ลิขิตป่วนแผ่นดิน

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 6 คืนลอบสังหารกับอดีตที่ตามหลอกหลอน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 927
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    17 พ.ค. 58

 

 

ตอนที่ 6 คืนลอบสังหารกับอดีตที่ตามหลอกหลอน

 

 

 

 

            ที่นอนหนาๆ นุ่มๆ ยังไงก็ดีที่สุด

 

            หน้ากากที่สวมใส่ถูกวางทิ้งไว้ข้างหัวเตียงเผยให้เห็นใบหน้าที่สวมทับรอยเส้นเลือดปลอมไว้อีกชั้นเพื่อกันมีคนรู้ว่าใบหน้าเขาไม่ได้เสียโฉมจริง อีกทั้งยังมีไว้เพื่อสั่งสอนคนที่คิดจะมาแอบดูใบหน้าใต้หน้ากากของเขาไปในตัว

 

เสวี่ยหลงที่ซุกตัวนอนในผ้าห่มหนาคิดอย่างพึงพอใจ หลังจากงานเลี้ยงเสร็จสิ้นแม้ทางตึกตระกูลซูจะพยายามเชื้อเชิญพวกเขาให้พักผ่อนอยู่ก่อนสักคืนและเสวี่ยหลงก็ยังยืนกรานที่จะไปพักที่บ้านพักของเถ้าแก่ฉินที่มีสีหน้ากล้ำกลืนฝืนทนแทน

 

            แน่ล่ะว่าข้อแรกเขาต้องการแสดงให้เจ้าสำนักซูคนนั้นเสียหน้าอย่างถึงที่สุด ส่วนอีกทางหนึ่งก็คือสีหน้าของเถ้าแก่ฉินมันช่างน่าตลกขบขันจนอดที่ลงกลั้นแกล้งไม่ได้

 

            สมแล้วที่เป็นสหายคนโปรดของบรรดาอาจารย์ปู่ของเราจริงๆ ถึงแม้จะไม่ค่อยเต็มใจแต่เถ้าแก้ฉินก็เตรียมห้องรับรองให้พวกเขาคนละห้องและให้การรับรองเป็นอย่างดี ยามนี้เสวี่ยหลงจึงได้นอนกลิ้งเล่นในห้องอย่างสบายใจ

 

            เสวี่ยหลงขยับรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าเรียบนิ่งเมื่อคิดย้อนไปถึงเหยียนหย่งฉือและกุ้ยเยว่เซียงอีกครั้ง หลังจากพยายามไล่ความคิดที่ขุ่นมัวนี้ไปกี่ครั้งมันก็วกกลับเข้ามาทุกทีจนเด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกรำคาญใจ

 

            จู่ๆ เสียงบางอย่างขยับอยู่ด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา...เสวี่ยหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะแกล้งหลับเหมือนเช่นเดิม การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นบางเบามากเสียจนคนทั่วไปอาจคิดว่าเป็นแค่เสียงลมพัดใบไม้ไหว แต่สำหรับเสวี่ยหลงแล้วมันเป็นเสียงที่เกิดจากการจงใบปกปิดร่องรอยของคนที่มีวิชาตัวเบาไม่สูงพอหากแต่ก็ฉลาดเป็นกรดพอจะรู้จุดอ่อนช่องว่างตัวเอง

 

            ซูเหวินเจ้าเด็กอวดดีนั้นรึ....ไม่มีทาง

 

            เสวี่ยหลงนึกถึงอริคนใหม่ก่อนจะปัดชื่อนี้ทิ้งไปอย่างรวดเร็วเพราะซูเหวินไม่น่าจะฉลาดพอ....หรือว่าจะเป็นศิษย์น้องสี่ที่น่าตายผู้นั้น

 

            คิดแล้วก็อดสงสัยในการกลับไปกลับมาของเด็กสาวไม่ได้ วูบหนึ่งก็ดูเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ วูบหนึ่งก็ดูเป็นคนใจร้อนวู่วาม บางครั้งก็ดูไร้เดียงสาจนน่าแปลกใจ นิสัยหลายๆ อย่างดูไม่น่าจะสมเหตุสมผลจนเสวี่ยหลงอดสงสัยในตัวตนของอีกฝ่ายไม่ได้

 

            เพียงพริบตาเด็กหนุ่มก็ตวัดตัวพลิกเอาร่างที่เงื้อดาบอยู่เหนือร่างตัวเองให้กลับมาอยู่ใต้ร่างตัวเองแทน เส้นผมสีดำยาวแผ่กระจายไปทั่วเตียง อาภรณ์สีแดงตัดกับผิวขาวภายใต้แสงจันทร์ที่รอดเข้ามาจนเป็นภาพที่งดงามกระจ่างตา ใบหน้างดงามราวกับเทพธิดาซีดเผือกเมื่อได้เห็นใบหน้าของเสวี่ยหลงที่ปลอมแปลงไว้เต็มๆ ตาอีกครั้ง แต่กระนั้นริมฝีปากก็ยังคงมีสีแดงชุ่มฉ่ำชวนให้ลิ้มลองจนเสวี่ยหลงอดที่จะเผลอลองชิมดูไม่ได้

 

            “อ๊ากกกก ปล่อยข้า ไปให้พ้นนะ ไอ้มารบ้า นี่ข้าต้องมาโดนผู้ชายทำอะไรอย่างนี้เหรอนี่....” เหยียนหย่งฉือร้องโวยวายพร้อมทั้งถีบร่างของเสวี่ยหลงออกสุดแรง ยามกะทันหันแม้ว่าเสวี่ยหลงจะไหวตัวทันแต่ก็ยังไม่วายเจ็บที่สีข้างนิดๆ เพราะหลบได้เพียงเฉียดฉิว จากท่าทางรังเกียจที่เช็ดปากตัวเองไม่หยุดหย่อนดูไม่ได้รังเกียจที่ต้องโดนคนอักลักษณ์ล่วงเกินแต่รังเกียจเขาที่เป็นผู้ชายล่วงเกินอย่างชัดเจนจนเสวี่ยหลงต้องเลิกคิ้วเล็กน้อย

 

            หรือศิษย์น้องสี่จะไม่ใช่พวกที่มองคนที่หน้าตา แต่ท่าทางที่ดูรังเกียจผู้ชายจนเกินไปจนดูผิดปกติ หรือว่าจะถูกต้นสังกัดสอนมาให้รังเกียจผู้ชายกันแน่

 

            “เฮ้อ...ข้าละเบื่อหน่ายพวกท่านจริงๆ เลิกเล่นเป็นเด็กได้แล้วกระมัง” เสียงอ่อนใสเยาว์วัยเอ่ยขึ้นจากทางด้านหลังทำให้เสวี่ยหลงงงงันวูบ ที่ด้านหลังของเขาปรากฏร่างของเด็กหญิงเยาว์วัยที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะพ้นสิบขวบดีอยู่ในชุดสีขาวบริสุทธ์ตัดขอบเส้นด้วยด้ายทองดูงดงามสูงศักดิ์ ดวงตาสีดำที่ดูไร้ที่หยั่งราวกับห้วงท้องฟ้ายามกลางคืนที่ไร้เมฆหมอกและเต็มไปด้วยดวงดาวนับล้านดวงถูกบดบังไปด้วยม่านขนตาเป็นแพยาวเพียงเล็กน้อย ริมฝีปากบางประดับด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยขัดกับคำพูดที่กล่าวออกมา

 

            “กุ้ยเยว่เซียง....” พอนามนี้หลุดออกจากปากเสวี่ยหลงก็แทบจะอย่างจะตบปากตัวเองสักร้อยทีที่พลาดท่าพูดในสิ่งที่สามารถใช้ยืนยันได้ว่าเขาคือใครออกไปจากปากตัวเอง

 

“เป็นข้าเองท่านจอมมารไร้ผู้ต้านแต่ตอนนี้นามของข้าคือไป๋อี๋เซียง โปรดเรียกข้าตามนามนี้ด้วย” ยามเมื่อเห็นเทพธิดาน้อยยิ้มรับบางๆ ไม่ได้มีทีท่ารังเกียจใบหน้าของเขาอีกคน เสวี่ยหลงก็ได้แต่ไหวไหล่เป็นเชิงยอมรับอย่างจนมุม คิดจะแถตอนนี้ก็คงไม่ทันเสียแล้ว

 

            “แล้วเจ้านั่นล่ะ ศิษย์ของเจ้ารึไง ข้าขอบอกว่าเจ้าอบรมศิษย์ได้แย่มาก” เสวี่ยหลงแม้อยากจะพูดจากับอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน แต่จะอย่างไรนิสัยเดิมก็เปลี่ยนไม่ได้จริงๆ ชาติที่แล้วแม้เขาจะหลงรักกุ้ยเยว่เซียงอย่างหัวปักหัวปำยังไงก็ยังไม่วายแสดงออกอย่างเย็นชา ถือดีและทำราวกับว่านางไม่ต่างกับวัตถุชิ้นหนึ่ง แม้ตอนนี้จะตัดใจจากอีกฝ่ายไปแล้วก็ยังไม่อาจทำตัวให้ดีด้วยได้

 

            “อ๋อ นั้นน่ะเป็นเขาเอง” นางงามน้อยยิ้มอย่างอ่อนหวาน สร้างความงุนงงให้เสวี่ยหลงจนต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน

 

            “ใช่ เป็นข้าเอง.... อา ถ้าเจ้าไม่ยอมตาย ข้าตายเองเสียก็ดี” เหยียนหย่งฉือกล่าวทั้งน้ำตา ทันทีที่เด็กสาวคว้ากระบี่ขึ้นมาจ่อคอตัวเองก็ถูกกุ้ยเยว่เซียงที่ตอนนี้มีนามว่าไป๋อี๋เซียงซัดเข็มลับใส่จนกระบี่กระเด็นออกจากมือ

 

            “อย่าโง่เขลาน่า ไม่ว่าคิดจะสังหารเขาหรือฆ่าตัวตาย ขืนยังมีความคิดจะทำอย่างนั้นระวังบทลงโทษของท่านจะยิ่งใหญ่หลวงกว่าเดิม” เด็กหญิงในชุดขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเอือมระอา กิริยาที่ไม่เหลือความเรียบร้อยของกุลสตรีของเหยียนหย่งฉือทำให้เสวี่ยหลงสะกิดใจเล็กน้อย แต่ไม่คิดจะกล่าวอะไรให้มากความเพราะไม่สนใจจะรู้เรื่องราวเมื่อครั้งอดีตอีกต่อไป

 

            “ขอโทษทีนะข้าตามเรื่องไม่ทัน อ๋อ คิดอีกทีข้าไม่อยากตามเรื่องให้ทัน ชาตินี้ข้าขอสละสิทธิ์จากเรื่องวุ่นวายพวกนั้นก็แล้วกัน วางใจได้ ข้าไม่คิดจะมุดหัวออกจากที่อยู่ตอนนี้หรอก” เสวี่ยหลงเดินไปที่โต๊ะแล้วรินน้ำชาดื่มอย่างเกียจคร้าน  หลับไปเพียงตื่นเดียว ทำไมเรื่องราวที่เขาจับต้นชนปลายไม่ได้มันถึงได้เพิ่มขึ้นมากมายขนาดนี้ก็ไม่รู้ เมื่อจุดจะเกียงขึ้นและมองผู้บุกรุกยามวิกาลเต็มๆ ตา เสวี่ยหลงก็ไม่รู้ว่าควรกล่าวอะไรต่อดี

 

            “.......” หลังจากเงียบไปหลายอึดใจ น้ำตาของเหยียนหย่งฉือก็ทะลักราวกับเขื่อนแตกทำเอาไป๋อี๋เซียงที่ยืนนิ่งสงบตามนิสัยของนางมองเสวี่ยหลงด้วยสายตาคล้ายจะกล่าวโทษ

 

            “อา...เล่ามาก็ได้ข้าจะฟัง” เสวี่ยหลงกล่าวอย่างยอมแพ้เมื่อทางหนึ่งก็ไม่หยุดร้องไห้ ทางหนึ่งก็ใช้ดวงตาแทงทะลุจ้องจนเด็กหนุ่มรู้สึกอึดอัดและไม่รู้ว่ามันจะดำเนินต่อไปอีกนานเท่าไหร่

 

            “ไม่...ไม่ต้องเล่า ข้ายอมตายดีกว่าจะเล่าให้เจ้ามารร้ายนี่ฟัง เจ้านี่เพิ่งจะฉวยโอกาสกับข้าด้วยซ้ำ” เหยียนหย่งฉือซุกหน้าลงกับหมอนท่าทางอยากตายเป็นที่สุดจนเสวี่ยหลงอยากสงเคราะห์อีกฝ่ายขึ้นมาตงิดๆ เพราะเริ่มรู้สึกรำคาญ

 

            “โทษเขาก็ไม่ได้เพราะท่านคิดไปลอบสังหารเขาเอง ข้าห้ามก็ไม่ฟัง ....นี่จือฉือท่านต้องยอมรับตัวเองสักทีว่าตอนนี้ตัวเองคือเหยียนหย่งฉือนะ หากเป็นอิสสตรีไม่คิดจะวังเนื้อระวังตัวก็ต้องเจอผู้อื่นล่วงเกินแบบนี้นี่แหล่ะ อย่าว่าแต่ท่านเป็นโฉมงามถึงเพียงนี้” ไป๋อี๋เซียงยิ้มด้วยรอยยิ้มลึกลับ พอได้ฟังเท่านั้นน้ำตาของเหยียนหย่งฉือที่เริ่มแห้งเหือดก็ทะลักทลายออกมาอีกรอบพร้อมกับรอยยิ้มเหยเกของเสวี่ยหลง

 

            จือฉืออย่างนั้นเหรอ...ชื่อๆ หนึ่งที่ฝั่งอยู่ในความทรงจำซึ่งเสวี่ยหลงฟังแล้วก็มีรู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเมื่อเพิ่งจะขโมยริมฝีปากของศัตรูหัวใจเพียงหนึ่งเดียวเมื่อชาติที่แล้วมาหมาดๆ แถมอีกฝ่ายยังปรากฏตัวในร่างสาวน้อยวัยแรกแย้มที่มีรูปโฉมงามล่มเมืองพอๆ กับกุ้ยเยว่เซียงเมื่อครั้งอดีต หรือถ้าคิดให้ดีก็มีความงามเทียบเคียงกับไป๋อี๋เซียงในตอนนี้ได้อย่างทัดเทียม

 

            เสียแต่ว่าพอรู้ว่าข้างในเป็นใครก็อดรู้สึกสยดสยองขึ้นมาเล็กๆ ไม่ได้ จริงอยู่ว่าชาติที่แล้วจือฉือคนนี้มีเพียงใบหน้าธรรมดาไม่โดดเด่น แต่ก็ไม่จัดอยู่ในประเภทหยาบกร้านน่าหวาดผวา ทว่าด้วยประวัติความเป็นศัตรูที่ยาวนาน รวมถึงนิสัยใจคออีกฝ่ายที่เป็นด้านตรงกันข้าม รวมไปถึงความพยายามที่จะฆ่ากันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนก็ไม่วายทำให้เสวี่ยหลงรู้สึกขนลุกขึ้นมา

 

            “ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าหลังจากท่านตายแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง” ไป๋อี๋เซียงถามหยั่งเชิงโดยไม่สนใจสีหน้ากะอักกะอ่วนและบรรยายกาศที่มืดมนลงของคนสองคนที่เคยยื้อแย่งตัวเอง เมื่อไม่เห็ยเสวี่ยหลงมีปฏิกิริยาไป๋อี๋เซียงก็เริ่มเล่าต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่ต่างจากเดิม

 

            “หลังจากท่านตาย เราก็ตาย ส่วนจือฉือที่ข้าตั้งใจให้เป็นฮ่องเต้นำพาความสงบให้แผ่นดินก็ดันฆ่าตัวตายตามข้ามาด้วย แน่นอนว่าหลังจากตายข้าถึงได้รู้ว่าที่แท้แล้วหน้าที่ที่แท้จริงของข้าและท่านรวมถึงจือฉือคืออะไร ที่จริงเพราะฮ่องเต้เฒ่าในเวลานั้นล่วงเกินองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ขัดต่อลิขิตฟ้า เง็กเซียนฮ่องเต้จึงส่งท่านที่เป็นมังกรมารมาเพื่อก่อสงครามให้แผ่นดินต้องลุกเป็นไฟผู้คนจะตายกันมากมาย แต่สำนักข้าไม่อย่างให้เป็นอย่างนั้นจึงเข้ามาขวางรวมถึงชักนำผู้ที่มีวาสนารวบรวมแผ่นดินเข้ามาร่วมต่อต้านพวกนอกด่านเอาไว้ได้ สุดท้ายท่านตาย เราตาย จือฉือก็ตาย ส่วนฮ่องเต้โฉดคลองแผ่นดินตามเดิม”

 

            “มังกรมารอย่างท่านเมื่อยังทำหน้าที่ไม่สำเร็จจึงไม่อาจกลับไป ดังนั้นเง็กเซียนฮ่องเต้ที่พิโรธจึงให้เราต้องมีชะตาในชาตินี้เพื่อให้ท่านก่อการให้สำเร็จไม่อย่างนั้นต้องถูกทัณฑ์สวรรค์เวียนว่ายเป็นภูติผีไม่ได้เกิดอีกต่อไป ส่วนจือฉือเองก็ไม่ต่างกัน ทั้งที่มีชะตาให้รวบรวมแผ่นดินแต่หลงงมงายในความรักทิ้งชีวิตตัวเองตอนนี้แม้จะให้ทำดีไถ่โทษแต่ก็ต้องมาเกิดเป็นหญิงทำให้เขายากจะทำใจยิ่งกว่าโดนทำลายวิญญาณเสียอีก” ไป๋อี๋เซียงกล่าวพรางมองจ้องมาที่ดวงตาของเสวี่ยหลงอย่างหนักแน่นราวกับจะบ่งบอกว่าสิ่งที่นางต้องการทำคือการขัดขวางเขาหากเขาทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องตาย

 

            “ถ้างั้นหมายความว่าพวกเจ้าจะช่วยให้ข้าทำแผ่นดินให้นองเลือดอย่างนั้นเหรอ” เสวี่ยหลงถามหยั่งเชิงทั้งที่สมองพองโต มิหน่ำซ้ำยังตั้งสติรับรู้เรื่องราวได้ไม่ถึงครึ่ง

 

            “แน่นอนว่าข้าจะขัดขวาง ต่อให้เป็นภูตผีหรือถูกทำลายวิญญาณข้าก็ไม่อยากเห็นผู้บริสุทธิ์ต้องตายเปล่า” เหยียนหย่งฉือกล่าวแทรกขึ้นมาทันที

 

            “ท่านนี่ไม่เข็ดสักทีนะเหยียนหย่งฉือ....สิ่งที่ท่านในฐานะเสวี่ยหลงต้องทำมีเพียงขัดขวางองค์รัชทายาทในตอนนี้ที่เป็นวิญญาณเดิมของฮ่องเต้โฉดกลับมาเกิดใหม่ในตอนนี้ไม่ให้คลองแผ่นดิน เจ้านี่แม้ตายไปก็ยังเล็ดรอดมาจากการจับกุมและกลับมาเกิดใหม่ในสายเลือดของตัวเอง ดังนั้นสิ่งที่ข้าจะขอร้องท่านก็คือชิงแผ่นดินมาเพียงอย่างให้เหล่าราษฎรต้องล้มตายก็เพียงพอ ทั้งข้าและเหยียนหย่งฉือจะคอยช่วยท่านเอง ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยข้าจะค่อยๆ อธิบายให้ท่านฟัง” ไป๋อี๋เซียงดุเด็กสาวในชุดแดงก่อนจะหันมากล่าวกับเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เมื่อเง็กเซียนมีบัญชาจะให้แผ่นดินเปลี่ยนมือให้ได้ นางก็ขอหาทางให้ละมุ่นละม่อมที่สุด

 

“เจ้าแน่ใจได้ยังไงว่าข้าคือจอมมารคนนั้น ยาพิษฆ่าคนหลายขนานที่เจ้าให้เหยียนหย่งฉือส่งมานั่นตลอดหลายปีหากไม่ใช่ข้าจริงๆ เจ้าไม่คิดว่าจะเป็นการฆ่าชีวิตที่บริสุทธิ์ไปหนึ่งชีวิตหรือยังไง หลักการที่ว่าจะปกป้องผู้บริสุทธิ์ของเจ้ามันแค่ลมปาก นี่ขนาดเป็นข้ายาพิษก็ยังอันตรายจนพิษไปสะสมกับพิษเดิมจนข้ามีใบหน้าแบบนี้” ไหนๆ ก็ความแตกแล้วเสวี่ยหลงจึงใช้โอกาสนี้ต่อว่าพร้อมทั้งใส่ความอีกฝ่ายไปในทีเดียว จริงอยู่ที่เขาฝึกวิชาพิษ แต่การส่งพิษที่รุนแรงมาทดสอบนั่นก็ทำให้เขาเจ็บตัวไม่น้อย แล้วยิ่งอีกฝ่ายไม่รู้ว่าใบหน้าของเขาเป็นเพียงของที่ตกแต่งขึ้นมาก็ยิ่งทำให้คำพูดเขาดูมีน้ำหนักกว่าเดิม

 

            “เรื่องนั้นข้าให้หย่งฉือส่งยาแก้พิษธรรมดาไปก่อนเพราะทีแรกเรายังไม่มั่นใจ ต่อมาข้าถึงได้หย่งฉือส่งยาพิษธรรมดาที่ไม่ถึงตายไปเพื่อทดสอบ จนแน่ใจว่าทำอะไรท่านไม่ได้แล้วจึงลองให้ส่งยาพิษรุนแรงมาทดสอบดูข้าถึงได้มั่นใจว่าเป็นท่านแล้วถึงให้ส่งยาพิษมาต่อเนื่องเพื่อช่วยท่านฝึกวิชา แต่ก็อยู่ในขอบเขตของพิษธรรมดาที่สามารถแก้ไขได้และไม่ถึงตายในทันที......เหยียนหย่งฉือนี่ท่านแอบทำอะไร” ไป๋อี๋เซียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง สายตาที่ปรายมองไปทางร่างบางในชุดแดงแสดงออกถึงความโกรธอย่างชัดเจน

 

            “แล้วไหนจะเรื่องแนะนำให้อาจารย์ปู่ข้าจับข้าฝึกกำลังกายทั้งที่ยังถูกพิษ แล้วไหนจะให้ใช้เตียงหยกเย็นเพียงให้ข้าพิษกำเริบฝึกวิชาไม่ได้ ที่ผ่านมาพวกเจ้าจงใจสังหารข้าชัดๆ พอเห็นว่าข้ารอดตายแล้วจะมาขอความร่วมมือไม่คิดว่านี่เป็นการเรียกร้องเกินไปรึไง แค่ข้าไม่คิดล้างแค้นก็น่าจะเรียกว่ามีน้ำใจเพียงพอแล้ว” เสวี่ยหลงกล่าวความแค้นร่ายยาวด้วยท่าทางไม่ถือสา แต่หางตางแอบมองใบหน้าซีดขาวของเหยียนหย่งฉือ กับสายตาที่เยียบเย็นขึ้นทุกทีของไป๋อี๋เซียงอย่างสบอารมณ์

 

            “ข้าไม่ได้ตั้งใจเจาะจงจะฆ่าเขานะ แต่ข้าไม่อยากได้คู่หมั้นนี่นา....ถึงจะเป็นคนอื่นข้าก็จะหาทางเชือดทิ้งให้ดูเป็นธรรมชาติอยู่ดีนั่นแหล่ะ” เหยียนหย่งฉือกล่าวแก้ตัวตะกุกตะกักด้วยท่าทางน่าสงสารจนเสวี่ยหลงอดจะสมเพชคู่ปรับตัวเองไม่ได้ หากเป็นเขาเองต้องตกอยู่ในสภาพนี้ก็ไม่แน่ว่าจะทำอย่างเดียวกัน

 

            “ชาตินี้เจ้าก็ตั้งใจว่าจะทำเพื่อผู้คนอย่างนั้นเหรอไป๋อี๋เซียง....” เสวี่ยหลงถามอย่างปลิดปลงพื่อเปลี่ยนเรื่องเพราะเห็นใจเหยียนหย่งฉือขึ้นมาตงิดๆ

 

            “แน่นอนว่าข้าตั้งใจไว้เช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร นี่เป็นสิ่งเดียวที่ข้าจะยึดถือตลอดไป” ไป๋อี๋เซียงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

 

            “ส่วนเจ้าแม้อยู่ในร่างนี้ก็จะเป็นหญิงรักหญิงยอมทำตามไป๋อี๋เซียงต่อไปสินะ” เสวี่ยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามเล็กน้อย แต่ในใจก็ยอมรับในความรักของคนผู้นี้ไม่น้อยเช่นกัน

 

            “แค่บทลงโทษที่ผ่านมาข้าก็รู้แล้วน่าว่ามันเป็นเพียงความหลงงมงายในรักของข้าเอง ตอนนี้นางและข้าเป็นเพียงสหายกัน แต่ข้าจะทำคุณไถ่โทษเมื่อชาติที่แล้วของข้าที่โง่เง่าไม่รู้ความ ไม่เช่นนั้นคงไม่ทำให้ให้ชะตาของข้าและนางเป็นเช่นนี้ ที่จริงแม้เจ้าจะตายไปขัดกับชะตาฟ้า แต่หากข้ารวบรวมแผ่นดินจนสำเร็จทุกอย่างก็ยังเป็นไปตามลิขิตสวรรค์ แต่เพราะข้าโง่เขลา คนที่ข้ารักและตัวข้าเองจึงตกอยู่ในสภาพนี้....แต่แน่นอนว่าข้าไม่ยอมกลายเป็นผู้หญิงไปทั้งอย่างนี้แน่ ข้าจะต้องสร้างความชอบแล้วกลายเป็นแม่ทัพสวรรค์รูปงามที่บรรดานางฟ้าต่างหลงใหลให้ได้” เหยียนหย่งฉือเองก็กล่าวอย่างหนักแน่น หลังจากเริ่มรู้นิสัยจริงของกุ้ยเยว่เซียงผ่านคราบของไป๋อี๋เซียงเขาก็เปลี่ยนจากหลงใหลเป็นรู้สึกไม่ต่างกับหนูกลัวแมวแล้วอย่างนั้นจะให้มองนางเป็นคนรักคงไม่ไหว อย่าว่าแต่เขารู้แล้วว่าที่จริงอีกฝ่ายไม่ได้มีใจต่อเขาในทำนองนี้ เพียงแต่มุ่งหวังให้เขารวบรวมแผ่นดินเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าทำไมคำพูดของเหยียนหย่งฉือถึงทำให้เสวี่ยหลงนึกหมั้นไส้อีกฝ่ายขึ้นมาตงิดๆ ไม่เหมือนกับที่รู้สึกนับถือไป๋อี๋เซียงทั้งที่สิ่งที่จะทำก็เหมือนๆ กัน ต่างกันแค่ที่ผลลัพธ์ที่แต่ละคนวาดหวังไว้

 

            ดูท่าเรื่องราวจะยุ่งวุ่นวายกว่าที่เขาคิดไปมาก เสวี่ยหลงจ้องมองใบหน้าเตรียมใจของไป๋อี๋เซียงครู่หนึ่งก่อนจะเหลือบตาไปมองเหยียนหย่งฉือที่มีสีหน้าละเมอเพ้อพกอยู่บนเตียงของเขาอย่างชั่งใจ

 

คนหนึ่งก็เป็นเทพธิดาวัยแรกแย้มที่ข้างในเขาไม่อยากจะไปนึกถึง ส่วนอีกคนที่แม้จะมีเค้าความงามที่ตราตรึงเขาในอดีตแต่เมื่อถึงอายุของนางงามน้อยในตอนนี้เขาก็ต้องยอมรับว่าตัวเองไม่มีความโรคจิตพอจะนึกพิศวาส

 

            เรื่องปวดหัวเพราะสาวงามน่ะมีชาติเดียวก็พอ เขารู้สึกเข็ดขยาดแล้ว.....นี่ยังมีอดีตชาติของอดีตชาติหรือลิขิตฟ้าเพิ่มขึ้นมาอีก....

 

ช่างมันประไรไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับเขาสักหน่อย ในเมื่อไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำเขาก็ไม่ถูกต้องโทษไปด้วย..... เสวี่ยหลงฉีกยิ้มออกมาทันทีเมื่อได้ข้อสรุปในใจ อาการที่อยู่ๆ เขาก็ลุกขึ้นมาเปิดหน้าต่างออกกว้างทำให้อีกสองคนในห้องดูจะจับต้นชนปลายไม่ถูก

 

            “อย่าคิดจะหนีนะ....” เป็นเหยียนหย่งฉือที่มีปฏิกิริยาว่องไวคาดเดาอาการของเสวี่ยหลงที่แปลกประหลาดพิกล

 

            “เสวี่ยหลง....ท่านกับพวกเรามีวาสนาผูกพันกันตั้งแต่ชาติก่อนยังไงปัญหานี้เราต้องแก้ร่วมกัน ท่านจะทิ้งไปแล้วหนีอย่างนี้ไม่ได้” ไป๋อี๋เซียงกล่าวด้วยเหตุผล สีหน้าเรียบเฉยดูร้อนรนขึ้นเล็กน้อยเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายจะหนีออกนอกหน้าต่างไป อาศัยแค่การทำนายกว่าจะตามรอยเด็กหนุ่มมาถึงที่นี่ได้ยังใช้เวลามานานเกือบเท่าอายุตัวเอง หากให้อีกฝ่ายหนีไป ไม่รู้ว่าแผ่นดินกว้างใหญ่เมื่อไหร่จะหาพบ อย่าว่าแต่เสวี่ยหลงจะจงใจหลบซ่อนเอง

 

            “ข้าไม่คิดจะหนีอยู่แล้ว....กุ้ยเยว่เซียง...ไม่สิไป๋อี๋เซียง..ชาติที่แล้วเราไม่มีวาสนาต่อกัน ชาตินี้ก็คงไม่ ดังนั้นขอข้าอยู่อย่างสงบๆ เถอะนะข้าจะนอนแล้ว เพราะงั้นผู้บุกรุกอย่างพวกเจ้าต้องไปได้แล้ว” พูดจบเสวี่ยหลงก็ฉีกยิ้มกว้างเดินตรงเข้าไปอุ้มเทพธิดาน้อยขึ้นมาด้วยความทะลุถนอมก่อนจะจับอีกฝ่ายโยนออกนอกหน้าต่างอย่างไปใยดี แน่นอนว่าเขาก็จัดการทำอย่างเดียวกันกับเหยียนหย่งฉือแล้วปิดหน้าต่างลงโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านหรือโวยวายแต่อย่างใด

 

            ตกลงไปแค่นี้คงไม่ถึงตายหรอกมั้ง....ถึงจะยังอายุน้อยแต่เหสวี่ยหลงก็เชื่อว่าทั้งคู่ต้องมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่ไม่น้อย

 

สำหรับเสวี่ยหลงแล้วที่ยิ่งกว่าจะไม่เชื่อถือว่าเรื่องทั้งหมดที่ไป๋อี๋เซียงเล่าคือเรื่องจริงก็คือคิดว่ามันไร้สาระสิ้นดีที่คิดจะเข็นจอมมารที่ตอนนี้เป็นแค่เด็กหนุ่มปวกเปียกและไม่มีอะไรเลยคนหนึ่งให้ไปต่อกรกับรัชทายาทในตอนนี้

 

อย่าว่าแต่จะหากทางสังหารรัชทายาทยังไงเลย แค่เมืองหลวงอยู่ตรงไหนตัวเขาในตอนนี้ก็ยังไม่รู้และไม่คิดจะรู้ แน่นอนว่าจะให้เขาดั้นด้นลำบากลำบนยิ่งไม่มีทาง สู้ซุกตัวในที่สงบๆ มีคนคอยเอาใจก็ไม่ได้

 

            เสียเวลาไปเปล่าๆ แท้ๆ สู้เอาเวลาไปเสวยสุขหรือฝึกวิชายังดีซะกว่า.....

 

            เสวี่ยหลงกลับขึ้นเตียงนอนปล่อยม่านลงมาปิดไว้ก่อนจะนั่งลงฝึกโคจรลมปราณให้สงบนิ่ง แม้เขาจะสำเร็จวิชาขั้นสูงได้ในระดับหนึ่งก็ยังไม่ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าไร้เทียมทาน แม้จะมาถึงขั้นนี้ด้วยอายุเพียงเท่านี้ แต่หากให้เทียบกับความเก่งกาจในชาติที่แล้วก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กน้อยหัดคลานเท่านั้น

 

            ยิ่งไปกว่านั้นร่างกายของเขาก็ยังไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่ ถึงภายนอกจะดูเหนือกว่าเด็กทั่วไปมาก แต่เพราะเร่งร้อนฝึกวิชามากเกินไปประกอบกับฝึกพิษมาตั้งแต่เด็ก ยังไม่รวมที่เกือบตายสมัยที่ยังเป็นทารกน้อยทำให้เสวี่ยหลงรู้สึกว่าร่างกายตัวเองมีข้อจำกัดมากมาย รวมทั้งพลังสองสายที่อยู่ในร่างหากไม่ควบคุมให้ดีก็ยังนับว่าเป็นอันตราย

 

            หากให้เลือกวิ่งวุ่นไปตามลิขิตบ้าๆ บอๆ ทำเพื่อแผ่นดินอีกครั้ง ไม่สู้รักษาร่างกายตัวเองให้ดีสำเร็จวรยุทธสูงล้ำแล้วท่องเที่ยวไปทั่วแผ่นดินไม่ใช่มีความสุขกว่าหรือ....

 

            กับแค่แผ่นดินจะอยู่ในมือใครก็ไม่เห็นว่าเขาจะเดือดร้อนประการใด อีกทั้งชาวบ้านทั่วไปก็ย่อมมีทางเป็นของตัวเอง ไม่ว่าเง็กเซียนฮ่องเต้จะดำริอย่างไร ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามบัญชาฟ้าอยู่แล้วจะให้เขาวุ่นวายไปทำไม

 

            แผ่นดินตั้งกว้างใหญ่หากขาดตัวละครเล็กๆ อย่างเขาไปสักคนก็ใช่ว่าทุกอย่างจะหยุดนิ่ง หากรัชทายาทนั้นจะกลายเป็นฮ่องเต้โฉดเขลาจริงสุดท้ายก็ต้องถูกประชาราษฎรโค่นล้มลงไปดั่งคำกล่าวที่ว่าน้ำพยุงเรือได้ก็ย่อมโค่นเรือได้เช่นกัน

 

หากไป๋อี๋เซียงและเหยียนหย่งฉือปราถนาจะเป็นตัวหมากในกระดานก็เป็นไปเขาขอเป็นเพียงแค่คนชมอยู่นอกกระดานก็เพียงพอแล้ว

 

เด็กหนุ่มยิ้มเล็กน้อยกับความคิดตัวเองก่อนจะจมเข้าสู่ห้วงของความสงบชักนำลมปราณเข้าสู่จุดต่างๆ ในร่างกายตัวเองอย่างแช่มช้าและต่อเนื่องไปตลอดจนกระทั่งรุ่งสางทิ้งเรื่องราววุ่นวายที่เกิดขึ้นปล่อยให้เป็นเพียงความฝันแค่ตื่นหนึ่ง

 

“ศิษย์พี่ใหญ่ๆ “ เสียงเคาะประตูพร้อมเสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความสดใสของหลันอี้ดังขึ้นทำให้เสวี่ยหลงขยับกายอย่างเกียจคร้าน หลังจากเลิกม่านออกมาก็คว้าเอาผ้าชุบน้ำอุ่นในอ่างที่สาวใช้เตรียมไว้ให้แต่เช้าตรู่ขึ้นมาเช็ดหน้าอย่างลวกๆ ก็เปิดประตูออกไปต้อนรับศิษย์น้องเล็กคนโปรดพร้อมด้วยหน้ากากไม้อันเดิม

 

“ศิษย์พี่สี่กับน้องไป๋อี๋ก็จะไปเที่ยวเล่นแล้วก็ขึ้นเขากับเรา ดีจังเลยข้าจะได้มีเพื่อนเล่นบ้าง” หลันอี้ยิ้มพร้อมทั้งบอกเล่าอย่างมีความสุขเพราะบนวังหยกขาวมีเพียงหลันอี้เท่านั้นที่เป็นเด็กผู้หญิงจึงขาดแคลนเพื่อนเล่นอย่างถึงที่สุด ที่ด้านข้างเด็กน้อยไร้เดียงสาตอนนี้ประกอบด้วยเหยียนหย่งฉือที่ขอบตายังแดงก่ำเล็กน้อย กับไป๋อี๋เซียงที่ถูกจูงมืออยู่ด้านข้างศิษย์น้องเล็กด้วยท่าทางที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่า

 

เล่นเอาเสวี่ยหลงรู้สึกถึงเส้นเลือดที่เต้นเป็นจังหวะอยู่ที่ขมับ....รอยยิ้มกว้างที่มีไว้ตอนรับหลันอี้กลายเป็นรอยยิ้มค้างไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

นี้เป็นครั้งแรกที่เสวี่ยหลงคิดว่าตัวเองไม่น่าเกิดมาพร้อมความทรงจำเดิมเอาซะเลยจะได้ไม่ต้องมารับรู้ แต่คิดอีกทีถ้าเขาเกิดใหม่มาโดยไร้ความทรงจำและเป็นเด็กไร้เดียงสาจริงก็ไม่รู้ว่าจะถูกเจ้าคนดื้อด้านสองคนนี้ลากจูงไปในทิศทางใด ไม่ว่าจะทางไหนก็น่าปวดหัวพอๆ กันจนเด็กหนุ่มได้แอบถอนหายใจยืดยาว

 

ดูท่าว่าชีวิตเขาจะหาความสงบไม่ได้ซะแล้ว.......

 

           

 

 

 

 

            ..........................................................
 

            เนื้อเรื่องพอรับได้มั้ยคะ พยายามจะแก้แล้วแก้อีก สุดท้ายก็ต้องเอาอันเดิม.... เห็นคุณตัวหนอนสายรุ้งอุตส่าห์ท้วงทั้งที่ดองยาวขนาดนี้ T____T  เลยจำใจลงอันเดิม แบบว่าดีที่สุดได้แค่นี้จริงๆ ค่ะ กลัวจะรับเหยียนหย่งฉือกันไม่ได้ แต่แก้กว่านี้มันต้องเปลี่ยนเนื้อเรื่องแล้วละนะ /ขอโทษจริงๆ

            ปล.ถ้ายังมีคนคิดจะอ่านอยู่จะมาลงสัปดาห์ละตอนนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

169 ความคิดเห็น

  1. #161 montakthai (@montakthaibuaban) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 08:08
    รออ่าน ชอบค่ะ เนื้อคู่พระเอกจะเป็นชายในร่างหญิง เดาไม่ถูกเลย
    #161
    0
  2. #126 1Bishop1 (@vbfip6db2010) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 03:06
    ส่วนตัวผมอยากให้พระเอกมีความคิดที่จะไม่ยุ่งแบบนี้ไปตลอด
    แต่ผมคิดว่ายังไงซะเดี๋ยวมันก็ต้องทำตาม2คนนี้มากกว่า =.=
    #126
    0
  3. #105 Narit Noomee (@panom05) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 / 18:49
    ติดตามอ่านแน่นอน กดไลค์ให้ครับ
    #105
    0
  4. #100 WonderFul Life (@auzethirst) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 / 16:07
    ก็มาแปลกๆ แต่ก็อ่านได้เรื่อยๆ นะ สนุกแปลกแหวกแนว .... ดีออก
    #100
    0
  5. วันที่ 18 พฤษภาคม 2558 / 16:35
    ขอบคุณค่ะ ถึงว่าทำไม ขยันส่งยาพิษมาให้ฝึกวิชากับการให้คำปรึกษาท่าน ปู่ทั้งหลาย 
    รอตามต่อไปนะค่ะ สู้ๆ 
    #69
    0
  6. #63 Chedta Malai (@chedta1998) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2558 / 11:37
    ขอไห้พระเอกไม่อกหักช้ำ2น่ะคับ ขอบคุณมากคับ
    #63
    0
  7. #61 DarKAEgiS (@DarKAEgiS) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2558 / 11:22
    ขอบคุณมากครับ ถือว่าไรท์สัญญาแล้วนะครับ
    ไรท์สู้ๆๆ
    #61
    0
  8. #60 uาeต้uไม้ (@maddogmike) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2558 / 00:09
    ตามมมจ้าาา
    #60
    0
  9. #59 Papat22 (@bow-228) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2558 / 22:44
     ตามแน่นอนค่ะ เอาจริงๆตอนแรกนึกว่าเหยียนหย่งฉือคือคนที่พ่อมังกรหิมะของฉัน(?)เคยรักเมื่อชาติก่อนแต่ดีแล้วที่ชาตินี้เลิกแล้วต่อกันไป(รึเปล่าหว่าา)เอาเป็นว่ารออ่านตอนต่อๆไปแน่นอนคร่าาไรท์ ;)
    #59
    0
  10. #58 Shocolade (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2558 / 22:40
    อ่านแน่นอนค่ะ! หักมุมเรื่องของน้องสี่ 55
    #58
    0
  11. #57 ultraman (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2558 / 20:21
    มาลงชื่อยืนยันว่าอ่านครับ



    แล้วจะตามอ่านไปเรื่อยๆ ครับ
    #57
    0
  12. วันที่ 17 พฤษภาคม 2558 / 20:06
    อืมๆ พอได้ครับ อย่างนี้ค่อยสมเหตุสมผลกว่าเดิมหน่อยนึงครับ
    #56
    0
  13. #55 daidochi (@daidochi) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2558 / 18:35
    หายไปนานมาเลยนะคะ แต่ยังติดตามอยู่เสมอ จะรอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่ะนะคะ
    #55
    0
  14. #54 Keattiprapol Sukkum (@keattiprapol) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2558 / 18:15
    อ่านตลอดครับ... เป็นกำลังใจให้ แต่งต่อไปน่ะครับ ผมรอติดตามอยู่
    #54
    0