คัดลอกลิงก์เเล้ว

GERBERA หญิงสาวร้านขายดอกไม้ [จบ]

ข้ามีชีวิตมานับพันปี เฝ้ามองผู้คนที่รักล้มหายตายจากไปทีละคน ทั้งดวงวิญญาณและจิตใจไร้ความปรารถนา ทนมีชีวิตอยู่ได้ด้วยมวลดอกไม้และฝันร้ายที่ย้ำเตือนอดีตทุกคืนวัน...ยินดีต้อนรับสู่ร้านดอกไม้ของข้า

ยอดวิวรวม

1,162

ยอดวิวเดือนนี้

8

ยอดวิวรวม


1,162

ความคิดเห็น


12

คนติดตาม


70
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  11 พ.ค. 62 / 14:08 น.
นิยาย GERBERA ˭ԧҹ´͡ []

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


เรื่องราวของนางฟ้าตกสวรรค์ และ ปีศาจผู้ถูกลงทัณฑ์


หญิงสาวร้านขายดอกไม้




ข้าอายุเท่าไหร่งั้นหรือ ไม่รู้สิ ข้าไม่ได้นับตั้งแต่ห้าร้อยปีก่อนแล้ว ข้าเหมือนหญิงสาวอายุยี่สิบต้นใช่หรือไม่ ก็ข้าหน้าตายังอ่อนเยาว์นี่นา แล้วเจ้าล่ะคิดว่าอย่างไรกัน

 


          ข้าไม่รู้ว่าใครคือบิดามารดาผู้ให้กำเนิดข้า สิ่งเดียวที่ข้าจำได้แม่นยำคือข้านอนร้องไห้งอแงในสวนดอกไม้ของตายายคู่หนึ่ง พวกเขาจึงเก็บข้ามาเลี้ยงและตั้งชื่อให้ข้าว่า

เยอบีร่า อีกนัยหนึ่งมีความหมายว่า แสงอาทิตย์แห่งชีวิต

          ท่านทั้งสองเลี้ยงดูข้าอย่างบุตรคนหนึ่ง แต่แล้วอุบัติเหตุรถม้าคว่ำลงเหวก็พรากพวกท่านไปจากข้าในตอนที่ข้าอายุได้สิบเก้าปีตอนนั้นข้ารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบมืดสนิท แต่ก็พอจะตั้งสติได้ พยายามใช้ชีวิตที่เหลืออยู่แม้ใจจะเจ็บปวดเจียนตายที่คนที่ข้ารักจากไปอย่างไม่มีวันหวนคืน

          อีกแค่ไม่กี่ปีข้าก็ตามพวกท่านไปยังปรโลกแต่ชีวิตของข้ากลับเปลี่ยนไปตลอดกาลเมื่อข้าอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ ถัดจากนั้นไปอีกเกือบสิบปี ร่างกายของข้าก็ไม่เจริญเติบโตอีกเลย ในตอนนั้นข้าหาหมอหวังได้คำอธิบายว่าร่างกายของข้าแค่ผิดปกติเท่านั้น ทว่าไม่เพียงไม่ได้รับคำอธิบาย หมอเหล่านั้นยังแสดงท่าทีหวาดกลัวข้าแล้วบอกต่อคนในหมู่บ้านว่าข้าคือแม่มด นั่นเป็นเหตุให้ข้าต้องหนีออกไปจากหมู่บ้านเดิมและทิ้งบ้านของตายายเอาไว้

สิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี สี่สิบปี ข้าได้คำตอบแล้วว่าข้ามีชีวิตอยู่เป็นนิจนิรันดร์

นับแต่นั้นข้าไม่กล้าเปิดเผยตัวตนให้ใครได้รู้เพราะเกรงจะถูกตราหน้าว่าเป็นแม่มดอีก

มีความรักเฉกเช่นหญิงสาวทั่วไปไม่ได้

ไร้ซึ่งครอบครัวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

แม้จะใจอ่อนเก็บเด็กกำพร้ามาเลี้ยง แต่เขาเหล่านั้นก็สิ้นลมจากโลกนี้ไปก่อนข้า ทิ้งให้แม่บุญธรรมคนนี้ต้องเสียน้ำตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยกมือกุมแทบอก สวดภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้า

อย่าได้พรากใครไปจากข้าอีกเลย

ทว่าสุดท้ายแล้วพระเจ้าก็ใจดำ พรากลูกบุญธรรมคนสุดท้ายไปจากข้า

"พระเจ้าฟังคำอ้อนว้อนแล้ว ต่อจากนี้แม่จะมีความสุข"

เธอกล่าวเอาไว้ก่อนสิ้นใจไป

ไร้ความปรารถนา ไร้อารมณ์ ไร้ความรู้สึกใด

ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดคืนแล้วคืนเล่า เยียวยาหัวใจด้านชาด้วยดอกไม้เหล่านั้น

ข้าไม่พึงเห็นความสุขที่ลูกคนนั้นกล่าวไว้

กระทั่งวันหนึ่งสายลมได้หวนเขาคนนั้นเข้ามาในชีวิตของข้า

"ข้าคือเยอบีร่า เจ้าของร้านดอกไม้แห่งนี้"







เนื้อเรื่อง อัปเดต 11 พ.ค. 62 / 14:08



GERBERA



ขนมปังขึ้นราเมื่อทิ้งไว้นานวัน

แอปเปิ้ลเน่าเฟะ หากหล่นจากต้น

คมขวานขึ้นสนิมทั้งยังบิ่นถ้าใช้ไม่รู้จักรักษา

กระนั้นแล้ว ดอกไม้ก็ยังมีวันเหี่ยวเฉาและโรยรา

แล้วตัวข้า ไฉนจึงยังคงอยู่

 

 

 

        แสงแดดอ่อนสลัวในยามเช้าทำให้ดอกไม้ใบหญ้าพากันออกดอกออกผล กลิ่นไอน้ำจากผืนดินลอยขึ้นแตะจมูกยามที่ย่ำเท้าแทรก เพราะเมื่อคืนฝนตกจึงสัมผัสได้ถึงความชื้นรอบตัวที่มีมากกว่าทุกวัน

          ร่างบางก้มตัวลงเด็ดดอกไม้สีขาวปลอดแล้วเก็บใส่ตะกร้าที่หอบหิ้วมา คิดไว้ว่าวันนี้จะมาเก็บดอกลิลลี่สีขาวแสนหายากเพียงแค่ดอกเดียวแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเก็บไปอีกสามสี่ดอก หากจ้าวป่าจ้าวเขาเฝ้ามองอยู่คงนึกเคืองในใจว่าหญิงสาวนางนี้ช่างไร้มารยาท มาลักเก็บดอกไม้ในป่าไปขายได้ทุกวี่ทุกวัน ทว่าหญิงสาวนางนี้หาได้เกรงกลัวจ้าวป่าจ้าวเขา นางที่มีชีวิตอยู่มานับพันปี ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้กลัวได้นอกเสียจากการสูญเสียผู้คนที่รักไป

ฮึก แม่จ๋าแม่!”

          เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของเด็กน้อยทำให้มือที่กำลังสาละวนอยู่กับการจัดตะกร้าดอกไม้ชะงักไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาสีจางไร้ซึ่งความปรารถนาใดปรายมองที่มาของต้นเสียงที่อยู่ห่างไกลจากนางไปไม่เท่าไหร่ ก่อนจัดแจงหยิบผ้ามาคลุมตะกร้าแล้วหอบหิ้วเดินไปหาที่มาของเสียงนั้น

          เด็กหญิงตัวน้อยนั่งแหมะทับดอกลิลลี่พลางยกหลังมือเช็ดหยาดน้ำตาเกรอะกรังบนใบหน้า พร่ำร้องหามารดาที่นั่งรออยู่ที่บ้าน นึกเสียใจที่หนีออกจากบ้านมาหลังโดนตีโทษฐานแกล้งเพื่อร่วมชั้นเรียน วิ่งหนีเข้าป่าจนหลงทางไม่รู้จะกลับออกไปด้วยทางไหนดี

ยะ อย่าเข้ามานะ ใครน่ะ!?”

          เด็กหญิงร้องโวยวายเมื่อสังเกตเห็นเงาดำทะมึนหลังม่านหมอกตรงหน้า ทั้งกลัวทั้งตกใจจนสั่นระริกไปทั้งตัว ลนลานเด็ดดอกลิลลี่ข้างตัวมากำมือหนึ่งแล้วเขวี้ยงใส่เงาดำทันทีที่เงานั้นเดินทะลุม่านหมอกเข้ามาหา

ออกไปนะเจ้าผีร้าย

          มือกลมป้อมปัดรอบตัวเป็นพัลวันทั้งที่ยังหลับตาปี๋ คิดว่าผีร้ายที่ไหนจะเข้ามาทำร้ายตน แต่แล้วมือเล็กๆทั้งสองก็หยุดชะงักไปเมื่อถูกฝ่ามือเย็นเฉียบของใครบางคนเข้ามากอบกุมไว้ด้วยสัมผัสนุ่มนวล

หนูน้อย ข้าไม่ใช่ผีร้าย ลืมตามองดูข้าสิ

อึ๊ ฮึกจริงนะ อย่าหลอกหนูนะ

เด็กหญิงยังคงหวาดกลัวแต่ก็กล้าที่จะปรือตาขึ้นมองคนตรงหน้าเต็มสองตา

          คนตรงหน้าไม่ใช่ผีร้ายหน้าตาน่ากลัวอย่างที่จินตนาการ เป็นเพียงพี่สาวท่าทางใจดี เรือนผมหยักศกสีทองยาวรุ่ยร่ายเรี่ยบั้นเอว นัยน์ตากลมเล็กสีฟ้าจาง ใบหน้าท่าทางคงอายุเพียงยี่สิบต้นๆเท่านั้น

พะ พี่ พี่สาว ช่วยหนูด้วย หนูอยากกลับบ้าน

ใจเย็นนะจ๊ะ อย่าร้องไห้สิ

ฮือ หนูผิดเองที่หนีออกมา หนูผิดไปแล้ว

          เด็กหญิงวิ่งไปกอดเอวหญิงสาวแปลกหน้าแล้วร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล แม้จะได้ยินคำเอ่ยปลอบของพี่สาวใจดีซักกี่คำก็ยังไม่หยุดร้อง กระทั่งพี่สาวมอบดอกลิลลี่สีขาวให้ดอกหนึ่ง

ให้หนูเหรอ?” นิ้วป้อมชี้เขาหาตัวเอง หลุบมองดอกลิลลี่ดอกสวยที่พี่สาวหยิบจากในตะกร้าให้

ใช่ เอาล่ะ เรามาคุยกันหน่อยดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้น หนูน้อยน่ารักถึงมานั่งร้องไห้อยู่กลางป่า

          ความไร้เดียงสาทำให้เด็กหญิงยอมเอ่ยปากเล่าเรื่องราวทุกอย่างของตนให้คนแปลกหน้าได้รับรู้โดยไม่ทันฉุกคิดสิ่งใดให้มากความ

          หญิงสาวได้ฟังแล้วจึงนึกขันในใจ ที่แท้ก็หนีแม่ออกมาจากบ้านเพราะน้อยใจที่ถูกตี นางคิดว่ามีเรื่องหนักหนาสาหัสอะไรเสียอีก คอยมองดูท่าทางตื่นกลัวของเด็กน้อยแล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าและแววตาอันราบเรียบ

อยากกลับบ้านไปหาแม่หรือไม่

อยาก! อยากกลับค่ะเด็กหญิงตอบอย่างไม่ลังเล

          ฉับพลันรอยยิ้มบนใบหน้าเด็กหญิงก็จางหายไปเมื่อจ้องมองใบหน้าของพี่สาวใจดี มันทั้งราบเรียบทั้งน่ากลัวผิดกับก่อนหน้านี้ลิบลับทว่ากะพริบตาเพียงครั้งเดียว สีหน้าราบเรียบนั้นก็กลับกลายเป็นสีหน้ายิ้มแย้มจนหลงนึกไปว่าตาฝาด

ถ้าอย่างนั้น พี่จะพาเรากลับบ้าน แต่ก่อนอื่นบอกชื่อกับความหมายของดอกลิลลี่ที่พี่ให้ไปหน่อยซิ

หนูชื่อ ไลลา ค่ะ ดอกลิลลี่สีขาวแปลว่าเอ่อ แปลว่า แปลว่าอะไรอ่ะ

          หญิงสาวหัวเราะเสียงใสเมื่อเห็นไลลาอ้ำอึ้งอธิบายไม่ถูก ร่างโปร่งบางทรุดตัวลงนั่งให้ระดับสายตาอยู่ตรงกับเด็กน้อย ยกมือขึ้นลูบศีรษะทุยอย่างเอ็นดู

แปลว่า ยินดีที่ได้รู้จักยินดีที่ได้รู้จักนะไลลา

ค่ะ พี่สาว

          เด็กหญิงไลลายิ้มแป้นแล้นให้พี่สาวใจดีก่อนพี่สาวจะพาเธอจูงมือเดินออกไปจากป่าด้วยกัน ระหว่างทางที่เดินมาด้วยกันเธอไม่ได้บอกหญิงสาวว่าบ้านอยู่ที่ไหน ทว่าเดี๋ยวเดียวที่เดินออกจากป่ามา ก็พบว่าตนยืนอยู่หน้าหมู่บ้านเสียแล้ว

          เด็กน้อยอ้าปากค้าง มองปากทางเข้าหมู่บ้านสลับกับพี่สาวที่ปล่อยมือออกจากการเกาะกุมของมือเล็ก พะ พี่สาว พี่รู้ได้ไงว่าหนูอยู่ที่นี่

รีบกลับเข้าหมู่บ้านไปเถอะ นั่นไง แม่ของหนูมาโน่นแล้ว

          ไลลาหันไปมองใครบางคนที่วิ่งออกมาจากหมู่บ้านมาหาเธอด้วยดวงตารื้นน้ำตา เมื่อเห็นชัดว่าเป็นแม่ของเธอเองจึงหมดความสนใจที่จะมายืนคุยกับพี่สาวแปลกหน้า รีบวิ่งเข้าไปรับอ้อมกอดอบอุ่นของผู้เป็นแม่

ลูกหายไปไหนมาน่ะไลลา!”

แม่จ๋า ฮึก แม่ ไลลาขอโทษนะ ไลลาจะไม่ดื้อไม่ซนแล้ว

          ฝ่ามือบางเช็ดหยาดน้ำตาจากใบหน้ากลมยุ้ยแล้วโอบกอดลูกสาว แต่แล้วก็ผละออกแล้วจ้องมองใบหน้าของลูกสาวด้วยความสงสัย

ตัวลูกมีแต่กลิ่นดิน นี่เข้าป่ามาเหรอ

อื้อ หนูหลงป่า โชคดีนะที่ได้พี่สาวใจดีพามาส่ง

คุณแม่ยังสาวเลิกคิ้วแล้วมองไปทางด้านหลัง ไหนพี่สาวใจดีของลูก แม่เห็นลูกเดินมาคนเดียวนะ

ทำไมจะไม่มี ก็นั่นไง

          เด็กหญิงไลลาหันหลังชี้ยังพี่สาวใจดี แต่ทว่า พี่สาวใจดีคนนั้นกลับไปหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน หลักฐานเดียวที่ยังหลงเหลือคือดอกลิลลี่สีขาวในมือของเธอ

กะ กะ ก็เมื่อกี้ พี่สาวยัง…”

ไปอาบน้ำอาบท่าเถอะไลลา เราจะได้มากินขนมปังทาเนยกัน

แต่ว่าพี่สาว…”

พี่สาวคงกลับบ้านไปแล้วล่ะลูก เราเองก็รีบไปกันเถอะ

คุณแม่คนสวยเอ่ยปัดไปทั้งที่เธอไม่เห็นหญิงสาวที่ลูกว่าไว้ตั้งแต่แรก

          มือน้อยถูกจูงเดินจากไปจากบริเวณหน้าหมู่บ้าน เด็กหญิงหันไปมองด้านหลังของตนที่ห่างไกลจากสายตาไปทุกที มองหาพี่สาวใจดีที่หายไป ทิ้งไว้ให้เพียงดอกลิลลี่สีขาวให้ดูต่างหน้า

หรือพี่สาวจะเป็นนางฟ้ากันนะเด็กน้อยคิดทบทวนแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กับดอกลิลลี่ในมือ

 

 

 

          ข้าเร่งฝีเท้าเดินลัดเลาะเข้าป่าแล้วมาหยุดยืนหอบอยู่หลังต้นไม้ต้นใหญ่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าแม่หนูคนนั้นจะไม่วิ่งตามมาจึงผ่อนฝีเท้าลง ทรุดตัวนั่งข้างลำธารแล้วล้างหน้าล้างตาชำระคราบเหงื่อคราบไคล พลันสายตาก็มองเงาตัวเองในน้ำ

          หญิงสาวผู้นี้คือข้าแต่บางคราก็เหมือนไม่ใช่ข้านางมีผมสีทอง ดวงตาสีฟ้า ใครเห็นต่างก็เอ่ยปากบอกว่าราศีจับราวกับนางฟ้านางสวรรค์ที่ไหน ได้รับคำชมเช่นนั้นควรจะพึงพอใจ แต่ไม่ใช่กับข้า

          นางฟ้ารึหากเป็นนางฟ้าแล้วต้องอายุยืนยาวเช่นนี้ข้าไม่ขอเป็น คนที่รักทยอยตายจากไปก็ทำได้แค่เฝ้ามอง กี่งานศพแล้วที่ข้าได้เห็น กี่คราแล้วที่ข้าเสียน้ำตาให้พวกเขาโดยทำได้แค่ยืนสวดภาวนาให้จบพิธี

นึกโกรธตัวเองอยู่พักใหญ่แล้วจึงถอนหายใจออกมาเมื่อไหร่ข้าจะชินกับความไร้ประโยชน์ของตัวเองกันนะ

          ข้าดึงชายกระโปรงมาเช็ดหน้าตัวเองอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก ก่อนผุดลุกขึ้นหอบตะกร้าดอกลิลลี่หลากสีที่สุมรวมกันไว้ จากนั้นจึงหมุนตัวเดินออกจากป่ากลับไปยังบ้านหลังเล็กของตนที่อยู่ริมชายแดนแยกตัวสันโดษออกจากมนุษย์ผู้อื่น

คาร่า ข้ากลับมาแล้ว

          ทันทีที่ผลักบานประตูเก่าโทรมเข้าไป ข้าก็เรียกหาลูกบุญธรรมที่น่าจะนอนพักผ่อนอยู่ในห้องโถงเล็ก วางตะกร้าดอกไม้ไว้บนโต๊ะแล้วถอดชุดคลุมแขวนพาดไว้กับเก้าอี้

คาร่า ถ้าตื่นอยู่ก็ตอบแม่หน่อยสิ

ลูกคนนี้ปกติเรียกหาก็ต้องขานรับไม่ใช่หรือไงกัน?

          ข้าสาวเท้าก้าวไปยังห้องโถงเล็กแล้วมองไปยังร่างที่นอนราบอยู่กับโซฟาผ้า ชะเง้อคอมองก็เห็นคาร่านอนหลับตานิ่ง ท่าทางหลับของนางทำให้ข้านึกไปถึงตอนที่นางยังเด็กนัก เผลอยื่นมือแตะผิวแก้มเหี่ยวย่นที่หย่อนคล้อยของหญิงวัยชราแล้วก็ต้องตกใจ

นางตัวร้อน! นี่นางไม่สบายหรอกหรือ ข้าก็นึกว่านางแค่นอนหลับไปเฉย

            ข้ารีบลุกไปตักน้ำใส่กะละมังกับผ้าชุบน้ำหมาดมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้กับลูก พยายามเบามือทุกครั้งที่นางขมวดคิ้ว นึกทวนสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆคาร่าถึงได้ไม่สบายทั้งที่แข็งแรงมาตลอดหรือนี่จะเป็นโรคชราอย่างที่ข้าอ่านมาในหนังสือ แต่นี่นางเพิ่งอายุได้เจ็ดสิบแปดปีเองนะ

            ค่อยๆลุกข้าเอ็ดคาร่าเมื่อคลาดสายตาไปครู่เดียวแล้วเหลือบไปเห็นนางกำลังหยัดตัวลุกขึ้นจากโซฟา เห็นลุกไม่ไหวจึงละมือจากการแยกดอกไม้แล้วไปช่วยพยุงนาง

            นัยน์ตารีเล็กของนางขุ่นมัวลงทุกวันที่ข้าได้มอง ร่างกายซูบผอม ผิวเนื้อเหี่ยวย่นจนน่าใจหาย ดูนางลำบากเหลือเกินยามที่ต้องก้าวเท้าเดินแต่ละที

แม่คะ ทำไมวันนี้กลับเร็วนักล่ะนางถามข้าที่ผละออกไปนั่งคัดแยกดอกไม้ตามเดิม

ฤดูนี้มีแต่ดอกลิลลี่ที่ออกดอก แล้วแม่ก็ได้ดอกลิลลี่สีขาวมาหลายดอกแล้วด้วย

คาร่าจะหาอะไรให้แม่ทานนะคะ

หยุดเลยนะคาร่า นั่งอยู่กับที่ ไม่อย่างนั้นแม่จะโกรธเจ้าจริงๆแล้วนะ

            ข้าจงใจใช้สายตาดุลูกสาวบุญธรรมที่กำลังจะหยัดตัวยืนให้กลับไปนอนเอนตัวสงบเสงี่ยมตามเดิม ตัวเองก็แก่แล้ว เรี่ยวแรงก็ไม่ค่อยจะมี ยังจะเดินเหินทำตัวเหมือนตอนยังเด็กได้ไงกัน

             เดิมทีข้ามีลูกบุญธรรมทั้งหมดกว่าสิบยี่สิบคน พวกเขาทยอยจากข้าไปด้วยโรคชราทั้งสิ้น ตอนนี้เหลือเพียงคาร่าที่ยังอยู่กับข้า

            ลูกบุญธรรมทุกคนที่ข้าเลี้ยงดูเข้าใจในตัวข้าว่าข้าไม่ใช่มนุษย์และไม่เคยนึกเกลียดกลัวข้าข้าไม่อาจมีความรักอย่างที่หญิงสาวคนหนึ่งควรมีซักครั้งในชีวิตเพราะเกรงกลัวการผูกสัมพันธ์กับมนุษย์ จึงชุบเลี้ยงเด็กกำพร้ามาเป็นลูก เฝ้าอุ้มชูตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ บางคนได้ดีแล้วก็จากไป บางคนไม่ไปไหนวนเวียนอยู่รอบตัว แต่เมื่ออยู่ในช่วงบั้นปลายของชีวิตพวกเขาจะกลับมาหาข้า หยาดน้ำใสในดวงตาไหลอาบแก้มทุกครั้งยามมือที่กอบกุมมือข้าไว้ร่วงหล่นลงพร้อมกับลมหายใจที่ขาดห้วง

ทุกคนจากข้าไปทีละคน เหลือคาร่าเพียงคนเดียวและข้าก็หวังว่านางจะอยู่กับข้าอีกซักสิบปีหรือยี่สิบปี

            ข้าไม่อาจอาศัยเป็นหลักเป็นแหล่งได้จึงเลือกจะสร้างบ้านห่างไกลจากสายตามนุษย์คนอื่น ช่วงห้าปีมานี้ข้าเข้าไปในเมืองหนึ่งแล้วเปิดร้านดอกไม้อาทิตย์ละครั้ง วันไหนไม่เปิดก็จะคอยดูแลลูกอยู่ที่บ้านหรือไม่ก็เก็บดอกไม้ในป่าไปขายให้พ่อค้าเร่ คาร่าตัวติดกับข้ามาตั้งแต่ยังเด็ก นางมีหน้าที่แม่บ้านคอยดูแลความสะอาดของบ้านแต่เมื่อแก่ตัวลงข้าก็สั่งห้ามให้นางนอนอยู่เฉยๆ ตกดึกก่อนเข้านอนเราจะสวดภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้าด้วยกัน

ข้าอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า ขอให้แม่เยอบีร่าจงมีแต่ความสุขหลังภาวนา นางมักจะพูดอย่างนี้เสมอ

            เด็กน้อยพระเจ้าไม่ฟังคำเว้าวอนของเจ้าหรอก หากท่านคิดฟัง คงไม่ปล่อยให้ข้าทรมานกับการมีชีวิตเป็นนิจนิรันดร์เช่นนี้ และท่านคงไม่ปล่อยให้ข้าฝันร้ายว่าตัวเองมีปีกสีขาวที่ถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่นแทบทุกคืนวัน

            ทุกคืนวันวนเวียนกิจวัตรอยู่เพียงเท่านี้แต่นี่ก็ทำให้หัวใจของข้าไม่เหี่ยวเฉา ข้ามีความสุขกับการได้อยู่กับคนที่ข้ารักและรักข้า กระทั่งคืนหนึ่ง

แม่ฝันอะไรรึเปล่าคะ

อา แม่ฝันเหมือนเดิม ฝันว่าปีกสีขาวถูกกระชากขาดแต่คราวนี้มันน่ากลัวเพราะเลือดไหลไม่หยุด

            แต่คาร่าฝันตรงข้ามกับแม่ คาร่าฝันว่าโซ่ตรวนที่ข้อเท้าของแม่ถูกปลดออก ปีกสีขาวกางสยายกลางอากาศ แถมยังเห็นใครบางคนโอบกอดแม่ด้วย

            คาร่าตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วปลุกข้าขึ้นมาไถ่ถามเรื่องความฝัน นางเล่าอย่างฉอเลาะว่าฝันอะไรไปบ้าง ข้าไม่ค่อยใส่ใจกับคำพูดของนางเท่าไหร่นักเพราะคิดว่าโรคชราของนางกำเริบ

ในที่สุดพระเจ้าก็ฟังคำอ้อนวอนของคาร่า จากนี้แม่จะมีแต่ความสุข

            คาร่าหลับไปพร้อมกับรอยยิ้มและสายตาวาววับท่ามกลางความมืดราวกับเด็กเล็กได้ของเล่นใหม่ มือเหี่ยวย่นกอบกุมปลายนิ้วก้อยของข้าไว้หลวมๆแล้วผล็อยหลับไป มองมือนั้นแล้วปิดเปลือกตาหลับไปเช่นกัน และถ้าหากข้ารู้ว่าตื่นมาจะพบเจอกับฝันร้ายยิ่งกว่าข้าคงไม่คิดจะปิดเปลือกตาลงเด็ดขาด

คาร่าสิ้นใจในเช้าวันรุ่งขึ้น

            ข้าพบเจอคนที่ตายจากข้าไปมาแล้วมากมายแต่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นอีกซักกี่ครั้งก็ยังไม่ชิน สิ่งเดิมๆซ้ำซากที่ข้าทำก็คือกระชากร่างไร้วิญญาณแล้วร่ำไห้อย่างคนเสียสติ ขอร้องให้ลืมตาตื่นขึ้นมา ทำอย่างนี้อยู่นานสองนาน เมื่อไม่ได้ผลจึงหยุดมือแล้วซบหน้าลงกับร่างนั้น

            กว่าค่อนวันที่ข้าจะแข็งใจขึ้นมาได้ ตระเตรียมดอกไม้หลากพันธุ์และเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่งหน้าให้กับร่างไร้วิญญาณของคาร่า ตกเย็นจึงก่อฐานเพลิงหน้าบ้านสำหรับเผาร่าง ตกหัวค่ำก็นำร่างของคาร่าวางไว้กับฐานเผา ในมือถือคบไฟเตรียมจุดไฟ

            ความตายเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนหนีไม่พ้น แต่ข้าไม่เข้าใจเพราะข้าไม่ใช่มนุษย์เหตุใดความตายจึงต้องพรากคนรอบกายข้าให้หายไปทีละคนกัน

            สายลมเย็นพัดบาดผิวเนื้อจนหนาวสั่น ใบหน้าของข้าในตอนนี้ไร้ซึ่งหยาดน้ำตาแต่มีเพียงคราบน้ำตาแห้งเต็มใบหน้า  หัวใจที่รู้สึกเจ็บปวดเริ่มด้านชาไร้ความรู้สึก ข้าก้มตัวลงประทับจูบลงบนหน้าผากเหี่ยวย่นของคาร่า พิจารณาใบหน้าอิ่มเอิบประดับรอยยิ้มทั้งที่สิ้นใจไปแล้ว

ลาก่อนลูกรักของข้า ขอให้เจ้าไปสู่ภพภูมิที่ดี

ข้ากล่าวเพียงแค่นั้นพร้อมกับโยนคบไฟในมือออกไป ชั่วพริบตาฐานเผาก็ลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟ

            ทุกครั้งข้าจะสวดภาวนาขอให้พระผู้เป็นเจ้ารับดวงวิญญาณของลูกไปแต่ครั้งนี้ข้าจะไม่ทำพอกันที ข้าหมดศรัทธาในท่านแล้ว

            สายลมยามค่ำคืนหอบเอาสะเก็ดไฟให้ปลิวว่อน ข้ายืนนิ่งไม่ไปไหน จ้องมองจนกระทั่งเปลวไฟมอดดับลงและเหลือเพียงเถ้ากระดูกของลูกข้า

ไม่มีอีกแล้ว ข้าไม่เหลือใครแล้วทุกคนจากข้าไปกันหมด

คาร่า คาร่า...”

            ข้าได้ยินเสียงของตัวเองพร่ำหาถึงคาร่า แข้งขาอ่อนแรงทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหญ้า  เงยหน้าขึ้นมองซากกลีบดอกคาร่าลิลลี่ที่ปลิวตามแรงลม ไร้ซึ่งหยาดน้ำตาหรือเสียงสะอื้น มีเพียงหัวใจด้านชาที่ยังคงแน่นิ่งในอกซ้าย

พระผู้เป็นเจ้า ท่านต้องการอะไรจากข้า เท่านี้ยังไม่สาแก่ใจท่านหรืออย่างไร




            สองปีต่อมาหลังจากที่คาร่าจากไป ข้าปิดตายบ้านหลังเล็กในป่าลึกเพราะในบ้านมีแต่สิ่งน่ารำคาญที่เรียกว่ารูปปั้นแห่งตัวแทนพระผู้เป็นเจ้า ย้ายมาอยู่ในเมืองที่เปิดร้านขายดอกไม้ไว้ ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นร้านดอกไม้แต่ข้ากลับเก็บดอกไม้ในป่ามาวางกองในร้านแล้วนั่งจ้องมองพวกมันจนแห้งเหี่ยวไปเอง นานทีปีหนจะเปิดร้านรับออเดอร์จากลูกค้า ผู้คนในเมืองจึงมักเรียกข้าว่า หญิงสาวร้านดอกไม้ผู้มีอารมณ์แปรปรวน

ดอกทิวลิป ดอกไอวี่ ดอกแกลดิโอลัส ดอกแดฟโฟดิล

            ข้านั่งร่ายรายชื่อดอกไม้ในตะกร้าที่เก็บมาได้แล้วจัดใส่แจกันตามชนิดของดอก วางประดับร้านแล้วพรมน้ำให้ชุ่ม ตั้งใจว่าวันพรุ่งนี้จะเปิดร้านเพราะเงินเก็บที่มีไม่พอจ่ายค่าเช่าร้าน ขืนเก็บตัวไม่ทำงานหาเงิน ชีวิตที่เหลือของข้าคงต้องนอนข้างถนน

            เมื่อจัดตกแต่งภายในร้านเรียบร้อยแล้ว ข้าจึงดับเปลวไฟในตะเกียงแล้วเอนตัวลงนอนลงบนเก้าอี้ยาวกลางร้านอย่างเหนื่อยอ่อน ปรือตามองพัดลมของร้านเหนือระดับสายตาที่หมุนไกว

            สิ่งรอบตัวตั้งแต่การแต่งกายของมนุษย์ไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้พัฒนาขึ้นทีละนิด ข้าอยู่บนโลกมนุษย์นี้ตั้งแต่พวกเขายังใช้เกวียนม้าเป็นพาหนะเดินทาง ตราบจนตอนนี้ที่ใช้เครื่องยนต์สีดำเมื่อมเป็นพาหนะ ทุกอย่างเปลี่ยนไปยกเว้นตัวข้าที่ยังคงเดิม

            อีกนานหรือไม่ที่ข้าต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเช่นนี้ ข้าจะตายเมื่อไหร่ หรือข้าไม่มีวันตาย ต้องทนใช้ชีวิตอย่างนี้รึพระผู้เป็นเจ้า ข้าไม่อาจทราบว่าในอดีตข้าทำสิ่งใดให้ท่านขุ่นเคือง ท่านเอาแต่ยัดเยียดความฝันว่าข้าโดนเด็ดปีกใส่หัวข้าอยู่ทุกคืน ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าข้าทำสิ่งใดผิดและต้องหาทางแก้ด้วยวิธีใด

            ท่านช่างใจจืดใจดำนักพระผู้เป็นเจ้า จะสื่อว่าข้าคือนางฟ้าตกสวรรค์เพราะทำสิ่งที่ผิดรึ เช่นนั้นสู้ปรากฏตัวต่อหน้าข้าแล้วชี้หน้าต่อว่าข้าจะดีกว่า

            ข้าถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายแล้วพลิกตัวกอดอกหลับตานอนทั้งที่เวลานี้ยังหัวค่ำอยู่ ทว่าพอหลับตาลงทีไร ภาพที่ข้าโดนฉีกกระชากปีกก็คอยตามหลอกหลอน นั่นทำให้ข้าลืมตาตื่นแล้วยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังอย่างหวาดเสียว

อาเมื่อไหร่ฝันร้ายนี่จะหายไปเสียที

            คิดได้ดังนั้นจึงหันไปจุดตะเกียงแล้วรื้อเอากุหลาบแดงในถังมานั่งตัดใบตัดหนามฆ่าเวลาเล่น  แต่ทันทีที่หยิบดอกแรกขึ้นมาจากถัง เสียงดังโครมหน้าร้านทำให้ข้าสะดุ้งโหยงจนเผลอปล่อยกุหลาบร่วงหล่นลงพื้น

นั่นใครกันอยากตีปากตัวเองนักที่ไวเกินความคิด หากเป็นโจรจะทำอย่างไรเล่า!

ช่วอึ่ก ช่วยผมด้วย

            เสียงด้านนอกที่ตอบกลับมาทำเอาข้าลนลานลุกไปหยิบชุดคลุมสวมทับเสื้อนอนบางเบาแล้วหยิบผ้าห่มผืนหนาติดมือไปด้วย รีบพุ่งออกไปนอกร้านแล้วยืนนิ่งไปครูหนึ่ง

          เยอบีร่า เจ้าช่างโง่เขลานัก! ไม่เอะใจเลยหรือว่าเสียงนั้นอาจเป็นโจรล่อลวง ทำทีบาดเจ็บให้ช่วยเหลือ ไอ้นิสัยชอบช่วยเหลือมนุษย์สุ่มสี่สุ่มห้าเลิกเสียทีเถอะ!!

เมื่อได้สติข้าจึงหมุนตัวเดินกลับเข้าร้าน แต่แล้วเสียงโอดครวญและกลิ่นคาวเลือดก็รั้งให้ข้าชะงักฝีเท้าลง

คุณครับ ช่วยผมด้วย

อย่าเชียวตัวข้า ได้ยินหรือไม่ว่านั่นเป็นเสียงของบุรุษ

แค่ก! ผมถูกทำร้ายครับ

เจ้าอย่าหาห่วงมาใส่คอ คิดจะรับเลี้ยงเด็กอีกรึ เช่นนั้นเจ้าจะต้องเสียใจอีกหนแน่

            ข้ายืนเถียงกับตัวเองในหัวเพราะความกลัวว่าจะต้องเสียใจหากเสียบุคคลที่รักไป แต่แล้วข้าก็เลือกทำในสิ่งที่ควรทำด้วยการหมุนตัวกลับไปหาชายที่นอนตัวงออยู่กับพื้น ก้มตัวลงไปหาพร้อมกับกางผ้าห่มในมือคลุมตัวของเขา

เข้ามาข้างในร้านฉันก่อนเถอะ ข้างนอกอากาศเย็น เดี๋ยวจะไม่สบายเอา

            ไม่รอช้า ข้ารีบพยุงร่างสูงใหญ่เข้าไปนอนบนโซฟากลางร้านแล้วหันไปลงกลอนประตูและหน้าต่างแน่นหนาเพราะกลัวความหนาวเย็นจะแทรกผ่านเข้ามา จุดไฟเชิงเทียนติดผนังรอบร้านเพื่อให้ความสว่าง หายเข้าไปครัวไปหยิบน้ำอุ่นใส่ชามไม้และผ้าผืนบาง

            ชายผู้นั้นรับเอาชามน้ำอุ่นและผืนผ้าในมือของข้า เขาบอกว่าจะเช็ดคราบเลือดด้วยตัวเอง แต่ข้าก็ดึงดันจะเช็ดคราบเลือดบนใบหน้าให้ เพราะความเป็นแม่ที่ยังมีจึงเผลอดุเขาให้นั่งนิ่งๆแล้วลงมือจัดการด้วยตัวเอง

อายุเท่าไหร่

สะ สิบแปดครับ

ยังเด็กอยู่แท้ๆ ไปทำอะไรมาถึงได้โดนทำร้าย

ผมถูกโจรดักปล้นครับ

ข้าได้แต่ส่ายหน้าระอาใจ มนุษย์เดี๋ยวนี้โหดร้ายนัก ถึงขั้นทำร้ายจนเลือดตกยางออกเลยหรือไร

            เรือนผมสีดำสนิทสั้นระต้นคอแต่กลับไว้ผมหน้ายาวปิดดวงตา ข้าไล่ซับคราบเลือดข้างแก้มขาวซีดให้สะอาดก่อนขออนุญาตล้างบาดแผลภายใต้ผมหน้าด้วยการรวบขึ้น ทันใดนั้นเมื่อข้าได้สบตากับเด็กชายตรงหน้า เวลาของข้าก็หยุดนิ่งไปโดยปริยาย

            นัยน์ตาคู่คมสีเดียวกับนัยน์ตาของข้าหากแต่ซีดจางกว่ามาก เรียวคิ้วเข้มโก่ง ริมฝีปากหยักหนา ใบหน้าราวกับถูกสรรสร้างมาอย่างดีไม่ได้ทำให้ข้าหลงใหลเพียงแต่ที่ข้านิ่งไปเป็นเพราะแววตาของเขาข้ารู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก 

เป็นข้าที่ตั้งสติได้ทันท่วงที โปรยยิ้มหวานกลบเกลื่อนท่าทางน่าอายของตนเมื่อครู่

ฉันชื่อ เยอบีร่า เป็นเจ้าของร้านดอกไม้ที่นี่

เอ่อ ผมชื่อ ไฮเดน เป็นเด็กของสถานกำพร้าบาลาบัลครับ

            คำว่า สถานกำพร้าทำให้ข้าหุบยิ้มลงทันควันโชคชะตาของข้าหนีไม่พ้นคำคำนี้หรืออย่างไร พระผู้เป็นเจ้าต้องการให้ข้าช้ำใจตายใช่หรือไม่ หากข้าเกิดใจอ่อนอยากรับเด็กคนนี้เป็นลูกบุญธรรมอีกคนจะทำอย่างไรเล่า

ก่อนอื่นฉันคงต้องทำแผลให้ก่อน ถ้าเกิดเจ็บก็บอกนะ

            ข้าพูดตัดบทเพียงเท่านั้นแล้วหลับหูหลับตาทำแผลให้เขาจนเสร็จเรียบร้อย จัดการผลักไสไล่ส่งเขาให้ออกไปจากร้านทันที ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในสภาพจิตใจของข้าเอง

ขะ ขอบคุณมากครับ คุณเยอบีร่า ไว้คราวหลังผมจะมาตอบแทน

ไม่ต้องตอบแทน

            ข้าตะโกนตอบเสียงด้านนอกไปแล้ววิ่งปิดหูรอบร้านเพราะไม่อยากได้ยินคำพูดอื่นใดของเขาอีก กระทั่งแน่ใจแล้วว่าเขาจากไปจึงแอบเปิดช่องหน้าต่างชะเง้อมองดูนอกร้าน

ไปแล้วและอย่าได้กลับมาอีก ถือว่าข้าขอร้องเถิด

คงไม่กลับมาอีก

            ข้าคิดว่าเขาไฮเดนคงไม่กลับมาอีก อายุสิบแปดอยู่สถานกำพร้า อายุเท่านี้คงเตรียมหาบ้านใหม่อยู่ ข้าก็แค่ช่วยทำแผลให้เขาในคืนนี้ ไม่มีเรื่องอะไรที่ทำให้เขาต้องติดใจกลับมาที่นี่อีกคราเสียหน่อย

"อย่าใส่ใจนักเลยเยอบีร่า หากคิดโอบอุ้มมนุษย์น่าสงสารทั้งหมดทั้งมวล จะเป็นตัวเจ้าที่ลำบากภายหลัง"

แม้จะพูดย้ำเตือนตัวเองเช่นนั้นแต่หัวใจที่ด้านชาของข้ากลับเริ่มสั่นไหวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง...

            สุดท้ายแล้วข้าก็ผล็อยหลับไปตอนไหนไม่รู้ และเป็นโชคดีที่ไม่ได้ฝันถึงภาพปีกถูกฉีกกระชากแล้วยังตื่นแต่เช้าตรู่ เป็นเวลาเหมาะกับการเริ่มต้นทำงานยิ่งนัก

ดอกไม้วันนี้สวยจัง ไปหามาจากป่าแต่เช้าตรู่เลยเหรอคะเนี่ย

เอ่อค่ะ ไปหามาแต่เช้าก็เลยได้ดอกที่ยังสดใหม่

            ลูกค้าหลายรายที่เอ่ยทักว่าดอกไม้หน้าร้านสวยงาม ข้าจึงต้องเออออตามที่พวกเขาว่าทั้งที่ความเป็นจริงข้าเก็บดอกไม้มาเมื่อวานช่วงเย็นหาใช่เมื่อเช้าตรู่ แม้จะแปลกใจแต่ก็ไม่คิดสงสัยสิ่งใด ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปกระทั่งใกล้ถึงเวลาปิดร้าน

คุณเจ้าของร้าน ผมคิดว่าดอกไลแลคสีขาวเหมาะกับคุณดีนะครับ

เอ่อ ทำไมล่ะคะ หรือคุณอยากเปลี่ยนจากช่อดอกทิวลิปแดงเป็นช่อไลแลคขาวแทน

คุณนี่ซื่อจัง ผมแค่จะเปรียบว่า คุณคือความรู้สึกแรกรักของผม ไม่เข้าใจเหรอครับ หืม?”

            ช่วงนี้มีมนุษย์ชายคนหนึ่ง อายุอานามราวกลางคน คอยแวะเวียนมายังร้านของข้าแล้วสั่งทำดอกไม้เป็นช่อ ทุกครั้งคราวมักพูดจาแทะโลมอยู่เรื่อยแต่ข้าก็ไม่คิดสนใจ จนนานวันเข้าเริ่มรำคาญ นี่เป็นอีกสาเหตุที่ข้าไม่ค่อยเปิดร้านเพราะรำคาญมนุษย์ผู้นี้

ได้แล้วค่ะ ดอกทิวลิปช่อใหญ่ประดับลูกไม้ขาวตามที่คุณต้องการ

            ข้ายังคงแสร้งเหยียดยิ้มไร้ความจริงใจ แม้จะรำคาญเขาซักแค่ไหน แต่เงินในกระเป๋าของเขานั้นสำคัญต่อปากท้องของข้า

            ชายผู้นั้นแย้มยิ้ม อีกมือยื่นเงินให้กับข้าส่วนอีกมือรับเอาช่อดอกทิวลิปที่ข้าส่งไปให้ แต่แล้วสัมผัสร้อนวูบจากปลายนิ้วที่ไล้ผิวเนื้อหลังมือทำให้เขารีบดึงมือหนีแล้วตวัดสายตาใส่เป็นการตำหนิว่าเสียมารยาท กระนั้นมนุษย์หน้าหนากลับยิ้มตอบกลับมา

หากว่าข้ามีพลังวิเศษ ข้าจะสาปให้เจ้ากลายเป็นกบ!

เราเจอกันมาหลายครั้งแล้วแต่ยังไม่รู้จักชื่อกันเลย ผมชื่อ สตีฟ แล้วคุณล่ะครับ

เยอบีร่า

ชื่อคุณมาจากชื่อของดอกเยอบีร่าเหรอครับ เพราะจัง

ข้ายิ้มกว้างแทนคำตอบแล้วตั้งท่าจะหมุนตัวหนี ทว่าครานี้เขากลับคว้าข้อมือของข้าเสียแน่น

พรุ่งนี้ผมว่าง เราไปเที่ยวกันดีไหมครับ

แต่ฉันไม่ว่างค่ะ ทุกเช้าฉันต้องเก็บดอกไม้ ขอโทษนะคะ แล้วก็ช่วยปล่อยมือของเจ้าออกไปด้วย

ถ้าอย่างนั้นผมจะมาหาคุณแต่เช้าแล้วช่วยคุณเก็บดอกไม้

ฉันไม่อยากรบกวนใครค่ะ ข้าไม่อยากไปกับเจ้าต่างหากเล่า

            ข้าพยายามสะบัดมือหนีแต่เรี่ยวของหยิงไม่อาจสู้เรี่ยวแรงของชายได้ ข้าไม่เคยนึกกลัวมนุษย์แม้ในเวลาที่กำลังโดนคุกคามเช่นนี้ แต่กลับรู้สึกอยากฟาดให้สลบเสียมากกว่า หากอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเขาไม่ปล่อยมือ ข้าคงฟาดมืออีกข้างใส่ใบหน้าของเขาเป็นแน่

ปล่อยมือออกจากเธอ

            มือที่กอบกุมข้อมือข้าไว้หลุดออกไปพร้อมกับน้ำเสียงทุ้มดุดันของผู้เข้ามาในร้านดอกไม้ ทั้งข้าและสตีฟต่างก็หันไปมองเจ้าของเสียงพร้อมๆกัน

เด็กคนนั้นไฮเดน เขามาที่นี่อีกทำไมกัน!

              เด็กนี่! ผู้ใหญ่เขาคุยกันอยู่ ไม่เห็นรึไง!!” สีหน้าท่าทางของสตีฟเปลี่ยนไป เขาสาวเท้าเข้าไปหาไฮเดนแล้วกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายที่เด็กกว่า

            “คิดจะจีบผู้หญิงแต่ใช้วิธีบังคับเธอแบบนั้น เป็นผู้ใหญ่ซะเปล่า ไฮเดนก็ไม่ยอมแพ้ยึดมือที่กระชากคอเสื้อแล้วจ้องสตีฟเขม็ง ลืมสนใจดอกไม้ในมือของตนที่ร่วงหล่นกระจัดกระจายลงกับพื้น

นั่นมันดอกเยอบีร่าไฮเดนเอามาจากไหน ดอกเยอบีร่าไม่ได้หากันได้ง่ายๆตามป่าเสียหน่อย

ทำมาเป็นสั่งสอน เด็กอย่างแกจะไปรู้อะไร

ก็รู้มากกว่าที่คุณรู้แล้วกัน

            ข้ายังคงยืนนิ่งมองพวกเขาที่ยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นานสองสองนาน วางช่อทิวลิปแดงในมือแล้วเข้าไปห้ามพวกเขา แต่คงเข้าไปผิดจังหวะ ข้าบังเอิญเข้าไปแทรกกลางตอนที่สตีฟยกหมัดสวนเข้าใส่ไฮเดนพอดิบพอดี

คุณเยอบีร่า!”

            สติเฮือกสุดท้ายที่มีคือได้เห็นไฮเดนถลาเข้ามาหาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ในหูอื้อไปชั่วขณะเพราะแรงสะเทือนข้างแก้มที่แล่นไปยังหัวอย่างรุนแรง

ทันใดนั้นโลกของข้าก็ดับสนิทโดยไม่ได้เห็นหรือได้ยินสิ่งใดอีกเลย

 

 

 

ในเมื่อตัดสินเช่นนั้น ข้าจะขอเด็ดปีกคู่นี้ทิ้ง

            เหล่าเทวดานางฟ้าต่างก็แสดงสีหน้าตกใจเมื่อนางฟ้านางหนึ่ง ลั่นวาจาเอาไว้หลังจากที่คนรักผู้เป็นปีศาจของนางถูกตัดสินโทษให้กลับไปเวียนว่ายตายเกิดในโลกมนุษย์โทษฐานฝืนกฎที่ว่า สิ่งดีงามและสิ่งชั่วร้ายไม่อาจบรรจบกันได้ หรือหมายถึง นางฟ้าเทวดาและปีศาจไม่อาจครองคู่กันได้ นั่นเป็นกฎที่มีมานานนับแต่มีสิ่งที่เรียกว่าสรวงสวรรค์

แต่นางกับปีศาจตนนั้นกลับกล้าทำสิ่งที่ผิดกฎเช่นนั้น

ท่านอาเบล ใจเย็นก่อนเถิด หากพระผู้เป็นเจ้าได้ยินสิ่งที่ท่านกล่าวพูดท่านต้องเสียใจเป็นแน่

            นางฟ้าอีกนางพยายามจะเข้ามาห้ามปรามนางฟ้านามอาเบล แต่แล้วก็ต้องนิ่งงันไปเมื่อนางฟ้าอาเบลตวัดมือผ่านอากาศ ก่อเกิดม่านแสงกักกันบริเวณรอบตัวนางให้เกิดเป็นซี่กรงเพื่อป้องกันไม่ให้เทวดานางฟ้าตนไหนย่างกรายเข้ามาใกล้

            นางฟ้าอาเบลเป็นนางฟ้าที่มีพลังอำนาจมากมายแล้วยังเป็นถึงหนึ่งในสามผู้รับใช้ของพระผู้เป็นเจ้า นางเคารพในกฎระเบียบของสวรรค์มาตลอด แต่เมื่อได้รู้จักกับปีศาจตนนั้นก็เปลี่ยนไป

            ปีศาจตนนั้นเป็นหนึ่งในปีศาจเจ็ดบาปเจ็ดประการ อาศัยอยู่บนสรวงสวรรค์ได้เกือบร้อยปีเพราะอยู่ในช่วงลดหย่อนสถานะจากปีศาจให้มาเป็นข้ารับใช้แห่งสรวงสวรรค์หลังเริ่มกระทำการช่วยเหลือมนุษย์ตกทุกข์ได้ยาก อีกไม่นานจะได้ลบเลือนชื่อของปีศาจแล้วแท้ๆแต่กลับทำสิ่งอุกอาจด้วยการข้องเกี่ยวกับนางฟ้า นามของปีศาจนั้นนามว่า เบลเฟกอล(บาปแห่งความเกียจคร้าน)

            เดิมทีอาเบลถูกสั่งให้คอยจับตาดูพฤติกรรมของเบลเฟกอล จากนั้นจึงตกหลุมรักกันด้วยความใกล้ชิดหรืออะไรก็ตามแต่ นั่นทำให้พระผู้เป็นเจ้าต้องทำตามกฎแห่งสวรรค์ด้วยการส่งเบลเฟกอลให้ไปเวียนว่ายตายเกิดในโลกมนุษย์เพื่อให้ทั้งสองคลาดจากกันและลืมเลือนกันไปในที่สุด

เรื่องราวกับตาลปัตรเมื่ออาเบลไม่อาจทำใจในสิ่งที่เกิดขึ้นได้และออกมาลั่นวาจาว่าจะขอเด็ดปีกทิ้ง

            การเด็ดปีกของนางฟ้าและเทวดาหมายถึงการเย้ยหยันต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้มอบปีกให้ ไม่เคยมีใครอาจหาญกล้าเด็ดปีกของตนเพราะไม่รู้ว่าหลังจากนั้นโชคชะตาของตนจะเกิดอะไรขึ้น

ถอยไป

            น้ำเสียงดุดันก้องกังวานไปทั่วทั้งแดนสวรรค์ นางฟ้าเทวดาต่างหลีกทางให้ทันที เทวดาร่างสูงใหญ่ตนนี้ก็คือ กาเบรียล เป็นหนึ่งในสามผู้รับใช้พระผู้เป็นเจ้าเช่นกัน

เกิดอะไรขึ้น

            ครานี้เป็นเทวดาหนุ่มน้อยที่บินพุ่งมาแต่ไกลแล้วจรดฝีเท้าลงบนเมฆก้อนหนา กวาดสายตามองสิ่งรอบตัวแล้วยกมือทาบอกด้วยความตกใจเหลือคณาพร้อมกับกางปีกคู่งามบินไปใกล้กับกรงของอาเบล เทวดาตนนี้ก็เป็นหนึ่งในสามผู้รับใช้พระผู้เป็นเจ้า นามว่า ดาเนียล

            นางฟ้าอาเบลภายในกรงพันธนาการ จรดสายตามองสหายทั้งสองแล้วก้าวหนี สองมือจับปีกคู่งามบนแผ่นหลังของตนไว้แน่น

            อย่าคิดอะไรโง่เง่านัก เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากเจ้าเด็ดปีกทิ้งไป โชคชะตาของเจ้าจะผันเปลี่ยนไปตลอดกาลและไม่อาจขึ้นมาเหยียบบนสวรรค์ได้อีกเป็นครั้งที่สอง เทวดากาเบรียลว่า

            กาเบรียลพูดถูก ข้าเคยได้ยินมาว่าใครก็ตามที่เด็ดปีกของตนทิ้งไป ชีวิตจะพบเจอแต่คำสาป แม้ทำสิ่งดีงามมากมายแต่ก็ไม่อาจขึ้นมาบนสวรรค์ได้อีกหน เทวดาดาเนียลพยายามเกลี้ยกล่อม

            นัยน์ตาสีจางคู่นั้นเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่สะกดกลั้นเอาไว้ อาเบลไม่คิดฟังคำเกลี้ยกล่อมใด ในหัวของนางมีเพียงภาพใบหน้าของปีศาจคนรัก คำมั่นสัญญาที่กล่าวกันไว้ว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไปมลายหายไปกับสายลม ทิ้งเพียงนางให้เฝ้ากอดตัวเองทุกคืนวัน

            พลันปีกสีขาวพิสุทธิ์ก็ฉีกขาดออกจากแผ่นหลังนางฟ้าอาเบลด้วยมือของนางเอง ขนปีกปลิวว่อนกระจัดกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ ชิ้นปีกนั้นสลายหายไปกลายเป็นผุยผง ความเจ็บปวดเกินรับไหวราวกับร่างแหลกทำให้นางทรุดตัวลงท่ามกลางเสียงกรีดร้องของนางฟ้าเทวดารอบตัว

เจ้าทำอะไรลงไป อาเบล!!”

            กาเบรียลพุ่งเข้าไปหวังทำลายกรงพันธนาการที่นางสร้างขึ้นแต่ดาเนียลก็รั้งตัวไว้ให้ออกห่าง พลังอำนาจของนางกำลังสลายหายไปรวมถึงตัวนางเองด้วย

            อาเบลหลุบตามองร่างกายโปร่งแสงของตนที่จางหายไปทีละเล็กละน้อย สบตามองสหายสนิททั้งสองด้วยใบหน้าเกลื้อนน้ำตาแห่งความยินดี ไม่มีสิ่งใดที่นางนึกเสียใจที่ทำลงไป นางไม่ได้ต้องการชีวิตสุขสบายบนสรวงสวรรค์ นางต้องการพบหน้าคนรักก็เท่านั้น

            นางฟ้าอาเบล เจ้าทำสิ่งผิดมหันต์ คำสาปและโทษของเจ้านั้นก็คือความทุกข์ทรมานต่อจากนี้ นับพันนับหมื่นปีเจ้าจะอยู่ในฐานะมนุษย์ ทุกข์ทรมานกับการสูญเสียจนกว่าเจ้าและปีศาจเบลเฟกอลจะพานพบกัน นั่นจึงสิ้นสุดคำสาปและโทษของเจ้า

เสียงจากเบื้องบนดังก้องอยู่ในหู ทั้งที่นั่นคือคำสาปแต่นางกลับยิ้มรับและนึกขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าในใจ

เท่านี้ข้าก็จะได้พบเบลเฟกอลแล้ว ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าข้าขอบคุณ

คุณเยอบีร่า

เฮือก!”

            เสียงทุ้มที่ดังใกล้หูทำให้ข้าสะดุ้งตื่นแล้วเด้งตัวลุกขึ้นนั่งตามสัญชาตญาณ พลางหันไปมองไฮเดนที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นเย็นเยียบด้วยสีหน้าเหงาหงอย ในมือของเขามีดอกเยอบีร่าหลากสีที่ยับเยินไม่มีชิ้นดี

อา ข้าพอจะเดาออกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากข้ารับหมัดแทนเขา

ผมขอโทษนะครับที่สร้างความวุ่นวาย ตะ แต่ผมไล่เขากลับไปแล้วนะครับ!”

ข้ามองดูท่าทีลนลานของเขาแล้วหัวเราะออกมา ช่างเถอะ เขาคงไม่กล้ามาที่นี่อีกแล้วล่ะ

แต่ว่าแก้มของคุณ…”

ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หาย อย่าคิดมากเลยนะ

            ไฮเดนอ้ำอึ้งเล็กน้อยเพราะคิดไม่ถึงว่าข้าจะไม่โกรธแล้วยังไม่ใส่ใจกับรอยฟกช้ำข้างแก้ม มือใหญ่สั่นเทาลังเลที่จะยื่นดอกไม้ในมือให้กับข้า แต่ก็ฝ่าความลังเลนั้นได้

ผม เอ่อ ดอกเยอบีร่า ผมเก็บมาจากป่าในเมืองทางใต้ เห็นแล้วนึกถึงคุณก็เลย…”

ขอบคุณนะ ดอกเยอบีร่าหายากมาก ถ้าเอาไปขายคงได้ราคาดี

ข้ายื่นมือไปรับดอกไม้แต่ไฮเดนกลับเก็บกอดดอกไม้ไว้กับตัว ตีหน้าเคร่งขรึมใส่ข้าทันที

ผมเก็บมาให้คุณไว้ประดับร้านครับไม่ใช่ให้คุณเอาไปขาย

ฉันแค่พูดเล่นน่าที่บอกว่าจะเอาไปขาย

สัญญากับผมก่อนได้ไหมครับว่าจะไม่เอาไปขาย

ได้ฟังแล้วข้าก็หัวเราะอีกครั้ง ดอกเยอบีร่าหายากและขายได้ราคาดีก็จริง แต่ฟกช้ำขนาดนั้นใครจะชายตาแล

            พอข้ารับปากเขาก็ยอมมอบมันให้แก่ข้า หลังจากนั้นเราก็นั่งพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ ไฮเดนบอกว่าเขาออกมาจากสถานกำพร้าเมื่อเช้าแล้วก็หางานทำทันที ตอนนี้เป็นพนักงานชั่วคราวในร้านอาหารไม่ไกลจากร้านดอกไม้ของข้านัก

ตกเย็นใกล้หัวค่ำไฮเดนก็ขอตัวกลับ ข้าเองก็ออกมาส่งเขาหน้าร้านตามมารยาทเจ้าบ้าน

ผมกลับก่อนนะครับ คุณอยู่ร้านคนเดียวแล้วยังเป็นผู้หญิง ยังไงก็ระวังตัวด้วย

ขอบใจที่เป็นห่วงฉันนะ เธอเองก็รีบกลับที่พักเถอะ

ครับ

            เขายิ้มกว้างแล้วหมุนตัวเดินจากไป ทว่าเดินจากไปได้ไม่ถึงครึ่งก้าวก็หมุนตัวกลับมาแล้วก้มหน้าก้มตาตะโกนเสียงดังใส่ข้า

ทั้งพรุ่งนี้ ทั้งวันอื่นๆผมก็จะมาหาคุณอีก อย่าห้ามไม่ให้ผมมาเลยนะครับ

ฮะ ไฮเดน เบาเสียง-”

ราตรีสวัสดิ์ครับ

            คนรอบข้างที่เดินอยู่ริมถนนต่างก็หันมาสนใจข้าและเขาเป็นตาเดียวกัน ไม่ทันที่ข้าจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เด็กคนนั้นก็วิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว

            ข้าได้มองตามแผ่นหลังนั้นไปแล้วหัวเราะในลำคอก่อนกลับเข้าร้านไปหยิบเอาดอกเยอบีร่ามาพินิจดู เก็บมาให้ผู้หญิง รู้หรือไม่ว่าความหมายของมันคือสิ่งใด

คุณเป็นดั่งดวงอาทิตย์ในชีวิตของผม

นั่นแหละ คือความหมายของมัน

            ของเหลวจากดวงตาที่หยดแหมะลงบนดอกไม้ในมือทำให้ข้ากะพริบตาถี่ ครั้นยกหลังมือเช็ดมันออกไปก็กลับกลายเป็นว่าเร่งให้มันไหลพรากเต็มใบหน้า

            ภาพในความฝันแม้ยังปะติดปะต่อได้ไม่ชัดเจนแต่ก็ทำให้ข้าได้รู้ถึงสิ่งสำคัญที่ทำให้ข้ายังมีชีวิตอยู่จวบจนตอนนี้ สองมือกุมดอกไม้แล้วทาบทับลงกับอกซ้ายที่สั่นไหวอย่างรุนแรงคล้ายกำลังเรียกร้องหาอะไรบางอย่าง

ในที่สุดข้าก็เจอเจ้าแล้ว

 

 


            ราวกับเวลาของข้าที่หยุดชะงักไปหมุนเดินอีกครั้งหนึ่ง ไฮเดนเทียวไปเทียวมาระหว่างร้านอาหารที่เขาทำงานกับร้านขายดอกไม้ของข้าเป็นประจำ แรกๆก็อ้างว่ากลัวสตีฟมาทำอะไรข้าก็เลยแวะมาดู หลังๆมาก็ยอมพูดตามตรงว่าอยากมาดูข้าทำงาน ในเดือนถัดมาเขาก็วิ่งมาหาข้าที่ร้านพร้อมกับอวดชุดของพนักงานที่เรียกว่าเชฟให้ข้าดูแล้วยังคุยฟุ้งว่าได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น ตอนนี้มีเงินเก็บมากพอที่จะซื้อบ้านหลังเล็กๆได้แล้ว

            ในส่วนของข้าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง สิ่งเดียวที่เปลี่ยนก็คือฉายาที่ผู้คนในเมืองตั้งให้ คราก่อนตั้งว่าข้าคือหญิงสาวร้านขายดอกไม้อารมณ์แปรปรวน ครานี้ตั้งว่าหญิงสาวร้านขายดอกไม้ยิ้มหวาน

            จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ผ่านไปราวเจ็ดปีแล้วที่ข้าได้รู้จักกับไฮเดนเด็กกำพร้าในวันนั้นที่ในวันนี้ประสบความสำเร็จในชีวิตพอตัว เขาอายุมากขึ้น รูปร่างสูงใหญ่ขึ้น ใบหน้าครึ้มลงด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ผิดกับข้าที่รูปร่างหน้าตายังคงเดิม

คุณน่าจะอายุสามสิบกว่าๆแล้ว ทำไมหน้าตาถึงยังเหมือนเดิมล่ะ

            เสียงทักท้วงทำให้ข้าชะงักไป กะพริบตาไปครั้งเดียว คนข้างหลังก็ฉวยเอาถ้วยกาแฟที่ชงไว้ไปดื่มเสียเอง ได้แต่จิ๊ปากใส่แล้วทำเมินคำถามนั้นไป

หลายครั้งหลายคราที่เขาถามเรื่องนี้จากข้า แต่ข้าก็บ่ายเบี่ยงได้หมด

ผู้หญิงน่ะ ต้องดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ-”

ก่อนที่จะหมดวัยได้ดูแลคุณพูดคำนี้บ่อยจนผมจำได้ขึ้นใจแล้วนะเยอบีร่า

            ข้ายังคงขยับยิ้มกลบเกลื่อนอาการร้อนรนในใจก่อนได้พบเจอเขา ข้าตั้งใจเอาไว้ว่าจะตั้งหลักปักฐานอยู่ในเมืองซักห้าปีแล้วค่อยหนีไปอยู่ในป่า อีกซักเกือบร้อยปีค่อยกลับมาอยู่เมืองใหม่อีกครั้งเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นว่าข้าไม่แก่ไม่ตาย แต่หลังจากได้เจอเขาทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด

ต้องโทษความใจอ่อนของตัวข้าเองที่ผูกสัมพันธ์กับมนุษย์คนนี้จนไม่สามารถทอดทิ้งเอาไว้ได้

            ในอดีตข้าคืออาเบล เขาคือเบลเฟกอล แล้วอย่างไรล่ะ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ร่างกายของข้ายังหยุดนิ่งตอนอายุได้ยี่สิบปีในขณะที่เขาเป็นมนุษย์ที่เกิดแก่เจ็บตาย ข้าจำเรื่องราวทั้งหมดได้แต่เขากลับจำอะไรไม่ได้ซักอย่างแล้วมันจะไปมีประโยชน์อะไร ในเมื่อคำสาปยังไม่ถูกลบล้าง

เท่ากับว่าอาเบลพบเจอมนุษย์คนหนึ่งที่ไร้จิตใจของเบลเฟกอล ก็เท่านั้น

เยอบีร่า เขาเรียกหาพลางตบมือลงบนเบาะหนาบนโซฟาข้างตัว มานั่งนี่ ผมมีอะไรจะบอก

            ข้าไม่ชอบให้ใครเรียกหานักยกเว้นแต่ไฮเดน ข้าวางถ้วยกาแฟที่ยื้อแย่งมาได้ลงกับโต๊ะอาหารแล้วเดินดิ่งไปหย่อนตัวนั่งลงข้างเขา ไม่ทันได้เอ่ยปากถามอะไร มือซ้ายของข้าก็ถูกฉวยไปทันที

จะทำอะไรน่ะ!” ข้ารีบดึงมือหนีแต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว

พอได้มองมือซ้ายชัดเต็มสองตาก็พบว่านิ้วนางของข้าสวมแหวนทองคำขาวเกลี้ยงเกลาเอาไว้

            เดี๋ยว ฟังก่อน ฟังผมก่อน ไฮเดนยกมือห้ามไม่ให้ข้าได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ร่างสูงย้ายตัวเองลงไปนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าข้า

ได้โปรด แต่งงานกับผมเถอะ

“…”

ข้านิ่งอึ้งไปเมื่อได้ยินคำนั้น รู้ได้ในทันทีว่าใบหน้าเห่อแดงไม่ต่างจากเขาที่ใบหูแดงเรื่อ

            เราทั้งสองเงียบกันไปพักใหญ่ และเป็นข้าที่ได้สติก่อน ดึงตัวเขาให้ขึ้นมานั่งข้างกันตามเดิมแล้วขจัดสีหน้าเขินอายนั้นออกไป

ได้สติเถอะตัวข้า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะแต่งงานกับมนุษย์เช่นเขา

ขอโทษนะไฮเดน ฉันแต่งงานกับเธอไม่ได้ เพราะข้าไม่ใช่มนุษย์

ทำไมหรือเพราะที่ผ่านมาสถานะของเราไม่เคยชัดเจน หรือคุณยังเห็นผมเป็นแค่เด็กคนนึง

            “ฉันเคยบอกเอาไว้ว่าสถานะไม่ใช่สิ่งสำคัญ ความรู้สึกต่างหากที่สำคัญฉันรู้สึกชอบเธอมาก แต่เราคงไม่เหมาะกัน เจ้าจะทนอยู่กับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ ไม่แก่ ไม่ตาย เช่นข้าได้หรือ?

ถ้าอย่างนั้นคุณก็บอกมาสิว่าเพราะอะไร!”

ฉันบอกไม่ได้ไฮเดน บอกไม่ได้!”

            มือหนาตรึงแขนข้าเอาไว้แต่ข้าก็สะบัดหนี ผุดลุกไปคว้าเสื้อคลุมมาสวมเตรียมออกไปจากบ้านของเขา แต่แล้วความอบอุ่นจากมือที่สวมกอดข้างหลังและลมหายใจร้อนเหนือศีรษะก็ทำให้ข้าแน่นิ่งไป

            ผมเกิดมาไม่มีพ่อแม่ อยู่ตัวคนเดียวมาตลอด พอเริ่มโตขึ้นก็เพิ่งได้เข้าหาผู้หญิงแปลกๆคนหนึ่ง เธอมีใบหน้าเรียบตึง เป็นเจ้าของร้านดอกไม้เล็กๆใจกลางเมือง

“…”

            ผมเดินผ่านร้านเธอบ่อยมากแต่เธอก็ไม่เคยคิดสนใจผม แต่แล้ววันหนึ่งในตอนดึก ผมถูกโจรทำร้ายและขโมยเงินไปหมด ผมร้องหาให้คนมาช่วยและเธอก็ออกมาพร้อมกับผ้าห่มผืนหนา เธอพาผมเข้าไปในร้านแล้วทำแผลให้ ไม่ทันไรก็ไล่ผมกลับไป

“…”

แต่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมสนใจในตัวเธอมากขึ้นเรื่อยๆ

ข้าถูกรั้งตัวให้กลับไปเผชิญหน้ากับนัยน์ตาคู่นั้น

            เธอคนนั้นเหมือนเดิมทุกอย่างแม้จะรู้จักกันมาหลายปี วันเวลาไม่เคยทำให้เธอเปลี่ยนไป รวมถึงนิสัยโกหกไม่เก่งด้วย

เจ้าจะทนได้หรือ หากต้องใช้ชีวิตอยู่กับตัวประหลาดเช่นข้า

            ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเขาจางหายไปทันทีเมื่อๆได้ยินคำพูดของข้าที่เปลี่ยนไปจากเดิม ในเมื่อเขาอยากรู้นักว่าทำไมข้าถึงยอมรับคำขอแต่งงานนั้นไม่ได้ ข้าจะบอกให้

ข้าไม่ใช่มนุษย์ ข้าอยู่มาเกือบพันปีด้วยรูปร่างหน้าตาที่ยังคงเดิม

เยอบีร่า…”

            “ข้าไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่ได้อ่อนแออย่างมนุษย์เช่นพวกเจ้า เพราะอย่างนั้นข้าจึงต้องอยู่ตัวคนเดียวแล้วออกห่างจากผู้คนให้ได้มากที่สุด แต่เจ้ากลับเข้ามาหาข้า!”

            ไม่ทันพูดจบประโยคดี ข้าก็ถูกดึงเข้าหาอ้อมกอดอบอุ่นของมนุษย์ตรงหน้า พยายามเหลือเกินที่จะใช้สองมือดันให้ออกห่างแต่ก็ทำไม่ได้

ข้าไม่ได้กอดใครมานานเท่าไหร่แล้วนะสิบปีหรือยี่สิบปีกัน

            ข้าไม่รู้ว่าไฮเดนพูดอะไรออกมาบ้าง รับรู้เพียงแค่หยาดน้ำตาที่กักกลั้นไว้มันไหลออกมา ในหูได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของตัวเองและเสียงเอ่ยปลอบของเขา

ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง

คำปลอบโยนที่ใช้ปลอบโยนเด็กเล็กนั่นทำให้ข้าห้ามน้ำตาไว้ไม่อยู่ รู้ตัวอีกทีก็ถูกจูงมือมานั่งบนโซฟาตามเดิม

เพราะผมสังเกตคุณอยู่ตลอด ผมถึงได้ถามคุณว่าทำไมหลายปีนี้คุณถึงไม่เปลี่ยนไปเลย

อึ่ก ข้า…”

คุณคงลืมไปว่าผมเป็นคนช่างสังเกต

ฮึก ขอ ขอโทษ

หยุดร้องเถอะ รู้ตัวไหมว่าคุณทำตัวไม่สมกับคนที่อายุเป็นพันปีแล้ว

ข้าไม่ใช่มนุษย์

ผมแค่เปรียบเปรย

            ไฮเดนถอนหายใจแล้วใช้ปลายนิ้วเกลี่ยหยาดน้ำตาบนใบหน้าให้ข้า นัยน์ตาของเขาที่จ้องมองมา ไร้ซึ่งความลังเลหรือความหวาดกลัวอย่างที่คนเพิ่งได้รู้ว่าข้าไม่ใช่มนุษย์อย่างที่เข้าใจ

            นับตั้งแต่วันที่ได้พบคุณ ผมฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในความฝัน เธอมีผมสีทอง ดวงตาสีฟ้า ปีกสีขาวของเธอโอบอุ้มทุกอย่างไว้เธอเหมือนคุณ

            ข้าอยากจะทวงถามถึงตัวตนในอดีตของเขา แต่ปากกลับหนักเกินจะพูดออกไป ความกลัวฉุดรั้งให้ข้าคิดหาเหตุผลไร้สาระมากมาย

            หากเขาจำตัวตนของตัวเองได้ ข้าจะสลายหายไปกับธาตุอากาศหรือไม่ คำสาปหายไป ข้าก็จะหายไปใช่ไหมนั่นคือสิ่งที่ข้ากลัว

            ข้าเลือกที่จะเงียบแล้วคิดทวนกับตัวเองว่าควรทำอย่างไรต่อไป ในขณะที่ไฮเดนเอาแต่พูดพร่ำและตัดพ้อข้า เอาแต่บอกว่าไม่กลัวข้าและจะอยู่กับข้าไปจนแก่เฒ่า จนในที่สุด ความอดทนของข้าก็หมดลง

            “เจ้าเอาแต่พูดอยู่ฝ่ายเดียว คิดว่าข้าไม่เสียใจที่ไม่อาจรับคำขอแต่งงานของเจ้าได้รึไงกัน พอกันที เจ้าอยากจะทำอะไรก็ทำเลย!”

ถ้าอย่างนั้น แต่งงานกับผมเถอะ

“…! พะ พูดสิ่งใดออกมากัน

ต่อให้คุณอายุมากกว่าพันปีหรือสองพันปี หรือจะหมื่นปีผมก็จะแต่ง

เรื่องแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เจ้าอายุยี่สิบห้าเท่านั้น หากมีครอบครัวค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

ผมมีเงินเก็บมากพอแล้วไงล่ะถึงได้กล้าขอคุณแต่งงาน เยอบีร่า ผมขอล่ะ เลิกมองตรงนั้นซักทีเถอะ

ถ้าเช่นนั้นอยากจะแต่งก็เรื่องของเจ้า แต่ข้าจะไม่เข้าพิธีใดทั้งสิ้น

แต่งในโบสถ์!”

แค่สวมแหวน!”

แต่งที่บ้าน เชิญเพื่อนบ้านละแวกนี้มาก็พอ

เฮอะ ตามแต่ใจเจ้า

            ข้าไม่รู้ว่าเราตกลงกันได้อย่างไร ทั้งที่คุยกันไว้ว่าจะจัดงานในปลายปีกลับถูกร่นมาในวันอาทิตย์หน้า งานแต่งนั้นสุดแสนจะเรียบง่ายตามที่ข้าขอไว้กับไฮเดน ข้ายังคงเปิดร้านดอกไม้ ไฮเดนก็ยังคงทำงานที่ร้านอาหาร เริ่มปรับตัวเข้าหากันทีละเล็กน้อย กระนั้นเราต่างก็ไม่เคยพูดคำว่า รัก ให้อีกฝ่ายได้ยิน ให้การกระทำบอกทุกอย่างคงดีกว่า

            ข้ายอมให้คำสาปไม่ถูกลบเลือนออกไปเพื่อแลกกับความสุขอันเห็นแก่ตัวของข้าขอให้ข้าได้เฝ้าดูเขาในช่วงลมหายใจสุดท้ายก็เพียงพอแล้ว

            วันเวลาที่ได้อยู่กับไฮเดนผันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วผิดกับตอนที่ข้าอยู่คนเดียว ช่วงเขาอายุราวสามสิบ ข้าตั้งครรภ์ลูกคนแรก แต่ช่างน่าเศร้าลูกคนแรกของข้าจากไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ ในปีถัดมาข้าตั้งครรภ์อีกครั้งและมีโอกาสให้กำเนิดลูกสาว แต่เมื่อลูกสาวข้าอายุได้สิบสามก็ด่วนจากไปเพราะโรคร้ายคร่าชีวิต เราทั้งคู่หมดหนทางและสิ้นหวัง แต่ก็ยังคงประคับประคองกันเรื่อยมา

            กระทั่งเราได้ย้ายเมืองที่อยู่ไปอยู่อีกเมืองที่ห่างไกลจากเมืองเก่ามาก เพื่อให้ข้าได้หลบสายตาจับผิดจากผู้คน ใช้ชีวิตในเมืองใหม่และบ้านใหม่เรื่อยมาจวบจนไฮเดนอยู่ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต

ฮิกังบานะนี่สวยดีนะ

            น้ำเสียงยานคางกึ่งขบขันทำให้ข้าละจากการปอกเปลือกแอปเปิ้ลในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเหี่ยวย่นของมนุษย์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี ก่อนมองไปยังหัวเตียงคนไข้ที่ประดับดอกไม้ไว้ เห็นดังนั้นข้าจึงรีบคว้าเอาดอกนั่นโยนทิ้งนอกหน้าต่างห้องพยาบาลออกไปทันที

เอ้า โยนทิ้งทำไมกันล่ะคุณ พยาบาลเขาอุตส่าห์เอามาให้

            “ดอกไม้นั่นหมายถึง ความตายที่จะพลัดพรากเราจากกัน พยาบาลพวกนั้นไม่รู้หรือไง รึว่ารู้แต่จงใจเอามาแขวนไว้ที่หัวเตียง!”

อย่าโมโหไปเลยน่า ของหายากจากญี่ปุ่นเชียวนะ

ข้าไม่ตลกนะไฮเดน เจ้าก็เลิกหัวเราะเสียที

คุณก็เลิกใช้ภาษาโบราณได้ไหม เดี๋ยวเขาจะเข้าใจกันว่าคุณหลุดมาจากโรงละคร

“เจ้ามันคนแก่หัวดื้อ!”

คุณนี่ปากร้ายจัง

            ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งยั่วโมโหข้าเก่งนัก ทั้งที่นอนเดี้ยงกับโรงพยาบาลอยู่แท้ๆ แล้วยังกล้าใช้ให้ข้ามานอนเฝ้านั่งเฝ้าอีก หมอก็บอกอยู่ว่ามะรืนนี้ออกจากโรงพยาบาลได้ ภาษามนุษย์เรียกว่าสำออยใช่หรือไม่

นั่งลงก่อนเถอะ เอาแต่โวยวาย ไม่เหนื่อยรึไง

            มือเหี่ยวย่นเอื้อมมาเกาะกุมปลายนิ้วก้อยของข้า เมื่อใดก็ตามที่เขาจับมือข้า นั่นหมายถึงเขามีเรื่องสำคัญอยากพูดด้วย

            เยอบีร่า เราอยู่ด้วยกันมาก็หลายปี นัยน์ตารีเล็กฝ้ามัวเพ่งมองข้า ผ่านอะไรด้วยกันมามากมาย ทั้งเรื่องที่ดีและร้าย ผมแค่อยากจะบอกว่าขอบคุณที่อยู่เคียงข้างผมมาตลอด

            หากเป็นยามปกติข้าคงอยากเอ่ยขัดคอ แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าและแววตานั้น ทำให้ข้ารู้สึกจุกในลำคออย่างบอกไม่ถูก

ถ้าผมไม่อยู่แล้ว คุณต้องมีความสุขให้มากๆ หัดยิ้มหน่อย คุณสวยมากนะเวลาที่ยิ้ม

ทำไมพูดเช่นนั้น พูดเหมือนสั่งลา…”

จะเร็วหรือช้า มนุษย์อย่างผมก็ต้องตาย ก็แค่ซ้อมพูดเอาไว้เท่านั้น

            ข้าจะยกมือฟาดเข้ากลางอกคนแก่ปากมากอยู่แล้วเชียว หากไม่ได้ยินคำนั้นออกมา คำที่เขาและข้าต่างไม่เคยพูดให้ได้ยินกัน

ผมรักคุณ อาเบลนางฟ้าของผม

 ไฮเดน มะ เมื่อครู่ เจ้าพูด-”

คุณกลับไปตัดดอกแดนดิเลี่ยนที่ปลูกไว้ในสวนหลังบ้านมาให้ผมหน่อยสิ จู่ๆก็เกิดอยากดม

แต่กลิ่นดอกแดนดิเลี่ยนมันฉุน ไม่สิ เมื่อครู่เจ้าเรียกข้าว่า-”

ผมให้เวลาคุณครึ่งชั่วโมง ถ้ายังไม่กลับมาพร้อมดอกไม้ เย็นนี้ผมจะไม่กินข้าวที่พยาบาลจัดให้

            ได้ยินดังนั้นข้าก็ได้แต่ชักสีหน้าใส่ แต่กลับยอมก้าวเท้าออกไปจากห้องเพราะคำขู่นั่น คนอย่างไฮเดนพูดคำไหนคำนั้นเสียด้วย

เมื่อครู่ข้าได้ยินว่าเขาบอกว่ารักข้า แต่ชื่อที่เรียกนั่น

            ข้าสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป จากโรงพยาบาลไปถึงบ้านใช้เวลาไม่นานนัก อีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะได้เวลามื้อเย็นที่โรงพยาบาลจัดไว้ให้แล้วด้วย ขืนชักช้ากว่านี้ไฮเดนคงไม่ยอมกินข้าวกินยา

ยิ่งแก่ตัวยิ่งเอาแต่ใจ เหตุใดจึงแตกต่างจากคาร่านัก

 

 

 

            นัยน์ตาฝ้าฟางมองตาร่างของคนรักที่ลับหายไปหลังบานประตูห้องที่ปิดลง พลันรอยยิ้มบนใบหน้าชายชราก็เลือนหายไป ความเหนื่อยล้าทำให้เปลือกตาปิดลง มือเหี่ยวย่นกุมไว้แทบอก หวนนึกไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างของหญิงสาวร้านขายดอกไม้นามเยอบีร่าหรืออาเบล

            ไฮเดนไร้จุดหมายในการใช้ชีวิตมาตั้งแต่ยังเด็ก เฝ้าถามตัวเองว่ามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร มีอยู่คืนหนึ่งนึกอยากฆ่าตัวตายไปให้รู้แล้วรู้รอดแต่แล้วหญิงสาวคนหนึ่งก็เอ่ยห้ามพร้อมโอบกอดเอาไว้ สะดุ้งตื่นขึ้นมาในตอนเช้าจึงได้รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นเพียงคนในฝัน

            ผิวขาวราวหิมะ ผมสีทองหยักศกยาวเรี่ยบั้นเอว นัยน์ตาหม่นแฝงความเศร้าคล้ายท้องฟ้ายามวิกาลไฮเดนไม่คิดว่าผู้หญิงในฝันจะมีตัวตนอยู่ในโลกความเป็นจริง เขาเจอเธอครั้งแรกที่ร้านขายดอกไม้ใจกลางเมือง แม้รูปร่างหน้าตาจะเหมือนกันแต่ท่าทางแตกต่างจากหญิงสาวในฝันอย่างสิ้นเชิง

            ความประทับใจแรกก็คือเธอช่วยทำแผลให้ครั้งที่โดนโจรทำร้ายแม้จะไม่รู้จักกันก็ตาม นั่นทำให้ไฮเดนสนใจและคอยหมั่นพัฒนาความสัมพันธ์กับเธอเรื่อยมา จนในที่สุดก็ได้สร้างครอบครัวด้วยกัน แม้จะรู้ความจริงที่ว่าเธอไม่ใช่มนุษย์ก็เลือกมองข้ามไป สิ่งเดียวที่มองคือหัวใจที่มอบให้เธอคนนี้ไปจนหมด

            จนเมื่อเร็วๆนี้ ไฮเดนฝันถึงตัวเขาอีกคนที่เป็นปีศาจนามเบลเฟกอลและนางฟ้าอาเบลคนนั้น ฝันถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ปีศาจและนางฟ้าเกิดตกหลุมรักกัน ยอมละเมิดกฎแห่งสวรรค์จนทำให้ทั้งคู่ถึงแก่ความตายในที่สุด

            เขาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ทีละเล็กละน้อยจนมันสมบูรณ์ จดจำได้กระทั่งคำสาปที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวเอาไว้

            เพียงแค่พวกเจ้าจดจำตัวตนของกันและกันได้ โทษของพวกเจ้าจะหมดไป แต่ถ้าใครคนใดคนหนึ่งเอ่ยนามของอีกคน คำสาปจะเลือนหายไปเวลาของอาเบลจะหวนกลับมาอีกครั้ง เป็นดั่งมนุษย์ปกติ ส่วนเจ้าที่เวียนว่ายตายเกิดเพื่อตามหานางก็จะได้มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในชาตินั้นเป็นชาติสุดท้าย ชาติต่อๆไป พวกเจ้าจะครองคู่ด้วยกันในฐานะมนุษย์

ในที่สุดข้าก็ลบเลือนคำสาปให้เจ้าได้ไฮเดนได้แต่คิดแล้วผุดยิ้มออกมา

            ชาตินี้สุขสมหวังแม้จะเป็นเธอที่ต้องทรมานไปอีกชั่วอึดใจ ชาติต่อไปทั้งเขาและเธอจะมีความสุขไปด้วยกัน ทดแทนครั้งที่ยังเป็นปีศาจนางฟ้าแล้วต้องพรากจากกันไปหลายพันปี เพียงเท่านี้ไฮเดนก็พอใจแล้ว

ผมจะตามหาคุณเอง อาเบล

            สิ้นคำนั้น รอยยิ้มบนริมฝีปากยังคงนิ่งค้างไว้แม้ลมหายใจจะขาดห้วงไป หยาดน้ำตารินไหลข้างหางตาไม่ขาดสาย เรือนผมขาวโพลนไหววูบด้วยแรงลมไปชั่วขณะหนึ่งราวกับใครบางคนมารับดวงวิญญาณของเขาไปยังที่ที่ไกลแสนไกล

            เสียงร้องเตือนของกริ่งจากห้อง307ทำให้หมอและพยายามบาลรีบหอบหิ้วอุปกรณ์และเอกสารไปยังห้องของคนไข้ รีบโทรหาญาติคนไข้ให้มารับรู้การจากไปของคนในห้อง

            ไม่กี่นาทีต่อมา หญิงสาวคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบไปยังห้อง307พร้อมกับช่อดอกไม้ในมือ ไม่ทันได้เข้าไปหมอก็ออกมากจากห้องแล้วพูดบางสิ่งบางอย่างให้เธอได้เตรียมใจ เธอนิ่งไปชั่วขณะซึ่งไม่ทราบว่านานเท่าไหร่ กระทั่งหมอและพยาบาลออกไปจากห้องจึงแทรกตัวเข้าไปในห้องแล้วโผเข้ากอดร่างไร้วิญญาณ วางช่อดอกไม้ลงบนร่างนั้นแล้วร่ำไห้ออกมา

            เจ้าอย่าทำอย่างนี้สิ เลิกโกหกข้าเสียที ไหนเจ้าบอกว่าหมอให้ออกจากโรงพยาบาลมะรืนนี้ ไหนบอกว่าจะยอมกินมื้อเย็น แล้วที่บอกข้าว่าจะพาไปเที่ยวนั่นล่ะ ฮึกคนโกหก

            มือเล็กขยำขยุ้มชายผ้าคลุมร่างชายชราแล้วส่งเสียงสะอื้นไห้ราวกับจะขาดใจ ใครก็ตามที่บังเอิญเดินผ่านห้องแล้วได้ยินต่างก็นึกสงสารเธอ

            มือนี้ ใบหน้านี้ ริมฝีปากนี้เธอได้สัมผัสตั้งแต่เขายังเป็นแค่เด็กจวบจนแก่ชรา ครั้นนึกถึงช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่อยู่ด้วยกันมาก็พาลจุกในอก ไม่อาจเรียบเรียงคำพูดออกมาได้ มีเพียงคำคำเดียวที่เอ่ยซ้ำไปซ้ำมา ทว่าแม้เอ่ยไปซักกี่ร้อยคำ คนที่จากไปก็ไม่อาจตื่นขึ้นมารับฟังได้อีกแล้ว

ข้าก็รักเจ้า เบลเฟกอลปีศาจของข้า

            ดอกแดนดิเลี่ยนสั่นไหวไปกับแรงลมจากช่องหน้าต่าง สายลมพัดเอากลีบดอกบางส่วนปลิวว่อนไปทั้งห้องแล้วถูกสายลมนำพาออกไปนอกหน้าต่าง ลอยขึ้นสู่ฟากฟ้า ฝากไปให้กับคนที่ไม่ทันได้เชยชมมัน

ดอกไม้อันหมายถึง ความรักเป็นสิ่งที่พระเจ้าบันดาลให้แก่เราทั้งสอง

 

 

 

            ในเมืองมีร้านขายดอกไม้อยู่เยอะแยะมากมาย ดอกไม้สวยสดงดงามกันทุกร้าน แต่มีเพียงร้านเดียวที่ผู้คนมักเลือกเดินไปหาเพราะขึ้นชื่อเรื่องความเก่าแก่และเป็นร้านแรกที่มีในเมืองนี้

ร้านขายดอกไม้ เยอบีร่า

            คนเฒ่าคนแก่ต่างตกอกตกใจเมื่อพบว่าเจ้าของร้านหน้าตาเหมือนกับเจ้าของร้านคนก่อนไม่มีผิด แต่ก็ได้คำอธิบายจากปากเธอว่าเธอเป็นหลานสาวของเจ้าของร้านคนเก่า ตัวเธอมีชื่อว่า อาเบล ไม่ใช่ เยอบีร่า อย่างที่เข้าใจกัน

            ร้านเล็กๆถูกตบแต่งใหม่กลายเป็นร้านขายดอกไม้ขนาดใหญ่ มีดอกไม้ให้เลือกสรรมากมาย อีกทั้งออเดอร์ที่สั่งไปยังได้รวดเร็วและถูกอกถูกใจลูกค้า ไม่แปลกหากจะมีคนเข้าร้านไม่เว้นวัน

            เจ้าของร้านก็ยังสวยแม้จะอายุเข้าวัยกลางคน หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มักคอยแวะเวียนอยู่เรื่อยแต่ก็หอบดอกไม้กลับไปพร้อมกับแห้วอยู่ทุกครั้งไป แต่ก็มีหลายรายที่ยังไม่เข็ดขยาด เวียนแวะกลับมา ไม่หวั่นต่อแหวนทองคำขาวเก่าโทรมบนนิ้วนางซ้ายของเธอ

            ดวงตาของเธอ มองเพียงดอกเยอบีร่าแห้งอัดกรอบแขวนไว้ที่ผนังกลางร้านเท่านั้นเป็นภาพที่ชินชาในสายตาของคนที่เข้ามาในร้าน มีคนเคยถามเธอว่าทำไมต้องใส่กรอบเอาไว้อย่างดี เธอก็มักจะบอกว่าคนรักของเธอให้ไว้ดูต่างหน้า

อานี่คงเป็นสาเหตุที่เธอไม่รับรักผู้ชายคนไหน

            อาเบลที่บัดนี้ละทิ้งชื่อเยอบีร่า เอาแต่นั่งมองดอกเยอบีร่าในกรอบข้างผนังแม้จะอยู่ในเวลาเปิดร้าน นางอยากบอกเหลือเกินว่าคิดถึงเจ้าของดอกไม้ที่จากไปสิบกว่าปีแล้ว ส่วนตัวของนางแก่ลงทุกวันจนตอนนี้อายุปาไปสามสิบห้า

            ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนับจากวันที่ไฮเดนเรียกชื่อของนางและจากไปช่วงเวลาของนางที่หายไปเมื่อตอนอายุยี่สิบเริ่มหมุนอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้จึงเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่รอเวลาจากโลกนี้ไปก็เท่านั้น

โลกที่ไม่มีไฮเดนอยู่ มันช่างทรมานและเหนื่อยหน่ายเหลือเกิน

คุณครับ

“…!! คะ ขอโทษนะคะ อยากได้ดอกไม้ดอกไหนหรืออยากสั่งจัดเป็นช่อบอกมาได้เลยค่ะ

เสียงเรียกนั้นทำให้หญิงสาวตื่นจากภวังค์ ไล่สายตามองหาต้นเสียงทีเรียกเมื่อครู่แต่กลับไม่พบใครในร้าน

ผมอยู่นี่

            เสียงทุ้มต่ำของเด็กหนุ่มทำให้อาเบลหันไปยังต้นเสียงที่มาจากข้างหลังนาง เป็นอันต้องสะดุ้งโหยงเพราะไม่รู้ว่าเขาเข้าร้านมาตอนไหนแล้วยังมาอยู่ใกล้ๆ

นี่คุณ เจอลูกค้าแล้วสะดุ้งแบบนี้คืออะไรครับ เด็กหนุ่มชุดนักเรียนโวยวายเมื่อได้เห็นท่าทางของเจ้าของร้าน

ขอโทษค่ะ พอดีพี่นั่งเหม่ออยู่น่ะค่ะ

แทนตัวเองว่าพี่แบบนี้ คุณอายุมากกว่าผมเหรอคุณยังดูเด็กอยู่เลย

อ๋อ คือว่า-”

ล้อเล่นน่าป้า ฮ่าๆๆ!”

เย็นไว้ตัวข้า ไม่เช่นนั้นเจ้าจะอดได้เงินจากเด็กนี่อาเบลพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ปะทุขึ้น

            นางเลือกที่จะยิ้มเย็นแล้วเฝ้าดูเด็กคนนั้นเดินวนรอบร้าน จับดอกไม้ดอกนั้นทีดอกนี้ที จนแล้วจนรอดก็เลือกดอกที่ถูกใจไม่ได้ กระทั่งเด็กหนุ่มหยุดยืนแล้วมองไปยังดอกเยอบีร่าอัดกรอบที่แขวนในข้างผนังร้าน ยกมือชี้แล้วถามหาราคาจากเจ้าของร้าน

ดอกไม้แห้งในกรอบนั่นเท่าไหร่

ขอโทษนะคะ อันนั้นพี่ขายให้ไม่ได้

กี่พันกี่หมื่นก็ว่ามา ผมมีเงินมากพอจะจ่ายให้คุณ

เจ้าเด็กอวดรวยนี่มันอะไรกัน!

            ไม่ว่าจะเสนอเงินไปเท่าไหร่ อาเบลก็ไม่คิดขายมันแม้จะแอบตาวาวกับหลักของเงินที่เสนอมา เพราะสิ่งนั้นเป็นดั่งตัวแทนของไฮเดนที่จากไป เป็นสิ่งของสิ่งแรกที่เขามอบให้ เป็นของที่นางเอาไว้ดูต่างหน้า

และในที่สุดหญิงสาวก็อดกลั้นไว้ไม่ไหว บอกถึงเหตุผลที่ไม่ต้องการขายมันไป

ไม่ได้จริงๆค่ะ มันเป็นของสามีพี่ เขามอบให้พี่ไว้ดูต่างหน้า อย่าเอามันไปจากพี่เลยนะคะ

อะสา สามี?”

ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ

            ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกหลานคนใหญ่คนโตมาจากไหน นางจึงต้องพูดให้สุภาพเข้าไว้แม้ความเป็นจริงอยากสับมือเข้ากลางหัวเด็กนี่ไปซักที เกิดไม่พอใจขึ้นมาแล้วสั่งรื้อถอนร้านขายดอกไม้แห่งนี้จะแย่เอา

            เด็กหนุ่มยืนนิ่งอ้าปากค้าง ใบหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู ชี้มืออันสั่นเทาไปยังหญิงสาวเจ้าของร้านแล้วหัวเราะเสียงดังลั่น

ฮ่าๆๆ! แต่ก่อนผมขอให้เรียกว่าสามีไม่เคยเห็นเรียก ทีอย่างนี้ล่ะมาเรียก

คะ?...น้องหมายถึงอะไรเหรอคะ

อย่ามาทำเหมือนผมเป็นเด็กนะ! ถึงตอนนี้จะเด็กกว่าก็เถอะ!!”

            คำพูดและท่าทางที่เปลี่ยนไปของเด็กหนุ่มทำให้อาเบลเกิดอาการงงงัน จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ปะติดปะต่อเรื่องไม่ถูก กว่าจะได้สติก็ถูกเด็กที่อายุน้อยกว่าเกือบรอบฉวยฝังจมูกลงบนผิวแก้มของนาง

อ่า กลิ่นของคุณยังเหมือนดอกเยอบีร่าไม่เปลี่ยนเลย

คุณไฮเดน ไฮเดนเหรอ!”

            เด็กหนุ่มอ้าปากหัวเราะ มองอาเบลที่ยืนปากคอสั่นด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อนัก ได้โอกาสฉวยหอมแก้มอีกข้างไปอีกหนึ่งฟอด

ผมชื่อ ไฮเดน หรือข้ามีนามว่า เบลเฟกอล จะเรียกชื่อไหนก็ตามแต่ใจเจ้า

            หญิงสาวยังคงยืนปากคอสั่นอยู่อย่างนั้น แต่นัยน์ตากลับเต็มไปด้วยความยินดี โผเข้ากอดอีกฝ่ายเสียเต็มแรงโดยลืมไปว่าเขายังเด็กนัก แต่แล้วก็ต้องรีบผละออกจากกันเมื่อมีลูกค้ามาใหม่เข้ามาในร้าน และดูท่าว่าจะยังอยู่อยากอีกนานเสียด้วย

            ไฮเดนเดินวนอยู่ในร้านด้วยสีหน้าหงุดหงิดใจเพราะเขามีหลายเรื่องอยากจะพูดให้อาเบลได้ฟัง เดินหลบไปยังซอกหลืบในสุดของร้าน แต่เมื่อหมุนตัวกลับไปก็พบว่าอาเบลยืนอยู่ตรงหน้าเขา

            มือที่เคยเย็นเฉียบรั้งแขนเขาไว้ ริมฝีปากแดงเรื่อกระซิบถ้อยคำบางอย่างให้ได้ยินแล้วจึงผละออกไป โปรยยิ้มหวานแล้วอาจหาญประทับรอยจูบลงบนแก้มนิ่มตามประสาเด็กชายแตกวัยหนุ่ม ราวกับแกล้งกัน เอ่ยเสร็จสรรพแล้วลอยหน้าลอยตาจากไป

ใบหน้าที่แดงก่ำอยู่แล้วทวีความแดงขึ้นอีกเท่าตัว สาวเท้าตามติดหญิงสาวไม่ห่างหาย

ข้ามีนามว่าเยอบีร่าหรืออาเบล เจ้าของร้านดอกไม้แห่งนี้ แล้วก็เป็นภรรยาของเจ้า

คำพูดนั่นทำให้เขาหน้าแดงก่ำจวนเจียนระเบิด เป็นผู้หญิงพูดอย่างนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน!

            ดอกไม้ทั้งร้านส่งกลิ่นหอมหวนอบอวลไปทั้งร้านขายดอกไม้เยอบีร่า หากให้กล่าวก็คงกำลังยินดีกับความรักที่ไม่อาจเป็นไปได้ของคนทั้งคู่เป็นดั่งสักขีพยานที่ใครบางคนกล่าวเอาไว้ในใจ ว่าต่อจากนี้ไป จะมีเพียงนางเป็นหนึ่งเดียวในดวงใจ ไม่ว่าอีกกี่ภพกี่ชาติก็ตาม


END.

 




SPECIAL 


             ภาพที่สะท้อนผ่านเมฆหนาทำให้เทวดาหนุ่มทั้งสองถอนหายใจเฮือกใหญ่คล้ายกับโล่งอก แต่แล้วก็รีบสำรวมเมื่อเตือนตัวเองได้ว่าตอนนี้อยู่ต่อหน้าผู้เป็นใหญ่บนสรวงสวรรค์

            ข้าไม่ว่าสิ่งใดหากพวกเจ้าอยากถอนหายใจ ข้าเองก็เช่นกัน โชคชะตาของพวกเขาบรรจบได้ด้วยดีก็เป็นที่น่ายินดีนัก ข้าจะได้ไม่ต้องโดนอาเบลตัดพ้ออีกว่าพระผู้เป็นเจ้าเช่นข้าใจจืดใจดำ

            ชายชราไว้หนวดไว้ผมยาวครึ้มกล่าวแล้วหัวเราะเสียงดัง ผิดกับเทวดาผู้รับใช้ทั้งสองที่หน้าซีดเผือด นึกอยากกระโดดลงไปยังโลกมนุษย์แล้วดีดนิ้วใส่หน้าผากอดีตนางฟ้าอาเบลซักเปรี้ยง

            หากมองเจตนาของพระผู้เป็นเจ้าออกแต่แรกนางคงไม่คิดโทษท่านเพราะโชคชะตาของนางฟ้าและปีศาจไม่มีวันบรรจบด้วยกันได้ จึงต้องส่งทั้งคู่ไปเกิดใหม่ยังโลกมนุษย์

            ทว่าโชคชะตาของทั้งสองนั้นก็มีอันต้องแคล้วคลาดจากกันไปอยู่เรื่อย อาเบลได้แต่เฝ้ารอและใช้ชีวิตเป็นพันปีด้วยความทรมาน ส่วนเบลเฟกอลก็เวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้นเพราะตามหานางไม่เจอ ทีแรกพระผู้เป็นเจ้าไม่คิดยื่นมือเข้าไปยุ่งเพราะอยากให้โชคชะตานำพาทั้งสองได้พบกันเอง แต่มนุษย์นางหนึ่งผู้เป็นลูกบุญธรรมของอาเบลได้เฝ้าสวดภาวนาทุกคืนวันตั้งแต่เด็กจวบจนชรากระทั่งใกล้หมดอายุขัยก็ยังภาวนาให้แด่นางฟ้าอาเบล

ด้วยความเห็นใจจึงดลบันดาลให้ทั้งสองได้พบกันในที่สุด ในส่วนที่เหลือนั้น ทั้งคู่สานต่อโชคชะตากันเอง

            นางทำเพื่อข้า เพื่อสวรรค์มามากพอแล้ว ต่อจากนี้ให้นางมีความสุขเสียทีเถอะ พระผู้เป็นเจ้ายังคงกล่าวแล้วหัวเราะเสียงดัง

            ต่อจากนี้ไปคงทำได้แค่เฝ้าดูทั้งสองอยู่จากที่ไกลๆ มองดูลูกหลานของทั้งคู่ มองดูอีกหลายภพหลายชาติที่ความตายพรากจากแล้วพบเจอกันใหม่อีกครั้งและอีกครั้ง ไม่มีวันจบสิ้น

โชคชะตาของนางฟ้าตกสวรรค์และปีศาจผู้ถูกลงทัณฑ์ ในที่สุดก็บรรจบกันเสียที





TALK WITH WRITER


สวัสดีค่ะ 

ขอยอมรับค่ะว่าแต่งเรื่องสั้นเรื่องนี้สนองนี้ดตัวเอง55555555

ตอนแรกก็แค่นึกดูเล่นๆ รู้ตัวอีกทีเปิดเรื่องแล้ว(อ้าว)

เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกที่แต่งค่ะ ติชมได้นะคะ เค้าจะนำปรับไปแก้

จริงๆอยากแต่งเรื่องนี้เป็นเรื่องยาวนะ แต่แต่งแนวจีนโบราณ

แต่แบบ...อืมนะ มีนิยายที่ดองไว้อีกหลายเรื่องรออยู่

 ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ ขอบคุณที่แวะเข้ามาค่ะ บาย :D


*ชี้แจง*

     - เบลเฟกอลถูกส่งไปเกิดที่โลกมนุษย์ก่อนอาเบล แต่คำสาปและโทษที่ได้รับมีอาเบลมาข้องเกี่ยวด้วย เป็นเพราะพระผู้เป็นเจ้าล่วงรู้อยู่แล้วว่าอาเบลคงไม่มีทางปล่อยผ่านเบลเฟกอลให้จากไปอย่างง่ายดาย

     - เบลเฟกอลหรือไฮเดนจดจำคำสาปของพระผู้เป็นเจ้าได้ในช่วงใกล้วาระสุดท้ายของชีวิต จึงเลือกจะลบเลือนคำสาปให้อาเบลก่อนสิ้นลมไป


*ข้อคิดของเรื่อง*

      - คนที่ทำความผิด ต่อให้มีอำนาจหรือใหญ่โตเพียงไหนก็ต้องรับโทษ(ยกตัวอย่างเช่น นางฟ้าอาเบลเป็นผู้รับใช้ที่ใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้าและเป็นที่นับหน้าถือตาของนางฟ้าเทวดา แต่ในเมื่อทำผิดก็ต้องได้รับโทษไปตามระเบียบ)

- คนเราไม่อาจมีความสุขได้ด้วยตัวคนเดียวหากไร้ซึ่งคนสำคัญรอบข้าง

            

ผลงานอื่นๆ ของ จิลจิ๋ว

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

12 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. #11 NongZaRa (@NongZaRa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 22:06

    เค้าชอบ ขอบคุณค่ะไร้ทเต้อร์
    #11
    0
  3. #10 บินข้ามฟ้า (@binkamfa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 07:36
    สั้นๆ แต่กินใจนะ น้ำตาไหลไม่รู้ตัวเลย ....ขอบคุณนะ
    #10
    0
  4. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  5. #8 lifesunsy. (@Cake135) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 19:34
    พึ่งได้มีโอกาสมาอ่าน เป็นเรื่องที่ดีมากๆเลยค่ะ ฮือ มันอบอุ่นหัวใจ แม้ตอนต้นเรื่องจะเจ็บปวดใจอยู่บ้าง ดีมากๆจริงๆค่ะ
    #8
    1
  6. #7 Miffy'am Jirawun (@jirawun_am) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 22:33
    ไรท์ค่ะ แต่งได้ดีมากๆเลยยยยยย ร้องไห้ด้วยยยย เรื่องเศร้ามากกกก บรรยายได้ดีมากกกกกก อยากให้แต่งออกมาให้อ่านอีก จะติดตามต่อไปค่ะ
    #7
    0
  7. วันที่ 3 มกราคม 2561 / 23:02
    เราอ่านกี่ครั้งก็น้ำตาไหลอะ
    ไรต์เเต่งซึ้งมาก
    #6
    0
  8. #5 Barea (@boonyaratku7) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 22:36
    ฮืออร้องไห้หลายรอบมาก ซึ้งใจ
    #5
    0
  9. #4 ใบชาก้นถ้วย
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 18:31
    สนุกมาก ขอบคุณสำหรับเรื่องสั้นซึ้งๆค่ะ
    #4
    0
  10. #3 19112511 (@19112511) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 10:49
    ขอบคุณค่ะ สนุกมาก
    อ่านแล้วได้ข้อคิดว่าการเป็นอมตะไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง
    แต่เป็นคำสาปมากกว่า
    #3
    1
  11. #2 Tan
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 07:55
    ชอบอะ ซาบซึ้งใจ

    ดีงามมากที่สุด
    #2
    1
  12. วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 04:34
    เราชอบบบบ :)
    ภาษาสวยมากเลย ลื่นไหล สื่ออารมณ์ได้ดี เนื้อเรื่องก็ดี ประทับใจค่ะ
    เราชอบในส่วนของการบรรยายนะ ยิ่งช่วงตอนต้นเรื่องชอบมากเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆ
    ปล.เราอยากอ่านแบบแนวจีนโบราณเหมือนกันนะ อยากอ่านแบบพล็อตแปลกน่าสนใจดี :)
    #1
    1