มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 8 : ยังไม่ทันลงมือก็โดนเอาเปรียบเสียแล้ว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,560
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 153 ครั้ง
    27 ม.ค. 62

        ตอนที่ 8 : ยังไม่ทันลงมือก็โดนเอาเปรียบเสียแล้ว

 

 

ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด

.

เจ้าเป็นดั่งแสงสว่างนำทางข้าเสมอ

         

          ตะวันยอแสงคล้อยต่ำลับขอบฟ้า นิศากาลครอบคลุมวิสัยทัศน์อย่างแท้จริง พระจันทร์ทรงกลมซ่อนเร้นในเมฆหมอก มีเพียงหมู่ดวงดาราส่องแสงริบหรี่บนผืนฟ้า

         

          ปลายฤดูเหมันต์อันหนาวเหน็บ ทำให้รัตติกาลมาเยือนเร็วกว่าปกติ ไออุ่นจากสุริยะไม่มีเหลือ อุณหภูมิลดต่ำยิ่งกว่าตอนกลางวัน

 

          หนาวสั่นสะท้านไปถึงกระดูกดำ

         

          เหล่าข้ารับใช้โอดครวญ ส่งสายตาร้องขอความเมตตาจากนายท่านทั้งสองด้วยน้ำตารื้นขอบตาอย่างน่าสงสารจับจิต เพราะกว่าเจ้านายผู้แข็งแกร่งสองท่านจะรับรู้ ร่างกายก็ค้างแข็งจนแทบกระดิกไม่ได้ไปเสียแล้ว !

 

          ข้ากับเจ้าหยวกกล้วยมองหน้ากันเงียบงัน แสร้งเมินเฉยเหล่ามังกรข้ารับใช้ที่ตามเกล็ดเริ่มปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจหยุดพัก ณ ต้นไม้ใหญ่ใจกลางพงไพร

 

          "นายท่านเฮยขอรับ แล้วเราจะเริ่มเดินทางต่อยามใด"

 

          "ยามรุ่งสาง ระหว่างนี้ก็พักเอาแรง ต่อจากนี้จะไม่มีการหยุดพัก"

 

          แม้นดวงตาของข้าจะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบด้านท่ามกลางความมืดได้แจ่มชัดไม่ต่างจากตอนกลางวัน แต่มิใช่กับเหล่าจิ้งเหลนข้ารับใช้ผู้ติดตามเป็นแน่

 

          ทั้งอุณหภูมิที่สามารถพ่นลมหายใจเป็นสีขาวได้อีก หากเดินทางต่อเกรงว่าจะเป็นอันตราย คงได้มีจิ้งเหลนตายตกดื่มน้ำเค็มกลางทาง ...ข้าคิดภาพออกเลย ไม่อยากตามเก็บศพใครด้วยสิ

 

          ข้าเดินทอดน่องออกจากที่พัก ก่อนหยุดเดินเมื่อถึงปลายทางของป่าใหญ่ สายตาทอดยาวมองมหาสมุทรเบื้องหน้า อีกไม่นานก็คงถึงนครบาดาลแล้ว ข้ายิ้มบางเบาที่ริมฝีปาก ฟังเสียงคลื่นซัดเข้ากระทบฝั่งเป็นระยะ พากลิ่นไอของน้ำทะเลปะทะเข้าใบหน้า

 

          นักกวีท่านใดหนอ... กล่าวว่าทะเลยามวิกาลนั้นงดงาม เสียงคลื่นและสายลมเย็นพัดพานั้นสุขสบาย ลืมเศร้าหมอง

 

          ข้าขอค้าน ทะเลยามค่ำคืนไม่ได้สวยเลยสักนิดเดียว

          ดูวังเวง เคว้งคว้าง น่าเศร้าหมอง ดวงจันทร์ทรงโตไม่เฉิดฉาย เสียงคลื่นซัดลมโบกกลับฟังคล้ายใครผู้หนึ่งร่ำไห้เดียวดายกลางทะเล

 

          ข้าถอนหายใจออกมาเป็นหมอกควัน ยิ่งใกล้ดินแดนเต่ามากเท่าไร ร่างกายยิ่งเหน็บหนาวด้านชามากเท่านั้น จริง ๆ จะฝืนเดินทางต่ออีกสักนิดก็ได้ ข้ารู้ขีดจำกัดของตัวเองและข้ารับใช้ส่วนตนเป็นอย่างดี

 

          เพียงแต่... ข้ากวาดสายตามองไปรอบ ๆ เห็นความเขียวขจีบนใบไม้ที่เริ่มจับตัวกันน้ำค้างแข็ง ข้าอยากจะสัมผัสกับความงามของธรรมชาติอีกสักหน่อย เกรงว่าหากถึงดินแดนทิศเหนือจะไม่มีเวลามาเดินเล่นชมวิวทิวทัศน์แบบนี้อีกเป็นแน่

 

          ไม่รู้ทำไม.. ข้าถึงมีความรู้สึกไม่ดีกับดินแดนที่กำลังไปเยือนอย่างบอกไม่ถูก

 

          [กังวลหรือ ?]

 

          ข้าขานรับในใจว่า ใช่ ไม่กังวลก็แปลกแล้ว ข้าอายุเป็นพัน ๆ ปี แต่กลับไม่มีโอกาสไปเยือนแดนเต่าเลยสักครั้งเดียว จะกระวนกระวายใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ก่อนที่จะได้คิดอะไรต่อ ใบหูพลันได้ยินเสียงบางอย่างเข้าใกล้

 

          กรอบแกรบ... กรอบแกรบ..

 

          ข้าไม่หันหน้ากลับไปดู เพราะทราบดีว่าเป็นข้ารับใช้ตนหนึ่งที่เรียกข้าด้วยน้ำเสียงนอบน้อมแฝงความหวั่นเกรง

 

          "นายท่านเฮยขอรับ..."

 

          "รู้แล้ว"

 

          เสียงเจ้าจะสั่นไปไหน ?! ข้าไม่ปล่อยให้ใครแข็งตายก่อนถึงแดนเต่าหรอก !

 

          แต่ช่างเถิด เมื่อเดินกลับไปก็พบเพียงข้ารับใช้ ข้าไม่มีทีท่าแปลกใจ เจ้าหยวกกล้วยคงเปิดห้วงมิติเข้าไปพักผ่อนแล้ว ข้าออกคำสั่งให้ที่เหลือไปหาฟืนมาก่อกองไฟใกล้ ๆ ต้นไม้ใหญ่ โดยไม่สนคำทักท้วงของเหล่าผู้ติดตาม

 

          "นายท่านขอรับ เช่นนั้นพวกข้าเปิดห้วงมิตินะขอรับ"

 

          "ตามสบาย แต่ไม่ต้องเปิดให้ข้า"

 

          "แต่ว่า..."

 

          "เจ้าจะขัดคำข้า ?" ข้าเลิกคิ้วถาม แววตาเริ่มฉายความหงุดหงิด

 

          "มะ มิได้ขอรับ เช่นนั้นพวกข้าน้อยขอตัว" เหล่ามังกรผู้ติดตามประสานมือโค้งคารวะ ก่อนจะเปิดมิติหายวับไปกับตา ข้าพรูลมหายใจโล่งอก ในที่สุดก็ได้อยู่คนเดียวสักที

 

          [เฮยหยางจะไม่นอนพักในมิติหรอกหรือ ?] เจ้าเงาถามด้วยความสงสัย

 

          ไม่ล่ะ ข้าไม่ชอบความรู้สึกเวลาอยู่ในนั้นสักเท่าไร ดูจอมปลอมบอกไม่ถูก

 

          [เพราะแบบนั้นมันถึงได้ชื่อว่ามิติลวงอย่างไรเล่า !]

 

          มิติลวงในที่นี้คือภาพลวงตาที่สามารถบันดาลสร้างทุกสิ่งอย่างได้ตามใจนึก สร้างได้แม้กระทั่งห้องหับส่วนตัว อาหาร เครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ ขอเพียงแค่มีพลังเพียงพอต่อการใช้งาน

 

          ยิ่งแข็งแกร่ง ภายในมิติยิ่งตระการตาน่าดูชม หากแต่พลังไม่เสถียร มิติจะบิดเบี้ยวแล้วแหลกสลายในที่สุด

 

          เป็นความสามารถพิเศษที่มังกรทุกตนมี

 

          ซึ่งส่วนใหญ่มักจะรวมพลังมังกรหมู่มากในการสร้างมิติลวง เพราะหากเปิดมิติเพียงผู้เดียวจะเปลืองพลังมากกว่า ความสุ่มเสี่ยงที่มิติจะแหลกกลายเป็นฝุ่นยิ่งพุ่งสูง กระนั้นแล้วแม้จะมีข้อจำกัดมากมาย แต่มังกรส่วนใหญ่ล้วนติดใจกับความสะดวกสบายนี้ เพราะถึงจะอยู่กลางป่ากลางเขาก็ไม่ต้องกลัวว่าจะอดตาย

 

          แต่ไม่ล่ะ ข้าไม่ชอบมิติเท่าไร เปลืองแรงเสียเปล่า ๆ

 

          อีกอย่าง... หากข้าเข้าไปอยู่ในมิติก็คงไม่เห็นความสวยงามของธรรมชาติที่ห้อมล้อมอย่างเช่นตอนนี้น่ะสิ บางทีข้าก็แอบวิตก มังกรติดสบายมากเกินไปจนลืมเลือนความเรียบง่ายอันงดงามไปแล้วกระมัง

 

          เป็นอีกสาเหตุที่ข้าชอบลงไปเล่นบนโลกมนุษย์ แฝงตัวเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่มีพลังวิเศษ ใช้ชีวิตเรียบง่าย สันโดษ และเงียบสงบ

 

          แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ข้าก็พอใจมากแล้ว

 

          หากชาติหน้ามีจริง... อยากจะเกิดเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ไม่ต้องมีพลังวิเศษอะไรเลยก็คงดี

 

          [... ความคิดเฮยหยางช่างล้ำลึกเหนือพรรณนา ข้าขอคารวะแด่ท่านหนึ่งจอก !]

 

          ข้าหลุดหัวเราะในลำคอ ใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามเส้นด้ายสีดำอย่างนุ่มนวล

 

          น่าเสียดายที่ไม่มีสุราติดไม้ติดมือ

 

          [หึ ๆ ก็แค่คำเปรียบเปรย เจ้าที่เป็นเช่นนี้น่ะดีแล้ว ข้าถึงได้ชอบเจ้าที่สุดในบรรดามังกรทุกตนอย่างไรล่ะ !~]

 

        แม้ว่าเจ้าจะชอบเปรียบเทียบข้ากับผู้อื่นอยู่เรื่อยน่ะรึ ?

 

          ข้าถามเสียงเย้าแหย่ในใจ ที่ไม่เปล่งเสียงออกไปเหมือนทุกครั้ง เพราะมิติลวงสามารถเชื่อมต่อกับภายนอกได้ด้วย ทั้งรูป สี กลิ่น เสียง รับรู้ได้ว่าข้างนอกมิติลวงเกิดอันใดขึ้นบ้าง ซึ่งขึ้นอยู่กับพลังของผู้ใช้งานอีกนั่นแหละ

 

          ไม่ต้องพูดถึงพวกจิ้งเหลนข้ารับใช้แค่รวมพลังเปิดมิติก็กระอักเลือดแล้ว คงไม่มีแรงเหลือพอที่จะทำเรื่องแบบนั้นได้หรอก

 

          ...จะมีก็แต่เจ้าไป๋หยิน ความสามารถตอนนี้ไม่รู้ถึงขั้นไหนแล้ว หากมันได้ยินเข้าว่าข้ากำลังพูดอยู่คนเดียว คงถูกกล่าวหาว่าเป็นบ้า

 

          แต่เจ้าเงาดำเถอะ เปรียบเทียบคนอื่นว่ามีดีกว่าข้าบ้างล่ะ ท่านพี่หงเรียบร้อยกว่าบ้างล่ะ เซินหลานเหอสดใสกว่าบ้างล่ะ ชอบข้าที่สุดงั้นรึ ? ไม่อยากจะเชื่อ เจ้าความมืดตัวจ้อยเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

 

          [... ในใจข้ามีแต่เพียงเจ้าเพียงผู้เดียวนะ~]

 

          ขนลุก

 

          ข้ากลอกตามองบน บีบขยุ้มเจ้าเงาน้อยอย่างมันมือ เจ้ากลุ่มก้อนความมืดสลายตัวเป็นเส้นด้ายหลีกหนีการบีบรัดแล้วตวาดเสียงกราดเกรี้ยว

 

          [เฮยหยาง ! เบามือหน่อย~ แรงเจ้าก็ไม่ใช่น้อย ๆ กระดูกข้าหักหมดแล้ว !]

 

          ข้าหยุดมือ ก่อนเลิกคิ้วฉงนด้วยความสงสัย ...เจ้าไม่มีเนื้อหนังมิใช่รึ แล้วกระดูกจะหักได้อย่างไร แต่ไม่ทันได้ถามให้หายข้อข้องใจ เจ้าเงาน้อยก็ส่งเสียงฮึดฮัดขัดขึ้นมาเสียก่อน

 

          [อีกอย่างคนที่น่าขนลุกมิใช่ข้า ! แต่เป็นมังกรหน้าละอ่อนนั่น !! ถามจริงเถิด เจ้าไม่รู้ตัวเลยรึว่ามันแอบมองเจ้าทุกหนึ่งเค่อตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง เจ้าไม่รู้ แต่ข้ารู้ น่าขนลุกเป็นบ้า มันไม่เคยเห็นมังกรดำผู้ทรงเสน่ห์หรืออย่างไร ถึงได้จ้องตาไม่กะพริบ ?!]

 

          ข้าหรี่ตาลงอย่างจนใจ ... คำสร้อยข้างหลังไม่ต้องมีก็ได้

 

          ไม่ใช่ไม่รู้ตัว แต่ไม่อยากใส่ใจก็เท่านั้น เล่นถูกจ้องเกือบตลอดเวลา ไม่รู้ตัวก็โง่เขลาเบาปัญญา ไม่ก็ตาบอดไปแล้ว ! ไหนจะประกายบางอย่างที่ส่องวูบวาบในดวงตาสีเงินจนทำเอาเนื้อตัวร้อน ๆ หนาว ๆ นั่นอีก

 

          คิดแล้วก็ขนลุก ! พอ เลิกคิดมาก หนทางยังอีกยาวไกลนัก

 

          ข้าเอนกายพิงกับต้นไม้ใหญ่จรดสายตามองกองไฟที่ลุกโชนอย่างเหม่อลอย ได้ยินเสียงกระแสลมแผ่วเบากระทบกับกิ่งไม้เบื้องบน ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด แม้อากาศจะเย็นยะเยือกไม่เหมาะกับการมานอนตากลมแบบนี้ก็ตามที

 

          ช่างปะไร ร่างกายข้าไม่รับรู้อันใดอยู่แล้ว ไม่มีทางป่วยง่าย ๆ เพราะลมหนาวแค่นี้หรอก ข้าไหวไหล่แล้วส่งเสียงเรียกหาในใจ

 

        เงาน้อย...

 

          [ว่าอย่างไร?] เจ้าเงาน้อยกลิ้งหล่นจากบ่าสู่อุ้งมือข้าอย่างพอดิบพอดี ก่อนจะซุกไซ้ลงกับฝ่ามือเป็นเชิงถามเมื่อเห็นข้าเว้นช่วงเสียงไปนาน

 

        เจ้าเคยไปเมืองเต่าใช่หรือไม่

 

          [ใช่ ๆ ถามทำไมรึ ?]

 

        ที่นั่นเป็นเช่นไร

 

          ข้อมูลของดินแดนเต่านั้นมีน้อยมากเมื่อเทียบกับดินแดนทั้งสี่ เนื้อหาในตำราไม่ลงลึกรายละเอียด ปิดกั้นตัวเองจากภายนอกและภายในอย่างแท้จริง รู้เพียงแค่ข้อมูลเบื้องต้นที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ

 

          ต่อให้สืบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนใต้บาดาลอย่างจริงจัง ก็จะพบเพียงเนื้อหาที่เหมือน ๆ กันราวกับลอกกันมา ไม่ตกหล่นแม้แต่ตัวเดียว

 

          ทางด้านการติดต่อค้าขายก็จะมีพ่อค้าคนกลาง ไม่ยอมปลีกตัวออกจากอาณาจักรมาซื้อขายโดยตรงเหมือนกับดินแดนอื่น ๆ เรียกได้ว่าการจะเจอคนของตระกูลนี้ยากยิ่งกว่าการที่มนุษย์มองเห็นมังกรตัวเป็น ๆ เสียอีก !

 

          ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยมากขึ้นไปอีกว่าเพราะอะไรดินแดนตอนเหนือถึงยังปล่อยไอความหนาวเย็นไม่หยุดและไม่ยอมส่งคนมาเจรจาบอกเหตุผลจนร้อนให้ข้าต้องไปหาความจริง

 

          อย่างน้อยก็ควรมีความรู้ไว้ประดับสมองบ้าง แต่เจ้าเงาน้อยกลับไม่ยอมตอบเหมือนปกติ บ่ายเบี่ยงด้วยสำนวนที่คุ้นหู

 

          [...สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น เฮยหยางไปดูด้วยตาตัวเองน่าจะดีกว่า แต่ว่านะ...]

 

          ข้าเหล่มองเจ้าตัวจ้อยที่ขึ้นมาเกาะอยู่บนไหล่ข้างขวาอีกครั้ง รออีกฝ่ายกล่าวอย่างใจจดใจจ่อ คาดหวังว่าจะได้ข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์เมื่อไปถึง ทว่า...

 

          [สาวงามเมืองเหนือนี่ดีจริง ๆ น้า~ อากาศหนาวขนาดนั้นแต่ก็ยังเปิดอกเผยร่องนมจนทำเอาน้ำลายไหลเลยอ่ะ~~ งดงามสุด ๆ ! เจ้าไปดูด้วยตาตัวเองเถิด เชื่อข้า !]

 

...

ใช่เรื่องไหม ??!

 

          สาระไม่มี มัวแต่จด ๆ จ้อง ๆ สาวน้อยใหญ่ไม่ต่างจากเฒ่ามากตัณหา !!!

 

          ข้าถอนหายใจปลงตก เหลือบมองดูแล้วว่าไม่มีใครก็คว้าหมับเข้าที่ความมืดตัวน้อยแล้วโยนมันใส่กองไฟทันทีด้วยสีหน้าว่างเปล่า ทำเมินเฉยต่อเสียงกรีดร้องแหลมสูงที่ดังเข้ามาในโสตประสาท

 

          [ว๊ากกกก !!! ระ ร้อนน ๆๆๆ เฮย.. เฮยหยาง ! เจ้าเด็กเมื่อวานซืน ฮือออ อ๊ากก เส้นด้ายสวย ๆ ของข้า ไม่น้าา ~]

 

          ข้ากลั้นหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตาย บ้าจริง ! เส้นด้ายสีดำติดไฟด้วย เห็นแล้วก็สงสาร ใช้มือตบ ๆ จนไฟดับมอด กระนั้นแล้วเสียงสะอึกสะอื้นปานจะขาดใจก็ยังไม่มลายหาย

 

          [ฮืออ~ ตัวข้าไหม้หมดแล้ว]

 

        ประเดี๋ยวก็งอกใหม่

 

          [ร่างกายข้าไม่ใช่เส้นผมนะ ถึงจะงอกขึ้นใหม่ได้ง่าย ๆ ! ฮึก...]

 

          ข้าคร้านที่จะปลอบใจ โบกมือไล่ให้เจ้าเงาดำไปพักผ่อน เจ้าไปพักเถิด

 

          [ฮือออ ทำร้ายร่างกายคนอื่นแล้วไม่รับผิดชอบ]

 

        ถึงแดนอุดรเมื่อใด ข้าให้เจ้ากินดื่มไม่อั้นและชมแน่งน้อยไม่มีเบื่อ

         

          [ตกลง !]

 

          น้ำเสียงกระดี๊กระด๊าขึ้นมาทันที ข้าส่ายหน้าระอาใจ ปล่อยเจ้าเงาน้อยไปซุกซนที่อื่นตามประสาคนอยู่ไม่นิ่ง ข้านั่งนิ่งอยู่สักพัก คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะปิดเปลือกตาลงช้า ๆ ให้ความมืดมิดครอบงำในที่สุด

 

.

.

.

 

          รอจนแน่ใจว่าคนหลับสนิท ประตูมิติลวงก็เปิดออกเผยให้เห็นร่างของบุรุษใต้แสงดาว ฝีเท้าเงียบเชียบจนไม่ได้ยินเสียงสิ่งใด กระทั่งเสียงลมหายใจยังถูกเก็บซ่อนเอาไว้ เพียงกะพริบตาเดียวร่างของทั้งสองก็อยู่ใกล้กันแค่คืบ ใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามกรอบหน้าที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งแผ่วเบา จรดสายตาที่ริมฝีปากไร้สีแลดูซีดเผือด

 

          ทนความหนาวได้ดีงั้นรึ น่าขันนัก... สาเหตุที่ต้องมาด้วยกัน เพราะเจ้าจะแข็งตายก่อนถึงเมืองใต้บาดาลต่างหาก

         

          ว่าแล้วก็โอบประคองให้มังกรหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำยาวราวม่านน้ำตกนอนลงบนพื้นที่ปูด้วยผ้าขนสัตว์อย่างระมัดระวัง ใช้ท่อนแขนเป็นหมอนหนุนแล้วกระชับคนในอ้อมกอดแน่นขึ้น เพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นจนร่างกายที่เย็นชืดมีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อย

 

          ดวงตาสีเงินแวววาวจดจ้องใบหน้าของคนหลับสนิทอย่างใกล้ชิด ระยะที่ห่างกันเพียงคืบ ชวนให้หัวใจสั่นสะท้าน

 

          หยินไม่อาจขาดหยางได้

          และหยาง... ก็มิสามารถขาดหยินได้เช่นกัน

 

          ค่ำคืนที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์ เหล่ามังกรข้ารับใช้หยินหยางที่แอบซุ่มมองในพุ่มไม้น้ำตานอง มือกำหมัดร้องโฮในใจเสียงดังลั่น

 

          ดีเหลือเกินที่ออกจากมิติลวงได้ทันเวลาพอดี !

 

          ท่ามกลางความปลาบปลื้มปีติ มือขยับปลายพู่กันจดบันทึกและร่างภาพอย่างว่องไวนั้นได้มีสุ่มเสียงหนึ่งที่กรีดร้องเสียงแสบทรวง พยายามปลุกคนหลับสนิทให้ตื่นขึ้นอย่างเอาเป็นเอาตาย

 

          [เฮยหยาง ! ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ !!! เฮยหยางงง~ บ้าเอ๊ย ทำไมหลับเป็นตายได้ขนาดนี้นะ ! ตื่นนนน ตื่นมาดูมาเจ้าถูกเจ้าคนแซ่ไป๋ทำอันใดไว้บ้าง ทั้งลูบหน้าลูบหลัง กินเต้าหู้เจ้าจนจะไม่เหลือให้ใครดอมดมแล้ว ตื่น เดี๋ยว นี้ ! อ๊ากกก !! บ้า บ้าที่สุด !?]

 

          น่าแปลกที่ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของมังกรดำไม่ทำงาน ต่อให้ตะคอกอยู่ข้างกกหูเสียงแหบแห้งแค่ไหนก็ไม่ตื่นขึ้นจากการหลับใหล เจ้าเงาน้อยจึงหันไปเล่นงานเจ้าตัวบัดซบที่บังอาจกินเต้าหู้ลูกหลานสุดรักสุดหวงด้วยการกระโดดพุ่งใส่อยู่หลายครั้งจนเหนื่อยล้าแล้วหยุดพักไปเอง

 

          [ฮึก... ไอ้สวรรค์น่าโง่เอ๊ย !!?]

 

          คืนนั้นเฮยหยางหลับสบายเป็นพิเศษ มีแค่ครั้งเดียวที่ผวาสะดุ้งตัวเล็กน้อย เพราะลมหนาวที่พัดแรงพาให้ร่างกายหนาวสั่น ซุกหน้าหาความอบอุ่นจากหมอนข้างโดยไม่สัญชาตญาณ แม้สามัญสำนึกจะรู้ดีว่าการพกหมอนระหว่างออกเดินทางนั้นไม่จำเป็น

 

          ...แต่จะยังไงก็ช่าง หมอนข้างอุ่นมากเลยแล้วผล็อยหลับไปอีกรอบ เรียกรอยยิ้มบางเบาของคนที่ทำหน้าที่เป็นหมอนได้เป็นอย่างดี

 

          จนกระทั่งรุ่งสางมาเยือน ตะวันทอแสงเจิดจ้ากระทบข้างแก้ม เปลือกตาที่เก็บซ่อนมณีนิลเอาไว้สั่นระริก ก่อนปรือตาตื่นขึ้นช้า ๆ แล้วหันไปมองบริเวณโดยรอบด้วยความงุนงงพลันนึกขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้นั่งพิงต้นไม้แล้วคงเผลอหลับไป

 

          แปลกจริง ทั้ง ๆ ที่ปกติข้านอนไม่ค่อยหลับเลยแท้ ๆ ... ทำไมจู่ ๆ ถึงผล็อยหลับไปเสียได้นะ

 

          ข้ากะพริบตาช้า ๆ ปรับทัศนียภาพเบื้องหน้าให้แจ่มชัด คงเพราะเพิ่งเคยหลับเต็มอิ่มเป็นครั้งแรกจึงรู้สึกไม่คุ้นชินเป็นพิเศษ

 

          จะแจ่มใสก็ไม่ใช่ จะง่วงเหงาหาวนอนหลับต่อก็ไม่เชิง

 

          ว่าแต่ทำไมถึงรู้สึกอุ่นขนาดนี้นะ อากาศก็หนาวมากแท้ ๆ ทำไมกัน ?

 

          คำถามผุดขึ้นในใจ ความอบอุ่นที่ห้อมล้อมร่างกายทำให้นึกฉงน ข้าใช้ฝ่ามือยันพื้นหมายจะลุกขึ้น สัมผัสของพื้นไม่หยาบกระด้างกลับนุ่มนิ่มคล้ายขนสัตว์ชั้นดี ข้าขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะชะงักงันตัวแข็งทื่อ นัยน์ตาที่ปรือเปรยพลันเบิกกว้าง

 

          สายตากวาดมองไปที่มือแกร่งที่พาดเหนือเอวอย่างรวดเร็ว รับรู้ได้ถึงลมหายใจสม่ำเสมอเหนือศีรษะ ร่างกายชาวูบจนไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียว !

 

          ข้าตื่นตระหนกอยู่สักพัก สูดลมหายใจลึกเข้าเต็มปอดอยู่หลายหน

 

          ประสาทสัมผัสข้าทื่อลงหรืออย่างไร โดนกอดแนบแน่นเสียขนาดนี้ก็ยังไม่รู้ตัว !

 

          ตกใจเกินกว่าจะโมโห ปวดหัวเกินกว่าจะไตร่ตรองหาคำตอบ รู้สึกเจ็บจี๊ดกลางสมองขึ้นมาทันที ทำได้แค่ค่อย ๆ พลิกตัวช้า ๆ เหลือบมองเจ้าของแขนล่ำที่หาญกล้าโอบรัดรอบเอวก็พบกับดวงหน้าหล่อเหลาที่หลับตาพริ้ม ไม่มีทีท่าจะตื่นจากการนิทรา

         

          เจ้าหยวกกล้วยจอมบัดซบ !       

 

          ข้าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน คนที่ใจกล้าทำเรื่องเช่นนี้กับมังกรทมิฬผู้เกรียงไกรก็มีอยู่ตัวเดียวนี่แหละ ไม่น่าแปลกใจเลยสักนิด แต่ที่สงสัยคือทำไมข้าถึงไม่รู้สึกตัวตอนที่เจ้านี่โอบรัด ! ซ้ำยัง... หลับอย่างสบายใจอีก

 

          แล้วเจ้าเงาน้อยหายไปไหน ?! เหตุใดจึงไม่รีบปลุกข้า ปล่อยให้ถูกเจ้านี่ลักกินเต้าหู้ คิดแล้วก็อดผวาลูบเนื้อลูบตัวไม่ได้ ... ข้าถูกทำอันใดไปบ้างนะ ?

 

          แต่ช่างก่อน ! ... ข้าควรทำตัวอย่างไรกับสถานการณ์ตอนนี้ดี ข้ามองไปรอบ ๆ อย่างเลิ่กลั่กราวกับหมาจนตรอก หาวิธีเอาตัวรอดจากภัยร้ายที่ยังหลับสนิทไม่ไหวติงอยู่ ณ เวลานี้

 

          เกิดมาอายุก็มาก เพิ่งเคยถูกกอดกกเป็นครั้งแรก ช่างน่าดีใจเสียจริง ...ดีใจก็บ้าแล้ว ! ศักดิ์ศรีป่นปี้ เดิมทีก็ไม่มีเหลืออยู่แล้ว !

 

          ข้ามองเจ้าหยวกกล้วยอย่างระแวดระวัง เรือนผมสีหิมะปกปิดใบหน้าไปเกือบครึ่งจึงอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นไปเกลี่ยทัดเหน็บไว้ที่ข้างหู

 

          ซึ่งการกระทำเหล่านี้เผลอทำไปโดยไม่รู้ตัว

 

          ฉับพลันข้าแอบเห็นเจ้าหยวกกล้วยหนังตากระตุก บ๊ะ ! เจ้านี่ตื่นแล้ว แต่ยังแสร้งทำเป็นหลับต่อ มันน่านัก !

 

          ข้าข่มกลั้นความรู้สึกที่พวยพุ่ง พร้อมกับเอ่ยถามเสียงนุ่มนวลกับคนแกล้งหลับที่ตอนนี้ลืมตาตื่นแล้ว ซ้ำยังจ้องเขม็งมาที่ข้าตาไม่กะพริบเสียด้วย !

 

          ใช้ไม้แข็งไม่ได้ก็ใช้ไม้อ่อนมันเสียเลย !

 

          "เอาล่ะ ๆ เหตุใดเจ้าถึงออกจากมิติลวงแล้วมากอดข้าเช่นนี้เล่า ?"

 

          ตอนแรกนึกว่าจะเล่นตัวไม่ยอมตอบ เจ้าหยวกกล้วยกลับกระชับโอบเอวแน่นจนหน้าข้าแทบฝังจมอกกว้าง ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา    

 

          "... ข้าหนาว"

 

          "...."

 

          เสียงคล้ายเส้นความอดทนขาดผึง

 

          ประทานโทษนะ ไอ้หนุ่ม ข้ามิได้โง่ ! ตัวข้าเย็นเฉียบยิ่งกว่าน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ เจ้ากอดไปก็มีแต่จะหนาวสั่นมากกว่าเดิมน่ะสิไม่ว่า !

 

          บัดซบ ยังไม่ทันลงมือเริ่มแผนการก็โดนเอาเปรียบเสียแล้ว

 

          ข้ากัดปากข่มอารมณ์เอามือดันหน้ามันออกไปแล้วพยายามขืนตัวออกจากอ้อมอก แต่คนช่างให้ความร่วมมือ นอกจากจะยังไม่ปล่อย ยังกอดแนบชิดยิ่งกว่าเดิม อุณหภูมิที่ส่งผ่านชวนให้ร้อนผะผ่าว

 

          จากใบหน้าที่แดงก่ำเพราะแรงอารมณ์คุกรุ่น เริ่มลุกลามไล่ไปถึงใบหูและลำคอ

 

          "ปล่อย !"

 

          "อือ... ข้าง่วง"

 

          แล้วมังกรขาวน่าตายก็หลับไปอีกครั้ง

 

          ข้าเอามือข้างที่ว่างกุมขมับที่ปวดร้าว ในดวงจิตได้ยินเสียงเจ้าเงาน้อย ยังไม่ทันที่ข้าจะร้องโวยวายก็ถูกตอกใส่ไม่ยั้งว่า

 

          [ข้าน่ะนะเรียกเจ้า ปลุกเจ้าหลายรอบมาก ๆๆๆๆ ! ร้องตะโกนอยู่ข้างกกหูก็แล้ว พุ่งชนก็แล้ว ร้องไห้อ้อนวอนก็แล้ว แต่เจ้า ! เฮยหยาง เจ้าก็ไม่ตื่น เจ้าหลับเป็นตายจนข้านึกว่าเจ้าตายแล้วจริง ๆ ฮือออ ข้ากลัวจริง ๆ นะ แงงง~~]

 

          เจ้าเงาน้อยร้องจ้าละหวั่นจนข้าโอ๋ปลอบแทบไม่ทัน

 

          ... ข้าว่าหลังจากกลับแดนมังกรคงต้องให้เซินหลานเหอตรวจร่างกายสักหน่อยแล้ว

 

          แล้วดูนั่นสิ พวกจิ้งเหลนรับใช้ ! นอกจากจะไม่ปลุกข้ายังมองมาด้วยสายตาปลื้มปริ่มเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร !?

 

          คอยดูเถิด กลับไปเมื่อไร ข้าจะลดเบี้ยหวัดให้หมด !

 

          "แล้วเจ้าจะปล่อยข้าได้หรือไม่ ?"

 

          "ขออีกนิด"

 

          บิดามารดาเจ้าสิ !!

 

          ข้าพยายามแงะ แกะ ดึงมือเจ้านี่ที่ติดหนึบแน่นยิ่งกว่าเจ้าหัวหน้าคนรับใช้อีก ข้าหอบแฮกจนตัวโยน ร่างกายเริ่มเหนื่อยล้า ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่หลุดพ้นจากน้ำมือคนแซ่ไป๋ได้เลยจริง ๆ !

 

          เหมือนเจ้านี่รู้ว่าข้ากำลังจะถอดใจก็ยกยิ้มกระชากวิญญาณที่ริมฝีปาก บัดซบ !

 

          แต่ไม่ ...ไม่ ข้าจะไม่ยอมอีกแล้ว ข้ายกฝ่ามือขึ้นสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตบเข้าไปที่แก้มขาวนวลจนเกิดเสียงดังสนั่น ฝูงสกุณาที่เกาะอยู่ตามแนวกิ่งไม้ต่างโผบินหนีด้วยความแตกตื่น

 

          หลังจากนั้นพวกเราก็เดินทางกันต่อ ข้ามฟากน่านน้ำทะเลอันกว้างใหญ่ โชคดีที่เป็นร่างมังกรจึงไม่มีใครรู้ว่ามังกรขาวนามว่าไป๋หยินนั้นมีรอยประทับฝ่ามือสีแดงฉานที่ข้างแก้ม

 

          กระแสลมเปลี่ยนทิศ พัดพาไอหนาวที่เย็นยะเยือกยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ บ่งบอกได้ว่าอีกไม่นานเราจะถึงจุดหมายแล้ว

 

          "ใกล้ถึงแดนเต่าแล้ว"

 

          ข้าตะโกนบอก จนเวลาล่วงเลยผ่านไป ผืนแผ่นดินท่ามกลางมหาสมุทรล้อมรอบก็ปรากฏสู่สายตา

 

          "ลงเดิน"

 

          ทุกคนพร้อมใจกันทำตามคำสั่ง เพราะไม่อยากให้เป็นที่จับตามอง พวกเราไม่ได้มาเพื่อประกาศสงคราม แต่มาเพื่อขอความร่วมมือเท่านั้น ทันทีที่เท้าแตะถึงพื้น ความหนาวเย็นปะทะเข้าร่างจนใครสักคนจนเผลอจามออกมาเสียงดัง

 

          หนึ่งในข้ารับใช้ของข้านี่เอง

 

          ให้ตายเถิด พวกเจ้าเพิ่งแตะเท้าลงถึงพื้นไม่ทันไรก็จะป่วยไข้กันเสียแล้ว ข้าส่ายหน้าเอือมระอา ในใจคิดไปว่าได้พกยาฉุกเฉินติดไม้ติดมือมาบ้างรึไม่

 

          เอาล่ะ ยินดีต้อนรับสู่แผ่นดินเต่าเมืองใต้น้ำ ดินแดนที่ปิดกั้นตัวเอง โล่ที่แข็งแกร่ง ปัดป้องทุกคมดาบ แต่ไม่คิดที่จะลุกขึ้นหาญสู้ เผชิญหน้ากับศัตรูอย่างตรงไปตรงมา

 

         

          ฉากกอดนี่เขียนยากจริง ๆ ค่ะ *ปาดเหงื่อ* บอกแล้วว่าเราจะเพิ่มความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในฉากกุ๊กกิ๊กแบบนี้--

 

          ซึ่งความรุนแรงที่ว่าก็คือฝ่ามือประทับรอยของคุณพี่หยางนี่แหละค่ะ 5555

 

          อ่านคอมเมนต์ของทุกคนแล้วดึงพลังกายครั้งยิ่งใหญ่มาแต่งต่อ ช่วงเดือนนี้แทบกระอักเลือดเลยค่ะ วันอังคารนี้เราต้องระบำร่มจีน ตื่นเต้นมาก ๆ เลย ฮืออ

 

          ไหนจะงานกลุ่ม สอบ กิจกรรมนั่น กิจกรรมนี่ omg ขอบ่นหน่อยเถอะนะ !

 

          อย่างไรก็ตามมาอัพต่อแล้วนะคะ ! เมนต์ของพวกคุณคือใบชุบชีวิตของเราจริง ๆ ขอบคุณนะคะ *ซับน้ำตา* สามารถไปติดตามการเคลื่อนไหว เวิ่นเว้อนิยายกับเราได้ที่เพจ  KN.26 และทวิตเตอร์ @26Khunnang

 

          สำหรับตอนที่ 8 นี้... คนเขียนขอลาก่อนนะเจ้าคะ แผ่นดินไหว คนอ่านไหว แต่เจ้ไม่ไหวละเด้อออ *ดมยาดม*



          1 เมนต์ = กำลังใจ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 153 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #365 987 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 23:49

    มีความแสดงความรัก

    #365
    1
    • #365-1 kungnangca(จากตอนที่ 8)
      4 พฤษภาคม 2563 / 22:18
      เริ่มหวานนน
      #365-1
  2. #268 tamutaminini (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 14:40
    ถ้าวันนึงพระเอกรู้ว่าโดนเรียกว่าหยวกกล้วยนี่จะรู้สึกยังไงเนี่ย555
    #268
    1
    • #268-1 kungnangca(จากตอนที่ 8)
      12 กันยายน 2562 / 21:54
      ก็คงจะ... อืม ชื่อเรียกสำหรับคนพิเศษสินะ //คิดเข้าข้างตัวเองวนไป
      #268-1
  3. #261 wawa24 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 10:32
    กินเต้าหู้คืออะไรเหรอคะ กำลังเริ่มอ่นแนวจีนเลยไม่รู้;-;
    #261
    1
    • #261-1 kungnangca(จากตอนที่ 8)
      13 สิงหาคม 2562 / 10:36
      ประมาณว่า หลอกแต๊ะอั๋ง ค่ะ :3
      #261-1
  4. #144 2612547 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 20:29
    เกือบจะดีแล้วถ้าพี่ไม่ตบหน้าน้องก่อน55+
    #144
    1
  5. #91 Alljae (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 22:11
    จิ้นเหลนกับจิ้งจกคือตัวเเทนหมู่บ้าน
    #91
    1
  6. #86 sedna0327 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 18:31
    ไม่มีใครเนียนเท่าน้องหยินแล้วจ้า
    #86
    1
    • #86-1 kungnangca(จากตอนที่ 8)
      29 มีนาคม 2562 / 21:16
      เนียนไม่พอ ต้องหน้าด้านด้วยย-- แค่ก ๆ
      #86-1
  7. #69 FISHOKUN (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 08:35

    งู้ยยยยยย ลักลอบกินเต้าหูพี่หยางซะอร่อยเลย ฟฟฟฟ เขิลลลล
    #69
    1
  8. #24 raabporn2016 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 17:10
    เอ็นดูน้องเงาอะ น่าร๊ากกกกกกก//จิ้งเหลนเผือก! ข้าเกลียดท่าน กินเต้าหู้น้องได้งายยยยย ถ้าตบแต่งแล้วข้ามิว่าแต่แบบนี้น้องเสียหายนะพี่เผือก!! เจ้าต้องรับผิดชอบโดยการแต่งเร็วขึ้น(?)!!!!!!!! -///-
    #24
    7
    • #24-1 kungnangca(จากตอนที่ 8)
      28 มกราคม 2562 / 18:18
      แค่ก ๆ *คนเขียนเหงื่อตก* จะแต่งงานช้าหรือเร็วสุดท้ายก็ได้แต่งอยู่ดีนั่นแหละน้า ~ *แก้ตัวแทนไป๋หยินหนักมาก* 5555
      #24-1
  9. #23 parabola321 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 22:02
    5555555555ขำ ไม่ปล่อยดีนักโดน ตบหน้าให้เลยหนิ555555555
    #23
    1
    • #23-1 kungnangca(จากตอนที่ 8)
      27 มกราคม 2562 / 22:05
      ต้องให้เกรี้ยวกราดถึงจะสาแก่ใจเธออออ ! 55555555
      #23-1
  10. #22 0983163561 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 20:28
    สนุกมากเลย^ ^
    #22
    1
    • #22-1 kungnangca(จากตอนที่ 8)
      27 มกราคม 2562 / 20:32

      เขินเลยยย ///////
      #22-1
  11. #21 astrise (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 19:48
    เขียนดีมากเลยค่ะ สนุกๆ
    #21
    1
    • #21-1 kungnangca(จากตอนที่ 8)
      27 มกราคม 2562 / 20:07

      ขอบคุณนะคะะะ เขินเลย ///_\\\\ แงง
      #21-1