เมื่อนักบุญศักดิ์สิทธิ์อยากเป็นภรรยาจอมมาร - When a Divine Priest wants to be a Demon Wife

ตอนที่ 11 : บทที่ 10 - เจ้าชายอาร์ธีอัส |100%|+ทักทายกันซักนิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,660
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 428 ครั้ง
    28 พ.ย. 63


 


 


 

10

เจ้าชายอาร์ธีอัส

 

 

         ย่านตลาดกลางชานเมืองจักรวรรดิจาม่อนกำลังกระซิบกระซาบกันปากต่อปากถึงจดหมายลึกลับจากพันธมิตรทางฟากฝั่งปีศาจของเจ้าหญิงแอชลี่ย์ ที่กล่าวเอาไว้ว่าจอมมารราฟาเอลและอดีตนักบุญเนเดเรียกำลังมีทายาทด้วยกันจากคำทำนายที่มีถึงเจ็ดตน

          ต่างก็พากันอกสั่นขวัญแขวนแล้วพูดกันไปต่างๆนานาว่าเบื้องบนควรหาหนทางปลิดชีพทายาทของจอมมารก่อนจะได้ลืมตาดูโลก ด้วยความเกรงกลัวตามคำทำนายที่ได้ยินมาว่าหากจอมมารมีทายาททั้งเจ็ดตนเข้าร่วมรบในสงครามครานี้ ทางฟากฝั่งปีศาจจะเป็นฝ่ายกรำชัย

หลงลืมผิดชอบชั่วดีไปว่าแต่ละถ้อยคำที่พูดออกมา แสดงถึงก้นบึ้งจิตใจอันมืดมนเสียยิ่งกว่าปีศาจตนใด

นี่หรือคือถ้อยคำที่ควรเอ่ยถึงเด็กน้อยที่ยังไม่รู้ประสา...

          นัยน์เนตรคู่คมภายใต้ผ้าคลุมศีรษะบดบังรูปโฉมครุ่นคิดขณะย่ำเท้าแทรกผ่านฝูงชน พยายามเหลือเกินที่จะไม่ทำตัวเป็นจุดสนใจ แต่ด้วยดาบเล่มใหญ่และตำราเวทมนตร์ที่สะพายหลัง ทำให้ผู้คนเหลียวมองกันเป็นแทบแถว

กระนั้นก็ไม่มีใครกล้าพอจะเอ่ยเรียก เพราะเข้าใจว่าเจ้าตัวคงไปทำภารกิจ มิเช่นนั้นคงไม่แต่งตัวมิดชิดเสียขนาดนั้น

          ชายหนุ่มจึงเดินทางออกจากจักรวรรดิไปได้อย่างง่ายดาย ตระเตรียมตัวไปยังอาณาจักรเซนเดรียตามที่วาดหวังไว้โดยมิให้ใครล่วงรู้


 

 


 


 

 

ครรภ์ขององค์ราชินีนูนกลมขึ้นทุกวัน ผิวกายของพระองค์ก็ซีดเซียวจนเห็นเส้นเลือดแตกระแหงในกาย...

          เหล่าข้ารับใช้เห็นเช่นนั้นจึงคอยเฝ้าปรนนิบัติทั้งช่วงรุ่งสางและย่ำค่ำด้วยเห็นว่าองค์ราชายังคงติดราชกิจราชการ ไม่อาจมาเฝ้าดูองค์ราชินีได้ แม้แต่ขุนพลทั้งห้าก็ถูกเรียกตัวไปสะสางหน้าที่ของตนที่คั่งค้าง คงมีเพียงคริสโตเฟอร์คอยแวะเวียนมาดูบ้าง ทว่าก็ถูกพระองค์ไล่ตะเพิดสุรเสียงดังลั่นปราสาท ที่บัดนี้กำลังจะกลายเป็นพระราชวังหลังใหญ่โต

“คนท้องอารมณ์แปรปรวนเสียจริง ข้าคงไม่อาจรับมือไหว แต่ถ้ามีเรื่องอันใดก็เรียกหาข้าได้”

ปีศาจหนุ่มจำต้องถอยกลับไปตั้งหลัก พร้อมทั้งสั่งกำชับข้ารับใช้ให้คอยเฝ้าดูไว้

          ขณะนั้นเอง ภายในห้องบรรทมที่เต็มไปด้วยดอกไม้บานสะพรั่งแต่บัดนี้มันเหี่ยวเฉาลงด้วยลมหายใจของลูกน้อยเสี้ยวปีศาจในกาย...สายเลือดของจอมมารที่มีปะปนน้อยนิด ลืมตาตื่นขึ้นมาเสียแล้ว

“อาร์ธีอัส เจ้าหิวหรือไม่?”

          เนเดเรียเอนตัวลงกับหมอนอิงใบใหญ่บนตั่งเตียง มือหนึ่งลูบหน้าท้องพลางกระซิบบอกลูกน้อยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ อีกมือก็หยิบฉวยจานของหวานมาละเลียดกิน แต่แล้วลูกน้อยก็ร้องท้วงขึ้นมาทันใด

ท่านแม่อย่ากินของหวานเลย ถึงลูกจะชื่นชอบ แต่ท่านแม่ก็ควรกินของคาวบ้าง

          ดูเหมือนเจ้าลูกคนนี้จะชอบของหวานมาก แต่พอล่วงรู้ว่านางเป็นลมล้มพับเพราะไม่มีเรี่ยวแรงจึงวอนขอให้นางทานของคาวจะได้มีเรี่ยวแรง

          “ก็ได้ แม่เห็นแก่ที่เจ้าร้องขอ” นางหยิบชิ้นเนื้อกวางมาเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย ทั้งที่ก่อนหน้านี้กินได้แต่ของหวานราวกับปลายลิ้นไม่รับรสอื่นใดนอกจากความหวานเลี่ยน

          ความหวานจากเนื้อฉ่ำเยิ้มที่ห่างหายจากการรับรสไปนานทำให้เนเดเรียสวาปามชิ้นเนื้อไปหลายต่อหลายจานจนเหล่าข้ารับใช้นำมาถวายให้ไม่ทัน และพอไม่ได้ดั่งใจจู่ๆนางก็หงุดหงิดขึ้นมาตามประสาคนท้อง แต่พอกินจนอิ่มหนำสำราญ ความหงุดหงิดที่ก่อตัวขึ้นมาก็จางหายไป ดวงหน้างดงามบูดบึ้งยิ้มกริ่มในทันใด

นางเอนตัวลงกับตั่งเตียงอีกหน หมายจะกล่อมลูกน้อยให้หลับใหลด้วยนิทานก่อนนอนที่นางจดจำได้จากหอสมุดที่อ่านมา

ท่านแม่ข้าอยากกินของหวาน...

ไม่ทันไรเจ้าตัวน้อยก็ร่ำร้องอยากกินของหวานอีกแล้ว ทั้งที่เมื่อครู่ยังเว้าวอนให้นางกินของคาวแท้ๆ

(ต่อ)

          แม้อยากตามใจเหมือนที่ผ่านๆมา แต่เนเดเรียจำต้องสอนสั่งไม่ให้โตมาเป็นเด็กเอาแต่ใจด้วยการปรามว่าประเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยกิน พลางล้มตัวลงนอนโดยจัดแจงหมอนอิงหนานุ่มไว้กกกอด

          ราตรีนี้ยังคงยาวนานและหนาวเหน็บยามคนที่เคยนอนตระกองกอดกันไม่อยู่ข้างกาย กระนั้นนัยน์เนตรสองสีก็ต้องปรือปิดลงแล้วย่างเข้าสู่ห้วงนิทราเพื่อให้ความหนาวเหน็บหงอยเหงานั้นจางหายไป นางหวังเพียงว่าเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา คนข้างกายที่ถวิลหาจะมามอบอ้อมกอดอันอบอุ่นให้กับนางอีกหน

          ทว่าเข้าสู่ห้วงนิทราได้ประเดี๋ยวเดียว ปลายเท้าเปลือยที่โผล่พ้นผืนผ้าห่มก็รู้สึกคล้ายถูกมือกร้านของใครบางคนนวดคลึง และสัมผัสผะแผ่วแสนจะคุ้นเคยนั้นก็ทำให้นางต้องปรือตาขึ้นมอง

“นอนต่อไปเถิด ข้าเห็นเท้าเจ้าบวมเลยอยากนวดให้เท่านั้น”

          แม้เชิงเทียนจะเป่าดับไปจนมองเห็นเพียงความมืดมิดรอบกาย กระนั้นแสงสว่างจากดวงจันทร์ที่เล็ดรอดเข้ามาก็สว่างไสวพอที่จะทำให้นางเห็นดวงหน้าคมคร้ามของจอมมารราฟาเอลที่ดูเหนื่อยล้ากับงานราชกิจราชการ นางจึงค่อยๆหยัดตัวลุกขึ้นด้วยสองมือคู่นั้นที่นางเฝ้าคิดถึงเข้ามาประคองกอดไว้

          ครั้นลุกขึ้นมาเหยียดตัวนั่งได้ถนัด อดีตนักบุญเนเดเรียก็เข้าไปไล้ปลายนิ้วเกลี่ยปลายคางหนาที่เคยเกลี้ยงเกลา ทว่าบัดนี้ตอหนวดสากมือกลับขึ้นมาเต็มไปหมด ดวงตาสีแดงฉานดั่งโลหิตที่นางหลงใหลคู่นั้นก็ช้ำชอก ริมฝีปากหยักลึกแห้งลอกถลอกไปหมด แม้แต่เรือนผมสีขาวพิสุทธิ์ก็ยุ่งเหยิง

“ราวเจ็ดวันที่ท่านหายหน้าไป โทรมขนาดนี้เลยหรือคะ?” นางแย้มยิ้มทอดสายตามองมือของนางที่ถูกจับประคองไว้แนบแน่น

          “ข้าสั่งการให้ออร์คพวกนั้นสร้างเส้นทางเดินทางจากเมืองแอนเนลมายังอาณาจักรเซนเดรีย...ยากเหลือเกินกว่าพวกมันจะฟังคำข้ารู้เรื่อง” เปลือกตาบางปรือปิดยามได้สัมผัสผิวกายนุ่มมือและกลิ่นหอมจากกายนาง กระนั้นก็ไม่อาจสวมกอดนางได้อย่างสะดวกใจ แม้เนื้อตัวตนไม่ได้สกปรกเพราะชะล้างมาบ้างแล้ว แต่เกรงว่านางจะอึดอัดเอา

          เมืองแอนเนลตกอยู่ในการปกครองของจอมมารราฟาเอลแล้ว แม้ใครจะบอกว่าดียิ่ง แต่กับจอมมารที่ต้องจัดการเมืองนั้นให้เข้าที่เข้าทางก็ถือเป็นงานที่หนักหนาสาหัสเพราะเส้นทางของอาณาจักรเซนเดรียและเมืองแอนเนลห่างไกลกันมาก ไหนจะเตรียมการสร้างเมืองเล็กๆอีกหนึ่งเมือง ด้วยวาดหวังไว้ว่าจะมอบเมืองแอนเนลให้บุตรคนแรกได้ปกครอง อีกเมืองที่หมายจะสร้างขึ้นมานั้นก็ส่งมอบให้กับบุตรคนที่สอง และลำดับถัดๆไปตามหัวเมืองอีกห้าแห่งในอนาคต

          เพราะราฟาเอลเติบโตขึ้นมาท่ามกลางไฟสงครามที่กำลังโหมกระหน่ำ ความทรงจำที่ควรสดใสครั้งเยาว์วัยจึงถูกพลัดพรากไป ตัวเขาในตอนนั้นมีเพียงความทะเยอะทะยานที่อยากจะรับช่วงตำแหน่งจอมมารต่อจากบิดา สิ่งที่เรียกว่าครอบครัวจึงถูกมองข้ามไปพร้อมกับหยาดน้ำตาแห่งความเปล่าเปลี่ยวของมารดา

          แต่แล้วเมื่อมีเนเดเรียก้าวขามาเป็นส่วนหนึ่งในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ คำว่าครอบครัวที่ตนเคยปรามาสว่าไร้สาระจึงหวนกลับเข้ามาในห้วงความคิดที่ว่าอยากจะมีครอบครัวที่เพียบพร้อม...ครอบครัวที่พ่อแม่และลูกได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข แม้คำทำนายยังคงชี้ชัดถึงโชคชะตาของสงครามที่ไม่อาจเลี่ยงได้ แต่ขอเพียงให้ลูกๆได้ชีวิตในวัยเยาว์ให้คุ้มค่าก่อนได้เติบใหญ่ในภายภาคหน้า จอมมารฟาเอลก็หมดกังวล

เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง...แล้วไฉนภรรยาคนงามถึงได้หน้านิ่วคิ้วขมวดเช่นนั้นเล่า?

“เรื่องของคริสโตเฟอร์ ท่านคงหน่ายใจจะบอกเล่าให้ข้าฟัง เลยส่งเขามาชี้แจงให้ฟังแทนหรือคะ?”

          นั่นก็ใช่ เพราะเจ้าเป็นคนที่เข้าใจอะไรยากเหลือเกิน ยิ่งช่วงนี้เจ้าอารมณ์แปรปรวน เกรงว่าเพียงปริปากเอ่ยถึงปราสาทส่วนในข้าจะโดนเจ้าทุบตีเอาได้

          “เพราะเข้ามัวยุ่งวุ่นวายกับเมืองแอนเนลต่างหากเล่า ข้าจึงต้องบอกให้เจ้าเข้าใจด้วยการให้คริสโตเฟอร์เสวนากับเจ้าโดยตรง” ใจคิดอีกอย่างแต่ปากพูดอีกอย่าง จอมมารได้แต่ขยับยิ้มแล้วพรมจุมพิตลงบนหน้าผากมน แต่แล้วก็ถูกนางปัดมือผลักไสกัน

          “หากเป็นอย่างคำท่านว่า อย่างน้อยเรื่องกำหนดสายเลือดของลูก ท่านที่เป็นสามีก็ควรบอกข้าด้วยตัวเองไม่ใช่หรือคะ ไม่ใช่ให้ใครอื่นมาบอกให้ข้าฟัง!” ครุ่นคิดถึงเรื่องที่เสวนากับคริสโตเฟอร์เมื่อหลายวันก่อนนางก็เกิดโมโหขึ้นมา เงื้อมือคว้าเอาแจกันข้างหัวเตียงขึ้นมาคล้ายจะฟาดใส่สามีงี่เง่าไม่รู้ประสา

“ใจเย็นก่อนเมียข้า เรื่องนั้นข้าหลงลืมจริงๆ”

          จอมมารคว้าจับมือน้อยที่ตระเตรียมจะฟาดแจกันใส่หัวกัน หารู้ไม่ว่านั่นเป็นกลลวงของภรรยาคนงาม กว่าจะล่วงรู้ตัวก็ถูกนางอ้าปากขบกัดลงบนหลังมืออย่างแรงจนเลือดสีข้นไหลซึม

          ความเจ็บปวดจากบาดแผลนั้นมีเพียงเล็กน้อย คราแรกก็ไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดนางต้องดื่มเลือดที่ไหลเปรอะ แต่เมื่อตลบคิดถึงเรื่องกำหนดสายเลือดของทายาทก็เข้าใจในทันที ว่าแท้จริงนางต้องการเลือดของตนเพื่อเติมเต็มขุมพลังให้กับลูกในท้อง

“เป็นเพราะข้าโง่เขลาเอง หากโกรธเคืองข้าก็ด่าทอทุบตีข้าเถิด แต่เจ้าอย่าร้องไห้ได้หรือไม่?”

          ปลายนิ้วกร้านเกลี่ยหยาดน้ำตาเม็ดงามที่พรั่งพรูจากดวงตาสองสี นางร่ำไห้ทั้งที่ยังคงกัดหลังมือของเขาจนซี่ฟันจมหายไปกับผิวเนื้อ เมื่อผละออกมาก็มิได้ทุบตีแต่ตัดพ้อกัน “คริสโตเฟอร์บอกว่าถึงอย่างไรสายเลือดของปีศาจเช่นท่านก็ทำให้ลูกอยู่รอดได้มากกว่าสายเลือดเทพีของข้า เช่นนั้นข้าจำต้องดื่มเลือดท่านหลังตั้งท้องได้สามวัน ตะ แต่ แต่นี่ผ่านมาค่อนเดือนแล้ว ข้าดื่มตอนนี้จะไปมีความหมายอะไร...ฮึก เพราะท่าน เพราะท่านคนเดียว!”

          ยามนางโศกเศร้าร่ำไห้น้ำตาหลั่งรินก็ยังคงงดงาม แม้ชื่นชอบที่จะเห็นหยาดน้ำตาของนางแต่ครานี้ก็อดไม่ได้ที่จอมมารจะต่อว่าตัวเองที่โง่เง่านัก ปากบอกรักบอกมอบหัวใจให้นางแต่ก็ยังทำให้ภรรยาต้องร้องห่มร้องไห้ด้วยเรื่องที่ไม่ควรหลงลืมเป็นที่สุด...เช่นนี้แล้ว ตัวเขาเองก็คงไม่ได้ต่างจากบิดาที่ละเลยมารดาไป แม้ห้วงลมหายใจสุดท้ายจะห่วงหาแต่ก็ไร้ซึ่งความหมาย

ตอนมีชีวิตอยู่ไม่เคยจะใยดี ตอนตายไปจะมาเป็นห่วงเป็นใยทำไมกัน?

          “ท่านแม่เคยพร่ำบอกเรื่องนี้กับข้าเมื่อนานมาแล้ว แต่เป็นข้าเองที่ไม่ใส่ใจ” เพราะไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เจอเจ้า “ข้าทำหน้าที่สามีและพ่อของลูกได้ไม่ดีนัก โปรดอภัยให้ข้าด้วย”

          ไม่ว่าเปล่า เข้าไปสวมกอดนางไว้ด้วยอ้อมแขนที่นางเคยเฝ้าบอกว่าอบอุ่นนัก หวังว่านางจะให้อภัยกันจึงประคองร่างนางให้นั่งลงบนตัก สองมือก็นวดคลึงข้อเท้าบวมเป่งไม่ห่างหาย

          อันที่จริงเนเดเรียหายโกรธเคืองบ้างแล้วเมื่อได้ยินเสียงกระซิบบอกของลูกน้อยในท้องที่คอยเอ่ยปลอบปละโลมกัน แล้วยังปกป้องบิดางี่เง่าของตนอีกต่างหาก ทว่าตัวนางก็ยังไม่สาแก่ใจ แสร้งเค้นน้ำตาออกมานองหน้า บ่นปวดหลังบ้าง ปวดไหล่บ้างให้ราฟาเอลคอยนวดคลึงให้

          “คือ ข้าเมื่อยแล้ว...” ไม่ทันไรก็ร่ำร้องว่าเมื่อยพลางช้อนตามองด้วยสายตาออดอ้อน นางเห็นแล้วก็ไม่เอะใจเลยว่าอาร์ธีอัสเอานิสัยช่างออดช่างอ้อนมาจากใคร “ข้าอยากนอนกอดเมียข้าให้หายคิดถึง”

หากมีหูมีหางให้เห็นเกรงว่าคงลู่ตก ท้ายที่สุดนักบุญเช่นนางจึงพ่ายแพ้ให้กับลูกอ้อนของจอมมาร

          ราตรีนี้ที่คิดว่านางต้องหลับใหลเพียงลำพัง กลับมีสามีมาให้นอนตระกองกอดกันไปจนถึงรุ่งเช้า และนางก็สุขใจนักที่ลูกน้อยในท้องผล็อยหลับอ้าปากกรนไปพร้อมกันกับคนข้างกาย อดคิดไม่ได้ว่าสมแล้วที่เป็นพ่อลูก

          กระทั่งก่อนย่ำรุ่งเนเดเรียก็ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความหิวโหย จึงแอบเร้นกายหายไปในโรงครัวเพื่อหาของหวานกินตามที่รับปากกับลูกน้อยไว้  เมื่ออิ่มท้องแล้วก็ย่องกลับมาที่ห้อง หมายจะปีนตั่งเตียงขึ้นไปหลับตานอนอีกหน

          ทว่าลูกน้อยก็ร่ำร้องอยากไปเคารพสุสานบรรพบุรุษ ความง่วงงุนของนางจึงแทบสร่างหายเมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังไม่เคยไปเคารพนับแต่ย้ายถิ่นฐานมายังแดนปีศาจเลยซักหน

          สองแม่ลูกจึงลอบวางแผนหลบหนีจากพ่อที่ยังนอนหลับไม่ลืมหูลืมตา ด้วยการย่องไปหานักบุญแมรี่ที่พำนักปราสาทอีกหลังหนึ่ง ก่อนวอนขอให้นางไปทางป่าทิศตะวันออกเพื่อไปยังสุสานบรรพบุรุษด้วยกัน

          มีหรือจะทัดทานได้ อดีตนักบุญแห่งจักรวรรดิจาม่อนจึงจัดเตรียมข้าวของแต่พอดีแล้วติดตามองค์ราชินีออกไปจากประตูพระราชวัง โดยไม่ลืมที่จะย้ำบอกข้ารับใช้ว่าประเดี๋ยวตะวันตรงหัวจะรีบพาพระองค์กลับมา

องค์ราชาอนุญาตแล้วหรือ…?

          เหล่าข้ารับใช้เสมองหน้ากันด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย เพราะเมื่อเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของทั้งสองก็เกิดเกรงกลัวขึ้นมาว่าถ้าหากองค์ราชาตื่นบรรทม พระองค์จะต้องกริ้วโกรธที่องค์ราชินีหายไปเป็นแน่

“เนเดล!!!”

และก็เป็นอย่างที่คาดเดากันไว้ เมื่อรุ่งเช้าดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า ดูแล้วคงมีนิมิตหมายที่ดี

          หากแต่สุรเสียงของพระองค์กลับดังก้องจนทั่วทั้งอาณาจักรเซนเดรียสั่นไหว ครั้นเอ่ยถามกันปากต่อปากว่าเกิดเรื่องอันใดก็ได้ความหมายว่า..องค์ราชินีหลบหนีไปยังสุสานบรรพบุรุษทางป่าตะวันออกกับนางอดีตนักบุญผู้นั้น แล้วยังมีการทิ้งแผ่นกระดาษเปรอะน้ำหมึกเขียนไว้ลวกๆว่าหากตามมาจะไม่คุยด้วยอีกสองเดือน พร้อมทั้งประทับตราอาณาจักรเซนเดรียทิ้งท้ายไว้ ราวกับกระดาษแผ่นนั้นเป็นราชโองการที่ห้ามขัดข้อง

เป็นแผนการของแม่หรือลูกกัน?...ช่างอาจหาญยิ่งนัก

อยากจะเอ่ยเช่นนั้น หากไม่เกรงกลัวสายตาขึงขวางขององค์ราชาเสียก่อน

“หากตะวันตรงหัวแล้วนางยังไม่กลับมา จะเป็นหัวของพวกเจ้าที่หลุดจากบ่า”

          ผู้รับเคราะห์ในครานี้เป็นขุนพลปีศาจทั้งห้าที่กลับมาจากเมืองแอนเนลหลังจากไปสะสางงานที่คั่งค้างของตน เพียงก้าวแรกเหยียบย่างที่เข้ามายังอาณาจักรเซนเดรียก็โดนองค์ราชาหมายหัวด้วยเรื่องที่ตนไม่รู้เรื่องรู้ราว จึงได้แต่เลิ่กลั่กมองหน้ากันว่าตนทำเรื่องอันใดผิดไป

          กระทั่งรู้เรื่องรู้ราวจากเสียงกระซิบกระซาบละแวกนั้น ถึงกับยกมือกุมขมับกรีดร้องในใจว่าเหตุใดองค์ราชินี...ไม่สิ หรือเจ้าชายอาร์ธีอัสกัน ที่หาเรื่องมาให้ปากคอสั่นได้ไม่เว้นวัน!

 

 


 

         อาณาจักรเซนเดรียรายล้อมไปด้วยเขตป่าแห้งแล้ง ทว่าบัดนี้ต้นไม้หยั่งรากที่เคยยืนต้นแห้งตายกลับหวนกลับมามีชีวิตอีกครา แล้วยังแตกใบผลิดอกออกผลเขียวชอุ่ม ป่าที่เคยถูกเรียกขานว่า ‘ป่ามายา’ จึงแลดูงดงามไม่สมกับคำเล่าที่ว่าป่าแห่งนี้น่ากลัวเพราะเปรียบดั่งภาพมายาล่อลวงผู้คน

“หม่อมฉันมาเดินป่ากับท่านแมมมอนในคราวที่ออกลาดตะเวนด้วยกัน ไม่คิดว่าป่าตรงนี้จะเป็นป่ามายาที่เคยได้ยินมา”

          เป็นแมรี่ที่คอยประคองเนเดเรียยามก้าวขาเหยียบย่ำใบไม้ที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ทว่าเดินประคองมาด้วยกันได้ไม่ทันไรก็ถูกปล่อยให้เดินตามหลัง เพราะสหายเก่าเอ่ยปากบ่นว่าอึดอัดนักที่คนรอบข้างประคบประหงมนางยิ่งกว่าลูกนกในรัง นางเพียงตั้งท้องมิได้ไร้เรี่ยวไร้แรงจะเดินด้วยตัวเองเสียหน่อย

          นักบุญแมรี่จึงได้แต่เดินเหงื่อตกทั้งที่อากาศในป่าเขาค่อนข้างเย็นสบาย คงเป็นเพราะสายตาเอาแต่จรดมองคนข้างหน้าที่ก้าวขาเดินอย่างคล่องแคล่วทั้งที่ท้องโตปานนั้น ครั้นคิดเอ่ยปรามให้เดินระวังก็กลับกลายเป็นนางเองที่ถูกดุเสียอย่างนั้น

“เจ้าระแวงเกินไปแล้ว”

“พะ เพคะ...” หากจะหันมาพูดก็ช่วยเดินมองทางด้วยเพคะ!

“เราอยู่กันแค่สองคน พูดกับข้าเหมือนแต่ก่อนเถิด”

          “เอ่อ ข้าทราบแล้วค่ะ” แมรี่ได้แต่ยิ้มตามคำวอนขอนั้นด้วยเม็ดเหงื่อพราวดวงหน้า เพราะยังคงหวาดกลัวยามเนเดเรียก้าวขาเดินจนเผลอใช้พรประการที่สองอันเป็นผืนน้ำคอยรองรับยามเหยียบย่าง

          เนเดเรียที่เห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยขอบคุณแล้วเดินตรงไปพลางฟังเสียงร้องอย่างมีความสุขของลูกน้อยในท้อง และดูเหมือนเจ้าลูกคนนี้ชอบผจญภัยมาก พอได้ออกมาเปิดหูเปิดตาก็ดูเหมือนจะปรบไม้ปรบมืออย่างคนดีอกดีใจ พลอยทำให้ร่างกายที่เอื่อยเฉื่อยเมื่อคืนวานมีเรี่ยวแรงแข็งขันขึ้นมาทันตาเห็น

          ถึงจะโดนเจ้าลูกคนนี้หลอกให้ออกมาเที่ยวเล่นเฉยๆ ก็ถือว่าดียิ่งเพราะนางเองก็เบื่อหน่ายที่จะนั่งๆนอนๆอยู่ตามสวนต้นไม้หลังพระราชวัง

อีกประเดี๋ยวเดียวก็จะถึงสุสานของบรรพบุรุษแล้ว แต่ข้าชักเริ่มหิว...ท่านแม่ทานอะไรก่อนดีหรือไม่?

แม่ลูกมักจะใจตรงกัน

          หลังจากเดินมาได้ครึ่งทางก็เห็นตรงกันว่าควรหยุดพักทานของคาวหวานที่ลอบเอามาจากครัวของเบลเซบับ คนที่มีหน้าที่คอยดูแลเรื่องสำรับอาหารในตระกร้าสานใบเล็กที่ถือมาจึงมองหาที่โล่งเตียนใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เหมาะจะให้นั่งพัก ด้วยเกรงว่าแสงแดดจะส่องถึง

          “ไม่เป็นไร นั่งพักตรงนี้เถิด” ทว่าเนเดเรียกลับทรุดตัวนั่งลงบนโขดหินตรงหน้าท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า  แต่ไม่ทันไรร่มเงาของต้นไม้ก็แผ่กิ่งก้านบดบัดแสงแดดที่สาดส่อง

เพราะนางเป็นธิดาของเทพีแห่งสรรพสิ่งกระมัง ต้นไม้ใบหญ้ารวมไปถึงสรรพสัตว์ในป่าถึงได้เอาอกเอาใจกันเพียงนี้

          แมรี่ครุ่นคิดอย่างตื่นตะลึงเมื่อเห็นต้นไม้ต้นเล็กงอกเงยกลายเป็นต้นไม้ขนาดย่อมต่อหน้าตา มันทำหน้าที่ราวกับหมอนอิงให้เนเดเรียได้เอนตัวทับลงอย่างสบายอกสบายใจ ในขณะที่หมู่มวลนกพร้อมใจกันบินมาเกาะกิ่งไม้เหนือหัว พลางขับขานเสียงร้องไพเราะเสนาะหูยิ่งกว่าทำนองดนตรีอื่นใดที่เคยได้ฟัง

“สุดยอด...”

          อดีตนักบุญแห่งจักรวรรดิจาม่อนเผลออุทานขึ้นมา แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อรู้ตัวว่าหลงลืมหน้าที่ของตน จึงรีบลนลานเข้าไปหาราชินีแห่งอาณาจักรเซนเดรียแล้วรื้อเอาอาหารคาวหวานในตระกร้าออกมา

          “หม่อมฉัน เอ่อ ดิฉันเอาขนมปังแยมหวานกับเนื้อกวางย่างมาให้ค่ะ อภัยให้ด้วยหากหน้าตามันไม่น่าทานนัก ดิฉันรีบร้อนเลยทำได้เท่านี้” แมรี่เอ่ยด้วยท่าทีเหนียมอายยามเปิดกล่องไม้ที่บรรจุของคาวหวานที่นางทำมากับมือให้ดู

          เพราะถูกปลุกแต่เช้าตรู่ นางเลยบุกรุกเข้าไปในครัวของปีศาจเบลเซบับอย่างถือวิสาสะ ได้แต่ขอโทษในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าในตอนที่ต้องหยิบฉวยวัตถุดิบแสนล้ำค่าของเจ้าตัวมาทำอาหารหน้าตาประหลาด

          “ไม่เป็นไร ข้ากินได้” เนเดเรียเอ่ยอย่างอารมณ์ดีเพราะนางมิได้ถือสาแม้แต่น้อย และยิ่งอารมณ์ดีจนยิ้มร่าออกมาเมื่อทานเนื้อไปคำแรก “อร่อยดี ข้าชอบ”

“ขะ ขอบคุณค่ะ”

          แมรี่ผงกหัวรับคำชมแล้วถูแขนอย่างขัดเขิน ซึ่งอากัปกิริยาเช่นนั้นเหมือนกันกับตอนที่เนเดเรียส่งมอบสหายเก่าให้ไปอยู่ในความดูแลของปีศาจแมมมอน นางจึงอดไม่ได้ที่จะหยอกเย้า

“แมมมอนดีกับเจ้าหรือไม่?”

          “ดีค่ะ! ท่านแมมมอนดีกับดิฉันมาก และท่านก็เป็นที่รักของปีศาจในเมืองมากค่ะ!!” เผลอลนลานพูดออกไปด้วยความชื่นชมเปรียบดั่งหญิงสาวที่หมายปองชายในฝัน แต่ก็ต้องเม้มปากยกมือถูแขนอีกหนเมื่อรู้ตัวว่าถูกจดจ้องราวกับจะล้อเลียนกัน

“ท่าน ท่านเนเดเรีย...”

“แมรี่เอ๋ย ข้าถามคำถามเดียวเท่านั้น เจ้าได้ฟังหรือไม่?”

“ฟังค่ะ...โธ่! ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิดหรอกค่ะ ข้าเพียงชื่นชมความใจดีของท่านแมมมอนเท่านั้น!”

“คำถามนี้ข้าก็มิได้เอ่ยถาม”

“ท่านเนเดเรีย!”

          ในที่สุดคนที่ถูกไล่ต้อนให้จนมุมอย่างแมรี่ก็นั่งหน้าแดงก่ำอ้ำอึ้งไปพักใหญ่ที่ถูกล้อเลียน ถูแขนเอาเป็นเอาตาย ในขณะที่คนตั้งคำถามหยอกเย้ากันกำลังอ้าปากหัวเราะด้วยน้ำเสียงหวานล้ำ

          นานมาแล้วที่นางไม่ได้หัวเราะเช่นนี้เพราะวันๆเอาแต่เก็บตัวในปราสาทหลังใหญ่ ไม่ค่อยได้พบปะใครที่อยากพบนักจนบางทีก็เกิดน้อยใจอยากหนีกลับป่าแดนเหนือไปให้รู้แล้วรู้รอด

วันนี้ได้ออกมาเที่ยวเล่นปลดปล่อยความน่าเบื่อที่ต้องพบเจอมา เนเดเรียก็อยากมีความสุขกับช่วงเวลาเล็กน้อยเช่นนี้อีกซักนิด

แต่แล้วความสุขเล็กน้อยนี้ก็เหือดหายไปอย่างรวดเร็ว...

          ในขณะที่อดีตนักบุญทั้งสองกำลังคุยเล่นกัน จู่ๆแมกไม้ก็สั่นไหวราวกับกำลังตกใจกลัวกับบางสิ่งบางอย่างที่ใกล้เข้ามา กระนั้นพวกมันก็ไม่หดหายไป ยิ่งครอบคลุมปกปิดธิดาของเทพีแห่งสรรพสิ่งเอาไว้อย่างหวงแหน พลอยทำให้ต่างคนต่างตระหนกใจ และเป็นแมรี่ที่รีบเร่งหยัดตัวลุกขึ้นแล้วมองไปยังแสงสีขาวสว่างวาบจากปลายทางข้างหน้าที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทีละเล็ก ทีละน้อย...

“ท่านเนเดเรียหลบข้างหลังดิฉัน!”

          ไม่มีเวลามากพอจะให้ตกใจเมื่อแมกไม้เหล่านั้นถูกทำลายลงด้วยมนตร์บางอย่าง แมรี่จึงรั้งเนเดเรียไว้ข้างกาย สองมือจุดประกายเปลวเพลิงด้วยพรประการที่สาม เตรียมแผดเผาคนที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามาใกล้

“เป็นคนรู้จักของเจ้า...” เนเดเรียเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเมื่อในหูนางแว่วเสียงตะโกนเรียกหาแมรี่

และไม่ทันที่เสียงกระซิบนั้นจะมีใครอื่นได้ยิน แมรี่ก็เหวี่ยงฝ่ามือโยนลูกไฟใส่ผู้บุกรุกที่เดินแทรกแมกไม้เข้ามาได้พอดิบพอดี

“โอ๊ย!”

          บังเกิดเปลวเพลิงแผดเผาร่างสูงใหญ่ของผู้บุกรุกที่แต่งตัวด้วยอาภรณ์มิดชิด และเปลวไฟจากพรประการที่สามนั้นก็ยิ่งโหมหนักเมื่อเจ้าตัวโอดครวญพลางกวัดแกว่งดาบในมือสะเปะสะปะ ก่อนร้องเสียงหลงเป็นหนสุดท้ายเมื่อเห็นอดีตนักบุญทั้งสองกำลังจะพากันหลบหนีไป

“แมรี่! ขะ ข้าเอง!!”

          เพียงได้ยินน้ำเสียงอันคุ้นเคย แมรี่ก็รีบหันกลับมาแล้วลนลานร่ายพรประการที่สองดับเปลวไฟให้กับผู้บุกรุก และเมื่อสายน้ำดับเปลวไฟที่พร้อมแผดเผาทุกสิ่งอย่างลง...ทั้งสองก็โผเข้ากอดกันในทันใด ท่ามกลางสายตางงงวยของผู้เฝ้ามองอย่างเนเดเรีย

พี่น้องที่พลัดพราก ญาติที่สนิทชิดเชื้อ หรือคนรักที่จากลากันเล่า…?

          “คนพวกนั้นเอาแต่กล่าวหาว่าเจ้าเป็นกบฏ ข้าทนไม่ไหวเลยอยากมาฟังจากปากเจ้าเอง” บุรุษผู้นั้นเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร่ำพูดว่าอยากมาหาเจ้านานแล้วไม่ขาดปาก

          “ข้าไม่ได้เป็นกบฏเจ้าก็รู้! ทั้งข้าและท่านเนเดเรีย เราถูกเจ้าหญิงแอชลี่ย์กล่าวหาและกลายเป็นจำเลยเพราะไม่อาจเลี่ยงได้”

เมื่อนักบุญแมรี่เอื้อนเอ่ยถึงนาง สายตาของบุรุษในผ้าคลุมผู้นั้นก็จรดมองมาอย่างตื่นตระหนก

          และไม่ทันที่นักบุญเนเดเรียจะได้เอ่ยถ้อยคำใด บุรุษผู้นั้นก็ถอดผืนผ้าที่คลุมหน้าคลุมตาก่อนทรุดตัวก้มหน้าคุกเข่าให้กับนาง “ได้ยินว่าท่านเป็นราชินีของอาณาจักรเซนเดรียแล้ว...กระหม่อม ผู้กล้าแห่งจักรวรรดิจาม่อน ‘ราลาฟ แมคโคลเวอร์’ ถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่ต้องมากพิธีนัก-”

“เป็นเพราะกระหม่อมลังเลที่จะมาช่วยแมรี่เอง! ทั้งหมดเป็นความผิดของกระหม่อมเอง!!”

          สุดจะเอ่ยคำใดได้ ราชินีเนเดเรียได้แต่ยืนเกาแก้มแล้วฟังผู้กล้าราลาฟพร่ำพรรณนาถึงความผิดบาปของตน ราวกับนางเป็นผู้ช่วยชะล้างบาปเสียอย่างนั้น

ผู้กล้าราลาฟนิสัยใจคอเหมือนกันกับในนิยายที่อ่านมาเป๊ะ!

          นางได้แต่นึกขบขันกับท่าทีเอาจริงเอาจังและมุ่งมั่นเกินกว่าเหตุ แต่แล้วก็นึกสงสัยขึ้นมาว่ามนุษย์เล็ดรอดผ่านตาข่ายเวทย์ที่กางกั้นทั่วทั้งอาณาจักรได้อย่างไร...

          “ราลาฟ แดนปีศาจมีตาข่ายเวทย์กักกั้นมนุษย์...แล้วนี่เจ้าเข้ามาได้อย่างไร?” คำถามที่นางสงสัยเป็นแมรี่เองที่เอ่ยถามออกไปราวกับทราบถึงเรื่องที่นางสงสัยเช่นกัน

          “เอ๊ะ ข้าก็แค่เดินเข้ามาเฉยๆ” ผู้กล้าราลาฟยกมือเช็ดน้ำหูน้ำตาแล้วเอ่ยตอบทันควัน อากัปกิริยาบอกชัดว่าไม่ได้โกหกแต่อย่างใด ก่อนคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของนักบุญแมรี่ “เอาเป็นว่าเจ้ากลับจักรวรรดิจาม่อนกับข้าจะดีกว่า ข้าจะช่วยล้างมลทินให้เจ้าเอง!”

“ข้าไม่ไป ท่านพ่อของข้าอยู่ที่นี่!”

เนเดเรียมองดูท่าทีของทั้งสองที่เริ่มขึงตาใส่กัน ครั้นจะเอ่ยปากปรามก็สายไปเสียแล้ว

“ดี เช่นนั้นข้าจะพาเจ้าและท่านเบอร์ริโต้กลับจักรวรรดิจาม่อนไปด้วยกัน”

“ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น ขืนกลับไป เจ้าหญิงแอชลี่ย์ไม่เอาข้าไว้แน่”

อย่าทะเลาะกัน...

          อยากจะเอ่ยบอกให้หยุดมีปากเสียงกันกลางป่าเขาลำเนาไพรเช่นนี้ แต่จู่ๆท้องกลมโตของนางก็เกิดเจ็บแปลบขึ้นมา จนต้องนิ่วหน้ากลืนถ้อยคำเหล่านั้นให้หายลงไปในลำคอ แม้เอ่ยถามลูกน้อยในท้องก็ไม่มีเสียงอื่นใดตอบกลับมา นอกจากเสียงวิวาทะของทั้งสองที่ดังก้องไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ

ชะ...ช่วยข้าด้วย

          นางเป็นคนที่ค่อนข้างทนต่อความเจ็บปวดได้ดีทีเดียว ทว่าความเจ็บที่โลดแล่นหน่วงตึงท้องทำให้นางไม่อาจทนไหว ได้แต่ส่งเสียงอึกอักคว้ามือจับโขดหินเอาไว้แล้วหอบหายใจ สองขาก็พลอยสั่นระริกเมื่อบางสิ่งบางอย่างที่เหนียวเหนอะคาวฝืดไหลพาดผ่านเรียวขา

ข้า มะ ไม่น่า...ไม่น่าออกมาจากปราสาทเลย

          เนเดเรียนึกก่นด่าความดื้อดึงของนางเองแล้วพยายามเรียกทั้งสองคนที่กำลังถกเถียงกันไม่ลืมหูลืมตาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ทว่าใครเล่าจะได้ยิน และนางก็ไม่อาจทานทนกับเสียงน่ารำคาญใจเหล่านั้นไหว

ในที่สุดก็กรีดร้องเสียงดังลั่นจนฝูงนกกาโบยบินด้วยความตกใจ แม้แต่มนุษย์โง่เง่าทั้งสองก็ตระหนกตกใจด้วยเช่นกัน

“ข้าจะคลอดแล้ว!”

          อีกหนึ่งเป็นนักบุญที่ในอดีตชำนิชำนาญแต่วิชาดาบ เรี่ยวแรงมากกว่าสตรีนางใดในจักรวรรดิจาม่อน และอีกหนึ่งก็เป็นผู้กล้าอดีตอัศวินกองหนึ่งที่คอยอารักขาองค์ราชาไม่ห่างหาย...ทั้งสองนั้นไม่เคยศึกษาตำราทำคลอดเล่มใด เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงพากันอ้าปากค้างเสมองหน้ากันคล้ายไถ่ถามว่าควรทำเช่นไร

          “อะ องค์ราชินี ดิฉัน เอ่อ ดิฉันจะทำอย่างไรดี...หายใจเข้า! หายใจเข้าลึกๆเร็วเพคะ” แม้เป็นสตรีแต่ก็ไม่ประสา แมรี่จึงร้อนรนน้ำตารินไหลด้วยความหวาดกลัว พยายามเอ่ยปลอบจนฟังไม่ได้ศัพท์ แล้วยังเอาถ้อยคำในรั้ววังกับถ้อยคำที่เสวนากันเพียงลำพังมาพูดสับสนปนเปกันไปหมด

          “ข้ามีเวทย์โบยบิน! เช่นนั้นข้าจะบินไปหาจอมมาร โปรดรอก่อน” ราลาฟตัดสินใจได้รวดเร็วว่องไว ทว่าเวทย์บทนั้นก็ยากเย็นนักจึงต้องเปิดตำราเวทมนตร์ที่พกพามาอ่านดูทั้งที่มือไม้สั่นไปหมด

“เร็วๆสิราลาฟ!”

“ประเดี๋ยวก่อน คือข้า...หยิบตำราเวทมนตร์มาผิดเล่ม”

“พูดอะไรของเจ้ากัน อย่าลีลานักเลย!?”

“...ข้าพูดจริงๆ”

          “พวกเจ้าทั้งสอง ใครก็ได้ช่วยข้าที!” เนเดเรียเจ็บปวดเกินกว่าจะนอนรอความช่วยเหลือจากใคร นางกรีดร้องระบายความเจ็บปวดนั้นด้วยการครูดทึ้งลำต้นของต้นไม้ต้นใหญ่จนปลายเล็บเจ็บแสบไปหมด

          สองสหายจึงได้แต่คิดหาหนทางที่พอจะทำได้ ซึ่งเป็นผู้กล้าราลาฟที่แม้จะมือไม้สั่น แต่ก็เข้าไปหาลูบจับท้องกลมนูนเอาไว้ พลางบอกให้ราชินีแห่งอาณาจักรเซนเดรียผ่อนลมหายใจด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ ก่อนออกปากสั่งให้นักบุญแมรี่ใช้พรทั้งสามประการของนางจัดเตรียมน้ำร้อนเอาไว้แต่เนิ่นๆ

“เจ้าจะทำอะไร” นางเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ แต่ก็ยอมทำตามคำบอกเพราะไม่มีหนทางอื่นใดให้เลือก

“ข้าเคยเห็นท่านแม่ทำคลอดให้คนแถวย่านตลาดมาสองสามหน ข้าพอจะจำได้บ้าง”

          ท่าทางตระหนกใจของชายหนุ่มเหือดหายไปแล้ว...เหลือเพียงเนื้อตัวสั่นระริกและแววตามุ่งมั่นหากแต่คลอเคล้าไปด้วยหยาดน้ำตา “ขะ ข้า จะทำคลอดให้นางเอง”


 


 


 


 


 

(ต่อ)

          ขุนพลปีศาจทั้งห้า...เป็นคำเรียกขานที่ถูกใครต่อใครบัญญัติขึ้นมาตามใจชอบ ด้วยเห็นว่าปีศาจที่ได้รับเลือกให้รับใช้จอมมาร ล้วนแล้วแต่เป็นปีศาจที่สืบสายเลือดส่วนหนึ่งจากจอมมารตนแรกในกาลก่อน บรรพบุรุษของปีศาจทั้งห้าตระกูลนั้นจึงผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่รับใช้จอมมารเรื่อยมาจากรุ่นสู่รุ่น

          ตระกูลแรกที่เป็นดั่งองค์รักษ์เคียงกายจอมมาร คงเป็นตระกูลโกลเวอร์ ปีศาจแห่งเผ่าเซนทอร์ที่มีพลังในการทำนายและหยั่งรู้ฟ้าดินด้วยนิมิตฝัน ซึ่งในกาลนี้ผู้ได้รับมอบหมายหน้าที่นั้นเป็นเบลเฟกอล

          ตระกูลที่สองคือตระกูลดิเอวาหรือปีศาจแห่งเผ่าซัคคิวบัส ผู้มีความชาญฉลาดในการวางแผนการรบ ทั้งยังมีพลังในการหยอกเย้าล่อลวงมนุษย์ ถือเป็นแนวหน้าที่ต้องรับมือกับศัตรูยามมีภัย เป็นลิเวียธานอย่างไม่ต้องสงสัยแม้คราแรกนางไม่อยากรับหน้าที่นี้นักเพราะไม่มั่นใจในพลังของตน

          ตระกูลที่สามเป็นตระกูลเรฟเลอร์ที่ว่ากันว่าต้องคำสาป เพราะในสงครามคราวที่แม่มดลาล่าเข้าร่วม เป็นปีศาจเผ่าอันเดธที่ถูกโจมตีด้วยธาตุแสงมากกว่าปีศาจเผ่าพันธุ์ใด ทำให้อันเดธเหลือเพียงตนสุดท้ายนั่นคือแมมมอนหรือหัวหน้าของเหล่าขุนพลปีศาจ ผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นดั่งมังกรเฝ้าสมบัติหลายชั่วอายุคนใต้ปราสาทของจอมมาร

          ในส่วนของตระกูลที่สี่และตระกูลที่ห้านั้นมิได้เกี่ยวดองกันแต่อย่างใด หากแต่ธิดาแห่งเผ่าพันธุ์คราเคนคบชู้สู่ชายกับผู้นำตระกูลแห่งเผ่าพันธุ์คิเมร่า ทั้งที่ถูกจับหมั้นหมายกับสหายเก่าเผ่าพันธุ์เดียวกันได้ไม่ทันพ้นวัน  จึงก่อเกิดเรื่องลือเรื่องเล่าของรักแท้แสนเศร้าที่ไม่อาจครองคู่กันได้

          เบลเซบับนั้นเป็นแฝดพี่ที่สืบสายเลือดมาจากบิดาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นชู้รักของมารดา ในขณะที่แฝดน้องอย่างแอสโมดิวส์เกิดจากบิดาที่ตบแต่งกับมารดาอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม พี่น้องต่างบิดาจึงถูกปลูกฝังให้เติบโตมาด้วยความเกลียดชังที่ควรต่อกัน

          ทว่าสองพี่น้องก็ไม่ได้ชิงชังกันแต่อย่างใด กลับรักใคร่กันดีและให้คำมั่นสัญญาว่าจะคอยเคียงข้างกันจวบจนหมดลมหายใจ ซึ่งนั่นก็ทำให้บิดาของทั้งสองกริ้วโกรธเป็นอย่างมาก ลั่นวาจาไว้เด็ดขาดว่าจะไม่ให้ได้พบหน้ากันอีก

นับแต่นั้นเบลเซบับและแอสโมดิวส์จึงไม่ได้พบหน้าหรือรู้เห็นว่าพี่หรือน้องของตนเป็นอย่างไรบ้าง

          กระทั่งมารดาตายจากไปในสงคราม...แฝดพี่น้องที่ไม่ได้พบหน้ากันนานนับร้อยปีก็ได้เจอะเจอกันอย่างที่วาดหวังไว้ และพบกันคราวนี้ทั้งสองก็ตัดสินใจพากันหลบหนีจากเงื้อมมือของบิดา ทิ้งไว้เพียงจดหมายกล่าวขอขมาลาโทษ เพราะไม่อาจทำตามความปรารถนาที่อยากให้พี่น้องชังน้ำหน้ากัน

จนป่านนี้ก็ไม่ทราบว่าบิดาของทั้งสองจะเข้าอกเข้าใจหรือไม่ว่าสายเลือดนั้นไม่มีทางตัดให้ขาดกันได้...

          และเรื่องราวนั้นจึงเป็นที่มาของตระกูลดาดิแอ อันเป็นตระกูลที่ปีศาจสองพี่น้องก่อตั้งขึ้น และผู้คนก็ทราบโดยทั่วกันว่าตระกูลนี้เป็นตระกูลที่รวบรวมตระกูลที่สี่และตระกูลที่ห้าเข้าด้วยกัน หน้าที่รับใช้จอมมารเลยตกมาที่ทั้งสองอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

          ทว่าแม้จะเป็นฝาแฝดกัน แต่หน้าตา นิสัยใจคอ เผ่าพันธุ์ รวมไปถึงความต่างในพลังก็มีมากเกินไป หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจึงทำให้แยกย้ายกันไปคนละส่วนของอาณาจักรเซนเดรีย

          อย่างเบลเซบับนั้นถนัดในเรื่องหุงหาอาหารและเช็ดกวาดปัดถู สันทัดเรื่องใช้แรงกายมากกว่าสิ่งใด ขณะที่แอสโมดิวส์รอบรู้ในเรื่องการแพทย์รวมไปถึงสมุนไพรนับร้อยนับพันที่จดจำได้แม่นยำว่าแต่ละชนิดมีประโยชน์หรือมีโทษอย่างไร

          ด้วยเหตุนี้ ปีศาจแอสโมดิวส์จึงถูกจอมมารราฟาเอลเนรเทศออกมาจากปราสาท ด้วยคำที่กำชับเอาไว้ว่าต้องจัดหาสมุนไพรมาบำรุงร่างกายนางหลังคลอดแต่เนิ่นๆ ประเดี๋ยวจะไม่ทันการหากมัวชักช้า

นางที่ว่าจะเป็นใครอื่นไปได้ หากมิใช่เมียรักของท่าน?

          “วันนี้ข้าควรได้อยู่กับพี่ข้าแท้ๆ ไยต้องมานั่งเด็ดสมุนไพรกลางป่าเขาเช่นนี้ด้วย!” ปีศาจหนุ่มในรูปลักษณ์ปีศาจน้อยร้องโอดครวญ กระนั้นสองมือก็ยังคงเด็ดดึงต้นสมุนไพรตรงกกต้นไม้มาเก็บใส่ตะกร้า ใบหน้าบูดบึ้งขุ่นมัวเพราะหงุดหงิดงุ่นง่านกับหน้าที่ที่ต้องสะสางตั้งแต่เมื่อคืนวาน

          นัดแนะกับเบลเซบับไว้อย่างดีว่าประเดี๋ยวกลับจากเมืองแอนเนล จะออกไปเดินกันในชานเมืองซักครึ่งค่อนวัน ทว่าเพียงเหยียบย่างเข้าอาณาจักรเซนเดรีย ก็ถูกจอมมารคาดโทษเอาอารมณ์กริ้วโกรธมาลงที่ขุนพลทั้งห้า พลอยทำให้วันนี้ที่ควรจะได้พักผ่อนหย่อนใจ จำต้องแยกย้ายกันไปสะสางเรื่องที่จอมมารมอบหมายเอาไว้ในระหว่างที่เฝ้ารอให้เมียรักของท่านกลับมาจากการหนีเที่ยว

          ยังขุ่นเคืองเรื่องที่นางจัดการเหล่านางบำเรอที่เขาสู้อุตส่าห์เลือกเฟ้นมาอย่างยากลำบากไม่หาย เรื่องขุ่นข้องเคืองใจก็ตามมาอีกเรื่องเสียแล้ว!

          “ตะวันก็ใกล้จะตรงหัวข้าอยู่รอมร่อ หากนางมิกลับมา คงได้คอหลุดจากบ่ากันเป็นแน่” ยังคงบ่นงึมงำขณะก้มหน้าก้มตาหยิบเด็ดต้นสมุนไพรตรงเขตแดนที่กางกั้นระหว่างแดนปีศาจและแดนมนุษย์

          ไม่มีปีศาจตนใดคิดเฉียดกายเข้าใกล้เขตแดนตรงนี้ คงมีเพียงขุนพลปีศาจทั้งห้าเท่านั้นที่เดินเข้าเดินออกเขตแดนราวกับเป็นสะพานทอดไปยังอีกฟากฝั่งอย่างไม่เกรงกลัว

เกรงกลัวรึ…

          แล้วเหตุใดต้องเกรงกลัวกันเล่า ขึ้นชื่อว่ามนุษย์กับปีศาจก็ควรทราบอยู่แก่ใจว่าฝ่ายใดกันที่ต้องกลัว ให้ทำตัวน่าอดสูเฉกเช่นปีศาจตนอื่นช่างเป็นเรื่องขบขันยิ่งนัก ไหนจะตาข่ายเวทย์ที่กางกั้นมนุษย์ไว้ทั่วทั้งอาณาจักร ด้วยเกรงว่าจะมีมนุษย์หน้าไหนล่วงล้ำเข้ามา หวาดผวากับแม่มดลาล่าขนาดนั้นเชียว?

“ไร้สาระเสียจริง”

          คิดแล้วก็ส่ายหน้าระอาใจ สองมือยังคงสาละวนกับการเก็บสมุนไพร พลางครุ่นคิดว่าถ้าหากตาข่ายเวทย์ที่กางกั้นไว้ถูกทำลายลงโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เหล่าปีศาจทั้งหลายคงจะตื่นกลัวกันเป็นแถบแถว

          แอสโมดิวส์เพียงครุ่นคิดไปเรื่อยเปื่อย ใจจริงก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องเช่นนั้นแม้แต่น้อย...หากเขาไม่สัมผัสได้ถึงวงเวทย์ที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเขตแดนเสียก่อน

          เมื่อนั้นปีศาจน้อยจึงชะงักแล้วแหงนมองวงเวทย์เคลื่อนย้ายที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ลนลานผุดลุกขึ้นทั้งที่สองมือยังกอบกำต้นสมุนไพร ก่อนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เพราะทราบในทันใดว่ามีผู้บุกรุกมาเยือนกันให้เห็นต่อหน้าต่อตา

ต้องรีบไปบอกนายท่าน!

          คิดได้เช่นนั้นแอสโมดิวส์ก็จำแลงร่างตนเพื่อหลบหนีจากใครบางคนที่ก้าวขาออกมาจากวงเวทย์มืดมิด กลิ่นของมนุษย์ที่ติดปลายจมูกนั้นทำให้เขาแน่ใจยิ่งกว่าอะไรดีว่าทางฟากฝั่งมนุษยคงคิดริเริ่มสงคราม ณ ตอนนี้เป็นแน่

“พี่ พี่ข้า...”

          กระทั่งได้ยินน้ำเสียงแหบแห้งที่คล้อยตามหลังมา น้ำเสียงนั้นฟังดูคุ้นหูจนต้องหันไปเหลียวมองอีกหน แล้วก็ต้องสะดุ้งตัวโยน ตกอกตกใจยิ่งกว่าคราแรกที่คิดว่ามีผู้บุกรุกมาเยือน

          เหตุที่ได้กลิ่นมนุษย์ปะปนมา เป็นเพราะคนผู้นี้เป็นมนุษย์เสี้ยวเทพ ครั้นเพ่งสายตามองก็รู้สึกโล่งอกโล่งใจที่ไม่ใช่คนอื่นคนไกล หากแต่เป็นจักรพรรดิดีออนท์แห่งจักรวรรดิบาฮานที่มาเยี่ยมเยียนถึงอาณาจักรเซนเดรียด้วยสภาพที่ชวนให้หวาดกลัวไม่น้อย

          เรือนผมสีดำสนิทยาวระเรี่ยต้นคอดูกระเซอกระเซิงปรกหน้าปรกตา ดวงตาสองสียังคงงดงามทว่าขอบตาปูดบวมดำคล้ำราวกับคนอดหลับอดนอน สารรูปโดยรวมดูแล้วช่างน่าเวทนาจนอดไม่ได้ที่จะไถ่ถาม “อะ เอ่อ ฝ่าบาทมาเยือนแดนปีศาจด้วยเรื่องอันใด?”

          เพราะดูอ่อนล้าจนแทบล้มลงไปนอนพับกับผืนหญ้า ปีศาจน้อยนึกเป็นห่วงเลยหวังดีคิดเข้าไปประคองไว้ ทว่าพอเอื้อนเอ่ยคำถามนั้นออกมา นัยน์เนตรที่แทบหรี่ปิดก็เหลือกถลนจนต้องถอยกรูดไปไกล กลีบปากแห้งผากก็พึมพำด้วยน้ำเสียงผะแผ่ว

“ข้ารีบเร่งสะสางราชกิจราชการมาดูหน้าหลานข้า...”

“หากฝ่าบาทหมายถึง-”

“พี่ข้าอยู่ไหน ท่านแม่บอกว่านางจะคลอดวันนี้!”

          แอสโมดิวส์งุนงงไปหมดว่าจักรพรรดิสติฟั่นเฟือนเอ่ยถึงเรื่องใด จะเป็นไปได้อย่างไรที่นางจะคลอดวันนี้ ในเมื่อนางหนีไปเที่ยวเล่นในป่าตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี “องค์ราชินีประพาสป่าพ่ะย่ะค่ะ อีกประเดี๋ยวคงเสด็จกลับ”

          ได้ยินเช่นนั้นดวงตาสองสีก็เบิกกว้างคล้ายกับกริ้วโกรธทว่าก็ทำได้เพียงสบถก่นด่าในลำคอ รีบเร่งถามหาว่านางไปยังป่าทิศทางใด พอทราบความแล้วก็ร่ายวงเวทย์เคลื่อนย้ายในทันใด พร้อมทั้งรับสั่งด้วยถ้อยคำหนักแน่นแต่แฝงไปด้วยความเดือดดาล

“หากข้ายังไม่เห็นเงาหัวโง่ๆของจอมมาร ข้าจะพาทั้งท่านพี่และหลานข้ากลับจักรวรรดิบาฮาน!”

          นั่นเป็นถ้อยคำที่องค์ราชาดีออนท์รับสั่งด้วยสุรเสียงกึกก้อง ก่อนจะอันตรธานหายไปพร้อมกับวงเวทย์ดำมืดที่สั่นสะเทือนเขตแดนอีกหน คงเหลือเพียงปีศาจน้อยที่ยังนิ่งงันเพราะงุนงงระคนวิตกกังวลเมื่อทอดสายตามองตาข่ายเวทย์ที่กางกั้นรอบแดน และมันควรจะกักกั้นใครก็ตามที่ย่างกรายเข้ามายังเขตแดนปีศาจโดยมิได้รับคำยินยอมจากจอมมาร

แล้วเหตุใดตาข่ายเวทย์ไม่กักกั้นราชาดีออนท์เอาไว้?

          ครุ่นคิดจนหวาดวิตกไปหมดแต่ก็ไม่ลืมเลือนว่าตนต้องรีบเร่งไปยังพระราชวัง ทั้งที่ยังงงงวยและลังเลเหลือเกินว่าเรื่องที่ราชาดีออนท์กล่าวเป็นเรื่องจริงหรือเพ้อเจ้อไปเอง

          ทว่าทันทีที่กลับมาถึงพระราชวังก็เป็นอันต้องเลิ่กลั่กมองเหล่าปีศาจรับใช้ที่เดินกันให้พลุกพล่าน บ้างก็ออกไปจากประตูพระราชวังอย่างร้อนรน บ้างก็ตัวสั่นระริกอย่างกริ่งกลัว ครั้นเอ่ยถามว่ามีเรื่องอันใดเกิดขึ้นระหว่างที่ตนอยู่ตรงเขตแดนก็ได้ความมาว่า...

          “อะ องค์ราชาขอรับ! พระองค์กริ้วที่ตาข่ายเวทย์ถูกปลด ท่านแมมมอนที่เป็นผู้เคยตรึงตาข่ายก็ถูกคุมขังทั้งที่ยังมิได้สืบหาความว่าใครเป็นคนทำเรื่องเช่นนี้ ตะ แต่ว่าตอนนี้มีเรื่องใหญ่ยิ่งกว่า...ท่านเบลเฟกอลมีนิมิตฝันเมื่อครู่ว่าองค์ราชินีจะให้กำเนิดเจ้าชายที่ป่าตะวันออกขอรับ!!”

ไม่อยู่ประเดี๋ยวเดียว เกิดเรื่องวุ่นวายขนาดนี้เชียวหรือ?

          “องค์ราชาประทับที่ใด ข้ามีเรื่องต้องทูลให้ทรงทราบ” เขาหันไปเอ่ยถาม ทว่าไม่ทันได้รับคำตอบใด จู่ๆทั่วทั้งอาณาจักรเซนเดรียก็สั่นไหวอย่างรุนแรงยิ่งกว่าวงเวทย์ของราชาดีออนท์

          เหล่าข้ารับใช้ต่างก็คว้าหาที่ยึดเกาะด้วยเกรงว่าจะทรุดปลิว คงมีเพียงปีศาจแอสโมดิวส์แหงนมองฟ้ามืดเบื้องบนที่มีบางสิ่งบางอย่างบดบังฟ้ากว้างเสียมืดมิด ยามปีกคู่งามขยับไหวจึงก่อเกิดแรงสั่นสะเทือนถึงผืนดินเบื้องล่าง เกล็ดสีขาวเลื่อมนั้นเปล่งแสงงดงามเป็นประกายเจิดจ้า

“นายท่านไปแล้ว...”

          ความหนักอกหนักใจแทบเลือนหายไปเมื่อเห็นว่าจอมมารราฟาเอลจำแลงร่างเป็นมังกรแล้วโบยบินไปยังป่าตะวันออกก่อนที่ตนจะได้ทันบอกคำที่ราชาดีออนท์ตรัสเอาไว้ เกรงว่าหากทราบความเข้าคงได้ขุ่นข้องหมองใจกับถ้อยคำเหล่านั้นเป็นแน่

          “พวกเจ้าจงติดตามองค์ราชาไปยังป่าตะวันออกเสีย ข้าจะสืบเสาะเรื่องตาข่ายเวทย์ให้ได้ความก่อนที่องค์ราชากับองค์ราชินีจะเสด็จกลับมา”

          เมื่อเหล่าข้ารับใช้หายตะลึงงันกัน แอสโมดิวส์ก็จัดแจงเรียกสติสตังด้วยการสั่งให้ติดตามจอมมารไปในทันใด ส่วนตนก็เพรียกหาเหล่าขุนพลอีกสามตนมาเสวนาถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะไม่อาจปักใจเชื่อได้ว่าแมมมอนจะเลินเล่อปลดตาข่ายเวทย์ที่กางกั้นรอบอาณาจักรเซนเดรียมาหลายพันปี

ข้าได้กลิ่นของความไม่ชอบมาพากล

 

 


 


 

         หยาดน้ำตาหลั่งรินยามนางเปล่งเสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่วทั้งผืนป่า สองมือครูดจิกเถาวัลย์ที่คลานเลื้อยเข้ามาราวกับต้องการให้นางข่มความเจ็บปวดที่ราวกับจะขาดใจตายเสียให้ได้ และความเจ็บปวดนั้นก็ทำให้ลมหายใจของนางขาดหายเป็นห้วง หลายครั้งหลายคราที่นางแทบสิ้นสติไปเมื่อพยายามหอบหายใจเบ่งลูกน้อยที่อยากออกมาลืมตาดูโลกเต็มทน

ท่านแม่ๆ ข้าอยากออกไปแล้ว ข้าอยากเดินเล่นกับท่านพ่อท่านแม่ ข้าอยากกินของอร่อยเยอะๆ!

          เนเดเรียน้ำตานองหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเจ็บปวด ในหัวนางได้ยินแต่เสียงพร่ำพูดเจื้อยแจ้วของเจ้าลูกตัวดีที่ดีดดิ้นอยากจะออกจากท้องนางให้ได้ พยายามแล้วที่จะดุให้เงียบเสียงลงเพราะนางต้องใช้ความอดทนอย่างมากในการใช้ลมหายใจเบ่งในแต่ลครั้งแต่ละครา

          แม่ทรมานเหลือเกิน เจ้าช่วยทำให้แม่หายทรมานได้หรือไม่?

         เมื่อหมดสิ้นเรี่ยวแรง นางก็เอ่ยถามลูกน้อยในท้องหวังจะช่วยนางให้ความเจ็บบรรเทาลงได้ แต่ทว่า...

ข้าทราบแล้วขอรับ

          สิ้นคำนั้นเนเดเรียก็ทอดถอนหายใจแล้วขยับยิ้ม คิดว่าประเดี๋ยวความเจ็บนี้คงเลือนหายไปในไม่ช้า หากแต่หนึ่งลมหายใจเท่านั้นที่นางได้หายใจหายคอ จู่ๆลูกน้อยก็ดีดดิ้นทำให้นางเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม คงเข้าใจว่าถ้ารีบเร่งออกมาจะทำให้มารดาเช่นนางหายเจ็บปวดได้เร็วขึ้น

(ต่อ)

ใช่ที่ไหนกันเล่า ตอนนี้นางเจ็บปวดจนต้องกรีดร้องเรียกขานลูกน้อยให้หยุดดีดดิ้นเสียที!

“อะ อาร์ธี...อึ่ก!?” เนเดเรียนึกปลงตกในใจ ไม่ทราบว่านางไปทำกรรมใดไว้ ทำไมเจ้าลูกคนนี้ถึงได้เข้าใจอะไรยากเช่นนี้!?

“หัวโผล่ออกมาแล้ว เอ่อ องค์ราชินีโปรดแข็งพระทัยไว้พ่ะย่ะค่ะ

               แม้ผู้กล้าราลาฟจะดูเลิ่กลั่กไปบ้างยามต้องลงมือทำคลอดให้นางด้วยตัวเอง แต่คำปลอบโยนเหล่านั้นก็ช่วยให้นางบรรเทาความเจ็บปวดไปได้เล็กน้อย นักบุญแมรี่เองก็ตระเตรียมน้ำร้อนเดือดปุดเอาไว้ให้อย่างรวดเร็ว และคอยปลอบโยนผู้กล้าราลาฟอีกที

“ใจเย็นไว้ราลาฟ นี่เจ้าหอบหายใจยิ่งกว่าองค์ราชินีเสียอีก”

“เฮือก...ข้ารู้สึกหน้ามืดอยากเป็นลม ไยเลือดของนางถึงได้นองเจิ่งเช่นนี้”

“ขะ ข้าก็ไม่อาจทราบ แต่เจ้าช่วยเร่งมือหน่อยเถิด นางเสียเลือดมากเกินไปแล้ว!”

               เสียงต่อล้อต่อเถียงของทั้งสองยังคงน่าหนวกหูเช่นเคย ทว่าเนเดเรียกลับเมินเฉยเพราะมัวอ้าปากเบ่งเร่งลมในช่องท้อง พลางหลับตาลงเงี่ยหูฟังเสียงกระซิบบอกของลูกตัวน้อยที่เงียบหายไปเสียดื้อๆ บ่งบอกชัดเจนว่าอีกประเดี๋ยวเดียวสองแม่ลูกก็จะได้พบหน้ากัน

เพียงแต่ว่านางนั้น ใกล้หมดลมหายใจเต็มทน เพราะความเหนื่อยล้าปนเปไปกับความเจ็บปวดทั่วทั้งสรรพางค์

ข้ารอวันนี้มาเนิ่นนาน เช่นนั้นอย่าเพิ่งได้ถอดใจ จงอดทนไว้ตัวข้า...

               ชั่วขณะที่นางเร่งเบ่งลมหายใจเป็นหนสุดท้ายด้วยสุรเสียงโหยหวนดังดึกก้องไปทั่วทั้งป่าตะวันออก จนหมู่มวลนกน้อยบินออกไปจากแมกไม้ด้วยความตระหนกตกใจ เหลือไว้เพียงความเงียบงันในหนึ่งอึดใจ ก่อนที่จะมีเสียงร้องไห้แหลมเล็กดังขึ้นมาในความเงียบเชียบ ตามด้วยเสียงหวีดร้องด้วยความยินดีของหมอตำแยจำเป็นทั้งสอง

ดูแล้วคงยินดีปรีดายิ่งกว่ามารดาเช่นนางเสียอีก

“เจ้าชายน้อยมีพระพลานามัยแข็งแรง ขอองค์ราชินีอย่าทรงเป็นกังวล”

“ทำได้ดีมากค่ะท่านเนเดเรีย!”

               เนเดเรียที่ยังคงเหน็ดเหนื่อยจากการใช้เรี่ยวแรงไปมากมาย ทำได้เพียงนอนเหยียดขาแล้วพยักหน้าขานรับคำ พลางส่งสายตาขอเชยชมลูกชายตัวดีในอ้อมแขนของแมรี่บ้าง

               จากที่เด็กน้อยผิวแดงเรื่อร้องไห้กระจองอแง ก็เป็นอันต้องชะงักเสียงสะอึกสะอื้นลงลำคอ เมื่อเปลือกตาบางปรือเปิดแล้วสบเข้ากับนัยน์เนตรสองสีเฉกเช่นนัยน์เนตรของตน

“ฮะ...ฮึ่ก! แฮะๆ”

               กลีบปากเล็กขยับยิ้มพลางส่งเสียงหัวเราะยามจ้องมองมารดา สองมือเล็กจ้อยจับปลายเส้นผมของนางเอาไว้แน่นขนัด ดวงตาสองสีกลอกกลิ้งก็เหลือบมองป่าไม้รอบตัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น ราวกับอยากลุกเดินด้วยสองขากลมป้อมประเดี๋ยวนี้

               เพราะเป็นบุตรที่เกิดจากมนุษย์เสี้ยวเทพีเช่นนางและจอมมารกระมัง เพิ่งเกิดได้ไม่ทันพ้นสามลมหายใจ ลูกคนนี้ก็ลืมตาได้แล้วยังสบตามองนางด้วยแววตาสองสีเป็นประกายงดงาม กรอบหน้ากลมมน มีเขาคู่น้อยงอกเงยบนหน้าผาก หน้าตาราวกับจอมมารครั้งยังเยาว์ก็ไม่ปาน

ลูกแม่ เจ้าช่างน่ารักน่าเอ็นดู

               เนเดเรียอดไม่ได้ที่จะน้ำตาไหลรินด้วยความปลื้มปิติที่ได้ให้กำเนิดลูกของนางและจอมมารอย่างปลอดภัยตามที่วาดหวังไว้ ความกังวลมากมายในโชคชะตาของลูกชายคนนี้ที่เบลเฟกอลเคยทำนายเอาไว้เลือนหายไปเป็นปลิดทิ้ง

เวลานี้นางอยากจะใช้สองมือตระกองกอดลูกน้อยไว้แนบอก มากกว่าจะมานั่งกังวลเรื่องในอนาคตที่ยังไม่ได้พานพบ

               แมรี่และราลาฟเองก็อยากจะร่วมยินดีกับการถือกำเนิดของเจ้าชายองค์แรกแห่งอาณาจักรเซนเดรียให้มากกว่านี้ แต่ก็ต้องรีบหาหนทางพาสองแม่ลูกกลับไปยังพระราชวัง ด้วยเกรงว่าหากตากลมเย็นในป่าเขาไปนานๆ อาจทำให้ไม่สบายเนื้อสบายตัวกันได้

               ขณะที่ทั้งสองกำลังง่วนอยู่กับการปรึกษาหารือกันว่าจะนำองค์ราชินีกับเจ้าชายกลับไปพระราชวังอย่างไร วงเวทย์เคลื่อนย้ายก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา เผยให้เห็นใครบางคนที่ก้าวขาพ้นวงเวทย์มืดมิด

“ใครกัน!” ราลาฟสะดุ้งตกใจ คว้าดาบข้างตัวเอาไว้ได้ทันควัน

               ทว่าแมรี่กลับเผยยิ้มกว้าง ค้อมตัวด้วยท่วงท่างดงามเมื่อเห็นว่าเป็นใครที่มาเยือน “ถวายพระพรเพคะ ฝ่าบาทมาได้ตรงเวลาพอดีจริงเชียว!”

               เป็นราชาดีออนท์อย่างไม่ต้องสงสัย และพระองค์ก็ไม่แม้แต่จะเหลียวมองผู้กล้าแห่งจักรวรรดิจาม่อนที่ตวัดดาบเข้าขวางด้วยไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน กระนั้นก็ไม่คิดถือโทษโกรธเคืองมนุษย์โง่เง่า เพราะมัวแต่ชะเงื้อมองพี่สาวที่โอบอุ้มหลานชายตัวน้อยไว้แนบอกด้วยท่าทียินดียิ่งนัก

               “นั่นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิบาฮาน” แมรี่รีบเข้าไปจิกหยิกแขนสหายสนิทจนเจ้าตัวร้องโอดโอย เป็นการบอกย้ำว่าคนผู้นั้นมิใช่คนที่เจ้าควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว “น้องชายของท่านเนเดเรีย ได้ยินว่าพลัดพรากจากกันไปตั้งแต่ยังเยาว์”

               ได้ฟังแล้วก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เสมองรูปโฉมจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิบาฮานอย่างถี่ด้วยอีกหนหนึ่งว่าตรงตามเสียงลือเสียงเล่าอ้างหรือไม่ และก็ต้องหน้าซีดหน้าเซียวเมื่อรูปโฉมตรงกันกับที่เคยได้ยินมา

นั่นหรือจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิอันลึกลับ?

               ดีออนท์ทราบดีว่าการที่เขาบุกรุกมายังแดนปีศาจเช่นนี้ต้องเป็นที่โจษจันเป็นแน่ แต่ด้วยความร้อนเนื้อร้อนใจที่พระมารดาอลิเซียร์บอกกล่าวอย่างนิ่งนอนใจว่าเนเดเรียจะให้กำเนิดทายาทตนแรกของจอมมารในวันนี้ เขาจึงเลือกจะมาเพียงเพราะเป็นห่วงพี่สาวและหลานชายด้วยลางสังหรณ์แปลกประหลาด ซึ่งลางสังหรณ์ที่ว่านั้นก็เป็นจริงอย่างไม่ต้องสงสัย...

ไยนางมาคลอดลูกกลางป่าเขาเช่นนี้ แล้วนี่มันผู้กล้าจากฟากฝั่งมนุษย์ไม่ใช่หรือไร มาทำอะไรที่นี่กัน!?

               หลากหลายคำถามประดังประเดเข้ามาในหัวด้วยความมึนงงเมื่อได้เห็นผู้กล้าราลาฟมายืนปากคอสั่นให้ได้เห็น แต่ที่ทำให้เขากริ้วโกรธขึ้นมากลับเป็นการที่เหลือบแลไปแล้วไม่เห็นจอมมารราฟาเอลอยู่เคียงกายเนเดเรีย นึกอยากก่นด่าให้รู้แล้วรู้รอด

               “เป็นข้าเองที่ดื้อดึงออกมานอกเขตพระราชวัง เจ้าอย่าได้ถือโทษจอมมารเลย” ราวกับล่วงรู้ว่าเขาอยากจะด่าทอจอมมาร นางจึงรีบเอ่ยแก้ต่างให้เข้าใจในทันที “ข้าเหนื่อยล้าเหลือเกิน เจ้าช่วยอุ้มลูกข้าไว้ก่อนได้หรือไม่?”

จักพรรดิหนุ่มมิได้รู้เนื้อรู้ตัวเลยว่าถูกล่อหลอกให้ลืมเลือนความกริ้วโกรธไป ด้วยการโดนโบ้ยให้อุ้มหลานชายตัวน้อยเอาไว้

               อากัปกิริยาของคนที่เพิ่งเคยสัมผัสสิ่งมีชีวิตเล็กจ้อย ทำเอาสับสนไม่น้อยว่าควรรู้สึกดีใจหรือหวาดกลัว เพราะสิ่งๆนี้ช่างบอบบาง เกรงว่าเรี่ยวแรงที่มีจะทำให้อึดอัด

“แฮะๆ”

               ทว่าเสียงหัวเราะเล็กแหลมและมือเล็กที่ปัดป่ายข้างแก้มของเขา ดีออนท์ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขารู้สึกเอ็นดูหลานชายตัวน้อยในทันที เผลอไผลยิ้มแหยอย่างโง่เง่า พลางพึมพำอย่างภูมิอกภูมิใจว่าหลานข้าน่ารักน่าชังเหลือเกิน

“นามของหลานข้า-”

“อาร์ธีอัส”

               ไม่ทันที่เนเดเรียจะได้อ้าปากขยับตอบอย่างไร้เรี่ยวแรง สุรเสียงเย็นเยียบก็ดังขึ้นมาขัดแทรกช่วงเวลาแห่งความยินดี กลับกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความอึดอัดใจเมื่อใครคนหนึ่งปรากฏขึ้นมาอย่างเงียบเชียบในเงามืดของแมกไม้ในป่า

เพียงได้ยินเสียงที่แสนจะคุ้นเคย นางก็เดาได้ไม่ยากว่าเป็นคนที่นางเฝ้าคอยให้มาหาอยู่นานนม

“มาแล้วหรือคะ?”

               เนเดเรียกล้ำกลืนความเจ็บปวดแล้วฝืนยิ้มให้คนตรงหน้าที่เข้ามาตระกองกอดนางไว้แนบอกกว้าง ไม่คิดรังเกียจเนื้อตัวที่เปรอะเปื้อนของนาง กลับสบมองนางด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใยและโล่งใจเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยคำใดได้

               จอมมารราฟาเอลมิได้ขุ่นเคืองกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใด เขาเพียงอยากสลักเสลาภาพแห่งความยินดีเอาไว้ในใจ ราวกับกลัวว่าจะลืมเลือนนางไปก็เท่านั้น...

               “เจ้าพาลูกข้ากลับไปยังพระราชวัง” จอมมารหันไปเอื้อนเอ่ยกับดีออนท์ที่สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ แต่ก็พยักหน้าเป็นการขานรับอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก “ส่วนพวกเจ้าจับผู้กล้าแห่งจักรวรรดิจาม่อนไปขังคุกใต้ดินซะ”

               สิ้นสุรเสียงนั้น ผู้กล้าราลาฟที่มัวยืนปลื้มอกปลื้มใจก็เป็นอันต้องคว้าดาบขึ้นมาแล้วร้องโหวกเหวกโวยวาย เมื่อจู่ๆเหล่าขุนพลปีศาจทั้งสี่ก็โผล่พรวดออกมาจากวงเวทย์รอบตัวเขา มีหรือที่จะปัดป้องขัดขืนได้แม้จะเว้าวอนว่าตนไม่ได้คิดมาก่อความวุ่นวายแต่แค่อยากมาพบสหายเก่าก็ดูเหมือนจอมมารจะไม่ละเว้น สุดท้ายแล้วก็ไม่อาจต่อต้านได้และโดนจับกุมไปในที่สุด

               นักบุญแมรี่ที่เห็นเช่นนั้นก็ช่วยแก้ต่างให้อีกแรงว่าทั้งสองเป็นสหายกันอย่างคำว่า หากการบุกรุกเข้ามาโดยพลการเช่นนี้ต้องได้รับโทษ ก็อยากให้จอมมารได้เข้าใจว่าผู้กล้าราลาฟไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด เป็นแค่การกระทำไม่คิดหน้าคิดหลังของสหายนาง

“เรื่องนั้นข้าทราบดียิ่งกว่าเจ้า แต่ถึงอย่างไรผู้กล้าแห่งจักรวรรดิจาม่อนก็ต้องได้รับการไต่สวน”

               ได้ฟังที่มาที่ไปของเรื่องราวในคราวนี้แมรี่ก็ไม่อาจทัดทานคำใดได้อีก กระนั้นก็ส่งสายตาเว้าวอนไปยังเนเดเรีย หวังให้นางช่วยเหลือราลาฟไม่ให้โดนโทษร้ายแรง “สามีข้า ท่านอย่าด่วนตัดสินไป ไม่อย่างนั้นอาจกลายเป็นการริเริ่มสงครามระหว่างสองฟากฝั่งด้วยข้ออ้างที่ทางฝั่งนั้นยกขึ้นมากล่าวหาท่านเรื่องของผู้กล้าราลาฟ”

               นางพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายเพื่อร่ายยาวราวเทศนาให้จอมมารสนใจฟัง ทว่านอกจากจะไม่ไยดีกับคำพูดตัวนางแล้ว กลับคิ้วกระตุกแล้วจ้องนางเขม็ง บอกเป็นกรายๆว่าก่อนจะไปห่วงใครจงห่วงตัวเองเสียก่อน

               “วันนี้เจ้าทำข้าแทบบ้าตาย ทั้งเป็นห่วงเจ้ากับลูก ทั้งกังวลเรื่องเขตแดนเวทย์นั่น...เช่นนั้นเจ้าอย่าหาเรื่องหนักใจมาให้ข้าอีกได้หรือไม่?”

               เนเดเรียพยักหน้ารับคำอย่างไม่คิดลังเล เพราะนางเองก็รู้สึกผิดเช่นกันที่ทำอะไรตามใจตัวเองเกินไป ด้วยคิดว่าเหตุการณ์ในตอนนี้ยังไม่ถึงช่วงสงครามตามที่เคยอ่านในนิยาย จนหลงระเริงไปว่าแต่แรกเริ่มที่นางเลือกทางเดินของตนที่แตกต่างออกไป เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ก็จะแตกต่างจากที่เคยจดจำมาอย่างสิ้นเชิง

               นางจึงรับปากและมาดมั่น...เพราะนางกลายเป็นแม่คนที่มีลูกทั้งเจ็ดให้ต้องเลี้ยงดู ขืนยังทำอะไรตามใจตนคงสอนสั่งหรือเป็นแบบอย่างที่ดีให้ไม่ได้เป็นแน่

“อภัยให้ข้าด้วย ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องหนักใจอีกแล้วค่ะ”

 


 


 

               เสียงบ่นพึมพำคล้ายบทสวดวิงวอนต่อบางสิ่งบางอย่าง ดังขึ้นมาอย่างไม่มีลดละจากสตรีนางหนึ่งในอาภรณ์งดงามที่บ่งชัดว่านางนั้นสูงศักดิ์เพียงใดในจักรวรรดิบาฮาน ทว่านางกลับลงไปทรุดตัวนั่งคุกเข่ากับพื้นหินเย็นเยียบ และเหล่าข้าราชบริพารก็ไม่อาจปรามนางได้

               เพราะมนุษย์ทุกผู้ทุกคนภายในจักรวรรดิแห่งนี้ สลายหายไปกลายเป็นฝุ่นควันตามประสาภาพมายา ทันทีที่ ‘ท่านผู้นั้น’ มาเยือนเหมือนทุกครั้งครา

“ขอพระองค์โปรดสดับฟังคำวิงวอนของคนโง่เขลา”

               เทพีแห่งสรรพสิ่งอลิเซียร์ กำลังก้มหน้าก้มตาตรงหน้ารูปปั้นจำลองของมหาเทพในวิหารหลวงที่นางสรรสร้างขึ้นมาด้วยเนื้อตัวอันสั่นเทา สองมือเหี่ยวย่นละออกจากกันเมื่อท่องบทสวดบทสุดท้ายจบลง พร้อมทั้งวงเวทย์สีขาวจากรูปปั้นที่เปล่งแสงสว่างวาบออกมา เป็นการตอบคำวิงวอนของคนโง่เขลาดั่งบทสวดภาวนา

“มีเรื่องอันใดหรือ อลิเซียร์?”

               “มะ หม่อมฉันเพียงอยากวอนขอมหาเทพ” นางก้มหนาก้มตาอย่างนึกลังเลในคำเว้าวอนที่มีมากเกินไปด้วยความละอายใจ “ผ่านมาหลายหมื่นปีแล้ว และชีวิตของหม่อมฉันก็ใกล้ดับสูญเต็มที...หม่อมฉันอยากให้การเฝ้าดูหนนี้เป็นหนสุดท้าย”

“…อลิเซียร์เอ๋ย ข้าไม่อาจรับฟังคำวอนขอคราวนี้ได้”

               หลายร้อยหลายพันครั้งที่นางเฝ้าเว้าวอนกับมหาเทพถึงสิ่งที่ติดค้างในใจมาเป็นหมื่นปี นี่เป็นหนแรกที่พระองค์ตอบปัดนางในทันทีโดยไม่คิดให้มากความ ทว่านางก็ไม่คิดไถ่ถามเพราะเข้าใจดีว่าเป็นคำวอนขอของนางมันมากเกินไป แต่เป็นมหาเทพเสียเองที่ย้ำถามนาง

“ในหนนี้ กงล้อแห่งโชคชะตานำพาเนเดเรียมาเป็นร้อยหนแล้ว ใช่หรือไม่?”

“เพคะ...”

“มากมายหลายหนเช่นนี้ เจ้าเห็นแล้วหรือยังว่าชะตาชีวิตไม่อาจแก้ไขได้ ยังคงซ้ำรอยเดิมต่อให้มีโอกาสอีกไม่รู้จบ...”

คำตรัสของพระองค์ ทำให้อลิเซียร์สะอื้นไห้ในใจด้วยความเสียใจที่คนเป็นแม่อย่างนางไม่อาจปกป้องลูกได้

ใช่แล้ว...ไม่ว่าจะเป็นใคร เทพีแห่งสรรพสิ่งองค์นี้ก็ไม่อาจปกป้องไว้ได้

               เพราะแท้จริงแล้วจักรวรรดิบาฮานนั้นร้างเรือนผู้คนมาตั้งแต่สงครามรวบรวมจักรวรรดิในกาลก่อน ไม่มีมนุษย์คนใดที่ยังคงมีเลือดเนื้อ ล้วนแล้วแต่เป็นภาพมายาที่นางสรรสร้างมาทดแทนความรู้สึกผิดจากก้นบึ้งหัวใจ คงมีเพียงดีออนท์ที่ยังอยู่ข้างกายและไม่รู้เห็นเรื่องราวที่นางทำ

เช่นนั้นแล้ว ชีวิตที่ใกล้โรยราของนางก็อยากจะเหลือเอาไว้ให้ปกป้องลูกทั้งสอง...

               และเนเดเรียเป็นคนที่นางเฝ้ามองมานานนมด้วยความเจ็บปวด เพราะแม้แต่สองมือนี้ก็ไม่อาจตระกองกอดเอาไว้ได้อย่างเต็มอกเต็มใจ สองตาก็ต้องเบิกมองชะตาชีวิตอันเลวร้ายของลูกคนนี้ที่เห็นมานานเป็นหมื่นปี

เทพีอลิเซียร์รับไม่ได้ จึงต้องทำเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้

     แม้ถูกเทพองค์ใดดูแคลนก็ได้แต่รับฟังแล้วสำเหนียกเอาไว้ว่าบุญคุณของมหาเทพนั้นมีล้นท่วมจนนางไม่อาจตอบแทนได้หมด

               เห็นนางนิ่งงันไป มหาเทพในร่างเงาก็นึกเวทนาไม่น้อย กระนั้นก็ทำได้เพียงเอ่ยปลอบให้นางสบายใจ “เจ้าอย่าได้หวาดวิตกไปว่าเมื่อเจ้าต้องดับสูญจะไม่มีผู้ใดเหลียวแลนาง เพราะยังมีข้าที่เฝ้าดูไม่ห่างหาย”

               คำที่มหาเทพตรัสอาจฟังดูโหดร้ายที่ตอกย้ำถึงช่วงเวลาแห่งการดับสูญของอลิเซียร์ที่ใกล้เข้ามา ทว่านางกลับยิ้มรับทั้งน้ำตาอย่างดีอกดีใจที่พระองค์มีเมตตากับนางมากมายเหลือเกิน

“เจ้าเองก็ถือว่าเกิดมาจากเลือดเนื้อเชื้อไขของข้า ฉะนั้นสิ่งที่ข้าทำไป ก็ไม่ต่างจากที่เจ้าทำ”

“หม่อมฉันไม่บังอาจเพคะ”

               เทพีอลิเซียร์ก้มหน้าจรดพื้นหินเย็นเยียบ เป็นการทำความเคารพแก่มหาเทพผู้เป็นใหญ่แห่งแดนสวรรค์ที่กำลังจากไปในไม่ช้า ไม่วายยังมีคำหยอกเย้าตามประสาคนแก่ขี้เล่น

 

“ไม่ต้องกลัวว่าเทพที่ไหนจะชี้หน้าต่อว่าเจ้าว่าเป็นลูกรักข้าล่ะ เพราะเจ้าก็เป็นลูกรักข้าจริงๆ”


 

_______________________________


 

19.11.2020

สวัสดีค่ะ ไม่ได้มาอัพซะนานเลย 

คนอ่านจะยังอยู่รึเปล่าก็ไม่รู้5555

เนื่องด้วยช่วงนี้เราเรียนมหาลัย(สถาปัตย์)ปีสุดท้ายแล้ว 

ก็เลยติดทำธีสิสทั้งปี ซึ่งตอนนี้เพิ่งผ่านเทอม1ไปค่ะ 

เทอม2อาจจะหายไปยาวกว่านี้แน่ๆ 

แต่เราไม่ทิ้งเรื่องนี้นะคะ ยังคงอัพเรื่อยๆ

ตามเวลาว่างที่ไม่ค่อยจะมี แหะๆ ;-;

ในส่วนของปมเรื่อง 

เฉลยมาขนาดนี้แล้วต้องมีคนเดาถูกบ้างแหละ-.-

สำหรับใครที่เพิ่งมาอ่านเรื่องนี้ด้วยความบังเอิญ

หรือตั้งใจมาอ่าน ฉากนอกกรอบของเรื่องนี้เราหย่อนไว้ที่

ทวิตเตอร์เนาะ และสำหรับตอนนี้...ไว้เจอกันใหม่จ้า!

ป.ล. อัพในคอมอ่ะ ไม่รู้บรรทัดจะตรงตามในคอมรึเปล่า

 

 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 428 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

623 ความคิดเห็น

  1. #618 @24.aprch (@daradabiwty) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 20:49
    สนุกมากค่ะไรท์รอนะคะ
    #618
    1
  2. #616 supaporn lomasang (@supapornlomasang) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 / 23:02
    เป็น 11 ตอนที่ยาวนาน หากให้ซื้ออ่านก็ไม่นึกเสียดายเงิน อ่านมาหลายเรื่องแต่ไม่มีเรื่องไหนเทียบได้เลย บางเรื่องอ่านไม่ถึง 10 นาทีด้วยซ้ำ

    ขอบคุณมากที่ลงนิยายแต่ละตอนได้จุใจมากค่ะ จะรอนะคะ
    #616
    1
    • #616-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 11)
      24 พฤศจิกายน 2563 / 18:48
      ขอบคุณค่ะ มีกลจ.แต่งนิยายขึ้นเยอะเลย <3
      #616-1
  3. #613 molobee_kk (@mobeekk) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 20:25
    ไม่รู้จะ เศร้า สงสาร หรือ ดีใจ ดี หลายอารมณ์ในตอนเดียวจริงๆ

    สงสาร คุณแม่ยายยยย 😭
    สู้ๆนะ ไรท์ รอเสมอ
    #613
    1
    • #613-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 11)
      21 พฤศจิกายน 2563 / 21:46
      ขอบคุณค้าบบ :3
      #613-1
  4. #612 Kim_Bear (@Kim_Bear) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 / 02:21
    ขอบคุณค่าา
    #612
    0
  5. #611 nyymmpph (@nnyymmpphh18) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 / 23:11
    รอค่าาาา
    #611
    0
  6. #609 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 20:34
    สวัสดีค่ะ คนเขียนเองนะคะ~
    ที่หายหน้าไป ไม่ได้ติดเกมติดนิยายแต่อย่างใด...แต่คิดเรียนค่ะ
    ใช่ค่ะ ติดเรียน!
    เพราะปีนี้เรียนมหาลัยปีสุดท้ายเลยวุ่นกับธีสิสมาสองสามเดือนแล้ว ยังไงนิยายก็จะอัพต่อนะคะแต่อาจจะช้านิดนึง
    เรียนมาให้ทราบจ้า~
    #609
    2
    • #609-1 Rose (จากตอนที่ 11)
      25 สิงหาคม 2563 / 01:56
      ดีใจยังไม่หาย งื้มมรออยู่น่า
      #609-1
  7. #608 baris2 (@baris) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 13:15
    คุณไรท์มาพาน้องออกจากท้องเร๊วว
    #608
    0
  8. #606 G_ttar (@G_ttar) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 01:18

    รอออออ~~อยู่นะเจ้าคะ....

    เข้ามาเช็คจะเป็นรอบที่ร้อยแล้วว่านิยายอัพแล้วหรือยัง😂😂

    #606
    0
  9. #605 A-minus (@Fordelle) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 10:21
    โถ่ วุ่นกันทั้งอาณาจักรเลยนะคะเนี่ย55555555555555 ยอมใจท่านน้าชายมาก ถึงกับเคลียร์งานจนขอบตาดำเพื่อมาดูหน้าหลาน แล้วยังจะขู่จอมมารอีกว่าจะเอาพี่กับหลานกลับอาณาจักร เป็นท่านราชาซิสค่อนนะเนี่ย555555555555
    #605
    0
  10. #604 Mon00038 (@Mon00038) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 10:05
    นางประมาทมากค่ะ ออกมาจากวังทั้งๆที่ใกล้จะเกิดสงครามและโดนหมายหัวแบบตายได้ทุกเมื่อ

    ไหนท้องแก่ใกล้คลอดอีก

    ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาก็ไม่แปลกใจหรอทำตัวเองทั้งนั้น
    #604
    0
  11. #603 JOYNER (@JOYNER) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 23:16
    สมน้ำหน้าได้ไหม อยากหนีเที่ยวกันดีนัก เฮอะๆ
    #603
    0
  12. #602 Minilin_มินิลิน (@Parista_muna) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 12:52
    เกิดในป่าเรยรึนิ
    #602
    0
  13. #601 _victory_88 (@varinthon) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 13:19
    ทำไมหนูเลือกเกิดได้แบบ......ลำบากขุ่นแม่มากค่ะลูกกกกกก
    #601
    0
  14. #600 lunarr (@SnView) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 20:53
    หมอตำแยจำเป็นเฉยเลย 555555
    #600
    0
  15. #599 A-minus (@Fordelle) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 20:37
    สุดพีคไปเลยค่ะ บรรยายได้เห็นภาพมากจนเราขำตามเลย คงโหวกเหวกโวยวายน่าดู55555555555
    #599
    0
  16. #598 Kazael (@Kazael) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 18:12
    ขอขำหมอตำแยจำเป็น 555
    #598
    0
  17. #597 CYAN HYDRANGEA (@hidrenyia) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 18:11

    ผู้กล้าราฟนี่ใช่สปายอ่ะป่าวเนี่ยยย
    #597
    0
  18. #596 lunarr (@SnView) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 01:11
    รองับบบ
    #596
    0
  19. #595 Toey Attaporn (@toey_attaporn) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 22:40
    รอเลยงับบบบ
    #595
    0
  20. #592 Emily_ary (@Emily_ary) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 00:13

    ลงดึกนะไรท์ อิอิ
    #592
    1
  21. #591 Black area (@0808199165) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 00:11
    มาแล้ววว❤❤❤
    #591
    0