เมื่อนักบุญศักดิ์สิทธิ์อยากเป็นภรรยาจอมมาร - When a Divine Priest wants to be a Demon Wife

ตอนที่ 10 : บทที่ 09 - เจ้าหญิงเพียงหนึ่ง |100%|

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,759
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 462 ครั้ง
    29 เม.ย. 63

 


9

เจ้าหญิงเพียงหนึ่ง

 

 

     สง่างาม น่าเกรงขาม รักสันโดษ...เป็นคำนิยามที่เหล่าปีศาจต่างก็ทราบกันว่าคำเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่เอ่ยถึงหัวหน้าขุนพลแมมมอน

          เป็นเรื่องธรรมดาที่บรรดาปีศาจสาวจะพากันหมายตาขุนพลปีศาจทั้งห้ารองลงมาจากจอมมาร ทว่าตัวเต็งอันดับหนึ่งอย่างเบลเซบับกลับหนีไปมีคนรักเสียแล้ว อันดับหนึ่งจึงตกเป็นของแมมมอนอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

          แม้ไม่เคยมีใครได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงภายใต้หน้ากากกะโหลกมนุษย์ แต่พวกนางก็พอจะคาดเดาได้ว่าท่านหัวหน้าขุนพลต้องรูปงามไม่เป็นรองใคร เพราะเพียงแค่น้ำเสียงนุ่มลึกและกลีบปากหยัก พวกนางก็อ่อนระทวยกันเป็นแทบแถวเสียแล้ว

          กระนั้นก็ไม่อาจหาญพอจะไปทำตัวสนิทสนมกับขุนพลแมมมอน ด้วยถูกเมินเฉยราวอากาศธาตุ ทั้งยังขับไสไล่ส่งด้วยถ้อยคำตรงไปตรงมา ว่าต้องกลับไปเฝ้าคลังสมบัติตามรับสั่งขององค์ราชา มากกว่าการมาคอยเกี้ยวสตรีให้เสียเวล่ำเวลา

นับแต่นั้นก็ไม่มีปีศาจสาวตนใดกล้าย่างกรายไปให้ได้เห็นแม้เพียงหางตา

แล้วเหตุใด...ถึงได้มีนางมนุษย์อยู่เคียงกายได้เล่า?

“นางผู้นั้นเป็นอดีตนักบุญแห่งจักรวรรดิจาม่อน”

“ข้าได้ยินมาว่านางเพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในข้ารับใช้คนสนิทขององค์ราชินี”

“นั่นหมายความว่านางมีอำนาจเทียบเท่าท่านลิเวียมิใช่รึ?”

          คำครหามากมายที่ได้ยินขณะที่ก้าวเดินผ่านฝูงปีศาจในย่านการค้าไป ทำเอาร่างบางที่อุตส่าห์โปรยยิ้มหวานมาแต่ไกลเป็นอันต้องชะงักค้าง เพราะคำพูดและสายตาที่มองกันมาเป็นตาเดียว คล้ายกับสงสัยและหวาดระแวงในตัวมนุษย์เช่นนาง

แมรี่ทราบดีว่าปีศาจกับมนุษย์บาดหมางกันมาช้านาน ไม่มีทางที่ทางฟากฝั่งใดฟากฝั่งหนึ่งจะไว้วางใจกันได้

การที่นางออกจากอาณาบริเวณปราสาทมาเดินเตร่ตามย่านการค้าที่เต็มไปด้วยปีศาจเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่โง่เขลานัก

          แต่เป็นเพราะไม่อยากเอาแต่นั่งๆนอนๆทั้งที่มาพำนักต่างแดน แมรี่จึงขอให้ลิเวียธานมอบหมายหน้าที่ออกไปตระเวนตรวจตรานอกปราสาทกับแมมมอน

          ด้วยเหตุนี้ อดีตนักบุญแมรี่จึงต้องคอยเดินตามหลังปีศาจหนุ่มร่างสูงใหญ่ไม่ห่างไปไหนไกล นางสวมใส่อาภรณ์ราบเรียบแต่กรุยกราย น่ารำคาญจนต้องถกชายกระโปรงแล้วจ้ำเดิน

          ทว่านางก็วุ่นวายกับการหอบชายกระโปรงเดินตามแมมมอนอยู่นานสองนาน กระทั่งรู้ตัวว่าถูกทิ้งห่างไปไกล นางจึงตัดสินใจฉีกกระชากกระโปรงให้ขาดวิ่นจนสั้นพอที่จะทำให้ก้าวขาเดินได้ถนัด ท่ามกลางสายตาจรดมองแล้วกระซิบกระซาบกันถึงการกระทำหน้าไม่อายกลางธารกำนัลเช่นนี้

          แมรี่รู้อยู่เต็มอกว่านางทำอากัปกิริยาไม่เหมาะไม่ควร แต่จะให้ทำอย่างไร ในเมื่อนางหงุดหงิดใจเสียจนอยากกรีดร้องแล้วกระทืบเท้าเร่าๆ แต่ก็ทำได้แค่เดินตามหลังต้อยๆ ไม่กล้าแม้แต่ปริปากเอื้อนเอ่ยคำใดให้คนนำทางได้ยิน

นับแต่ได้พบสบตากัน นางล่วงรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าปีศาจนามว่าแมมมอนน่ากลัวเกินกว่าจะสบตามองกันอีกเป็นหนที่สอง ทว่านางก็ทำได้แต่หลบเลี่ยง เพราะแม้แต่ตอนนี้นางก็ถูกจรดมองด้วยดวงตาคมกริบภายใต้หน้ากากกะโหลกมนุษย์

          “ท่านควรจะเดินดูทาง มากกว่าเดินดูข้านะคะ” นางเอ่ยบอก หลุบสายตาหนีจนเผลอไผลไปกวาดมองสายตาริษยาของเหล่าปีศาจสาวที่จับจ้องมายังนาง

          “เจ้าไม่ควรเผยเนื้อหนังให้ปีศาจตนอื่นได้เห็น” ดวงตาคู่นั้นตวัดกลับไปมองปีศาจบางตัวตามตรอกมืด คล้ายกับบอกเป็นนัยให้นางหันมองตาม “ปีศาจชั้นต่ำบางจำพวกชอบลิ้มรสเนื้อมนุษย์นัก เจ้าควรจำใส่ใจไว้”

          แมรี่ได้แต่อ้าปากพะงาบแล้วยกมือปัดป่ายเรียวขาเปลือย ทว่าไม่ทันได้ต่อล้อต่อเถียงว่าไม่ทราบมาก่อน ดาบกระดูกมนุษย์เล่มใหญ่ก็ถูกโยนมาให้นางเอาไปหอบหิ้ว

“ถือดาบข้าไว้ อย่างน้อยก็ทำให้พวกมันเกรงกลัว”

แล้วถามข้ารึยังว่าอยากถือหรือไม่ อีกอย่างข้าก็ดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องให้ท่านมาเวทนา!

          บุตรีหัวหน้าอัศวินเช่นนางรู้สึกต่ำต้อยนักที่ถูกมองว่าอ่อนแอนักหนา แต่อีกใจก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านางอยู่ต่างถิ่นต่างเผ่าพันธุ์ ควรจะฟังคำอีกฝ่ายไว้มากกว่าเอาความหยิ่งยโสของตนเป็นใหญ่

(ต่อ)

          แมรี่ยังคงปิดปากเงียบเช่นเดิม พลางมองดูความทรุดโทรมของอาณาจักรเซนเดรียที่ใกล้หวนคืนความรุ่งเรืองดังเดิม นับแต่องค์ราชินีทรงครรภ์เจ้าชายองค์แรกตามคำลือคำเล่าที่ผ่านหูไป

หม่อมฉันควรทำเช่นไรเป็นการตอบแทนในบุญคุณที่ติดค้างนักบุญเนเดเรียและเหล่าปีศาจหรือเพคะ?

          หลายครั้งหลายคราที่นางเฝ้าเพรียกหามหาเทพให้ช่วยชี้ทางสว่างให้แก่นาง แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากพระองค์แม้เพียงเสียงกระซิบ แมรี่ที่ถือบุญคุณเป็นใหญ่จึงเฝ้าพะวงมากมาย เกรงว่าการตอบแทนของนางอาจเป็นการดูหมิ่นเหล่าปีศาจเข้า

          เหตุเพราะทราบดีว่าสองเผ่าพันธุ์บาดหมางกันมานานนม แมรี่จำต้องเข้าหาผู้มีสายเลือดของมนุษย์เฉกเช่นนางอย่างเนเดเรีย หวังเพียงทำตัวสงบเสงี่ยมไม่ขวางหูขวางตาปีศาจตนใด จนหลงลืมไปเสียสนิทว่าสหายเก่าคนนี้กลับกลายเป็นองค์ราชินีแห่งแดนปีศาจเสียแล้ว

มนุษย์นั้นช่างเปราะบางและอ่อนแอ

          คำย้ำบอกของปีศาจแมมมอนในคราวนั้นยิ่งทำให้นางจดจำเอาไว้ในใจ ว่ามนุษย์เช่นนางอย่าริอาจจองหองกับปีศาจ เหมือนอย่างคำสอนของท่านแม่ที่เคยพร่ำบอกเฉกเช่นเดียวกัน

          ทว่านางก็อยากตอบแทนบุญคุณนั้นด้วยพรสามประการที่นางมี เพราะนางเชื่อว่าในภายภาคหน้า พลังของนางจะต้องมีความจำเป็นไม่มากก็น้อยเป็นแน่

          คิดได้เช่นนั้น นัยน์เนตรมรกตคู่งามก็เหลือบมองปีศาจหนุ่มที่ก้าวขาเดินจากนางไปพูดคุยกับปีศาจแม่ลูกทั้งสองตน ดูแล้วเรื่องที่พูดคุยคงหนักหนาเกินทั้งสองจะรับไหวถึงได้ร้องห่มร้องไห้ออกมา วอนขอบางสิ่งบางอย่างที่อีกฝ่ายทำได้เพียงส่ายหน้าเท่านั้น

“ดะ ได้โปรด ลูกของข้าทนเจ็บปวดจากเวทย์ของพวกมนุษย์เพราะบังเอิญไปพบเจอเข้า ได้โปรดช่วยลูกข้าด้วยเถอะ!”

“ข้าไม่มีเวทย์รักษา อีกอย่างเวทย์ที่กัดกินผิวเนื้อเช่นนั้น คงเป็นมนตร์ดำไม่ผิดแน่”

          แมรี่ไม่ได้อยากเข้าไปยุ่มยามนัก แต่หลังจากเงี่ยหูฟังแล้วได้ยินเช่นนั้น นางก็เดินปรี่เข้าไปหาสองแม่ลูกแล้วคว้าแขนของปีศาจน้อยมาพินิจดูอย่างถือวิสาสะ ลืมที่จะสนใจฟังเสียงท้วงของแมมมอนไปหมดสิ้น

          “เป็นมนตร์ดำจริงๆด้วย...” นางพึมพำ ก่อนหันไปกระซิบกระซาบกับปีศาจหนุ่ม “แต่มนตร์ดำบทนี้ไม่ใช่ฝีมือของเจ้าหญิงแอชลี่ย์ค่ะ”

          เพราะเคยพบเจอกับมนตร์ดำของเจ้าหญิงแอชลี่ย์ที่เปี่ยมไปพลังเวทย์อันน่าหวาดกลัว นางจึงแน่ใจเสียยิ่งกว่าอะไรดีว่ามนตร์ดำบทนี้มิได้ร่ายโดยผู้มีเวทย์กล้าแกร่ง แล้วยังบางเบาเสียจนชี้ชัดได้ว่าผู้ร่ายเวทย์คงอยู่ในช่วงริเริ่มศึกษามนตร์ดำเท่านั้น

          เพียงทั้งสองสบตากันหลังจากครุ่นคิดกันอยู่ครู่หนึ่ง ก็ทราบในทันทีว่ามีมนุษย์บางกลุ่มคิดใช้มนตร์ดำสำหรับศึกสงครามที่กำลังจะมาถึงตามผู้ชี้นำอย่างเจ้าหญิงแอชลี่ย์

และถ้าเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นจริง เกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเป็นแน่...

“ฮึก ได้โปรด...ได้โปรดช่วยลูกข้าด้วย”

          ในคราแรก แมมมอนคิดจะพาทั้งสองไปเข้าพบราชินีเนเดเรียเพื่อขอให้พระองค์ใช้พรปัดเป่ามนตร์ดำที่สร้างความเจ็บปวดให้แก่สองแม่ลูก ทว่าแมรี่ที่เห็นว่ามันคงไม่ทันการต่อให้รีบรุดกลับไปยังปราสาท เพราะมนตร์ดำพวกนี้ถึงแม้จะบางเบาแต่ก็มีช่วงเวลาจำกัดในการปลิดลมหายใจของผู้ที่ต้องมนตร์

          นางทราบดีว่ายังคงถูกจับตามองในทุกการกระทำจากเหล่าปีศาจ กระนั้นอดีตนักบุญแมรี่ก็หาได้สนใจ นางคว้าตัวปีศาจน้อยมาอุ้มไว้แนบอก พลางเพ่งพินิจพิจารณาก้อนเวทย์สีดำกำลังกลืนกินผิวกายบนท่อนแขนจนกร่อนลึกลงไปถึงกระดูก

“ฮือ เจ็บ เจ็บเหลือเกิน”

          ปีศาจน้อยก็เจ็บปวดเกินกว่าจะถามไถ่เรื่องใดได้ นางจึงตัดสินใจฉวยเอาดอกไม้ในตระกร้ามากำไว้แน่นขนัด ก่อนร่ายพรประการที่หนึ่งอันเป็นพรแห่งการมอบลมหายใจ หรืออีกนัยก็คือการแลกเปลี่ยนลมหายใจซึ่งกันและกัน

          เหล่าปีศาจที่อยู่ในอาณาบริเวณของอดีตนักบุญนางนั้นต่างก็ตระหนกตกใจเมื่อเห็นนางคว้าตัวปีศาจน้อยไปร่ายมนตร์บางอย่าง ไม่ทันได้ร้องโวยวายแต่อย่างใด แสงสว่างจากมนตร์นั้นก็เจิดจ้าเสียจนต้องยกมือขึ้นมาปัดป่ายดวงตาเพราะเกรงว่าจะมืดบอด

          กระทั่งแสงสว่างจางหายไปกับสายลมที่พัดผ่าน เมื่อนั้นมารดาก็เข้าโผกอดลูกน้อยแล้วร่ำไห้ด้วยความดีใจที่ไม่เห็นบาดแผลกัดกินเนื้อหนังเหวอะหวะอย่างที่เห็นก่อนหน้า ไร้ซึ่งร่องรอยราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

“นะ นั่น นางทำได้อย่างไรกัน!?”

“พรมอบลมหายใจ!”

“ถึงอย่างไรนางก็ได้ชื่อว่าเป็นนักบุญ...น่าตกใจตรงไหนกันที่นางมีพรมอบลมหายใจ?”

          จากที่ถูกจ้องมองด้วยความระแวดระวัง ปีศาจอีกหลายตนก็พากันมารายล้อมแล่วเอ่ยถามถึงพรสามประการที่นักบุญแมรี่ครอบครองอย่างนึกสงสัย บ้างก็เอ่ยขอบคุณที่นางช่วยชีวิตปีศาจน้อยตนนั้นไว้อย่างไม่คิดลังเล

“ฮึก...ขอบคุณมาก ขอบคุณมากท่านนักบุญ”

“เอ่อ ข้าเพียงทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้น เจ้าอย่าได้กังวลนักเลย”

          แม้แต่มารดาของปีศาจน้อยที่ในตอนแรกดูกริ้วโกรธนาง กลับคุกเข่ากราบกรานแล้วเอ่ยขอบคุณและขอโทษเสียยกใหญ่ที่เข้าใจเจตนานางผิดไป

          แมมมอนมองดูความวุ่นวายและเสียงพร่ำเรียกนักบุญแมรี่อย่างชื่นชมในความกล้าหาญ หมดความกังวลในตัวของนางจนหมดสิ้น ตรงกับคำบอกของลิเวียธานที่บอกไว้ว่านางนักบุญผู้นี้จะต้องได้รับการยอมรับจากเหล่าปีศาจเป็นแน่

          ทว่านัยน์เนตรคู่คมภายใต้หน้ากากกะโหลกมนุษย์ก็เหลือบไปเห็นฝ่ามือบางที่มีบาดแผลเผาไหม้แดงก่ำ และนางก็จงใจเก็บซ่อนบาดแผลนั้นไว้ไม่ให้ใครเห็น ยังคงเอื้อนเอ่ยด้วยวาจาฉอเลาะทั้งที่สีหน้านางแสดงออกว่าเจ็บเสียขนาดนั้น

“มากับข้า”

          ไม่ปล่อยให้นางต้องเก็บซ่อนความเจ็บปวดไว้นาน ปีศาจแมมมอนรั้งร่างบางที่อยู่ในวงล้อมเหล่าปีศาจออกมาได้อย่างง่าย ท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความเสียดายที่ไม่ทันได้พูดคุยกับท่านนักบุญอย่างที่หวังไว้

“ท่านจะพาข้าไปไหน เดี๋ยวก่อนสิคะ!?”

          แมรี่ตกใจเล็กน้อยที่นางถูกพาตัวออกมา ร้องโวยวายเสียงดังลั่นว่าสิ่งที่นางทำนั้นไม่ผิดเสียหน่อย เหตุใดต้องทำเหมือนกริ้วโกรธที่นางช่วงปีศาจน้อยตนนั้นด้วย

          ทว่าคำถามของนางก็ไร้ซึ่งตอบ มีเพียงเสียงทอดถอนหายใจบอกเป็นนัยว่าจงเงียบปากเสียก่อนเถิด เมื่อนั้นนางจึงยอมปิดปากเงียบแล้วก้าวขาเดินไปตามทางที่ฝ่ามือหยาบกรานกอบกุมข้อมือนางไว้

ตลอดเส้นทางที่เดินมามิได้เป็นเส้นทางในชานเมือง แต่เป็นเส้นทางของผืนป่ากว้างที่เต็มไปด้วยต้นไม้แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา

          เห็นเช่นนั้นแมรี่ก็แอบหน้าซีดหน้าเซียวเล็กน้อย คราแรกนางนึกว่าคงจะโดนท่านขุนพลต่อว่าที่ไปยุ่มย่ามกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ตอนนี้นางกลับจินตนาการไปเสียไกลว่าคงถูกเอามาปล่อยทิ้งเป็นการทำโทษเป็นแน่

“นั่งลง ประเดี๋ยวข้ามา” ปีศาจหนุ่มชี้นิ้วไปที่ใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ และนักบุญสาวก็นั่งลงแต่โดยดีด้วยสีหน้าหวาดผวา

ข้าทำอะไรผิดกัน เหตุใดต้องทำกับข้าอย่างนี้ด้วย?

          นางเฝ้าถามตัวเองในใจเมื่อเห็นร่างสูงก้าวเท้าจากไป ขมวดคิ้วมุ่นแล้วเขี่ยต้นไม้ใบหญ้าไปพลางๆในขณะที่รอแมมมอนเดินกลับมา เพราะเข้าใจตามที่คิดเองเออเองว่านางถูกทอดทิ้งให้นั่งกอดเข่าในป่าใหญ่เพียงลำพังเพื่อเป็นการทำโทษ

          ทว่าไม่นานเกินรอ แมมมอนก็เดินกลับมาหานางพร้อมกับสองมือหนาที่โอบอุ้มสายน้ำใสสะอาดไว้ ก่อนจะสั่งให้นางหงายฝ่ามือข้างที่บาดเจ็บ

          แมรี่ทราบดีว่านางคงปิดบังอาการบาดเจ็บไม่พ้นสายตาแมมมอน นางจึงหงายฝ่ามือขวาที่ถูกพรของตนเผาไหม้ไปพร้อมกับดอกไม้จนเจ็บแสบไปหมด แต่แล้วความปวดแสบปวดร้อนนั้นก็ทุเลาลงเมื่อหยาดน้ำเย็นเยียบไหลผ่านบาดแผล นางได้แต่เอ่ยขอบคุณพลางตำหนิตัวนางเองที่หลงลืมไปว่าบาดแผลจากมนตร์ดำเช่นนี้ต้องชำระล้างด้วยสายน้ำในทันที

          “พรประการที่หนึ่งของเจ้าคือการแลกเปลี่ยนลมหายใจกันระหว่างดอกไม้กับบาดแผล...เหตุใดกลับกลายเป็นเจ้าต้องรับมนตร์ดำบางส่วนมาไว้กับตัวเล่า?”

นั่นเป็นเพียงคำคาดเดาของแมมมอน แต่กลับทำให้แมรี่ลอบกลืนน้ำลายเพราะไม่คิดว่าพรของนางจะถูกมองออก

          เป็นความจริงที่พรประการที่หนึ่งของนางเป็นการแลกเปลี่ยนลมหายใจของสิ่งมีชีวิต ทว่านอกจากบาดแผลที่แลกเปลี่ยนกันแล้ว ตัวนางเองก็ต้องรับบาดแผลนั้นมาด้วย

นับว่ายังโชคดีที่มนตร์ดำบทนี้บางเบามาก บาดแผลจึงไม่หนักหนาสาหัสเท่าที่ควร

          “อภัยให้ด้วยที่ข้าไม่ได้บอกเรื่องพรให้ท่านทราบ แต่ข้าไม่เป็นไรจริงๆค่ะ ประเดี๋ยวแผลพวกนี้ก็หายแล้ว” นางเอื้อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นว่าแมมมอนพินิจดูบาดแผลของนางไม่วางตา

ทว่าไม่ทันที่นางจะได้หยัดตัวลุกขึ้น นัยน์เนตรดุดันคู่นั้นก็ตวัดมองมาพร้อมกับคำย้ำบอกให้นั่งลงตามเดิม

“ข้าอยากหลับเสียหน่อย” ว่าแล้วก็ทรุดตัวนั่งข้างนางหน้าตาเฉย ทำเอาแมรี่รีบถดกายหนีร่างหนา

“เอ่อ ไม่รีบกลับปราสาทหรือคะ...”

“ถ้าเจ้าอยากกลับนัก ก็กลับไปก่อน”

          นักบุญแมรี่หมดเรี่ยวหมดแรงจะต่อปากต่อคำกับปีศาจแมมมอน จำต้องนั่งนิ่งปิดปากเงียบเมื่อเห็นคนข้างกายยกมือกอดอกเบือนหน้าหนี ไม่แม้แต่จะปรายตามองดวงหน้างามที่บูดบึ้งกับคำย้ำบอกให้นางกลับปราสาทไปคนเดียว

“หากข้ารู้ทาง ข้าก็คงเดินกลับปราสาทไปแล้วล่ะค่ะ”

          ได้แต่บ่นพึมพำแล้วทอดสายตามองนกมองไม้รอปีศาจหนุ่มให้ลืมตาตื่นจากนิทรา หารู้ไม่ว่าคนข้างกายนางยังไม่ได้เข้าสู่ห้วงนิทราแต่อย่างใด ดวงตาคู่คมภายใต้หน้ากากกะโหลกมนุษย์ยังคงหลุบมองฝ่ามือของตนที่เผลอสัมผัสผิวกายของนางเข้า

เหตุใดตัวนาง น้ำเสียงนาง หรือแม้แต่ดวงตาของนาง ถึงทำให้ข้าหวนนึกถึงสตรีนางนั้นกัน?

          เปลือกตาบางปรือปิดบดบังนัยน์เนตรคู่งามยามหวนนึกถึงมนุษย์นางหนึ่งที่เคยช่วยชีวิตนางไว้โดยบังเอิญ ทว่าพอตลบคิดว่าเรื่องราวในคราวนั้นผันผ่านมานานกว่าสามสิบปีแล้ว ปีศาจหนุ่มจึงละความคิดที่ว่าทั้งสองอาจเป็นคนคนเดียวกันไป

          เพียงเฝ้านึกถึงดวงตาสีมรกตคู่นั้น แมมมอนก็พะวงถึงสัญญาบางอย่างที่เคยให้กันไว้ และเผลอหลงลืมไปนับแต่ไม่ได้พบหน้านาง

 

 

 

          เหล่าข้ารับใช้ต่างก็หันรีหันขวางส่งสายตาหากัน ราวกับจะเอ่ยถามกันว่าต้องบอกกับหัวหน้าครัวอย่างเบลเซบับอย่างไร ว่าอาหารคาวที่อุตส่าห์นำมาถวายองค์ราชินี พระองค์กลับยกให้พวกข้ารับใช้ได้กินอย่างอิ่มท้อง แล้วยังรับสั่งว่าถ้าทานไม่หมดจะลงโทษเสียให้เข็ด...เช่นนี้ใครจะไปกล้าขัดพระทัยได้เล่า?

คงเป็นเพราะพระองค์เสวยแต่ของหวานกระมัง ถึงไม่แตะของคาวแม้แต่จานเดียว

“ข้าอิ่มจะตายอยู่แล้ว”

“อดทนไว้ เราต้องรีบกินให้หมดก่อนที่องค์ราชาจะเสด็จมา เอ้า!”

          ใช่แล้ว เหตุที่เหล่าข้ารับใช้ต้องรีบเร่งสวาปามอาหารในจานให้หมด เป็นเพราะองค์ราชารับสั่งให้คอยจับดูมิให้องค์ราชินีเสวยแต่ของหวาน

ทว่าละสายตาไปประเดี๋ยวเดียว ของหวานที่แอบเก็บซ่อนไว้ในห้องครัวก็อันตรธานมาอยู่บนโต๊ะอาหารเสียแล้ว

          นับแต่เนเดเรียตั้งท้อง นางก็โหยหาของหวานตลอดเวลาแม้ยามหลับตานอนก็ยังเฝ้าฝันถึง จำต้องรบกวนจอมมารราฟาเอลให้หาของหวานมาให้นางประทังหิวกลางดึก ทว่าสามีผู้แสนดีกลับไม่คิดตามใจนางซักนิด

“เจ้าเอาแต่ทานของหวานเช่นนี้ หากลูกข้าเกิดมา เกรงว่าข้าคงอุ้มไม่ไหว” หรืออีกนัยเพราะนางคงทำให้ลูกตัวอ้วนกลม

          นั่นเป็นเรื่องที่นางเองก็ไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดถึงโหยหิวแต่ของหวานเลี่ยน ครั้นเอ่ยถามลูกน้อยในท้องก็ไม่มีเสียงกระซิบกระซาบใดตอบกลับมาเหมือนอย่างที่แมรี่มอบพรให้นางไว้

“เฮ้อ อาร์ธีอัส...เจ้าจะแกล้งแม่อีกนานหรือไม่?” แม้จะกังวลใจแต่ก็ทำได้เพียงยกมือลูบหน้าท้องแบนราบที่บัดนี้กลมนูน

          เนเดเรียสืบสายเลือดก้ำกึ่งระหว่างเทพีแห่งสรรพสิ่งกับมนุษย์ หากนางมีครรภ์ ก็ควรจะมีช่วงเวลาในการให้กำเนิดลูกน้อยรวมเก้าเดือน แต่ทว่าราฟาเอลสืบสายเลือดของปีศาจ ทำให้นางตั้งครรภ์เพียงเดือนเดียว

          จากที่ฟังคำบอกเล่าของลิเวียธานมา ว่ากันว่าราชินีองค์ก่อนเจ็บปวดจากครรภ์อันใหญ่โตจนผิวหน้าท้องปริแตก จำต้องใช้ยาเร่งการให้กำเนิดให้เหลือเพียงครึ่งเดือนเท่านั้น

          ในตอนแรกราชินีเนเดเรียก็ดื้อรั้นและยืนกรานที่จะอุ้มท้องให้ครบเดือน ด้วยเกรงว่ายาเร่งการให้กำเนิดจะทำให้ลูกของนางมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง ทั้งที่ผู้คิดค้นยาอย่างแอสโมดิวส์ก็ยืนกรานเช่นกันว่ายาของตนไม่ส่งผลอื่นใดต่อเจ้าชายน้อยแน่นอน

          ทว่าตอนนี้นางชักเริ่มไม่แน่ใจว่าควรแล้วหรือที่จะไม่ใช้ยา เพราะนับวันท้องของนางก็ยิ่งกลมโต เพียงค่ำคืนเดียวก็ขยายใหญ่ขึ้นจนเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่าง ผิวกายของนางก็ร้อนผ่าวราวกกกอดเปลวไฟไว้กับตัว แม้แต่จอมมารก็ไม่อาจช่วยให้ความเจ็บปวดของนางทุเลาลงได้ ทำได้แค่คอยปลอบประโลมยามค่ำคืนไม่ให้นางต้องเจ็บปวดมากไปกว่านี้

(ต่อ)

จากที่เดินเหินได้คล่องตัว กลับกลายเป็นเดินได้เชื่องช้า เพราะนางคอยระแวดระวังว่านางจะซุ่มซ่ามเดินสะดุดลมแล้วล้มเข้า

          อาการของนางทำให้จอมมารราฟาเอลพะวงไม่น้อย ครั้นอยากโยนงานราชกิจราชการทั้งหลายให้เหล่าขุนพลทำเสียให้หมดก็ไม่อาจทำได้ จำต้องออกปากสั่งขุนพลปีศาจทั้งห้าให้คอยเฝ้าดูแลภรรยาคนงามของตนไว้ อย่าได้ละสายตาแม้เพียงชั่วขณะ

          เมื่อนั้นความสงบสุขของเนเดเรียจึงถูกพรากจากไป เพราะรอบกายนางที่ควรเป็นเสียงของสายลมที่พัดผ่านและดอกไม้ใบหญ้าที่ผลิบาน กลับกลายเป็นเสียงอึกทึกครึกโครมของปีศาจห้าตนที่เอาแต่ถกเถียงกันตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว

          “ว่าอย่างไรบ้างเบล เจ้าเห็นนิมิตอื่นใดอีกหรือไม่!?” สองแฝดปีศาจเอ่ยถามเบลเฟกอลด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับ “พวกข้าอยากรู้ว่าต่อไปจะเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชาย”

          ทว่าปีศาจหนุ่มที่ยังง่วงงุนเพราะถูกรบกวนช่วงเวลานอนกลางวัน ทำเพียงขมวดคิ้วถลึงตาใส่ทั้งสอง พลางยักไหล่ตอบคำถามอย่างไม่ใส่ใจนัก “ไม่รู้ แล้วก็เลิกถามข้าเสียที ประเดี๋ยวนิมิตมาข้าจะบอกพวกเจ้าเอง”

“เชอะ! ถ้าเป็นลิเวียเอ่ยถามเจ้าคงจะตอบทันทีทันใด”

          ไม่วายแอบค่อนแคะเบลเฟกอลที่ฟุบหน้าหลับไปอีกหน กระนั้นเจ้าตัวก็อุตส่าห์ได้ยิน ผงกหัวขึ้นมาอีกหนแล้วตอบชัดถ้อยชัดคำว่าอย่ามาเอ่ยถึงภรรยาของข้า

          หารู้ไม่ว่าลิเวียธานที่เดินกลับมายังศาลาริมสวนดอกไม้พร้อมกับแมมมอนหลังจากเสวนากันเรื่องจัดตั้งกองทัพแนวหน้ากันเสร็จสรรพ กำลังหน้าแดงก่ำตัวสั่นเทาอย่างเขินอายที่ได้ยินคำว่า ‘ภรรยาของข้า’ ชัดเต็มสองหู

“เจ้าพูดเรื่องเหลวไหลอะไรต่อหน้าองค์ราชินี!”

          และนางก็ไม่ลังเลที่จะเดินตรงเข้าไปกรีดร้องโวยวายใส่เบลเฟกอล เงื้อมือหมายจะทุบซักเปรี้ยงให้รู้สำนึก แต่ก็เป็นอันต้องแน่นิ่งไปเมื่อได้ยินคำที่ทำให้ใครต่อใครที่บังเอิญได้ยินพลอยเขินอายไปด้วย

“ก็เจ้าเป็นของข้าแล้ว...คงเหลือแค่สวมแหวนที่เจ้ายังไม่ยอมเสียที”

          ไม่กี่อึดนับจากนั้น ลิเวียธานก็เป็นอันต้องขวยเขินจนตัวบิดตัวม้วน แต่ยังคงปากแข็งว่าถึงอย่างไรนางก็ไม่สวมแหวน ช่างแตกต่างกับดวงใจของนางที่อ่อนยวบยาบ ได้แต่หลบมายืนอยู่เคียงข้างองค์ราชินีอย่างเอียงอาย

“เสวยของหวานอีกแล้วหรือเพคะ?” แล้วยังมาทำเป็นเอ่ยถามกลบเกลื่อนอีกต่างหาก

“ข้าไม่ได้อยากกินเสียหน่อย เป็นเจ้าชายของพวกเจ้าต่างหากที่อยากกิน”

          เนเดเรียที่กำลังเพลิดเพลินไปกับการละเลียดทานเค้กเชอร์รี่เอ่ยตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก พลางแย้มยิ้มเมื่อลูกน้อยในท้องของนางขยับไหวราวกับได้ลิ้มรสของหวานแล้วชื่นชอบเสียจนอยากออกมากระโดดโลดเต้น

ด้วยเหตุนี้นางถึงต้องทานของหวานทั้งที่ไม่ได้ชอบทานนัก แต่ถ้าลูกของนางชอบก็ไม่อาจขัดข้องได้

          หลังจากเรื่องราวในคราวนั้นที่ราชินีเนเดเรียเผลอไผลอาละวาดใส่เหล่านางบำเรอที่ถูกมนตร์ตรึงจิตตรึงใจครอบงำไว้ พวกนางก็บังเอิญหลุดจากมนตร์นั้นมาได้และพากันวอนขอกลับไปยังบ้านเกิดของตนในทันใด

แน่นอนว่านางไม่คิดทัดทาน แล้วยังมอบของมีค่าเล็กน้อยพอให้พวกนางไม่ต้องกลับไปทนลำบาก

          แต่ถ้าหากนางบำเรอนางใดไม่มีบ้านเกิดให้ได้กลับไป องค์ราชินีผู้มีพระทัยเมตตาก็จะส่งมอบไปเป็นข้ารับใช้ตามเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นข้ารับใช้ที่มีหน้าที่ทำครัวไปจนถึงซักล้าง

          ปราสาทส่วนในที่เคยเป็นที่พำนักของเหล่าอิสตรีโฉมงามมากมาย จึงกลายเป็นปราสาทส่วนที่เงียบเชียบร้างรา และคงกลายเป็นสวนกว้างให้ลูกๆของนางได้วิ่งเล่นในเร็ววัน ตามที่ร้องขอของรับขวัญลูกจากจอมมารไว้

ใช่ มันควรเป็นเช่นนั้นตามที่เนเดเรียวางแผนไว้ให้มีสนามหญ้ากว้างใหญ่ก่อนที่นางจะให้กำเนิดลูกคนแรก

          เพียงแต่สามีผู้ไม่รู้ประสา ดันยกหน้าที่เจรจาขอปราสาทส่วนในคืนมาจากเจ้าของปราสาทด้วยตัวเอง ซึ่งเจ้าของปราสาทจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้ปกครองเหล่านางบำเรอ...คริสโตเฟอร์ โดโรแวนอย่างไรเล่า!

          อันที่จริงเนเดเรียไม่คิดจะหลบเลี่ยงการพบเจอหน้ากันกับคริสโตเฟอร์ ทว่าตัวนางในตอนนี้ที่แม้แต่เดินยังลำบาก คงต่อปากต่อคำด้วยไม่ได้เป็นแน่

“เฮ้อ...”

          คิดได้เช่นนั้นนางก็หนักใจเสียจนทอดถอนหายใจออกมา เหล่าขุนพลปีศาจจึงเงียบปากไปในทันใด พร้อมทั้งหันไปปรึกษาหารือกันทางสายตาว่าใครควรเอ่ยถามองค์ราชินี

“องค์ราชินีมีเรื่องหนักพระทัยหรือเพคะ?”

เป็นลิเวียธานที่เอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัยโดยไม่คิดสนใจฟังคำกระซิบกระซาบของใครอื่นว่าควรแล้วหรือที่จะถาม

          ทว่าเนเดเรียที่ละมือจากการละเลียดชิมเค้กเชอร์รี่ กลับปรายมองปีศาจสาวข้างกายที่คอยรับใช้นับแต่มาพำนักที่อาณาจักรเซนเดรีย นางจึงไว้วางใจที่จะบอกเรื่องหนักใจนี้ให้ทราบ

“ข้าอยากยุบปราสาทส่วนใน แต่จอมมารบอกให้ข้าไปเจรจากับญาติของเจ้าเอง” ว่าแล้วก็ถอนหายใจอีกหน

          คราแรกปีศาจลิเวียธานเพียงอยากไถ่ถามเพราะไม่อยากให้องค์ราชินีเป็นกังวลมากเกินไป ครั้นพอได้ยินถ้อยคำที่กล่าวถึง ‘ญาติ’ นางก็ชักสีหน้าคลับคล้ายคลับคลาไม่พอใจ “ปีศาจต่ำชั้นเช่นนั้นไม่ใช่ญาติของหม่อมฉันเพคะ”

เอ๊ะ นี่ข้าทำอะไรผิดไปรึ?

          กลับกลายเป็นราชินีเนเดเรียเสียเองที่ส่งสายตาเลิ่กลั่กไปยังขุนพลอีกสี่ตนที่ทำหน้างุนงงไม่ได้ต่างจากนางนัก และเป็นปีศาจแมมมอนเองที่เข้ามาเอ่ยคำเพียงไม่กี่คำที่ทำให้นางเข้าใจท่าทีของลิเวียธานในทันใด

          “ปีศาจที่ตั้งตัวเป็นผู้ปกครองปราสาทส่วนในตนนั้นมีอำนาจเทียบเท่ากับกระหม่อม เพราะนอกจากจะปกครองส่วนในแล้ว ยังคอยให้คำปรึกษาเรื่องแนวทางการรบกับองค์ราชาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

เพราะอย่างนี้ ลิเวียธานถึงได้กริ้วโกรธคริสโตเฟอร์ที่มายุ่งเกี่ยวในส่วนที่นางรับผิดชอบใช่หรือไม่?...เนเดเรียครุ่นคิด

          หลังจากนั้น แมมอนก็ร่ายยาวถึงเรื่องราวของคริสโตเฟอร์นอกเหนือจากที่นางทราบมา นั่นทำให้นางตัดสินใจเด็ดขาดว่าวันนี้นางต้องไปพบกับเจ้าตัวเพื่อพูดคุยกันให้รู้ความ

“ข้าจะไปหาคริสโตเฟอร์!” ว่าเสร็จสรรพก็หอบหิ้วชายกระโปรงยาวกรุยกรายอย่างรีบเร่ง แต่ก็ยังค่อยๆก้าวขาเดินไปอย่างช้าๆ

          เหล่าขุนพลที่ได้ยินองค์ราชินีรับสั่งเช่นนั้นก็รีบรุดตามไป แม้แต่ลิเวียธานที่ไม่อยากจะติดตามไปนักก็จำต้องไป ด้วยเป็นห่วงว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น

          “กระหม่อมว่าองค์ราชินีประทับอยู่ที่ศาลาก่อนเถิด ประเดี๋ยวกระหม่อมจะไปเชิญให้ท่านคริสโตเฟอร์มาพบพระองค์ด้วยตัวเองพ่ะย่ะค่ะ” แอสโมดิวส์รีบเข้ามาทัดทาน จดจ้องมองพระพักตร์งามแต่ซีดเซียวขององค์ราชินีด้วยความกังวล

          “กระหม่อมขอบังอาจทูลว่ากระหม่อมพอเข้าใจว่าเหตุใดองค์ราชินีมีประสงค์รีบเร่งทำที่โล่ง แต่เวลานี้ปราสาทส่วนในยังอยู่ในการปกครองของท่านคริสโตเฟอร์ เกรงว่าการไปขอยุบปราสาทส่วนนั้นจะเป็นการเสียมารยาทพ่ะย่ะคะ” เบลเซบับก็คอยทัดทานเช่นกัน

          “ช่างเถอะพวกเจ้า องค์ราชินีมีประสงค์จะยุบปราสาทส่วนใน อย่าได้คิดขัดพระองค์เพียงเพราะพวกเจ้าเกรงอกเกรงใจเจ้าคริสโตเฟอร์อะไรนั่น” คงมีแต่เบลเฟกอลที่เห็นตรงกันกับเรื่องนี้ หรือแค่อยากเข้าข้างลิเวียธานก็ไม่อาจทราบได้

          “กระหม่อมจะนำทางไปยังปราสาทส่วนในเองพ่ะย่ะค่ะ” แมมมอนรีบเข้ามาประคองนางทันทีที่เห็นหอบหายใจเพียงก้าวเดินไปได้ไม่กี่ก้าวเท่านั้น

          กลับกลายเป็นว่าเนเดเรียถูกเหล่าขุนพลปีศาจเดินล้อมหน้าล้อมหลัง แล้วยังอาจหาญถกเถียงกันต่อหน้าต่อตา หากไม่ถูกหัวหน้าขุนพลอย่างแมมมอนตวัดสายตามอง เห็นทีคงไม่รู้จักสำนึกกัน

          จริงอยู่ที่นางหมายมั่นปั้นมืออยากยุบปราสาทส่วนในให้เป็นสวนกว้าง แต่นางก็ไม่คิดเป็นศัตรูกับคริสโตเฟอร์ ออกจะนึกเอ็นดูจนอยากได้มาเป็นข้ารับใช้เคียงกายเหมือนอย่างลิเวียธาน

          ทว่าพอทราบว่าทั้งสองไม่ค่อยชอบหน้ากันเท่าใดนัก นางจึงละความคิดที่อยากให้คริสโตเฟอร์มาเป็นข้ารับใช้ไปชั่วขณะ และอยากเสาะหาถึงเหตุผลที่ปีศาจตนนั้นได้รับมอบหมายให้เป็นที่ปรึกษาทางการรบ

          แล้วเหตุใดต้องจำแลงกายเป็นน้องสาวของตน ซ้ำยังเข้ายึดครองปราสาทส่วนใน คอยควบคุมพวกนางบำเรอให้ตามรังควานข้าอยู่ร่ำไป...แท้จริงเจ้าต้องการอะไรจากข้ากันแน่?

          คำถามมากมายที่ผุดขึ้นมาในหัวทำให้นางรู้สึกเหนื่อยหน่ายที่ต้องทำอะไรเช่นนี้ทั้งที่อยากอยู่อย่างสงบ แต่เรื่องวุ่นวายก็คอยตามมากลั่นแกล้งกัน เช่นนั้นวันนี้นางขอจบเรื่องให้เสร็จสรรพ ต่อไปจะได้ใช้ชีวิตตามแบบแผนที่วางไว้เสียที

          เมื่อตัดสินใจเด็ดขาด เนเดเรียก็ก้าวเท้าไปตามโถงทางเดินที่แมมมอนช่วยนำทาง คอยกวาดสายตามองอาณาบริเวณปราสาทส่วนในที่รกร้างมืดมน ไม่มีแจกันใบงามซักใบมาตกแต่งให้ดูน่ามองเหมือนอย่างปราสาทหลังใหญ่ที่มีแต่แจกันเรียงรายจนดูรกหูรกตา

“ตรงนั้นพ่ะย่ะค่ะ”

          เพราะมัวเหม่อมองสภาพรกร้างของปราสาทส่วนใน กว่าจะล่วงรู้ว่าคนที่ต้องการพบอยู่ห่างเพียงไม่กี่เอื้อมมือ ก็ตอนที่แมมมอนกระซิบบอกแล้วชี้มือไปยังสตรีนางหนึ่งกำลังจรดสายตาแหงนมองท้องฟ้าอยู่ตรงสวนน้ำพุ

เนเดเรียพยักหน้ารับแล้วกำชับให้ขุนพลทั้งห้าคอยมองอยู่ห่างๆ นางอยากจะเสวนากับคริสโตเฟอร์เพียงลำพัง

ทว่าจู่ๆนางก็เกิดหน้ามืดขึ้นมาเพราะเหนื่อยหอบกับการอุ้มท้องใหญ่โตเดินมาไกลถึงปราสาทส่วนในที่อยู่อีกฟากฝั่งกัน

“องค์ราชินี!?”

          อาจเป็นแสงแดดหรือสายลมโหมกระหน่ำที่ทำให้เนเดเรียหูอื้อตาลาย ได้ยินเสียงกรีดร้องของลิเวียธานเพรียกหานางแต่ก็ไม่อาจหันไปมองได้ คล้ายกับอาการหน้ามืดทำให้นางไม่รับรู้สิ่งอื่นใดอีกต่อไป

“ท่านแม่ระวัง!”

          ทว่าสติอันเลือนลางของเนเดเรียก็เลือนหายไปเมื่อได้ยินเสียงแหลมเล็กเรียกนางไว้อย่างตระหนกตกใจ พร้อมกับใครบางคนที่เข้ามาประคองนางไว้ได้ทันท่วงที ก่อนที่นางจะเป็นลมล้มพับลงไปเสียก่อน

“เป็นอย่างไรบ้างเพคะ องค์ราชินี”

          น้ำเสียงหวานล้ำและรอยยิ้มราวกับจะยิ้มเยาะกัน ไม่อาจทำให้นางรำคาญใจได้เพราะไม่ทันไร อาการหน้ามืดเมื่อครู่ก็ทำให้ทุกสิ่งอย่างมืดดับไป

ได้ยินเพียงเสียงร้องโวยวายของเหล่าขุนพลปีศาจและเสียงแหลมเล็กที่ยังคงกระซิบกระซาบ ส่งเสียงร่ำไห้อยู่ข้างหูนาง

ข้าจะไม่กินของหวานอีกแล้ว ฮึก...เช่นนั้นท่านแม่อย่าเป็นอะไรนะขอรับ

 

 

 


[บทบรรยาย เนเดเรีย]

          ห้วงนิทราอันแสนสงบของข้าถูกทำลายลงด้วยเสียงคล้ายกับใครบางคนกำลังทะเลาะกันด้วยถ้อยคำรุนแรง ทว่าไม่ทันได้เงี่ยหูฟังให้ชัดว่าคนที่ทะเลาะกันเป็นใคร เสียงนั้นก็ถูกกลบไปด้วยเสียงกรีดร้องโวยวายของเบลเซบับและแอสโมดิวส์ สองปีศาจในร่างจำแลงเด็กน้อย

(ต่อ)

เจ้าเป็นหมอแท้ๆแต่กลับไม่เฝ้าดูพระองค์ให้ดี ข้าจะฟ้องนายท่าน เอ๊ย องค์ราชา!”

โทษข้าได้ที่ไหนกัน ก็องค์ราชินีดื้อดึงยิ่งกว่าอะไรดี

          ข้าลืมตามองทั้งสองด้วยความรำคาญใจที่ถูกรบกวน แต่ดูเหมือนจะเอาแต่ถกเถียงกันจนลืมเลือนที่จะสังเกตเห็นว่าข้าตื่นแล้ว ข้าจึงปล่อยให้เถียงกันเสียให้พอ พลางเงี่ยหูฟังเสียงวิวาทของใครอีกคนที่อยู่หลังบานประตูข้างนอกห้อง

หากองค์ราชินีเป็นอะไรไป ข้าจะทูลองค์ราชาว่าเป็นเพราะเจ้า

ข้าผิดรึ? ไม่เอาน่าลิเวีย เจ้าเองก็ทราบดีว่าหากอาณาจักรเซนเดรียขาดข้าไปซักคน คงย่ำแย่เป็นแน่

          ข้าแน่ใจว่าเสียงต่อว่าต่อขานกันนั้น เป็นเสียงของลิเวียธานและคริสโตเฟอร์ในร่างจำแลงของสตรี นึกทวนดูแล้วสถานการณ์น่าอึดอัดเช่นนี้เหมือนกับคราวก่อนที่จอมมารถูกดีออนท์บุกรุกมาหาข้าไม่มีผิด พลอยทำให้เหนื่อยหน่ายนักที่คนรอบตัวเอาแต่พะว้าพะวงกับข้าเพียงเพราะกำลังจะให้กำเนิดทายาทของจอมมาร

          ในที่สุดข้าก็กัดฟันหยัดตัวลุกขึ้นจากตั่งเตียงอย่างยากลำบอกโดยมีปีศาจทั้งสองเข้ามาช่วยประคอง ซึ่งนั่นทำให้ข้าสังเกตเห็นตัวเองว่าท้องของข้ามันใหญ่ขึ้น...ใหญ่ขึ้นจนหายใจหายคอไม่ออก เรี่ยวแรงผิวพรรณก็ซีดเซียวลงจนเห็นเส้นเลือดทั่วทั้งร่าง

          ข้าสลบไสลไปไม่นาน เหตุใดข้าถึงได้... ข้าหันไปเอ่ยถามแอสโมดิวส์ด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ก่อนรับยาหอมมาสูดดมให้อาการวิงเวียนทุเลาลง

          จากที่ถกเถียงกันอยู่นานสองนาน ปีศาจทั้งสองก็ปิดปากเงียบเสมองหน้ากันอย่างครุ่นคิดว่าควรหรือไม่ที่จะบอกให้ข้าทราบ ก่อนหันไปพยักเพยิดให้กับเบลเฟกอลที่นั่งหลับตานิ่งอยู่นอกระเบียงห้องโดยมีแมมมอนยืนอยู่ข้างกาย

          คราแรกกระหม่อมอยากให้องค์ราชินีรับยาเร่งการให้กำเนิดเพราะเห็นพระองค์ทรมาน แต่เบลเฟกอลบอกกับกระหม่อมไว้ว่าพระองค์จะให้กำเนิดเจ้าชายก่อนจะครบเดือนด้วยตัวเอง

          ข้าฟังแอสโมดิวส์ร่ายยาวราวเทศนาด้วยสีหน้ากังวลใจเป็นที่สุด แต่ไม่ทันได้เอ่ยถามเรื่องอื่นใดที่ข้าสงสัย เบลเซบับก็พูดขึ้นมา ดูเหมือนว่าเจ้าชายองค์นี้จะสืบสายเลือดของเทพีแห่งสรรพสิ่งมามาก จนสายเลือดของปีศาจแทบไม่มีให้เห็น นั่นหมายความว่าพระองค์อาจต้องเสียพลังเวทย์ในการให้กำเนิดเจ้าชายไปหลายส่วน

ถ้อยคำยาวเหยียดพวกนั้นทำให้ข้าเข้าใจในความนัยที่เจ้าปีศาจทั้งสองพยายามบอกในทันใด

ถ้ายังให้กำเนิดแต่ทายาทที่สืบสายเลือดมาจากข้าอย่างเต็มเปี่ยม ข้าจะสูญเสียพรห้าประการไปอย่างไม่มีวันหวนคืน

          ทว่านั่นมิใช่เรื่องที่ข้าเป็นกังวล เพราะถึงอย่างไรข้าก็ตระเตรียมใจและครุ่นคิดมานานแล้วว่าการให้กำเนิดลูกถึงเจ็ดคนไม่ใช่เรื่องง่ายดาย ต่อให้สูญเสียสิ่งใดไป ข้าก็พร้อมจะมอบให้ทุกสิ่งอย่าง

          เช่นนั้นแล้ว เรื่องที่ข้ากังวลจึงเป็นเรื่องในตอนนี้ ที่ข้าเห็นเบลเฟกอลฟื้นตื่นจากนิมิตด้วยสีหน้าตระหนกตกใจ ก่อนหันไปพูดคุยกับแมมมอนอย่างเร่งรีบ จากนั้นก็ทำทีพยักหน้ารับคำกันแล้วเดินกลับเข้าห้องมาหาข้าอย่างจำยอม

เกรงว่าถ้าข้าไม่เพ่งมองให้รู้ตัวกัน พวกเจ้าคงไม่คิดบอกใช่หรือไม่...?

          กระหม่อมยอมแล้ว เบลเฟกอลรีบยกมือปรามเพราะคาดเดาได้ว่าถ้าไม่ยอมปริปากบอก ข้าจะใช้พรประการที่สองงเพรียกหาเหล่าภูตให้อ่านความคิดความอ่านเสียเลย

          เจ้ามีเรื่องใดปิดบังข้าอีกหรือไม่ เบลเฟกอล?” ข้าเอ่ยถามด้วยสีหน้าเมินเฉยมึนตึง ด้วยหวังว่าจะไม่มีเรื่องอื่นใดปิดบังไม่ให้ข้าทราบอีก

          พลันขุนพลปีศาจทั้งสี่ตนต่างก็เลิ่กลั่กมองหน้ากันราวกับแอบกระซิบกระซาบกันทางสายตาว่าใครควรเป็นคนพูดเรื่องนี้ขึ้นมา จนข้าลอบถอนหายใจออกมา เป็นการย้ำเตือนว่าพอเสียที เมื่อนั้นเบลเฟกอลจึงพูดโพล่งขึ้นมาด้วยสีหน้าหวาดวิตกเกินกว่าเหตุ

          กระหม่อมเคยทำนายไว้ว่าพระองค์จะยุ่งเกี่ยวกับสงครามหากยังยืดเยื้อไม่มีทายาท กระหม่อมก็เลยเร่งรัดให้องค์ราชาตบแต่งกับพระองค์โดยเร็ว

          ข้าไม่ได้แปลกใจกับคำสารภาพที่ได้ยินนัก กลับโล่งใจเสียอีกที่จอมมารไม่ปล่อยให้ข้าเกี้ยวนานเกินไป มิเช่นนั้นข้าคงท้อใจแล้วหนีกลับป่าแดนเหนือเป็นแน่

แล้วมีเรื่องอันใดอีกหรือไม่?” ข้าเอ่ยถาม คลายสีหน้าเฉยชาลงแล้วแย้มยิ้มขึ้นมาบ้าง

ทว่าไม่ทันไรรอยยิ้มของข้าก็เป็นอันต้องเหือดหายไป เมื่อเบลเฟกอลโพล่งขึ้นมาอีกหน

 “จะ จากนิมิตของกระหม่อม พระองค์จะให้กำเนิดเจ้าหญิงได้เพียงองค์เดียวพ่ะย่ะค่ะ!”

ข้าหูฝาดไปรึ...เอ๊ะ แต่เท่าที่ขมวดคิ้วแล้วสบตาเจ้าตัว ดูเหมือนถ้อยคำที่ข้าได้ยินจะไม่ได้ฝาดแล้วยังชัดเต็มสองหูอีกต่างหาก

     “เจ้าแน่ใจ?” ข้าย้ำถาม พยายามเหยียดยิ้มด้วยหยาดน้ำตาตกใน ฝันสลายจากที่วาดหวังมานานว่าอยากมีลูกสาวตัวน้อยซักสามคน

          กระหม่อมแน่ใจ ปีศาจหนุ่มพยักหน้ารับ ก่อนยกปลายนิ้วจรดข้างขมับ เมื่อครู่กระหม่อมเห็นนิมิตถึงเจ้าหญิงที่ตรัสบอกพระนามให้ได้ทราบพ่ะย่ะค่ะ

          แม้ข้าจะผิดหวังเล็กน้อยที่ให้กำเนิดลูกสาวได้เพียงคนเดียว กระนั้นข้าก็มองดูผู้เห็นนิมิตทำนายอย่างเบลเฟกอลที่เอื้อนเอ่ยถึงลูกสาวคนนี้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว จนข้าอดที่จะถามไม่ได้ว่าเหตุใดดูตื่นกลัวนัก 

ทว่าไม่ทันได้รับคำตอบที่ข้าสงสัยใคร่รู้ ลิเวียธานก็ผลักบานประตูไม้เก่าแก่คร่ำครึเข้ามาด้วยสีหน้าถมึงทึง

          “ข้าจะยอมให้เจ้าแค่หนนี้เท่านั้น นางพึมพำราวกับย้ำบอกตัวเอง ก่อนก้าวเท้ามาหาข้าแล้วปรายมองใครบางคนที่ยืนโปรยยิ้มหวานอยู่หน้าห้อง มีเรื่องอันใดจะพูดพล่ามก็เข้ามา!!”

          ข้ายอมรับว่าตกใจกับสุรเสียงกึกก้องกับหน้าตาบอกบุญไม่รับของนาง กระนั้นก็ต้องสำรวมอากัปกิริยาเข้าไว้เมื่อเห็นสตรีหน้าตางดงามเยื้องย่างเข้ามาหาข้าด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงแววตา

ถวายพระพรเพคะ องค์ราชินี

          เรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นค้อมกายอย่างนอบน้อมให้กับข้า ดวงตางดงามคู่นั้นช้อนมองให้ข้าประจักษ์ถึงความงามยิ่งกว่าใครในอาณาจักรเซนเดรียอย่างจงใจ จากนั้นนางก็ยืนสำรวมยิ้มแย้มอยู่เช่นนั้น บอกเป็นนัยว่าเรื่องที่อยากพูดคุยกับข้าไม่ควรมีใครอื่นรู้เห็น

พวกเจ้าออกไปก่อนข้าหันไปย้ำบอกขุนพลปีศาจทั้งห้าซึ่งยอมก้าวถอยออกไปแต่โดยดี

          ทว่าลิเวียธานก็ยังยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างนึกลังเล ในท้ายที่สุดก็จำยอมต่อสายตาของข้าแล้วเดินฟึดฟัดออกไป ไม่วายฟาดมือใส่โต๊ะไม้ไปหนึ่งทีด้วยเรี่ยวแรงไม่มากไม่น้อย จนมันหักเป็นสองซีกต่อหน้าต่อตาข้า

ลิเวียธานเอ๋ย...ข้าเข้าใจว่าเจ้ารังเกียจรังงอนคริสโตเฟอร์ แต่อย่าไปลงไม้ลงมือกับข้าวของพวกนั้นได้หรือไม่?

ในที่สุด หม่อมฉันก็ได้พบพระองค์หลังจากถูกองค์ราชากีดกันมานาน

          เมื่อความเงียบมาเยือน เป็นนางในร่างจำแลงอิสตรีถือวิสาสะเข้ามานั่งเทียบเคียงปลายเตียง เอื้อนเอ่ยกับข้าด้วยน้ำเสียงฟังดูยั่วโทสะมากกว่ายั่วยวน ทั้งยังพูดจาวกวนไปถึงสามีข้าหวังจะทำให้ข้ากริ้วโกรธตามประสา

เฮ้อ...เจ้าช่างโง่งมเสียจริงที่คิดยั่วโทสะกัน ประเดี๋ยวข้ากริ้วโกรธจริงๆจะเป็นเจ้าที่วอนขอให้สงบจิตสงบใจ

มีเรื่องใดน่าขันหรือเพคะ

          ข้าไม่คิดปิดบังรอยยิ้มเย้ยเยาะ กลับยิ้มกว้างทันใดเมื่อถูกร้องท้วงมาด้วยท่าทีมึนตึง น่าขันตรงที่เจ้าพยายามจะยั่วโทสะข้า เจ้าคิดหรือว่าข้าจะหึงหวงเจ้ากับจอมมารที่ชิดใกล้กัน

ด้วยร่างจำแลงเช่นนั้น เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าช่างน่าละอายที่คิดแผนการตื้นเขินจนข้าจับทางได้?

          ถ้อยคำนั้นข้ามิได้เอ่ยออกมา แต่เลือกจะจรดสบดวงตาสีกระจ่างราวฟ้าใสที่ถลึงมองข้าอย่างไม่เก็บอากัปกิริยากริ้วโกรธในใจ ทว่าไม่ทันไร นางปีศาจที่ใครต่างก็ขานเรียกว่าคริสตัลก็ทอดถอนหายใจอย่างจนใจ นางดูไม่พอใจกับคำพูดที่ส่งผ่านทางสายตาของข้านัก แต่ก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น หมดซึ่งท่วงท่างดงามที่สู้อุตส่าห์สำรวมมาแต่ไหนแต่ไร

พอดีกว่า กระหม่อมขอเป็นผู้พ่ายแพ้

          สรรพนามการเรียกขานแทนตัวเองเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน พร้อมกับรูปโฉมและเรือนร่างบอบบางของสตรีที่แปรเปลี่ยนเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ที่รูปหน้างดงาม ยังคงคลับคล้ายคลับคลาร่างจำแลงเมื่อครู่ราวกับถอดแบบกันมา คงมีเพียงเรือนผมสีแดงกรอมดำยาวเหยียดระบั้นเอวที่ต่างจากเรือนผมสีดำสนิท

          หากเคยล่วงเกินพระองค์ไปต้องขออภัยอย่างยิ่ง กระหม่อม คริสโตเฟอร์ โดโรแวน เพียงอยากแน่ใจว่าราชินีองค์นี้คู่ควรกับองค์ราชาหรือไม่

ว่าแล้วก็อ้าปากหัวเราะเสียงดังอย่างไม่คิดเกรงใจกัน ก่อนสาธยายให้ข้าฟังถึงเรื่องราวของตนที่ข้าไม่ได้เอ่ยถามแม้แต่น้อย

          อย่างที่ข้าทราบว่าคริสตัลนั้นเป็นนามของน้องสาวเจ้าตัวที่ตายจากไป ด้วยความที่ยังคงเฝ้าคิดถึงอยู่ทุกคืนวัน นับแต่ก้าวเท้าเข้ามายังแดนปีศาจจึงหมายมั่นจะทำตามสิ่งที่น้องสาวของตนเคยเฝ้าฝันเอาไว้มาตลอด

คริสตัลอยากรับใช้จอมมารอย่างชิดใกล้

          เริ่มแรกคริสโตเฟอร์จึงเข้ามารับใช้จอมมารด้วยยศถาพลทหารในบัญชาของลิเวียธาน จากนั้นไม่นานก็ริเริ่มเข้าแทรกแซงการงานของนางด้วยการเสนอแนะแผนการรบไปอย่างชาญฉลาดและมีชั้นเชิงยิ่งกว่าจนใครต่างก็ยอมรับในแผนการนั้นแม้แต่จอมมาร กลับกลายเป็นว่าเขาได้อยู่เคียงข้างจอมมารด้วยยศถาผู้บัญชาแผนการรบ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ลิเวียธานชังน้ำหน้าเขานัก และยิ่งชิงชังเข้ากระดูกดำ เมื่อจู่ๆคริสโตเฟอร์ก็จำแลงร่างเป็นคริสตัลแล้วเข้ายึดครองปราสาทส่วนใน

          ใครต่างก็เข้าใจเจตนาของเข้าผิดกันเสียยกใหญ่ หารู้ไม่ว่าความเป็นจริงแล้ว อินคิวบัสอย่างเขามีเวทย์ที่อ่อนแอเหลือเกิน การออกตัวว่าเป็นผู้คิดแผนการรบทำให้ถูกปองร้ายอยู่ร่ำไป จึงตัดสินใจทำตามคำบอกกล่าวของจอมมาร ด้วยการหลบซ่อนในเงามืดของปราสาทส่วนใน ทั้งยังคอยบังคับบัญชามิให้พวกนางบำเรอทำตัวรกหูรกตาจอมมาร

ฟังมาถึงตรงนี้ข้าก็เข้าใจแจ่มแจ้ง แต่เมื่อตลบคิดแล้วก็มีคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจ

          เหตุใดถึงไม่คิดบอกข้าเรื่องของคริสโตเฟอร์มาก่อน ไหนจะเรื่องราวอีกมากมายของจอมมารที่ข้าไม่อาจทราบ พลอยทำให้ข้าขมวดคิ้วมุ่นขบคิดอย่างน้อยอกน้อยใจว่าข้าที่ตบแต่งกับจอมมารซึ่งถือเป็นสามีภรรยากันแล้ว ช่างไม่รู้เรื่องของสามีแม้แต่น้อยนิด ราวกับรู้จักตัวตนของกันและกันเพียงผิวเผินเท่านั้น

แล้วเจ้าคิดว่าข้าคู่ควรแล้วหรือยัง?”

          ข้าเอ่ยถามขึ้นมาทันทีที่ปีศาจตรงหน้าสาธยายเรื่องราวของตนจนพออกพอใจ นั่นจึงทำให้ดวงตาฟ้ากระจ่างคู่นั้นชะงักมองมาที่ข้า ไม่มีรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงแววตาอย่างคราแรกที่ข้าเห็น มีเพียงรอยยิ้มหม่นหมองเท่านั้น พระองค์คู่ควรยิ่งกว่าใคร...เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว แต่ก็ยังคงความอ่อนโยนไว้ เหมือนกับน้องสาวของกระหม่อมไม่มีผิด

          ราวภาพซ้อนทับตัวข้าในชาติก่อนที่เจ็บปวดใจกับการพรากจากคนที่รักไป ข้าจึงอดไม่ได้ที่จะปลอบปละโลมปีศาจตนนี้ให้เลิกจมดิ่งกับความทุกข์ใจเหล่านั้น ทั้งที่ข้าเองก็ปลอบใจใครไม่ค่อยเก่งนัก

ทว่าเอ่ยปลอบได้ไม่กี่ถ้อยคำ สีหน้าเจ็บปวดใจนั้นก็เหือดหายไปในทันใด พลันกลับมายิ้มกว้างหัวเราะเสียงดังเหมือนอย่างเคย

 “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่พระองค์ไม่ถือโทษโกรธเคืองกระหม่อม นี่กระหม่อมหลงนึกว่าจะโดนจับไปตัดหัวเสียแล้ว ฮ่าๆ!”

ข้าได้แต่ส่ายหัวอย่างนึกระอาใจ อยากบอกเสียเหลือเกินว่าอันที่จริงข้าก็เคือง แต่เมื่อทราบถึงเหตุผลแล้วข้าก็ทำใจยอมรับได้

          อีกอย่างเวลาเช่นนี้ที่เข้าใกล้สงครามระหว่างฟากฝั่งปีศาจและฟากฝั่งมนุษย์เต็มทน เรื่องอื่นใดคงไม่สำคัญเท่ากับการไถ่ถามเรื่องอีกมากมายของสามีงี่เง่าที่ไม่คิดปริปากบอกเรื่องของตนให้ข้าได้รับฟังซักนิด

          ข้าพยายามแล้วที่จะเข้าใจว่าจอมมารมีภาระงานมากมายต้องสะสาง เพราะแม้แต่แหวนประดับอัญมณีอันเป็นสักขีพยานของการแต่งงานที่ได้รับมา คนที่เอามาให้กลับเป็นลิเวียธานเสียอย่างนั้น

ของจำพวกนี้วานให้คนอื่นเอามาให้ได้อย่างไรกัน!?

          ค่ำคืนนั้นที่ข้าต้องนอนเดียวดาย จึงได้แต่เขวี้ยงแหวนที่ลิเวียธานนำมามอบให้กระเด็นตกไปเสียไกล แต่ก็เก็บแหวนวงนั้นขึ้นมาสวมใส่เมื่อหวนนึกได้ว่าจอมมารกำลังจัดแจงอาณาจักรเซนเดรียให้เข้าที่เข้าทางเพื่อเตรียมการให้กับอาร์ธีอัส ข้าที่ต้องเฝ้ารอจำต้องอดทนเข้าไว้ ทว่าข้าเองก็อยากช่วงแบ่งเบาภาระนั้นบ้างแม้เพียงเล็กน้อย

นั่นจึงทำให้ข้าตัดสินใจเอ่ยถามออกไปอย่างไม่คิดลังเล เจ้าช่วยตอบในสิ่งที่ข้าสงสัยได้หรือไม่ คริสโตเฟอร์?”

          เมื่อนั้นดวงตาฟ้ากระจ่างก็วาววับขึ้นมาอย่างคนกำลังนึกเล่นสนุก เสียงหัวเราะที่ข้าได้ยินยังคงแผดเสียงดังน่าหนวกหูเฉกเช่นเดิม เช่นนั้นต่อจากนี้พระองค์โปรดจดจำเรื่องราวที่กระหม่อมจะเล่าให้ขึ้นใจ เพราะมีเพียงพระองค์ที่จะกำหนดได้ว่าทายาททั้งเจ็ดควรสืบสายเลือดจากเทพีหรือปีศาจ

          ได้ยินเช่นนั้นข้าก็เผลอไผลยกมือลูบหน้าท้องกลมโต ความเจ็บปวดในกายที่เสียดแทรกขึ้นมาทำให้ข้าสังหรณ์ใจว่าอีกไม่นานลูกคนนี้ก็จะเกิดมาก่อนกำหนดตามที่เบลเฟกอลได้บอกเอาไว้

ข้าต้องตระเตรียมแผนการปกป้องอาร์ธีอัสแต่เนิ่นๆ

แม้จะฝืนชะตา ข้าก็จำต้องทำ...

[จบบทบรรยาย เนเดเรีย]

          ปีศาจสาวพยายามเงี่ยหูฟังเสียงพูดคุยของคนในห้อง ทว่าพอแนบหูชิดติดประตูทีไร เวทย์สะท้อนกลับของปีศาจหนุ่มในห้องก็ทำให้นางได้ยินแต่เสียงหวีดราวลมหมุนอยู่ในหูจนต้องก้าวถอยออกมาอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

คริสโตเฟอร์!”

          ลิเวียธานยกมือทุบประตูปึงปังด้วยความโมโห แม้จะล่วงรู้ว่าเวทย์สะท้อนกลับที่ปกป้องเสียงรบกวนนั้นจะกักกันมิให้ได้ยินเสียงอื่นใดทั้งนอกและในห้อง นางก็อดไม่ได้ที่จะกรีดร้องแล้วหันไปตวาดใส่ปีศาจฝาแฝดทั้งสองเป็นการระบายอารมณ์

มองอะไร!?”

เอ๊ะ พวกข้าผิด-

ผิดที่พวกเจ้าเทิดทูนมันอย่างไรเล่า!”

          เจ้านี่แปลกจริง เหตุใดถึงดูอารมณ์ไม่ดีนัก... ปีศาจทั้งสองในรูปลักษณ์เด็กน้อยขมวดคิ้วมุ่นแล้วเสมองหน้ากัน ก่อนที่แอสโมดิวส์จะพูดโพล่งขึ้นมา

นอกจากองค์ราชินีแล้ว เจ้าก็ท้องด้วยรึ?”

          คราแรกก็แค่เอ่ยอยากหยอกเย้าให้นางคลายอารมณ์รุ่มร้อนลงบ้าง ทว่าคำตอบที่ได้รับมากลับแส้หนามที่ฟาดเข้าใส่จนต่างฝ่ายต่างก็วิ่งหนีกันเตลิดเปิดโปง คงมีเพียงเบลเฟกอลและแมมมอนที่ปลีกตัวมาพูดคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ข้าจะไปทูลให้องค์ราชาทราบถึงคำทำนายของเจ้า แมมมอนกล่าวแต่ก็ถูกขัดขึ้นมาเสียก่อน

ข้าทูลเองจะดีกว่า เพราะข้ายังไม่แน่ใจนักว่าควรแล้วหรือที่ข้าเห็นนิมิตของเจ้าหญิง...ทั้งที่เป็นทายาทคนสุดท้ายแท้ๆ

          เบลเฟกอลพูดแล้วก็นึกปวดหัวจนเส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบ พลางหวนนึกถึงนิมิตฝันที่เห็นหญิงสาวหน้าตางดงามนางหนึ่งในม่านหมอก

          ในนิมิตที่เห็นนางก้าวขาพาดผ่านผืนน้ำกว้างขวางไกลสุดลูกหูลูกตา สายลมที่พัดกระหน่ำมีเพียงความเกรี้ยวกราดที่แฝงเร้น หาใช่ความอ่อนโยนเหมือนอย่างคราวที่เห็นนิมิตของเจ้าชายอาร์ธีอัส

ตัวเขาในนิมิตหวาดหวั่นนัก จึงก้าวขาถอยห่างออกไปทีละเล็กละน้อย

         ทว่าเผลอตัวไปช่วงหนึ่งของลมหายใจ แสงสว่างจ้าก็ทำให้สายตาของปีศาจหนุ่มกลับไปจรดมองร่างอรชรที่เยื้องย่างเข้ามาใกล้

          เรือนผมหยักศกยาวระเรี่ยปลายเท้าสีขาวพิสุทธิ์ ดวงตากลมโตราวดวงตะวันยามลาลับขอบฟ้า เขาคู่งามวาววับ ผิวขาวผ่องราวหิมะ

งดงามมาก...เจ้าหญิงองค์นี้คงสืบสายเลือดมาจากองค์ราชินีเป็นแน่

          ทว่าทันทีที่เขาครุ่นคิดเช่นนั้น รอยยิ้มงดงามประหนึ่งเทพีมาโปรดก็แสยะกว้าง ผิวขาวผ่องกลับกลายเป็นผิวคล้ำดั่งน้ำผึ้ง ดวงตาราวดวงตะวันก็แปรเปลี่ยนเป็นดวงตาสีแดงฉานวาววับ

          เบลเฟกอลตกใจและงุนงงไปหมดจนถอยกรูดออกไปห่างไกล แต่แล้วเปลวเพลิงที่ผุดขึ้นมาจากผืนน้ำก็ล้อมกรอบเขาไว้ไม่ให้หนีไปไหนได้ทันท่วงที จำต้องหันกลับไปพินิจดูนางหวังให้ตนหลุดจากนิมิตน่าหวาดกลัวนี้เสียที

ข้ามีนามว่า มิเนอร์ว่า ทายาทคนสุดท้ายและธิดาเพียงหนึ่งเดียวของท่านพ่อและท่านแม่

          เมื่อได้ทราบถึงนามของนางก็ทำให้เขาหลุดจากนิมิตในทันใด ยังจดจำถึงผิวกายคล้ายเกล็ดมังกรและรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมของนางได้อย่างแม่นยำ

มิเนอร์ว่า...นามนั้น เป็นนามที่เปรียบเปรยถึงเทพีแห่งสงคราม

นางน่ากลัวจนข้าขนลุกขนพองไปหมด

แค่หวนนึกถึงปีศาจหนุ่มก็ขนลุกทั่วสรรพางค์ โอดครวญกับแมมมอนว่าไม่อยากเห็นนิมิตของเจ้าชายองค์อื่นอีกแล้ว

          เจ้าเป็นผู้ทำนายชะตาแห่งอาณาจักรเซนเดรีย เช่นนั้นจงตั้งใจทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาเพื่อชัยชนะของฟากฝั่งปีศาจ หัวหน้าขุนพลกล่าวอย่างไม่ไยดี

          คำปลอบโยนระคนต่อว่าไม่อาจทำให้เบลเฟกอลคลายความหนักใจลงได้ จึงหันไปลงความขุ่นมัวในใจใส่ปีศาจฝาแฝดทั้งสองแทน

เพราะพวกเจ้าเชียว ข้าถึงได้มีนิมิตถึงเจ้าหญิงก่อนเวลาอันควร!”



(ต่อ)

          เรื่องเล่าที่มิได้ถูกจดบันทึกไว้ในตำราเล่มใด เป็นเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาปากต่อปาก ก่อนถึงเหตุการณ์เลวร้ายอันเกิดมาจากแม่มดลาล่า ซึ่งกล่าวถึงเมื่อกาลก่อนว่าแท้จริงแล้ว แดนสวรรค์ แดนปีศาจ และแดนมนุษย์เคยเป็นหนึ่งเดียวกันมาก่อน และบรรพบุรุษทั้งสามผู้ก่อตั้งแดนนั้นก็เป็นมนุษย์ทั้งสิ้น ในกาลนั้นจึงไม่มีการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์อื่นใดเฉกเช่นกาลปัจจุบัน

          ว่ากันกว่าบรรพบุรุษทั้งสามที่เป็นมนุษย์นั้นได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกอันว่างเปล่า ทั้งสามจึงคอยร่วมมือกันเติมแต่งสีสัน หวังจะสร้างโลกที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุขให้กับลูกหลานในภายภาคหน้า

          ทว่าบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งแดนอันเป็นหนึ่งเดียวขึ้นมาก็เกิดความขัดแย้งกันด้วยเรื่องบางประการ ทั้งสามแตกแยกและก้าวเดินจากกันไปด้วยเจตจำนงที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

          บรรพบุรุษคนแรกมีปัญญาปราดเปรื่อง ถวิลหาความรู้ที่ใครก็ไม่อาจไขว่คว้า มุ่งมันทะเยอะทะยานจนเกิดการสรรสร้างเวทมนตร์ จึงกลับกลายจากมนุษย์เป็นเทพ หรือที่ใครต่างก็เรียกขานว่ามหาเทพ ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งแดนสวรรค์ขึ้นมา

          บรรพบุรุษคนที่สองเฝ้าฝันถึงความยิ่งใหญ่ถึงดินแดนที่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะได้พำนักอาศัย จึงเกิดการรุกรานผืนป่าของสรรพสัตว์ เดือดร้อนมาถึงบรรพบุรุษคนที่สามที่ไม่เห็นด้วยและคอยคัดค้านเรื่อยมา จนมาถึงจุดแตกหักที่บรรพบุรุษคนที่สองคิดรุกรานแดนสวรรค์ แน่นอนว่าถูกทัดทานสุดกำลัง แต่ก็ไม่อาจทำได้

ลงเอยด้วยการวิวาทกัน และจบลงด้วยการพลั้งมือคร่าชีวิตอีกฝ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ

          บรรพบุรุษคนที่สามพลัดตกจากหอคอยและสิ้นใจตายในทันที นั่นทำให้บรรพบุรุษคนที่สามที่หน้ามืดตามัวไปกับความโลภรู้ตัวผิดว่าทำเรื่องต่ำช้ากับสหายลงไป จึงวอนขอความช่วยเหลือจากบรรพบุรุษคนที่สามที่ตัดขาดกันไปมานานนม

          ต่อให้ไม่ลงรอยจนไม่อยากแม้แต่จะเสวนา ครั้นทราบเรื่องจากสหายเก่าก็รีบรุดเข้ามาช่วยเหลือในทันใด ก่อนตัดสินใจนำร่างไร้ลมหายใจของสหายผนึกไว้ด้วยตะกอนเวทมนตร์ที่ตนร่ำเรียนมาด้วยตัวเอง จึงไม่อาจทราบว่าหนทางนี้จะช่วยชีวิตสหายได้หรือไม่

          บรรพบุรุษคนที่สองที่รู้สึกผิดกับการกระทำชั่ววูบของตนจึงล้มเลิกความโลภที่คิดอยากรุกรานดินแดนอื่น ใช้ชีวิตตามวันเวลาที่เวียนผ่านเรื่อยมา เฝ้าคอยให้สหายที่หลับใหลในตะกอนเวทนตร์ลืมตาตื่นทุกคืนวัน

          ทว่าชนวนความขัดแย้งที่ถูกจุดขึ้นมาไม่อาจมอดดับได้โดยง่าย เมื่อเวลานั้นแดนมนุษย์แบ่งฟากแบ่งฝั่งด้วยความเห็นที่ไม่ตรงกัน ก่อเกิดสงครามที่มนุษย์ต่างก็สู้รบปรบมือกันเอง เป็นเหตุให้บรรพบุรุษคนที่สองผู้ก่อตั้งแดนมนุษย์ตรอมใจตายด้วยความทุกข์ใจในห้วงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

          คงเหลือเพียงบรรพบุรุษคนที่สามที่มีช่วงชีวิตยาวนานเป็นพันปีเพราะผลของเวทมนตร์ที่ร่ำเรียนมา จึงได้ทันเห็นว่าสหายของตนที่หลับใหลในตะกอนเวทมนตร์ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกคราหลังจากผันผ่านมาแล้วห้าร้อยปี

          บรรพบุรุษคนที่สองผู้มีจิตใจดีงามคนนั้นลืมตาตื่นจากนิทราอันยาวนานอีกครา ทว่าทุกสิ่งอย่างกลับไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะจิตใจมืดดำ อันเกิดจากตะกอนเวทมนตร์ที่ตกค้างฉุดรั้งส่วนลึกในจิตใจขึ้นมา ทำให้สหายคนนี้คลุ้มคลั่งก่อนจะหนีหน้าไปเพราะบางส่วนของจิตใจยังคงหวาดกลัวว่าจะพลั้งพลาดทำร้ายใครอื่นเข้า

ไร้ซึ่งข่าวคราวหรือวี่แววที่จะได้พบกันอีก

          กว่าจะล่วงรู้ว่าตนไม่ควรหยอกเย้ากับความตาย ก็คราที่ได้ยินมาว่าบรรพบุรุษคนที่สองนั้นได้กลายเป็นปีศาจ เป็นนายเหนือหัวที่ถูกเรียกขานว่าจอมมาร อันเป็นผู้ชักนำความชั่วร้ายทั้งปวงเสียแล้ว

          เรื่องเล่าถูกบิดเบือนไปไม่น้อย ทว่าเรื่องหนึ่งเดียวอันเป็นตอนจบที่แท้จริงของนิยายปรัมปราเรื่องนี้ก็คือสุดท้ายแล้ว มหาเทพจำต้องปลิดชีพจอมมารเพื่อปกป้องมวลมนุษย์เอาไว้ และตระหนักถึงบาปของตนด้วยการมีชีวิตยืนยาวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ต้องทนเฝ้าดูสงครามระหว่างมนุษย์และปีศาจด้วยความขมขื่นใจ

เป็นเรื่องเล่าที่ดูมีเค้าลางมากทีเดียว

          คนที่รำพึงรำพันหลังจากฟังเรื่องเล่าจากปากของเจ้าหญิงแอชลี่ย์ออกมากลับเป็นลากซ์ลัซหรือหนึ่งในห้าอัศวินมนตราที่ถูกเรียกตัวมาเข้าเฝ้าราชาบิลเบิร์ตถึงจักรวรรดิบิลเลียตก็เป็นอันต้องสะดุ้งตกใจ กับสายตาของผู้คนในท้องพระโรงที่มีมองมาที่เขาเป็นตาเดียวหลังจากเปรยเสียเสียงดัง

อุ๊ย... ได้แต่อุทานเสียงเบาด้วยความตกใจจนเรนซ์ชิสผู้เป็นน้องต้องออกตัวขออภัยแทนพี่ชายตัวปัญหา

ไม่เป็นไร ข้าเองก็นึกอยากอุทานเหมือนเจ้า เพราะเรื่องเล่าของแอชลี่ย์ตรงตามกับเรื่องเล่าที่ข้าได้ยินมาจนน่าตกใจ

          องค์จักรพรรดิบิลเบิร์ตตรัสพลางส่งสายตาตระหนกระคนปลาบปลื้มไปยังเจ้าหญิงผู้งดงามที่ยืนยิ้มแย้มอยู่เคียงข้างบัลลังก์ด้วยอาภรณ์ประดับประดาพลอยเม็ดงามพร้อมกับคฑาในมือ บ่งชัดว่านอกจากนางจะเป็นเจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิจาม่อนแล้วยังเป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย

          นับแต่นักบุญเนเดเรียและนักบุญแมรี่กลายเป็นกบฏก็เกิดความหวาดหวั่น เพราะตำแหน่งนักบุญของทั้งสองจักรวรรดิถูกเว้นว่างไว้ กระทั่งเจ้าหญิงแอชลี่ย์เข้ามากอบกู้ด้วยการอุทิศตนเป็นนักบุญให้กับจักรวรรดิ ความศรัทธาของผู้คนจึงถูกยึดตรึงให้หวนกลับมาตามที่พากันคิดเองเออเองไปเสียไกลจนกลายเป็นที่ร่ำลือ ว่านอกจากจะอุทิศตนแล้ว ยังฝึกปรือจนได้รับพรแห่งนักบุญมาครอบครอง

ทว่าพรที่เจ้าหญิงแอชลี่ย์มีกลับไม่มีใครทราบว่านางมีได้อย่างไร

          พรประการที่หนึ่งเป็นการทำนายทายทักตามลมปาก หากพูดเช่นไรก็จะตรงตามความปรารถนา ทว่าเงื่อนไขของพรจะเกิดขึ้นได้กับสิ่งมีชีวิตเท่านั้น และพรประการที่สองที่เพิ่งจะปรากฏเป็นการล่วงรู้อดีตจากการหยิบจับสิ่งนั้น

พรประการที่หนึ่ง คำทำนายจากพระผู้เป็นเจ้า....พรประการที่สอง ผู้หยั่งรู้อดีต

          คำเรียกขานพรทั้งสองประการเป็นคำเรียกที่ราชาบิลเบิร์ตพระราชทานให้อย่างไม่ต้องสงสัย หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วมีเพียงเจ้าหญิงแอชลี่ย์ที่มิได้เรียกขานพรของตนเช่นนั้น เพราะนางทราบดียิ่งกว่าใครว่าพรทั้งสองปรากฏขึ้นมาด้วยเหตุใด

มันเกิดมาจากมนตร์ดำที่นางลอบฝึกปรือ ทั้งที่ให้สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะกับสามีผู้โง่งมว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวอีก

แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรได้?...ก็มนตร์ดำพวกนั้นสร้างความสำราญให้ข้าเกินกว่าจะทนไหว

          กลีบปากแดงเรื่อขยับยิ้มอ่อนโยนให้กับใครก็ตามที่เฝ้ามอง กลบเกลื่อนรอยยิ้มกรีดลึกในใจที่แสยะกว้างอย่างเบิกบานได้อย่างมิดชิด

          หลังจากวันที่นางแตะต้องมนตร์ดำเพราะอยากริลอง นางก็ไม่อาจหยุดยั้งความปรารถนาที่อุตส่าห์คว้ามาเก็บกอดไว้แนบตัวได้อย่างง่ายดาย ราวกับมนตร์ดำนั้นถูกสรรสร้างมาเพื่อนางเพียงผู้เดียว

มนตร์ดำเอ๋ย ...เจ้าช่วยทำให้ความปรารถนาของข้าเป็นจริงได้หรือไม่?

          เพียงครุ่นคิดถึงความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ที่อยากครอบครองจักรวรรดิทั้งสามนางก็ยิ้มกริ่ม หลงคิดว่าหากมีพรประการที่หนึ่ง ผู้ส่งสารแห่งคำสาปส่ง ของนางก็คงจะครอบครองได้ในเร็ววัน

          เป็นที่น่ายินดีขึ้นไปอีกเมื่อจู่ๆพรประการที่สอง อดีตหวนคืน ที่นางไม่คิดว่าจะมีก็ปรากฏขึ้นมา นางจึงเร่งรีบแจ้งให้ราชาบิลเบิร์ตทราบ ส่วนผู้เป็นบิดาอย่างราชาอาเธอร์ก็ดูจะไม่ยินดียินร้ายกับนางนัก

แม้จะเคืองแต่ก็ทำได้เพียงเมินเฉยไป เพราะตอนนี้นางยินดีปรีดาจนถึงกับส่งจดหมายเวียนไปถึงห้าอัศวินมนตราให้มาเข้าเฝ้า

          ใช่แล้ว...ทุกคนควรจะยินดีและมองนางด้วยสายตาชื่นชมเปี่ยมความหวัง เพราะนางคือผู้ถือครองพรแห่งนักบุญศักดิ์สิทธิ์ และอีกไม่นานก็คงจะกลายเป็นจักรพรรดินี

รูปโฉมงดงามแล้วยังมีปรีชาญาณล้ำเลิศ

          นางปรารถนาจะได้รับสายตาหรือคำชื่นชมเช่นนั้นจนเนื้อเต้น ทว่าเรื่องน่ารำคาญใจก็เข้ามาขัดจังหวะความสำราญของนางเสียก่อน

ฝ่าบาท มีนกฮูกตัวใหญ่บินมาชนประตูพระราชวังพ่ะย่ะค่ะ ที่เท้าของมันมีจดหมายผูกมาด้วย

          คราแรกนางเผลอกริ้วโกรธจนถลึงตาใส่พลทหารนายนั้นไปชั่วขณะหนึ่ง ทว่าพอตรึกตรองถึงคำย้ำบอกว่าเป็นนกฮูกตัวใหญ่นางก็พูดโพล่งขึ้นมากลางท้องพระโรง

ความดีความชอบในครานี้ นางสมควรได้รับ!

เสด็จลุงเพคะ จดหมายที่ผูกติดกับนกฮูกตัวนั้นเป็นของหม่อมฉันเองเพคะ

นี่เจ้า...

          เพคะ เจ้าหญิงแอชลี่ย์ผู้เลอโฉมแสร้งขยับยิ้มอย่างนอบน้อม หม่อมฉันมีผู้ส่งสารจากแดนปีศาจแจ้งข่าวคราวให้ทราบเพคะ

          เกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างกึกก้องท้องพระโรงในทันใด แม้แต่ห้าอัศวินมนตราที่มาเข้าเฝ้าต่างก็ส่งสายตางุนงงที่ตนไม่ทราบเรื่องนี้จากเจ้าหญิงมาก่อน ว่าพระองค์มีพันธมิตรในแดนปีศาจ

ขออภัยเพคะเสด็จลุง หม่อมฉันเพียงอยากหาหนทางนำชัยให้แก่ฟากฝั่งมนุษย์ จึงเสี่ยงวางแผนการเพียงลำพัง

          เจ้าหญิงแอชลี่ย์ค้อมกายหลุบตาต่ำด้วยหยาดน้ำตาเอ่อล้นดวงตาคู่งาม ทำทีหวาดกลัวว่าตนจะถูกลงโทษขณะราชาบิลเบิร์ตจรดพระเนตรมองจดหมายที่พลทหารนำมามอบให้

          แต่แล้วก็คลายพระพักตร์ตระหนกลง ก่อนหันไปยกยอนางที่หลักแหลมยิ่งนัก เพราะไม่มีใครจะเฉียดกายเข้าใกล้แดนปีศาจได้แม้แต่น้อย ทว่านางกลับหาข่าวคราวมาได้อย่างง่ายดาย ช่างน่าชื่นชมจนถึงกับรับสั่งให้พลทหารนำไปป่าวประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าสงครามครานี้นักบุญแอชลี่ย์จะเป็นผู้นำชัยมาให้

นางได้รับคำเชยชมสมดังหวัง พร้อมกับจดหมายที่ถูกส่งมอบมาให้นางได้คลี่อ่านต่อหน้าองค์ราชาในทันใด

เนื้อความคงไม่สำคัญเท่าใดนัก

          เจ้าหญิงโฉมงามคิดเช่นนั้นด้วยความลำพองใจ แต่เมื่อจรดสายตาอ่านเนื้อความตั้งแต่บรรทัดแรกจวบจนบรรทัดสุดท้าย ความลำพองที่นางภาคภูมิใจนักหนาก็พังทลายลงในหนึ่งลมหายใจต่อมา....

เรียน เจ้าหญิงแอชลี่ย์แห่งจักรวรรดิจาม่อน กระหม่อมได้ยินมาว่านางผู้นั้น...ตะ ตั้งท้อง ทายาทของจอมมาร...

          ความยินดีแตกสลายในพริบตา เกิดเสียงอื้ออึงที่แสดงถึงความหวาดกลัวขึ้นมาทันใด และนั่นก็ทำให้เจ้าหญิงแอชลี่ย์เป็นลมล้มฟุบไปเสียอย่างนั้น

          พอตื่นจากนิทราบนตั่งเตียงในห้องบรรทมที่องค์ราชาตระเตรียมไว้ให้ นางก็กรีดร้องเสียงดังลั่น ไล่ตะเพิดบรรดาข้าราชบริพารที่เข้ามาปรนนิบัติไปให้พ้นหูพ้นตา ลืมจะสำรวมอากัปกิริยาไปจนหมดสิ้นเพราะถูกโทสะเข้าครอบงำ

          กระทั่งผู้กล้าเอริคเข้ามาตระกองกอดปลอบนางเพราะเข้าใจว่านางคงกริ้วโกรธที่แผนการของนางตาลปัตรไปเสียหมด หารู้ไม่ว่าแท้จริงเหตุที่นางกรีดร้องร่ำไห้เป็นเพราะดวงใจแตกสลายจากรักแรกที่นางปรารถนาจะพบเจออีกหนทุกคืนวัน

          เจ้าหญิงแอชลี่ย์เคยถูกจอมมารราฟาเอลลักตัวไปกักขังที่หอคอย ใครต่อใครก็พูดกันว่าคงเป็นเพราะเจ้าหญิงสิริโฉมงดงามจึงหลงใหลอยากเก็บไว้ข้างตัว...ทว่าแท้จริงแล้ว เป็นนางเองที่ใช้มนตร์ลวงตาจำแลงโฉมให้คล้ายกับมารดาของจอมมาร เพียงเพราะนางตกหลุมรักเขาจากในห้วงฝัน

ครั้นได้พบเจอหน้ากันในความเป็นจริง นางก็ดำดิ่งลงไปในห้วงเสน่หาได้อย่างง่ายดายด้วยใจพันผูกราวกับรู้จักกันมานานนม

นางจึงวอนขอความรักจากจอมมารทุกคืนวันที่ถูกกักขัง ทว่าคำเว้าวอนนั้นไม่อาจส่งไปถึงแม้แต่น้อย

เป็นเพราะคำทำนายของปีศาจตนนั้นใช่หรือไม่...ที่ย้ำบอกว่าท่านต้องตบแต่งกับนักบุญศักดิ์สิทธิ์?

          นางบังเอิญได้ยินถึงคำทำนายของปีศาจนามว่าเบลเฟกอลจากคำกระซิบกระซาบของข้ารับใช้เข้า นั่นจึงทำให้นางกริ้วโกรธจอมมารนัก กระนั้นก็ไม่คิดตัดใจที่รักมั่น แม้ได้หวนกลับมายังแดนมนุษย์นางก็ตระเตรียมความปรารถนาที่อยากจะครอบครองจอมมารไว้แต่แรกเริ่มด้วยการลบเลือนตัวตนของนางนักบุญทั้งหลาย

          อาจเป็นเพราะนางชังน้ำหน้านักบุญเนเดเรียมาแต่ไหนแต่ไร เจ้าหญิงแอชลี่ย์จึงเลือกที่จะกำจัดนางไปให้พ้นจากสายตาก่อนใครอื่น

เท่านี้นางก็มิใช่นักบุญตามคำทำนายอีกต่อไป...

          เจ้าหญิงแอชลี่ย์หลงคิดเช่นนั้นมาตลอด แม้ได้ยินว่านางหมั้นหมายกับจอมมารก็อุตส่าห์ปลอบใจตัวเองว่านางคนนั้นคงไม่ใช่คนในทำนาย อย่างดีคงได้แค่หมั้นหมายประเดี๋ยวก็เลิกรา

แล้วอย่างไรเล่า กว่าจะล่วงรู้ก็นางคนนั้นก็ตั้งท้องทายาทของจอมมารเสียแล้ว

ฮึก ทำไมกัน...ข้าเกลียด กะ เกลียด!!!”

          หยาดน้ำตาเม็ดงามพรั่งพรูออกมาจากนัยน์เนตรกลมโต เสียงสะอึกสะอื้นร่ำไห้อย่างเจ็บปวดใจฟังดูน่าสงสาร สองมือเล็กขยำทึ้งชายเสื้อจนปลายเล็บแหลมกรีดลึกเข้าผิวเนื้อของผู้กล้าเอริค ทว่าสามีผู้แสนดีก็ไม่คิดปริปากบ่น แม้จะเจ็บแสบกับบาดแผลก็ไม่คิดสนใจ ยังคงกอดนางไว้แนบกายหวังปลอบให้นางรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

          เขารักนางหมดหัวใจ รักนางแต่แรกพบอย่างไม่รู้ประสา...จนไม่อาจคาดคิดว่าแท้จริงตนเป็นเพียงสะพานให้นางย่ำเหยียบเท่านั้น

กระทั่งเจ้าหญิงแอชลี่ย์ควบคุมสติอารมณ์ที่หลุดลอยไปไกลของนางได้ นางก็ผละออกห่างจากสามีอย่างไม่ไยดี

          ความรักความลุ่มหลงที่เคยมีต่อจอมมารเริ่มผันเปลี่ยนไปเป็นความปรารถนาล้ำลึกที่อยากครอบครองทุกสิ่งอย่างของเขา...นางจึงใช้ความปรารถนาแรงกล้านั้นไปเข้าเฝ้าองค์ราชาบิลเบิร์ตในทันใด เอ่ยปากวอนขอไปตามแผนการที่ครุ่นคิดได้ระหว่างย่ำเดินมาด้วยดวงตาแดงก่ำเคล้าน้ำตา

หม่อมฉันอยากรับบุตรบุญธรรมเพคะ

          ไม่ทันได้ตระเตรียมใจ จูเลียที่กำลังเสวนากับเหล่าห้าอัศวินมนตราต่อหน้าพระพักตร์องค์ราชาก็เป็นอันต้องชะงักไปเมื่อเจ้าหญิงแอชลี่ย์ย่างกรายมาถึงตัวนาง ทั้งยังโอบกอดนางไว้ด้วยอ้อมแขนเย็นเยียบ

จูเลีย ต่อจากนี้ข้าจะคอยอุ้มชูเจ้าเอง...เช่นนั้นเสด็จลุงโปรดพระราชทานนางให้กับหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ

          ดวงหน้าเศร้าโศกของนางไม่อาจทำให้ราชาบิลเบิร์ตเข้าพระทัยว่าเจ้าหญิงแอชลี่ย์ที่ได้ยินว่าจอมมารจะมีทายาทคงอยากมีบุตรไว้เฝ้าดูบ้าง จึงไม่อาจตอบปัดนางได้

ขอบพระทัยเพคะเสด็จลุง

          เมื่อได้รับคำยินยอมนางก็ไม่อาจปิดบังความยินดีที่ล้นปรี่ได้ เหล่าอัศวินมนตราทั้งสี่ต่างก็ร่วมยินดีที่เด็กกำพร้าน่าสงสารเฉกเช่นจูเลียมีคนอุ้มชูเสียที เพราะเข้าจิตเข้าใจดีว่าถึงแม้นางจะเป็นนักเวทย์อันดับหนึ่งแห่งโรงเรียนเวทมนตร์โอลิเวอร์ นางก็ยังเป็นเด็กที่ควรได้รับความรักจากใครซักคน เพื่อที่จะเติบโตได้อย่างงดงาม

ละครลิงเริ่มขึ้น ณ บัดนี้...

          จูเลียครุ่นคิดในใจด้วยสีหน้าเฉยเมยไม่ยินดียินร้าย นางกลอกตามองละครลิงที่แสนจะเหนื่อยหน่ายอย่างจำนน โดยเฉพาะเจ้าหญิงแอชลี่ย์คนงามที่จรดมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน หากแต่ลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นมีแต่ความมืดมัวน่ารังเกียจ

นางยังเป็นเด็กอายุเจ็ดปี ใครเล่าจะฟังคำทัดทานของนาง คงมีแต่ต้องยอมรับชะตากรรมใช่หรือไม่?

ขอบพระทัยเจ้าหญิงที่เมตตา

          นางเองก็ละเล่นละครลิงด้วยอีกคนเพราะคิดว่าคงสนุกพิลึกที่เจ้าหญิงแอชลี่ย์มิได้ล่วงรู้ว่านางเองก็ทราบอยู่แก่ใจ ว่าตัวนางนั้นเป็นเพียงอาวุธในมือที่ถูกหยิบฉวยขึ้นมาใช้งานยามจำเป็น

หากเจ้ามองข้าเป็นอาวุธ ข้าก็จะเป็นอาวุธที่ปลิดชีพผู้ถือครอง

          จูเลีย อาร์ดิโค เหยียดยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสา บดบังความขบขันในแววตาไปโดยไม่มีใครอื่นสงสัย


____________________________________________________________________________


บอกเลยว่าแอชลี่ย์กับจูเลียเป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกันมาก แบบอีกคนหลอกลวงแต่อีกคนรู้ทัน//ตบเข่าดังฉาด

ในอนาคตอันไกลโพ้นคู่แม่ลูกจอมปลอมมีดราม่าแน่นอน 

เพราะตัวจูเลียก็คือถูกเอามาเป็นเครื่องมือไปต่อกร แต่นังหนูเขาแก้ทางได้ไง

แถมตัวหนูจูเลียนี่ก็ถือเป็นตัวหลักๆนะ พูดโต้งๆเลยละกันว่าเป็นหนึ่งในคู่ครองของทายาทจอมมาร5555555//ปูพรมเรื่องเตรียมไว้อย่างดี

แล้วเจอกันใหม่เด้อ เจ้าก้อนที่หนึ่งจะมาตอนหน้านี่แหละ!

:3

 








 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 462 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

621 ความคิดเห็น

  1. #619 หิมะสีเลือด (@Stsufwrt) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 21:45

    นกแหละดูออก แถมตัวใหญ่ด้วย555

    #619
    0
  2. #588 Doublep.iceee (@Thetingkpop2003) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 09:17

    อุกรี้ดดดดดด จูเลียฉันเชียร์เธออยู่
    #588
    0
  3. #587 A-minus (@Fordelle) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 07:00
    จูเลียสุดยอดมาก5555555 เห็นชั้นเป็นแค่เครื่องมือใช่มั้ย ได้ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน /เกียมรอวันงานแต่งของจูเลียกับเจ้าชายเลยค่ะ อยากรู้จังว่าจะเป็นคนไหน
    #587
    0
  4. #586 HighGirl (@Ammy_PMP) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 03:19
    ชอบจูเลียมาก ตีเนียนต่อไปนะะ
    #586
    0
  5. #585 _victory_88 (@varinthon) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 21:52
    จูเลีย..หนูร้ายมากลูก!!! ขอให้หนูสมปรารถนานะ!!!
    #585
    0
  6. #584 หลงเหยา (@CarelyPaweena) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 21:23
    เย้ๆมีคนมาจัดการยัยสอง-สามหน้านี้สะที เกลียดยัยแอชลี่ที่สุด
    #584
    0
  7. #583 หลงเหยา (@CarelyPaweena) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 16:04

    รอต่อนะค่ะสนุกค่ะลุ้นตลอดเลย
    #583
    1
    • #583-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 10)
      27 เมษายน 2563 / 20:46
      ขอบคุณค่าาาาา เดะจะมาต่อแน้วว
      #583-1
  8. #582 somnina (@pratchayaporn) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 08:48

    เป็นกำลังใจให้นะค้าบ นี่ช่วยเพื่อนต่อโมบ่อยๆ ค่ดเหนื่อย กอดๆนะคุณไรท์
    #582
    1
    • #582-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 10)
      27 เมษายน 2563 / 10:37
      จีงงงงเหนื่อยมากก แต่จบเรีบยร้อยแล้วก็โล่งอก55555กอดๆเคิ้บบบ
      #582-1
  9. #581 lunarr (@SnView) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 23:34
    สนุกมากๆเลยค่าา รอน้าา
    #581
    0
  10. #580 _victory_88 (@varinthon) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 20:26
    อีก10%!!!!!!!!!!
    #580
    0
  11. #578 ccreamrnpp (@ccreamrnpp) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 16:39
    ก้ว่าหายไปนาน เววคัมนะเตง กว่าจะผ่านมาเหนื่อยน่าดูเลย สู้ๆนะ!!!
    #578
    1
    • #578-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 10)
      26 เมษายน 2563 / 16:41

      กลับมาแน้ววว เหนื่อยมากกกว่าจะผ่านมาได้5555
      #578-1
  12. #577 reallove (@backandblack) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 15:34
    สนุกค่ะ รอติดตามนะคะ
    #577
    0
  13. #576 _victory_88 (@varinthon) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 09:53
    เจ้าเด้กโน้ยยยยยยยย
    #576
    0
  14. #575 แคนตัสน้อย (@doffgjcsfhhnud) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 06:24
    Welcome back ค่าาาาา รีบมาอัพต่อนะคะ คิดถึงไรท์ นะคะะ
    #575
    1
  15. #572 MinnieGunyapat (@MinnieGunyapat) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 22:41
    งุ้ย...เจ้าก้อนแป้งมาแล้ว
    #572
    0
  16. #571 _victory_88 (@varinthon) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 21:42
    ใกล้คลอดแล้วววววว. และในที่สุดไรท์ก้อกลับมาาาาาาาา
    #571
    0
  17. #570 Femiella (@Femiella) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 14:06

    เนื่อเรื่องน่าสนใจมาก ติดตามค่าา รอนะคะๆๆ

    #570
    0
  18. #569 0630798339 (@0630798339) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 17:17
    สู้ไปค่าาา
    #569
    0
  19. #568 ccreamrnpp (@ccreamrnpp) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 มีนาคม 2563 / 16:29
    สู้ๆนะคะ ดูแลตัวเองด้วย >////<
    #568
    0
  20. #567 Kn_nann (@Kn_nann) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 00:52
    ลิ้นกับฟันพบกันเมื่อไหร่ก็เรื่องใหญ่5555555
    #567
    0
  21. #566 แคนตัสน้อย (@doffgjcsfhhnud) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 08:12
    เอ็นดูหนูแมรี่ 55555 สู้ๆนะคะไรท์ คิดถึงงงงง
    #566
    1
    • #566-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 10)
      2 มีนาคม 2563 / 11:00
      คถเช่นกันค้าบบบบ
      #566-1
  22. #565 Toey Attaporn (@toey_attaporn) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 03:51
    แมนมอนคู่กับแมรี่แน่เลย
    #565
    1