มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 9 : วิธีเข้าอาณาจักรใต้น้ำนั้นแสนง่าย 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,706
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 168 ครั้ง
    10 ก.พ. 62

        ตอนที่ 9 : วิธีเข้าอาณาจักรใต้น้ำนั้นแสนง่าย

 

 

          จริงอยู่ว่าพวกเรานั้นมาถึงแผ่นดินเต่าโดยสวัสดิภาพ ไร้รอยขีดข่วน ทั้งยังแตะเท้าลงสู่ดินแดนแห่งความเยือกแข็งอย่างง่ายดาย ปราศจากการป้องกันข้าศึกรุกราน ไม่สมกับฉายาที่ตระกูลเต่าได้รับมาหลายสมัยว่า การป้องกันเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า

 

          เหล่าจิ้งเหลนผู้ติดตามเริงร่า ภายในใจคงคิดว่าการเข้าออกดินแดนเต่าช่างง่ายราวพลิกฝ่ามือ ต่างจากข้าและไป๋หยินที่เปิดประสาทสัมผัสทั้งหมดอย่างระแวดระวังภัย ข้าจรดสายตามองไปยังเบื้องหน้าพลันขมวดคิ้วแน่น เพราะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจน

 

          นี่ยังไม่ถึงปากทางเข้าเลยด้วยซ้ำ

 

          ข้าแอบยิ้มเยาะในใจ สมแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็นโล่ที่แข็งแกร่งที่สุด ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยจริง ๆ

 

          ข้ากวาดสายตามองไปรอบ ๆ อาจกล่าวได้ว่าพื้นที่ส่วนนี้เป็นเขตชายแดน ไม่มีใครอาศัยอยู่เลย เนื่องจากอุณหภูมิที่ไม่เป็นมิตรต่อชีวิตสักเท่าใดนัก ต้นไม้ใบหญ้าต่างเฉาตาย ผลหมากรากไม้แห้งเหี่ยว หิมะสีขาวโพลนปกคลุมทุกหนทุกแห่งจนมองมิเห็นสิ่งใด

 

          ดังนั้นอย่าได้ถามถึงสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในแถบนี้เลย แค่จะอาศัยอยู่เป็นการชั่วคราว ต่อให้เป็นสัตว์เทพที่มีพลังวิเศษก็อยู่ยาก

 

          บรรยากาศที่ห้อมล้อมดูอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว ทว่าภายในใจข้ากลับเต้นระทึก ความอยากรู้อยากเห็นเข้าครอบงำ ข้ายกยิ้มบางเบาอย่างนึกสนุก อยากรู้เสียแล้วสิว่า "ข้างใน" นั้นจะเป็นเช่นไร

 

          น่าสนใจมากจริง ๆ

 

          "นายท่านเฮย ไม่หนาวหรือขอรับ ?"

 

          ข้ารับใช้มังกรขาวตนหนึ่งถามด้วยความเป็นห่วงพร้อมทอดสายตามองข้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าพบว่าข้าเพียงสวมสาบเสื้อแค่สองชั้นเท่านั้น คงไม่มีทางกันความหนาวที่แทบจะแช่แข็งร่างได้ไหวแน่

 

          ข้าส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนวาดยิ้มที่ริมฝีปากเมื่อมองดูเหล่าจิ้งเหลนที่แม้จะสวมเสื้อผ้าทับหลายชั้น พันผ้าพันคอจนแทบปิดบังใบหน้าค่าตา ซ้ำยังคลุมทับด้วยผ้าขนสัตว์หนานุ่มก็มิสามารถต้านทานความหนาวได้ ตัวสั่นเทิ้มเหมือนลูกนกตกน้ำ

 

          "มิเป็นไร เจ้าดูแลตัวเองกับพวกพ้องเถอะ"

 

          แล้วยังมีกะจิตกะใจมาห่วงใยคนอื่นอีกนะ เจ้านายเสี้ยมสอนมาดีเสียจริง ๆ ข้าแอบชื่นชมในใจแล้วเป็นต้องยิ้มค้างเมื่อนึกขึ้นได้ว่านายท่านของเจ้าพวกนี้คือ...

 

          [เจ้างูเผือกจอมบัดซบ !!]

 

          ดียิ่ง มีเจ้าเงาน้อยตอบคำถามให้ด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ข้าลูบคางครุ่นคิด ดูท่าทางเจ้าความมืดตัวจ้อยยังไม่หายอารมณ์เสียที่ข้าถูกลักกินเต้าหู้เป็นแน่ เวลาไม่ได้ดั่งใจก็มักจะเงียบหายไปดื้อ ๆ อยู่บ่อยครั้ง

 

          ตรงนี้แหละที่น่ากลัว สู้ให้อีกฝ่ายพร่ำบ่นจนหูชา ข้ายังรู้สึกยินดีมากกว่าเสียอีก เพราะหลายครั้งที่ข้าขนลุกซู่ยามที่ได้ยินเจ้าเงาน้อยบ่นพึมพำออกมาเสียงแผ่วเบา หลุดปากพูดความในใจอันดำมืดขัดกับภาพลักษณ์ที่แสนน่ารักน่าเอ็นดู

 

          บางครั้งก็รู้สึกว่า... โชคดีแล้วล่ะที่นอกจากข้าแล้วไม่มีใครเห็น ได้ยินหรือจับต้องเจ้าเงาน้อยได้

 

          มิเช่นนั้นมีหวัง ... เฮ้อ ไม่อยากจะคิดให้จิตใจมัวหมองเลย   

 

          ข้าชำเลืองมองหน้าเจ้าหยวกกล้วยเล็กน้อยแล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ พ่อมังกรขาวตนนี้ก็สวมเสื้อผ้าแค่สองชั้นเช่นเดียวกับข้า เพียงแต่คลุมไหล่ด้วยผ้าขนสัตว์สีเทาเพิ่มความอบอุ่น

 

          ภาพบุรุษรูปงามที่ท่อนบนมีขนฟูฟ่องปกคลุมนี่ช่าง...

 

          ข้ากระแอมไอเบา ๆ พร้อมกลอกลูกตา หากตัดเรื่องนิสัยออกไปก็คงได้รับความนิยมมากกว่านี้ล่ะนะ

 

          พวกเราเดินเท้าอีกสักพักก็พบกับเขตอาคมที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ด้วยดวงตาคู่นี้ของข้าที่อาจกล่าวได้ว่าดีที่สุดแล้วในบรรดามังกรแห่งเหยียนหลงทุกตนจึงสามารถมองเห็นภาพได้ทะลุปรุโปร่ง

 

เหมือนมีกระแสน้ำวนบดบัง

 

          แต่เจ้าจิ้งเหลนอันน่าชังของข้านั้นไม่รู้ เดินทะเล่อทะล่าชนเข้ากับม่านพลังป้องกันเข้าอย่างจัง ข้ายักไหล่ปลง ๆ เพราะจะเตือนก็เตือนไม่ทันแล้วเลยได้แต่ปล่อยเลยตามเลย แล้วมีที่ไหนบ่าวรับใช้ตื่นเต้นมากจนเดินนำเจ้านาย หน้าเลยจูบเข้ากับกำแพงล่องหนเต็ม ๆ ล้มก้นจ้ำบ้าไถลลงกับพื้นด้วยท่าพิสดารจนเผลอหลุดหัวเราะไปคำหนึ่ง ในขณะที่ข้ารับใช้ตนอื่น ๆ ต่างกระวีกระวาดเข้าไปดูอาการด้วยความเป็นห่วง

 

          อย่าได้ถามถึงเจ้าหยวกกล้วยน้อยเลย รายนั้นไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับชาวบ้านเขาอยู่แล้ว...

 

          ยอมรับว่าข้าเป็นเจ้านายที่นิสัยไม่ค่อยดีเท่าไร แทนที่จะเป็นห่วงเป็นใยลูกน้องกลับยืนขำไหล่สั่นงันงก เสี้ยวหนึ่งในความคิดยังแอบสะใจเล็ก ๆ อีกด้วย

 

          ข้าค่อนขอดในใจ ทีกับเรื่องเจ้านายนี่เก่งนัก เชี่ยวชาญหนา ไหวพริบเป็นเลิศในการสร้างสถานการณ์ที่ข้าไม่ได้ร้องขอ ทำไมกับเรื่องที่ควรฉลาดเฉลียว กลับกลายเป็นตัวโง่งมไปเสียได้

 

          น่าเหนื่อยใจจริง ๆ

 

          หลังจากที่หัวเราะจนสาแก่ใจข้าจึงเอ่ยถาม "เป็นอะไรมากหรือไม่ ?" ด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม น้ำเสียงหาความจริงใจไม่ได้เลยได้ดวงตาเขียวปัดที่ตวัดมองค้อนอย่างโกรธเคืองราวกับพยายามบอกว่า นายท่านไม่ยอมเตือนข้า !

 

          อย่างไรก็ตามด้วยความที่ข้าคัดเลือกผู้ติดตามที่สงบเสงี่ยมเรียบร้อยมาจึงได้การตอบรับที่ค่อนข้างถ่อมตัวมากทีเดียว

 

          "เจ็บขอรับ..."

 

          ข้าหัวเราะในลำคอ เจ้าตอบเสียงอ่อน แต่นัยน์ตาตัดพ้อเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน ?!

 

          ข้าเหลือบตามองปลายจมูกของจิ้งเหลนตนนี้ที่แดงก่ำ เพราะถูกหิมะกัด ทั้งยังมีรอยช้ำเพิ่มเติมจากการชนเข้ากับกำแพงน้ำวนล่องหน จึงล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อควานหากระปุกยาที่พกติดตัวออกมาแล้วโยนให้มันรับไปทาเอง ก่อนจะใช้หลังมือยกขึ้นไปเคาะจมูกที่แดงขึ้นสีเลือดจนน่ากลัวเบา ๆ เป็นการสั่งสอน

         

          "จริง ๆ ข้าจะเตือนเจ้าอยู่แล้ว แต่มีที่ไหนบ่าวไพร่เดินนำหน้าเจ้านาย สมควรแล้วที่จะเดินชน" ข้าคลี่ยิ้ม ก่อนพูดต่อ "ทาเสร็จแล้ว ไม่ต้องคืนตลับยาให้ข้า เก็บเอาไว้ทาที่จมูกบ่อย ๆ อีกไม่นานคงหายช้ำ จากนี้ต้องดูอะไรให้ดีก่อน เข้าใจหรือไม่ ?"

 

          โอ้ ใช่ ถึงจะหัวเราะสะใจมากไปนิด แต่ข้าก็เป็นนายที่ดีเวลาตักเตือนบ่าวไพร่นะ !

 

          "ขะ ขอบพระคุณขอรับ"

 

          อย่างไรก็ตาม พอแล้วกับการอบรมสั่งสอน ข้าเลิกให้ความสนใจกับใบหน้าแดงเถือกของข้ารับใช้ที่อาจเพิ่มด้วยสาเหตุอื่นและทำเมินเจ้าหยวกกล้วยที่มองข้าด้วยสายตาเชือดเฉือนพร้อมหันมาพินิจพิจารณาม่านพลังที่ครอบคลุมทั้งอาณาจักรตรงหน้าอีกครั้ง

 

          ข้าลองวางมือทาบกับกำแพงล่องหนดู ความหนาวเย็นกระจายไปทั่วฝ่ามืออย่างรวดเร็วจนน้ำแข็งเริ่มปกคลุมจึงรีบถอนมือออกมา ข้างนอกฉาบด้วยกำแพงน้ำแข็งที่ข้างในมีกระแสน้ำวนอีกที เป็นม่านพลังสองชั้น

 

          สำนวนเต่าในกระดองมิใช่เป็นเพียงแค่คติเตือนใจ

 

          แต่เป็นจริง ๆ

 

          มีข้ารับใช้ตนหนึ่งเล่นพิเรนทร์ขว้างก้อนหินขนาดเล็กเข้าไปในกำแพงล่องหน ตอนแรกข้านึกว่าก้อนกรวดนั้นจะไม่มีทางทะลุผ่านเข้าไปได้ แต่มิใช่ ข้าจ้องเขม็งไปยังก้อนกรวดที่ถูกกระแสน้ำวนดูดกลืนหายลับไปแล้วสะท้อนดีดกลับมาอัดเข้าที่หน้าผากข้ารับใช้ตนนั้นอย่างแรงจนสลบล้มหงายตึง

 

          "กรี๊ดดดด !? สหายรักกก !!!"

 

          ท่ามกลางความโกลาหลและเสียงกรีดร้องของเหล่าข้ารับใช้ ข้าลูบปลายคางแล้วปรายตาไปที่ม่านพลังป้องกันแล้วทำการตรวจสองอีกครั้ง ไป๋หยินก็มิได้อยู่เฉย เคาะเขตอาคมสองสามครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่เคาะนั้นอัดแน่นไปด้วยพลังทำลายล้างมหาศาล แต่ก็มิอาจฝ่าไปได้ ข้าพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้อีกฝ่ายหยุดมือ

 

          รัดกุมแน่นหนา แมลงสักตัวอย่าหวังว่าจะได้เข้าไป

 

          แต่สำหรับผู้มีพลังเช่นข้าแล้วละก็... พอลองเอามือทะลวงเข้าไปก็ถูกดีดกลับออกมาอย่างรุนแรง ข้าสะบัดมือแล้วเบ้หน้า หากเป็นสัตว์ธรรมดา มือไม้ได้หักกันบ้างล่ะ

 

          เช่นนี้เอง ยิ่งพยายามใช้พลังฝ่าเข้าไปมากเท่าใดก็จะถูกสะท้อนกลับด้วยพลังโจมตีที่รุนแรงยิ่งกว่า ว่าง่าย ๆ ยิ่งอยากเข้า ยิ่งเจ็บตัว ข้าชักจะสงสัยกลไกการทำงานของม่านพลังล่องหนที่ครอบคลุมดินแดนเต่าแห่งนี้เสียแล้วสิ

 

          คิดค้นโล่อันตรายแบบนี้ออกมาได้อย่างไรกัน ?

 

          ข้ารับใช้มีสีหน้าเป็นกังวล ต่างจากเจ้านายทั้งสองที่ใบหน้านั้นเรียบเฉย นิ่งจนไม่สามารถนิ่งไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว

 

          นะ นายท่านผู้ประเสริฐขอรับ พวกข้าน้อยจะแข็งตายกันอยู่แล้วว !? (T▽T)

 

          อยากจะพูดออกไปเหลือเกินว่าความในใจของพวกเจ้านั้นดังมาก ข้านวดคลึงศีรษะ เล่นร้องโอดครวญตลอดทาง ไม่เหนื่อยกันบ้างหรืออย่างไร พวกเจ้าไม่เหนื่อย แต่ข้าเริ่มล้าแทนเสียแล้ว

 

          ข้ากับไป๋หยินเป็นทูตเจรจา ย่อมได้เข้าไปแน่ ๆ เพียงแต่...

 

          ข้าชายตามองดวงหน้าหล่อเหลาที่ยังคงมีรอยประทับฝ่ามือเด่นเป็นสง่า ถึงจะจางลงไปมากแล้วก็ตาม ก่อนหลบตาแลมองไปทางอื่นเมื่อดวงตาสีเงินพราวพรายประสานสายตาเข้ากับดวงตาของข้าพอดี

 

          วิธีการเข้าไปนั้นออกจะยุ่งยากเล็กน้อย

          ไม่สิ เรียกว่าง่ายดายเลยล่ะ เพียงแต่ข้าต้องกลั้นใจทำสักหน่อย

 

          [หากเจ้าไม่อยากเข้าด้วยวิธีนั้นก็อย่าฝืนเลยนะ เฮยหยาง !~]

 

          เจ้าเงาที่เงียบหายไปนานกล่าวขึ้นมาอย่างร้อนรน วิธีดังกล่าวคือการที่ข้าต้องประสานมือกับไป๋หยิน แล้วใช้มือข้างที่เหลือวางมือทาบลงบนกำแพงล่องหนนี้พร้อม ๆ กัน อ้างอิงจากเนื้อหาภายในสารมอบหมายภารกิจที่ได้รับจากท่านพี่หง

 

          บางทีข้าก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้วิธีแบบนี้ด้วย สู้ให้กรีดข้อมือเอาเลือดหยดแล้ววาดอักขระไม่ฟังดูง่ายกว่าหรอกรึ ? ทั้งยังตรวจสอบคนเข้าออกได้รอบคอบมากกว่า

 

          ทำไมต้องใช้วิธีเข้าออกเหมือนเด็กอมมือเช่นนี้ด้วย !?

 

          [หาทางเข้าด้วยวิธีอื่นดีหรือไม่...? ข้าพอจะรู้อยู่นะ แต่ว่าเข้าได้แค่คนเดียวนี่สิ~]

 

          อืม นั่นสินะ ว่าแต่ ...เจ้าเงาน้อย แล้วนี่เจ้าเข้าดินแดนเต่าได้โดยไม่ผ่านเขตอาคมได้อย่างไร ?

 

          ข้าถามด้วยความสงสัย หากเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า เส้นด้ายแสนสวยของเจ้าเงาน้อยคงถูกปั่นด้วยกระแสน้ำวนเป็นแน่ ไม่มีทางอยู่รอดจนถึงทุกวันนี้ เพราะข้าคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะเข้าด้วยวิธีไหน นอกจากฝ่าเข้าไปตรง ๆ

 

          และเจ้าเงาน้อยก็เงียบหายไปอีกครั้ง ก่อนตอบอ้อมแอ้มกลับมา

 

          [แฮะ ๆ ความลับจะทำให้คนมีเสน่ห์มากขึ้นนะ (´ω`★) อะฮิ ~]

 

          ดูท่าแล้วคงไม่อยากตอบ ข้าเองก็ไม่ได้เค้นคอถามต่อ มีลับลมคมในสมกับเป็นเจ้าเงาน้อยดีจริง ๆ แต่จะให้เข้าตามวิธีที่เจ้าเงาดำเสนอคงไม่ได้ เรามากันตั้งเจ็ดคน จะให้ข้าทิ้งเหล่าจิ้งเหลนให้ทนความหนาวอยู่ที่ปากทางเข้าก็ดูโหดร้ายเกินไปสักหน่อย

 

          ... เอาเถอะ กะอีแค่จับมือ ทำไมข้าจะทำไม่ได้ (มากกว่านี้ก็เคยมาแล้ว.. หมายถึงโดนกอด !) ทำอย่างกับว่าข้าไม่เคยจับมือกับใครมาก่อนทั้งชีวิตดุจดรุณีวัยแรกแย้มไปได้

 

          ก่อนภาพควาทรงจำเมื่อเช้านี้จะย้อนกลับเข้ามาในหัวเป็นฉาก ๆ รวมถึงเหตุการณ์ชวนใจสั่นก่อนหน้านี้อีกนับครั้งไม่ถ้วน

 

           บัดซบ !!? แล้วข้าจะนึกถึงช่วงเวลาอันน่าอัปยศขึ้นทำไมกัน ข้าสะบัดภาพนั่นออกจากหัวทันที สงบสติอยู่ครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด กลั้นใจทำให้จบ ๆ ไปก็แล้วกัน

 

          ข้าไม่พูดอะไร เพียงแค่เขยิบตัวเข้าไปใกล้บุรุษข้างเคียงมากกว่าเดิม จะเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็กระดากไม่น้อย จึงเริ่มต้นด้วยการเกี่ยวนิ้วก้อยช้า ๆ แล้วค่อย ๆ เกาะเกี่ยวปลายนิ้วมือทั้งห้า ขยับไปสอดประสานมือข้างขวาของข้าเข้ากับมือข้างซ้ายของเขา ไป๋หยินนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระชับฝ่ามือแนบแน่นขึ้นโดยที่ไม่ได้ปริปากอะไร

 

          ยอมรับเลยว่า.. อุณหภูมิที่แล่นสู่ปลายนิ้วนั้นชวนให้รู้สึกอบอุ่นใจไม่น้อยเลยทีเดียว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือทะลุฝ่าเข้าไป !

 

          ข้าตั้งมั่นจริงจัง สลัดความกระดากอายทิ้งไปแล้วจดจ่อสมาธิกับการเข้าไปในดินแดนใต้บาดาลจึงไม่รับรู้ถึงท่าทางกรีดร้องไร้เสียงของเหล่ามังกรข้ารับใช้ บ้างก็เอามือปิดตา แต่ดันถ่างนิ้วเอาไว้ บ้างก็ซับน้ำตา ทั้ง ๆ ที่น้ำตาไม่ได้ไหลรินออกมาเลยสักหยด !

 

          หากนายท่านเฮยหันมามองข้างหลังสักครั้ง คงไม่แคล้วครหาว่าเจ้าพวกจิ้งเหลนรับใช้ทั้งหลายเป็นบ้าหรือถูกผีสิงสู่

 

          สวรรค์ ๆๆๆ !!! พวกเจ้ารีบจดฉากนี้ไว้เร็วเข้า ?!

 

          การสื่อสารระหว่างมังกรข้ารับใช้นั้นน่าอัศจรรย์ ต่อให้ไม่มีพลังจิต เพียงแค่ใช้สายตามองกันก็ราวกับเห็นลิ้นไก่ ทุกคนพร้อมใจกันตาลีตาเหลือกเขียนรายละเอียด ระบุวัน เวลา สถานที่ในสมุดบันทึกเสร็จสรรพ ทั้งยังพอมีเวลาเหลือก็วาดฝ่ามือทั้งสองที่ประสานเข้าด้วยกันเป็นภาพประกอบอีกด้วย

 

          และแน่นอนว่าเหล่าข้ารับใช้หยินหยางนั้นรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่เรื่องราวความรักสุดหวานชื่น(?)ของนายท่านทั้งสองจะถูกเขียนบอกเล่าเป็นนิทานชื่อเรื่องว่า "มังกรปรปักษ์" แพร่หลายไปสุดขอบฟ้า ทั้งยังโด่งดังไปถึงโลกมนุษย์เบื้องล่างอีกด้วย !

 

          รายได้จากการขายเรื่องเจ้านายนี่ไม่น้อยเลยจริง ๆ (ว่าแล้วก็นับเงินไปพลาง)

 

          ... แต่กว่าเฮยหยางจะรู้ตัวว่ามีเรื่องราวที่ตัวเองเป็นตัวเอกเขียนคู่กับมังกรขาวนั้นดังไปทั่วใต้หล้าก็ในอีกหลายพัน ๆ ปีต่อมา

         

          "ข้าจะนับหนึ่งถึงสามแล้วเราวางมือไปที่ม่านอาคมพร้อมกัน เจ้าเข้าใจใช่ไหม ?"

 

          ไป๋หยินไม่ตอบ แต่พยักหน้า ข้าไม่อาจรั้งรอไปได้นานกว่านี้แล้วจึงพูดเสียงดังว่า

 

          "1 ... 2 .. 3 !"

 

          ทันทีที่มือทั้งสองสัมผัสกับกำแพงล่องหนได้เกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ ข้ามองเห็นกระแสน้ำวนที่ก่อนหน้านี้ไหลเป็นทางเดียวกันกลับระส่ำระสายราวกับคลื่นยักษ์ที่กำลังจะทะลักทลายออกจากกำแพงน้ำแข็ง และค่อย ๆ หลอมละลายแหวกออกมาเป็นทางเข้าสู่ดินแดนเต่า

 

          ประตูเปิดแล้ว ข้ายิ้มดีใจ หมายจะเดินอาด ๆ เข้าไปในทันที โดยลืมไปว่าเจ้าหยวกกล้วยยังไม่ยอมปล่อยมือจึงหยุดชะงักแล้วหันไปแยกเขี้ยวใส่อย่างไม่เกรงกลัว มือกำแน่นจนแทบจิกเข้าไปในเนื้อพร้อมจะปล่อยหมัดอีกสักรอบสองรอบ

 

          "เจ้าอยากได้รอยฝ่ามือที่แก้มอีกข้าง ?"

 

          ข้ายักคิ้วยียวนพร้อมชูกำปั้นขึ้น คราวนี้คงไม่ใช่แค่ตบเหมือนครั้งที่แล้วแน่ ก่อนจะมองหน้าอีกฝ่ายอย่างหาเรื่องเหมือนกับอันธพาลข้างถน­­น ข้าขบฟันกรามแน่น อยากจะกวนประสาทเจ้าหยวกกล้วยให้กระอักเลือดตายไปข้างเหมือนที่อีกฝ่ายชอบทำกับข้าบ่อย ๆ

 

          แต่แล้วข้าก็คิดผิดพร้อมกับรำพึงในใจว่า เจ้าลูกงูนี่ไม่น่าเกิดเป็นมังกรเลย เป็นสุนัขจิ้งจอกเก้าหางยังจะเหมาะกว่า !

 

          เจ้าเล่ห์เหลือเกิน

 

          เจ้าหยวกกล้วยน่าตายกลับยกยิ้ม "หากมันทำให้ข้าได้จับมือกับท่านต่อก็นับว่าคุ้มแล้ว" พร้อมบีบมือแน่นขึ้นเมื่อเอ่ยจบ ทั้งหลับตาพริ้มเหมือนยอมถูกต่อยแต่โดยดี

 

          "..."


        บัดซบ...

 

- - - - -

 

          โชคดีที่เจ้าหยวกกล้วยไม่ได้ดิ้นรนที่จะจับมือข้าต่ออย่างที่ปากว่าเอาไว้ เพียงแค่ข้าสลัดมือทิ้งก็ยอมเลิกราแต่โดยดีด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม แน่นอนว่าข้าไม่ทนหน้าด้านอยู่ต่อหรอก แทบจะกระโจนเข้าเมืองบาดาลทันทีเลยด้วยซ้ำ

 

          ทั้งนายทั้งบ่าวทำหน้ากรุ้มกริ่มน่ารำคาญใจนัก ! เจ้าพวกจิ้งเหลนจิ้งจกของข้าก็พอกัน !!!

 

          น่าหมั่นไส้นัก...

 

          [เฮยหยาง~ อารมณ์ดีเถิดหนา รีบเข้าไปในเมืองกันเถอะ ! บางที... พวกเราอาจจะเจอเรื่องสนุก ๆ ที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้~~]

 

          เจ้าเงาน้อยเอ่ยปรามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รู้เลยว่ากำลังเลียนแบบคำพูดคำจาของท่านพี่หงคนงามอยู่­ แต่ใจข้ากลับจดจ่อกับคำว่า "เรื่องสนุก" จึงยิ้มเยาะกลับไปว่า ขอให้มันสนุกจนข้าลืมหงุดหงิดก็แล้วกัน

 

          เจ้ากลุ่มก้อนความมืดยังมิวายหัวเราะคิกคักเป็นการส่งท้ายว่า [แน่นอนอยู่แล้ว !]

 

.

.
.

 

          สายลมเย็นฉ่ำปะทะผิวหน้า มวลน้ำเป็นใจเบิกทางเข้าสู่แผ่นดินวารี สองบุรุษคู่ปรปักษ์ประสานมือก้าวข้ามผ่านกรงล้อแห่งโชคชะตา

 

          ในที่สุดก็มาถึงดินแดนเต่าสักที

 

          กว่าจะเข้ามาได้ช่างยากเย็น ไม่สิ... เบื้องบนทำให้มันยากกว่าเดิมมากกว่า คิดจะขัดแข้งขัดขาข้าไปถึงไหนกัน ?!

 

          เสียงคึกคักของผู้คนดังเข้ามาในโสตประสาท ข้าขับไล่ความรู้สึกขุ่นมัวในใจทิ้งพร้อมกวาดสายตามองดูรอบ ๆ ด้วยความสนใจ ...นี่น่ะหรือเมืองบาดาล ในที่สุดก็ได้มาเยือน ถือว่าไม่เสียชาติเกิดที่เป็นมังกร ข้าสูดอากาศที่เย็นสดชื่นเข้าเต็มปอด ถึงระหว่างทางจะไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไรก็เถอะนะ

 

          แล้วทางเข้าเมื่อครู่นี้...

 

          พอลองมองย้อนกลับไปตรงจุดที่เราเข้ามา เหลือเพียงกำแพงน้ำตกสีมรกตที่มองเห็นได้ชัดต่างจากข้างนอกที่ล่องหน ข้าลองใช้ปลายนิ้วสัมผัสกับผิวน้ำแล้วแอบสะดุ้งเล็ก ๆ ภายนอกดูเป็นแค่น้ำที่ไหลรินเอื่อย ๆ ดูนุ่มนวล แต่การจะฝ่าออกไปนั้นเรียกได้ว่าเอาชีวิตไปทิ้ง เหมือนถูกน้ำซัดปะทะเข้าร่างจนกระดูกแหลกละเอียด การป้องกันเป็นเลิศไม่เสื่อมคลายเลยจริง ๆ

 

          นี่จะเป็นการบอกใบ้ว่า "เข้าได้ แต่ไม่มีทางออกได้" ใช่หรือไม่ ?

 

          ดินแดนแห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยสายน้ำสีฟ้าอมเขียว แสงอาทิตย์เจิดจ้าจากข้างนอกจึงส่องกระทบกับผิวน้ำเป็นเงาทอดส่องลงมาตกกระทบกับพื้นเกิดเป็นเงาคลื่นสีฟ้าน้ำทะเลแพรวพราวจนแทบไม่อยากละสายตาไปไหน

 

          งดงามดีเหมือนกัน

         

          ดวงตาสีนิลที่ปกติดำมืดไร้ที่สิ้นสุด ยามนี้แลดูสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นมา คล้ายมีประกายแสงเรืองรองจากดวงดาราประดับอยู่บนท้องฟ้ายามราตรีก็มิปาน ผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ภายในเมืองถึงกับตาค้าง แม้นใบหน้านั้นจะไม่ได้ยกยิ้ม แต่กลับมีเสน่ห์บางอย่างที่อาจละสายตาไปไหนได้

 

          ล่อลวงใจผู้ได้ยล...

 

          น่าเศร้าที่นายท่านเฮยหยางมิรู้ตัวว่ามีเสน่ห์ลึกล้ำมากเพียงใด ประสาทสัมผัสก็ดีมากแท้ ๆ โดยเฉพาะนัยน์ตา เหตุใดจึงไม่รับรู้ถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องเลยหนอ เหล่าข้ารับใช้รำพึงรำพันแล้วเหงื่อตกไปตาม ๆ กันเมื่อนายท่านไป๋ก็ไม่น้อยหน้า แผ่ไอสังหารออกจากร่างไม่หยุดหย่อนตั้งแต่ก้าวขาเข้ามาในนครบาดาล

 

... ขอให้พวกข้าน้อยมีชีวิตรอดจนถึงวันเดินทางกลับด้วยเถิด...

 

          "อืม..."

 

          ขณะที่เหล่าข้ารับใช้กำลังเริ่มท่องบทสวดที่แอบหยิบยืมจากมังกรแดงในใจนั้น ข้าครางในลำคอระหว่างที่เหลียวมองไปรอบ ๆ พยายามเก็บข้อมูลที่คนต่างบ้านต่างเมืองไม่มีทางรู้ บนหน้าหนังสือก็ไม่มีเขียนด้วยความตั้งใจ

 

          จะกล่าวว่าเป็นเมืองใต้น้ำก็มิถูกนัก จริงอยู่ว่าเขตอาคมเมื่อครู่นี้จะทำด้วยกระแสน้ำวน แต่ภายในเมืองกลับเดินเหินเป็นปกติ ตามที่ข้าเคยจินตนาการเอาไว้นึกว่าข้างในเกราะกำบังนี้จะเต็มไปด้วยน้ำทะเล ชาวเมืองทุกคนอาศัยแหวกว่ายอยู่ในน้ำเสียอีก

 

          ถึงกระนั้นก็สมกับเป็นประชาชนภายใต้การปกครองจากประมุขเต่าผู้ครอบครองมหาสมุทรอันไพศาล สิงสาราสัตว์ใต้น้ำเยอะมากทีเดียว ข้าแอบเหลือบมองใบหูของหญิงสาวชาวเมืองที่เป็นครีบปลาสีสันสดใส กระทั่งพวงแก้มยังขึ้นเป็นเกล็ดปลาประปรายส่องประกายระยิบระยับยามต้องแสงดุจอัญมณีล้ำค่า

 

          มิน่าล่ะ เจ้าเงาดำถึงได้ชอบนัก เพราะสวยงามมากนี่เอง

 

          [หุ ๆๆ ~ สาว ๆ ล่ะ สาว ๆ !!! ~~]

 

          เจ้าเงาน้อยฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีและอยู่ไม่สุข เดี๋ยวก็ไต่ไปไหล่ข้างขวาวนมาที่ไหล่ข้างซ้าย เผลอ ๆ ก็ปีนไปตามเส้นผมจนข้าทอดถอนใจ

 

          สภาพอากาศภายในและนอกม่านพลังป้องกันต่างกันราวฟ้ากับเหว จริงอยู่ว่ามีความเย็นอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงขนาดหนาวสั่นจนทนไม่ไหว ดังนั้นการที่ข้ารับใช้ของข้าแต่งตัวเช่นนี้จึงดูประหลาด ไม่ต้องรอคำสั่งทุกคนก็พร้อมใจกันถอดเสื้อผ้าหนา ๆ หลายชิ้นออกจนกลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง ขณะที่กำลังเก็บผ้าเก็บผ่อนเข้ากระเป๋า ข้าก็เรียกข้ารับใช้ของข้าสองคนและของไป๋หยินอีกหนึ่งคนมารับคำสั่ง

 

          "นายท่านเฮย โปรดออกคำสั่ง"

 

          ข้าวาดนิ้วชี้ไปที่กองสัมภาระที่วางอยู่บนพื้น "พวกเจ้าจงนำสัมภาระไปเก็บที่วังให้เรียบร้อย ต่อจากนี้ข้าจะเดินเล่นสักหน่อย พวกเจ้าก็ทำตัวตามสบายเถิด แต่เมื่อถึงยามเซิน (15.00 - 16.59 น.) ต้องมารวมตัวอยู่หน้าวังเต่า เข้าใจหรือไม่"

         

          "ขอรับ"

 

          แจกแจงแบ่งหน้าที่เสร็จสรรพ ข้าไม่รอช้าที่จะสาวเท้าเดินเข้าไปเที่ยวเล่นชมเมืองอย่างเริงร่า โดยมีเจ้าหยวกกล้วยและข้ารับใช้บางส่วนที่เดินตามต้อย ๆ ไม่ยอมไปไหน เหมือนสุนัขติดเจ้าของไม่มีผิด ! ส่วนที่เหลือที่ข้าให้พวกนั้นไปเก็บสัมภาระที่วังเต่าล่วงหน้า เพราะว่าหากเดินเล่นไปแบกของไปคงไม่สนุกแน่ ๆ เล่นขนของมาเยอะแยะเหมือนเตรียมย้ายบ้านเสียขนาดนั้น...

 

          ทั่วทั้งเมืองหลวงอันโอ่อ่าปูพื้นด้วยกระเบื้องสีมรกตอย่างดี บ่งบอกถึงความมั่งคั่งร่ำรวย แม้จะปิดกั้นตัวเอง ไม่แม้แต่จะย่างก้าวออกจากเกราะกำบัง... ราวกับซุกซ่อนอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้คนนอกรับรู้ ชาวเมืองแต่งเนื้อแต่งตัวอย่างผู้มีอันจะกิน อยู่ดีมีสุข ...เพียงแต่รอยยิ้มที่ฉาบอยู่บนหน้าดูจอมปลอมบอกไม่ถูก สายตาหลายคู่ที่จับจ้องมานั้นชวนให้รู้สึกคลื่นไส้ ข้าเบือนหน้าหนีพยายามไม่สบตากับใครทั้งนั้น

 

          รอยยิ้มการค้า

 

          ข้าล่ะเกลียดรอยยิ้มแบบนี้ที่สุด ถ้าจะแย้มยิ้มล่ะก็ช่วยยิ้มไปให้ถึงดวงตาด้วยไม่ได้หรืออย่างไร ความละโมบแผ่ออกมาจนน่าขนลุก ถึงกระนั้น... กลับมองดูอยู่ห่าง ๆ ไม่เข้าใกล้ประจบประแจงอย่างที่ควรจะเป็น

 

        อีกอย่าง... เงาน้อย แล้วพวกคนจนล่ะ ?

 

          ข้าจำได้ว่าเจ้าเงาน้อยเคยบอกไว้ว่า คนที่รวยก็รวยล้นฟ้า คนที่จนก็จนอยู่อย่างนั้น แต่จากที่ข้ามองไปรอบเมืองแล้ว ไม่เห็นแม้กระทั่งขอทานอย่างที่ควรจะมี คนพิการ เด็กยากไร้ที่สวมใส่เสื้อปอน ๆ ไม่เห็นเลยแม้แต่เงา

 

          จะบอกว่าที่นี่ "ทุกคน" มีฐานะดีหมดเลยงั้นหรือ ?

 

          พูดก็พูดเถอะ แดนมังกรเราก็ยังมีคนยากจนข้นแค้น หาเช้ากินค่ำ แม้จะไม่มาก แต่ก็ยังมี ถึงจะพยายามแก้ไขปัญหามานานหลายพันปีก็ยังไม่เป็นผล เป็นสัตว์เทพแล้วอย่างไร ชีวิตมีขึ้นมีลงไม่ต่างจากมนุษย์หรอก แต่นี่มัน... จะไม่ใสสะอาดมากไปหรอกหรือ

 

          เหมือนถูกปัดกวาดเช็ดฝุ่นไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น

 

          [เพราะพวกมันรู้ว่าเจ้าจะมาเลยสั่งให้ทหารเอาพวกคนจนไปเก็บหมดแล้ว คงไม่มีใครอยากให้เห็นด้านมืดของดินแดนตัวเองหรอกจริงไหม แต่ก็นะ~ ไม่พ้นสายตาข้าหรอก !]

 

        เหตุใดชาวเมืองจึงดูไม่แปลกใจกับการมาของเรา ?

 

        ทั้ง ๆ ที่เป็นดินแดนปิดกลับมีคนแปลกหน้าแปลกตาเข้ามาเดินเล่นในเมืองเช่นนี้จะไม่นึกสงสัยเลยหรือ ... ไม่สิ แต่ละคนทำท่าเหมือนรู้จักข้ากันอยู่แล้ว ชื่อเสียงมังกรทมิฬคลั่งดังมาถึงที่นี่เชียว ?

 

          [ก่อนหน้าที่เฮยหยางจะมาไม่กี่วัน ประมุขเต่าได้ป่าวประกาศทั่วเมืองว่าหากผู้ใดกล้าพูดถึงเรื่องที่กำลังเกณฑ์กำลังไพร่พลเพื่อทำบางสิ่งบางอย่างให้เจ้าได้ยิน... จะถูกทรมานทั้งเป็น ไม่ก็ถูกจับมาเป็นหนึ่งในกำลังไพร่พลเสียเอง แต่ถ้าไม่อยากเป็นก็ต้องเอาเงินมามัดจำ พวกคนจนน่ะหรือจะมี ล้วนสิ้นไร้ไม้ตอก แล้วก็ ๆๆๆ ถ้าใครทำความดีความชอบจะได้รับเงินอย่างงามเลยเชียวล่ะ !~]

         

        ทำไม ?

 

          [สร้างภาพลักษณ์ปิดบังความเน่าเฟะ]

 

          ... ดูท่าทางนอกจากเรื่องที่ปล่อยไอหนาวจนฤดูประลองเลื่อนไปแล้วยังมีข้อสงสัยอีกมากมายเลยทีเดียว ขอบใจเจ้ามาก ข้าครุ่นคิดในใจ คิ้วขมวดแน่นโดยไม่รู้ตัว เกณฑ์กองกำลังเพื่ออะไรกัน ทำไปเพื่ออะไร ?

 

          คิดแล้วก็ปวดหัว ดูท่าจะมีเรื่องให้ทำมากทีเดียว

 

          เหนือสิ่งอื่นใด อากาศก็ออกจะเย็นสบาย เหตุไฉนเจ้านี่ถึงปล่อยไออาฆาตดุจเพลิงบรรลัยกัลป์เช่นนี้เล่า ข้าก็คิดมาสักพักแล้วว่าเจ้าหยวกกล้วยดูไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ก้าวขาเข้าเมือง

 

          ใครไปทำอะไรให้อีกล่ะ

 

          "เหตุใดจึงทำหน้าบูดเช่นนั้น ?"

 

          ข้าอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม ไม่รู้ทำไมจึงทำหน้าปั้นปึ่งเหมือนพร้อมจะไปฆ่าใครตลอดเวลา ไม่เหนื่อยบ้างหรืออย่างไร นอกจากข้าต้องคอยสอดส่องสายตาดูความเป็นไปของที่นี่แล้วยังต้องเหลียวหน้าเหลียวหลังระแวดระวัง กลัวว่าเจ้าหยวกกล้วยจะไปสะดุดใครเขาเข้าจะเป็นเรื่อง

 

          อา เจ้านี่ใจร้อนจะตายไป ?! หากก่อเรื่องวุ่นวาย คนที่รับเคราะห์คงเป็นข้าอีกตามเคย !

 

          ไป๋หยินมองหน้าข้า แม้ดวงหน้าหยกจะเฉยชาไม่ต่างจากทุกครั้ง แต่นัยน์ตากลับดูขุ่นเคือง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่ติดจะไม่พอใจอยู่บ้าง "ข้าไม่ชอบที่ที่คนพลุกพล่าน มันน่ารำคาญ"

 

          อืม จริงสินะ ข้าแอบพยักหน้าเห็นด้วย ที่นี่ต่างจากโลกมนุษย์นัก ผู้คนแล้งน้ำใจ ไม่เป็นมิตร อา... ข้าอยากลงไปข้างล่างอีกจัง ว่าง ๆ คงต้องหาโอกาสลงไปสักเดือนสองเดือนน่าจะดี

 

          "เช่นนั้นเจ้าก็ไปพักที่วังเต่าก่อนเถิด ในเขตพระราชวัง คนคงไม่พลุกพล่านเท่าในเมืองหลวง สัมภาระก็อยู่ที่นั่นหมดแล้วด้วย"

 

          ข้าแนะนำแล้วหรี่ตาลงเล็กน้อย พยายามไม่ให้ความเจ้าเล่ห์แฝงมากับนัยน์ตา  อีกนัยหนึ่งเป็นการพยายามไล่เจ้าไป๋หยินกลาย ๆ พอมันอยู่ด้วยแล้วจะคิดทำการสิ่งใดก็ไม่ค่อยสะดวก ข้าอยากสืบเสาะหาข้อมูลอีกสักหน่อย

 

          "ข้าก็อยากทำแบบนั้น แต่ว่า..."

 

          "แต่ว่า ?"

 

          "ข้าอยากอยู่กับเจ้า"

 

          "...."

 

          เราสองคนสบตากันเงียบงันจนกระทั่ง...

 

          [แล้วใครมันอยากจะไปอยู่กับเจ้ากัน เจ้าตัวหน้าเหม็น !!?]

 

          ... มีคนตอบให้เสียแล้ว ข้ากระแอมไอในคอเบา ๆ น่าเสียดายที่นอกจากข้าแล้วไม่มีใครได้ยินเจ้าเงาน้อย มิเช่นนั้นคงได้มีคนหน้าชากันบ้างล่ะ เจ้าพวกจิ้งเหลนอันน่าชังทั้งหลายพร้อมใจกันหน้าแดงเถือกเหมือนถูกน้ำร้อนลวก เหลือบฟ้ามองดินกันเลิ่กลั่กแล้วหนีหายเข้าไปในฝูงชนอย่างแนบเนียน

 

          รู้งานกันดีนักนะ ?!

 

          ข้าไม่ได้สั่งสอนให้พวกเจ้าเป็นคนเช่นนี้มิใช่รึ ! การอบรมบ่าวไพร่ของข้าต้องผิดพลาดแน่ ๆ กลับไปคงต้องเข้มงวดให้มากกว่านี้แล้ว !! ข้าขมวดคิ้วเครียด นานวันไปเริ่มรู้สึกว่าตำแหน่งนายท่านเฮยมังกรดำผู้ปกครองทิศเหนือนั้นจะสั่นคลอนบ่อยไปแล้วกระมัง ข้าไม่ได้อยากเป็นเจ้านายพวกเจ้าแต่ในนามนะ

 

          "ขะ ขอโทษนะเจ้าคะ"

 

          แล้วแม่นางน้อยนี่ใคร ?

 

          [อูยยย สาวทรงโต~~]

 

          เจ้าเงาน้อยพูดด้วยเสียงระริกระรี้ ถึงเจ้านี่จะไม่มีลูกตา ข้าก็คล้ายมองเห็นมันจ้องหน้าอกหล่อนตาแทบถลน ข้าลอบถอนหายใจพร้อมหลุบตาลงเพ่งพิศมองนางมัจฉาที่กำลังส่งสายตาหวานเยิ้มมาให้ข้ากับอีกคนหนึ่งที่พยายามกระแซะเข้าหาเจ้าหยวกกล้วย

 

          ... เริ่มชักสีหน้าแล้ว

 

          ข้ารู้สึกกล้ำกลืนอยู่ในใจ อยากบอกกับแม่นางน้อยด้วยความหวังดีเหลือเกินว่า "ให้รีบหนีไป ! ให้พ้นจากตรงนี้ในรัศมีพันลี้เท่าไรยิ่งดี !!!"  แต่ก็นั่นแหละ นางยังพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานต่อไป

 

          "พวกท่านคงเป็นแขกสำคัญที่มาท่องเที่ยวที่นี่เป็นครั้งแรก... เอ่อ คือ หากพวกท่านทั้งสองไม่รังเกียจให้ข้า--"

 

          "รังเกียจ"

 

          [บัดซบ ! เจ้าตัวน่าตายนี่ แกพูดอะไรออกม๊าาา~ แม่นางหน้าเสียไปแล้ว ... อ๊ะ แต่อาหารตายังแหล่มเหมือนเดิมแฮะ อืม ๆๆๆ~~]

 

          เจ้ากลุ่มก้อนความมืดแผดเสียงด้วยความขัดใจเป็นการส่วนตัว ข้าพยายามกลั้นขำอย่างเอาเป็นเอาตายเมื่อเห็นใบหน้าอวบอิ่มที่แต่งแต้มสีชาดของแม่นางทั้งสองเริ่มซีดขาว หน้าอกหน้าใจที่ดูจะมากเกินไปหน่อยสะท้านขึ้นสะท้านลงอย่างข่มกลั้นอารมณ์ ทำเอาเจ้าเงาดำครึ้มอกครึ้มใจ ชะเง้อหน้าเข้าไปดูเต็มที่

 

          แล้วทำไมจู่ ๆ แม่นางทั้งสองถึงเข้ามาทักเรา ทั้งยังมีเจตนาแอบแฝง ข้าวิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้าผนวกเข้ากับเรื่องที่ฟังจากเจ้าเงาดำแล้วคิ้วกระตุก

 

          ... อย่าบอกนะว่าความดีความชอบที่ว่าก็คือ ?

 

          [ใช่ ๆ~ ต้องทำให้พวกเจ้ารู้สึกเกษมสำราญให้มากที่สุด ! ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม ยิ่งหลงใหลในเมืองนี้มากเท่าไรยิ่งดี ดูเหมือนพวกเขาอยากให้เราอยู่ที่นี่นาน ๆ นะ แหม~ ช่างเป็นการต้อนรับที่อบอุ่นเสียจริง เฮยหยางเห็นด้วยหรือไม่ ?]

 

          และหนึ่งในวิธียอดนิยมนั้นก็คือ "ดื่มสุราเคล้านารี"

         

          ดูจากรูปลักษณ์ของหญิงงามทั้งสองที่แต่งหน้าแต่งตาและสวมอาภรณ์น้อยชิ้น เผยผิวเนียนใต้ร่มผ้ามากเกินจนดูผิดปกติก็รู้ได้ว่า "มาเพื่อทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ" จุดหมายปลายทางที่ทั้งสองพาไปคงไม่พ้นหอโคมแดงสักที่ในแผ่นดินนี้

 

          ช่างเป็นวิธีที่เชยเสียจริง ๆ พวกข้าก็หาใช่ตาเฒ่ามากตัณหาไม่ ยังคิดจะใช้วิธีแบบนี้อีก ให้ตายเถิด ข้าเริ่มรู้สึกสิ้นหวังกับแนวคิดของท่านประมุขเต่า ใช้กับข้าอาจไม่ได้ผล แต่ใช้กับเจ้ากลุ่มก้อนที่เกาะอยู่บนไหล่ข้าได้หรือไม่ก็อีกเรื่อง

 

          แต่แม่นางน้อยก็ไม่ยอมแพ้ แม้จะเสียหน้า แต่มาถึงขนาดนี้แล้วย่อมไม่มีทางกลับไปมือเปล่า อย่างน้อย ๆ ... หนึ่งในสองคนนี้ต้องกลับไปที่บ้านของนาง !

 

          "พวกท่านอย่าได้เขินอายเลยนะเจ้าคะ ข้ารู้จักแหล่งท่องเที่ยวดี ๆ ที่พักดี ๆ" หล่อนช้อนตามองพยายามเข้ามาเกาะเกี่ยวแขนข้างซ้ายของข้าแล้วเอ่ยต่อด้วยท่าทางยั่วยวน "พวกท่านอาจจะได้ส่วนลดพิเศษก็ได้"

 

          ... บอกน่ะบอกได้ แต่ช่วยอย่าเอาก้อนเนื้อส่วนเกินมาโดนแขนข้าจะได้ไหม ?

 

          มิใช่ไม่ชอบของสวย ๆ งาม ๆ แต่อะไรที่ดูมากเกินไปก็ดูไม่งาม ข้าจึงอดไม่ได้ที่จะแขยงแล้วเผลอปล่อยไอสังหารออกไปชั่ววินาที ไม่ต่างจากไป๋หยินที่เริ่มตั้งเค้ากลิ่นอายมรณะมาแต่ไกล

 

          แน่นอนว่าคนธรรมดามิมีทางทนแรงอาฆาตนี้ได้ไหวแน่ ร่างอรชรสั่นสะท้าน ตากลมโตเบิกกว้างคล้ายเห็นร่างจริงของมังกรคู่หยินหยางปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าจนเข่าอ่อนแทบล้มพับ มือที่พยายามกอดรัดรีบดึงออกราวต้องของร้อน

 

          ความตายอยู่ใกล้เพียงเอื้อม

 

          "พะ พะ พวกเราขอตัวก่อนนะเจ้าคะ ลาล่ะเจ้าค่ะ !!!"

 

          และแล้วหญิงงามเมืองทั้งสองก็วิ่งหนีตายด้วยท่าทางไม่งามตาเอาเสียเลย ต่างจากเมื่อครู่นี้ลิบลับ ข้ามองตรงจุดที่แม่นางมัจฉาจากไปด้วยสายตาว่างเปล่า ส่วนไป๋หยินก็ทำหน้าตายตามปกติราวกับเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

          "...."

 

          "...."

 

          ข้ากับไป๋หยินมองหน้ากันแล้วถอนหายใจพร้อมกัน

 

          "หน้าเจ้านี่มันเป็นของอันตรายจริง ๆ" ข้าเผลอต่อว่า "เห็นทีคงต้องไปหาอะไรมาแต้มหน้าเจ้าให้เป็นปานดำปานแดงหน่อยกระมัง"

 

          ดูเอาเถิด ทุกคนในเมืองต่างรู้เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ แต่มิวายมีดรุณีน้อยบางส่วนส่งสายตามาให้อีก ข้าปวดหัวเหลือเกิน เหตุผลที่ไม่อยากให้มาด้วยก็เพราะแบบนี้

 

          "เช่นนั้นท่านก็ควรเพิ่มรอยบนหน้าเช่นกัน" ไป๋หยินพูดเสียงราบเรียบอย่างวางมาด แต่นั่นกลับทำให้ข้าเลิกคิ้วฉงน

 

          "หา ? ทำไมข้าต้องเพิ่ม เจ้าสิต้องเพิ่ม"

 

          "... ท่านช่างไม่รู้อะไรเลย"

 

          มังกรขาวเริ่มเหลืออด พยายามหักห้ามใจไม่ให้กระชากคนข้างกายเข้ามาในอ้อมกอดเป็นการสั่งสอน ทำไหน้ำส้มตกแตกไปตั้งมากมาย แต่คนกลับไม่รู้ตัวแล้วยังมีหน้ามาถามต่อว่า

 

          "ข้าไม่รู้ ... ไม่รู้อะไร ?"

 

          "เปล่า ท่านจะไปไหนต่อหรือไม่หรือจะกลับวังเต่าเลย" เจ้าหยวกกล้วยเปลี่ยนเรื่อง แต่ข้าไม่คิดจะเซ้าซี้ต่อจึงไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยตอบ

          "อืม เจอเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ อารมณ์อยากเที่ยวของข้าหายไปหมดแล้ว กลับไปก่อนก็น่าจะดี "

 

          "เช่นนั้นหรือ งั้นไปกันเถิด"

 

          "ไปน่ะไปได้... แต่ช่วยปล่อยมือข้าก่อน !"

 

          แต่ก็นั่นแหละ ถ้าคนอย่างเจ้าหยวกกล้วยเชื่อฟัง มันต้องเป็นตัวปลอมแน่ ๆ ข้าไหวไหล่หัวเราะแห้ง ๆ ในใจ

 

          โว้ยย ! มิใช่เด็กนะที่ต้องถูกจูงมือตลอดเวลา อีกอย่าง... ข้าอายุมากกว่าเจ้าอีกนะ !!  เจ้าหยวกกล้วยจอมบัดซบ ช่างไม่รู้จักหลาบจำเอาเสียเลย แต่จะวิวาทกลางเมืองก็ใช่เรื่องเลยได้แต่ปล่อยเลยตามเลยไป

 

แต่สบโอกาสเมื่อใดล่ะก็... น่าดู !!!

         

         

          สำนวนเต่าในกระดองนี่เราคิดเองค่ะ ไม่แปลกที่ทุกคนจะไม่เคยได้ยิน 555 ความหมายไม่ต่างจากสำนวนกบในกะลา แต่เพราะนี่คือดินแดนเต่า ! เต่าในกระดองแลดูจะเข้ากว่า เหตุผลอะไรเนี่ยย 555

 

          ถามว่าตอนนี้เขียนฉากไหนสนุกสุดบอกเลยว่าฉาก "สามัคคีคือพลัง" ของเหล่าจิ้งเหลนค่ะ 5555 เขียนตัวประกอบนี่สนุกจังเล๊ย ขอบคุณทุกท่านที่อยากอุดหนุนสินค้าของจิ้งเหลนหยินหยางนะคะ

 

          แต่ แต่ แต่ !!!

 

          ใช่ค่ะ ทุกคนสามารถสนับสนุนจิ้งเหลนดำได้ รวมทั้งเราได้โดยการรร

 

"โดเนท"

 

          สำหรับนักอ่านทุกท่านที่อาจทราบหรือไม่ทราบ เว็บ readawrite มีระบบโดเนทให้นักเขียนดังนี้นะคะ สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ >> https://www.readawrite.com/c/b1f458809c185d05d64a9dbcd55f5c8a?page_no=1

 

          เป็นค่าขนมให้ตั่วเจ้มีเงินไปซ่อมแว่นกรองแสงสีฟ้า ซึ่งมีสภาพดังรูปค่ *หัวเราะทั้งน้ำตา*


 


#น้องแว่นผู้น่าสงสาร

 

            1 เมนต์ = กำลังใจ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 168 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #145 2612547 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 21:04
    ไป๋พูดตรงเกิน55+
    #145
    1
  2. #70 FISHOKUN (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 11:37
    ที่แท้ตัวตนที่แท้จริงของไรท์ก็คือจิ้งเหลนเมื่อพันปีก่อน นำเรื่องเล่าของเจ้านายทั้งสองมาเล่าผ่านนิยายเรื่องนี้สินะคะ----- 5555
    #70
    1
  3. #29 pang1901 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:26
    ใส่แว่นเหมือนกัน แต่สภาพแบบนั้นไปผ่านสมรภูมิอะไรมาละนั้น-'-"
    #29
    1
    • #29-1 kungnangca(จากตอนที่ 9)
      11 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:16
      น้องค่อนข้างบอบบางค่ะ ถึงเลนส์จะดี แต่กรอบน้องบอบบางมากกก ร้าวง่ายละเกิน 5555
      #29-1
  4. #28 raabporn2016 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:03
    แว่นท่านดูมีปัญหานะเจ้าคะ แต่ไม่เป็นไร เราก็เป็นบ่อยๆกับแว่นกรองแสง ชอบวางไว้กับเก้าอี้ แล้วก็นั่งทับ หักไปหลายอัน(7-8)มาก
    #28
    1
    • #28-1 kungnangca(จากตอนที่ 9)
      11 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:15
      คือแบบเลนส์ดีนะคะ อย่างแพง แต่กรอบน้องไม่ทนเลยยยย 55555
      #28-1
  5. #27 0983163561 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:54
    แหมมมมเนียนเลยนะ
    #27
    1
    • #27-1 kungnangca(จากตอนที่ 9)
      11 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:14
      #คนเนียน2019
      #27-1
  6. #26 raabporn2016 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:23
    แหม๋ๆๆ สรรว์ ต้องแต่งเร็วกว่านี้แล้วกระมัง ลูกสาวข้าโดนขนาดนี้แล้ว//เสียงเย็น+มองสรรว์ด้วยหางตา ก่อนยกยิ้มเ-้ยมเกรียม //เจ้าไส้เดือนเผือก!!! ช่างกล้า!!!! ลูกสาวข้า!!!!!!! ฮึ่ม!
    #26
    3
    • #26-1 kungnangca(จากตอนที่ 9)
      3 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:14
      * สวรรค์ผิวปากไม่รู้ไม่ชี้ *
      * ส่วนไป๋หยินก็ทำหูทวนลมก่อนไปเต๊าะว่าที่เจ้าสาวต่ออย่างใจเย็น :) *
      #26-1
  7. #25 parabola321 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:12
    แหมมมม5555555
    #25
    1
    • #25-1 kungnangca(จากตอนที่ 9)
      3 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:27

      ตอนนี้ก็จะหลายแหมเลยค่ะ 555
      #25-1