99 Click! พลิกรัก

ตอนที่ 11 : ความจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 ก.ย. 60


คลิกที่ 11
ความจริง


          'บ้าน' คำที่อบอุ่นเสมอเมื่อพูดออกมา ทุกคนอยากมีบ้าน อยากมีที่ๆต้องการกลับไปหา มีที่ให้เราพักใจยามเจ็บปวด มีที่ให้คิดถึงยามห่างไกล ที่ๆเราจะพูดอย่างภาคภูมิใจ
          ดาต้าเป็นเด็กที่ไม่เข้าใจคำๆนี้

          สถานที่อึมครึมนี้ยังคงสร้างความรำคาญแก่ดาต้าอย่างที่เคยเป็นมา ขาวของรกเกะกะ ทุกอย่างไม่อยู่ในที่ๆควรอยู่ พลั่ว ก้อนอิฐ สายยาง และอีกหลายชิ้นยังคงสิงสถิตอยู่ที่เดิมดังเช่นการมาครั้งก่อน บางอย่างเช่นก้นบุหรี่สีขาว สีน้ำตาล ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นจนเห็นได้ชัด ต้นไม้ใบเหลืองร่วงหล่นเต็มพื้น มีร่องรอยการกวาดอย่างลวกๆอยู่บ้าง ไม้กวาดทางมะพร้าวหลุดร่วง สภาพน่าสงสารวางทับอยู่บนหญ้าสนามซึ่งแห้งเหี่ยวเป็นสีเหลืองปนน้ำตาล กลิ่นละอองและฝุ่นผงลอยวนเข้าจมูกเป็นพักๆ แต่ที่ผิดที่ผิดทางและทำให้ดาต้ารู้สึกหงุดหงิดใจที่สุดคือรถ รถสีแดงแปลกตาที่เขาไม่เคยเห็น และการหายไปของบีเอ็มสีดำ
          ในบ้านมีกลิ่นเหล้า กลิ่นควันเหม็นมาก หน้าต่างปิดบ้างแง้มบ้างตามสภาพบานพับ มีม่านสีเทาซีดห้อยย้อยปิดทึบทุกบาน โต๊ะกระจกห้องรับแขกเหลือแต่ขาเหล็กสีลอกล่อน โซฟาสีน้ำตาลเปื้อนเปรอะไปด้วยคราบดำๆที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร บนนั้นยังมีกระป๋อง ขวดเบียร์ ที่เขี่ยบุหรี่  เสื้อผ้าที่ไม่ได้ซักพาดไว้หลายตัว หนึ่งในนั้นเป็นเสื้อผู้ชาย และมันไม่ใช่ของเขา แต่เดาได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เขาคิดตามแล้วย่นคิ้วอย่างรังเกียจ
          ดาต้าคิดถึงความเป็นอยู่ของน้องชาย เห็นสภาพบ้านแล้วเกิดเป็นห่วง เดินไปเปิดตู้เย็นและตู้กับข้าวก่อนเป็นอันดับแรก เป็นดังคาด อาหารการกินขัดสน ไม่ถูกสุขลักษณะ ในตู้มีแต่ขวดเหล้า กระป๋องเบียร์และอาหารสำเร็จรูป คนเมืองรีบร้อนมักกินของแบบนี้ แต่นี่ไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง หม้อไหจานชามก็แขวนคว่ำเย็นชืดไร้ชีวิต หม่อนหมองราวกับถูกลืม มีใยแมงมุมเกาะประปราย อ่างล้างจานเต็มไปด้วยถ้วยชามที่ไม่ได้ล้าง กองสูงเอียงกระเท่เร่ ส่งกลิ่นอับฟุ้ง สิ่งนี้แหละที่ทำให้เขาเครียด มันเป็นกลิ่นที่อันตรายที่สุด หากต้องการที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้ปมด้อยทางจิตใจ
          เขาจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นกับน้องชายอีกคนแน่
          ดาต้าสาวเท้าขึ้นบันไดชั้นสอง ผ่านห้องแม่ มีกลิ่นสารเสพติด และเสียงแห่งความสุขสมลอดช่องประตูที่เปิดแง้ม –อีกแล้วสินะ— เขาคิด แล้วเดินไปอีกทาง เปิดเข้าไปในห้องน้องชาย... 
          ทันทีที่เดินเข้าไป สิ่งแรกที่เห็นคือเตียงยับย่น เขาเดินเตะรองเท้า ก้มลงดูเห็นกองรองเท้าวางไม่เป็นระเบียบ แต่ละคู่เริ่มเปื่อยขาดแต่ยังสะอาดสะอ้าน กำแพงด้านขวามีกระดาษติดเป็นแถว รูปวาดด้วยสีเทียน สีไม้ และปากกาหมึกซึม ภาพไล่เรียงจากเก่าไปใหม่ รูปต้นไม้ใบหญ้า รูปเด็กๆเล่นกัน จรวด เครื่องบิน ถัดไปค่อยๆดูดีมีทักษะขึ้น กลายเป็นรูปนักดนตรี คนกำลังเล่นกีฬา ตัวการ์ตูน รูปเด็กผู้ชายสองคนจับมือกัน วาดด้วยลายเส้นง่ายๆ ดาต้ารู้ว่าคนตัวสูงเป็นตัวเขาเองเพราะมีชื่อกำกับ ‘พี่ดาต้า’ และอีกคนตัวเล็กๆ เขียนว่า ‘ผม’ เขายิ้ม และหุบลง น้องชายเขาไม่อยู่บ้าน ออกไปข้างนอกรึเปล่า รึจะยังอยู่ที่โรงเรียน สิ่งที่ดาต้าคิด ยิ่งทำให้ความโกรธลุกโชน
          เขาหันไปเปิดดูตู้เสื้อผ้าที่มีชุดอยู่ไม่กี่ตัว ล้วนเป็นของเก่า มีการปะชุน บางชุดเคยเป็นของเขามาก่อน เก่ามาก แต่ทำไมยังถูกนำกลับมาใช้ ไม่ถูก ถัดจากตู้เป็นโต๊ะเขียนหนังสือ รกอีกแล้ว มีหนังสือตำราเรียนใหม่ๆวางกองสูงไม่เป็นระเบียบ ปกหักพับตรงมุมบ่งบอกว่ามีการใช้งาน แต่ก็แค่นั้น นอกจากนั้นเป็นของเล่น ตุ๊กตาตัวการ์ตูน หนังสืออ่านเล่น หนังสือการ์ตูน ของพวกนี้เก่าและเคยเป็นของเขามาก่อนทั้งนั้น พวกนี้ไม่มีรอยนิ้วมือแตะต้อง เขาอุตส่าห์บอกน้องแล้วว่ามอบให้ทั้งหมด ดาต้ากวาดตามองรอบห้องกว้างๆอีกครั้ง แล้วค้นพบความจริงอีกหนึ่งอย่าง –ในห้องนี้ไม่มีสิ่งของใดๆบ่งบอกว่าเป็นห้องของเด็กเจ็ดขวบเลย ไม่มีของเล่น อุปกรณ์เด็กเล่น ไม่มีกระทั่งสติกเกอร์สีจี๊ดจ๊าดแบบเด็กๆทั่วไป พูดง่ายๆคือน้องเขา ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย ดาต้ารู้สึกผิดที่ทิ้งน้องไว้ ผิดที่ไม่ยอมให้ความรักความใกล้ชิด
          เขาลองเปิดลิ้นชักโต๊ะดู ของจุกจิกอยู่ในนี้ มีทั้งการ์ดทั้งรูปภาพ สร้อยข้อมือ ตุ๊กตาตัวเล็กๆ ของดาต้าและของน้องปนๆกันอยู่ ลึกเข้าไป เขาเห็นสมุดสีแดง ของขวัญที่เขาเคยให้น้อง หน้าปกรูปการ์ตูนตอนนี้ดูเก่า กระดาษในเล่มบวมหนา ดาต้าเปิดอ่าน มันเป็นบันทึกของน้องชายอายุแค่ไม่กี่ขวบ เขาทึ่งจัด ไม่รู้มาก่อนว่าโฟลเดอร์จะเขียนบันทึกเป็น ส่วนใหญ่เป็นประโยคสั้นๆ บ้างก็วาดเป็นรูป หน้าแรกเป็นภาพคนสี่คน แม่ ดาต้า น้องชาย และชายผู้ซึ่งไม่มีหน้า เขียนตัวโตๆใต้รูปว่า พ่อ ดาต้าสงสารน้อง เขาไม่เคยเห็นหน้าพ่อตัวเองเลย น้าเดชคือชายที่อยู่กับแม่นานที่สุด แต่ก็ยังไม่ทันรอให้โฟลเดอร์คลอด  เวลาเอาเรื่องนี้ไปถามแม่ น้องชายดาต้าจะได้คำตอบที่เหมือนเขาทุกประการ
          …‘พ่อมึงมันทิ้งไปแล้ว ไปดีแล้ว มันชั่ว’
          ดาต้าจนปัญญาจะช่วย รูปน้าเดชไม่มีสักใบ แต่พอเวลาผ่านไป น้องชายเขาเริ่มทำใจได้ ไม่ถามถึงเรื่องพ่ออีก กลายเป็นคนเงียบๆ สุภาพ ไม่แสดงออกทางอารมณ์ ในสมุดบันทึกนี่คงเป็นทางออกที่เขาเลือกให้ตัวเอง...ใช่จริงๆ

          ...คิดถึงพ่อ...   ประโยคง่ายๆ ลายมือไม่สวยมาก เขียนตัวเต็มบรรทัด ดาต้าอ่านต่อไป...
          ...แม่อารมณ์เสียอีกแล้ว แม่ตีเรา เราเจ็บ เราไม่ผิดสักหน่อย แต่เราไม่โกรธแม่ เพราะแม่เครียด...  แม้มันจะทำให้ดาต้าน้ำตาซึม แต่เขายังคงอ่านต่อไป น้องชายเขาอธิบายด้วยถ้อยคำแบบเด็กประถม แต่ดาต้าสัมผัสได้ถึงความรู้สึก ถึงขั้นนึกภาพตอนน้องนั่งเขียนสมุดเล่มนี้ออก เพียงแต่ไม่รู้ว่าน้องเขาทำหน้ายังไง
          ...มีลุงมาบ้าน เราไม่รู้จัก...
          ...พี่ทะเลาะกับแม่...
          ...เราโดนล้อ หาว่าพ่อไม่รัก เราเสียใจ ถามแม่ แม่บอกพ่อเป็นคนชั่ว เป็นปีศาจในหนังสือการ์ตูน แต่เราไม่เชื่อ แม่เลยตีเรา...
          ...เราอยากได้จักรยาน จะได้ปั่นไปโรงเรียน ไม่ต้องรบกวนแม่ แต่แม่เราไม่มีเงิน อยากได้กีตาร์ด้วย เห็นพี่เล่น เท่...
          ...ป้าท้ายซอยใจดี ให้ทำงาน เก็บเงิน...
          ...มีคนบอกว่าแม่ป่วย ต้องพาไปหาหมอ แล้วจะอารมณ์ดีขึ้น เราต้องเก็บเงิน...
          ดาต้าสะดุดเพราะน้ำตาตัวเองหยดลงบนกระดาษ ทำให้หมึกซึมละลาย เขากำลังอึดอัดและหายใจไม่ออก เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบ้าน เขาทำทุกวิถีทางเพื่อกันไม่ให้โฟลเดอร์มารับรู้เรื่องราว แต่ดูเหมือนน้องเขาจะมองเห็นมันมาตลอด 
          ยังมีอีก...
          ...พี่ดาต้าหนีออกจากบ้าน พี่บอกจะไปเรียน แต่แม่บอกพี่ดาต้าหนีไปเหมือนพ่อ...
          ดาต้ายกมือปิดปากกลั้นเสียงสะอื้น เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าน้องชายที่เขารักจะมองการจากไปของเขาเป็นแบบนั้น ด้วยลายมือตัวอักษรยึกยือไม่เป็นระเบียบเหมือนข้อความอื่นนั้น ทำให้ดาต้ารับรู้ได้ถึงความเหงาและความเสียใจที่น้องเขามี อยากจะตะโกนกลับไปใจจะขาดว่าที่เขาคิดมันไม่ถูกต้อง ดาต้าคิดถึงน้องชายอยู่ทุกคืน
          เขาพลิกหน้าถัดไปอ่าน พาร์ทหลังเป็นช่วงที่เขาไม่อยู่บ้าน ไม่มีคนคอยดูแลน้องชายนอกจากแม่ แต่ข้อความที่เห็นทำให้ต้องขมวดคิ้ว
          ...แม่โมโหบ่อย ตีบ่อย เราต้องรีบหาเงิน แต่แม่ให้ทำ...
          ...เพื่อนล้อเรื่องเสื้อนักเรียน แต่เราชอบ ชุดของพี่ดาต้า เราชอบ...
          ...ผู้ชายมากับแม่ น่ากลัว...
          ...โดนตี คุณอาใจร้าย ชอบหยิกเรา เพราะเราไม่ยอมทำตามที่บอก แม่รู้ไม่ได้ เราจะเจ็บตัว...
          ...เราเจ็บมาก แต่แม่รู้ไม่ได้ แม่รู้แล้วโกรธ แม่รู้แล้วเครียด เราต้องแอบหาเงิน...
          ...เรากลัว คุณอาอีกคนน่ากลัว ชอบจับตัว บีบแรงๆ...
          ...ผมกลัวครับพี่... 
          ดาต้าตื่นตระหนกกับข้อความพวกนี้ มันเกิดอะไรขึ้น--
          ...เราเจ็บ เรากลัว แม่ไม่รู้ แต่เราโด—...
          ข้อความนี้แปลก คำที่เหลืออ่านไม่ออก ถูกขีดฆ่าแล้วฝนซ้ำไปมาจนกระดาษทะลุไปอีกสองแผ่นเบื้องล่าง ตัวอักษรตัดตรงรุนแรง มีรอยหยดน้ำตาจางๆเปรอะไปทั่วหน้ากระดาษ สัญชาตญาณดาต้าร้องดัง เขาไม่มีทางแปลข้อความนี้ผิดแน่ น้องชายเขาโดนกระทำ และมันต้องเป็นเรื่องอย่างว่าแน่ ดาต้ากระแทกบันทึกปิดปึง ประสาทสมองเขาเคร่งเครียด กำหมัดแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือห้อเลือด เขาไม่รู้ว่าคนทำคือใคร จึงคิดจะไปถามแม่ ความโกรธที่สุมในอกเวลานี้ หากให้ฆ่าคนตายก็ทำได้สบายมาก
           พอคิดดังนั้นแล้ว ดาต้าพลันขาดสติ ที่สภาพชีวิตน้องของเขาเลวร้ายถึงขนาดนี้ได้ มีเพียงเหตุผลเดียว เขาพาเอาความเหี้ยมโหดทั้งหมดของตัวเอง เดินออกจากห้องน้องชาย ตรงไปที่ห้องแม่ ถีบประตูเปิดปัง โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าเทวดาทั้งสิ้น ไม่สนด้วยว่าฉากในห้องจะเป็นเช่นไร 
           “เหี้ย!!
           “กรี๊ดด!?
           สองคนบนเตียงสะดุ้งสุดตัว แต่คงผละออกจากกันไม่ได้ ทั้งคู่เปลือยเปล่า หนึ่งชายสักลายทั่วหลัง โหนกกรามสูง ระเบิดหูกว้าง มีหนวดเคราสั้น กับหนึ่งหญิงร่างขาวบาง ผอม ผมดัดลอนยุ่งเหยิง ปากแดงคิ้วสวย ทั้งคู่เหงื่ออาบกาย รอบเตียงมีขวดเหล้า เตาเผายา กระบอกสูบ ไฟเปิดหรี่แต่เห็นชัด กลิ่นในห้องนี้เกินบรรยาย ดาต้าอยากอาเจียน แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากกลิ่นอย่างเดียวหรือเปล่า
            “ไอ้ดาต้า?” หญิงปากแดงตะโกนทัก สองมือเธอยังคงโอบรอบคอชาย
            “ใครหรอครับที่รัก” ชายตาโหลถามเสียงเส่า จากนั้นก็บรรเลงรักต่อ ทว่าฝ่ายหญิงห้ามไว้เสียก่อน
            “แกกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่” ผู้มีฐานะเป็นแม่ถาม เธอแทรกตัวออกจากชายบำเรอรัก หยิบผ้ามามัดกายแล้วเดินมาหาผู้ที่มีเลือดตัวเองไหลอยู่ในร่าง
            “นานพอจะเห็นเรื่องโสมมในบ้านนี้แล้วกัน” ดาต้าตอบ
            “แล้วทำไมต้องมาตอนนี้ด้วยห๊ะ... อ๋อ แกมาเอาเงินสินะ ไปไม่รอดสิท่า”
            “ผมไม่ได้อยากกลับมานักหรอก” ที่กลับมาเพราะอยากมาหา มาดูชีวิตทั้งแม่และน้องชาย แต่ตอนนี้เขาโกรธมาก “ทำไมปล่อยให้บ้านอยู่ในสภาพนี้ ทำไมปล่อยให้น้องผมเจอเรื่องพวกนี้”
            “ฉันไม่ได้มีหน้าที่ดูแลบ้าน นั่นมันเป็นสิ่งที่แกต้องทำ”
            “แต่ตอนนี้ผมเรียนอยู่ อย่างน้อยก็หาคนสวนไว้บ้าง แม่บ้านสักคน รึจ้างตำรวจสักคนก็ได้ เอามาจับไอ้ชั่วที่มันมาเกาะแม่ไง”
            “นี่แกคิดว่าฉันมีเงินมากมายรึไง คิดว่าพ่อแกทิ้งสมบัติให้ฉันด้วยหรอ โอ๊ย แค่นี้ฉันก็ไม่มีจะกินอยู่แล้ว”
            ดาต้าสงสัย ถึงแม้งบเงินที่พ่อทิ้งไว้ให้จะมีจำนวนจำกัด แต่มันมากพอ มากพอให้ส่งกระทั่งน้องชายเรียนจบได้ถ้าใช้ดีๆ และหางานทำ “เงินตั้งเยอะแยะมันจะไม่พอได้ยังไง ถ้าไม่ได้เอาไปปรนเปรอผู้ชายเหี้ยๆพวกนั้น งานเล็กๆน้อยๆแม่ก็หัดทำซะบ้าง”
            “อ๋อ เดี๋ยวนี้กล้าพูดแบบนี้กับฉันแล้วหรอ ไอ้ลูกไม่รักดี ฉันก็มีงานของฉัน แต่เงินมันก็ต้องมีเป็นทุน แกไม่รู้เรื่องก็อย่าชี้หน้าด่าฉันแบบนี้ แกเป็นลูกฉันนะ” 
            “งานหรอ...บ่อนไอ้โป้งน่ะหรอ” เขาพูดถึงบ่อนใหญ่ที่ไม่มีใครเข้าไปจับสักที “แม่ยังไปที่นั่นอีกหรอ”
            “จะไปที่ไหนมันก็เรื่องของฉัน”
            “นี่ลูกเธอหรอเมล์” ระหว่างที่ขึ้นเสียงกัน ชายแปลกหน้าได้เข้ามายืนชิดหลังแม่ เขามองดาต้าด้วยสายตาอันแสนน่ารังเกียจ “น่ารักดีนี่หว่า สนใจผู้ชายมั๊ยจ๊ะหนุ่มน้อย”
            “จะบ้าหรอไอ้แมน นี่ลูกชั้น มันเป็นผู้ชายไม่เห็นหรอ” นายแมนโดนดุก็หยุดพูด แต่สายตากลับยิ่งคุกคาม ยิ่งมองคอเสื้อกว้างๆของดาต้าหนักขึ้นไปอีก
            “แล้วโฟลเดอร์ไปไหน” ดาต้าตัดเรื่องอื่นออกไป เขาอยากไปจากสถานการณ์นี้เต็มทีแล้ว
            “เออ ดีที่ถาม แกไปรับมันทีแล้วกัน มันอยู่โรงเรียน”
            “อะไรนะครับ” เขาตกใจ ครั้งนี้ทำให้เสียงสูงปรี๊ดจนแทบจะเรียกได้ว่าตะคอกแล้ว  “แต่นี่มันเย็นมากแล้วนะ แม่ปล่อยให้น้องรอแบบนั้นได้ไง”
            “แกอย่ามาขึ้นเสียงกับฉันนะไอ้ดาต้า ฉันก็ยุ่งของฉันอยู่ ตอนนี้แกมาแล้วก็ไปรับสิ”
            “ยุ่งหรอ?” ดาต้าอยากหัวเราะที่สุด เขามองผู้ชายข้าง “ถามจริงๆนะแม่ รถที่พ่อทิ้งไว้ให้มันไปอยู่ไหน”
            ผู้เป็นแม่อึกอักหลบตา และทำหน้าตาท้าทาย “ฉันขายไปแล้ว อยู่คนเดียวไม่รู้จะใช้ทำอะไร น้ำมันก็แพง”
            “โกหก” เขาเค่นเสียงเย็นเยียบแล้วมองชายชู้ “คงจะเอาเงินไปซื้อผู้ชายมากินเหมือนเดิมนั่นแหละ”
            ดาต้าโดนฝ่ามือเรียวยาวตีเข้าที่หน้า เจ็บแสบไปถึงหัวใจ “ใครสอนให้แกพูดกับแม่แบบนี้ไอ้ดาต้า แกยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนพ่อแกเข้าไปทุกที ไอ้ชั่วเอ้ย”
             คำว่าชั่ว เจ็บเป็นร้อยเท่าเมื่อมันออกมาจากปากผู้หญิงซึ่งถูกเรียกว่าแม่ ดาต้าน้ำตาซึม ชั่วเหมือนพ่อ? พ่อก็ชั่ว ตัวเขาก็ชั่ว ถ้าอย่างนั้นคนในบ้านนี้ก็คงชั่วกันหมดทุกคน
             “ใช่ ผมมันชั่ว” ดาต้าตะโกน “—แต่แม่น่ะโง่ แม่ไม่ยอมดูแลโฟลเดอร์ยังไม่พอ ยังมัวแต่หาแมงดามาตอดเงินบ้านเราไปอีก มันมาทำอะไรไว้ในบ้านบ้างแม่รู้มั๊ย อีกหน่อยถ้าต้องขายบ้านขึ้นมาแม่จะไปอยู่ที่ไหน โฟลเดอร์จะไปอยู่ที่ไหน แม่เคยคิดบ้างมั๊ย ทุกวันนี้ที่ผมทำงานส่งตัวเองเพราะอยากให้แม่เอาเงินของผมไปดูแลน้อง แล้วนี่มันอะไร”
             “ไอ้ดาต้า แกพูดอะไร แกหาว่าฉันโง่หรอ—“
             ผู้เป็นแม่ง้างมืออีกครั้ง และแล้วนายแมนกลับเข้ามาขวาง เขาแยกสองคนออกจากกันแล้วเดินเข้ามาใกล้ดาต้า ท่าทางไม่น่าไว้ใจ แต่ดาต้าช้าไปแล้ว ชายชู้แม่คว้าแขน บีบข้อมือแน่น “มึงชื่อดาต้าหรอ”
             “ปล่อยกูนะเว้ย”
             “นั่นแน่ โกรธใหญ่เลย—มานี่..”  ดาต้าสู้กำลังนายแมนสุดแรง เงื้อหมัดต่อย ทว่าอีกฝ่ายใส่หมัดหนักเข้าที่ลิ้นปี่เสียก่อน จุกจนตัวงอ หายใจไม่ออก เขาโดนลาก โดนอุ้ม โยนลงบนเตียงแล้วก็โดนทับ กระดกตัวพลิกหนีไม่ได้ โดนต่อยหน้า ต่อยท้องอีกสองหมัด สมองสั่นเห็นเดือนดาว จุกจนต้องกลั้นหายใจ
              แม่กรีดร้อง “ไอ้แมน นั่นลูกกูนะเว้ย เบาๆหน่อย“
              “แล้วทำไมวะ เป็นลูกก็ต้องทำตัวดีๆกับพ่อแม่ เมื่อไม่ยอมฟัง...โดนลงโทษ มันก็ถูกแล้วป่ะวะ”
              “ปล่อยกู---“ ดาต้ากลัว เขาเค้นเสียงแทบไม่ออก และโดนหมัดทุบลิ้นปี่อีกครั้ง เขาเห็นแม่เข้ามาห้ามแล้วโดนผลักกระเด็นชนโต๊ะ โคมไฟตกแตกกระจาย 
              “กูจะลงโทษมึงเป็นสองเท่าที่บังอาจมาหาว่ากูเป็นแมงดา เพราะมึงพูดผิด กูไม่ได้เป็นแมงดา เรื่องนั้นแค่ผลพลอยได้ แต่ถ้าบอกว่ากูบ้ากาม อันนี้ยอมรับ ดังนั้น โทษฐานที่มึงปากเก่ง กูจะเอามึงเป็นเมียด้วยเลยแล้วกัน”
              “ไอ้แมน ไอ้บ้า” แม่ตะกายลุกขึ้นมา คว้าหมอนมาทุบ แต่โดนเหวี่ยงออกไปอีกครั้ง เธอกรีดร้องด่าทอ “แกบ้าไปแล้วหรอ”
              ดาต้าน้ำตาไหล ปากสะอึกสะอื้นถูกมือปิด แขนเขาอ่อนแรงไม่มีกำลังปัดป้อง มีผู้ชายร่างเปลือยทับอยู่บนตัว รัวหมัดใส่ทุกครั้งที่เขาขัดขืน เจ็บปวดกายและเจ็บใจเป็นพันเท่าทวี ยิ่งโดนฉีกเสื้อชุดใหม่ยิ่งใจเสีย รูปกุญแจที่หน้าอกขาดสะบั้น เขามองใบหน้าชายหื่นกาม แต่สมองมีแต่หน้าของนายขุนพล
              ในเวลาอีกอึดใจ เมื่อเข็มขัดถูกปลด นายแมนละสายตาจากแผ่นอกดาต้ามองไปทางประตู จากนั้น คนที่นอนสิ้นหวังอยู่บนเตียงเห็นความเคลื่อนไหวอื่น รองเท้าสีดำหวดเข้าที่หน้าชายชู้ของแม่จนหงายหลังล้มตกเตียง ดาต้าเกร็งตัว รีดพละกำลังทั้งหมดลุกขึ้นมาตั้งท่าปกป้องตัวเอง เขาเห็นร่างชายตัวใหญ่ในชุดขาวเดินเข้าไปหานายแมน หวดแข้งเต็มกำลังใส่กกหูจนนายแมนกลิ้งกระเด็นไปเป็นเมตร เสียงที่ได้ยินน่ากลัวยิ่งนัก หากเป็นลูกบอลคงพุ่งข้ามสนามได้สบายๆ ใครโดนเข้าไปมีอันต้องเจ็บหนักแน่ๆ และเป็นเช่นนั้น นายแมนเลือดกลบปากออกหู ฟุบหน้าลงกับพื้นแน่นิ่งไป 
              กรี๊ดดดดด!! แม่กรีดร้องและเข้าไปดูผัวใหม่
              “วอนตายนะมึงน่ะ” เสียงนายขุนพลเหี้ยมเกรียมดุจนักเลงโต เขาสะบัดผมออกจากหน้า มองเหยื่อเท้าของตัวเองจนแน่ใจว่าสลบจึงหันมามองดาต้า แล้วเดินเข้ามาช้อนกายให้ลุกขึ้น พาดแขนคนเจ็บไว้บนไหล่ จะพาออกจากห้อง ดาต้ายังคงสั่นกลัว ขยุ้มเสือขาดรุ่ยของตัวเองไว้แน่น สายตาสั่นรัวมองผู้ที่มาช่วยเหลือ ต้องเป็นคนนี้แหละ คนนี้เท่านั้น ทีทำให้ดาต้าวางใจได้
              “แกเป็นใคร เข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง ฉันจะแจ้งตำรวจ” แม่ตะโกนลั่น
              นายขุนพลชะงักเท้า หันไปมองหญิงจัดจ้านด้วยสายตาเฉยชา “ผมเห็นว่าคุณเป็นแม่ดาต้าหรอกนะ อย่าทำอะไรที่มันทุเรศไปมากกว่านี้เลย อย่างน้อยก็ขอให้เหลือเกียรติของตัวเองไว้มั่ง”
              “นี่แกสองคนรู้จักกันหรอ” ดาต้าเหลือบมองแม่ตัวเอง สีหน้าเธอรู้ทัน “ผัวแกใช่มั๊ย”
              ดาต้ามองหน้าเธอ เหลือบมองขุนพลแล้วหันกลับไปตอบ  “ใช่”  เขาไม่ปฏิเสธ เขาเป็นคนเลว จะทำสิ่งใดก็มีแต่เรื่องเลวทรามต่ำช้า เพิ่มความสำส่อนเข้าไปด้วยมันคงไม่เสียหายอะไร เขาไม่คิดจะสนใจใครอีกแล้ว แล้วแต่บุญกรรม ใครจะคิดอย่างไรก็ช่างหัวมัน
              “เหอะ...สันดานเหมือนพ่อ” ผู้เป็นแม่เค้นเสียงเหยียดหยาม ดาต้าได้ฟังแล้วน้ำตาไหลอาบแก้ม เขาถอนหายใจเล็กๆหนึ่งเฮือก แล้วพูดเรื่องสุดท้าย
              “ผมจะมารับโฟลเดอร์ไปอยู่ด้วย”
              เสี้ยววินาทีหนึ่ง สายตาผู้เป็นแม่ฉายแววตกใจและเจ็บปวด ดาต้ามองเห็น แต่นั่นก็เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น ก่อนที่แม่เขาจะลุกขึ้นตะโกนเสียงดัง
              “แกจะไปไหนก็ไปซะ ออกไปจากชีวิตฉันได้ยิ่งดี จะเอาน้องแกไปด้วยก็เชิญ แต่อย่าได้มาขอเงินค่าเลี้ยงดูจากฉันเด็ดขาด อยากเรียนอยากทำอะไรแกก็ทำเอง แล้วไม่ต้องเอาชื่อฉันไปอ้างนะ ถ้าฉันรู้ฉันจะตัดแกออกจากความเป็นลูก แล้วแกก็ไม่ต้องกลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก”
              ดาต้าคิดในใจ เขาจะไม่ทำเรื่องน่าอับอายอย่างนั้น “ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะไม่เอาปัญหามาให้แม่หรอก”
              ทั้งห้องเงียบลงดุจป่าช้า เสียงแห่งความเศร้าเสียใจอึงอลอยู่ในห้องที่ไร้ทางออก ดาต้าสบตากับแม่ตัวเอง ทั้งสองมีแววตาเศร้าสร้อย

              “ไว้ผมจะกลับมาเยี่ยมอีกนะครับ” เขากระตุ้นขุนพลให้เดินออกจากห้อง ทิ้งให้แม่ยืนนิ่งอยู่คนเดียว
 
------------------------------------------------------

              “ทำแผลก่อนดีมั๊ย” ขุนพลถามหลังประคองดาต้าออกมาจากห้อง เข้าไปในห้องน้องชาย
              “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมขอนั่งหน่อย” 
ดาต้านั่งลงบนเตียง ประคองตัวเอง ปรับให้คุ้นชินกับความเจ็บที่ได้รับ ทั้งทางกายและทางใจ ปาดน้ำตาออกจากแก้มแล้วคิดถึงสิ่งที่ต้องทำ ตัดความรู้สึกผิดออกไปด้วย เขาไม่รู้ว่าการทำแบบนี้จะถูกต้องรึเปล่า แต่ยังไงก็ไม่ยอมให้น้องชายต้องมาอยู่ร่วมบ้านกับคนอันตรายแน่
              นายขุนพลเห็นดาต้านั่งเหม่อรู้สึกเห็นใจและเป็นห่วง เขาเลือกที่จะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า ค้นหากระเป๋าใบใหญ่แต่ไม่เจอ เขาหันไปทั่วห้องแล้วพบว่าดาต้าลากกระเป๋าใบสีดำออกมาจากใต้เตียงแล้วยื่นมาให้ เขาจึงจับมือนั้นไว้แล้วบีบเบาๆ
              “ไม่ต้องคิดมาก อีกสักพักน่าจะดีขึ้น ค่อยๆแก้กันไปนะ” ขุนพลพูดออกมาอย่างคนมีประสบการณ์ ดาต้าสบตานั้น เขาดีใจเหลือเกินที่มีขุนพลอยู่เคียงข้าง เมื่อมีเขาอยู่ ดาต้ารู้สึกอบอุ่น เมื่อมีเขาอยู่...ทุกอย่างจึงยังมีความหวัง
              “ขอบคุณนะครับ พี่ขุนพล” 
              ขุนพลถอนหายใจแล้วเข้ามาลูบหัวปลอบใจ ดาต้าไม่อยากให้หยุด จึงยกมือตัวเองแนบทับหลังมือขุนพล กดมันลงที่แก้ม หลับตารับไออุ่นจากสัมผัสของนิ้วเรียวยาวและฝ่ามืออันแสนอ่อนโยน

              “รีบเก็บเถอะครับ เราต้องไปที่โรงเรียนด้วย”



***************************[ที่โรงเรียนประถม]*****************************


ขุนพล


             แดดกำลังจะหลบหลังยอดตึก ลานกว้างหน้าโรงเรียนว่างเปล่าไร้เสียงผู้คน เสียงลมละยอดไม้ดังซู่ซู่ สำหรับคนอารมณ์ดี นี่อาจเป็นเหมือนเสียงแห่งชีวิต แต่สำหรับผู้ที่เจอเรื่องราวโหดร้ายมาหมาดๆเหมือนดาต้า เสียงพวกนี้คงไม่ต่างจากมีดแห่งความวังเวง ที่คอยกรีดลงหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า 
             ขุนพลยังไม่ได้ก้าวขาลงจากรถ เขาปิดประตูกลับเข้ามา คนข้างๆคงต้องการการสงบใจอีกนิด เขาจับมือดาต้า
             “พี่รู้จักกับคนตาบอดอยู่คนนึง--" ขุนพลเริ่มเล่าเรื่องให้ดาต้าฟัง มันเป็นเรื่องดีๆ หวังว่าจะช่วยให้ดาต้าหายคิดมากได้ในระดับหนึ่ง  "...เขาเป็นคนดี มีอารมณ์ดี ชอบเสียงหัวเราะ มองโลกในแง่ดี ตอนพี่เห็นแรกๆ พี่สงสัยว่าแกมีความสุขขนาดนั้นได้ยังไง สงสัยมาก เพราะคนที่มองอะไรไม่เห็น ไม่รู้แม้กระทั่งด้านหน้าตัวเองมีอะไรขวางอยู่ บางวันก็โดนหมากัด บางวันก็โดนคนด่า บางทีเกือบโดนรถชน เขาโดนแทบทุกวัน แต่เขาก็ยังหัวเราะเวลาพูดเรื่องพวกนั้นขึ้นมา วันนึงพี่ไปถามเขาว่าเขาคิดยังไงกับเรื่องพวกนี้ เวลาเขาเจอปัญหาเขาทำยังไงถึงยังยิ้มให้มันได้ แต่แทนที่เขาจะบอกตรงๆ เขากลับให้พี่ใช้ผ้าผูกตามัดหัวไว้ แล้วเดินไปกับเขา...ตอนนั้นพี่รู้สึกได้เลยว่า พี่เป็นคนอ่อนแอ และชายตาบอดคนนั้นคือฮีโร่ พี่ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่เขา  แล้วรู้มั๊ย ต่อจากนั้นเกิดอะไรขึ้น—“
            ขุนพลหันกลับมามองหน้าดาต้าหลังจากเหม่ออกไปนอกรถ เขาพบเจอกับดวงตาสงสัยและอยากรู้อยากเห็น “เกิดอะไรต่อจากนั้นครับ”
           “หึหึ เละเลยแหละ พี่เดินชนคน ชนแผงร้านขายของ เหยีบหมา เตะก้อนปูน สะดุดบ้าง หกล้มบ้าง ตัวพี่ระบมไปหมด โดนเขาด่าว่าบ้าบ้างล่ะ สติเสียบ้างล่ะ บางคนขว้างของใส่หัวพี่ บางทีก็เกือบโดนชก แต่ที่เด็ดที่สุดคือตอนข้ามถนน คนตาบอดคนนั้นจูงมือพี่ข้ามถนน คิดดูดิ คนตาบอดจูงคนตาดีข้ามถนน ตอนนั้นพี่กลัวมาก พอเอาที่ปิดตาออกก็โดนแกเคาะหัว วันนั้นพี่เกือบโดนรถชน คิดไปแล้วว่าตายแน่ๆ เกือบฉี่ราด คนขับรถคันนั้นลงมาด่าพี่ไฟแลบเลย”
           “...หลังจากนั้นลุงแกก็พาพี่ไปกินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ เจ้าของร้านใจดี รู้จักลุงตาบอด เลี้ยงก๋วยเตี๋ยวพี่สองชาม ตอนนั้นเองที่ลุงแกเริ่มบอกเคล็ดลับบางอย่างให้กับพี่ สิ่งที่ทำให้คนตาบอดหัวเราะได้ทุกวัน”
           “มันคืออะไรครับ” ดาต้าตั้งใจฟังมาก นั่นเป็นเรื่องที่ดี เพราะนี่คือสิ่งที่ขุนพลจะบอก
           “มันคือ...ความจริง...”
           “ความจริง...หรอครับ?” ดาต้าทำหน้าไม่เข้าใจ
           “แกบอกว่า เวลาแกใช้ชีวิต มันมีเรื่องผิดพลาด เรื่องไม่คาดฝัน เจอทุกวัน ถ้าแกมัวแต่เอาใจไปคิดว่าโลกนี้มันไม่ยุติธรรม แกก็คงจะฆ่าตัวตายไปแล้ว แกบอกให้พี่อยู่กับความจริง ทุกอย่างมันเกิดเพราะมันต้องเกิด จะเอาความคิดเราไปบังคับอยากให้มันเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ มันไม่ได้ ...พี่ก็เลยคิดถึงเรื่องตัวเองขึ้นมา ปัญหาพี่ตอนนั้นทำให้พ่อเสียงาน ทำให้แม่โดนกล่าวหา ทำให้พี่หมดอนาคต แต่มันเทียบไม่ได้กับลุงตาบอดเลยสักนิด ขนาดคนตาบอดยังบอกกับตัวเองว่าเรื่องความพิการมันไม่ใช่ปัญหา อย่างนั้นเรื่องของพี่มันก็แค่โจทย์ทางคณิตศาสตร์ยากๆแค่นั้นเอง แล้วชีวิตเรามีทางเลือกมากมาย ปัญหาทุกอย่างมันแก้ได้...วันนั้นถ้าพี่มัวแต่คิดว่าโลกไม่ยุติธรรม มัวแต่สงสัยว่ามันเกิดขึ้นมาได้ยังไง หรือมัวแต่คิดว่าอยากให้ทุกอย่างมันกลับไปเป็นเหมือนเดิม--พี่ก็คงไม่มาถึงทุกวันนี้หรอก”
           “ความหมายของพี่คืออยากให้ผมปล่อยเรื่องนี้ไปตามเวรตามกรรมหรอครับ” ดาต้าถาม
           “พี่อยากให้เรายิ้ม...ดาต้ายังมีพี่อยู่ข้างๆนะ”
           แล้วดาต้าก็ยิ้ม เขาค่อยๆยิ้ม และมันเป็นยิ้มที่ดีที่สุดที่ขุนพลจะรับรู้ได้ เขายิ้มตอบกลับไป “ขอบคุณนะครับ” งานขุนพลสำเร็จแล้ว แต่เขาอยากให้โบนัสดีๆแก่ดาต้า
           “เรื่องยังไม่จบนะ หลังจากพี่คุยกับลุงคนนั้นที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเสร็จแล้ว แกก็บอกให้พาไปสวนสาธารณะ บอกว่าจะไปเล่นดนตรีให้คนอื่นๆฟัง ให้คนที่มานั่งจู๋จี๋กันฟัง หรือคนออกกำลังกาย หรือคนที่หนีมาหาที่เงียบสงบ แกอยากให้ผู้คนเห็นโลกด้านที่สดใสมากกว่าต้องจมอยู่กับความไม่พอใจของตัวเอง แต่ตอนเดินอยู่บนทางเท้า แกเดินชนจิ๊กโก๋คนหนึ่ง ตัวใหญ่กว่าพี่อีก ตอนนั้นพี่ไม่พอใจ เกือบต่อยหมอนั่นแต่ไม่ทันได้ทำ เพราะลุงแกทำให้พี่ตกใจมาก—“
            “ลุงแกทำอะไรครับ” ดาต้าลุ้นตาม ตั้งใจฟังมาก
            “ลุงแกยืนนิ่งเป็นรูปปั้น อย่างเงี้ย—“ ขุนพลทำท่าทางให้ดูด้วย “หลังจากไอ้คนเดินชนเดินเลยไปไกลแล้วแกก็ยังนิ่ง พี่ก็เลยเข้าไปสะกิด บอกแกว่า—ลุงๆ เป็นอะไรครับ—“
            “อย่าหยุดสิ เล่าต่อ” ดาต้าคะยั้นคะยอ แต่ขุนพลกลั้นขำอยู่
            “ลุงแกสะดุ้ง เสร็จแล้วก็หันมาหาพี่แล้วพูดว่า—เฮ้ย!!? วันนี้ลุงโคตรโชคดีเลยไอ้หนุ่ม— พี่เลยถามว่าทำไม แกก็บอกว่า—วันนี้เดินชนหมา แล้วหมามันไม่กัด--”
            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ดาต้าขำพรืด แต่หน้าตาดูหวาดๆ
            ขุนพลก็ขำ “ตอนนั้นพี่กลัวไอ้คนนั้นมันจะได้ยินไง กลัวแทนลุงแกนั่นแหละ”
            “ลุงกวนตีนอ่ะ” 
            “เออ เห็นด้วยเลย” บรรยากาศดีขึ้นแล้ว เรื่องต่างๆน่าจะดีขึ้นแหละนะ “ไปเหอะ คนสำคัญรออยู่”
            “ครับ” 


            ขุนพลนั่งสบายๆบนกระโปรงรถ มองดาต้าวิ่งเข้าไปหาน้องชายที่นั่งอยู่บนชิงช้าแล้วยิ้มออกมา เขามีความสุขที่ได้เห็นดาต้ายิ้ม และอีกคนนั้นคงเป็นดาต้าขนาดย่อส่วน น้องชายของเขาดูเงียบขรึม ดูเขินอาย แต่รูปร่างหน้าตาถอดแบบจากดาต้ามาซะส่วนใหญ่ ขาว น่าเอ็นดู ทว่าโครงหน้าไม่เหมือนกันมาก ดาต้าเข้าไปกอด คุยกันราวสิบนาทีแล้วเดินจูงมือมา น้องชายมองขุนพลหวาดๆ เขายิ้มส่งให้ ผ่อนคลายตัวเอง ไม่ให้อีกฝ่ายกดดัน ทว่าเรื่องสำคัญที่เพิ่งนึกออกเป็นปัญหา เด็กน้อยต้องรู้ว่าตัวเองจะกลับไปที่ไหน ขุนพลพยักหน้าน้อยๆให้ดาต้าเป็นการให้กำลังใจ
            “โฟลเดอร์ครับ” ดาต้าย่อตัวลงไปพูด กุมมือทั้งสองข้าง “พี่มีอะไรจะบอก”
            “พี่ดาต้ากลับมาแล้วจริงๆใช่มั๊ย” น้องชายดาต้าก้มหน้าพึมพำ คนพี่นี่ก็น้ำตารื้น น่าเป็นห่วง
            “โฟลเดอร์อยากอยู่กับพี่ดาต้ามั๊ยครับ” 
            “อยากคับ” น้องชายพยักหน้าหงึก เป็นเด็กที่ร้องให้แล้วน้ำมูกไม่ย้อย ดีมาก
            “งั้นไปอยู่กับพี่นะ”
            เด็กชายเงยหน้ามองพี่ตัวเอง หน้าตาสงสัยแปลกใจ
            “ไปอยู่ที่ห้องพักกับพี่ เราจะได้อยู่ด้วยกันไง”
            “แต่แม่จะอยู่บ้านคนเดียว แม่ป่วยนะพี่ดาต้า ป้าจุ๋มบอกว่าแม่ต้องรักษา”
            ดาต้าหน้าเสีย แววตาเจ็บปวด เขาพูดไม่ออก ขุนพลรู้ว่าดาต้ามีบางส่วนในใจที่เป็นห่วงแม่อยู่เหมือนกัน เขาคิดจะแก้ปัญหาให้ ย่อตัวลงไปหาเด็กชายตัวน้อยอีกคน
            “น้องโฟลเดอร์ครับ พี่ชื่อขุนพลนะ” เขาแนะนำตัว ลูบหัวเด็กน้อยปลอบใจ แต่แล้วก็ได้เห็นร่องรอยถูกทำร้ายร่างกายจางๆใต้แขนเสื้อ 
            ...ร้ายแรง ปัญหานี้ร้ายแรงกว่าที่เห็น...
            “พี่ขุนพล” น้องตัวน้อยทวนชื่อให้ฟัง ชื่นใจ
            “โฟลเดอร์ไปอยู่กับพี่ดาต้าบ้างก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่ครับ พี่เราคิดถึงน้องชายมากนะรู้มั๊ย” คำพูดขุนพลทำให้เด็กชายหันไปมองหน้าพี่ชายตัวเอง “ไม่ได้ไปอยู่ถาวรสักหน่อย คิดถึงแม่ก็กลับมาหาได้นี่นา”
            เด็กชายหนักใจ ขุนพลไม่รู้ว่ากังวลเรื่องแม่อย่างเดียว หรือเป็นพวกกลัวสังคมด้วย “...แต่ว่า—“
            “ลองไปอยู่ก่อนเถอะ พี่ชายเรามีของขวัญให้ด้วยนะ” ขุนพลทำท่าคนดีดกีตาร์ “พี่เซตอัพให้แล้ว เสียงงี้แจ่มเลย ถ้าโฟลเดอร์เล่นเก่งๆ รับรองสาวตรึม ถือซะว่าไปเรียนดนตรี พี่จะอาสาสอนให้ฟรี”
            “จริงหรอคับ” น้องชายตาโตเป็นประกาย ลืมสิ้นทุกสิ่งอย่าง 
            “จริงสิครับหนุ่มน้อย อยากได้กีตาร์มากไม่ใช่หรอ” ดาต้าช่วยเสริม
            “ขอบคุณคับพี่ดาต้า ผมรักพี่ที่สุด”
            สองพี่น้องกอดกันกลม เปร่งรังสีความสุขออกมารอบกาย ขุนพลเห็นแล้วนึกขำในใจ พี่น้องเหมือนกันชะมัด พอเจอของถูกใจก็ลืมสิ้นทุกสิ่งอย่าง น้องชายเห็นกีตาร์เป็นทุกสิ่ง เขาเห็นได้จากร้อยยิ้มปริมใจ ส่วนดาต้า...เอ่อ น่าจะเป็นป้ายลดราคานะ ที่ทำให้รายนั้นเสียสติได้
            “ไปเร็ว กลับกัน เย็นมากแล้ว ได้กินข้าวเย็นกันด้วย—เร็ว ไป ลุก...” ขุนพลตบก้นดาต้า โดนสายตาดุจเสือป่าค้อนเข้าให้จนสะดุ้ง
            “ของขวัญใครน้าอยู่ในรถ อยากเห็นรึเปล่า” ดาต้าพูด
            “อยากๆ” เด็กตัวเล็กวิ่งแจ้นไปเปิดประตูเบาะหลัง แต่มันล็อก รอยยิ้มเริงร่าตกลงพร้อมมือน้อยที่ห้อยลงข้างตัว เจ้าตัวเล็กคงเซ็งกับนิสัยเสียของพี่ตัวเอง “พี่ดาต้า แกล้งผมอีกแล้วนะ” น้องชายโค้งปากลง แต่เสียงหัวเราะของคนข้างๆขุนพลกลับดังขึ้นมา
            “อ่ะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” ดาต้าขำหนักมาก
            แล้วน้องชายตัวน้อยๆของคนที่สั่นคลอนหัวใจขุนพลได้ก็เปลี่ยนร่าง คำรามลั่นวิ่งไล่เตะแข้งพี่ชาย ขุนพลยิ้มหัวเราะให้ทั้งคู่จากใจจริง


            “จะได้กินมั๊ยเนี่ย ข้าวน่ะ พี่หิวแล้วนะ” คนบางคนยังไม่ได้กินข้าวกลางวัน


**************************************************************************************
Mr.SCROMAN : เรื่องร้ายคือเรื่องร้าย ไม่มีอะไรผิดถูก วิจารณญาณควรเป็นกลาง มองทุกอย่างให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ
#หวังว่าข้อคิดที่ผู้เขียนให้จะทำให้หลายคนผ่านพ้นปัญหาของตัวเองได้


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น