตพิษ แล้วต้องคอยปลิดชีพเหล่าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยเพื่อให้แผนการครั้งนี้ได้ผลตามที่คาดหวัง

ข้าฆ่าพวกมันมากมายก่ายกองเช่นนี้ เบอร์ริโต้ต้องตาย...แล้วเหตุใดมันยังมีลมหายใจอยู่อีกเล่า!?

          ดวงตาคู่งามที่ทอดมองทุกสิ่งอย่างด้วยความอ่อนโยน กลับแฝงความคับแค้นกริ้วโกรธเอาไว้เมื่อหวนคิดถึงสาเหตุ ว่าป่านนี้แล้วเบอร์ริโต้ก็ยังคงมีลมหายใจรวยริน ทั้งที่นางต้องลงมือสังเวยสัตว์และบรรดาสาวใช้ในปราสาทไปจนหมดสิ้น เพราะหลงคิดไปว่าสิ่งของแลกเปลี่ยนไม่เพียงพอ

กระนั้นความปรารถนาของนางก็ไม่สมดังหวัง ต่อให้สองมือนี้ต้องเข่นฆ่าไปอีกกี่ร้อยชีวิต

          เจ้าหญิงแอชลี่ย์คิดไม่ตกไปมากมายว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่แล้วก็หวนนึกถึงเจ้าของดวงตาสองสีในอดีต ที่เคยทอดมองนางด้วยสายตาสังเวชเวทนาครั้งนางยังต้องเร่ร่อน ฉกฉวยเศษเงินจากผู้คนมาประทังชีวิตตนและมารดาที่เป็นเพียงนางบำเรอของจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิจาม่อน

เด็กน้อย เจ้าหิวใช่หรือไม่?”

นางจดจำได้ว่านางนักบุญผู้มีดวงตาสองสีนางนั้นตอกย้ำความสมเพชให้นางได้ทราบอย่างไร

          ถุงเงินที่ถูกยัดใส่มือ พร้อมกับคำเทศนาที่สอนสั่งไม่ให้หยิบฉวยสิ่งของของใคร ก่อนจากไปด้วยรอยยิ้มที่นึกเอ็นดู...ไม่อาจทำให้ความซาบซึ้งใจก่อเกิดขึ้นมา กลับกัน ในใจดวงน้อยของแอชลี่ย์กลับรู้สึกดำดิ่งไปกับความน่าสังเวชในชะตา ที่มีสายเลือดอันสูงส่งขององค์ราชา แต่กลับต้องมาได้รับสายตาเวทนาจากผู้ที่ต่ำต้อยกว่าตนนัก

          เพียงครุ่นคิดถึงเรื่องราวอันน่าสังเวชในอดีต เจ้าหญิงแอชลี่ย์ก็กัดฟันกรอดเมื่อแน่ใจแล้วว่าผู้ที่ปัดเป่าคำสาปโลหิตพิษให้เลือนหายไปเป็นนักบุญเนเดเรียไม่ผิดแน่

เห็นภรรยาขมวดคิ้วมุ่นราวกับหวั่นวิตก เอริคก็อยากทำหน้าที่สามีที่ดีด้วยการเข้าไปเก็บกวาดห้องของนาง

          ทว่าไม่ทันได้ก้าวเดินไปไหนไกล ก็เป็นอันต้องชะงักสองขาไว้ เมื่อน้ำเสียงหวานล้ำเอื้อนเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับชายผ้าที่ถูกดึงทึ้งให้ทรุดตัวนั่งลงกับนวมขนหมาป่า

สามีข้า เจ้ากลับมาเหนื่อยๆก็นั่งพักก่อนเถอะ

แต่เจ้า-

ข้าดีขึ้นแล้ว ประเดี๋ยวจะไปเก็บห้อง แล้วเราสองค่อยไปล้างเนื้อล้างตัวกัน

          คล้ายกับถูกมัวเมาด้วยรอยยิ้มอันงดงามและเจิดจ้า เอริคจำต้องพยักหน้ารับแล้วนั่งนิ่งตามที่นางบอก ราวกับถูกมนตร์ใดตรึงไว้ไม่ให้เขยื้อนกายไปไหนได้

          เจ้าหญิงแอชลี่ย์ยังคงสะกดใครต่อใครไว้ได้ด้วยรอยยิ้มของนางถึงแม้ทั้งเนื้อตัวจะเปรอะเปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง ฉะนั้นนางจึงอยากล้างตัวชะล้างคราบไคลให้เร็วไว ด้วยการเร้นกายหายไปในห้องของนาง แล้วปรายมองกองซากศพสัตว์และมนุษย์ที่กองพะเนินบนตั่งเตียง

ข้าจะจัดการพวกเจ้าอย่างไรดี?”

          แม้จะเอ่ยเช่นนั้น แต่เพียงนางร่ายพรประการที่หนึ่ง กองซากศพก็สลายหายไปกับธาตุอากาศ กลายเป็นฝุ่นผงที่ถูกสายลมพัดพาไปอย่างไร้จุดหมาย

ขอให้ไปสู่สุขคติ

          ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าพรประการที่หนึ่งของนางที่เป็นดั่งคำสาปส่ง ไม่อาจนำพาดวงวิญญาณที่แปดเปื้อนจากไปได้อย่างสงบสุข กระนั้นเจ้าหญิงแอชลี่ย์ก็ยังคงเข้าใจว่าพรของนางช่างวิเศษ

เมื่อนั้นริมฝีปากหยักลึกจึงแสยะกว้าง เมื่อคิดหาหนทางชะล้างพรอันบริสุทธิ์ของนักบุญเนเดเรียได้ในที่สุด



____________________________________________



อะเฮื้ออออ บทนี้อัพครบซักที
ปาดเหงื่อแปบบบ
มาอีกทีน่าจะเปิดตอนทิ้งไว้เฉยๆนะคะ พอดีมีงานเข้าอีกละ5555

30.10.2019








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.35K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

619 ความคิดเห็น

  1. #472 trp1021 (@trp1021) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2562 / 21:03
    .......
    #472
    1
    • #472-1 OnyChangTh (@OnyChangTh) (จากตอนที่ 6)
      26 เมษายน 2563 / 21:08
      สวัสดีครับ ใช่คนเดียวกันกับเรื่องNew Lifeป้ะครับ!
      #472-1
  2. #463 yukiow45 (@yukiow45) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 01:14

    ดูเทพนะ แต่จริงๆโครตกากเลยพรที่มหาเทพให้ถูกทำให้หายไปโดยมนุษย์เนี้ยนะ ถ้าเกิดขึ้นจริงอย่ามาเป็นมหาเทพเลยเสียชื่อ

    #463
    1
    • #463-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 6)
      11 ธันวาคม 2562 / 16:23
      คอมเมนท์อย่างสุภาพด้วยค่า
      ป.ล. คือจะแจงยังไงดี แต่ฝั่งนั้นไม่ได้เป็นแค่มนุษย์ค่ะ จะมีเฉลยทีหลัง
      #463-1
  3. #339 ฺBedroom (@154356) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 02:49
    งูเห่านี่ก็ยังเป็นงูเห่าจริงๆนะ ไม่เคยสำนึกบุญคุณ น่ากลัวจริงๆ
    #339
    0
  4. #336 Meemiza (@NichaPes) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2562 / 16:56
    ใครก็ได้เอายัยแอชลี่ไปเก็บที~
    #336
    0
  5. #335 tilly_tinggy (@tofzer24) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 21:36
    โอยย ชอบมากก แต่งเก่งมากก
    #335
    0
  6. #334 + SaiChil + (@parkchaewon00) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 19:31
    ก็แค่พลังต่ำๆจากคนต่ำๆ จะไปเทียบกับพรของคนที่มีสายเลือดเทพได้ยังไง เจียมซะบ้างสิ
    #334
    0
  7. #333 Natacha_i-sen (@sroyson47) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 18:37

    อินี่เมื่อไหร่จะตาย


    #333
    0
  8. #327 baimon2003 (@baimon2003) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 10:36
    รอคอนต่อไปครับ
    #327
    0
  9. #326 somnina (@pratchayaporn) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 02:09

    รอนะค้าบบบ
    #326
    0
  10. #325 baimon2003 (@baimon2003) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 23:53
    รอตอนต่อไปครับ
    #325
    0
  11. #324 Aa_ic (@Aa_ic) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 17:23

    รอนะค่า สู้ๆนะคะพี่
    #324
    0
  12. #323 ccreamrnpp (@ccreamrnpp) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 21:35
    สู้ๆค่าพรี่ รอนะคะ
    #323
    0
  13. #322 Dsai42 (@Dsai42) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 22:35

    รอตอนหน้าเรยจร้า ได้แต่งสักที มาเร็วๆๆๆๆนะ่ค่ะ

    #322
    0
  14. #321 pppppppppp29 (@pppppppppp29) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 13:43
    รอค่าาาสาาาา
    #321
    0
  15. #320 PLOYSOIYXX (@ployyy567) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 13:19
    วางแผนอะไรไว้!!!!!!
    #320
    0
  16. #319 ฺBedroom (@154356) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 10:45
    ตั้งตารอตอนหน้าเลยค่า
    ท่านจอมมารทำไมอยู่ดีๆถึงเปลี่ยนไปนะ วางแผนสิ่งใดไว้รึเปล่านะ
    #319
    0
  17. #318 0846440061 (@0846440061) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 07:23

    คิดถึงมากเลยค่ะ ดีใจที่ไรท์กลับมา มาต่ออีกเร็วๆนะคะรออยู่
    #318
    0
  18. #317 Joom1995 (@Joom1995) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 21:46

    บอกน้องเขยไปว่า ไม่อยากอุ้มหลานหรอ เชื่อชุ้นนน 55555555555555555

    #317
    1
    • #317-1 Aa_ic (@Aa_ic) (จากตอนที่ 6)
      20 ตุลาคม 2562 / 00:45
      คิดเหมือนเย้ยย555
      #317-1
  19. #316 nanim2 (@NaNiM) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 20:22
    งืออออ กว่าจะมานะคะเรากลับไปอ่านอีกรอบเลยเกือบจำไม่ได้ มาต่อนร้าาขอร้องงง
    #316
    1
    • #316-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 6)
      19 ตุลาคม 2562 / 22:11

      จะรีบมาต่อทิตหน้าค้าบบ
      #316-1
  20. #315 inkmss_ (@I_mIN) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 20:06
    จอมมารไปตกลงอะไรกับน้องชายลับหลังละนั่น5555
    #315
    0
  21. #314 ควินน์เฮเซล (@brownie-9127) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 18:29
    รอเสมอค้าบบบ
    #314
    0
  22. #312 yosoraakira (@yosoraakira) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 22:41

    รอเสมอค่ะ
    #312
    1
    • #312-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 6)
      14 ตุลาคม 2562 / 12:12
      กำลังจะมาแน้วว
      #312-1
  23. #310 CS_Rabbit (@CS_Rabbit) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 16:33
    รอออออ
    #310
    0
  24. #309 somnina (@pratchayaporn) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 02:35
    รอเน้อ ไรท์ก็สู้ๆเน้อเพื่อนนี่เรียนถาปัตย์งานเยอะมากๆ ไรท์น่าจะสายนี้เหมือนกันเอ็นดูๆ
    #309
    2
    • #309-1 somnina (@pratchayaporn) (จากตอนที่ 6)
      8 ตุลาคม 2562 / 02:37
      หรือวิศวะ 55555แต่เป็นกำลังใจให้เน้อ
      #309-1
    • #309-2 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 6)
      14 ตุลาคม 2562 / 12:12
      ถาปัตย์ฮ้าบบบบ
      #309-2
  25. #306 neeice788 (@neeice788) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 09:57
    รอเสมอค่ะ
    #306
    0