เมื่อนักบุญศักดิ์สิทธิ์อยากเป็นภรรยาจอมมาร - When a Divine Priest wants to be a Demon Wife

ตอนที่ 1 : ปฐมบท |ภาค1 - ผู้ถือครองชะตาทั้งเจ็ด|

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,443
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,560 ครั้ง
    16 ม.ค. 63




ปฐมบท

 

 

กลิ่นคาวเลือดที่โฉบแตะปลายจมูก เป็นกลิ่นที่เธอคุ้นเคยมาตั้งแต่ยังเด็ก แต่เธอกลับชิงชังยิ่งกว่าอะไรดี...

          เพราะตระกูลเดอมิเอลที่สืบทอดเชื้อสายกันมา เป็นผู้ที่คอยรับใช้หัวหน้าแก๊งค์มังกรดำอันเรืองอำนาจอันดับต้นๆของฝรั่งเศส จากรุ่นสืบรุ่นที่คอยรับใช้ คอยรองมือรองเท้า

          มิราจ เดอมิเอล เธอเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาที่ชิงชังในเรื่องการรบราฆ่าฟันใครต่อใคร แต่เพราะตระกูลเดอมิเอลในรุ่นนั้น มีเพียงเธอคนเดียวที่เหลือรอดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่คร่าชีวิตพ่อแม่พี่น้องไป ทางเครือญาติจึงเห็นตรงกันว่า ควรให้มิราจได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าตระกูล เพื่อรอรับใช้หัวหน้าแก๊งค์มังกรดำที่กำลังจะได้รับการสถาปนาในอีกห้าปีข้างหน้า

เด็กอายุแค่สิบห้า กลับต้องมารับตำแหน่งหัวหน้าตระกูล พร้อมทั้งความกดดันที่ถาโถมเข้ามา

          ทั้งที่คิดไว้ตั้งแต่ยังเด็กว่าอยากเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาที่เรียนจนจบและมีงานสุจริตทำ พบเจอคนรักในที่ทำงาน จากนั้นก็สร้างครอบครัวเล็กๆด้วยการมีเจ้าตัวน้อยซักคนไว้ให้หยิกแก้มยืดย้วยเล่น และคอยเฝ้ารอสามีกลับมาจากที่ทำงานด้วยการทำกับข้าวแสนอร่อยให้เขาได้ทาน ตกดึกก็อาบน้ำด้วยกัน จากนั้นก็เข้านอนพร้อมกันสามคนพ่อแม่ลูก

          แต่แล้วภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับก็ริดดรอนความปรารถนาของเธอไป...มิราจจึงได้แต่กรีดร้องด้วยความทรมานใจ อยากจะบอกเหลือเกินว่าแม้แต่ยุงเธอยังไม่อยากตบ แล้วจะไปฆ่าใครเขาได้!

          ทว่านั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่คิดไว้ในใจ เพราะในชีวิตจริงเธอต้องกล้ำกลืนฝืนทนรับใช้หัวหน้าแก๊งค์มังกรดำจวบจนอายุสามสิบกว่าปีโดยไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าสามีข้างกาย สุดท้ายก็กลายเป็นสาวทึนทึกบึกบึนในที่สุด

          ไม่เคยเลยที่จะได้สัมผัสความรักของคู่รักอย่างที่เคยเห็นในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ สัมผัสแต่ซีกหน้าเยิ้มมันของคู่อริที่ต้องฝืนใจทำร้ายร่างกายเขาตามคำสั่งของหัวหน้า

               กระทั่งมิราจเกิดอารมณ์เปล่าเปลี่ยวขึ้นมาในใจ จึงเกิดอาการพร่ำเพ้อยามเดินตามตรอกถนนแล้วเห็นครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาเดินผ่านหน้าไป

             และตอนนั้นเองที่เธอคิดอยากหาประสบการณ์ทางด้านนี้ เธอจึงเลือกจะอ่านหนังสือเล่มหนาเตอะที่เรียกว่านิยายรักมาอ่าน แต่พออ่านไปอ่านมา เกิดเบื่อความน้ำเน่าราบเรียบของบท ก็เลยหันไปอ่านนิยายรักแฟนตาซีที่มีตัวประหลาดอย่างพวก ผู้กล้า จอมมาร เจ้าหญิง และอีกมากมายที่เป็นตัวประกอบ

            ทว่าไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ไม่ถูกใจเธอซักเรื่อง กระทั่งมาเจอนิยายรักแฟนตาซีเล่มหนึ่งในคลังสะสมของแม่ที่จากไป...เห็นหน้าปกกำมะหยี่สีแดงฉานก็รู้ในทันทีว่าคงเป็นของรักของหวงของแม่มาก ถึงขั้นห่อกำมะหยี่ไว้อย่างดีจนไม่เห็นเนื้อในของหน้าปกที่แท้จริงอย่างนี้ คงต้องขอแอบอ่านเสียหน่อย

             นิยายเรื่องนั้นมีชื่อว่า ‘ลวงใจจอมมาร’ แค่สะกดคำอ่าน มิราจก็อยากจะอาเจียนเพราะมันดูเลี่ยนเกินจะทนไหว แต่พอได้ลองอ่านไปได้ครึ่งเล่ม เธอก็เกิดอาการน้ำตาตกใน อินไปกับบทสุดแสนรันทดของนักบุญศักดิ์สิทธิ์ในเรื่อง

            เนเดเรีย ตัวละครที่หลับตาอ่านก็รู้ว่ามีรูปโฉมที่งามมาก แต่ดันไม่มีสกุลรุนชาติเหมือนตัวละครตัวอื่น ราวกับว่าคนเขียนจงใจเว้นว่างไว้...ตัวละครตัวนี้ เป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวรรดิบิลเลียต นางมีเชื้อสายกึ่งเทพกึ่งมนุษย์เพราะบิดาเป็นมนุษย์ มารดาเป็นเทพีแห่งสรรพสิ่ง และด้วยเชื้อสายที่ก้ำกึ่งนี้ทำให้นางไม่อาจอยู่บนแดนสวรรค์ได้ ต้องระเห็จมาอยู่ในป่าเขาแดนมนุษย์ คุ้มครองป่าในแดนเหนือ เป็นดั่งเทพีของสิ่งมีชีวิตในแดนนั้น

          วันดีคืนดี ผู้กล้าก็หอบสังขารใกล้สิ้นลมเพราะโดนจอมมารเล่นงานมายังป่าแดนเหนือ เนเดเรียจึงเข้าช่วยเหลือและคอยดูแลชายแปลกหน้าคนนี้ กระทั่งผู้กล้าลืมตาตื่นขึ้น เขาก็เกิดหลงใหลในรูปโฉมงดงามของเนเดเรีย ตัดสินใจเกี้ยวนางจนนางตัวแดงด้วยความเขินอาย

          เนเดเรียยังอ่อนต่อโลกนัก นางมองเพียงด้านเดียวว่าชายคนนี้มีใจรักให้แก่นาง ไม่ได้มองถึงก้นบึ้งจิตใจว่าผู้กล้ามองนางเป็นดั่งตัวโชคดีที่ได้พบเจอนางผู้เป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเหตุนี้นางจึงตัดสินใจไปอยู่กินฉันท์สามีภรรยาที่จักรวรรดิบิลเลียต ลืมเลือนป่าแดนเหนือที่เคยเฝ้าปกปักษ์รักษาไปหมดสิ้น

แรกเริ่มรัก น้ำผักต้มยังว่าหวานล้ำ แต่พอนานไป ก้อนน้ำตาลก็ยังจืดชืดยิ่งกว่าน้ำผัก

           เพียงค่อนปีที่อยู่ด้วยกันมา เนเดเรียเฝ้าติดตามผู้กล้าไปทุกหนทุกแห่ง ช่วยปราบปีศาจไปไม่รู้กี่ตน แต่สิ่งที่นางได้ตอบแทนมาคือความเฉยชาจากเขา ยามนางออกไปช่วยปราบปีศาจแล้วองค์ราชาตบรางวัลมาให้ ผู้กล้าก็ยิ้มยินดีโอบกอดนางด้วยใจรักในเงินทองที่นางหามา ยามใดที่นางใช้พรห้าประการแห่งนักบุญศักดิ์สิทธิ์มากเกินไปจนร่างกายอ่อนแรงทำให้ภารกิจล้มเหลว เขาก็ไม่คิดเหลียวแลนางหรือคอยดูแลเหมือนแต่เก่าก่อน

เนเดเรียไม่ใช่คนโง่เง่า แต่นางเข้าข้างใจตัวเองมากเกินไป

           นางเข้าข้างตัวเองว่าการที่เขาทำสายตาชืดชาหรือเหินห่าง เป็นเพราะเขาเหนื่อยล้ากับความหวังมากมายของผู้คนที่แบกรับไว้ เนเดเรียจึงเก็บตัวเองในมุมมืดไม่ให้เกะกะสายตาผู้กล้า กว่าจะรู้ตัวว่านางถูกหย่าร้างให้กลายเป็นม่าย ผู้กล้าก็ตบแต่งกับเจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิข้างเคียงหลังจากที่ทำภารกิจลักพาตัวนางมาจากจอมมารได้

             ผู้กล้าตบแต่งกับนาง น้อยคนนักที่จะทราบว่าทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน แต่นี่เขาตบแต่งกับเจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิ คงรู้กันไปทั่วจนไม่ต้องสืบหา

              ถึงจะทราบเรื่องมาอย่างนั้น เนเดเรียก็ยังไม่หนีหายไปไหน กระทั่งผู้กล้ากลับมายื่นใบหย่าให้กับนาง และคำพูดคำจาที่ใช้ไม่ใช่การร้องขอ แต่เป็นคำบังคับขู่เข็ญถึงทรัพย์สินที่หาด้วยกันมาว่าถ้านางไม่ยินยอม เขาจะริบทุกอย่างเก็บไว้กับตัว

เหมือนใจดวงน้อยแตกสลาย เนเดเดรียไม่รู้จะทำอย่างไรจึงต้องยินยอมที่จะหย่าต่อหน้าผู้กล้าและเจ้าหญิง

               นางถูกฉีกหน้ากลางธารกำนัล เป็นที่ครหากันไปทั่วทั้งจักรวรรดิบิลเลียต...เนเดเรียไม่อาจทนกับคำครหาเหล่านั้นได้ หอบข้าวหอบของที่ถูกโยนออกมาจากปราสาทหลังงามกลับไปยังป่าแดนเหนือ หารู้ไม่ว่ามีความตายรออยู่เบื้องหน้า

                เพียงย่ำเท้าไปยังป่าแดนเหนือ เงามืดของปีศาจร้ายก็ทอดมองมายังนาง สามลมหายใจเท่านั้นที่ได้หายใจ นางสิ้นใจตายด้วยน้ำมือของจอมมารผู้ชั่วร้ายในทันที

ตายอย่างเงียบเชียบ กำเนิดอย่างเงียบงัน แม้ทำคุณความดีไว้มากมายก็ไร้คำให้คนพูดถึง

                มิราจอ่านมาถึงจุดจบของชีวิตเนเดเรียก็อยากจะเลิกอ่าน ก่นด่าไอ้ผู้กล้าเฮงซวยกับคนเขียนสมองถั่วจนปากเปียกปากแฉะ ตั้งใจจะโยนหนังสือกลับเข้ากรุแต่ก็จำใจอ่านต่อเพราะอยากรู้เรื่องราวยันจบ ยิ่งทำหน้าแขยงเข้าไปใหญ่เมื่อรู้ว่าพระเอกและนางเอกของเรื่องจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้กล้าหน้าด้านกับเจ้าหญิงหน้าหนา สุดท้ายแล้วจอมมารก็เป็นเพียงตัวประกอบหลักที่หลงรักเจ้าหญิงผู้นั้นจนหมดใจ และนางก็ล่อหลอกเขา ใช้ความรักที่เขามีให้ล่อลวงให้ผู้กล้าเข่นฆ่าจนสิ้นใจตาย สิ้นชื่อจอมมารผู้ชั่วร้ายด้วยการตายอันน่าตลก

               มิราจอ่านจนจบเล่มแล้วก็กุมขมับ รู้สึกเสียดายตัวละครผู้งดงามอย่างนักบุญศักดิ์สิทธิ์และจอมมารที่ต้องมาเป็นตัวชูโรงให้หญิงโฉดชายชั่วได้เฉิดฉาย คงไม่ขอแตะนิยายเล่มนี้อีกจนหมดลมหายใจ

คิดได้อย่างนั้น เธอก็ปิดหนังสือลง แล้วเดินออกจากห้องทำงานไปหาชาร้อนมาดื่มให้คล่องคอ

          บังเอิญเห็นเลขาคนสนิทของหัวหน้ายกถ้วยชาหอมกรุ่นผ่านหน้าไป ก็เลยหยิบฉวยมาดื่ม คิดว่าจะก่อกวนให้แม่เลขาน่าหมั่นไส้คนนี้กรีดร้องด้วยความหงุดหงิดใจเสียหน่อย

          แต่กลับเป็นมิราจเองที่ต้องกรีดร้องดีดดิ้นเมื่อน้ำชาร้อนไหลผ่านลงลำคอ ปวดแสบปวดร้อนจนล้มลงไปอาเจียนลิ่มเลือด รู้ได้ในทันทีว่าแม่เลขาวางยาพิษในถ้วยชา เพราะพอแหงนหน้ามองหา แม่นั่นก็วิ่งหนีไป เธอจึงต้องลากสังขารตัวเองด้วยการคลานกับไปที่ห้องทำงานแล้วควานหาโทรศัพท์บนโต๊ะ

          ทว่าความคับข้องอึดอัดยามหายใจไม่ออก ทำให้มือที่ควานหาตกลงข้างตัว ตาลีตาเหลือกแล้วยกมือตะกุยคอตัวเอง หวังจะทำให้หายใจได้สะดวกขึ้นบ้าง ก่อนแน่นิ่งไปด้วยดวงตาที่รื้อน้ำตา

ทำไมฉันต้องตายทั้งที่ไม่มีสามีอย่างนี้กันนะ...

          มิราจครุ่นคิดพร้อมกับหลับตาลงด้วยความทรมานยามสิ้นลมหายใจ นึกเสียดายที่ต้องตายเอาง่ายๆเพราะความประมาทเลินเล่อ

          และห้วงสุดท้ายที่มองเห็นคือพื้นไม้เย็นเยียบที่แนบหน้านอน กับหนังสือนิยายเล่มหนาที่ล่วงหล่นลงมาตกใกล้ปลายเท้ายามที่เธอดีดดิ้นทุรนทุราย

ขอให้ชาติหน้าสวยๆรวยๆมีสามีและลูกที่น่ารัก

          ทั้งที่คิดเช่นนั้นและเตรียมตัวเตรียมใจที่จะพบเจอชาติใหม่ แต่กลับลืมตาตื่นขึ้นด้วยโลกรอบตัวที่เปลี่ยนไปราวกับโลกใบใหม่ รวมไปถึงสถานการณ์ที่น่าอึดอัดตรงหน้า

(ต่อ)





          สายตาของผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาหน้าปราสาทคริสตัลสูงเทียมฟ้า และการแต่งกายแปลกๆของผู้คนพวกนั้น ทำให้ใจนางเต้นระรัวไปด้วยความตกใจ หันเหมองรอบตัวก็ยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ เพราะทุกสิ่งอย่างที่เห็นเหมือนกับหลุดมาจากนิยายเรื่อง ‘ลวงใจจอมมาร’ ที่นางเพิ่งอ่านก่อนสิ้นใจตาย ในฉากที่นักบุญศักดิ์สิทธิ์ถูกสามีเฮงซวยอย่างผู้กล้าโยนข้าวของออกมากองไว้หน้าปราสาทที่อยู่ด้วยกัน หลังจากที่เขาไปตบแต่งกับเจ้าหญิงต่างจักรวรรดิแล้วกลับมาบังคับให้นางประทับลายนิ้วมือหย่าร้างกัน

นี่มันเรื่องอันใดกัน!?”

                    เป็นอีกครั้งที่นางต้องตกใจกับน้ำเสียงหวานล้ำหยดย้อยที่หลุดออกมาจากปากนาง ภาษาที่ใช้ก็ดูย้อนยุค แล้วยังอากัปกิริยาตกใจของตัวเองที่ยกมือขึ้นทาบอกประกอบกัน

นี่มันเรื่องอะไรเนี่ย!

ในใจนางกรีดร้องเช่นนั้น แต่พอเอื้อนเอ่ยออกมาอีกประโยค คำอุทานในใจก็กลายเป็นคำไพเราะเสนาะเพราะพริ้ง

เดี๋ยวก่อนตัวฉัน ตั้งสติไว้

ประเดี๋ยวก่อนตัวข้า จงตั้งสติไว้ให้มั่น

                    ไม่ว่าจะเอ่ยคำใดออกมา คำที่คิดไว้ในใจก็หลุดออกมาจากปากอีกอย่าง ทำนางสติแตกจนต้องทึ้งหัวตัวเองเรียกสติให้กลับคืนมา และก็ต้องชะงักไปกับคำกระซิบกระซาบของผู้คนและสายตาที่มองนางราวกับพบเจอตัวประหลาด

น่าสงสาร นางคงฟั่นเฟือนไปแล้วเป็นแน่

ข้านึกว่านักบุญศักดิ์สิทธิ์จะสูงส่งจนไม่อาจแตะต้องได้ ที่แท้ก็เป็นเหมือนมนุษย์เดินดินเฉกเช่นพวกเรา

โถ ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้า

                    นางชะงักค้างไปเมื่อได้ฟังคำเหล่านั้น หลับตาตั้งสติอีกหนแล้วก้มลงไปรื้อข้าวของตรงปลายเท้าที่ถูกกองทิ้งไว้ พอรื้อหาบานกระจกทองเหลืองจนเจอก็เอามาส่องหน้าชมโฉมหน้า ไขข้อสงสัยน่ากลัวที่ผุดขึ้นมาในใจ

กรี๊ด!!!”

                    คราวนี้นางกรีดร้องออกมาได้เสียงดังฟังชัด ไม่มีสำรวมเอื่อยเฉื่อยเหมือนก่อนหน้า สร้างความหวาดกลัวให้ผู้คนที่มุงดูนางกันจนแตกกระเจิงวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง เพราะคิดว่าจะถูกนางลงทัณฑ์

                    ดวงตากลมโตสีดำสนิท กลับกลายเป็นดวงตาสองสีของสีผืนทะเลอันกว้างใหญ่และดวงตะวันยามลาลับขอบฟ้า เส้นผมหยักศกระเรี่ยบั้นเอวนั้นยังคงเดิมแต่สีทองอย่างใยไหมผันเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มกรอมดำ รูปร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างคนฝึกฝนกายมายาวนาน บัดนี้กลายเป็นเรือนร่างอ้อนแอ้นอรชร...โดยรวมแล้วสตรีในกระจกทองเหลือง นับว่างดงามจนต้องอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงไปอีกสองสามวัน

แต่ทว่า รูปลักษณ์ของนางคนงามที่กล่าวมาในบรรทัดก่อนหน้านั้น...เหมือนกับตัวละครในนิยายที่นางอ่านไม่มีผิดเพี้ยน

และตัวละครนั้นก็คือ เนเดเรีย นักบุญศักดิ์สิทธิ์อย่างไรเล่า!

อะไรเนี่ย นี่ฉันอ่านนิยายมากไปจนเก็บไปฝันรึไง?”

                    มิราจในบทบาทของเนเดเรียหรือนักบุญศักดิ์สิทธิ์ในนิยาย ยกมือขึ้นเกาหัวอย่างงุนงง แม้นางจะคิดว่านี่คือความฝันแต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ล้วนแล้วแต่เป็นความจริงที่ประจักษ์แก่นาง

                    นางพยายามตั้งสติอีกหนด้วยดวงหน้าซีดขาวราวคนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย หันเหมองเข้าไปในรั้วปราสาทคริสตัล ก็เห็นสาวใช้ในปราสาทมองนางผ่านช่องหน้าต่างแล้วพากันหัวเราะคิกคัก ชี้หน้านางแล้วกระซิบกันเหมือนนางเป็นตัวน่าตลก ซ้ำยังทำทีเดินเชิดหน้าล้อเลียนกิริยาอันงดงามของนาง ไม่เหลือความเคารพใดให้แก่นางผู้เป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์

อา...อะไรเนี่ย เหมือนฉากในนิยายตอนที่เนเดเรียโดนสาวใช้ล้อเลียนไม่มีผิด

                    นักบุญเนเดเรียผู้งดงามเพ่งมองสาวรับใช้สามคนนั้นด้วยความมึนงง แต่แล้วก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นโทสะเมื่อสาวใช้นางหนึ่งป้องปากตะโกนผ่านมาทางช่องหน้าต่างให้นางได้ยิน

ไปซะไป ข้าวของก็อยู่หน้าปราสาทแล้วนี่ ชิ่วๆ!”

ว่าแล้วก็หันไปหัวเราะคิกคักกันอยู่สามคน ปล่อยให้นางยืนกัดฟันกรอดแล้วเพ่งมองด้วยความคับข้องใจ

                    ในชีวิตจริง ยามนางไม่พอใจใครก็จะวิ่งเข้าใส่แล้วใช้ปลายหมัดอันบึกบึนเฉียดเข้าซีกหน้าอีกฝ่ายแต่พองาม ให้สมกับที่มือนี้ไม่เคยเปื้อนเลือดใคร แต่ระยะทางจากตรงนี้ไปจนถึงปราสาทคริสตัลชั้นที่ห้า ห่างเกินจะปล่อยปลายหมัดอันงดงามได้ นางจึงขมวคดิ้วคิดหาวิธีการจัดการนังคนใช้พวกนั้นจากที่ไกลๆเช่นนี้

                    นิยายที่อ่านจบก่อนตาย นางจำได้ดีว่าเนเดเรียมีพรห้าประการอันเป็นขุมพลังได้แก่ คำอวยพรแห่งพระผู้เป็นเจ้า ผู้เป็นที่รักแห่งสรรพสิ่ง พรปัดเป่าโชคร้าย ลมหายใจแห่งนภา และ ชะตาใต้พสุธา

และพรหนึ่งเดียวที่สามารใช้ได้ในที่ไกลๆก็คือพรประการที่ห้า...เช่นนั้น นางขอมอบให้แม่พวกนั้นก็แล้วกัน

                    ร่างโปร่งจรดก้มหน้า กระซิบกระซาบบอกความกับพื้นดินจนดูเหมือนก้มหาฝุ่นผง เป็นที่น่าขันของสาวใช้สามคนนั้นที่ยังคงเฝ้าดูนางจากที่ห่างไกลยิ่งนัก จนไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดแปลกจากใต้พื้นดินที่แตกร้าวจากนอกปราสาท จนมาถึงใต้ปราสาท กว่าจะรู้ตัวกันก็กรีดร้องเสียงหลง วิ่งหนีเถาวัลย์ที่เลื้อยรัดตัวปราสาท คืบคลานไปหาพวกนางอย่างรวดเร็ว

นายท่านเจ้าขาช่วยพวกเราด้วย!!”

                    หนึ่งในสามนางนั้นรอดพ้นจากการถูกเถาวัลย์โอบรัด วิ่งเตลิดไปยังห้องหลับนอนของนายเหนือหัว ไม่ได้ดูตาม้าตาเรือว่านายท่านกับนายหญิงคนใหม่กำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มกัน

                    เนเดเรียยืนกอดอกแล้วยิ้มแก้มปริ ผิวปากมองปราสาทคริสตัลที่ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์ของนางเลื้อยรัดจนแทบไม่เหลือที่ว่างให้คริสตัลเฉิดฉาย ส่วนสาวรับใช้สองนางนั้นก็ต้องปิดปากเงียบร้องไห้ฮือเมื่อเถาวัลย์พันกายพวกนางไว้ ทั้งยังเลื้อยกลับมา นำร่างของพวกนางมาส่งมอบให้แก่เนเดเรีย

ยะ อย่าทำพวกเราเลยเจ้าค่ะ มัน มันเป็นบาปมหันต์นะเจ้าคะ!”

                    เมื่อเถาวัลย์คลายลงพอให้สองสาวรับใช้ได้หายใจหายคอ พวกนางก็ลนลานคลานเข่ามากอดแข้งกอดขานักบวชศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวรรดิทั้งยังเป็นอดีตศรีภรรยาของท่านผู้กล้าที่เพิ่งหย่าร้างกันไปเมื่อครู่ ลืมเลือนกิริยาต่ำทรามที่ทำต่อนางไปหมดสิ้น

นางนักบุญคนนี้ ที่ผ่านมาก็เป็นสตรีที่ใจดีเกินเหตุจนเรียกได้ว่าโง่เขลา ร้องขอคำอภัยนิดหน่อยก็คงเห็นใจแล้วยอมยกโทษให้

                    ด้วยพรประการที่สองแห่งนักบุญศักดิ์สิทธิ์ นางจึงได้ยินภูตกระซิบมาบอกทุกสิ่งอย่างที่นังสองคนนี้คิดในใจ สวนทางกับใบหน้าหวาดกลัวจนตั่วสั่นน้ำตาคลอ เป็นที่น่าขยะแขยงแก่นางยิ่งนัก

                    นางโกรธแทนตัวละครเนเดเรียผู้อ่อนต่อโลกจนเรียกได้ว่าโง่เขลาอย่างที่สาวรับใช้สองคนนี้พูด เพราะไม่รู้จักจิตใจมนุษย์ดีพอจึงเข้าใจว่าชายที่นางได้พบเจอคนแรกในชีวิตจะเป็นคนที่ฝากฝังชีวิตไว้ได้ ยิ่งเลวร้ายลงไปกันใหญ่เมื่อได้สัมผัสกับมนุษย์คนอื่นในจักรวรรดินี้แล้วคิดเองเออเองว่าทุกคำพูดทุกการกระทำ ล้วนแล้วแต่หวังดีต่อนาง

                    นางเองก็ไม่ทราบว่ามีเหตุผลใดที่ต้องมาสวมบทบาทตัวละครที่น่าสงสารที่สุดในนิยายเรื่องนี้ แต่ในเมื่อได้รับบทนี้และล่วงรู้ถึงจุดจบของนิยายแล้ว...

นางนี่แหละที่จะเปลี่ยนจุดจบอันน่ายินดีของหญิงโฉดชายชั่วคู่นั้นเอง!

                    นัยน์ตาสองสีอันงดงามหรี่มองท่าทางลนลานของสองสาวรับใช้ที่พากันซบหน้ากอดขานาง แย้มยิ้มอย่างมีเมตตาล้นเหลือจนพวกนางลอบขยับยิ้มแล้วคลายมือที่กอดขานางลง ไม่ทันได้ก้มหัวขอบคุณในเมตตาที่ให้อภัยพวกนาง สองมือก็ขยับเขยื้อนไปตามใจชอบราวกับถูกบางสิ่งบางอย่างชักใย คุ้ยดินตรงหน้ามากอบกำไว้เต็มสองกำมือ ปากคอสั่นเหลือบมองใบหน้าของท่านนักบุญเนเดเรียที่เปลี่ยนรอยยิ้มอันมีเมตตาเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมได้ในพริบตา

                    ข้าจะอภัยให้พวกเจ้า” นางเอื้อนเอ่ยทีละคำด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ จรดดวงตาที่วาววาบอย่างนึกสนุก “หากพวกเจ้ายอมกินดินพวกนั้นให้ข้าเห็น...ง่ายๆใช่หรือไม่?”

                    ไม่ใช่คำร้องขอให้ทำสิ่งที่นางจะให้อภัย แต่ด้วยมนตร์ใดก็ไม่ทราบที่ทำให้พวกนางทั้งสองคนก้มหน้าก้มตากินก้อนดินอย่างตะกละตะกลาม แม้หดคอหนีแต่มือของพวกนางก็ยัดดินเข้าปาก น้ำหูน้ำตาไหลอย่างคนหวาดกลัวเมื่อเห็นไส้เดือนซ่อนตัวอยู่ในดินที่นางคุ้ยมาจนเป็นรู กรีดร้องไม่เป็นเสียงเมื่อก้อนดินที่มีไส้เดือนชอนไชเข้ามาอยู่ในปาก

เคี้ยว!”

                    น้ำเสียงหวานล้ำแต่ดุดัน ออกคำสั่งให้มนตร์ที่ชักใยเบื้องหลังบังคับให้สาวรับใช้ทั้งสองต้องเคี้ยวก้อนดินแล้วกลืนลงคอ พอกลืนลงคอกันได้ก็ต้องโก่งคออาเจียนอย่างน่าเวทนา เกรงกลัวเนเดเรียกันจนตัวสั่น หันไปตระกองกอดกันกลมอย่างกลมเกลียวเมื่อนางปรายตามอง

                    อารมณ์ที่ขุ่นมัวพอคลายลงได้บ้างหลังจากได้เห็นสาวใช้กลัวนางกันจนฉี่แทบเล็ด อ้าปากหัวเราะเปล่งเสียงอย่างนางมารร้าย ลืมสำรวมจริตของนักบุญผู้มีเมตตา สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนที่ลอบมองยิ่งกว่าตอนพบเจอกับจอมมารบุกจักรวรรดิ

เฮ้อ...ค่อยโล่งอกโล่งใจหน่อย” แต่ก็ยังไม่หนำใจถ้ายังไม่ได้อัดหน้าไอ้สามีผู้กล้านั่น

                    นางเปรยบ่นหลังจากทำการยืดเส้นยืดสายด้วยการอาละวาดขนาดย่อม ก้มลงไปฉีกทึ้งชายกระโปรงที่ยาวลากพื้นน่ารำคาญ กำหมัดดัดข้อนิ้วจนมีเสียงลั่นดังกึกเหมือนทุกครั้งคราที่นางคิดจะลงสังเวียนวิวาทกับใครซักคนในชีวิตจริง

 “พวกเจ้าสำเร็จโทษแล้ว จะไสหัวไปที่ไหนก็ไป ประเดี๋ยวจะโดนลูกหลงไปด้วย

                    เนเดเรียกล่าวกับสาวรับใช้ทั้งสองแล้วโบกไม้โบกมือไล่ ก่อนย่ำเท้าเข้าไปยังรั้วปราสาทคริสตัลท่ามกลางเหล่าเถาวัลย์ที่แหวกทางให้นางได้เดินฝ่าเข้าไป

                    คนรับใช้ในปราสาทคริสตัลต่างก็วิ่งหลบเถาวัลย์กันจ้าละหวั่น สุดท้ายก็พากันไปกองอยู่ที่ห้องหลับนอนของผู้กล้ากันเสียหมด ทำให้นางจับทางได้ไม่ยากว่าหลังบานประตูห้องนั้น ต้องพบเจอกับคมดาบที่จ่ออยู่ตรงหน้านางเป็นแน่

                    และก็เป็นอย่างที่คาดเดาไว้ เมื่อนางผลักบานประตูไปแล้วพบกับคมดาบที่ห่างไปจากปลายจมูกไม่ถึงสามนิ้ว ครั้นปรายตามองเบื้องหลังคมดาบก็เห็นเหล่าคนรับใช้ที่หลบอยู่เบื้องหลังผู้กล้าซึ่งมีเจ้าหญิงยืนเกาะแข้งเกาะขาไม่ห่างกันไปไหน ดูรักใคร่กลมเกลียวกันปานจะกลืนกิน

                   เอริค ลอยด์ ผู้กล้าหน้ามนแห่งจักรวรรดิบิลเลียตที่กำเนิดเป็นเพียงเด็กชาวไร่ชาวนาแต่พลังเวทย์เต็มสูบ พร้อมทั้งนามสุดโหลยโท่ยที่มารดาตั้งให้ เป็นนามที่คนทั้งจักรวรรดิใช้ตั้งซ้ำกันเกลื่อนยิ่งกว่าฝูงแพะ เข้ามาเป็นพลทหารรับใช้จักรวรรดิตั้งแต่อายุสิบสองปี และด้วยพลังเวทย์ที่ฉายแววให้องค์ราชาได้ทอดพระเนตร จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้กล้าที่คอยไล่ปราบปรามเหล่าปีศาจผู้ชั่วร้าย แล้วยังได้รับดาบพระราชทานที่ทำมาจากเขาปีศาจรับใช้ของจอมมาร

          นิสัยใจคอจากที่นางอ่านตามคำโปรยไว้แบบดิบดีก็คือ มีน้ำใจ เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย กล้าหาญ เสียสละ รักเดียวใจเดียว...อ่า นางคิดว่าคนเขียนนิยายเรื่องนี้คงสับสนเป็นแน่ เพราะแท้จริงแล้วผู้กล้าเอริคมีนิสัยใจคอที่ เลวทราม ต่ำช้า มากรัก ทะเยอะทะยาน ไม่ว่านางจะนั่งอ่านหรือตะแคงอ่าน นางก็มองหาส่วนดีของผู้กล้าไม่เจอเลยด้วยซ้ำนอกจากจะสร้างภาพเอาว่าเป็นคนดี

          ส่วนแม่ปลิงน้อยหน้าหวานนั่น แอชลี่ย์ เลอ มองก์ตัน เจ้าหญิงองค์เดียวแห่งจักรวรรดิจาม่อน จักรวรรดิข้างเคียงบิลเลียตที่มีไมตรีอันดีต่อกัน...นางถูกจอมมารลักพาตัวไปกักขังไว้ที่แดนปีศาจตั้งแต่อายุสิบปี เพราะรูปโฉมสุดเลิศเลอของนางที่ดันไปต้องตาต้องใจจอมมารเข้า และจอมมารก็ทำทุกทางให้นางตกหลุมเสน่หา แต่นางกลับเอาแต่ร้องไห้อ้อนวอนเกาะลูกกรงหอคอย รอผู้กล้าบุกเข้ามาช่วยนางออกไปจากนรกขุมนี้

ในที่สุดนางก็ได้ออกมาจากหอคอยที่กักขังนางร่วมสิบปี เป็นผู้กล้าเอริคที่เข้าต่อกรกับจอมมารแล้วพาตัวนางออกมาได้สำเร็จ

          บังเกิดบทอันขัดต่อศีลธรรม ผู้กล้าที่มีเมียนอนรออยู่ที่ปราสาทตกหลุมรักเจ้าหญิงคนงามยามแรกพบสบตากัน กล่าวคือทั้งสองตกหลุมรักกันด้วยความเต็มใจ เมื่อนำนางกลับไปส่งคืนองค์ราชาแห่งจักรวรรดิจาม่อน ก็เกิดอาการมั่นหน้ามั่นโหนก ทูลขอนางมาเป็นคู่หมั้นคู่หมายด้วยใจรักเต็มเปี่ยม

อุตส่าห์เสี่ยงชีวิตไปช่วยลูกสาวให้รอดพ้นจากเงื้อมมือจอมมาร มีหรือที่ฝ่ายนั้นจะปฏิเสธผู้มีพระคุณได้

          งานแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างอลังการงานสร้างที่จักรวรรดิจาม่อน ผู้กล้าและเจ้าหญิงควงแขนกันเดินไปยังซุ้มดอกไม้แล้วมอบจุมพิตให้แก่กัน ท่ามกลางราษฎรทั่วทั้งจักรวรรดิที่เป็นสักขีพยานถึงการจับคู่ชู้ชื่น ก่อกำเนิดตำนานรักที่พูดกันปากต่อปากถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของผู้กล้า

          หลังงานแต่งจบลง เจ้าหญิงแอชลี่ย์เพิ่งได้ทราบจากปากผู้กล้าเอริคว่าทำไมเขาถึงรีรอที่จะประทับลายนิ้วมือบนใบสมรส เขายอมรับด้วยสีหน้าอึดอัดใจว่าแต่งงานกับนักบุญศักดิ์สิทธิ์เนเดเรียมาได้ค่อนปี แต่ห่างเหินกันไปเพราะความไม่เข้าใจกันจนตอนนี้ไม่เหลือความรักให้นักบวชนางนั้นอีกแล้ว

ชายชาตรียังมีมารยา หญิงงามก็คงมีมารยาไม่แพ้กัน หรืออาจจะขนมาร้อยเล่มเกวียนก็เป็นได้

          เพื่อให้การเป็นสามีภรรยาสมบูรณ์ ทั้งสองตกลงกันว่าจะจูงมือกันไปกดดันให้เนเดเรียยินยอมที่จะหย่าร้าง และเจ้าหญิงแอชลี่ย์ก็จะย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ปราสาทคริสตัล ลบคำครหาของชาวบ้านชาวเมืองที่สับสนว่าใครกันแน่ที่เป็นภรรยาของผู้กล้า

          พอคิดมาถึงตรงนี้ เนเดเรียก็คิ้วกระตุกอย่างหงุดหงิดใจถึงที่สุด หลุบตามองปลายดาบที่ยังคงจ่ออยู่ตรงหน้านางด้วยมือของเอริคหรืออดีตสามีที่หย่าร้างกันไป

รูปหล่อ สมกับเป็นสามีในอุดมคติของนาง...แต่ปากอันเน่าเหม็นที่ต่อว่าสตรี ช่างน่ารังเกียจเหลือเกิน!

          อย่ามาระรานแอช ออกไป!” ผู้กล้าเอริคตวาดใส่นางด้วยสีหน้าสีตาถมึงทึงแต่ขากลับสั่นพั่บๆ บ่งบอกได้ว่าทำเป็นสร้างภาพกล้าหาญเพื่อปกป้องหญิงที่รัก แต่เป็นตัวเองที่กลัวกว่าใครเขา

          เนเดเรียจรดสายตามองเอริคตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาดูถูกอย่างไม่คิดปิดบัง ยืนเกาคางราวกับกำลังครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะปัดปลายดาบที่จ่อตรงหน้านางให้หันเหไปทิศทางอื่นเบาๆ แต่ดาบในมือเขากลับร่วงหล่นลงกับพื้นเพราะมือที่จับไว้ไม่มั่นคง

บังอาจข้าจะทูลองค์ราชาให้เนรเทศเจ้าออกไปจากจักรวรรดิ!!”

          นางได้แต่ขมวดคิ้วอย่างงุนงงที่จู่ๆอดีตสามีก็ตวาดใส่นางอีกหน ชี้หน้าต่อว่าว่านางกระทำการบังอาจต่อภรรยาใหม่ของเขาที่ยืนตัวสั่นงันงก

          อะไรน่ะ?...นางก็แค่ไม่ชอบที่ถูกชี้หน้าด้วยดาบก็เลยปัดไปทางอื่น แต่เป็นเขาเองไม่ใช่รึไงที่ทำมันหล่น นี่คงทำเป็นกลบเกลื่อนฟอร์มที่เสียไปล่ะสิท่า

          พอคิดได้ว่าคู่วิวาทเป็นเพียงเด็กอมมือในร่างผู้กล้า อารมณ์เดือดดาลที่มีก็ทุเลาลงทันควัน ยืนอ้าปากหาวหวอดๆอย่างเบื่อหน่ายกับละครลิงตรงหน้า ทำให้เอริคต้องยืนกำหมัดแน่นด้วยรู้สึกได้ว่าเขากำลังถูกนางดูถูกอย่างไม่อาจให้อภัยได้!

ข้าก็แค่จะมาบอกว่าเราต่างคนต่างอยู่แล้ว จากนี้ขอให้โชคดีนะคะ

          เนเดเรียหมดอารมณ์จะต่อปากต่อคำกับใคร นางละความตั้งใจที่จะอัดผู้กล้าซักหมัดแล้วหันหลังเดินจากไป แม้ได้ยินเสียงผู้กล้าต่อว่านางด้วยถ้อยคำมากมายเกินจะนับได้

ทั้งที่คิดว่าจะไม่ถือสา และขอใช้ชีวิตที่ได้รับมาให้สงบสุขด้วยการเป็นมิตรกับทุกฝ่าย

          แต่แล้วก็ต้องชะงักสองขาที่กำลังย่างกรายจากไป เมื่อได้ยินประโยคก่นด่าของผู้กล้าเอริคที่สะบั้นเส้นโทสะอันหนาแน่นของนางให้ขาดลง

ไปแล้วก็จงไปลับ อย่าคิดซมซานกลับมาหาข้าอีก!”

          ผู้กล้าเอริคที่กำลังผยองพองขน เป็นอันต้องชะงักก้าวถอยไป เมื่อจู่ๆนางก็เดินวกกลับมาหาทั้งที่อีกไม่กี่ก้าวกำลังจะไปถึงขั้นบันได

ทั้งยังแย้มยิ้มด้วยใบหน้าอันงดงามเปี่ยมเมตตา เกือบทำให้เขาต้องหลงเคลิ้มหากไม่ได้ยินนางเอื้อนเอ่ยในคำถัดมา

เอริค ท่านอาจไม่รู้ว่าท่านคือสามีในอุดมคติของข้า...ทั้งรูปหล่อ กล้าหาญ เป็นที่เทิดทูนของใครต่อใคร

ราวกับถูกหยาดน้ำตารื้นรินของนางตบซีกหน้าให้ชืดชา

          จู่ๆนักบุญเนเดเรียก็หลั่งน้ำตาที่ใครก็มองออกว่าเสแสร้งยกเว้นเอริค ทำให้เขาถึงกับเลิ่กลั่กทำสิ่งใดไม่ถูก ต้องหันรีหันขวางไปกระซิบถามภรรยาคนใหม่ผู้มีศักดิ์เป็นถึงเจ้าหญิง

               ทว่าไม่ทันได้เอ่ยถาม เจ้าหญิงแอชลี่ย์ก็ส่งสายตาหวานเยิ้ม ทั้งยังเลียนแบบท่าทีของนักบุญเนเดเรียได้เหมือนกันทุกระเบียดนิ้ว

แค่นางเทิดทูนท่าน ท่านก็หมดรักข้าแล้วหรือคะ?”

          สุดท้ายแล้ว ใจอันแน่วแน่ต่อเจ้าหญิงแอชลี่ย์ของผู้กล้าเอริคก็เป็นอันต้องสั่นคลอนเมื่อเห็นภรรยาคนงามร่ำไห้ ลืมเลือนน้ำตาของภรรยาคนงามอีกคนแต่เป็นเพียงของเก่าที่ละทิ้งไป ชี้นิ้วไล่ตะเพิดเนเดเรียให้ออกไปด้วยน้ำเสียงองอาจกึกก้อง

เจ้าอย่ามาใช้มารยาคิดรั้งข้าไว้กับตัว ออก-”

          เพราะมัวคิดหาคำต่อว่านาง กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นกลลวงให้เผลอไผล เปิดโอกาสให้นางได้ใช้ปลายหมัดกระแทกเข้าปลายคาง...ผู้กล้าผู้เก่งกาจก็หงายหลังลมตึง หมดสติไปนอนเลือดกลบปาก ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของเจ้าหญิงแอชลี่ย์และเหล่าสาวใช้ที่รีบเข้าไปมุงดู

ผู้กล้าเอริคในนิยาย โง่เง่าเสมอต้นเสมอปลายดีจริง

          เนเดเรียปัดถูฝ่ามือแล้วยืนเท้าเอวมองอดีตสามีของนางที่ถูกรายล้อมไปด้วยเหล่าสาวใช้ ประสานเสียงกรีดร้องปะปนไปกับเสียงร่ำไห้ของเจ้าหญิงคนงามราวกับที่ตรงนี้มีคนตาย

ร้ายกาจนัก เจ้ามันร้ายกาจ!”

          เจ้าหญิงแอชลี่ย์ชีนิ้วต่อว่านางที่ทำทีไม่รู้ความ ทำเป็นยกมือป้องหูราวกับไม่ได้ยินเสียงอื่นใดทั้งสิ้น อะไรนะคะ น่ารักรึ อ้อเจ้าหญิงตรัสได้ถูกต้องแล้วเพคะ

          เมื่อสาแก่ใจนางแล้ว นักบุญสาวก็ค้อมกายเอ่ยลาด้วยท่วงท่าอันงดงามแต่แฝงความเยาะเย้ยเป็นนัย ก่อนกระโดดลงจากช่องหน้าต่างไปยังพื้นเบื้องล่างโดยมีเถาวัลย์ที่เลื้อยเข้ามาโอบรัดนางให้ปลายเท้าแตะถึงพื้น

          นางเดินจ้ำไปยังหน้าปราสาทแล้วคุ้ยหาข้าวของของนางที่พอใช้ได้ ก่อนหอบของที่เลือกไว้เพียงไม่กี่ชิ้นจากไป ไม่ลืมจะยกนิ้วกลางให้กับอดีตชีวิตรักอันขมขื่นของตัวละครที่มีนามว่าเนเดเรีย

นับแต่นี้ไปนางจะสวมบทเนเดเรีย และต้องนำพาชีวิตของของนางให้รอดพ้นจากจุดจบชีวิตอันน่าเวทนาให้ได้!

 




 

         ตามบทของนิยายเรื่องนี้ที่อ่านมา นางจำได้แม่นว่าหลังจากที่เนเดเรียหย่าร้างกับเอริค นางรีบร้อนระเห็จกลับไปยังป่าแดนเหนือเพื่อหาที่ซุกซ่อนน้ำตา และคืนนั้นก็ตรงกับคืนจันทร์เต็มดวงที่จอมมารจำแลงกายเป็นมังกรเพื่อรับแสงจันทร์ ฟื้นคืนพลังให้กลับคืนมา

          บังเอิญนางเข้าไปเจอกับจอมมารในร่างจำแลง จอมมารที่รู้สึกถึงออร่าอันเจิดจ้าของนักบุญศักดิ์สิทธิ์จึงหวาดระแวงและเข้าใจว่าโดนลอบโจมตี ก็เลยจัดการฆ่านางให้ตายแบบไม่ถามไถ่เรื่องให้มันยืดยาว

แต่ก็นั่นแหละ....ศัตรูของศัตรู นับว่าเป็นมิตรของเรา

          ถึงนางจะตายด้วยน้ำมือของจอมมารเพราะความประมาทเลินเล่อ แต่ถ้านางพลิกผันสถานการณ์ตรงนั้นให้กลายเป็นอีกแบบเล่า?

เรื่องมันง่ายเพียงตลบคิดหลายๆรอบ

ถ้านางตายในคืนจันทร์เต็มดวง ก็ควรหยุดการพบเจอกับจอมมารในช่วงเวลานั้น

ถ้าจอมมารเข้าใจว่าโดนลอบโจมตี ก็ควรเปลี่ยนสถานการณ์เสียใหม่

          ก็อย่างที่ว่าไปข้างต้น เรื่องมันง่ายนิดเดียว...นางจึงผุดความคิดอันเลิศเลอได้ว่า ควรหาหนทางมีชีวิตที่สงบสุขเพื่อสวัสดิภาพที่ดีในชีวิตนับจากนี้

และด้วยเหตุนี้ นักบุญศักดิ์สิทธ์แห่งจักรวรรดิบิลเลียตจึงต้องขอเข้าเฝ้าองค์ราชา เพื่อขอลาจากหรือตัดขาดจากจักรวรรดิ

เรียนท่านนักบุญศักดิ์สิทธิ์ องค์ราชารอพบท่านอยู่ที่ท้องพระโรงขอรับ

          อัศวินหนุ่มเข้ามาสะกิดจิ้มแขนนางอย่างขยาดแขยงเหมือนนางเป็นตัวน่ารังเกียจ ทำให้เนเดเรียที่กำลังนั่งกอดเข่ารอรับสั่งจากองค์ราชาในสวนหลังพระราชวังสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหยัดตัวลุกขึ้นปัดฝุ่นที่เปรอะเปื้อน แล้วก้าวขาเดินตามหลังอัศวินไป

          เพราะเมื่อวานมัวลังเลว่าจะกลับป่าแดนเหนือหรือเข้าเฝ้าองค์ราชา ตกกลางคืนจึงไม่มีที่ซุกหัวนอน ครั้นคิดกลับไปยังป่าแดนเหนือก็กลัวตายก่อนเวลาอันควร จำต้องมานั่งกอดอกหลับอยู่หน้าพระราชวังจนถึงรุ่งเช้าเพื่อขอเข้าเฝ้าองค์ราชา

เนื้อตัวก็มอมแมมออกอย่างนี้ ก็ไม่แปลกนักที่ข้าราชบริพารในวังจะมองนางด้วยสายตาแปลกๆ

อันที่จริง จะว่านางตั้งใจทำเนื้อตัวให้มอมแมมก็ว่าได้ เพราะนางอยากทราบท่าทีของคนรอบกายนาง

          นักบุญศักดิ์สิทธิ์เข้าวังมาเข้าเฝ้าองค์ราชาด้วยสภาพเนื้อตัวมอซอ กระนั้นกลับไม่มีข้าราชบริพารคนใดที่คิดเข้ามาพานางไปล้างเนื้อตัวให้สะอาดสะอ้าน กลับทำเพียงเหลียวมองนางแล้วหันไปกระซิบกันถึงข่าวลือที่นางหย่าร้างกับผู้กล้า

          แม้เนื้อตัวนางจะดูไม่ได้ แต่นางก็เยื้องย่างอย่างสำรวมกิริยา ติดตามอัศวินมาถึงท้องพระโรงแล้วค้อมกายให้แก่ผู้เป็นใหญ่แห่งจักรวรรดิบิลเลียตที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำ

          บิลเบิร์ต อองซ์ บาลาบลา องค์ราชาแห่งจักรวรรดิบิลเลียตที่ราษฎรพากันเทิดทูนว่าเป็นนักปกครองที่แท้จริง พระองค์มีโอรสสามองค์แต่ไร้ธิดาให้เชยชม เอ็นดูผู้กล้าเอริคราวโอรสคนที่สี่ เปี่ยมไปด้วยพลังเวทย์ในธาตุดิน พระราชวังที่ตั้งตระหง่านจึงล้วนแล้วแต่เป็นเวทย์สรรสร้างของพระองค์ ทั้งยังมีจิตเมตตาและรอยยิ้มตรึงใจ จึงเป็นที่รักใคร่ของราษฎรยิ่งนัก

          ทว่าภายใต้พระพักตร์แย้มสรวลนั้น นางกลับรู้สึกได้ว่านั่นเป็นเพียงเปลือกนอกจอมปลอม ไม่ต่างไปจากเอริคที่ชอบสร้างเปลือกให้ตัวเองดูดี

เหตุใดนางถึงมองโลกในแง่ร้ายนักรึ?

          เพราะนิยายที่นางอ่านมันบอกไว้หมดแล้วอย่างไรเล่า ว่าแท้จริงแล้ว องค์ราชาบิลเบิร์ตนี่แหละที่มีรับสั่งให้ผู้กล้าเอริคไปนำตัวเจ้าหญิงแอชลี่ย์มาจากหอคอยจอมมาร!

มาถึงขนาดนี้แล้ว ถึงอย่างไรนางก็ขอปักใจเชื่อว่าองค์ราชาเป็นพ่อสื่อพ่อชัก นำพาให้สองคนนั้นตกหลุมรักกัน

          นัยน์ตาสองสีเหลือบมองพระพักตร์หย่อนคล้อยตามกาลเวลาขององค์ราชาอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อถวายพระพรเสร็จสรรพก็ยืดตัวขึ้นสบมองกับพระเนตรสีจาง ไม่ทันที่นางจะอ้าปากทูลบอกว่าขอลาจากตำแหน่งนักบุญศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวรรดิ พระองค์ก็ตรัสขึ้นมาอย่างไม่รู้มารยาทเอาเสียเลย

          หากเจ้าอยากไปตามทางก็ตามแต่ใจเจ้า ไม่ต้องห่วงจักรวรรดิบิลเลียตอีกต่อไป เพราะคนที่จะมาทำหน้าที่นักบุญศักดิ์สิทธิ์อยู่เคียงกายผู้กล้าแล้ว

เอ๊ะ?...ตามเนื้อเรื่องและบทพูด มันไม่ได้เป็นอย่างนี้ไม่ใช่เหรอ

          เนเดเรียอ้าปากพะงาบ ในหัวนึกหวนไปถึงบทนิยายตั้งแต่ต้นจนจบที่ไม่มีตรงไหนบอกแม้แต่น้อย ว่าองค์หญิงแอชลี่ย์จะเข้ามารับช่วงนักบุญศักดิ์สิทธิ์แทนนางที่ตายจากไป ในบทย้ำชัดว่าเจ้าหญิงทำตัวอยู่เหย้าเฝ้าเรือน คอยสนับสนุนผู้กล้าอยู่เบื้องหลัง จะมีก็แต่ตอนใกล้จบที่ออกหน้าไปล่อลวงจอมมารมาให้ผู้กล้าปลิดชีพ

          แต่นี่มันเรื่องอันใดกัน...บทพูดและเนื้อเรื่องของตัวละครที่เริ่มไม่ตรงตามนิยาย เหมือนกับว่ายิ่งนางพลิกบทพลิกเหตุการณ์ เนื้อเรื่องมันจะเปลี่ยนไปจนไม่อาจคาดเดาได้อีกต่อไป

เราจะประทานเงินทองให้แก่เจ้าตามสมควร ขอบคุณในน้ำใจของเจ้าที่มีต่อจักรวรรดิบิลเลียตตลอดมา

          เพราะยังตกอยู่ในห้วงอารามตกใจ นางรับคำแล้วพยักหน้ากับรับสั่งขององค์ราชาไปโดยไม่รู้ตัว กระทั่งหีบไม้บรรจุทองถูกอัศวินหิ้วมาวางไว้ตรงหน้า นางจึงได้สติแล้วกะพริบตาปริบๆ มองหีบสลับกับหน้าอันเหี่ยวย่นขององค์ราชาบิลเบิร์ตที่แย้มยิ้มอย่างเมตตาเอ็นดูนางเหมือนลูกเหมือนหลาน แต่คำพูดคำจาช่างเชือดเฉือดน้ำใจ

อย่างคำว่า ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ

จงนำเงินทองเหล่านี้กลับไปยังป่าแดนเหนือของเจ้า เราเชื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าไม่มากก็น้อย

ป่าแดนเหนือ...ขึ่นชื่อว่าป่าก็ล้วนแล้วมีแต่ป่า เงินทองที่หอบไปก็รังแต่เป็นภาระและไม่มีทางเป็นประโยชน์ต่อนาง

จะมีก็แต่คนโง่เท่านั้นที่ฟังแล้วจับใจความไม่ได้ว่าคำตรัสขององค์ราชา เป็นคำส่อเสียดชวนยั่วยวนกวนโทสะ

          เป็นอีกครั้งที่เส้นเลือดข้างขมับนางปูดโปน ริมฝีปากหยักลึกของนางเหยียดยิ้มกว้าง พลันความคิดชั่ววูบของนางก็คิดอยากเขวี้ยงหีบทองตรงหน้าไปยังตาแก่บนบัลลังก์ทองคำสุดแรงเกิด จากนั้นนางค่อยก็เร้นกายหายไปกับสายลมด้วยพรประการที่สี่

แต่เมื่อตลบคิดอีกครา นางก็คิดได้ว่านั่นเป็นการกระทำที่ไม่เป็นผลดีต่อตัวนางแม้แต่น้อย...

คงไม่เป็นการดีที่คิดจะลงมือทำร้ายองค์ราชาต่อหน้าองค์รักษ์และเหล่าอัศวินมากมาย

แต่ถ้าลับหลัง ก็คงไม่เป็นไรหรอกเนอะ?

 “หม่อมฉันซึ้งใจในพระเมตตาของฝ่าบาทยิ่งนัก เช่นนั้นหม่อมฉันขออวยพรให้จักรวรรดิบิลเลียตมีแต่ความสงบสุขตลอดไป

          เมื่อนางตัดสินใจที่จะลบล้างความคิดชั่ววูบออกไปในหัว มาเฟียสาวในคราบนักบุญศักดิ์สิทธิ์จึงแย้มยิ้มด้วยใบหน้างดงาม ทั้งยังค้อมกายด้วยท่วงท่างดงาม ก่อนเอ่ยลาราชาบิลเบิร์ตด้วยน้ำเสียงไพเราะเสนาะหู แล้วจึงย่างกรายออกไปจากพระราชวังอันใหญ่โตด้วยใบหน้าที่ยังคงแสร้งปั้นยิ้มให้เหล่าข้าราชบริพารในไม่ตั้งข้อสงสัยอื่นใดในตัวนาง

เจ้าเอาหีบทองนั่นไปเถอะ ข้ายกให้

          ยามท่านนักบุญศักดิ์สิทธิ์ย่างกรายมาถึงหน้าประตูวัง เหล่าอัศวินที่ช่วยกันยกหีบทองมาให้นางก็เป็นอันต้องงุนงงกับคำพูดของนางที่กล่าวว่าขอยกหีบทองนั้นให้ ส่งสายตาเลิ่กลั่กกันอยู่นานสองนาน ครั้นจะหันไปถามความจากนางอีกหน นางก็เร้นกายหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน

หารู้ไม่ว่านางลอบปาดเหงื่ออยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

          นางเดินหลบเลี่ยงเหล่าข้าราชบริพารแล้วตรงดิ่งไปยังสวนหลังพระราชวัง จนย่างกรายมาถึงแมกไม้นานาพันธุ์ที่ข้าหลวงช่วยกันปลูกด้วยความยากลำบาก กระนั้นก็ไม่รีรอที่ใช้ร่ายพรประการที่ห้าให้เถาวัลย์คืบคลานไปจนถึงห้องบรรทมขององค์ราชา แล้วนำพาสรรพสัตว์เลื้อยคลานให้แฝงกายกันอยู่ในนั้น

ทำดีมากเจ้าตัวน้อย

          เพียงนึกถึงพระพักตร์ซีดเซียวของพระองค์ เนเดเรียก็ลอบหัวเราะคิกคักอย่างสาแก่ใจ แล้วจึงเร้นกายจากไปจากจักรวรรดิบิลเลียตด้วยพรประการที่สี่ซึ่งมีสายลมนำพานางให้ลอยละล่องเหนือท้องฟ้า ใครจะมองหาก็คงไม่เห็น

          นางคงต้องหลีกหนีคำครหาที่นางลงมือตะบันหน้าผู้กล้าก่อนจะถึงหูราชาบิลเลิร์ตในไม่ช้า ด้วยการขอระเห็จกลับไปยังป่าแดนเหนืออันเป็นอาณาเขตเพียงหนึ่งเดียวที่นางสามารถกลับไปซุกหัวนอนได้

แล้วค่อยริเริ่มแผนการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ในบทของนักบุญศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง

...

               ทั้งที่นางคิดเช่นนั้น แต่พอปลายเท้าแตะอาณาเขตป่าแดนเหนือได้ นางก็พบเจอกับชายหนุ่มรูปงามที่หลับใหลอยู่ใต้ต้นม่านเมฆาอันเป็นที่ประจำของนางที่ใช้พำนักนอน

เนเดเรียเป็นอันต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วแน่นิ่งไป หลับตานึกทวนถึงรูปลักษณ์จอมมารที่อ่านมาจากในนิยาย

เรือนผมสีขาวพิสุทธิ์ยาวเรี่ยบั้นเอว มีเขาคู่งามที่วาววับ ดวงตาแดงฉานดั่งโลหิต ผิวกายเข้มคล้ำ ทั้งยังมีร่างที่สูงใหญ่

นางได้แต่สบถคำอุทานในใจแล้วน้ำตารื้น อยากจะร้องไห้ออกมากับบทนิยายบ้าบอที่นางไม่อาจคาดเดาได้อีกต่อไป


_______________________________________________




เปลี่ยนบุคลิกนางเอกนิดหน่อยนะคะ

บุคลิกนี้ก็จะมีความอยากมีลูกรักสามี

อ่อนโยนแต่ก็ไม่ได้ยอมใครง่ายเหมือนเดิม:3


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.56K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

623 ความคิดเห็น

  1. #590 kiana1894 (@kimeros) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 18:16
    ขัดใจ!ทำไมไม่เก็บทองไว้ล่ะ อยู่ป่าก็เล่นแร่แปรธาตุได้นะ มีประโยชน์ออก ไว้เป็นทุนรอนก็ได้
    #590
    1
    • #590-1 M O A N A (@kyokoharuprinces) (จากตอนที่ 1)
      30 เมษายน 2563 / 18:32
      ตัวนางเอกไม่ใช่นักเวทย์ค่าาา เป็นนักบุญที่มีพรเฉยๆ
      #590-1
  2. #454 Pisces )•( (@MeAn-101) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 14:49
    เพิ่งเข้ามาอ่าน สนุกมาก
    #454
    0
  3. #299 ฺBedroom (@154356) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 16:34
    นี่ไง สามีตามคำขอก่อนตาย
    #299
    0
  4. วันที่ 9 กันยายน 2562 / 12:15
    เหยดดดดดดด~ นางเอกคือเท่มาก ฉีกกรอบความเป็นนักบุญไปสุดๆ
    #281
    0
  5. #266 pwd0811 (@pwd0811) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 01:40
    ตื่นเต้นนนนางเอกมีมุมรุนแรงองค์ราชาต้องระวังตัวนะคะ
    #266
    0
  6. #210 trp1021 (@trp1021) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 03:28
    จังหวะมันได้
    #210
    0
  7. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  8. #201 Aconite_ (@Rookie_King) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 06:31
    แง เห็นแววความน่ารักของภรรยามาแต่ไกล 555555
    #201
    0
  9. #190 Call me 'Michy' (@namine-38) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 / 12:47
    ว้าว มาลงใหม่แล้ว ชอบมากๆค่ะ สู้ๆต่อไปนะคะ
    #190
    0
  10. #184 VKK42 (@VARANTHITA) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 22:10
    อัปเปอร์คัทได้สวยมาก 55555
    #184
    0
  11. #183 PLOYSOIYXX (@ployyy567) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 19:45
    ชอบมากกกกกก
    #183
    0
  12. #120 Oillyziiz (@oillyziiz) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 / 18:28
    หญิงร้ายชายเลวววว
    #120
    0
  13. วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 13:50
    นักบุญศักดิ์สิทธิ์ซ่อนกล้าม... นับว่าโชคดีของนางเอกจะได้ไม่ต้องสร้างกล้ามใหม่
    #79
    0
  14. #74 FAR41306 (@FAR41306) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 18:31
    ชอบอ่ะ สู้ฯน้าาา
    #74
    0
  15. #60 jeerasuda0610 (@jeerasuda0610) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 21:01
    เป็นเราพังอนาจักรไปละ
    #60
    0
  16. #53 nanim2 (@NaNiM) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 21:43
    555 ค่ดฮาา
    #53
    0
  17. #7 FANG_426 (@FANG_426) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 07:18

    ชอบอ่าา สนุกมากเลยค่ะ
    #7
    0
  18. #6 0844456608 (@0844456608) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 21:02

    สนุกมาก
    #6
    0
  19. #5 jrnzp03 (@jrnzp03) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 20:15
    น่าติดตามมากค่าา
    #5
    0
  20. #3 baimon2003 (@baimon2003) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 04:58
    รอตอนต่อไปครับ
    #3
    0
  21. วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 02:19
    น่าสนุกมาก
    #2
    0
  22. #1 ♥_ชาเขียว_♥ (@pond5541) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 00:19
    ติดตามามค่ะ. สนุกมากกกก
    #1
    1
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(