เมื่อนักบุญศักดิ์สิทธิ์อยากเป็นภรรยาจอมมาร - When a Divine Priest wants to be a Demon Wife

ตอนที่ 4 : บทที่ 03 - การร่วมมือกันของทั้งสองจักรวรรดิ |100%|

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,122
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,419 ครั้ง
    1 พ.ย. 62









 

3

การร่วมมือกันของทั้งสองจักรวรรดิ










         พรทั้งห้าประการตีรวนกันอยู่ในกายนาง ก่อเกิดฟ้าฝนแปรปรวนให้เหล่าสิงสาราสัตว์ในป่าแดนเหนือตกอกตกใจ ทั้งยังเสียงพูดคุยของใครต่อใครที่ก้องอยู่ในหัวนางจนไม่อาจลืมตาขึ้นมาได้ แม้จะรู้สึกตัวตื่นมาหลายชั่วยาม

          พรประการที่สองทำให้เนเดเรียได้ยินเสียงโดยรอบตัวนางที่ห่างไกลออกไปไกลโพ้น แต่ที่ทำให้นางต้องสะดุ้งตกใจกลับเป็นเสียงพูดคุยของคนในจักรวรรดิบิลเลียตที่บังเอิญได้ยินเข้าโดยไม่ตั้งใจ ได้ยินชัดเต็มสองหูว่ากำลังต่อว่านางด้วยถ้อยคำหยาบคาย พูดเหลวไหลไปจนถึงขั้นกล่าวหาว่านางคิดทำให้เผ่ามนุษย์สูญสิ้น

          คำถูกกล่าวหาพวกนั้นทำนางหนักใจไม่น้อย แต่ที่ทำให้หนักใจยิ่งกว่าก็คงเป็นการได้รับรู้ก้นบึ้งจิตใจอันดำมืดของเจ้าหญิงแอชลี่ย์ที่ใครต่อใครก็รักก็หลง ผิดกับเบื้องหน้าที่เปรียบดั่งเทพีมาโปรดมวลมนุษย์

          เมื่อเนเดเรียได้ทราบถึงความปรารถนาที่จะได้เป็นจักรพรรดินีแห่งสามจักรวรรดิ นางก็นึกสังเวชในใจแม้จักรวรรดิบิลเลียตและจักรวรรดิจาม่อนจะอยู่ในเงื้อมมือเจ้าหญิงแอชลี่ย์แล้ว อาจเป็นเพราะอีกหนึ่งจักรวรรดิอย่างจักรวรรดิบาฮานนั้นไม่มีใครจะเข้าถึงได้

          จักวรรดิบาฮานเป็นจักรวรรดิที่ตัดขาดจากโลกภายนอก เท่าที่นางทราบมาจากในนิยาย จักรวรรดินี้ไม่ฝักใฝ่ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแม้จะเป็นฝ่ายมนุษย์ด้วยกันเอง มีกำแพงที่สูงเสียดฟ้าเป็นปราการแรกที่คัดกรองคนเข้าไป รวมไปถึงความเป็นไปของจักรวรรดิที่คนภายนอกไม่อาจทราบได้ว่ามีผู้คนอาศัยอยู่มากน้อยแค่ไหน มีความเป็นอยู่อย่างไร หรือแม้แต่นามของราชาแห่งจักรวรรดิบาฮานก็ไม่มีใครทราบ

เช่นนั้นแล้ว เจ้าหญิงผู้เลอโฉมจะคิดหาทางใดเพื่อจะได้ครอบครองจักรวรรดิบาฮานกัน?

          ทว่านางนึกสังเวชเจ้าหญิงแอชลี่ย์ได้ไม่ทันพ้นหนึ่งลมหายใจ ก็เป็นอันต้องขมวดคิ้วเป็นปมเมื่อได้ทราบถึงความปรารถนาที่สอง

แม่เจ้าหญิงผู้เลอโฉมนั่นคิดจะครอบครองจอมมาร...หรือก็คือคิดจะแย่งว่าที่สามีของนางไปอย่างไรเล่า!

          เป็นเหตุให้เนเดเรียที่นอนขมวดคิ้วนิ่วหน้าอยู่นานสองนาน ต้องลืมตาตื่นเพราะเสียงอื้ออึงที่อยู่ในหู แต่ก็เป็นอันต้องนอนแน่นิ่งไปก่อนเมื่อรู้สึกได้ถึงฝ่ามืออุ่นร้อนที่ทาบทับลงบนหน้าผากนาง

ไข้เจ้าลดลงแล้ว

          น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่ได้ยินอยู่ใกล้ๆ ทำให้นางปรายหาตามองคนที่บุกรุกมาเฝ้าไข้นางถึงในโพรงไม้ต้นม่านเมฆา อันเป็นเขตหวงห้ามของท่านเทพีแห่งป่าแดนเหนือที่ใครก็ไม่อาจย่างกรายนอกจากข้ารับใช้ทั้งสอง

          ทว่าผู้ที่นั่งติดเตียงเฝ้าไข้เนเดเรีย หาใช่ข้ารับใช้ แต่เป็นจอมมารราฟาเอลที่กำลังคลี่ผืนผ้าในอ่างทองเหลืองที่เปียกชุ่ม ก่อนบิดจนแห้งหมาด แล้วเช็ดถูใบหน้าอันร้อนผ่าวของนางอย่างเบามือ

ลิเวียบอกข้าว่าเจ้าเป็นลมล้มพับไปเพราะพิษไข้ แต่ดูแล้ว น่าจะเป็นเพราะเจ้าฝืนใช้พรห้าประการมากกว่า

คำกล่าวของจอมมารแม่นยำราวตาเห็นว่านางล้มป่วยลงเพราะเหตุใด

และนางก็ควรฉีกยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จอมมารมาคอยเฝ้าไข้นางไม่ห่างหาย

แต่เนเดเรียกลับเลือกที่จะหยัดตัวลุกขึ้นด้วยตัวเอง พลางตวัดสายตามองร่างสูงใหญ่ด้วยความขุ่นเคืองที่ยังลงเหลือในใจ

ท่านมาทำไม

เฝ้าไข้เจ้า

ลิเวียธานบอกให้มาหรือคะ

ใช่

          จอมมารเอ่ยตอบด้วยท่าทางเรียบตึงเหมือนอย่างเคย กระนั้นนางก็สังเกตเห็นความร้อนรนของเขาที่เป็นห่วงภาระงานที่ทอดทิ้งไว้เพื่อมาคอยเฝ้าดูนาง ทั้งที่ไม่ต้องมาด้วยตัวเองก็ย่อมได้

          พลันเนเดเรียก็หวนคิดถึงคำกล่าวของลิเวียธานว่าจอมมารราฟาเอลแบกรับทุกสิ่งอย่างไว้มากมาย และคำขอของนางก็เป็นคำที่เอาแต่ใจตัวเองมากเกินไป

ยิ่งได้เห็นสีหน้าซีดเซียวที่แฝงความเหนื่อยล้าเอาไว้ นางก็ตัดสินใจที่จะลดทิฐิในใจของตัวเองให้เหลือเพียงน้อยนิด

          และนี่ก็ไม่ใช่เวลาที่ต้องมานั่งถอนหายใจแล้วตัดพ้อที่ตัวนางหาใช่ที่รักของใครต่อใคร สิ่งที่นางต้องทำคือรวบหัวรวบหางจอมมารให้ได้ในระหว่างที่เจ้าหญิงแอชลี่ย์ติดอยู่ในสถานะของภรรยาผู้กล้า

หากไม่ใช่สามีในอุดมคติของนาง อย่าหวังเชียวว่าจะยอมผ่อนปรนให้

 ข้าขอโทษที่ก่อนหน้านี้ล่วงเกินท่าน

นางเลือกที่จะก้มหัวให้ด้วยท่าทีรู้สำนึกจากใจจริง ซึ่งเป็นไปดังคาดที่จอมมารราฟาเอลต้องเข้ามารั้งนางไม่ให้ก้มหัวให้ตน

เป็นข้าต่างหากที่ต้องขอโทษเจ้า

อย่ากล่าวเช่นนั้นเลยค่ะ

          นางแสร้งเอนศีรษะซบลงบนอกกว้างพลางเหยียดยิ้มกว้างผิดกับน้ำเสียงอันสั่นเครือ เก็บซ่อนเสียงหัวเราะในลำคอเมื่อสามารถแสดงจริตมารยาได้อย่างแนบเนียน

เนเดเรียยังคงวาดหวังไว้ในเรื่องของการใช้ชีวิตให้สงบสุขโดยมีลูกน้อยอยู่เคียงข้างกาย

          รู้อยู่เต็มอกว่าช่วงเวลานั้นคงมีน้อยนักหากสงครามยังไม่จบไม่สิ้น แต่ในเมื่อนางลดความต้องการในใจลงได้แล้ว ก็ขอเพียงได้ปกป้องคุ้มครองลูกของนางให้พ้นภัยก็เพียงพอ

แน่นอนว่านางคิดสงบเสงี่ยมเจียมตนเอาไว้ก่อน แล้วค่อยแผลงฤทธิ์หลังตกอยู่ในสถานะภรรยาจอมมารก็ยังไม่สาย

เพียงแค่ครุ่นคิดนางก็ลอบยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ไล้ปลายนิ้วบนแผงอกว่าสามีด้วยแววตามาดมั่น

ทำไมนางถึงได้กลายร่างเป็นแมวน้อยเร็วนัก?

จอมมารนึกสงสัยว่าเหตุใดถึงง้องอนนางได้ง่ายดายนัก...ไม่สิ เป็นนางต่างหากที่ยอมก้าวถอยกลับไป

          อุตส่าห์นึกเตรียมใจกับคำขู่ของเบลเฟกอลที่บอกไว้ให้คิดว่า สตรียามกริ้วโกรธเหมือนกับเสือร้าย แต่ถ้ากำราบได้ก็ไม่ต่างจากแมวตัวน้อยที่ช่างออดอ้อนเหลือเกิน

ข้ายังไม่ทันทำอะไร นางก็ล้มตัวลงมาออดอ้อนข้าเสียแล้ว

          จอมมารราฟาเอลตลบคิดด้วยความไม่เข้าใจในจิตใจอันยากหยั่งถึงของสตรี แต่เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของนาง จึงเข้าใจแจ่มแจ้งว่านางมีเจตนาอื่นแอบแฝงถึงได้ยอมความได้ง่ายดายเช่นนี้

แต่ก็เอาเถอะ...ปล่อยให้นางทำในสิ่งที่ต้องการจะดีกว่า

เจ้าหายดีแล้วใช่หรือไม่?”

ดีขึ้นแล้วค่ะ แต่... ข้าอยากให้ท่านอยู่กับข้าก่อน

เนเดเรียอยากจะเอ่ยบอกไปเช่นนั้น แต่ก็ไม่อยากปล่อยให้จอมมารกลับไปได้ทั้งที่นางเพิ่งลืมตาตื่นมามองหน้าเขา

          แต่นึกเท่าไหร่ก็ไม่อาจหาข้ออ้างรั้งให้เขาอยู่กับนางอีกซักพัก จึงทำได้เพียงตัดใจแล้วเอ่ยลา ท่านคงมีภาระงานรั้งรออยู่ และข้าเองก็หายดีแล้ว เช่นนั้นท่านกลับไปสะสะงานจะดีกว่านะคะ

แม้ใบหน้านางจะแย้มยิ้ม แต่ใจนางกลับกรีดร้องอย่างไร้เสียงเพราะมัวสองจิตสองใจว่าควรรั้งจอมมารไว้ หรือปล่อยกลับไป

หากนางมีหูมีหาง มันคู่ลู่ตกเพราะนางเศร้าสร้อยเป็นแน่

          จอมมารแสร้งทำทีจะกลับไปยังแดนปีศาจเพราะอยากเห็นท่าทีของนางว่านางจะแสดงออกมาอย่างไร และคราวนี้เขาก็เดาถูกที่นางทำเป็นแย้มยิ้มยามเอ่ยลากัน แต่กลับลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยสีหน้านึกลังเล

          มีสตรีมากมายที่คิดเข้าหาเขาด้วยหลากหลายมารยาเพื่อให้ได้มาซึ่งนามที่ผู้คนเรียกขานกันว่าองค์ราชินี และสมบัติใต้ปราสาทที่จะได้ไปครอบครอง

กระนั้นก็ไม่มีสตรีนางใดได้สมปรารถนา เพราะพวกนางล้วนถูกบั่นคอให้แดดิ้นไปเสียก่อน

แต่สตรีที่อยู่ตรงหน้า ต่างกับนางพวกนั้นโดยสิ้นเชิง...

นางแวะเวียนมาหาเขาอยู่บ่อยครั้ง ไม่มีทางที่นางจะไม่ทราบว่าอาณาจักรเซนเดรียกำลังแร้นแค้นอย่างมาก

          อาภรณ์ที่สวมใส่สามารถใช้เวทมนตร์เสกสรรได้ก็จริง แต่ผืนป่าแห้งแล้ง เสบียงเตรียมรบที่เริ่มกักตุนก็ไม่พอ ปราสาทใหญ่โตโอ่อ่าแต่รกร้างทั้งยังไร้ของประดับประดา แม้แต่บัลลังก์ทองคำยังกลายเป็นบัลลังก์เหล็กกล้า คลังสมบัติใต้ปราสาทก็เหลืออยู่น้อยนิด

ทุกสิ่งอย่าง ล้วนเป็นสิ่งที่ชี้ชัดว่าอาณาจักรนี้ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนในอดีต

แต่นางก็ยังยืนกรานที่จะอยู่เคียงข้าง อาจเป็นเพราะแต่แรกเริ่ม นางไม่ได้มุ่งหวังในยศถาหรือทรัพย์สมบัติใดทั้งสิ้น...

ของที่เรียกว่าครอบครัวนั่นรึ ที่นางปรารถนา?

          จอมมารราฟาเอลแน่นิ่งยามสบเข้ากับดวงตาสองสีของนางที่จดจ้องด้วยความแปลกใจ ก่อนตัดสินใจจับจูงมือนางออกไปจากโพรงต้นม่านเมฆาด้วยกัน แม้นางจะร้องถามว่าจะพาไปไหน ก็ไม่คิดเอ่ยปากบอกกระทั่งพาเดินมาถึงจุดฟ้าเปิดใกล้กับลำธารมรกต

          เหล่าภูตนางฟ้าที่ทำงานกันอย่างแข็งขันแม้ยามค่ำคืน เป็นอันต้องหลีกหนีเมื่อเห็นท่านเทพีถูกท่านจอมมารจับจูงมายังลำธารมรกต ก่อนจากไปก็ไม่ลืมที่จะร่ายเวทย์ให้ลำธารมรกตพราวระยิบสะท้อนแสงจันทร์ คงคาดหวังให้บรรยากาศรอบกายช่วยนำพาทั้งสองให้สานสัมพันธ์กันได้แนบแน่นยิ่งขึ้น

แต่ผลที่ได้กลับคืนมาช่างตรงกันข้าม เพราะต่างฝ่ายต่างมีอากัปกิริยาที่แตกต่างกันเหลือเกิน

ท่านควรกลับได้แล้วนะคะ ประเดี๋ยวจะสะสางงานไม่เสร็จ

นักบุญเนเดเรียกอดอกถอนหายใจ สายตานางที่จ้องมองจอมมารราวกับจะต่อว่าให้เข็ดหลาบ

นางรึอุตส่าห์หลีกทางให้เขาได้ไปจัดการจัดงานที่คั่งค้าง แต่เจ้าตัวกลับทำทีไม่รู้ร้อนรู้หนาว ทั้งยังฉุดรั้งให้นางนั่งลงกับผืนหญ้า

ไว้พรุ่งนี้ค่อยสะสางต่อก็ได้ ค่ำคืนนี้จันทร์เต็มดวง ข้าอยากจะนอนอาบแสงจันทร์เสียหน่อย

          จอมมารก็ไม่ลดละความดื้อดึง ล้มตัวลงไปนอนหนุนหน้าตักของนางอย่างเอาแต่ใจ ลักลอบดอมดมกลิ่นกายนางที่หอมหวนราวกลิ่นทุ่งดอกไม้ที่กำลังผลิบาน ปากก็พร่ำพูดไปเรื่อยเปื่อยจนไม่ทันเห็นใบหน้าอันแดงก่ำของนาง

เจ้าได้คิดหรือไม่ ว่าลูกคนแรกอยากได้หญิงหรือชาย

ไม่ได้คิดค่ะ แต่ถ้าให้เลือก ข้าขอเป็นหญิงจะดีกว่า

ชายดีกว่า เชื่อข้าเถอะ

หากท่านตัดสินใจเช่นนั้นแล้ว ท่านจะมาถามความเห็นข้าทำไมกันคะ

เจ้าต้องเป็นคนกำหนดไม่ใช่รึ?”

...ถึงข้าจะเป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์ แต่เรื่องของธรรมชาติเช่นนั้น ข้าไม่อาจกำหนดได้ค่ะ

          กว่าจะล่วงรู้ว่านางถูกจอมมารล่อลวงให้ลืมเลือนที่จะขับไล่เขากลับไป เนเดเรียก็เผลอไผลพูดคุยกับจอมมารราฟาเอลไปหลายเรื่องหลายราวจนค่ำมืดดึกดื่น ทั้งยังผล็อยหลับไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว แม้ถูกโอบอุ้มให้กลับมาเอนกายนอนกับตั่งเตียงหนานุ่มในโพรงไม้ต้นม่านเมฆา ก็ยังหลับตานอนได้อย่างสนิทใจ

ไม่ลืมเรียกหาข้ารับใช้ของเทพีแห่งป่าแดนเหนือให้มารับช่วงดูแลนางต่อจากเขา

ข้าทั้งสองขอบคุณท่านมาก เกรงว่าถ้าท่านมาช้ามากไปกว่านี้ ท่านเทพีคงอาการทรุดหนัก

          โคลด์และริต้าเอ่ยปากขอบคุณที่ท่านจอมมารช่วยเฝ้าดูอาการของท่านเทพีตั้งแต่นางหลับใหลเพราะเวทย์ของเหล่าภูตนางฟ้า จำต้องกักกันไว้ไม่ให้นางทรมานกับอาการเสียสมดุลในการควบคุมพรทั้งห้าประการมาห้าคืนเต็ม

          กระนั้นข้ารับใช้ทั้งสองก็ได้แต่เก็บงำความสงสัยไว้ในใจยามเหลียวมองตามร่างสูงใหญ่ที่เดินจากไป...ว่าเหตุใดท่านจอมมารถึงไม่บอกนาง ว่าเฝ้าดูแลนางไม่ห่างหายไม่หลายต่อหลายวันโดยไม่หลับไม่นอน

ทั้งยังทำตัวเฉยชา ไม่รู้สึกรู้สากับความอ่อนล้าที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอน

คงเกรงว่าท่านเทพีจะนึกเป็นห่วง...

ตั้งแต่รู้จักมักจี่กันมาหลายร้อยปี เป็นครั้งแรกที่โคลด์และริต้ามีความเห็นตรงกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดนอกจากสบตามอง

 

 

 


         ความเป็นไปในป่าแดนเหนือที่สะท้อนผ่านดวงแก้วทำนายชะตา ทำให้เหล่าขุนพลปีศาจที่สุมหัวกันอยู่ในห้องประชุมลับเป็นอันต้องส่งเสียงทอดถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้จะสงสัยที่นักบุญเนเดเรียไม่ถือสาหาความจากนายท่านของตน ทั้งยังสานสัมพันธ์กันได้แนบแน่นยิ่งกว่าเดิมจนเป็นที่น่ายินดีนัก

โล่งอกไปที

แทบทันทีที่เบลเฟกอลกับลิเวียธานเอ่ยออกมาพร้อมกัน และทำทีรังเกียจทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายเอื้อนเอ่ยคำเดียวกับตน

รำคาญจริง คำพูดมีเยอะแยะมากมาย ทำไมต้องมาพูดคำเดียวกับข้า

ประทานโทษเถอะครับคุณลิเวีย ถ้าไม่พอใจ ก็เชิญเงียบปากไปจะดีกว่านะครับ

          และก็เหมือนทุกครั้งคราที่ชอบวิวาทกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องจนจนแมมมอนส่ายหน้าระอาใจ ละมือจากการเช็ดดาบคู่ใจ แล้วเข้ามาหิ้วคอทั้งสองให้ออกห่างจากกันสุดมุมห้อง

กระนั้นก็ยังส่งเสียงฟึดฟัดกันอยู่ในลำคอ เป็นที่น่ารำคาญแก้ใครก็ตามที่ได้ยิน

พวกเจ้าไม่กัดกันซักวันได้หรือไม่!?”

          เพราะถูกรบกวนสมาธิในการกินชิ้นเนื้อในจาน จอมตะกละอย่างเบลเซบับที่นานทีปีหนจะกริ้วโกรธจนหน้าดำหน้าแดง กลับตวาดใส่ทั้งสองด้วยความรำคาญเกินจะทนไหว

ข้าเบื่อขี้หน้าเจ้า

เจ้าก็ปิดตาเสียสิ จะได้ไม่เบื่อหน้าข้า

          ทว่าทั้งสองก็ยังต่อปากต่อคำกันได้ไม่หยุดหย่อน จนขุนพลปีศาจอีกสามตนเสมองหน้ากัน ราวกับจะปรึกษาหารือกันทางสายตาว่าควรจัดการปีศาจหนุ่มสาวคู่นี้อย่างไร

          และผู้ที่คิดแผนการอันเลิศเลอได้ ก็เป็นแอสโมดิวส์ที่หันไปกระซิบกระซาบกับเบลเซบับ ก่อนผุดลุกจากเก้าอี้ไม้ทรงสูงของเด็กเล็ก แล้ววิ่งเต๊าะแต๊ะไปบอกแผนการให้แมมมอนทราบด้วยอีกคน

อ้อ...เป็นอย่างที่เจ้าว่า

ใช่ไหมเล่า คิกๆ

          เมื่อทราบในแผนการที่แอสโมดิวส์จัดแจงไว้ ก็พากันทยอยเดินออกไปจากห้องประชุมลับด้วยฝีเท้าอันเงียบเชียบในระหว่างที่ทั้งสองยังคงเขม่นมองกัน และกว่าจะรับรู้ว่าถูกขังให้อยู่ด้วยกันเพียงลำพัง ก็ได้ยินเพียงเสียงตะโกนของแอสโมดิวส์บอกหลังบานประตู

พวกเจ้าเคยเป็นคนรักกันไม่ใช่รึ ปรับความเข้าใจกันเสียสิ จะได้ไม่ลำบากพวกข้าต้องมานั่งฟังพวกเจ้าวิวาทกันทุกวี่ทุกวัน

          ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะคิกคักของขุนพลแฝดและเสียงย่ำเท้าเน้นหนักของแมมมอนที่ย่ำจากไป ปล่อยให้สองปีศาจหนุ่มสาวนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อกันไปยามไม่เหลือใครอยู่ในห้อง

คงมีแต่ลิเวียธานที่รู้เนื้อรู้ตัวแต่แรกว่าต้องโดนขัง แต่ก็ไม่คิดอาละวาดหรือทักท้วงแต่อย่างใด

          กลับทำเพียงปรายหางตามองเบลเฟกอลที่มีท่าทีลุกลี้ลุกลน วิ่งไปทุบบานประตูปึงปังแล้วโวยวายว่าให้ปล่อยตนออกไป และพอไม่ได้ดั่งใจ ก็หันมาสบตากับนางที่นั่งเงียบสงบกับแส้หนามในมือที่กระชับแน่นขนัด

หากเจ้าก้าวเท้าเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้าจะฟาดเจ้าให้หลังลาย นางกล่าวพร้อมกับทอดถอนหายใจ

          ข้าก็แค่รำคาญเจ้าพวกนั้น อยากจะสะสางให้จบๆไป ปีศาจหนุ่มยกมือเกาหัวอย่างเหนื่อยหน่ายอย่างที่นางรู้สึกเช่นกัน แต่ก็จริงอย่างที่แอสพูด...ข้ากับเจ้าเลิกรากันมาเกือบห้าร้อยปี และเป็นเจ้าเองที่ขอเลิกกับข้าด้วยเหตุผลใดก็ไม่ทราบ ปล่อยให้ข้างุนงงมาจนถึงทุกวัน-

          ไม่ทันที่เบลเฟกอลจะได้พูดครบจบคำ ก็ต้องหลีกหนีแส้หนามของลิเวียธานที่ฟาดเข้าใส่เฉียดปลายเส้นผมสีทองอันยุ่งเหยิงไปเพียงนิดเดียว กระนั้นก็ยังอาจหาญก้าวเดินไปหานาง แม้แส้หนามจะใกล้ถึงตัวก็ป้องกันเอาไว้ด้วยโล่โลกันตร์ที่เสกสรรขึ้นมา

ถึงเวลาที่เจ้าต้องบอกข้าได้แล้ว ว่าทำไมเจ้าถึงปล่อยให้ข้างุนงงมาห้าร้อยปี...ลิเวีย

พอที ข้าไม่อยากฟัง!”

          นางยังคงหลับหูหลับตาฟาดแส้หนามใส่เขาด้วยน้ำตาที่เอ่อล้นอยู่ในใจ ไม่อยากจะได้ยินเรื่องในอดีตอื่นใดที่ทำให้นางต้องรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าความรักใคร่

          ลิเวียธานเติบโตมาพร้อมกับเบลเฟกอลที่ถูกต้นตระกูลส่งมารับใช้จอมมารตั้งแต่ยังเยาว์วัย...ในอดีต นางและเขาเป็นมิตรสหายที่ดีต่อกันเรื่อยมา ไม่ว่าจะร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ หรือทุกข์สุขที่มีร่วมกัน

นางไม่เคยมองเขาเป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากสหายร่วมรบ

          กระทั่งวันหนึ่งที่เบลเฟกอลสารภาพรักกับนางด้วยเนื้อตัวแดงก่ำตั้งแต่หัวจรดเท้า ทั้งยังมอบดอกไฮเดรนเยียให้แก่นางด้วยท่าทางเขินอาย

ข้ารักเจ้า

          นางจดจำได้ดีว่าเบลเฟกอลเขินอายจนยืนตัวบิดตัวม้วนต้วน เอ่ยคำบอกรักออกมาได้ง่ายดายแต่ก็แฝงไปด้วยความจริงใจอันเปี่ยมล้นที่มีอยู่เต็มเปี่ยม

ทว่าตัวนางในตอนนั้น ไม่อาจทราบถึงคำว่ารัก ว่าแท้จริงแล้วมันหมายความว่าอย่างไร

          และนั่นก็เป็นความผิดบาปของลิเวียธาน ที่นางอยากจะวอนขอเทพแห่งกาลเวลาให้ย้อนกลับไปยั้งปากตัวเองไว้ ไม่ให้รับคำบอกรักของสหายร่วมรบไปส่งเดช เพียงเพราะอยากทราบว่าความหมายของมันคืออะไร

ข้าก็รักเจ้าเช่นกัน

เป็นบาปมหันต์ของนาง ที่เอ่ยออกไปอย่างนั้น...

          นับแต่นั้นเป็นต้นมา สถานภาพการเป็นสหายร่วมรบก็กลายเป็นคู่รักหนุ่มสาวที่ฝ่ายชายมักจะคอยตามติดนางไปทั้งแห่งหนยิ่งกว่าเงาตามตัว ส่วนฝ่ายหญิงอย่างนางก็ยังคงวางตัวเช่นเดิม ทั้งยังเมินเฉยยามเบลเฟกอลแสดงอาการหึงหวงหากนางชิดใกล้ชายใด

หลายครั้งหลายคราที่ต้องวิวาทะกันเพราะความหึงหวงของเขา

          ซึ่งตัวนางในตอนนั้นคิดว่าเป็นเรื่องน่าขบขันที่มาตามหวงตามห่วง จึงหัวเราะกลับไปหน้าตาเฉย เอ่ยย้ำว่าเราสองเป็นแค่คนรักมิใช่คู่แต่งงาน จะยุ่งเกี่ยวกับใครก็ไม่เห็นจะเสียหายแต่อย่างใด

(ต่อ)

เจ้าคิดว่าการที่ข้าหึงหวงเจ้าเป็นบ้าเป็นบอเช่นนี้ มันน่าขันนักรึ

          และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่เบลเฟกอลกล่าวกับนางด้วยท่าทีดุดัน ทั้งยังกระชากแขนนางจนขึ้นรอยแดง ไม่หลงเหลือคำที่เคยบอกกันไว้ว่าจะทะนุถนอมนางตราบจนหมดลมหายใจ

ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ลิเวียธานเฉียดกายเข้าไปใกล้เบลเฟกอล

          เพราะนางรู้สึกอึดอัดใจกับท่าทีของเขา และความความปั่นป่วนในอกยามต้องสบตามองในตอนที่ต้องเดินสวนกัน เลี่ยงที่จะพบเจอซึ่งเบลเฟกอลก็ไม่อยากจะพบเจอนางด้วยเช่นกัน

ทั้งสองทำเพียงสบตามองกันอยู่ห่างๆ ด้วยความรู้สึกที่มีต่อกันนั้นแปรเปลี่ยนไป

เบลเฟกอลไม่อยากจะเป็นตัวน่าตลกในสายตานาง จึงไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับนาง แต่ก็ยังสอดส่ายสายตาหานางอยู่ร่ำไป

          ลิเวียธานเกรงกลัวกับท่าทีของสหายร่วมรบที่ปุบปับก็กลายเป็นคนรัก นางไม่อยากจะเห็นแม้แต่หน้าเขา เพราะใจนางร้อนรุ่มไปหมดที่ต้องเห็นเขาชิดใกล้กับหญิงใด

กระทั่งเกิดเรื่องนั้นขึ้น ลิเวียธานจึงตัดสินใจที่จะละทิ้งความรู้สึกรักที่นางเพิ่งได้เรียนรู้ไปจากใจ

          ในช่วงปีนั้นเกิดสงครามที่ยาวนานค่อนปี และเหล่าปีศาจจะต้องเตรียมการครั้งใหญ่ แต่เสบียงมีไม่พอ เพราะถิ่นฐานที่เหล่าปีศาจยึดเอาไว้ได้มีเพียงอาณาจักรเซนเดรีย ทำให้ไพร่พลโหยหิวเพราะขาดแคลนอาหาร แม้กัดกินผลไม้ก็ไม่อาจประทังความหิวไว้ได้นาน

          และลิเวียธานก็โหยหิวจนหมดสติล้มลงไประหว่างทำสงคราม เพราะนางแบ่งเสบียงของนางให้เบลเซบับที่กินจุยิ่งกว่าอะไรดีให้เสียหมด

ทันทีที่รองแม่ทัพอย่างนางล้มลงไป ไพร่พลปีศาจก็เริ่มเสียกำลังใจ เข้าใจไปเองว่านางถูกลอบโจมตี

          ลิเวียธานถูกหมายหัวโดยฝ่ายมนุษย์เอาไว้อยู่แล้ว เพราะนางเป็นถึงหนึ่งในห้าขุนพลปีศาจที่ใครก็ไม่อาจย่างกรายฝ่าแส้หนามของนางไปได้ แต่ถ้านางอยู่ในสภาพน่าสังเวชเช่นนี้...ก็เหมาะที่จะบั่นหัวนางไปขึ้นรางวัลกับจักรวรรดิยิ่งนัก

พลังเวทย์ของนางมีต้นกำเนิดมาจากการกินเหมือนกับเบลเซบับ หากท้องนางโหยหิว ก็หมดสิ้นซึ่งเรี่ยวแรงและกำลัง

คงถึงคราวที่ข้าต้องตายแล้ว...

แม้สติจะเลือนรางเต็มที แต่ก็เห็นปลายดาบที่พุ่งดิ่งมายังนาง

          นางไม่เคยกลัวความตาย และยินดีที่จะตายอย่างโดดเดี่ยว...ลิเวียธานจึงเลือกที่จะหลับตาลงท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและเสียงประดาบในสนามรบ

ทั้งที่คิดเช่นนั้น และเตรียมตัวเตรียมใจจะตาย

แต่คนที่เข้ามารับคมดาบที่เสียดแทงทะลุอกซ้าย กลับเป็นชายที่นางไม่อยากจะเห็นหน้าที่สุด

          ดวงตาของนางเบิกกว้างเมื่อเห็นลิ่มเลือดที่คนตรงหน้ากระอักออกมาจากอกยามปลายดาบเข้าทิ่มแทง มืออันสั่นเทาของนางเข้าไปประคองรับร่างหนาที่โน้มตัวลงมา กรีดร้องเสียงหลงด้วยใบหน้านองน้ำตา สะดุ้งตกใจเมื่อแมมมอนเข้ามาบั่นหัวศัตรูแล้วช่วยฉุดรั้งร่างของเบลเฟกอลที่หายใจรวยริน

          ลิเวียธานไม่อาจทำอะไรได้เพราะมัวนิ่งงันเมื่อเห็นโลหิตสีแดงฉานเปรอะเปื้อนตัวนาง ปากคอสั่นยามเห็นแมมมอนสั่งให้เบลเซบับร่ายเวทย์รักษาบาดแผลให้แก่เบลเฟกอล แต่ปากแผลก็ไม่อาจผสานกันได้เพราะดาบเล่มนั้นทำมาจากธาตุแสง

นางยังคงกอบกุมมือของเบลเฟกอลไว้แน่นขนัดด้วยความตื่นกลัวที่ก่อขึ้นมาในใจ

          ห้วงสติสุดท้ายของลิเวียธานก่อนสลบไสลไปเพราะพลังเวทย์ที่เหือดหายไป นางได้ยินเสียงกระซิบอันแผ่วเบาจากริมฝีปากแห้งผากเปรอะเลือดแห้งกรัง ทั้งยังมือหนาที่กระชับตอบมือของนางที่กอบกุมไว้

ข้ายังคงรักเจ้าเหมือนเดิม

คำบอกรักที่นางได้ยิน ยังเหมือนกับครั้งแรกที่นางได้ยินจากปากเขา

          ทว่าคำบอกรักนั้น ไม่อาจทำให้ลิเวียธานรู้สึกยินดีที่ได้ยิน เพราะความรักของเบลเฟกอลที่มีต่อนาง ทำให้เขาเกือบจะต้องสิ้นใจตายเพราะความรู้สึกโง่เง่าที่เรียกว่ารัก

นางจึงตัดใจที่จะบอกกล่าวความรู้สึกของนางให้เขาได้ทราบเช่นกัน

นับแต่นั้นยามพบหน้ากัน ลิเวียธานก็จะวางตัวเหมือนแต่เก่าก่อนที่สถานภาพของนางกับเบลเฟกอลเป็นเพียงสหายร่วมรบ

เสวนาได้ในเรื่องการงานการรบ และถ้าหากเบลเฟกอลคิดเอื้อนเอ่ยถึงเรื่องอื่นใด

นางก็จะเอาแต่เดินหนีแล้วยกมือปิดหูเพราะไม่อยากจะฟังให้ใจนางต้องร้อนรุ่มกับความรักในใจนางที่ไม่ควรก่อตัวขึ้นมา

          ความรักเป็นสิ่งที่งดงามหากคนสองคนใจตรงกัน...ลิเวียธานคิดเช่นนั้น แต่อีกแง่มุมนางก็คิดว่า ความรักเป็นดั่งโซ่ตรวนที่เหนี่ยวรั้งคนสองคนให้ทำเรื่องที่โง่เง่า ยอมแม้แต่จะสละชีวิตให้อีกฝ่ายอย่างไม่คิดลังเล

เหมือนอย่างครั้งนั้น ที่เบลเฟกอลเอาร่างมาเป็นเกราะกำบังให้ลิเวียธานในสนามรบ...

เช่นนั้น นางก็ขอคงมิตรภาพเฉกเช่นสหายเอาไว้จวบจนลมหายใจสุดท้าย

หากวันหนึ่งวันใดต้องตายจากไป เบลเฟกอลจะได้ไม่ต้องมานั่งร้องห่มร้องไห้หน้าหลุมฝังศพของนาง

          ทั้งที่คิดเช่นนั้นมาตลอด ลิเวียธานจึงไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องเมื่อห้าร้อยปีก่อนที่นางเป็นฝ่ายขอเลิกรา แต่ตอนนี้นางกลับถูกไล่ต้อนให้จนมุม

บอกข้ามา ข้าจะได้หายข้องใจเสียที

          เพราะมัวครุ่นคิดว่าควรจัดการกับความน่าอึดอัดนี้อย่างไร รู้ตัวอีกที แส้หนามของนางก็ถูกปัดกระเด็นไปไกล ก่อนที่ตัวนางจะถูกฉุดกระชากให้ไถลตัวเข้าไปหา ทั้งยังบังคับให้ปริปากพูดออกมาจนนางรู้สึกอึดอัดใจ

ว่าอย่างไร จะบอกข้าได้หรือยัง?”

          ต่อให้เบลเฟกอลจดจ้องนางด้วยดวงตาสีมรกตที่นางเคยนึกหลงใหล หรือเอื้อนเอ่ยคำถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มอันน่าฟัง กระนั้นลิเวียธานก็ไม่รู้สึกวาบหวามหวั่นไหวแต่อย่างใด นางเลือกผลักเขาออกไปแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มเย้ยเยาะ

 บอกไปก็ไม่เข้าใจ เพราะเจ้ามันโง่

          ไม่ว่าเปล่า ลิเวียธานกลั้นใจหัวเราะอย่างมีจริตเพราะอยากให้เบลเฟกอลต่อว่านางเหมือนแต่ก่อนที่นางเห็นทุกเรื่องที่เขาพูดเป็นเรื่องน่าขัน

สวนทางกันกับใจนางที่ร่ำไห้ ได้แต่ตลบคิดว่าต้องฝืนทำตัวให้เขาชังไปอีกนานแค่ไหน

          ดวงตาสีมรกตยังคงฉายแววเรียบตึงยามสบเข้ากับดวงตาสีดำสนิทของลิเวียธาน กลีบปากหยักขบเม้มจนห้อเลือดราวกับสะกดกลั้นตัวเองไว้ไม่ให้เอื้อนเอ่ยคำที่อัดอั้นในใจออกมา

 “ข้าคงโง่เองที่ไปรักเจ้า

          เห็นนางทำอากัปกิริยาเย้ยหยันเช่นนั้น เบลเฟกอลก็ไม่อาจทนเสวนากับนางได้อีกต่อไป จึงเลือกจะพังบานประตูที่มีสองขุนพลแฝดแอบแนบหูฟังอยู่ด้านนอก ก่อนก้าวเดินจากไปโดยไม่คิดหันกลับไปเหลียวมองนางให้หงุดหงิดใจอีก

อุตส่าห์เปิดทางให้ได้คุยกันแท้ๆ

          แอสโมดิวส์บ่นอุบเมื่อมองตามร่างสูงที่ก้าวขาจากไปจนลับสายตา ก่อนหันมาร้องถามเบลเซบับเพราะยื่นนิ้วมาสะกิดแขนกันจนน่ารำคาญ ครั้นเอ่ยถามว่ามีอะไร แฝดน้องก็ชี้ไปยังคนในห้องที่ทรุดตัวนั่งกับเก้าอี้ประจำตำแหน่งแล้วยกมือกุมขมับ

          สองขุนพลแฝดเกรงว่าลิเวียธานจะกริ้วโกรธ กลัวจะถูกนางฟาดด้วยแส้หนามจนหลังลาย จึงพากันย่องหนีออกไปจากอาณาบริเวณห้องประชุมลับ

          หารู้ไม่ว่านางไม่ได้กริ้วโกรธอย่างที่เข้าใจ แต่ที่นางนั่งก้มหน้ากุมขมับ เป็นเพราะอยากหลบซ่อนหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาต่างหาก

เจ้ามันโง่จริงๆนั่นแหละ

          ปากนางเอ่ยต่อว่าเบลเฟกอล แต่นางกลับนึกสังเวชในน้ำตาของตัวเองที่รื้นรินออกมายามหวนนึกถึงแววตามรกตอันงามล้ำคู่นั้นที่ปรายมองมาเพียงหางตา  ไม่หลงเหลือความอ่อนโยนในแววตาที่เคยมอบให้กัน

เช่นนั้น ลิเวียธานก็ควรดีอกดีใจที่นางทำให้เบลเฟกอลเมินเฉยต่อนางได้สำเร็จ

แต่ไม่รู้ทำไมนางต้องมาซบหน้าร่ำไห้

ทั้งที่เรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเพราะนางเลือกจะทำตัวนางเองทั้งสิ้น...

          เมื่อสะอึกสะอื้นจนพอใจ ปีศาจสาวก็ยกหลังมือปาดคราบน้ำตาเกรอะกรังแล้วผุดลุกขึ้น ก้าวขาเดินออกจากห้องไปยังลานฝึกเพื่อดับอารมณ์ว้าวุ่นในใจด้วยการออกเหงื่อออกแรง

          ทว่าไม่ทันได้ก้าวเดินไปไหนไกล เสียงตึงตังคล้ายกับวิ่งกระแทกฝีเท้าเข้ามาใกล้ ทำให้นางชะงักขาแล้วเหลียวกลับไปมองโถงเดินข้างหลังว่าข้ารับใช้ตนใดไร้มารยาท วิ่งรอบปราสาทตอนค่ำมืดดึกดื่น

          และไม่ทันจะได้ต่อว่าต่อขานให้หลาบจำ ใครคนนั้นที่ลิเวียธานต่อว่าในใจว่าไร้มารยาท ก็วิ่งตรงมาหานางพร้อมกับก็ยื่นต้นไฮเดรนเยียที่ถอนรากถอนโคนมายัดเยียดใส่มือนาง

ตกใจอะไร รับไปสิ

เป็นเบลเฟกอลที่วิ่งรอบปราสาทเพื่อควานหาต้นไฮเดรนเยีย ก่อนวิ่งวนกลับมามอบให้นางที่แน่นิ่งไปด้วยความมึนงง

ข้ายังรักเจ้าเหมือนเดิม จำไว้!”

จากนั้นก็วิ่งจากไปโดยไม่ลืมบอกคำที่อยากพูดก่อนหน้านี้ให้นางได้ทราบ

          ปล่อยให้ลิเวียธานกะพริบตาปริบๆแล้วหลุบตามองต้นไฮเดรนเยียที่ถูกถอนมาทั้งต้นอยู่นานสองนาน แม้สายลมอันเย็นเยียบจะพัดผ่านผิวกายให้หนาวเหน็บ นางก็ยังคงยืนนิ่งด้วยความหวาดหวั่นในใจของนางเอง

เอาล่ะตัวข้า เจ้าเลือกได้หรือยัง ว่าจะรักหรือไม่รักเจ้าคนโง่คนนั้น?

          เหมือนนางเห็นแม่ปีศาจสาวหรือก็คือตัวนางเองที่กระซิบถามอยู่ในมโนจิต กระนั้นลิเวียธานก็ไม่อาจตอบคำถามนั้นได้ นอกจากจะลอบหัวเราะในลำคอยามได้มองดอกไฮเดรนเยียที่ผลิบาน

อดไม่ได้ที่จะนึกถึงวันวาน ในครั้งที่เบลเฟกอลสารภาพรักกับนางด้วยดอกไฮเดรนเยีย

ข้าก็ขอบอกคำเดิม ว่าเจ้ามันโง่จริงๆ

แม้ส่ายหน้าระอาใจ แต่ริมฝีปากนางกลับเหยียดยิ้มกว้าง

เดินกลับไปยังห้องหับแทนที่จะเป็นลานฝึก เพื่อนำต้นไฮเดรนเยียที่นางได้มาไปเก็บรักษาก่อนมันจะเหี่ยวเฉาเสียก่อน

 



 

         เมื่อนานมาแล้ว ฝ่ายมนุษย์และฝ่ายปีศาจแย่งชิงดินแดนกันด้วยศึกสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น แม้มีสัญญาสงบศึก แต่ก็สงบได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว เพราะฝ่ายมนุษย์ต้องการชะล้างตัวตนของความชั่วร้ายอย่างปีศาจไม่ให้หลงเหลือ พร้อมทั้งช่วงชิงดินแดนภายใต้การปกครองของปีศาจคืนมา จึงจัดการฉีกสัญญาสงบศึก เป็นอันยกเลิกสัญญาที่เคยมีต่อกัน

          ทว่าสัญญาฉบับนั้น ก็ไม่ต่างไปจากแผ่นกระดาษธรรมดาที่ใส่กรอบแขวนไว้บนกำแพงทองคำ เป็นเพียงของประดับที่ไม่มีความหมายอื่นใด

          เพราะระหว่างอยู่ในสัญญาสงบศึก ฝ่ายมนุษย์ก็คอยละเมิดสัญญาด้วยการจับปีศาจชั้นต่ำมาเป็นทาส ทั้งยังเอาทาสปีศาจเหล่านั้นไปต่อรองขอแลกเปลี่ยนกับอาณาจักรในการปกครองของจอมมารตนก่อน

ด้วยความร่วมมือของทั้งสองอาณาจักร จึงกลายเป็นจักรวรรดิจวบจนทุกวันนี้

          กระนั้นก็มีอีกหนึ่งจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้จักรวรรดิบิลเลียตและจักรวรรดิจาม่อน...ว่ากันว่าเป็นจักรวรรดิบาฮานอันลึกลับ ที่ใครก็ไม่อาจทราบแม้แต่นามขององค์ราชา

          น้ำเสียงหวานล้ำเอื้อนเอ่ยตามเนื้อความในหนังสือเล่มหนา พลางยกมือเสยเรือนผมสีดำขลับด้วยกิริยาอันงดงามจนข้าราชบริพารในพระราชวังแห่งจักรวรรดิจาม่อนที่เดินผ่านหอสมุด อดไม่ได้ที่จะชื่นชมว่าเจ้าหญิงแอชลี่ย์ทรงมีรูปโฉมและกิริยางดงามเหลือเกิน

ข้างดงามมาตั้งแต่เกิดแล้ว พวกเจ้าเพิ่งรู้รึ

          เจ้าหญิงแอชลี่ย์แย้มยิ้มให้แก่ข้ารับใช้เข้ามายกกองหนังสือที่นางอ่านไปเก็บตามรับสั่ง ก่อนย่างกรายออกไปยังท้องพระโรงเมื่อถึงเวลาอันควรที่นางต้องปรากฏตัวให้งดงามในฐานะนักบุญศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวรรดิบิลเลียต

          ข่าวคราวเรื่องการหมั้นหมายของนักบุญเนเดเรียและจอมมารราฟาเอล ทำให้ราชาบิลเบิร์ตทรงกริ้วโกรธมากแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้นอกจากบ่นเปรยอย่างเจ็บแค้นพระทัย

          นางก็เจ็บแค้นไม่ต่างกันนัก เพราะหลงคิดว่าจะลบเลือนตัวตนของนักบุญเนเดเรียออกไปให้พ้นหูพ้นตาได้ แต่คราวนี้ตัวตนของนางผู้นั้น กลับเป็นที่น่าจดจำด้วยการหมั้นหมายกับจอมมารราฟาเอลที่นางหลงใหลตั้งแต่แรกพบ จึงคิดหาหนทางกำจัดอีกหนด้วยการทูลยุยงให้ราชาบิลเบิร์ตหมายหัวนักบุญเนเดรียเป็นตัวการก่อกบฎ

โทษฐานทรยศฝ่ายมนุษย์ แล้วไปเกี่ยวดองกับฝ่ายปีศาจ

          และเรื่องราวก็เป็นไปตามที่นางคาดหวัง เพราะองค์ราชาบิลเบิร์ตไม่รีรอที่จะป่าวประกาศว่านักบุญเนเดเรียเป็นกบฎให้ใครต่อใครได้ทราบ

          ทว่านั่นยังไม่สาแก่ใจเจ้าหญิงแอชลี่ย์เท่าที่ควร นางจึงทูลบอกให้ราชาบิลเบิร์ตได้ทราบว่าควรเข้าจับกุมนักบุญก่อนจะได้ตบแต่งกับจอมมาร ด้วยการขอกำลังเสริมจากองค์ราชาแห่งจักรวรรดิจาม่อนหรือเสด็จพ่อของนางเอง

ด้วยเหตุนี้เจ้าหญิงแอชลี่ย์จึงมาขอเข้าเฝ้าองค์ราชาเพื่อมาส่งคำร้องขอด้วยนามของราชทูต

          แม้จะเหนื่อยหน่ายที่ต้องมาทำพิธีรีตองทั้งที่ที่นี่เป็นบ้านเกิดของนาง แต่ก็จำต้องทำตามตามธรรมเนียมของราชวงศ์ที่บัญญัติไว้ ว่าถ้าหากเชื้อพระวงศ์องค์ใดตบแต่งออกไป ก็กลายจะเป็นคนนอกราชวงศ์ทันที

ฝ่าบาทอยู่ที่ห้องทรงงานเพคะ

          นางพยักหน้ารับคำของนางกำนัลที่เข้ามากระซิบบอก ก่อนก้าวขาเข้าไปยังห้องทรงงานโดยไม่รอให้ใครทูลบอกให้ทราบว่าเจ้าหญิงแอชลี่ย์มาเข้าเฝ้า

ถวายพระพรเพคะ เสด็จพ่อ

          ทันทีที่ก้าวเข้าไปได้ เจ้าหญิงแอชลี่ย์ผู้เลอโฉมก็ค้อมกายให้แก่องค์ราชาด้วยท่วงท่าสง่างามเหมือนอย่างทุกครั้งครา ไม่แยแสต่อสายตาของบิดาที่มองตำหนิราวกับจะต่อว่า ที่นางผลีผลามเข้ามาโดยไม่รั้งรออยู่ที่ห้องโถงอย่างที่รับสั่งไป

         อาเธอร์ เลอ มองก์ตัน องค์ราชาแห่งจักรวรรดิจาม่อนผู้เคยมีแววตาอันอ่อนโยน กระทั่งสูญเสียโอรสและองค์ราชินีไป พระองค์ก็กลายเป็นคนเคร่งขรึมดุดันจนเหล่าข้าราชบริพารที่คอยรับใช้เป็นอันต้องเกรงกลัว แม้แต่เจ้าหญิงแอชลี่ย์ก็ไม่อาจเข้าหน้าพระบิดาติดได้

          ด้วยสาเหตุที่ใครก็ไม่อาจทราบ ว่าเหตุใดพระองค์ต้องทำทีเหมือนชิงชังธิดาที่เหลือเพียงองค์เดียวนักหนา ทั้งที่ควรจะทะนุถนอมนางเข้าไว้

ได้แต่นึกสงสัยแล้วสงสารเจ้าหญิงจับใจ ที่ต้องคอยเข้าหาพระบิดาด้วยรอยยิ้มอันงดงามอยู่ทุกครั้งครา

 “ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งค่ะ นักบุญแมรี่ ผู้กล้าราลาฟ

          เมื่อทักทายพระบิดาแล้ว เจ้าหญิงแอชลี่ย์ไม่ลืมที่จะทักทายแขกของพระบิดาด้วยการค้อมกายให้ ซึ่งทั้งสองก็ค้อมกายให้นางเช่นกัน

กระหม่อมก็ยินดีที่ได้พบเจ้าหญิง ชายหนุ่มขยับยิ้ม ค้อมกายให้นางด้วยท่วงท่าสง่างาม

         ราลาฟ แมคโคลเวอร์ ผู้กล้าแห่งจักรวรรดิจาม่อน บุตรชายคนเล็กของลอร์ดธันเดอร์แห่งตระกูลแมคโคลเวอร์ อดีตอัศวินกองหนึ่งที่คอยอารักขาองค์ราชา 

ด้วยรูปหน้าอันหล่อเหลาและท่าทีเป็นมิตรต่อทุกสิ่งอย่างบนโลก จึงไม่น่าแปลกใจหากใครต่อใครจะรักใคร่ผู้กล้าราลาฟ

แต่สำหรับเจ้าหญิงแอชลี่ย์ ชายผู้นี้ช่างดูราบเรียบจืดชืดจนไม่น่าเหลียวมองให้เสียเวล่ำเวลา

เพราะคนที่น่าสนอกสนใจยิ่งกว่า เป็นคนที่อยู่ข้างกายผู้กล้าราลาฟต่างหาก

หม่อมฉันก็ยินดีเช่นกันเพคะ หญิงสาวหัวเราะเสียงใส ค้อมกายให้นางด้วยท่วงท่าสง่างามเช่นกัน

         แมรี่ อาร์ดิโค นักบุญศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวรรดิจาม่อน บุตรีเพียงคนเดียวของหัวหน้ากองอัศวินเบอร์ริโต้ ทั้งยังถือครองพรสามประการที่ได้รับมาจากมหาเทพ

          ก่อนที่นางได้รับพรสามประการมาจากมหาเทพจนได้เป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์ ว่ากันว่านางสืบทอดความห้าวหาญมาจากบิดาอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งยังชำนิชำนาญในการรบ จนใครก็ไม่อาจต่อกรได้

          กระนั้นบิดาก็ไม่อาจยินยอมให้นางได้เข้าร่วมกองทัพเพื่อสู้รบปรบมือกับจอมมาร เพราะเกรงว่าบุตรีจะเป็นอันตราย จำต้องบังคับให้นางเรียนหลักสูตรของการเป็นกุลสตรีอยู่ทุกวี่ทุกวัน วันดีคืนดี นางกลับโดดเรียนไปวิ่งเล่นอยู่ในป่าเขา และได้พบเจอกับเหยี่ยวดำที่นอนหายใจรวยรินเพราะถูกธนูยิง

แม่รี่ไม่ลังเลที่จะช่วยเหลือมัน โดยไม่ทราบมาก่อนว่าเหยี่ยวดำเป็นสัตว์บริวารของมหาเทพ

          และเพื่อตอบแทนในจิตใจอันเปี่ยมเมตตาของนาง มหาเทพจึงประทานพรสามประการให้นาง ทั้งยังกำชับให้ใช้พรสามประการนี้ในทางที่ถูกที่ควร

ทว่าสิ่งที่ทำให้เจ้าหญิงแอชลี่ย์สนใจในตัวนักบุญแมรี่ หาใช่เรื่องนั้นไม่

แต่เป็นเรื่องที่นักบุญแมรี่ เคยสนิทชิดเชื้อกับนักบุญเนเดเรียต่างหากเล่า...

(ต่อ)

          “ก่อนอื่นต้องขอประทานอภัย ที่หม่อมฉันเข้ามาโดยพลการ เจ้าหญิงแอชลี่ย์แย้มยิ้มให้แก่พะบิดา แม้ท่าทีที่ได้รับกลับมาจะเป็นการเมินเฉย นางก็ยังคงกล่าวร่ายยาวต่อไป หม่อมฉันมีเรื่องต้องกราบทูลเสด็จพ่อให้ได้ทราบ แต่เรื่องนี้นักบุญแมรี่และผู้กล้าราลาฟก็ต้องทราบเช่นกัน

          หากเป็นเรื่องที่ราชาบิลเบิร์ขอให้อัศวินกองที่หนึ่งไปช่วยจับกุมนักบุญเนเดเรีย ใครต่อใครก็คงทราบกันหมดเพราะจดหมายเวียนมาถึงแล้ว ไม่จำเป็นที่เจ้าต้องมาด้วยตนเอง

          สุรเสียงที่องค์ราชาอาเธอร์ตรัสขึ้นมา แฝงไปด้วยความไม่พอพระทัย ทั้งยังพระเนตรที่สบมองเจ้าหญิงแอชลี่ย์ ทำให้ผู้กล้าราลาฟและนักบุญแมรี่ที่รับใช้ราชาอาเธอร์มานานนม ทราบในทันทีว่าควรย่างกรายออกไปก่อนจะดีกว่า

ทูลฝ่าบาท กระหม่อมและนักบุญแมรี่ ขอตัวก่อนพ่ะย่ะค่ะ

ทว่าไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ย่างกรายออกไป น้ำเสียงหวานล้ำที่เอื้อนเอ่ยขึ้นมา ก็ทำให้นักบุญแมรี่ชะงักฝีเท้าเอาไว้เสียก่อน

ดิฉันมีเรื่องอยากเสวนากับท่านนักบุญแมรี่ รบกวนรอดิฉันประเดี๋ยวเดียวนะคะ

          นางทราบดีว่าเรื่องที่เจ้าหญิงอยากเสวนาด้วย ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนัก กระนั้นนักบุญแมรี่ก็จำต้องพยักหน้ารับแล้วก้าวขาออกไปจากห้องทรงงานพร้อมกับผู้กล้าราลาฟ

เมื่อในห้องทรงงาน เหลือเพียงราชาอาเธอร์และตัวนางเอง...เจ้าหญิงแอชลี่ย์ผู้แย้มยิ้มอันงดงามก็ผ่อนสีหน้าลงเล็กน้อย

          ร่างบางทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้นวมอีกฟากฝั่งตรงหน้าเสด็จพ่อของนาง พลางสบมองดวงตาฝ้าฟางที่สั่นระริกยามได้อยู่กันเพียงลำพัง ด้วยแววตาที่คล้ายกับกริ้วโกรธในตัวนางเหลือเกิน

กระนั้นเจ้าหญิงแอชลี่ย์ก็ยังคงแสร้งมองไม่เห็น ยังคงยิ้มแย้มเจรจาเจื้อยแจ้วด้วยน้ำเสียงหวานล้ำของนาง

          หม่อมฉันทราบแล้วเพคะว่าจดหมายเวียนมาถึงจาม่อนแล้ว แต่หม่อมฉันอยากพบหน้าเสด็จพ่อ ไม่ว่าเปล่า นางเข้าไปกอบกุมฝ่ามืออันเหี่ยวย่นที่สั่นระริกคล้ายสะกดกลั้นโทสะ จึงหลุบตามองฝ่ามือนั้น พลันรอยยิ้มของนางก็เลือนหายไป เสด็จพ่อยังคงรังเกียจหม่อมฉันที่เป็นเพียงลูกนางสนมหรือเพคะ?”

พูดจาไร้สาระ!”

          ราชาอาเธอร์สะบัดพระหัตถ์ออกจากการเกาะกุม ก่อนผุดลุกขึ้นแล้วเดินไพล่หลังไปมองวิวทิวทัศน์ของจักรวรรดิจาม่อนตรงระเบียง หลบเลี่ยงสายตาจ้องมองของธิดา

ที่ไม่ใช่สายตาคู่เดิม ที่พระองค์คุ้นเคยแต่อย่างใด...

เป็นคำโกหกทั้งเพ ที่พระองค์กล่าวว่าไม่ได้รังเกียจนาง

เพราะเดิมทีแอชลี่ย์เป็นเพียงธิดาที่เกิดมาจากนางบำเรอ ซึ่งพระองค์ไม่เคยคิดยกยอให้มารดาของนางเป็นนางสนมแต่อย่างใด

ทว่าคำกล่าวของโหรหลวงที่เคยทำนายทายทักไว้ว่า

นางมีเสี้ยวดวงวิญญาณที่สว่างไสวมาแต่กำเนิด หากมีนางอยู่ข้างกาย จักรวรรดิจาม่อนก็คงจะรุ่งเรืองอย่างไม่ต้องสงสัย

          แต่ทว่า ดวงวิญญาณของตัวนางนั้นเปราะบางจนถูกฉุดรั้งให้ดำดิ่งได้ง่าย สิ่งที่จะทดแทนได้ก็คือการให้ความรักความเมตตาให้แก่นาง

          หากสว่างไสว ก็จะใช้การได้ดี...เพราะราชาอาเธอร์ตีความผิดไปจนหลงคิดเช่นนั้น พระองค์จึงต้องยกยอนางกับมารดาของนางให้มีตัวตนอยู่ในรั้ววังอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

          เจ้าหญิงแอชลี่ย์จึงเป็นธิดาองค์เล็กสุดในบรรดาพี่น้อง ทั้งยังเป็นคนที่มีรอยยิ้มอันอ่อนโยน ที่ใครได้มองต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเจ้าหญิงที่งดงามยิ่งกว่าธิดาองค์ใดของราชาอาเธอร์

ใช่แล้ว...ผู้คนต่างก็บอกกล่าวกันเช่นนั้น หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังรอยยิ้มของนางเก็บซ่อนความุกข์ตรมเอาไว้มากมายเพียงใด

          เพราะริษยาในคำสรรเสริญเหล่านั้น องค์ราชินีจึงคอยกลั่นแกล้งเจ้าหญิงแอชลี่ย์อยู่ร่ำไป ทว่ามารดาของนางก็คอบปกป้องนางไว้ ไม่น้ำตาของนางต้องมีมากไปกว่านี้

กระทั่งเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมารดาของเจ้าหญิงแอชลี่ย์พลัดตกลงมาจากระเบียงห้องบรรทมและสิ้นใจตายในทันที

เป็นแผนการกลั่นแกล้งขององค์ราชินีอย่างไม่ต้องสงสัย...

          นับแต่มารดาของเจ้าหญิงแอชลี่ย์จากไป รอยยิ้มบนใบหน้านางก็เหือดแห้ง นางเอาแต่เก็บตัวในห้องบรรทมของมารดาแล้วพึมพำคำที่คล้ายคำสาปแช่งไม่หยุดปาดจนข้าราชบริพารหวาดกลัว ไม่กล้าเข้าไปรับใช้แล้วทิ้งร้างให้เจ้าหญิงผู้เคยงดงามต้องร่ำไห้อยู่เพียงลำพัง

ไม่มีใครคิดเหลียวแลนางอีกต่อไป แม้แต่ราชาอาเธอร์ที่ทราบเรื่องนี้มาแต่แรกเริ่มก็ตามที

          ทั้งที่พระองค์รู้เห็นว่าธิดาคนเล็กถูกกลั่นแกล้งตั้งแต่เหยียบย่างเข้ามาในพระราชวัง ก็ไม่คิดเหลียวแลนางให้รำคาญใจ ทำเพียงปรายมองยามพบสบตากัน อย่างมากก็แค่เมตตา ให้ที่ซุกหัวนอนแก่นางและนางบำเรอผู้นั้นที่ได้ยกตัวเองเป็นสนม

ต่อให้โหรหลวงทักท้วงว่าควรให้ความเมตตาแก่เจ้าหญิงแอชลี่ย์มากกว่านี้ ราชาอาเธอร์ก็ไม่คิดฟัง

ข้าได้ความรุ่งเรืองมาจากชะตาของนางมากพอแล้วนางจะตายก็เรื่องของนาง

คำนั้นเป็นคำที่ราชาอาเธอร์ตรัสไว้กับโหรหลวง ในวันที่พระองค์สูญเสียทุกสิ่งไปโดยไม่คิดไม่ฝันมาก่อน

          เพียงก้าวขาออกมาจากท้องพระโรง เสียงฟ้าผ่าดังเลื่อนลั่นสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งพระราชวัง ทำให้พระองค์หันกลับไปเหลียวมองร่างของโหรหลวงถูกเผาไหม้กลายเป็นจุณด้วยความหวาดกลัว แต่แล้วเสียงกรีดร้องของข้าราชบริพารก็ทำให้ราชาอาเธอร์ละความสนใจ แล้วรีบรุดไปยังปราสาทขององค์ราชินีที่กำลังให้กำเนิดโอรสด้วยใจที่สั่นระริกเพราะความตื่นกลัวถึงที่สุด

ขอให้มหาเทพโปรดคุ้มครองลูกเมียข้าด้วย!

          ราชาอาเธอร์ไม่เคยเชื่อในมหาเทพหรือพระผู้เป็นเจ้าแม้แต่น้อย แต่คราวนี้พระองค์กลับยกมือภาวนาในระหว่างที่กำลังจะผลักบานประตูห้องโถงเข้าไป ทั้งกายสั่นระริกอย่างไม่อาจห้ามใดเมื่อสองหูได้ยินเสียงกรีดร้องร่ำไห้ข้าราชบริพารในห้องนั้น

          แต่แล้วพระองค์ก็เป็นฝ่ายกรีดร้องเสียเอง เมื่อได้เข้าไปพบเจอร่างของราชินีที่โอบอุ้มเจ้าชายตัวน้อยในอ้อมกอด ด้วยผิวกายที่กรุ่นกลิ่นไหม้ใกล้เป็นจุณ

อลิเอล!!!”

          พระองค์จดจำได้ดีว่าวันนั้นเปล่งเสียงด้วยสุรเสียงแหบแห้งเพียงใด แม้เอื้อมมือเข้าไปโอบร่างราชินีและโอรสที่สิ้นใจตายทั้งที่เพิ่งได้กำเนิด ก็ไม่อาจเอื้อมไปถึงเพราะไม่ทันไร เสียงฟ้าผ่าก็ดังขึ้นในอีกครั้ง...และอีกหลายๆครั้งตรงส่วนของปราสาทเจ้าหญิงและเจ้าชายองค์อื่นในพระราชวัง

          ราชาอาเธอร์นิ่งงันไปด้วยความตกใจและความหวาดกลัวที่เริ่มเกาะกินจนไม่เหลือมาดขององค์ราชาผู้สุขุมและอ่อนโยน รีบหันไปรับสั่งให้อัศวินเคียงกายเข้าไปลากตัวเจ้าหญิงแอชลี่ย์ออกมา แต่แล้วพระองค์ก็เป็นอันต้องตื่นตกใจอีกหนเมื่อข้าราชบริพารทุกผู้ทุกคนในวัง สลบไสลไม่ได้สติเสียอย่างนั้น

พลันพระองค์ก็หวนนึกถึงคำบอกย้ำของอดีตโหรหลวงที่เคยกล่าวไว้

         หากฝ่าบาทให้ความเมตตาแก่นางมากพอ นางจะกลายเป็นเทพีที่ปกป้องคุ้มครองฝ่าบาท แต่ถ้าฝ่าบาทไม่ให้ความเมตตาแก่นางหรือให้ไม่พอ นางจะกลายเป็นดั่งผู้ส่งสารแห่งความตาย...โปรดเชื่อคำของกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”

          ทั้งที่โหรหลวงย้ำเตือนไว้ให้ได้ทราบ แต่ราชาอาเธอร์ก็เลือกที่จะละเลยเจ้าหญิงแอชลี่ย์ ตั้งใจจะปล่อยให้ตรอมใจตายตามมารดาของนางไป เพื่อละทิ้งคำทำนายไว้เบื้องหลัง

หากพระองค์รับรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น พระองค์คงไม่ละเลยนางจนเกิดเรื่องเช่นนี้

ข้าต้องหยุดเจ้า มีแต่ข้าเท่านั้น

          ยามก้าวขาไปยังห้องบรรทมของเจ้าหญิงแอชลี่ย์ กายหนาก็สั่นระริกไปด้วยความหวาดกลัวท่ามกลางข้าราชบริพารที่หลับใหลคล้ายต้องมนตร์

แต่แล้วก็ทดแทนด้วยความกริ้วโกรธ เมื่อพระองค์ได้พบเจอกับเจ้าหญิงแอชลี่ย์ในห้องบรรทมที่นั่งหลับตาอยู่บนตั่งเตียง

ความปรารถนาที่สอง...สำเร็จ

น้ำเสียงแหลมเล็กเอื้อนเอ่ยแผ่วเบาราวเสียงกระซิบ

เจ้าหญิงแอชลี่ย์หัวเราะในลำคอแล้วปรือตามองร่างสูงใหญ่ที่ก้าวขามาหานางด้วยใบหน้าถมึงทึงและดาบที่กำไว้แน่นขนัด

เจ้าเป็นตัวอะไรกัน

เสด็จพ่อเพคะ...

ข้าถามว่าเจ้าเป็นตัวอะไร!”

          ราชาอาเธอร์ยังคงย้ำถามด้วยความกริ้วโกรธจนกำด้ามดาบไว้จนฝ่ามือแดงก่ำ จำต้องสะกดกลั้นความกลัวเอาไว้ ยามได้สบเข้ากับดวงตาดันดำมืดของธิดา

มืดมน สิ้นหวัง น่าหวาดกลัว...

          เจ้าหญิงแอชลี่ย์น่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจตนใดที่ราชาอาเธอร์เคยพบเจอมา จนไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสองขากำลังสั่นระริกเมื่อได้เผชิญหน้ากับนางในวัยเพียงแปดปี จำต้องกล้ำกลืนฝืนความกลัวระคนละอายใจเหลือเกิน ที่ปล่อยให้นางผุดลุกจากตั่งเตียงแล้วก้าวเท้าเข้ามาหา

ความปรารถนาของหม่อมฉันตั้งแต่เข้าวังมา คือการได้รับความรักความเมตตาจากเสด็จพ่อ

ใบหน้าอันไร้เดียงสาของนาง ช่างสวนทางกันกับดวงตาอันดำมืดและรอยยิ้มที่แสยะกว้าง

แต่ถ้าหม่อมฉันไม่ได้รับ ใครก็อย่าหวังว่าจะได้

          รอยยิ้มของเจ้าหญิงแอชลี่ย์ยังคงแสยะกว้างยามได้เห็นพระองค์มีท่าทีตกใจกลัว กระนั้นก็ยังเอื้อนเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ด้วยหวังว่าจะทำให้ความกริ้วโกรธที่แฝงอยู่ในแววตานั้นสงบนิ่งได้

เจ้าได้รับตามที่หวังแล้วลูกข้า ข้าจะมอบทุกสิ่งอย่างในจักรวรรดิให้เจ้า ขอเพียงเจ้า...

ขอเพียงอะไรหรือเพคะ

ขอเพียงเจ้ากลับมาเป็นเจ้าหญิงผู้อ่อนโยนและงดงามดังเดิม

อ่อนโยนและงดงาม?”

ใช่แล้ว...เช่นนั้นจงละทิ้งคำสาปส่งของเจ้าเสียเถิด

ราชาอาเธอร์ไม่คิดว่านางจะกลับมาเป็นดังเดิมด้วยคำตรัสนั้น และไม่คิดใช้วาจาของนางลั่นคำสาปส่งใส่ใครต่อใครอีก

          พระองค์จึงเบาพระทัยลงเมื่อข้าราชบริพารที่หลับใหลลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งยังลืมเลือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพระราชวัง ทราบเพียงว่าองค์ราชินีและเจ้าชายน้อยสิ้นพระชนม์เพราะถูกลอบวางยา ส่วนเจ้าหญิงเจ้าชายองค์อื่นก็ถูกสำเร็จโทษด้วยเรื่องที่ถูกสงสัยว่าสมคบคิดกันวางยา

ผู้ที่เก็บงำเรื่องราวในวันนั้นจนต้องฝันร้ายอยู่ทุกคืนวัน ก็คงมีแต่ราชาอาเธอร์ที่ต้องทนทุกข์มาหลายต่อหลายปี

ยิ่งได้ทอดพระเนตรมองดวงหน้าของธิดา ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความขลาดเขลาของพระองค์

มีอะไรหรือเพคะ

          เจ้าหญิงแอชลี่ย์เอ่ยถามเมื่อบิดาปรายมองนาง หากชิงชังหม่อมฉันนัก ทำไมต้องทำทีรักใคร่หม่อมฉันยามอยู่ต่อหน้าราชาบิลเลียตด้วยเล่า?”

          ราชาอาเธอร์เลือกที่จะเมินเฉยต่อคำถามของธิดา เพราะไม่อาจเก็บกักความชิงชังเอาไว้ในใจได้...กระนั้นก็ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยออกมาให้นางได้ทราบ จำต้องกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มอย่างเช่นทุกครั้งครา

เจ้าได้ครองคู่กับผู้กล้าเอริค ได้เป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวรรดิบิลเลียต...มีสิ่งใดที่จะปรารถนาอีกรึ ถึงได้กลับมายังจาม่อน?”

ได้ฟังคำถามของบิดา เจ้าหญิงแอชลี่ย์ก็ลอบหัวเราะในลำคอแล้วเอนกายกับนวมเก้าอี้

          หม่อมฉันในวัยสิบปีถูกลักพาไปกักขังที่หอคอยสูงชัน และหม่อมฉันก็ตกหลุมรักจอมมาร...ถึงแม้ว่าจะได้รับการปล่อยตัวออกมาให้ได้พบเจอเอริค แต่ก็ไม่อาจทำให้หม่อมฉันเลิกพร่ำเพ้อถึงจอมมารได้

          เพียงนึกถึงดวงตาแดงก่ำคู่นั้น ดวงหน้าของเจ้าหญิงแอชลี่ย์ก็แดงก่ำทันใด...แต่พอนึกถึงเจ้าของดวงตาสองสีที่ได้เคียงข้างดวงตาแดงก่ำที่นางหลงใหล พลันฝ่ามือทั้งสองของนางก็กำแน่นจนปลายเล็บจิกเข้าเนื้อ

          หม่อมฉันรักใคร่จอมมารด้วยใจจริง...กับผู้กล้าเอริค ก็เป็นเพียงสะพานที่จะนำพาหม่อมฉันให้ได้ครอบครองจักรวรรดิบิลเลียต นางรำพึงรำพันกับตัวนางเอง ก่อนหันไปแย้มยิ้มให้กับบิดา เพราะความปรารถนาก่อนหน้า หม่อมฉันจึงต้องลบล้างตัวตนของนักบุญเนเดเรียออกไป และได้แทนที่นางในฐานะนักบุญศักดิ์สิทธิ์

ความปรารถนานั้นก็สำเร็จแล้วไม่ใช่รึ?”

เพคะ สำเร็จแล้ว แต่หม่อมฉันยังมีความปรารถนาอีกมากมาย...อย่างเช่นการครอบครองจอมมาร

แต่นางก็ได้ครอบครองจอมมาร ก่อนที่เจ้าจะได้ริเริ่มแผนการใด

คำที่เอื้อนเอ่ยของพระบิดา ทำให้เจ้าหญิงแอชลี่ย์ชะงักนิ่งแล้วช้อนดวงตาอันดำมืดมองไปยังท้องฟ้าจ้าแสงผ่านช่องหน้าต่าง

ในเมื่อเสด็จพ่อทราบถึงความปรารถนาของหม่อมฉันแล้ว หม่อมฉันก็หวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือนะเพคะ

เจ้าหญิงแอชลี่ย์ยังคงแย้มยิ้มแม้น้ำเสียงนางจะแสดงถึงความขุ่นมัวในใจมากมายเพียงใด

          ก่อนจากลาก็ไม่ลืมที่จะค้อมกายให้ด้วยท่วงท่าสง่างาม กระนั้นกลีบปากนางก็ขยับเอ่ย ไร้เสียงให้ได้ยินแต่ก็บอกเป็นนัยได้ว่า หากไม่ทำตาม เสด็จพ่อคงทราบว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น

ราชาอาเธอร์มองตามร่างบางที่ก้าวเดินออกไปจากห้องทรงงานจนลับสายตาด้วยความหวาดหวั่นใจ

อยากจะเอ่ยบอกว่าความปรารถนาของนางที่มีมากเกินไป จะทำลายตัวนางเอง

          กระนั้นพระองค์ก็ไม่อาจบอกได้เพราะคิดว่าธิดาคงไม่อยากได้ยินนัก และเพื่อไม่ให้ความรุ่งเรืองของจักรวรรดิจาม่อนต้องเหือดหายไป พระองค์จึงต้องก่นด่าในความขลาดเขลาของตัวเองที่ทำให้นางต้องกลายเป็นเช่นนี้

          ในส่วนของเจ้าหญิงแอชลี่ย์ที่ก้าวเดินออกมาจากห้องทรงงาน นางก็เห็นนักบุญแมรี่ยืนรออยู่ที่กลางโถงพระราชวังด้วยรอยยิ้มอันมีเมตตาที่นางเห็นแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียนนัก

แต่ก็จำต้องขยับยิ้มแล้วเข้าไปจับมือถือแขนราวกับสนิทกันเหลือเกิน

รอข้านานหรือไม่?”

ไม่นานเพคะ หม่อมฉันไปเดินเล่นที่ศาลาริมน้ำมา แล้วก็พึ่งเดินกลับมารอเจ้าหญิงที่โถงเดินเพคะ

ถ้าอย่างนั้นไปที่ศาลาริมน้ำดีกว่าค่ะ ดิฉันมีเรื่องอยากเสวนากับท่านเยอะจนนับไม่หวาดไม่ไหว

          นางเหลือบมองทหารที่ยืนรักษาการอยู่รอบปราสาท ก่อนจับจูงนักบุญแมรี่ไปยังศาลาริมน้ำแล้วฉุดรั้งให้นั่งอีกฟากฝั่ง และเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาเมื่อลับสายตาทหารรักษาการในอาณาบริเวณ

ท่านนักบุญแมรี่เคยสนิทสนมกับนักบุญเนเดเรียด้วยหรือคะ?”

เอ่อ...หม่อมฉัน ก็-

          อย่ากังวลเลยค่ะ ดิฉันก็แค่ถามเท่านั้น เพราะได้ยินมาว่านักบุญเนเดเรียไม่ค่อยมีสหาย จึงแปลกใจเล็กน้อยที่ท่านเคยสนิทกับนาง

          เจ้าหญิงแอชลี่ย์ผู้มีศักดิ์เป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวรรดิบิลเลียต ยังคงเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานล้ำและแสดงท่าทีเป็นมิตร เป็นการกดดันให้นักบุญแมรี่ตอบคำถามของนางมาแต่โดยดี

เพคะ หม่อมฉันเคยสนิทกับนางเมื่อปีก่อน ในภารกิจฟื้นฟูผืนป่าที่ปีศาจกัดกินเพคะ

เป็นไปตามที่นางคาดเดาไว้ที่นักบุญแมรี่จะต้องเอ่ยตอบความสัตย์จริงแก่นาง

          เท่าที่ได้ยินมา ในครั้งที่นักบุญแมรี่เป็นเพียงท่านหญิงแมรี่ นางนั้นขึ้นชื่อในเรื่องความกล้าหาญจนเรียกได้ว่ามุทะลุ แน่นอนว่าอากัปกิริยาของนางก็คงแข็งกร้าวเช่นกัน

ทว่าเจ้าหญิงแอชลี่ย์เป็นถึงเจ้าหญิงที่เหลือเพียงองค์เดียวแห่งจักรวรรดิจาม่อน

ด้วยยศถาที่สูงกว่า ต่อให้แข็งกร้าวเพียงใดก็ไม่อาจเลี่ยงคำถามของนางได้

แล้วท่านนักบุญแมรี่มีพรประการใดบ้างหรือคะ?”

สามประการเพคะ...ประการที่หนึ่งลมหายใจแห่งพระผู้เป็นเจ้า ประการที่สองวารีพลัดพราก ประการที่สามอัคคีเวียนวน

ฟังดูแล้วคงเป็นพรสามประการที่งดงามมากเลยนะคะ

เพคะ

เจ้าหญิงแอชลี่ย์ขยับยิ้มด้วยท่าทีเป็นมิตร แม้อีกฝ่ายจะแสดงสีหน้าอึดอัดเกินทน แต่นางก็ไม่คิดสนใจ

          ยังคงไล่ถามถึงเรื่องราวต่างๆนานา เพราะต้องการทราบถึงการเป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนนับถือ กระทั่งไล่ถามจนพอใจ นางจึงเอ่ยบอกถ้อยคำสุดท้ายให้นักบุญแมรี่ให้ได้ทราบก่อขอตัวลาจาก

ดิฉันหวังว่าท่านนักบุญแมรี่จะเข้าร่วมแผนการจับกุมนักบุญเนเดเรียนะคะ

ถะ ถ้างั้น หม่อมฉันจะไปบอกผู้กล้าราลาฟ-

ดิฉันไม่ต้องการให้ผู้กล้าราลาฟเข้าร่วมแผนการค่ะ

แต่ว่า...

มีเพียงอัศวินกองที่สามของทางบิลเลียต อัศวินกองที่หนึ่งของทางจาม่อน ผู้กล้าเอริค และนักบุญแมรี่ก็เพียงพอแล้วค่ะ

 “ดิฉันเพิ่งได้รับพรประการที่หนึ่งมา ยังฝึกฝนได้ไม่คล่องนัก เกรงว่าไปแล้วจะเป็นภาระค่ะ

          ท่าทีสำรวมของนักบุญแมรี่กลับกลายเป็นท่าทีลนลานอย่างเห็นได้ชัด เมื่อได้ทราบว่าตนเองต้องเข้าร่วมแผนการ แต่ผู้ริเริ่มแผนการอย่างนางกลับไม่เข้าร่วมด้วย

          เมื่อมองดูท่าทีลนลานของนางนักบุญแมรี่จนพอใจ เจ้าหญิงแอชลี่ย์ก็ลาจากด้วยการก้าวขาจากไปด้วยรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันงดงามที่แสดงถึงความสุขที่เปี่ยมล้นออกมา

ที่นางกล่าวว่านางได้รับพรประการที่หนึ่งมา

นั่นเป็นคำโป้ปดเพื่อบีบบังคับให้นักบุญแมรี่เข้าร่วมแผนการ ซึ่งแท้จริงแล้วตัวนางยังไม่ได้รับพรใดแม้แต่ประการเดียว

และนางก็คงไม่ได้รับพรใดอีก เพราะพรนั้น นางมีติดตัวมาแต่กำเนิดอยู่แล้ว

พรประการที่หนึ่งและพรประการเดียวที่นางมา...ผู้ส่งสารแห่งคำสาปส่ง

 “ขอเพียงมีพรประการนี้ประการเดียว ข้าก็ไม่ต้องการพรอื่นใดอีก

          เมื่อตลบคิดถึงพรประการที่หนึ่งที่นางมี เจ้าหญิงแอชลี่ย์ก็เผลอไผลหัวเราะออกมา กระนั้นก็รีบหันไปแย้มยิ้มด้วยกิริยาอันงดงามยามข้าราชบริพารค้อมกายให้...หลบซ่อนความมาดร้ายในแววตาได้อย่างแยบยล

และในส่วนของนักบุญแมรี่ที่ถูกทอดทิ้งให้กระวนกระวายอยู่ที่ศาลาริมน้ำ

          นางกำลังกรีดร้องทึ้งหัวตัวนางเองอย่างหงุดหงิดใจ อยากจะตีปากตัวเองเหลือเกินที่สารภาพไปทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าโดนหลอกถาม

แต่ดูแล้วเจ้าหญิงแอชลี่ย์ก็ไม่ใช่สตรีที่โง่เขลา ถ้านางโป้ปดออกไป คงโดนจับได้เป็นแน่

พูดออกไปก็ดีแล้วตัวข้า...มิเช่นนั้น หัวหน้าอัศวินอย่างท่านพ่อคงเดือดร้อนเป็นแน่

          แม้นางพยายามจะเอ่ยปลอบใจตัวเอง แต่อีกใจของนางก็รู้สึกผิดต่อนักบุญเนเดเรียไม่น้อย

          ถึงอย่างไรนางก็ยังคงมองว่าเนเดเรียเป็นสหาย และนางก็ไม่อาจคิดคดทรยศสหายด้วยการเข้าร่วมแผนการจับกุมตามคำบอกแฝงคำข่มขู่ได้ กระนั้นตัวนางในตอนนี้ก็ไม่อาจต่อต้านเจ้าหญิงแอชลี่ย์ได้ เพราะเท่ากับต่อต้านจักรวรรดิ

          นางจึงทำได้ยกมือขึ้นมาภาวนาต่อมหาเทพ ดลใจสหายของนางไปจากป่าแดนเหนือให้ไกลแสนไกลจนใครก็ไม่อาจตามหาเจอ



_________________________________________________________________


ขอแก้ตรงส่วนที่นักบุญแมรี่เป็นคู่หมั้นกับผู้กล้าราลาฟนิดนึงนะคะ

เอาเป็นว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน 

เพราะเราเพิ่งหาคู่ให้แมรี่ได้5555


และนุ้งแอชคือบอสลับที่แท้ทรู 

ลั่นวาจาออกไป = คำสาปส่งสาปแช่ง

เอาเป็นว่าจะขยายเรื่องของนุ้งแอชทีหลัง

ก่อนอื่น ตอนหน้าวกกลับมาคู่หลักก่อนนน




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.419K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

619 ความคิดเห็น

  1. #610 น่าเศร้า (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2563 / 19:27

    ตอนแรกกะจะอ่านต่อเพราะสนุกดีแต่ตอนนี้ไม่ละ ตัวร้ายเก่งเกินไปเห็นรางๆว่าจะดราม่ากนัก

    #610
    0
  2. #302 ฺBedroom (@154356) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 17:38
    แอชน่ากลัวอ่ะ...
    #302
    0
  3. #253 JustAEcho (@JustAEcho) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 20:30
    คอนแรกมโนไว้ว่าแอชหัวสีทองไม่ก็น้ำตาล5555
    #253
    0
  4. #233 จาฟาร์13 (@sheljang) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2562 / 22:07
    นักบุนอย่าไปยอมแพ้เจ้าหญิงๆๆ ให้มันรู้ไปเลยว่าจอมมารของใคร
    #233
    0
  5. #231 trp1021 (@trp1021) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2562 / 17:40
    ปราสาทจอมมารไง
    #231
    0
  6. #230 VKK42 (@VARANTHITA) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2562 / 10:02
    พรแห่งคำสาป....ตัวร้ายที่แท้ทรู
    #230
    0
  7. #228 nyymmpph (@nnyymmpphh18) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 23:38
    เหมือนนังเจ้าหญิงเป็นไบโพล่าร์อ่ะค่ะ ซึ่งน่าจะจริง อ่านแล้วอินมาก อยากด่านักบุญแมรี่ว่าโง่แต่ก็รู้ว่าโกหกไม่ได้ ได้แต่สงสารเนเดเรียที่มารู้จักคนซื่อขนาดนี้ เห้อ55555
    #228
    0
  8. #226 sumaleedechtanu (@sumaleedechtanu) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 21:48
    ยังไงก็ไม่รู้สึกสงสานสักเท่าไรเพราะความโลภของนางเนี่ยแหละ
    #226
    0
  9. #225 tingtingg4213 (@tingtingg4213) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 21:22
    ถ้าแอชลี่ย์เป็นตัวเอกของเรื่องนี้เราว่ามันน่าจะสนุกดีนะ โดนหยามเหยียดแต่เด็กจนต้องกลายเป็นคนร้ายๆเพื่อป้องกันตัวเอง(แม้จะดูร้ายเกินเหตุไปนิดก็ตาม เนเดเรียยังไม่ได้ทำไรเธอเลยนะ)...น่าเสียดายที่เธอเป็นนางร้ายของเรื่องนี้อ่ะนะ 5555
    #225
    2
    • #225-1 maimetangka (@maimetangka) (จากตอนที่ 4)
      9 สิงหาคม 2562 / 18:00
      ถ้าเเอชลี่ย์เป็นตัวเอกจะเลิกอ่านทันทีค่ะ เสเเสร้งเกินไป

      เคยเจอนางเอกหลายเรื่องที่เสเเสร้งเเกล้งทำเก่ง เเต่ไม่เคยเห็นตัวร้ายที่น่าตบขนาดนี้มาก่อน ฉลาด เเต่เเรด ระริกระรี้หาผู้ชาย ซึ่งชั้นไม่ชอบชั้นอินไง5555
      #225-1
    • #225-2 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 4)
      9 สิงหาคม 2562 / 19:06

      ใจเย็นนนทุกคนน
      #225-2
  10. #224 ModenGrif (@ModenGrif) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 20:45
    จะน่าสงสารยังไงเเต่การทำลายชีวิตคนอื่นมันก็ไม่ได้ทำให้น่าสงสารอะน่าสมเพชมากกว่า ทั้งที่เจอความรู้สึกเเย่ๆมากับตัวเเท้ๆเเต่กับทำกับคนอื่นคนเเบบนี้ไม่น่าสงสารหลอกนะ
    #224
    0
  11. #223 Call me 'Michy' (@namine-38) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 20:42
    เจ้าหญิงน่ากลัวหนักมาก...
    #223
    0
  12. #221 trp1021 (@trp1021) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2562 / 22:11
    ....ฝังใจอะไรขนาดนั้นนน
    #221
    0
  13. #219 pinewillow (@pinewillow) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2562 / 19:43
    จิตใจแบบนี้คงไม่ได้พรหรอก เราว่า
    #219
    0
  14. #217 Funikami Hane (@123456789011) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 22:46
    สนุกมากค่ะ ติดตามมมม
    #217
    0
  15. #216 Mon00038 (@Mon00038) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 20:50
    นางเหมือนหมาบ้าที่ชอบวิ่งไปกัดคนอื่นเค้าไปทั่ว
    #216
    1
    • #216-1 FAR41306 (@FAR41306) (จากตอนที่ 4)
      3 สิงหาคม 2562 / 13:55
      555ลั่นเลยค่ะ
      #216-1
  16. #215 Diamond-18 (@Diamond-18) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 20:03
    ยัยวายร้าย จิตใจมืดมนจริงๆ
    #215
    0
  17. #214 Meemiza (@NichaPes) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 18:54
    ยัยแอชลี่ย์~ ยัยนังมารร้ายแกกล้าไปหาเรื่องเนเดลของจอมมารงั้นหรออ!?
    #214
    0
  18. #213 Call me 'Michy' (@namine-38) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 18:51
    เอ็นดูคู่เบลกับลีเวียมากอ่าาา คนนึงก็ยืนยันว่ารัก อีกคนก็กลัวว่าเขาจะตายเพราะเขามาปกป้อง แง้
    #213
    0
  19. #212 จาฟาร์13 (@sheljang) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 05:25
    ขอให้คืนดีกันไวๆๆ
    #212
    0
  20. #208 enthalia (@enthalia) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 22:01
    สนุกมากกกกกก
    #208
    0
  21. #207 Aconite_ (@Rookie_King) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 20:20
    เชียร์คู่นี้อยู่นะ เบลกับลิเวียน่าเอ็นดูมาก ปรับความเข้าใจแล้วมาคืนดีกันนะคะ
    #207
    0
  22. #203 fadedsem (@fadedsem) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 09:27

    รอๆๆชอบๆๆค่ะเชียร์สุดใจมีลูกไวๆนะ
    #203
    0
  23. #202 Meemiza (@NichaPes) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 06:54
    ขอให้เบลกับลิเวียคืนดีกันเร็วๆนะ
    #202
    0
  24. #200 Call me 'Michy' (@namine-38) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 / 22:22
    เชียร์คู่เบลกับลิเวียจนใจเต้นนน กลับมารักกันเถอะน้าาา
    #200
    0
  25. #199 ku_ro (@ku_ro) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 / 20:54
    เลิกเป็นเเฟนเพื่อมาเเต่งงานใชาไหมมเบลลเซบับบบ
    #199
    0
  26. #117 Vimohoungheung (@Vimohoungheung) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 / 14:37
    รอนะคะ
    #117
    1
    • #117-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 4)
      25 กรกฎาคม 2562 / 18:23
      รีไรท์เรียบร้อยแล้ว พน.จะกลับมาอัพปกตินะคะ ขอบคุณค่า
      #117-1
  27. #116 Lisanarak (@alisa18122531) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 / 13:10

    สนุกดีค่ะ รอติดตามค่ะ ชอบๆ ค่ะ รีบๆ เขียนมาให้อ่านนะค่ะ ไรท์

    #116
    1
    • #116-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 4)
      25 กรกฎาคม 2562 / 18:23
      รีไรท์เรียบร้อยแล้ว พน.จะกลับมาอัพปกตินะคะ ขอบคุณค่า
      #116-1
  28. #114 molobee_kk (@mobeekk) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 / 11:44
    รอน้าาา
    #114
    1
  29. #113 มิโนฮาระ (@nakgamthong28) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 / 11:36
    ค่ะ สู้ๆนะคะ
    #113
    2
  30. #112 fadedsem (@fadedsem) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 / 11:31

    สนุกมากค่ะรออ่านทุกวันเลยชอบๆๆสู้ต่อไปค่ะ
    #112
    1