99 Click! พลิกรัก

ตอนที่ 12 : วังวน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ก.ย. 60


คลิกที่ 12
วังวน


          เช้าที่สดใส แสงตะวันบาดตาทันทีที่พ้นดาดฟ้าตึก ไม่มีรุ่งสาง ไม่มีแสงสีเหลืองทองและสีฟ้าอ่อนจาง ไม่มีไอน้ำค้างไว้สำหรับประทินผิวกายให้สดชื่น ยังดีที่มีเสียงนกตัวเล็กๆอยู่บ้าง บ่งบอกว่าเช้านี้ไม่ได้แย่นัก แต่ตอนสายๆและบ่ายจะเป็นช่วงที่ทรมานที่สุด ความร้อนทำให้ทุกคนหลบอยู่แต่ในห้อง เปิดแอร์ เย็นสบาย ทว่าแอร์ทำให้อากาศด้านอกร้อนขึ้น เมื่อร้อนขึ้นก็ยิ่งเร่งแอร์ให้แรงขึ้น แต่ก่อนยี่สิบห้าองศาก็พอ อยู่ไปนานๆเริ่มชิน เมื่อชินจะรู้สึกว่ามันไม่เย็น พอไม่เย็นก็เร่งอีก คราวนี้ยี่สิบสอง ยี่สิบ สิบแปด แล้วมันก็ยิ่งเร่งให้อากาศในเมืองร้อนขึ้นอีก เป็นวัฏจักรวงจรอุบาท นับวันยิ่งทวีคูณ ดาต้าพยายามนึกถึงสิ่งนี้ทุกวัน เตือนตัวเองให้กลับไปนึกถึงสัมผัสของอากาศบริสุทธิ์ของทุ่งนาป่าเขา ไม่รู้ทำไมถึงชอบแบบนั้น ค่ายอาสาครั้งนั้นเปลี่ยนความชอบของเขาไปเลย เดี๋ยวนี้อากาศในเมืองไม่น่าอยู่ มีกลิ่นคอนกรีต กลิ่นถนน ล้วนแล้วแต่เป็นกลิ่นที่คนเมืองเท่านั้น ที่จะเห็นมันเป็นความปกติ
          เพราะเป็นคนฝังใจ ทำให้ดาต้ายึดติด เรื่องบางอย่างใช่ว่าจะทำความเข้าใจและปล่อยวางได้ อย่างเช่นเรื่องแม่ เขารู้สึกแย่ที่ทำกับแม่แบบนั้น จะอย่างไรเธอก็ไม่ควรได้รับความอ้างว้างจากลูกตัวเอง แม่เคยเป็นคนดี มีน้ำใจ แม่เปลี่ยนไปหลังพ่อไม่อยู่ เขาไม่รู้รายละเอียดในเรื่องนี้เลย แม้คนแถวบ้านจะคอยพูดคอยบอก แต่ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องไม่ดีทั้งนั้น ซึ่งดาต้าไม่คิดอยากจะปลงใจเชื่อใครสักคน เมื่อวานน้องชายพูดเรื่องรักษาแม่ขึ้นมาทำให้เขาเกิดความคิด ถ้าหากเรื่องนี้มีทางแก้ได้หลายทางอย่างที่พี่ขุนพลว่า การช่วยเหลือน่าจะเป็นทางเลือกที่ควรพยายาม 
          วันนี้เขาตื่นเช้ากว่าทุกๆวัน ตั้งแต่นี้ไปต้องตื่นเช้า ต้องทำอาหาร ต้องจัดการจัดเตรียม จะนอนไม่ลุกแบบเดิมไม่ได้ เพราะมีคนให้ต้องดูแล ดูแลลวกๆไม่ได้ ทิ้งขว้างไม่ได้ เลือกจะดูแลแล้ว เลือกจะสั่งสอนแล้ว พูดแล้วต้องทำ และต้องทำให้ได้ เรื่องนี้ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีการผ่อนปรน
          “โฟลเดอร์ หลับในห้องน้ำหรอ” ดาต้าตะโกนเรียกจากระเบียง น้องชายเข้าไปราวสิบนาทีได้แล้ว
          “เสร็จแล้วค๊าบบบ” เสียงอู้อี้ตอบกลับมา
          เมื่อวานนายขุนพลมาส่งที่หอ โฟลเดอร์ติดขุนพลทันทีที่รู้จักกัน รายนั้นพออยู่กับเด็กก็กลายเป็นเด็กไปด้วย ชวนเด็กเล่น เด็กชวนเล่น พี่แกเล่นมันทั้งหมดนั่นแหละ ระหว่างทำอย่างอื่น เดินเที่ยว หรือกินข้าว ถ้าไม่หยอกพี่ชายตัวโตคนใหม่เล่น ก็จะยิงคำถามใส่ ขุนพลใจดีตอบให้บ่อยๆ แต่ดูเหมือนไอ้ตัวเล็กจะได้ใจ ดาต้าเพิ่งจะรู้เหมือนกันว่าน้องชายตัวเองเป็นคนขี้สงสัย คงเพราะอยู่บ้านไม่กล้าเอ่ยปาก กลัวโดนบ่นโดนว่า เขารู้สึกว่าตัวเองคิดถูกขึ้นมาอีกนิด กับการเลือกพาน้องชายออกมานอกบ้าน
          “ไปเร็ว สายแล้ว” ดาต้าหลบเข้าห้อง เตรียมเสื้อนอกตัวเอง หยิบชามซีเรียล เตรียมกุญแจรถรอ เขาคำนวณแล้วว่าหากออกไปช้ากว่านี้คงเข้าแถวไม่ทัน 
          น้องชายออกมาจากห้องแล้ว กลิ่นตามออกมาด้วยนิดหน่อย แต่เสื้อผ้ายังโอเค “จะไปเลยหรอคับ” น้องชายเอ่ยถาม
          “เดี๋ยวไม่ทันไง อาหารเช้าขึ้นไปกินบนรถก็ได้” โฟลเดอร์เข้าใจ ไม่งอแง หยิบเป้สีฟ้าสลับขาวมาสะพายหลัง ท่าทางร่าเริงกระตือรือร้น
          ดาต้าพยายามขับช้าๆ อันที่จริงก็ช้าอยู่แล้วล่ะนะ เร็วกว่านี้ไม่ได้แล้ว เขาไม่ได้ขุ่นเคืองแต่กำลังเหม่อมอง มองรถคันอื่น พนักงานที่ยกข้อมือตัวเองดูบ่อยๆ คุณอาที่เปิดกระจกพ่นควันขาวฟุ้ง มอเตอร์ไซค์ทั้งวินและส่วนตัวพยายามแทรกไปตามช่องรถอย่างมีความหวัง ต่างคนต่างมีจุดหมายปลายทาง ไม่ข้องเกี่ยวกัน ไม่ทักทายกัน บนทางเท้า ผู้คนเดินขวักไขว่ เดินชนหัวไหล่ ไม่รู้ไปไหน เดินไปก็เดินมา—ถุย ร้องเป็นเพลงเลย แต่นั่นแหละ คนเยอะ ใครมีร้านอาหารข้างทางแถวหน้าบริษัท สำนักงาน หรือโรงเรียนจะดี ช่วงเช้าเหมือนมดแตกรัง เวลาเร่งรีบ ท้องสำคัญที่สุด เมื่อท้องอิ่มอารมณ์ดี อารมณ์ดีงานดี แม่ค้าพ่อขายจึงสรรหาวิธีเติมเต็มท้องคนรีบด้วยอาหารง่ายๆ ถูกๆ แต่อิ่ม ต้นทุนไม่เยอะ คุณค่าทางอาหารไม่เยอะ แต่ขายง่าย ได้เงินง่าย
          เขาหันมองน้องชาย กินซีเรียลใส่นม อาหารฝรั่ง ไม่ดีเหมือนกัน เด็กกำลังโต เรื่องกินควรพิถีพิถัน อบรมให้เป็นนิสัย เขาต้องหัดทำอาหาร หัดเลือกซื้อ หัดปรุงให้ถูกปาก โฟลเดอร์ชอบกินเนื้อย่าง เนื้อทอด ดาต้าไม่อยากให้กินมาก เขาต้องหาวิธีอื่น อาหารอย่างอื่น แต่เดี๋ยวค่อยไปคิด ตอนนี้เขาอยากรู้เรื่องการเรียนของน้องชาย 
          “โฟลเดอร์ชอบโรงเรียนป่ะ” เด็กชายถูกถาม หันมาหาพี่ชาย ปากยังเปื้อนนมอยู่บ้าง และอมอาหารแก้มตุ่ย
          “ฮอบ—“ น้องกลืนอาหารในปากลงคอ “ชอบคับ สนุกดี มีเพื่อน”
          “แล้วเราเล่นอะไรกับเพื่อนบ้างล่ะ”
          “ผมชอบฟุตบอล ครูต๊ะบอกว่าผมเล่นเก่ง”
          “เก่งจริงรึเปล่า...โม้เปล่า—“ ดาต้าแกล้งหยอกน้อง
          “พี่ดาต้ามาแข่งกับผมมั๊ยล่ะ” นั่นแน่ นักเลงโตซะด้วย
          “แล้วเรียนล่ะ มีวิชาไหนน่าปวดหัวมั๊ย” 
          “อืม...” โฟลเดอร์ทำสีหน้าหนักใจคิด ดาต้าเดาเอาว่าคงไม่อยากพูดถึงสิ่งที่ตัวเองทำได้ไม่ดี แต่ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีอย่างไรก็ตาม  มันคือสิ่งที่ควรพูดออกมา พูดแล้วให้มันละลายไป ไม่ต้องมาหนักใจ
          “อย่างพี่นะ ตอนเรียนพี่ก็โอเคนะ ไม่มีอะไรยากหรือง่าย มีอยู่อย่างเดียวที่ทำให้หัวพี่แทบระเบิด”
          “อะไรหรอ”
          “ศิลปะไง พี่ไม่ชอบวาดรูป งานประดิษฐ์ก็ไม่เก่ง เรียนที่ไรเกือบตกตลอด”
          “แต่ผมชอบวาดรูปนะครับ...”
          “มีอะไรที่ไม่ชอบบ้างล่ะ”
          “อืม คงเป็นวิทยาศาสตร์มั๊งคับ”
          “วิทยาศาสตร์เนี่ยนะไม่สนุก ทำไมเราถึงคิดอย่างนั้นล่ะ”
          “ก็...” โฟลเดอร์เหลือบมองพี่ชายเชิงขออนุญาต “คุณครูพูดไม่รู้เรื่อง ผมฟังไม่เข้าใจเลย พอตอบผิดก็โดนว่า หาว่าผมไม่ตั้งใจฟัง”
          “หรอ..” ดาต้รู้สึกฉุนกับวิธีการสอนของครูคนนี้เล็กน้อย “แล้วโฟลเดอร์คิดยังไง เราจะทำยังไงดี”
          “ผมหรอ...ผมพยายามอ่านแล้วนะ มีแต่เรื่องยากๆ ไม่เข้าใจอยู่ดีอ่ะ”
          ผู้เป็นพี่ชายเห็นปัญหาแล้ว ความไม่ชอบแบบนี้เกิดจากความไม่เข้าใจ ถ้าปล่อยไว้จะกลายเป็นจุดอ่อนในภายภาคหน้า เขาคิดจะปรับพื้นฐานให้น้องใหม่ ให้มองว่าเรื่องที่ไม่ชอบเป็นเรื่องที่สนุก “ถ้างั้น...เดี๋ยวพี่จะช่วยสอนให้แล้วกันนะ ดีมั๊ยเอ่ย”
          “เอ่อ...”
          “รับรองไม่น่าเบื่อเหมือนที่โรงเรียนแน่นอนเลย”
          “คับผม” น้องชายตะเบ๊ะให้หนึ่งที เป็นอันว่าเสร็จสิ้น มีเรื่องให้ต้องทำเพิ่มอีกอย่างแล้ว คิดไปคิดมา มันเริ่มจะยุ่งๆแล้วสินะ


----------------------------------------------------------------------


           ดาต้ากำลังคิด ระยะทางจากโรงเรียนมาที่มหาลัยผลาญเวลาไปเยอะพอสมควร เขากำลังหาทางร่นเวลาเข้ามา อย่างที่นายขุนพลว่า ทางแก้ปัญหามันมีหลายทาง หนึ่งในนั้นคือย้ายโรงเรียนให้ใกล้ที่พักมากขึ้น ไม่รู้โฟลเดอร์จะยอมรึเปล่า ตอนนี้ดาต้ากินข้าวกลางวันเต็มสูบ ในใจเกิดความเร่งรีบในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จู่ๆเวลาทุกวินาทีก็ดูจะสำคัญขึ้นมา มากเกินกว่าจะเอาไปคิดเรื่องไร้สาระ ความเปลี่ยนแปลงนี้ดีดี้ไม่เคยพลาดอยู่แล้ว เธอทักขึ้นมาทันทีที่พบกัน และตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในโรงอาหารคณะสถาปัตยกรรมอีกครั้ง ดาต้าจะมารอดักคุยกับขุนพลเรื่องโฟลเดอร์ เพราะน้องเขาดูจะอยากให้นายขุนพลมาสอนกีตาร์ใจจะขาด ความจริงจะให้พี่ตัวเองสอนก็ได้ ทำไมต้องไม่เชื่อใจกันด้วยก็ไม่รู้
           “มึงเห็นเขามาเรียนป่ะ” ดาต้าถามเพื่อน
           “ไม่โทรไปถามเลยล่ะ มาถึงขั้นนี้กันแล้ว” ดาต้าแทบสำลักข้าว ไอ้คำว่าขั้นนี้มันฟังแล้วสยึมกึ๋ย 
           “ขั้นไหน บ้า ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย” เขารีบปฏิเสธดักคอไว้ก่อน เรื่องเขากับนายขุนพลเคยมีอะไรกันยังเป็นความลับยิ่งยวด แม้แต่ดีดี้ก็ยังไม่รู้
           “พี่เขาอุตส่าห์แปลงร่างเป็นพระเอกขี่ม้าขาวไปช่วยแกเลยนะเว้ย” เพื่อนสาวออกอาการรุนแรงมากกว่าคนอื่นนิดหน่อย ไม่รู้จะมาลุ้นอะไรนักหนา “แบบนี้แกยังรออะไรอีกล่ะ”
           เขาคิดตามแล้วแอบเห็นด้วย บางที...  “กูแค่อยากแน่ใจมั้ง”
           “แน่ใจอะไรของมึงวะ” ดีดี้งงงวยหนักมาก แต่เขาไม่คิดอยากตอบ ในความคิดดาต้า ก็คงยอมใจไปแล้ว เพียงแค่มันต้องมากกว่านี้สิ ถึงเขาจะรู้สึกดีที่มีนายขุนพลข้างกายแค่ไหน แต่ความรู้สึกหลังที่ไม่มีเขาอยู่มันไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นจะเป็นจะตาย ใจบางส่วนมันบอกว่ายังไม่ใช่ ยังไม่ถึงเวลา
           ในระหว่างสนทนา เสียงล้อรถบดก้อนหินดังแหวกอากาศ ออดี้สีดำขลับไถลมาจอดริมฟุตบาท ตรงโต๊ะที่ดาต้านั่งอยู่พอดี สภาพรถหรูดูดีแต่ไม่มีราศีสักนิด เขาส่ายหน้าน้อยๆแล้วเตรียมคำพูดไว้ที่ปาก รอคนขับลงจากรถ แล้วพ่นใส่... “ล้างมั่งก็ดีนะ รถมึงน่ะ เกรงใจยี่ห้อรถหรูเขาบ้าง” ไอ้เอสทำหน้าเหรอหราหูทวนลม ท่าทางไม่ยี่หระกับรูปอวัยวะบนสีข้างรถสักนิด
            “กอดทีดิ๊” เอสพุ่งตัวมากอดโดยที่ดาต้านึกไม่ถึง เขาจึงแตะไหล่คืนพอเป็นพิธี “ไม่เจอตั้งนาน”
            “นานพ่อง ยังไม่ถึงสองวันเลย”
            “กูพาเพื่อนมึงมาด้วย เห็นว่าอยากมาหา” เอสพูด
            “ใครวะ มึงไม่รู้จักหรอ” เขาส่ายหน้าให้ ดาต้าแปลกใจ ไม่รู้จักแต่ยอมให้ขึ้นรถมาด้วยเนี่ยนะ ประสาท
            แต่ปรากฏว่าไม่มีใครลงมาจากรถ 
            “มันไม่ยอมลง บอกว่าอยากคุยกับมึงคนเดียว” เอสบอก “ไปสิ” มันพยักหน้าให้ดาต้า สีหน้าไม่สู้ดีนัก 
            ดาต้าทำตามคำบอก ลุกเดินไปเปิดประตู ผู้ที่อยู่ในรถใส่แว่นดำ นั่งอยู่ที่เบาะหลัง ดูดีในชุดนักศึกษา ผมสั้นเซตตั้งเข้าทรงหน้า ปากชมพูระเรื่อ แรกเห็นดาต้ารู้สึกคุ้นเคย ทว่านึกไม่ออกว่าเป็นใคร  “ขึ้นมาก่อน  ปิดประตูด้วย” คนในรถพูด
            “ไอ้ดิจ” มันคือไอ้ดิจิตอล ดาต้าจำเสียงได้ แต่จำหุ่นมันไม่ได้ หุ่นแม่ง...เรียกอารมณ์ดาต้ามาก ไหนจะกลิ่นหอมๆนี่อีก 
            “มึงฟิตหุ่นมาหรอ”
            “ให้กูดูดีมั่งไม่ได้เลยหรอ” ดิจิตอลใช้น้ำเสียงประชดประชัน “แล้วเรียกกูว่าดิจิตอลเต็มๆได้มั๊ย แค่ดิจิก็ได้”
            “ไม่ได้ มันซ้ำกับชื่อเพื่อนกู” ดาต้าบอก “แล้วทำไมมึงถึงอยากดูดี ไปเจอเนื้อคู่มาหรอ”
            “นั่นเรื่องของกู” ดิจิตอลตอบ “แล้วชื่อกูมันไปซ้ำกับชื่อเพื่อนมึงยังไง”
            “เพื่อนกูชื่อดีดี้ ออกเสียงคล้ายกัน เดี๋ยวกูงง” ดาต้าอธิบาย “แล้วมึงมาหากูทำไม ไหนบอกไม่อยากมาเจอหน้านี่”
            “มึงกำลังจะมีปัญหา และกูมาเตือน” ดิจิตอลพูด “แล้วก็เรียกกูว่า—“  มันชี้มือไปที่ปากชมพูฉ่ำของมัน  “—ดิ-จิ-ตอล...เค๊”
            ฉะฝีปากพอหอมปากหอมคอแล้ว เพื่อนไซเบอร์ก็ล้วงหยิบเอาเฟรชไดรฟ์ออกมาจากกระเป๋า ยื่นให้ดาต้า เขารับมาด้วยอาการเหวอหวา มองหน้าเพื่อนนิ่ง รอให้อธิบาย อีกฝ่ายมองหน้าเขาตรงๆแล้วถอนหายใจ ก่อนจะพูดว่า
            “มึงรู้มั๊ยว่าเซอร์เวอร์มึงโดนแฮ็ก”
            “อะไรนะ?” 
            “ตอนนี้ข้อมูลของมึงว่อนไปทั่วเน็ตเลย ได้สังเกตอะไรบ้างมั๊ย” ดิจิตอลกำลังต่อว่า ดาต้าค้นโทรศัพท์ของตัวเองมา คีย์โค๊ดลงไปตรวจสอบ และหลักฐานเด่นชัดปรากฏออกมา  “มันเกิดอะไรขึ้นวะ ห้องมึงโดนงัดหรอ”
            “ไม่มีนี่ ปกติทุกอย่าง” ดาต้ากำลังคิดหาความเป็นไปได้ “โดเมนเครื่องล่ะ ใครแฮ็กวะ” ดาต้าถามเพื่อน
            “กูตามไม่ได้ คนแฮ็กไม่ใช่มือกระจอก ที่กูคิดได้ก็มีพี่ภูผาที่พอจะเจาะได้ขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นก็คงมีใครแอบปล่อยไวรัสใส่เครื่องมึง พอจะนึกอะไรออกมั๊ย”
            พี่ภูหรอ? เป็นไปไม่ได้ เราจบกันแล้ว ไม่ข้องเกี่ยวกันมาเป็นชาติ แค่ชื่อเขาก็คงไม่อยากได้ยินหรอก แค่บังเอิญเจอกัน มองหน้ากันบ้าง มันจะมาส่งผลอะไรเล่า แต่เรื่องแพร่ไวรัส...เซอร์ฟเวอร์ผมป้องกันไว้ดี จะเจาะเข้าไปไม่ง่ายแน่ นอกจากจะติดตั้งเข้าไปในเครื่องโดยตรง แต่ใครจะทำอย่างนั้นล่ะ ใครจะเข้าใกล้พอที่จะวางยา—
            เป็นไปไม่ได้หรอก พี่ขุนพลจะทำทำไม ไม่มีเหตุผลสักนิด
            “ที่กูมาเตือนก็เพราะข้อมูลของมึงทำให้ชมรมกังวล ยังดีที่ไม่มีข้อมูลลับรั่วไหล ไม่งั้นมึงตายแน่  ตอนนี้ตามเก็บส่วนสำคัญไว้หมดแล้ว มีแค่เรื่องส่วนตัวของมึงที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นอะไรบ้าง รวบรวมมาไม่ได้ แต่กูว่าที่มึงโดนคราวนี้มันแปลกๆยังไม่รู้ว่ะ จากที่กูลองสังเกต--”
            “แปลกยังไง”
            “ดูเหมือนเป้าหมายจะไม่ใช่การแฉมึง แต่เป็นการหาข้อมูลบางอย่างมากกว่า มึงรีบกลับไปเช็กก่อนดีกว่า ดูว่าอะไรหายไปบ้าง” ดิจิตอลเหมือนจะหมดเรื่องพูดแล้ว เขาควักหมวกสีขาวขึ้นมาใส่หัว กระชับกระเป๋าไว้ในมือ “กูมาแค่นี้แหละ ไอ้ที่กูให้ไปก็ค่อยๆสืบแล้วกัน ในนั้นมีเบาะแสให้มึงตามคนแฮ็กได้ กูจับสัญญาณได้ตอนเครือข่ายมันเชื่อมต่อ แต่ก็ได้มาแค่นั้นแหละ มึงตามต่อเองแล้วกัน”
             พูดจบ เพื่อนไซเบอร์ก็เปิดประตูรถก้าวลงไป ดาต้าตะโกนตามหลัง “ขอบคุณนะเว้ยดิจิตอล”
             ดิจิตอลหันมามอง คิดอยู่สักพักแล้วเดินกลับมากระซิบใส่ “มีอีกเรื่อง..เรื่องสำคัญมาก”
             “อะไรอีกล่ะ” เพื่อนคนนี้ของดาต้าเป็นตัวนำข่าวร้ายโดยเฉพาะจริงๆ “ข่าวร้ายอีกใช่มั๊ยเนี่ย”
             “คอยดูคนรอบตัวมึงดีๆ ช่วงหลังๆมานี่กูได้ยินในชมรมมีคนเผลอเอ่ยชื่อมึงออกมาด้วย ดีไม่ดี มึงอาจโดนตามอยู่ ระวังตัวไว้ก็ดี”
             “ใครวะ”
             “อ้าวไอ้นี่ ถามไม่คิด มึงก็รู้ว่ากฎของเราคืออะไร ที่กูมาเจอมึงนี่ก็ช่วยปิดเป็นความลับด้วย กูเบื่อจะเถียงกับพวกแม่ง กฎบ้าอะไรก็ไม่รู้” ดิจิตอลพูดถึงกฎของการเป็น เงา สมาชิกชมรมแต่ละคนจะมีโค้ดเนมใช้ ติดต่อกันผ่านห้องประชุมรวม ไม่มีใครรู้ใบหน้าที่แท้จริงของแต่ละคน แม้แต่เสียงก็ไม่อาจระบุตัวตนได้  “—จากที่กูฟังมา กูว่าน่าจะเป็นคนรอบๆตัวมึงนี่แหละ ระวังตัวด้วย”
              “ขอบใจนะเว้ย” 
              “แล้วก็...พี่ภูเขาออกจากชมรมแล้วนะ ตอนนี้ในนั้นมีตำแหน่งดอกจิกว่างอีกหนึ่งที่ และโพธิ์ดำก็ยังไม่มีใครคู่ควร แม่งจะเป็นสงครามแย่งตำแหน่งกันอยู่แล้ว ถ้ามึงอยากกลับไปก็ไม่มีใครห้าม กูไปก่อน”
              ดาต้ามองตามแผ่นหลังเพื่อน ดิจิตอลมองป่ายซ้ายขวา ก้มหน้ารีบวิ่งหายเข้าไปตามทางเดิน ในใจกำลังคิดถึงสิ่งที่เพื่อนบอก แน่ล่ะ เขาไม่คิดกลับไปที่ชมรมหรอก ไม่อยากวุ่นวาย และมีความทรงจำมากเกินไป แผลใจยังไม่หายสนิท จะเอามือไประคมหนามอีกจะเจ็บปวดโดยเปล่าประโยชน์ แต่เรื่องนั้นยังไม่สำคัญ ปัญหาตรงหน้าสำคัญกว่า เพิ่งจะรู้ว่าความลับทั้งหมดของเขาโดนเปิดเผย เบาะแสของคนต้นเหตุอยู่ในมือ เขายังคงสงสัยว่า สิ่งที่ดิจิตอลสันนิษฐานนั้นมันคืออะไร ล้วงข้อมูลบางอย่างหรอ? บางอย่างที่ต้องเป็นของเขา แต่ข้อมูลมหาศาลแบบนั้น จะให้นึกตอนนี้คงไม่ไหวจริง
              เขาลงจากรถด้วยอาการเหม่อลอย ถูกสายตาทุกคู่บริเวณนั้นจับจ้อง ตระหนักได้ว่าสมาชิกวงสนทนาเพิ่มขึ้นมาอีกสามคน  
              “พี่ตาม พี่มีน กับพี่โฮม หวัดดีพี่ มาทำอะไรที่นี่น่ะ” ดาต้าทัก
              “เพื่อนมึงเมื่อกี้นี้...ใครวะ” เอสถามถึงดิจิตอล แต่สายตากลับจับจ้องรุ่นพี่ผู้มาเพิ่มอย่างไม่เป็นมิตรอีกแล้ว นี่ถ้าไม่ติดว่ามันหน้าตาดี ทุกวันนี้มันคงกินตีนแทนข้าวแน่ คำถามที่มันถามคงต้องทิ้งไปก่อน ควรจะแนะนำรุ่นพี่ให้รู้จักก่อนจะมีเรื่อง
              “ช่างมันเถอะเอส นี่ดีกว่า—“  เขาเดินไปข้างๆแขกผู้มาใหม่  “...พี่ๆจากกองประกวดน่ะ ว่าที่หมอทั้งนั้น นั่นพี่ตาม—“ ดาต้าแนะนำพี่ให้เพื่อนรู้จัก คนแรกที่ชี้แจ้นไปร้านกาแฟซะละ ไม่สนใจผู้คนเลย แต่เอาเป็นว่ารู้กัน ว่าคนที่เหมือนลิงนั่นเป็นใคร “—ส่วนนี่พี่มีน” หนุ่มขาวเหมือนสาวเหนือ เอ้ย! ชาวเหนือ พี่มีนโค้งให้น้องๆจนผมสยายลงมาบังหน้า ตอนเขาเงยจึงสะบัดกลับขึ้นไป “—แล้วนี่ก็—“
              “พี่โฮม อ๊ายยย! น่ารัก” ดีดี้ออกนอกหน้าเกินไปจนดาต้าต้องส่งสายตาให้หยุด โรคชะนีกำเริบอีกแล้ว “นี่พี่โฮมของฉันเอง แต่เป็นว่าที่ผัวของดาต้านะค๊า”
              ฟังแล้วหัวหันกันเป็นแถบๆ “เฮ้ย? ดีดี้ มึงพูดอะไรน่ะ” ดาต้ากระตุกสายตามองพี่โฮมแวบนึง เห็นเขายิ้มแก้มปริ จึงอดหน้าร้อนไม่ได้ นี่มันกลับเข้ามาวังวนเดิมอีกแล้วใช่หรือไม่ เหมือนเมื่อตอนที่ไปกินเหล้า แต่ครั้งนี้แตกต่างนิดหน่อย เพราะขณะกำลังชั่งใจกับความคิดพี่โฮม ใบหน้าของอีกคนมันก็เสือกทะลึ่งลอยเข้ามาเฉย น่าจะกำลังโกรธด้วย ตอนนี้จึงทำหน้าไม่ถูก 
              “พวกพี่มาทำอะไรหรอครับ” ดาต้าถามตัดบท พยายามกวาดเรื่องเมื่อครู่หลบไป พี่มีนช่วยได้เป็นอย่างดี
              “พี่มาหาซื้อของครับน้อง จะเอาไปจัดบอร์ดประกาศกิจกรรม น่าสนุกทีเดียว บางทีดาต้าอาจจะอยากไปด้วยกัน”
              “กิจกรรมอะไรครับ”
              “ค่ายอาสาครับ” 
              ว้าว! แค่คิดก็ยิ้มไม่หุบแล้ว ต่อมความอยากทะลุล้าน เหมือนได้รู้ว่าตัวเองถูกรางวัลที่หนึ่ง แต่โดนดับฝันโดยน้องชาย จะทำยังไง จะพาไปด้วยได้มั๊ยนะ “เมื่อไหร่ครับพี่มีน”
              “โน่นแน่ะ  ใกล้ปิดเทอมพอดีแหละ”
              “เออ ไปกันมั๊ยดาต้า กูอยากไปถ่ายรูปพอดี” ดีดี้เขย่าแขนถาม
              “กูต้องเป็นคนชวนมึงมั้งดีดี้ แต่ว่า...”
              “ไม่ต้องรีบตัดสินใจก็ได้ ค่อยๆคิดไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ตกลงแล้วก็มาบอกพี่ได้ เดี๋ยวจะใส่ชื่อจองให้”
              “คุยอะไรกันอยู่วะ โว๊ะ—“ พี่ตามเข้ามาแทรกพอดี โอบแขนเกาะคอพี่มีน แต่ดันทำกาแฟกระฉ่อกใส่เสื้อ “เค้าขอโทษ”
              “เชี่ย..มันเลอะมั๊ยเนี่ย” มีนดุด่าขมวดคิ้ว เหมือนจะโกรธจริงๆด้วย
              “ยกโทษให้เค้าเถอะน๊าาาามีน ตามขอโทษ” ตามไถหัวง้อ คนอื่นจะมองฉากนี้ยังไงก็ช่าง แต่ดาต้าคิดว่าพี่ตามเป็นคนที่มีกริยาท่าทางที่สมกับหน้าตามากที่สุด แม้จะมีต่างหู สักลายเล็กๆรูปกางเขนน่ารักที่คอ และย้อมผมสีมะฮอกกานี ก็ยังน่ารักอยู่ดี เพราะดวงตาเขาเป็นประกายสดใสตลอดเวลา “ตามซุ่มซ่ามไปหน่อย เพราะเกิดปีลิงไง”
              “กูก็เกิดปีลิง เห็นกูทำตัวเป็นลิงแบบมึงมั๊ย”
              “ก็มึงเป็นลิงเก ลิงเมือง ลิงลพบุรี”
              “พ่อง กูไม่ได้เป็นลิง” พี่มีนโดนอ้อนหนักจนยิ้มออกมาในที่สุด คงจะระอากับนิสัยแบบเด็กๆนั่นมากสินะ เขาลงโทษพี่ตามโดยการล็อกคอแล้วเคาะหัวโป๊ก

              บรรยากาศผ่อนคลายสนุกสนาน แต่พี่โฮมไม่ค่อยพูดอะไร ดาต้านั่งลงไปกินข้าวต่อให้หมด ในขณะที่คนอื่นนั่งล้อม พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวของตัวเอง กระนั้นเขาก็พยายามชวนพี่โฮมคุย เพราะกลัวว่าจะเครียดเรื่องที่จูบดาต้าในวันนั้น 
              “เรียนเป็นไงมั่งพี่” เขาถาม
              “ก็...ยุ่งตามปกตินั่นแหละ ว่าแต่เราเหอะ ช่วงนี้ไม่เห็นหน้าเห็นตาเลย เข้าไปที่กองประกวดมั่งก็ได้ ถ้าพี่ไม่เรียนก็ไปอยู่ที่นั่นแหละ”
              “งานจัดเมื่อไหร่ครับ อีกสองอาทิตย์ป่ะ” เขาคิดถึงนายขุนพล รายนั้นก็ลงประกวดด้วยนี่นะ แต่เจ้าตัวดูไม่สนใจใยดีอะไรเลย
              “อืม ช่วงนี้ก็ยุ่งหน่อย อยากได้คนไปช่วยจัง” พี่โฮม เขยิบเข้ามาใกล้ ดาต้าเริ่มรู้สึกเคี้ยวข้าวไม่ออก
              “มีอะไรให้ช่วยมั่งล่ะคะพี่ หนูสองคนเต็มใจไปช่วยเลย” ดีดี้เสือกอีกแล้ว อยากจะยกตำแหน่งเผือกตัวแม่ให้มันมาก เล่นเสนอตัวแบบนี้ ถ้าปฏิเสธ อีกฝ่ายจะเสียใจแค่ไหนนะ
              “งานมีเยอะแยะ  ดีดี้น่าจะช่วยดูเรื่องประชาสัมพันธ์กับพวกกล้อง ภาพ อะไรพวกนี้น่าจะได้ ...ส่วนดาต้า—“ พี่โฮมเลื่อนมือมาที่มือดาต้าแล้วค่อยๆช้อนขึ้นมา สัมผัสนั้นแผ่วเบายิ่ง ดาต้ารู้สึกแปลกๆ เขาคิดว่าตัวเองควรจะดึงมือกลับ แต่แล้วกลับไม่กล้าทำ “พี่น่ะ อยากได้ผู้จัดการส่วนตัวเหมือนกันนะ ถ้ามีใครที่ถ่ายรูปเป็น วางแผนเป็น ดูแลพี่ได้ พี่ก็พร้อมรับมาไว้ในใจนะ”
              ดีดี้ยกมือขึ้นปิดปาก ดาต้าหน้าร้อนเหมือนไฟรุม ไม่กล้ามองหน้าพี่โฮม เขารู้ตัวว่ากำลังถูกจีบ แต่ทำตัวไม่ถูกจริงๆ จะทำอย่างไรดี? จะทำอย่างไรดี? ควรจะให้โอกาส หรือควรตัดออกไป ถ้าให้โอกาสล่ะ— คนบางคนต้องโกรธแน่ๆ ทำอย่างไรดี ดาต้าคิดอย่างบ้าคลั่ง
               ขณะนั้นเอง หนังสือเล่มใหญ่หนาห่อปกพลาสติกมันวาวก็ได้ตกลงมากลางโต๊ะดั่งอุกาบาต เสียงดังจนทุกคนสะดุ้ง จานข้าวกระดก ช้อนส้อมกระเด็นกระดอน สาดเม็ดข้าวไปทั่วโต๊ะ รอบด้านสงัดเสียง ต่างเงยมองผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังดาต้า เขามองตาม และพบกับสายตาเย็นเยียบเรียบเฉย สายตานั้นตวัดไปทางพี่โฮม ก่อนจะตวัดลงมาที่มือ แล้วเขาก็ยื่นแก้วกาแฟแก้วใหญ่ให้ดาต้า
               “ซื้อมาให้...” ขุนพลไม่ได้วางแก้วลง ดาต้าจะเอื้อมมือไปหยิบ แต่... “สองมือดิ รับไป”
               อืม นี่คือวิธีการบอกให้ดาต้าเลิกจับมือกับพี่โฮมสินะ เขารู้สึกหวาดๆกับสายตานั่นเหมือนกัน จำต้องปล่อยมือไปรับแก้วกาแฟ
               “นั่งตรงนี้ก่อนนะ พี่หิวข้าว เดี๋ยวมานั่งด้วย”
               รอบข้างยังคงเงียบ เพราะน้ำเสียงกราดเกรี้ยวที่พูดได้อย่างสงบนั้นน่ากลัวมาก คนที่น่าหล่อๆอย่างนายขุนพล พูดมาแบบนั้น เป็นใครก็มอง ขุนพลพูดจบ ตวัดสายตาไปหาโฮมอีกครั้ง แล้วเดินออกไปจากโต๊ะ เวลานั้นดีดี้ก็พูดแทรกขึ้นมา
               “นี่แก พี่ขุนพลเขาหึงแกหรอ”
               “เชี่ย บ้า  มันจะหึงกูทำไม”
               ตอนที่ดาต้าหันไปโวยวายใส่ดีดี้ เขาไม่ได้รับรู้เลยว่ามีคนหูดีคอยฟังอยู่ คนๆนั้นได้ยินเขาเอ่ยคำไม่สุภาพ ดังนั้น... ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ฮือฮา ขุนพลเดินอ้อมมาด้านหลังอีกครั้ง แทรกตัวมาข้างๆ เบียดพี่โฮมออกไป และ—จูบดาต้า-- ต่อหน้าสาธารณะชน อีกครั้ง และครั้งนี้คงเป็นการยืนยันแล้วว่า ตัวเขา มีนายขุนพลเป็นเจ้าของเท่านั้น


               “พูดไม่เพราะอีกแล้ว”  ขุนพลย้ำ  “เดี๋ยวพี่มานะครับ คนดีของพี่”

               ประโยคนี้ขุนพลเน้นเสียงให้ดังที่สุด จนแม้แต่แม่ค้าร้านกาแฟที่ห่างไปราวหกเจ็ดเมตรยังได้ยิน




นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น