ลิขิตป่วนแผ่นดิน

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 8 ศัตรูเริ่มเคลื่อนไหว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 902
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    19 พ.ค. 58

 

 

ตอนที่ 8 ศัตรูเริ่มเคลื่อนไหว

 

 

 

 

            หนุนหมอนนิ่มๆ นี่มันดีจริงๆแฮะ....

 

            ถึงจะหลอมรวมพิษเข้ากับปราณเรียบร้อยแล้ว แต่ความสบายกับร่างกายที่ยังติดขัดเล็กน้อยก็ทำให้เด็กหนุ่มเลือกจะปิดเปลือกตาหลับใหลอยู่เช่นเดิม

 

            ผ่านเวลาไปนานเสวี่ยหลงจึงขยับตัวเล็กน้อยเมื่อรู้สึกปวดเมื่อย... ดูท่าว่ากิเลสของเขาคงจะไม้พ้นที่นอนหรือหมอนนุ่มๆ เป็นแน่ ขณะที่กำลังสบายกายจนถึงขีดสุดเขาก็รู้สึกถึงชีพจรที่เต้นอยู่ของหมอนที่กำลังหนุ่นจนอดไม่ได้ที่จะปรือตาขึ้นมามองอย่างเกียจคร้าน

 

            เป็นหมอนแพรสีแดงซะด้วย......

 

            เสวี่ยหลงหลับตาพริ้มอีกครั้งก็จะลืมตาโพล่งขึ้นมาเมื่อตั้งสติได้ในเสี้ยวพริบตาต่อมา พอคิดจะลุกขึ้นนั่งก็ถูกคนที่กลายเป็นหมอนดึงลงให้นอนเหมือนเดิม

 

            “นอนลงก่อนเถอะเจ้ามารบ้า ถูกพิษขนาดนี้แล้วยังจะขยับตัววุ่นวาย เดี๋ยวก็ตายพอดี” เสียงหวานๆ พูดกระซิบด้วยเสียงโทนต่ำอย่างไม่สมเป็นกุลสตรี แม้ใบหน้างดงามจะดูไม่เต็มใจกับสภาพในตอนนี้นัก แต่ก็ปล่อยให้เสวี่ยหลงนอนหนุนตักโดยไม่คิดจะขยับลุกไปไหน ในตอนนี้เองที่เสวี่ยหลงพอจะรู้สึกถึงอะไรที่เขากำไว้ในมือ

 

            “อ้า...ขอโทษด้วย.....” เสวี่ยหลงปล่อยมือที่กำมือน้อยๆ ของไป๋อี๋เซียงไว้แน่นด้วยความกระดากเล็กน้อยทันที

 

            “ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือ....” ไป๋อี๋เซียงพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่งกระนั้นมือน้อยๆ ทั้งคู่กลับเป็นฝ่ายกุมมือของเขาเอาไว้เอง ที่น่าแปลกก็คือการที่ไป๋อี๋เซียงที่มีอายุยังน้อยกลับถูกแนะนำว่าเป็นสหายของเหยียนหย่งฉือทั้งยังเกาะติดอยู่ข้างกายเสวี่ยหลงไปด้วยโดยไม่เป็นที่ผิดสังเกตก็นับว่าวิชากลมกลืนของไป๋อี๋เซียงยังคงพอใช้ได้ดุจเดิม สภาพที่ชวนมึนงงเช่นนี้ทำเอาเสวี่ยหลงคิดอยากจะหลับไปอีกรอบให้รู้แล้วรู้รอด แต่หางตาดันไปเห็นภาพพิลึกพิลั่นกว่าที่ทำเอาเขากระพริบตามองปริบๆ

 

            “นั่นมันอะไรกัน....” เสวี่ยหลงพูดอึ้งๆ เมื่อเห็นสภาพโดยรอบตัวเองอย่างชัดเจน หลังจากถอนสายตามาจากสองเด็กสาวได้

 

            ห้องหับหรูหราที่เพียงมองผ่านๆ ก็รู้ได้ว่าเป็นโรงเตี้ยมชั้นสูง ข้าวของชั้นดีที่วางอยู่เรียงรายแม้มีมากมายเพียงใดก็ไม่อาจสะดุดตาเขาได้เท่ากับคนจำนวนนับสิบที่ถูกซ้อมจนน่วม หมดสติ และถูกมัดไว้กลางห้องอย่างโดดเด่น ใบหน้าปูดโปนเขียวช้ำทำให้ยากต่อการแบ่งแยกว่าใครเป็นใครแต่กระนั้นชุดสีฟ้าครามก็ยังทำให้ทราบได้ว่าเจ้าของชุดคือผู้ที่มีบรรดาศักดิ์สูงที่สุดในสถานที่แห่งนี้....

 

            แถมยังมีใบหน้าที่เขียวช้ำเป็นพิเศษอีกด้วย.....

 

            “ก็ใครใช้ให้เขากล้ามาไล่ทำร้ายศิษย์พี่ใหญ่ แค่นี้น่ะเรียกว่ายังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ” ฟ่างหลันพูดด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ทั้งยังหักข้อนิ้วเล่นจนลั่น ท่าทางเอาเรื่องผิดวิสัยปกติจนเสวี่ยหลงเองก็ยังต้องแอบกังขา

 

แน่นอนว่าเด็กหนุ่มสังเกตเห็นแล้วว่าภายในห้องนอกจากจะบรรจุด้วยชายฉกรรจ์เกือบสิบคนแล้วยังประกอบไปด้วยศิษย์น้องของเขาจนครบ

 

            “ใครจะทำร้ายข้าได้!?” เสวี่ยหลงไล่ลำดับอยู่ในใจ ในจำนวนคนพวกนี้จะมีใครทำร้ายเขาได้ในเมื่อขนาดเจ้าคนชุดดำที่ใช้ทหารองครักษ์กว่าสิบคนยังรุมสู้ไม่ไหว เขายังใช้เพียงฝ่ามือเดียวในการส่งอีกฝ่ายไปอีกภพด้วยซ้ำ

 

            “ก็พวกเขาไงศิษย์พี่ใหญ่....พอศิษย์น้องหลันอี้เห็นศิษย์พี่ล้มลงหน้าไล่สีเลือดก็จัดการสั่งสอนเจ้าพวกนี้กระจอกนี่ทันที เสียดายที่ข้าและศิษย์พี่รองมาช้าไปหน่อยไม่งั้นคงได้ลงมือให้หนักกว่านี้” เฟยอิงพูดด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม ที่เขาไม่สามารถลงมือลงไม้ได้มากกว่านี้เพราะหากไม่ยั้งมือเอาไว้บางคงไม่พ้นส่งคนของทางการไปสวรรค์เป็นแน่

 

            “แล้วไม่มีใครคิดจะถามเจ้านั่นก่อนหรือว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แล้วคิดว่าคนอย่างข้าจะถูกคนไร้ความสามารถขนาดนี้ไล่ทำร้ายได้รึไง” แม้จะปลาบปลื้มเล็กน้อยน้อยที่ตัวเองมีบรรดาศิษย์น้องที่น่ารักถึงเพียงนี้ ก็เสวี่ยหลงก็ยังไม่วายสะดุดหูขึ้นมาซะก่อนกับคำกล่าวหาว่าเขาถูกพวกกระจอกเล่นงาน ทว่าเมื่อพิจารณาการกระทำที่ผ่านมาของตัวเองโดยละเอียดก็พอเข้าใจได้ว่าตัวเองแสดงออกว่าร่างกายอ่อนแอมาโดยตลอดจะถูกศิษย์น้องห่วงใยจนมากเกินไปก็เป็นเรื่องธรรมดา

 

            “แน่นอนว่าศิษย์พี่ใหญ่ต้องไปพลาดท่าง่ายๆ แน่หากไม่ถูกใช้เล่ห์กล เมื่อครู่พวกเราตรวจสอบดูแล้วว่าร่างกายท่านถูกพิษ..... ส่วนจุดประสงค์ก็คงไม่พ้นหวังตำแหน่งคู่หมั้นจากศิษย์พี่ใหญ่จริงมั้ยคะพี่หย่งฉือ” หลันอี้ที่ตอนแรกเพียงวนเวียนอยู่ใกล้ๆ วิ่งเข้ามาเกาะขอบเตียงแล้วหันไปขอกำลังลังหนุนอย่างเหยียนหย่งฉือที่ทำหน้าที่เป็นหมอนให้กับเสวี่ยหลงอยู่นิ่งๆ

 

            แต่จิตสังหารนี่ไม่นิ่งเหมือนภายนอกเอาซะเลย.....ดวงตาของเหยียนหย่งฉือยามมองไปที่เด็กหนุ่มในชุดฟ้าความเหมือนจะมีไฟพุ่งเข้าไปแผดเผา ถ้าเงื้อกระบี่แทงได้เสวี่ยหลงก็เชื่อว่าคนที่อยู่คราบเด็กสาวชุดแดงนั่งสงบเสงี่ยมจะทำเช่นนั้น

 

            คำกล่าวของหลันอี้ทำให้เสวี่ยหลงระลึกขึ้นมาได้ว่าทำไมคำว่าองค์ชายสามถึงได้ฟังดูคุ้นหูอย่างประหลาด ที่แท้แล้วเขาก็ได้ฟังเรื่องของคนผู้นี้ที่พยายามจะบังคับหมั้นกับศิษย์น้องสี่มาแล้วนี่เอง

 

            “แต่ข้าว่าองค์ชายสามคงเป็นสุภาพบุรุษพอจะไม่ทำเรื่องเช่นนี้กระมัง....และพิษที่อยู่ในตัวพี่เสวี่ยหลงออกจะแปลกๆ ไม่น่าจะใช่พิษของภาคกลาง” ไป๋อี๋เซียงกล่าวด้วยท่าทางครุ่นคิด ดวงตาคู่งามหลุบลงมองมองประสานกับเสวี่ยหลงเป็นเชิงตั้งคำถาม

 

            นี่สิคือลักษณะนิสัยของอีฝ่กายที่ทำให้คนที่เอาเผด็จการและไม่ฟังเสียงใครอย่างเขาต้องหยุดฟังเป็นครั้ง แต่กระนั้นเมื่ออุปนิสัยดังกล่าวมาอยู่ในร่างเด็กหญิงตัวเล็กๆ เสวี่ยหลงก็อดคิดไม่ได้ว่าทารกหญิงคนนี้ดูทำตัวแก่แดดเกินวัยไปสักหน่อย

 

            “ถูกแล้วที่จริงข้าไม่ได้ถูกพวกเขาไล่ทำร้ายแต่เป็นไล่ตามมาเพื่อขอท้าประลองต่างหาก” เสวี่ยหลงหยุดดูสีหน้าสงสัยของผู้คนชั่วขณะหนึ่งก่อนจะเริ่มเฉลย

 

            “ที่จริงคือพวกเขาสู้กับคนร้ายชุดดำผู้หนึ่งแล้วเพรียงพร้ำ องค์ชายสามถูกพิษบาดเจ็บหนักข้าก็เลยเข้าไปช่วยเหลือ หลังจากรักษาพิษในตัวเขาจนหมดข้าก็พลาดโดนพิษเข้านิดหน่อย...พอองค์ชายเห็นความสามารถข้าก็เกิดอยากท้าประลอง ไม่ว่าข้าจะปฏิเสธเขายังตื้อไม่หยุดเลยเกิดเป็นภาพอย่างที่พวกเจ้าเห็นขึ้นมา” เสวี่ยหลงเล่าเสร็จก็ยังไม่วายมีสายตากังหาของบรรดาศิษย์น้องส่งมาไม่ได้หย่อน คงมีแต่เหยียนหย่งฉือและไป๋อี๋เซียงที่ยอมรับได้ง่ายๆ เพราะรู้ว่าวัตถุงประสงค์ที่แท้จริงของเสวี่ยหลงน่าจะเป็นพิษเพื่อมาเพิ่มพลังฝีมือจึงไม่นึกติดใจอะไร

 

            “ไม่จริงน่า พวกเขาจงใจหาเรื่องท่านเพราะอิจฉาที่ศิษย์พี่ใหญ่มีคู่หมั้นที่งดงามอย่างศิษย์น้องสี่ต่างหาก แถมในตอนนี้ยังเพิ่มเด็กหญิงตัวน้อยๆ ที่งดงามทั้งสองคนอย่างน้องห้าและน้องไป๋อี๋เซียงเข้าไปอีก ช่างน่าอิจฉาซะจริง” เฟยอิงคลี่พัดออกด้วยมาดคุณชายน้อยเจ้าสำราญ เด็กหนุ่มเริ่มเปิดปากพูดกับเสวี่ยหลงด้วยรอยยิ้มสบายๆ เมื่อเห็นว่าศิษย์พี่ใหญ่ตัวเองไม่ได้อาการหนักอะไรอย่างที่คิดในตอนแรก เขาก็ค่อยคลายความตึงเครียดลงกลับสู่นิสัยปล่อยตัวตามสบายเช่นเดิม

 

            “แต่ว่าเราจะจัดการกับพวกเขายังไงดี ยังไงองค์ชายสามก็เป็นราชนิกุลชั้นสูงที่ล่วงเกินไม่ได้” ฟ่างหลันกล่าวเตือนเมื่อสติกลับมาครบ ก่อนหน้านี้เขาลงมือไปไม่น้อย ลำพังตัวเองต้องอาญาเขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ที่เขาห่วงก็คือการทำให้ครอบครัวหรือสำนักอาจารย์ติดร่างแหไปด้วยเท่านั้น

 

            “เรื่องนั้นให้ข้าจัดการเองไม่ต้องเป็นห่วง....พวกเจ้าวางใจเถอะ” เหยียนหย่งฉือคลี่ยิ้มบางออกมา ดวงตาที่รอดมาจากหน้ากากไม้แฝงวาวไปด้วยความขบขันอย่างชัดเจน

 

            “พี่หย่งฉือจะเกลี้ยกล่อมพวกเขาไม่ให้เอาเรื่องพวกเราใช่มั้ยค่ะ แน่นอนว่าเพราะเห็นแก่หน้าและอยากเอาใจพี่หย่งฉือองค์ชายสามอะไรนี่ต้องยอมแน่”หลันอี้พูดทายอย่างคนมองโลกในแง่ดี

 

            “ถึงไม่ใช่แต่ก็เป็นประมาณ...... แต่วิธีนี้คงต้องให้น้องหลันอี้ช่วยไปดูต้นทางหน้าโรงเตี้ยมสักหน่อยเดี๋ยวพวกพี่จะตามลงไปได้หรือไม่” เหยียนหย่งฉือกล่าวด้วยรอยยิ้มละมุนละไมทำให้หลันอี้ทำตามอย่างว่าง่าย พอลับหลังเด็กสาวผู้งดงามก็หยิบกระบี่ของตัวเองขึ้นมาพร้อมกับแผ่จิตสังหาร

 

            “แต่ข้าว่าคนที่จะไม่พูดก็มีแต่คนตายเท่านั้น” เหยียนหย่งฉือทำอย่างที่เคยประกาศเอาไว้จริง ขอเพียงใครคิดเสนอหน้ามาขอเป็นคู่หมั้นหรือคนรักตัวเองก็พร้อมจะหาเรื่องสังหารอีกฝ่ายให้สิ้น

 

            “เดี๋ยวก่อนน้องสี่ ถ้าที่ข้ารู้ว่าเจ้ารังเกียจองค์ชายสามที่มาตามตื้อขนาดไหนก็ไม่เห็นต้องถึงกับฆ่าฟันเลยนี่ หรือว่าเจ้ากำลังล้อเล่นเพราะเครียดมากเกินไป....” เป็นเฟยอิงที่รีบเข้ามาห้ามก่อนเหยียนหย่งฉือจะขยับตัว ทำเอาเสวี่ยหลงที่คิดจะนอนสบายๆ อีกสักพักต้องลุกมาเพราะทนจิตสังหารของเหยียนหย่งฉือไม่ไหว ในใจนึกอิจฉาบรรดาศิษย์น้องที่ยังมีจิตสัมผัสทื่อด้าน ไม่ได้รับรู้ความน่ากลับของเด็กสาวอาภรณ์แดงอารมณ์ร้อนผู้นี้เลยสักนิด

 

            “แต่ข้าว่าฆ่าทิ้งเลยก็ดี...แล้วก็ลากเอาศพไปฝั่งที่ไกลๆ ไม่แน่ว่าหากปล่อยให้มีชีวิตรอดออกไปจะยิ่งนำภัยมาให้มากกว่า” ฟ่างหลันคิดอย่างไรก็กล่าวออกมาอย่างนั้น แม้ว่าที่บ้านของมันจะพอมีหน้ามีตา แต่ชีวิตของมันผ่านการเรียนรู้มาแล้วว่าการขัดขืนกับผู้มีอิทธิพลจะมีจุดจบลงเช่นไร....หากให้ประนีประนอมไม่แน่ว่าจะยิ่งทำให้ตัวเองต้องเดือนร้อน ในเมื่ออีกฝ่ายเลือกจะย่างเท้าเข้ามาในยุทธจักรที่ไร้กฎเกณฑ์ก็ย่อมต้องรับผลที่รังควานคนอื่น

 

            “พอที.... พวกเจ้าอย่ามัวคิดมากเกินไป แค่ทำให้พวกเขาทั้งหมดไม่สามารถพูดออกไปได้ก็เพียงพอแล้ว” เสวี่ยหลงกล่าวออกมาเมื่อเห็นว่าแต่ละคนเริ่มจะเลยเถิด อันที่จริงหากคิดให้ดีว่าบรรดาศิษย์น้องรอบคอบพอจะลากองค์ชายและผู้ติดตามมาซ้อมในห้องหับไม่ให้เรื่องมันเอิกเกริกเขาก็สมควรซาบซึ้งใจพอแล้ว การสังหารโอรสฮ่องเต้ไม่ใช่คิดจะทำก็ทำได้ง่ายๆ ขืนพวกเขาลงมือทำจริงไม่แน่ว่าอาจจะมีผู้บริสุทธิ์ต้องรับเคราะห์อีกมากมาย

 

            “ศิษย์พี่ใหญ่จะให้ทำยังไง” เฟยอิงตั้งคำถาม ก่อนจะได้รับคำตอบเขาก็ถูกเสวี่ยหลงล้วงเอาถุงใส่เงินในแขนเสื้อโยนให้ซะก่อน

 

            “รีบไปซื้อเหล้ามา เคยได้ยินหรือไม่ว่าสุราทำให้คนเมามายและลืมเลือนได้ทุกสิ่ง” เด็กหนุ่มผู้ออกความคิดกล่าวด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย

 

            “มันจะได้ผลจริงๆ รึพี่ใหญ่ ถ้าหากเหล้ามันไม่ได้ผล ไม่รู้ว่าเจ้าพวกนี้จะหาทางล้างแค้นยังไง” ฟ่างหลันยังคงกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย

 

            “ไม่เป็นไรศิษย์ที่รอง ถึงเวลานั้นรับรองว่าข้าและท่านพ่อจะยอมออกหน้าเอง แม้จะต้องแตกหักกับราชสำนักก็ตาม” เหยียนหย่งฉือพูดด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย หากให้ตระกูลของตัวเองแตกหักกับฮ่องเต้และองค์ชายสามจริง เด็กสาวก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจอีกต่อไป หากองค์ชายสามยังคงไม่ไล่ตื้อ เหยียนหย่งฉือก็ตั้งใจว่าจะฉีกอีกฝ่ายออกเป็นชิ้นๆ ด้วยมือตัวเอง

 

            “ถามจริงๆ เถอะเขาทำอะไรให้เจ้ากันแน่ศิษย์น้องสี่” เสวี่ยหลงอดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้

 

            “นอกจากจะตามตื้อ พูดจาแทะโลม บอกรัก และชื่นชมความงามไม่ขาดปากก็ไม่มีอันใดหรอกพี่เสวี่ยหลง” ไป๋อี๋เซียงกล่าวด้วยน้ำเสียงขบขันก่อนจะพูดประโยคสุดท้ายที่แผ่วเบาเพียงพอแค่ให้เสวี่ยหลงและเหยียนหย่งฉือได้ฟัง

 

            “นี่เป็นโทษทัณฑ์อย่างหนึ่งที่หย่งฉือจะได้รับจากชาติที่แล้ว”

 

            “ข้าไม่ได้ตามตื้อท่านขนาดนี้สักหน่อย...อย่างน้อยข้าก็เป็นสุภาพบุรษแล้วก็ไม่ทำตัวทุเรศถึงขนาดนี้” เหยียนหย่งฉือเองก็รีบเถียงเสียงเบา แต่นี้เสวี่ยหลงก็พอเดาได้เลาๆ แล้วว่าอะไรเป็นอะไร เพราะชาติที่แล้วจือฉือหลงมัวเมาความรักตามเกาะติดสาวงามอย่างไม่ลืมหูลืมตา แถมยังทิ้งได้แม้กระทั่งอุดมการณ์และชีวิตตัวเองไปอย่างง่ายด้วยเพราะคำว่ารัก ทำให้ส่วนหนึ่งของการลงโทษนอกจากการเกิดเป็นหญิงงามแล้วยังมีผู้ชายหน้าด้านไล่ตื้อคอยรังควาน ซึ่งดูจากใบหน้างามซึ้งของเหยียนหย่งฉือแล้วแม้จะหมดจากองค์ชายสามไปก็ต้องมีผู้ชายคนอื่นไล่ตามอยู่ดี

 

            เมื่อรู้ว่าที่แท้แล้วองค์ชายสามก็เป็นบทลงทาประการหนึ่งที่เด็กสาวชุดแดงต้องเผชิญ เสวี่ยหลงยอมรับว่าเทียบกับที่เหยียนหย่งฉือทำเมื่อชาติที่แล้วนี่มันออกจะมากเกินไปสักหน่อย แต่หากไม่น่ารังเกียจพอแล้วจะเป็นการลงโทษได้ยังไง นึกแล้วเสวี่ยหลงก็อดจะกระตุกยิ้มอย่างสมน้ำหน้าคู่แข่งตัวเองไม่ได้

 

            นอกจากจะพิชิตใจสาวงามไม่ได้เหมือนกันชาตินี้ยังกลายเป็นสาวงามซะเอง....เรียกได้ว่าตัวเขาที่ชาตินี้เป็นกำพร้าแต่เด็กมีโชควาสนากว่ากันเยอะ

 

            “น้องสี่ น้องไป๋อี๋เซียง พวกเจ้าไปรอกับน้องหลันอี้ข้างล่างเถอะ เดี๋ยวพวกข้าจะตามลงไป รับรองว่าวิธีนี้องค์ชายสามคงเข็ดขยายการออกมานอกวังไปอีกนาน” เมื่อเฟยอิงกลับมาพร้อมกับเหล้าหลายไห เสวี่ยหลงก็โบกมือไล่สองสาวที่อยู่ในห้องออกไป เหลือเอาไว้เพียงตัวเขา และฟ่างหลันกับเฟยอิงที่เป็นผู้ชาย

 

            “แล้วทีนี้เราจะทำยังไงกันต่อละศิษย์พี่ใหญ่” ฟ่างหลันมองไหเหล้าในมืออย่างไม่เข้าใจ ต่อเมื่อเสวี่ยหลงขยับปากบอกเล่าสิ่งที่จะให้กระทำออกมา เด็กหนุ่มที่ยังวิตกกังวลก็สลายรอยยิ้มที่หว่างคิ้วแล้วเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มอย่างขบขัน ส่วนเฟยอิงยิ่งกลายเป็นหัวเราะอย่างเริงร่าไม่หยุดจนเสวี่ยหลงต้องปรามแล้วเร่งให้ลงมือตามคำสั่งเขาสักที

 

            “อุ๊บ...ฮ่าๆ ข้าไม่อยากจะคิดถึงตอนเจ้าพวกนี้ตื่นขึ้นมาเลย” เมื่อสุราหลายไหที่ถูกยกขึ้นมากลายเป็นไหที่ว่างเปล่า เสียงหัวเราะเบิกบานก็เริ่มดังขึ้น เฟยอิงมองดูผลงานชิ้นเองตัวเองแล้วขำจนน้ำตาแทบร่วง

 

            “ข้าเองก็เริ่มสงสารพวกเขาขึ้นมาหน่อยๆ หากเป็นข้าต้องตกอยู่ในสภาพนี้ไม่สู้ถูกสังหารแล้วโยนซากให้สัตว์ป่ากัดกินซะยังดีกว่า พอตื่นขึ้นมาเจอสภาพนี้ไม่ว่าใครต่อให้ถึงตายก็คงไม่คิดจะเปิดปากพูดออกมาแน่ๆ ว่าตัวเองเจออะไรมา” ฟ่างหลันถอดทอนใจขณะมองผลงานที่อยู่ตรงหน้า

 

            “ศิษย์น้องแม้ข้าจะเป็นคนออกความคิด แต่ก็คิดไม่ถึงว่าพวกเจ้าจะมีความสามารถในการสร้างสรรค์ขนาดนี้ เมื่อเรียบร้อยแล้วพวกเราก็ไปกันเถอะ กว่าพวกนี้จะสร่างเมาจากสุราที่ถูกพวกราจับกรอกก็คงเป็นพรุ่งนี้สายๆ พวกเราไม่ควรปล่อยให้ศิษย์น้องสี่ ศิษย์น้องห้า และน้องไป๋อี๋เซียงต้องรอนาน” เสวี่ยหลงส่ายหน้าให้กับภาพตรงหน้า แม้จะสะใจแต่เด็กหนุ่มก็ไม่คิดจะอยู่ชื่นชมผลงานให้เสียสายตาตัวเองต่อไป

 

            ประตูห้องถูกปิดสนิทลง และพราะว่าเสวี่ยหลงเดินลงไปจ่ายเงินค่าห้องเอาไว้ล่วงหน้าอีกวันจึงไม่มีเสี่ยวเอ้อโชคร้ายคนใดได้เห็นภาพอุจาดตา

 

            “อ๊ากกกกก นี่มันอะไรกันเนี่ย!!!!!” เมื่อเวลาผ่านไปจนแทบจะเข้าสู่เที่ยงของวันใหม่เสียงร้องอย่างเสียสติขององค์ชายสามดังขึ้นท่ามกลางกลิ่นเหล้าที่ตลบอบอวลคละคลุ้ง แม้ว่าเสื้อผ้าที่ติดกายจะอยู่ครบแต่มันก็หลุดลุ่ยสิ้นดี หากแต่ก็ยังไม่น่ากลัวเท่ากับบรรดาทหารติดตามที่นอนเปลือยกายซบอยู่ข้างกายเขาด้วยความสนิทชิดเชื้อ

 

            “เฮ้ยยยยย ทำไมข้าอยู่ในสภาพนี้ได้ละเนี่ย”

 

            “ว๊ากกกก องค์สายมอมเหล้าแล้วปล้ำพวกข้าใช่มั้ย”

 

            “เหวออออ อย่าลุกขึ้นมาอย่างนั้นสิตาข้าจะบอดอยู่แล้ว”

 

            @% ()@(%$(%^*^@*” เสียงตะโกนไม่เป็นภาษาดังขึ้นตอนกลางวันแสกๆ อย่างต่อเนื่องทำให้ผู้คนต่างแปลกใจไม่ได้ แต่เมื่อเสี่ยวเอ้อเคาะห้องและเข้าไปสำรวจดู ก็พบแต่เพียงความว่างเปล่า    

 

 

 

            ..................................

 

 

            “ศิษย์พี่ใหญ่ทำอะไรมา เล่าให้ข้าฟังไม่ได้เหรอ” หลันอี้ยังคงตื้อถามไม่เลิก ขนาดออกมาจากตัวเมืองแล้วเด็กหญิงตัวน้อยก็ยังไม่เลิกคาใจ แม้ศิษย์พี่ใหญ่จะใจดีจะอุ้มร่างน้อยๆ เอาไว้ แต่ก็อดถามขึ้นมาไม่ได้

 

            “ข้าแค่ใช้เหล้าเข้าช่วยน่ะ ลูกผู้ชายลองได้น้ำเมาเข้าปากก็อารมณ์ดีกันทั้งนั้น ป่านนี้พวกองค์ชายคงสนุกสนานกันใหญ่แล้วล่ะ” เสวี่ยหลงหัวเราะในลำคอเบาๆ ในขณะที่เฟยอิงพอให้ฟังก็หัวเราะดังลั่น ส่วนฟ่างหลันที่เคร่งขรึมก็ยังไม่วายต้องเบือนหน้าหนีหลบไปหัวเราะข้างม้าที่จูงมาด้วยเช่นกัน

 

            “แต่ข้าไม่เห็นคนบนวังหยกขาวชอบสุราสักคน เว้นแต่ท่านอาจารย์ปู่จูเหลียงที่ดื่มแล้วใบหน้าแดงก่ำ กับศิษย์พี่ใหญ่ที่ดื่มเหล้าที่ปรุงเป็นยา ถ้ามันทำให้อารมณ์ดีจริงข้าจะลองเอาให้ท่านพ่อชิมดู” หลันอี้กล่าวเองก็สรุปเอาเอง แต่เสวี่ยหลงไม่คิดว่าคนอย่างท่านอาจารย์จิ้นเฉวียนพอเหล้าเข้าปากแล้วจะมีความแตกต่าง เผลอจะสาดทิ้งก่อนดื่มลงไปซะด้วยซ้ำ

 

            จะว่าความไร้เดียงสาเป็นความน่ารักอย่างหนึ่งก็ว่าได้ พอเหลือบไปเห็นเหยียนหย่งฉือที่น่าจะเดาคำพูดเขาได้เช่นกันกำลังคลี่ยิ้มน้อยๆ ออกมาแม้แต่เสวี่ยหลงเองก็ต้องยามรับว่านี่ก็เป็นความน่ารักอีกประการหนึ่ง

 

            ส่วนไป๋อี๋เซียงนั้นเด็กหนุ่มเลือกจะเมินหน้าไม่หันไปสบตาเพราะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังทำสีหน้าเช่นไร ชาติก่อนเป็นเช่นไร ชาตินี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น หากคิดจะตัดใจให้เด็ดขาดก็ไม่สมควรเหลือความอาลัยอาวรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

 

            เมื่อไม่ได้พบ กับเมื่อได้พบ ล้วนแล้วแต่ไม่มีข้อแตกต่าง.....

 

            “นี่พี่เสวี่ยหลง ข้างหน้ามีควันอะไรแปลกๆ” ไอ๋อี๋เซียงกระตุกชายแขนเสื้อของเสวี่ยหลงเบาๆ เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มสวมหน้ากากไม้กำลังลังเหม่อลอยคล้ายกับคิดอะไรอยู่

 

            “ไม่เห็นมีอะไรนี่นา...อ๊ะ มีควันลอยมาจากทางโน้น” เฟยอิงทำจมูกฟุดฟิดเมื่อได้กลิ่นไหม้ที่ลอยมาตามอากาศ

 

            “ไปดูกันหน่อยมั้ยศิษย์พี่ใหญ่ ยังไงให้ศิษย์น้องสี่และศิษย์น้องเล็ก รวมไปถึงน้องไปอี๋เซียงสังเกตการณ์ที่รอบนอก หากเกิดเรื่องอันตรายจะได้รีบไปแจ้งอาจารย์กับจารย์ปู่ให้ทราบได้” ฟ่างหลันเอ่ยถามพร้อมกับเสนอความคิด 

 

            “ตกลงตามนั้น...” เสวี่ยหลงพูดจบก็เคลื่อนที่ไปด้านหน้าเร็วขึ้นโดยมีฟ่างหลันและเฟยอิงไล่ตามมาติดๆ ทีแรกเก็ดหนุ่มแอบคิดไปด้วยซ้ำว่าฟ่างหลันจะต้องลากจูงม้ามาด้วยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยอมโยนเชือกให้หลันอี้ถือไว้อย่างรู้ความ

 

            “ให้ข้าไปด้วยก็แล้วกัน ศิษย์พี่ใหญ่เพิ่งจะถูกพิษมาคงทำอะไรไม่ได้มาก แต่พวกท่านวางใจเถอะหลันอี้อยู่กับไป๋อี๋เซียงรับรองว่าปลอดภัยแน่ แม้นางจะยังเด็กแต่สหายข้าคนนี้วรยุทธ์สูงกว่าข้าซะอีก” เหยียนหย่งฉือเป็นคนสุดท้ายที่ไล่ตามมา ถึงภายนอกจะดูเหมือนเป็นห่วงเป็นใย แต่เสวี่ยหลงรู้ดีว่าที่อีกฝ่ายห่วงก็คือหากเขาพลาดตายไปอีกรอบนี้ไม่รู้ว่าชะตาของเหยียนหย่งฉือเองจะกลายเป็นเช่นไร

 

            “ไม่จริงน่า....” เมื่อบรรลุถึงที่หมายที่เต็มไปด้วยควันคุกรุ่นเฟยอิงที่ออกนำมาหน้าสุดก็ชะงักเท้าลงมองภาพหมู่บ้านที่เหลือเพียงซากปรักหักพังอย่างไม่ชื่อสายตาตัวเอง

 

            “ที่นี่เป็นเพียงหมู่บ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหม....ทำไมถึงได้เกิดเหตุเช่นนี้ได้” ฟ่างหลันขมวดคิ้ว แม้เพลิงไหม้จะมอดลงแต่ก็ไร้วี่แววของผู้คนจนน่าผิดสังเกต หากเป็นโจรปล้นธรรมดาต่อให้โหดเหี้ยมขนาดไหนก็ทิ้งผู้คนที่ยังมีชีวิตเอาไว้ไปบ้างไม่ใช่หายไปไร้ร่องรอยขนาดนี้

 

            “อย่าเพิ่งเข้าไป....” เสวี่ยหลงเอายกมือรั้งศิษย์น้องรองของตัวเองเอาไว้ด้วยท่าทางตึงเครียด เมื่อเด็กหนุ่มเดินนำเข้าไปก็หยุดนิ่งลงตรงกองไหม้กองหนึ่งในจำนวนหลายๆ กอง ถ้าเขาดูไม่ผิดละก็นี่แหล่ะคือซากของผู้คนที่หายไป

 

            “พี่ใหญ่ระวังอันตราย” ทั้งฟ่างหลัน เฟยอิงและเหยียนหย่งฉือแทบจะร้องประสานเสียงกันเมื่อเสวี่ยหลงก้มลงแตะกับของเหลวสีแดงเข้มจนแทบกลายเป็นสีดำที่พื้น ทันทีที่นิ้วมือสัมผัสถูกของเหลว มันก็แพร่กระจายเข้าสู่ผิวหนังอย่างรวดเร็ว เห็นร่องรอยเป็นเส้นเลือดสีดำที่ใต้ผิวหนังที่ไล่ขึ้นมาตามท่อนแขน

 

            “พิษแบบเดียวกับชายชุดดำ...แล้วก็พิษแบบเดียวกับพวกพรรคมารที่เคยบุกขึ้นสำนักเราเมื่อหลายปีก่อน” เสวี่ยหลงสลับมือเพียงวูบหนึ่งท่อนแขนก็กลับสู่สภาพเดิม พิษจำนวนเพียงเล็กน้อยไม่อาจทำอะไรเขาได้อยู่แล้ว

 

            “หมู่บ้านนี้คงถูกใช้เป็นที่ทดลองหรือไม่ก็บ่มเพาะพิษที่ร้ายแรงกว่านี้ขึ้นมา” เสวี่ยหลงกล่าวสรุป ดูจากร่องรอยที่เหลืออยู่เด็กหนุ่มก็พอจะรู้จุดประสงค์ของการกระทำนี้ นี่ก็เป็นทางเส้นหนึ่งของพรรคมารที่เขาเคยศึกษาเช่นกัน เพียงแต่เขาเห็นว่ามันเป็นวิธีชั้นต่ำและไร้รสนิยมจึงไม่เคยคิดจะทำ

 

            การกลั่นพิษในร่างตนเป็นเรื่องยาก แต่การใช้ชีวิตผู้คนเป็นตัวบ่มเพาะพิษร้ายขึ้นมากลับเป็นทางที่ง่ายดายยิ่ง เพียงแค่เห็นความโหดร้ายที่เหลืออยู่เสวี่ยหลงก็อดเป็นห่วงผู้คนบนวังหยกขาวขึ้นมาได้

 

            ตลอดหลายปีมานี้นอกจากเป้าหมายที่ต้องการจะมีวรยุทธ์ไร้ผู้ต้านแล้ว อีกด้านหนึ่งเขายังต้องการมีความสามารถในการทำลายพิษทุกประเภทเพื่อกันเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันซ้ำสอง

 

            แต่ไม่คิดว่าศัตรูจะโผล่หัวมาเร็วถึงขนาดนี้ทำให้เสวี่ยหลงอดจะหวั่นใจไม่ได้ว่าด้วยกำลังของเขาจะสามารถปกป้องผู้คนที่เขาปรารถนาจะปกป้องไว้ได้หรือไม่

 

            ที่แท้แล้วการปกป้องกับการทำลายมีความสาหัสต่างกันถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าผู้ที่มีความต้องการจะปกป้องใครสักคนถึงได้ร้ายกาจนัก เพราะหากตัวเองล้มลงไปย่อมหมายถึงชีวิตของคนที่อยู่เบื้องหลัง เสวี่ยหลงเพิ่งจะมาเข้าใจความหมายจริงๆ ก็วันนี้

 

            “ศิษย์น้องสี่ เจ้ารั้งอยู่ที่นี่รวบรวมพิษเหล่านี้ให้ข้าที ถ้าเป็นไปได้ก็ช่วยวิเคราะห์ส่วนประกอบของยาพิษแล้วปรุงขึ้นมาทีข้าอยากใช้มันมาศึกษาเพื่อหาทางแก้พิษ แน่นอนว่าหากเจ้าหาวิธีแก้พิษได้ก็รีบทำ แล้วก็ไปตามไป๋อี๋เซียงกับหลันอี้มารวมกลุ่มกันไว้ ถึงดูเหมือนพวกมันจะไม่ย้อนมาที่นี่แล้วก็ไม่ควรประมาท ส่วนข้ากับฟ่างหลันและเฟยอิงจะรีบกลับวังหยกขาวเพื่อดูสถานการณ์ก่อน เมื่อรวบรวมยาพิษพวกนี้เสร็จพวกเจ้าค่อยตามมาก็แล้วกัน” เสวี่ยหลงกล่าวอย่างรวบรัดแล้วหันไปพยักหน้าให้กับฟ่างหลันและเฟยอิงให้รีบตามไปอย่างรวดเร็ว

 

 



 

......................................................

 
 

อ่านแล้วรู้สึกว่ามันมั่วมากไปรึเปล่าคะ....แบบว่าไม่ค่อยมีความรู้สักเท่าไหร่แต่ก็จะพยายามแถให้เต็มที่? เห็นอะไรแปลกๆ  ช่วยแนะนำกันบ้างนะคะจะได้ปรับปรุง

ตอนต่อไปก็ภายในหนึ่งสัปดาห์นะคะ(ถ้าเฮี้ยนมากๆ อาจลงเพิ่มแต่ไม่รับปาก)

ปล.วันละครึ่งตอนนี่เห็นทีจะไม่ไหว T____T เป็นพวกแบ่งลงครึ่งตอนไม่เป็นอ่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

169 ความคิดเห็น

  1. #102 WonderFul Life (@auzethirst) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 / 16:27
    สนุกดีครับ //// ถึงยังดูไม่ออกก็เถอะว่ามันแปลกจากปรกติ อย่างไง
    #102
    0
  2. #80 NoEnd-Infinity (@--noon--) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2558 / 11:56
    รอตอนต่อไป *-*
    #80
    0
  3. #79 Boommm (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2558 / 00:45
    ดีแลัวค่ะ ลื่นไหลดึชอบมุกฮาเล็กๆทำใหัยิ้มได้ตลอด *_____*
    #79
    0
  4. #78 แสนฤทัย (@Virgo) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2558 / 23:02
    จะเกิดเรื่องที่สำนักอีกไหมเนี้ย..
    #78
    0
  5. #76 Papat22 (@bow-228) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2558 / 19:13
    พระเอกจงกลายเป็นหมอไปซะ!! จะได้ใช้พิษอย่างไม่ถูกสงสัยซะที 55 เรื่องนี้สนุกมากค่ะไรท์คำบรรยายก็โอเคอ่านแล้วเห็นภาพดีค่ะ
    #76
    0
  6. #75 DarKAEgiS (@DarKAEgiS) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2558 / 16:56
    ขอคุณมากครับ รอตอนต่อไป 
    #75
    0
  7. #74 แฟนขลับ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2558 / 12:11
    กำลังดี ใช้ได้ รอครับ

    อยากให้พระเอกเผยตัวเป็นเทพโอสถก็ได้และฝึกวิชาได้แล้วจะได้ควบคุมจิตมารได้ง่ายอิอิ
    #74
    0
  8. #73 Poowadeh Suwannarat (@poohero) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2558 / 10:27
    รออ่านครับ
    #73
    0