มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 7 : ทวงคืนความยุติธรรม !

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,680
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 143 ครั้ง
    27 ม.ค. 62

        ตอนที่ 7 : ทวงคืนความยุติธรรม !

 

 

หนึ่งวันบนสวรรค์ เท่ากับ ร้อยปีบนโลกมนุษย์

.

เหล่าสัตว์เทพบนสรวงสวรรค์จึงมีอายุยืนยาวนับพัน ๆ ปี

 

          แทบจะเป็นวลีติดปากของเหล่านักปราชญ์ นักบวช และนักกวีผู้มีชื่อเสียงทั้งหลาย แต่ประทานโทษ.. ที่นี่หาใช่สวรรค์ที่แสนอืดอาดไม่ ! พวกมนุษย์ช่างขี้สงสัยในเรื่องหยุมหยิมนัก ข้าไปเยือนทีไร หูต้องได้ยินวลีนี้ทุกที

 

          สัตว์เทพทุกตัวใช่ว่าจะเดินบนก้อนเมฆเสียเมื่อไร พร่ำเพ้อกันเสียจริง

 

          อย่างที่เคยบอกไปว่าที่ที่พวกเราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เทพทั้งสี่ สัตว์ธรรมดา กระทั่งปีศาจ ล้วนอยู่กึ่งกลางระหว่างสวรรค์และโลกมนุษย์ เว้นแต่จะมีพลังพิเศษที่หาได้ยาก สวรรค์เอ็นดู (เรียกใช้งาน) ก็จำต้องอยู่บนสวรรค์ไป พื้นพิภพแห่งนี้กว้างขวางสุดขอบฟ้า แบ่งอาณาเขตการปกครองชัดเจน บ้างก็เป็นหมู่เกาะลอยฟ้า บ้างก็เป็นเทือกเขาสูงใหญ่ที่เชื่อมต่อระหว่างดินแดนมนุษย์และดินแดนกึ่งสวรรค์แห่งนี้

 

          อย่างดินแดนมังกร (เทพอสูรแห่งทิศตะวันออก) ของเราจะเป็นเกาะลอยฟ้าทั้งหมด ต่างจากดินแดนพยัคฆ์ (เจ้าแห่งสัตว์ป่า) ที่เป็นเทือกเขาสูงและมีพื้นที่บางแห่งที่มนุษย์สามารถเข้าถึงได้ ดินแดนหงส์ (เจ้าแห่งปักษา) มีทั้งพื้นที่ที่เป็นเกาะลอยฟ้าและเนินสูงตามปกติ

 

          ส่วนดินแดนเต่า (เทพอสูรแห่งทิศเหนือ)... ข้าไม่เคยไปเยือนเลยสักครั้ง รู้แค่ว่าห้อมล้อมด้วยน้ำทะเล ไม่มีรายละเอียดมากไปกว่านี้ สมกับที่เป็นเต่าในกระดองจริง ๆ

 

          นับถือ นับถือ

 

          เราไม่ได้อยู่บนสวรรค์อย่างที่ใคร ๆ เข้าใจ ใครมันอยากจะอยู่กับสวรรค์เจ้าแห่งความบัดซบกัน ! ...พวกเจ้าคิดว่าสวรรค์มันวิจิตรงดงาม น่าอภิรมย์มากนักหรือ ?

 

          คิดว่าพวกข้านั่งนอนสบาย อิ่มทิพย์ไปวัน ๆ เฝ้ามองดูคนดีจากฟากฟ้า พอสบโอกาสก็ยื่นไมตรีคอยช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนงั้นรึ

 

          นับว่าเป็นอีกข้อหนึ่งที่มนุษย์เข้าใจผิดมหันต์อย่างไม่น่าให้อภัย

 

          ประทานโทษนะ...

 

          ถูกใช้งานโขกสับจนหัวหมุนน่ะสิไม่ว่า ! ขนาดข้าเป็นมังกรปลายแถวยังถูกเล่นงานหนักหน่วงเช่นนี้ ท่านประมุขทั้งหลายน่ะหรือจะเหลือ ประมุขผู้ปกครองทิศตะวันออกของเราทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาดูครอบครัว ขอบตาดำคล้ำอย่างคนอดนอนมาหลายพันปี !!

         

          พูดแล้วคันปาก อยากลงไปแก้ความเข้าใจที่กลับซ้ายเป็นขวา กลับขวาเป็นซ้าย ! ฟังก่อน ท่านทั้งหลาย หลายเรื่องถูกเติมแต่งและห่างไกลจากความจริงไปมากโข พวกท่านจะเพ้อเจ้อไปมากกว่านี้ไม่ได้ !

 

          อีกประการ พวกเราไม่ได้มีเมตตาพอที่จะทำให้ความปรารถนาอันละโมบโลภมากของพวกเจ้าเป็นจริง ทั้งยังเสียเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ที่ควรพึงกระทำอีกด้วย น้อยครั้งที่พวกเราจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

 

          แต่ก็นั่นแหละ เบื้องบนสั่งมาทั้งนั้น

 

          แล้วมนุษย์ที่สมความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวเล่า ผู้ใดทำให้คำขอของเจ้าพวกนั้นเป็นจริง ?

 

          อืม จริงอยู่ว่ามีสำนวนที่ว่า อยากได้ขาแลกแขน อยากได้ใจแลกกาย แต่คนที่คิดค้นวลีนี้และทำให้คำขอของพวกเจ้าเป็นจริง ส่วนใหญ่จะเป็นปีศาจชั้นต่ำด้วยสิ

 

          เรื่องนี้ก็ช่วยไม่ได้ )

          เห็นตัวกันดีนัก สมน้ำหน้า

 

          ...พูดถึงเรื่องเวลา หากพูดให้เข้าใจกันง่าย ๆ แล้วละก็ช่วงเวลาบนสวรรค์ช้ากว่าโลกมนุษย์นั้นเป็นความจริงไม่ผิดเพี้ยน แต่พื้นพิภพที่เราอยู่นั้นแตกต่างออกไป

 

          ใช่ ช้ากว่าดินแดนมนุษย์อยู่มาก แต่ก็ยังไม่เท่ากับเบื้องบนที่เดินแช่มช้า แต่ละย่างก้าวแทบปาไปเป็นปี !

 

1 ปีบนโลกมนุษย์ เท่ากับ 1 เดือน

10 ปีบนโลกมนุษย์ เทียบเท่ากับ 6 เดือน

100 ปีบนโลกมนุษย์ เทียบเท่ากับ 1 ปี

500 ปีบนโลกมนุษย์ เทียบเท่ากับ 5 ปีบนดินแดนกึ่งสวรรค์แห่งนี้

 

          สรุปให้ว่าหากข้าหนีหายลงไปเที่ยวเดินเล่นที่โลกมนุษย์หนึ่งปี ก็แค่หายตัวไปหนึ่งเดือนเท่านั้น เข้าใจง่ายใช่หรือไม่ อย่าถามข้าว่าเคยทำจริงหรือไม่เป็นพอ

 

(นายท่านเฮยย ท่านอยู่ที่ใดหรือขอรับ ฮืออ / ข้ารับใช้โอดครวญ)

 

          แต่ในขณะเดียวกันหากไม่ต้องเปลืองสมองในการคิดคำนวณเวลาให้ยุ่งยาก ดินแดนกึ่งสวรรค์ก็ไม่ได้แตกต่างกับมนุษย์มากนักหรอก เผลอตัวเผลอใจไปครู่เดียว ดวงตะวันก็ทอแสงลับขอบฟ้าไปเสียแล้ว แสงสีส้มกลมโตหายไปได้ไม่นานก็ขึ้นมาทายทักเหล่าฝูงนกน้อยที่บรรเลงบทเพลงขับขาน

 

          แค่กะพริบตาก็เลยผ่านไปแล้ว...

         

          แล้วเหตุใดตัวข้าที่เกลียดการท่องจำนับตัวเลขเป็นที่สุดมานั่งเทียบเวลาน่ะรึ ไม่ใช่วิสัยของข้าเลยแท้ ๆ ...ข้าเพียงใคร่สงสัยสิ่งที่มนุษย์ตัวจ้อยระดมสมองคิดเป็นตุเป็นตะแล้วถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเป็นราวก็เท่านั้น มีเรื่องขบคิดก็ถือว่าเป็นการฆ่าเวลาที่ดี

 

          แต่ถ้าให้พูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่เล่นลิ้นล่ะก็

         

          วันมะรืนที่จะถึงนั้นมาไวประดุจสายฟ้า รวดเร็วเหมือนโกหก ! จนทำเอาข้านึกสงสัยว่าเวลาที่นี่เดินช้าหรือเร็วกว่ากันแน่ !?

 

          รู้ตัวอีกทีก็ถึงเวลานัดหมายเสียแล้ว ข้าผิดเองที่ให้มันกำหนดวันเดินทาง ข้านั่งถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าใดแล้วก็มิทราบ กวาดสายตามองข้าวของที่วางเรียงรายเป็นระเบียบ เจ้าพวกจิ้งเหลนที่แสนจงรักภักดีก็เตรียมสัมภาระมากเกินความจำเป็น เผลอ ๆ ข้าวของส่วนตัวจะมากกว่าของข้าเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะผ้าขนสัตว์กันลมหนาวที่แทบจะล้นกระเป๋าอยู่รอมร่อ ขนาดใช้นกกระเรียนขนส่งไปบ้างแล้วนะ ยังแทบจะเต็มห้องเสียขนาดนี้

 

          อ๋อ ข้าลืมไป ข้าจะเอามาตรฐานของตัวเองมาวัดมิได้ หากเป็นพวกมันคงได้แข็งตายแม้ว่าจะใส่เสื้อผ้าหนาหลายชั้น ต่างจากข้าที่เดินฉิวสบายกาย แม้จะใส่เสื้อแค่ชั้นเดียว !

 

          ข้าถาม "สัมภาระจัดการกันไปถึงไหนแล้ว ?"

 

          "เรียบร้อยแล้วขอรับ นายท่าน" ผู้ติดตามตนหนึ่งตอบอย่างนอบน้อม ข้ายกยิ้มพึงพอใจกับความเอางานเอาการที่หาได้ยากยิ่งในหมู่บ่าวไพร่ทุกตน

 

          ข้าเลือกผู้ติดตามแค่สามคนเท่านั้นในการเดินทางขึ้นเหนือครั้งนี้ คัดเฉพาะคนที่ดูจะเรียบร้อย พูดน้อยเป็นพิเศษ และสงบเสงี่ยมเจียมตัวที่สุดไป จะได้ไม่ต้องก่อเรื่องสร้างปัญหาให้วุ่นวายใจ อาจจะมีนินทาเจ้านายบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ ก็เป็นเรื่องที่พอทำใจได้

 

          ข้าพยักหน้าให้กับความคิดของตัวเอง

 

          เพราะหากให้ข้าเลือกเจ้าตัวที่กอดแข้งกอดขาข้าไม่ยอมปล่อยมีหวังได้อกแตกตาย !

 

          ข้าโคลงศีรษะเอือมระอา สลัดขาก็แล้ว เตะก็แล้ว กระชากจนเศษผ้าติดมือก็แล้ว ยังเกาะหนึบแน่น ไม่ยอมปล่อยสักที ถ้าไม่บอกว่าเป็นมังกร ข้าต้องคิดว่ามันเป็นตุ๊กแก ไม่ก็จิ้งจก ! ข้าตวัดสายตาคมกริบมองหัวหน้าจิ้งเหลนที่ได้รับตำแหน่งอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมสักเท่าใดอีกครั้ง

 

          "จะปล่อยดี ๆ หรือจะปล่อยทั้งน้ำตา ?" ข้าถามเสียงเหี้ยม

 

          ความจริงแล้วข้าไม่ได้แต่งตั้งตำแหน่งให้มันเลยด้วยซ้ำ ! ข้าคิดอยู่เสมอว่าตำแหน่งหัวหน้าคนใช้ หัวหน้าพ่อครัวเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น หากสมัครสมานร่วมมือกันเสียอย่างก็ไม่มีปัญหา แต่เจ้านี่... นอกจากจะขี้นินทาเจ้านายระยะเผาขนเป็นที่หนึ่ง ยังสถาปนาตัวเองเป็นหัวหน้า !

 

          ข้าแทบจะสำลักน้ำชาตอนที่มันเข้ามาบอกอย่างภาคภูมิ "นายท่านขอรับ ! ต่อจากนี้ข้าคือหัวหน้าคนรับใช้นะขอรับ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย อ๊ะ ท่านไม่จำเป็นต้องเพิ่มเบี้ยหวัดให้ข้าหรอกขอรับ ข้าเต็มใจ"

 

          ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือบรรดาจิ้งเหลนอันน่าชังของข้าดันเห็นด้วย !

          สมัครสมานกลมเกลียวขึ้นมาทันที บัดซบ สามัคคีก็ดีหรอก แต่ใช่เรื่องไหม ?!

 

          ข้าจึงมิอาจพูดอะไรออกไปได้อีก ตื้อตันอยู่ลำคอไปสักพักหนึ่งเลยทีเดียว รู้ตัวอีกทีข้าก็มีหัวหน้าคนรับใช้ที่น่ารำคาญที่สุดไปเสียแล้ว

 

          เจ้าตัวขี้แยที่กำลังสูดน้ำมูก ซับน้ำตา และร้องห่มร้องไห้โวยวายไม่หยุด เกาะชายเสื้อข้าไม่ยอมปล่อยเช่นนี้น่ะหรือ หัวหน้าคนใช้ !?

 

          ข้าก็ไม่น่าปล่อยให้มันเหิมเกริม ได้คืบจะเอาศอกเลย โทษผู้ใดมิได้นอกจากโทษตัวเอง

 

          ข้าส่ายหน้าอย่างระอา มือพยายามแกะตัวที่เลื้อยไปตามขาข้างขวาด้วยความยากเย็น น้ำตาที่ไหลหยดเป็นสายเปรอะเปื้อนจนชายเสื้อเปียกชุ่มไปหมด ได้ข่าวว่าข้าต้องออกเดินทางในอีกหนึ่งชั่วยามข้างหน้า แล้วเจ้าจะมาคร่ำครวญอันใดอีก มันร้องไห้กระซิก  ๆ ไม่หยุด ช้อนตามองข้าทั้งน้ำตาเว้าวอนด้วยประโยคเดิม ๆ ที่ข้าได้ฟังจวนจะเป็นรอบที่สิบแล้ว มันพร่ำเช่นนี้ตั้งแต่ข้าตัดสินใจเลือกผู้ติดตามจนป่านนี้ก็ยังไม่หยุด !

 

          ข้าหลับตาลงพลางใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้กดคลึงขมับที่เริ่มส่งเสียงร้องตุบ ๆ

 

          "นายท่านเฮย ข้าอยากไปกับท่าน ! ให้ข้าไปกับท่านเถิดนะขอรับบบ นะ นะ นะ" แล้วกะพริบตาปริบ ๆ อย่างออดอ้อน แต่ในสายตาของข้าคือ เสแสร้งเป็นที่สุด ! อยากไปเที่ยวน่ะสิไม่ว่า เมื่อคืนวานข้าแอบไปฟังมันพูดอย่างออกรสในห้องครัวว่า "พวกเจ้ารู้หรือไม่ เนื้อผ้าแดนเต่าล้วนงดงามทนทานต่อสภาพอากาศ ไว้ข้าจะซื้อมาฝากพวกเจ้านะ !"

 

          สีหน้ามั่นหน้านั่น ข้ามิมีวันลืม

          เห็นแล้วมันน่าหมั่นไส้นัก !

 

          ข้าพูดเสียงเรียบ "ไม่ได้ก็คือไม่ได้ เหตุใดต้องให้ข้าพูดย้ำหลายครั้งนัก คำข้าคือคำขาด เจ้าไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้องอะไรเสียด้วยซ้ำ ปล่อยมือจากขากับชายเสื้อข้าได้แล้ว !"

 

          "ฮึก ก็ข้าอยากอยู่กับนายท่านนนน !!!"

          เหตุใดรอบตัวข้าจึงมีแต่คนน่ารำคาญ เจ้าจิ้งเหลนตัวอื่น ๆ ก็ไม่เข้ามาห้ามปราม กลับเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ ด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจหัวหน้าคนรับใช้เป็นอย่างมาก ประเดี๋ยวก่อน ! ผู้ที่เจ้าควรเห็นใจต้องเป็นข้า มิใช่มัน !

 

          พวกเจ้าเรียงลำดับความสำคัญผิดใช่หรือไม่ !!

 

          ข้าชักเริ่มหงุดหงิด นอกจากความยุ่งยากใจคือไม่รู้จะทำอย่างไรดี จนเจ้าเงาดำที่เอาแต่หัวเราะกลิ้งตัวไปมากับพื้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความขบขันไม่หาย

 

          [ฮะฮะ ...เอาน่า เฮยหยาง ข้ารับใช้ตนนี้ซื่อสัตย์นัก เจ้าอย่าได้ใช้ถ้อยคำรุนแรงเลย บอกเหตุผลด้วยความนุ่มนวลจะดีกว่านะ เชื่อข้า~]

 

          รุนแรง ? เหอะ แค่นี้ยังไม่ถึงเศษเสี้ยวของความโหดร้ายเลยด้วยซ้ำ ข้ากลอกตามองฟ้าแล้วถอดถอนหายใจอย่างจนปัญญา แอบเหลือบตามองดวงตาคู่หนึ่งที่บวมแดงจนน่ากลัวเนื่องจากร้องไห้เป็นเวลานานก็รู้สึกสงสารขึ้นมา

 

          ได้ อ่อนโยนงั้นรึ ข้าจะลองพยายามดูก็แล้วกัน ข้าตัดสินใจวางมือลงบนศีรษะของมันแล้วโยกไปมาอย่างไม่ค่อยจะเบามือนัก ก่อนจะยิ้มนิด ๆ เมื่อหัวของมันฟูฟ่องจนยุ่งเหยิงคล้ายกับเจ้าเงาน้อยที่เกาะอยู่บนไหล่ข้า พร้อมกล่าวถ้อยคำอย่างนุ่มนวลเท่าที่ความคิดจะกลั่นกรองได้

 

          ข้าไม่ใช่พี่หงนี่ ทำตัวอ่อนโยนมันยากนะ ไม่ชินเอาเสียเลย

 

          "มิใช่ว่าข้าไม่อยากให้เจ้าไป แต่มีผู้ใดที่ดูแลวังที่เปรียบเสมือนบ้านของข้าได้ดีเท่าเจ้าเล่า... เจ้าเป็นหัวหน้าคนรับใช้ ข้าวางใจให้เจ้าดูแลตำหนักนี้ให้ดี เจ้าทำได้หรือไม่"

 

          "ขะ ขอรับ"

 

          หัวหน้าจิ้งเหลนขานตอบเสียงตะกุกตะกัก ใบหน้าที่แดงเฉพาะบริเวณดวงตา ลุกลามไปทั่วจนถึงลำคอ เจ้าพวกจิ้งเหลนตัวอื่น ๆ ก็มีท่าทีไม่ต่างกัน ดวงหน้าขึ้นสีเป็นริ้ว ๆ ให้เห็นอย่างชัดเจน

 

          ข้ายักคิ้วฉงนใจ อะไรของมัน ?

 

          [แหม ๆ เฮยหยาง อ่อนโยนเจ้าก็ทำได้นี่นา หากเจ้าเผยสีหน้าเช่นนี้บ่อย ๆ มีหวังสาวมาติดพันเป็นขบวน นายท่านมังกรดำเจ้าขา~ รับรักข้าด้วย~~]

 

          หนวกหูน่า

 

          ในที่สุดมันก็ผละตัวออกจากขาข้าเสียที ข้าตีหน้านิ่งเฉย แม้ภายในใจนั้นปวดร้าว รู้สึกเหน็บชาขึ้นมาเสียแล้ว ปวดขาชะมัด ! มองเจ้าตัวต้นเหตุที่เช็ดน้ำหูน้ำตาเรียบร้อย แม้ขอบตาจะแดงก่ำไม่หายบ่งบอกถึงการร้องไห้เป็นเวลานาน  มันสูดน้ำมูกอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวอวยพรให้กับข้า

 

          "นะ นายท่าน ฮึก... เดินทางปลอดภัยนะขอรับ อากาศที่นั่นหนาวนัก โปรดรักษาสุขภาพด้วย อย่าไปหาเรื่องใครระหว่างทางนะขอรับ ฮืออ แล้วก็ดูแลนายท่านไป๋ด้วยนะขอรับ"

 

          ข้าพยักหน้ายิ้มรับ ก่อนจะตงิดใจกับสองประโยคสุดท้าย ข้าคิ้วกระตุกพร้อมแยกเขี้ยวใส่เป็นการส่งท้าย

 

          "เหตุใดข้าต้องดูแลมัน ! แล้วใครว่าข้าไปหาเรื่องเขาก่อน ผู้อื่นสิมาหาเรื่องข้า ปากเจ้าเก็บไว้บ้างก็ดีนะ มิเช่นนั้นสักวันคงถูกตัดลิ้นเป็นแน่ !"

 

          อย่างไรก็ตามตัวข้ามิอาจเสียเวลาในการอบรมบ่าวไพร่ไปมากกว่านี้ จึงตัดสินใจล่วงหน้าไปสถานที่นัดหมายก่อนเวลาออกเดินทางจริงสักเล็กน้อย หลังจากจดหมายฉบับที่ทำให้ข้าเบิกตาค้างก็มีจดหมายฉบับอีกฉบับตามมาติด ๆ เพื่อตกลงหาสถานที่นัดเจอแล้วเดินทางไปพร้อมกัน

 

          เราตกลงกันว่าจะนัดรวมตัวกันคนละครึ่งทาง จุดศูนย์กลางระหว่างทิศเหนือและทิศใต้ เป็นพื้นที่ที่มีป่ารกร้าง แต่เงียบสงบ ปราศจากผู้คนที่ชอบสอดรู้สอดเห็น

 

          นับว่าเป็นสถานที่ที่ไม่เลวเลยทีเดียว

 

          ระยะทางไม่ได้ไกลกันมาก ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยน้ำชาก็ถึงที่หมาย ทว่าในป่าพฤกษาอันเงียบสงบกลับมีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่

 

          มาเร็วยิ่งกว่าอีกหรือนี่

 

          เป็นไป๋หยินและข้ารับใช้สองตนที่ยืนรอท่าอยู่แล้ว เจ้าหยวกกล้วยเงยหน้าขึ้นมองข้าที่หยุดกลางอากาศในร่างมังกร ข้าสบตากับไป๋หยินในร่างจำแลงเงียบงัน ท่ามกลางเสียงหัวใจที่เต้นระทึกของข้ารับใช้ทั้งสองฝั่ง นายท่านไป๋ก็ออกคำสั่งเสียงราบเรียบ

 

          "ออกเดินทาง"

 

          ภาพของมังกรขาวและมังกรดำบนผืนฟ้าเดียวกัน โดยมิมีพายุโหมกระหน่ำแทรกด้วยเสียงอสนีบาตอันรุนแรงดั่งเช่นทุกครั้ง ช่างเป็นภาพที่งดงามและตราตรึงใจยิ่งนัก เหล่าข้ารับใช้ปาดน้ำตาแล้วรีบโผบินตามไป

 

          ในหัวก็คิดไปว่า "เรื่องนี้ต้องเขียนรายงานให้หัวหน้าทราบ !" มังกรรับใช้สองสีมองหน้ากันอย่างรู้ใจ

 

          นภากำลังเปลี่ยนสีเป็นสีส้มอ่อน อีกไม่นานคงพลบค่ำ แม้จะไม่เป็นอันตรายกับข้าที่เคยชินกับความมืดมิดและแฝงตัวกับเงาจนเป็นนิสัย แต่กับเจ้ามังกรข้ารับใช้คงมิง่ายดายเช่นนั้น ประสาทสัมผัสย่อมทื่อกว่าข้าและเจ้าหยวกกล้วยที่เป็นมังกรแห่งเหยียนหลง หากเป็นไปตามที่ข้าคำนวณไว้คงได้พักระหว่างทางแล้วจึงออกเดินทางต่อ

 

          ก็ดี ข้าเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรอยู่แล้ว ถือเสียว่าเป็นการพักผ่อนก็แล้วกัน

          หากหลับตาค้างปิดตาค้าง ทำเป็นว่าการมีอยู่ของเจ้าหยวกกล้วยเป็นแค่ภาพลวงตา ข้าก็พอทำใจได้... หวังว่านะ

 

          ร่างกายอันทรงพลังแหวกว่ายไปตามสัญชาตญาณที่ขับเคลื่อน ระหว่างที่กำลังลอยล่องอยู่กลางเวหา ข้าเหล่มองมังกรอีกตนที่บินอยู่ข้างเคียง พินิจพิจารณารูปลักษณ์ของอีกฝ่ายที่ตรงข้ามกับข้าทุกอย่าง

 

          มังกรขาว สีเกล็ดย่อมเป็นสีขาวสมชื่อ พราวแสงระยับยามต้องแสงอาทิตย์ สว่างโรจน์จนแสบตา สีขาวคือสีแห่งความบริสุทธิ์ต่างจากสีดำที่มืดมิดและหม่นหมอง

 

          สีดำสีขาวงั้นรึ หยินคู่หยางงั้นรึ คิดแล้วช่างน่าขำนัก

 

          เพราะผู้ที่หมองหม่น แลดูถมึงทึงตลอดเวลาคล้ายมีบรรยากาศหนักอึ้งห้อมล้อมกลับมิใช่ข้า แต่เป็นเจ้าหยวกกล้วยเสียเอง ทั้งยังมีตำนานเล่าขานอีกด้วยว่ามังกรขาวคือสัญลักษณ์แห่งความตาย น่าหัวร่อออกมาดัง ๆ เสียจริง !

 

          ยิ่งมองดูยิ่งนึกถึงคราวที่พบกัน ไม่ใช่มังกรน้อยที่สูงแค่อกข้าอีกแล้ว

 

          ในวันเกิดครบรอบทุก 500 ปีของเหล่ามังกรชั้นสูง จะมีการจัดงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะมังกรที่อายุ 500 ปีเป็นครั้งแรกจะยิ่งเอิกเกริกเป็นพิเศษ เพราะพลังที่แอบแฝงมานั้นจะสําแดงฤทธิ์ออกมาเป็นครั้งแรกให้ทุกคนยลโฉม หัวข้อในวงสนทนาล้วนเกี่ยวข้องกับพลัง ความสามารถที่มีมาแต่กำเนิดว่าแตกต่างจากบรรพบุรุษรุ่นก่อนหรือไม่

 

          (แน่นอนว่าแอบมีการพนันเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยเช่นกันว่าจะสืบทอดพลังเดิมหรือก่อกำเนิดพลังใหม่ ซึ่ง... ข้าเองก็แอบร่วมเล่นด้วยนิดหน่อย)

         

          คราวนั้นมาถึงตาของมังกรขาว ข้าที่เป็นหนึ่งในมังกรแห่งเหยียนหลงย่อมได้รับเชิญไปร่วมงาน ข้าที่ถึงจะขี้เกียจตัวเป็นขนสักเพียงใดก็ต้องไป แต่ก็ไม่ลืมหยิบของติดไม้ติดมือที่พอจะมอบเป็นของขวัญให้กับเจ้าของงานไปด้วย

         

          แต่สิ่งที่เจ้าหยวกกล้วยวัย 500 ปีที่สูงแค่อกของข้าทำคือการเพ่งมองด้วยความเย็นชา บุ้ยหน้าให้ข้ารับใช้นำของข้าไปเก็บ ไม่เอ่ยแม้กระทั่งคำว่าขอบใจ ท่าทีอ่อนน้อมที่ควรพึงทำกับผู้อาวุโสอย่าได้ถามถึง !

 

          คราแรกคิดว่าเขินอาย แต่มิใช่ ข้าที่อายุมากกว่าถึงกับสั่นสะท้านยามที่มันสบตากับข้าอีกครั้ง

         

          นัยน์ตาคมกริบสาดประกายอำมหิต เหี้ยมเกรียม เหมือนมีกองไฟลุกโชนอย่างไม่ปิดบัง ความปรารถนาอันล้ำลึกในแววตาที่ราวกับบ่มเพาะมานานแสนนานฉายออกมา ความต้องการที่จะฆ่าให้ตาย ไม่สิ ทรมานให้ตายอย่างช้า ๆ น่าจะเหมาะกว่า

 

          คนอื่นเข้ามาพูดคุยทักทายตามปกติราวกับ... ไม่เห็นในสิ่งที่ข้าเห็น ไม่เห็นเนื้อตัวที่สั่นเทิ้มของข้า ไม่เห็นกระทั่ง... ดวงตาที่คล้ายเหยียดยิ้มรอวันชำระความแค้น

 

          นี่ไม่มีทางเป็นสายตาของเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกมาได้ไม่กี่ร้อยปี

 

          จริงอยู่ว่าในสภาพร่างแปลงก็มิต่างจากเด็กอายุสิบขวบ แต่ดวงตาคู่หน้าที่มองมากลับทำให้ข้าขนลุกเกรียว สัญชาตญาณส่งเสียงกู่ร้อง เหงื่อไหลจากหน้าผากจรดปลายคาง ข้าแสร้งหยิบพัดมาโบกแล้วพึมพำเสียงแผ่วว่า "อบอ้าวยิ่งนัก" ทั้ง ๆ ที่ความจริงยามปกติข้าแทบไม่มีเหงื่อออกมาสักหยดให้ได้ยลเลยด้วยซ้ำ ข้าที่ธาตุเย็นจัดกลับมีเหงื่อไหลออกมาเช่นนี้...

 

          ช่างตลกร้ายนัก

 

          เหมือนร่างกายหดเล็กลงกลายเป็นเหยื่อรอให้ถูกผู้ล่าขย้ำทิ้งอย่างไรอย่างนั้น

 

          หลังจากที่ให้ของขวัญตามมารยาทเสร็จแล้วข้ารีบหาที่หลบมุมดื่มน้ำชาดับกระหายทันที ความจริงอยากออกไปจากที่นี่เลยด้วยซ้ำ ลำคอแห้งผากจนนึกขันในใจ กอดอกเพื่อข่มร่างกายที่สั่นสะท้านให้ทุเลาลง ข้าค่อย ๆ ยกมือที่สั่นเทาขึ้นมาดู

 

          นี่ข้า... ตัวสั่นเพราะเด็กอายุแค่นี้น่ะรึ

 

          "พบเจอกับน้องห้าอีกครั้งเป็นเช่นไร ?" ท่านพี่หงเดินมาหาข้าแล้วเอ่ยถามเสียงนุ่มนวลคล้ายกับไม่เห็นบรรยากาศที่ผิดปกติเมื่อครู่นี้ ข้าตอบด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ กลับไปว่า      

 

          "เจ้าเด็กนี่เกลียดข้า"

 

          เกลียดแรกพบเสียด้วย

 

          หลังจากนั้นก็คิดในใจว่า ดี เจ้าจะเกลียดข้าก็เรื่องของเจ้า จะได้ไม่ต้องมาข้องเกี่ยวกันอีกให้ยุ่งยากใจอีก ทางใครทางมัน !

 

          แต่ใครจะไปคิดว่าหลังจากนั้นไม่นานเจ้าเด็กหน้าขาวนั่นกลับมาหาข้าถึงหน้าวังเฮยหลง ประกาศเสียงดังกร้าวไปทั่วว่า "เจ้าจงมาสู้กับข้า !" ด้วยแววตาสีเงินทอแสงวาวโรจน์จนทำเอาข้ารับใช้จิ้งเหลนดำตื่นตระหนกกันเสียยกใหญ่

 

          ข้าวางถ้วยชาลงด้วยสีหน้าเรียบเฉย สะบัดชายเสื้อออกไปหาด้วยท่าทีสบาย ๆ

 

          เมื่อผู้น้อยร้องขอ ข้าที่เป็นผู้อาวุโสย่อมสนอง

 

          ตอนนั้นหากเทียบร่างกายของข้าก็มิต่างจากเด็กมนุษย์ที่อายุ 15 เรียกได้ว่าพละกำลังก็มิได้ด้อยเลยทีเดียว มาสู้กับเด็กวัยแค่นี้ก็ดูไม่ค่อยเป็นธรรมสักเท่าใด ข้าจึงเสนอไปว่าให้ต่อสู้กันร่างจำแลงแทนร่างมังกรน่าจะดีกว่า อย่างไรเสียพวกเราก็อาศัยอยู่ในร่างจำแลงมากกว่าร่างจริงอยู่แล้ว เมื่อผู้ท้าประลองไม่ขัดข้องก็เริ่มการโจมตีได้ !

 

          ข้าอ่อนข้อให้หลายส่วนและดูเหมือนเจ้าเด็กนี่จะรู้ทัน ตะเบ็งเสียงคำรามขู่ใส่ "เจ้าจะหลู่เกียรติคู่ต่อสู้งั้นรึ !" จังหวะนั้นเองข้าถูกฟาดด้วยท่อนขาจนเสียสมดุล ล้มคุกเข่าลงกับพื้นท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของข้ารับใช้ ข้านิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะชอบใจจนไป๋หยินทำหน้าตกใจอยู่วูบหนึ่งแล้วเข้ามาโจมตีอย่างต่อเนื่อง มีแต่จะเร็วขึ้นและเร็วขึ้น !

 

          ข้าหลบได้ทุกกระบวนท่า ใบหน้าเปื้อนยิ้มกล่าวชมในใจไปหลายคำ

 

          ไม่เลว ไม่เลวเลยทีเดียว !

          อายุแค่นี้ แต่กระบวนท่ากลับเทียบเท่ากับปรมาจารย์ อาจมีข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงที่จัดระเบียบร่างกายยังไม่ค่อยแข็งนัก แต่ได้แค่นี้ก็เก่งมากแล้ว

 

          ได้ ได้ ข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ให้เจ้าเอง ถือเสียว่า... เป็นมังกรเหยียนหลงด้วยกัน

 

          แต่นานไปชักน่าเบื่อ ไม่จบไม่สิ้นสักที เสียเวลาข้าลงไปเดินเล่นด้วยสิ เมื่อคิดได้ดังนั้นข้าเลยขมวดจบปิดท้ายด้วยการสับคอจนเจ้าหยวกกล้วยน้อยล้มพับไป จากนั้นก็พาร่างของเด็กหนุ่มไปส่งถึงเตียงนอนตำหนักไป๋หลง กล่าวขอโทษเหล่าบ่าวไพร่ที่รีบกุลีกุจอมาดูนายน้อย เล่นสับคอเจ้านายพวกเจ้าเช่นนี้ก็ออกจะโหดร้ายไปสักหน่อยจริง ๆ นั่นแหละ

 

          แต่ช่วยไม่ได้ ข้ายักไหล่ไม่แยแส ใครใช้ให้เจ้ามาหาเรื่องข้ากัน ต่างคนต่างอยู่ก็ดีอยู่แล้วแท้ ๆ เชียว

 

          ข้าวางร่างของเด็กหนุ่มเจ้าของผมสีขาวลง จัดผ้าจัดผ่อนให้อีกสักเล็กน้อยแล้วจากไป

 

          รุ่งสางได้ไม่นาน... เจ้าหยวกกล้วยที่สะบักสะบอมก็ฟื้นคืนจากการสลบไสล โผล่หน้ามาให้เห็นด้วยสีหน้าโกรธแค้นจนทำเอาร้อน ๆ หนาว ๆ ไปชั่วครู่หนึ่ง ความบ้าคลั่งของมังกรขาวนี่จะดูถูกกันไม่ได้จริง ๆ ลูกผู้ชายฆ่าได้ แต่หยามไม่ได้จริง ๆ ด้วย !

 

          เอาเถิด แค่นี้ไม่ระคายผิวข้าหรอก

         

          ตอนแรกก็ไม่เดือดร้อนอันใดมากมาย เจ้าเกลียดข้า ชังข้าอย่างไร้เหตุผลก็ช่าง แต่เจ้าจะมาหาเรื่องข้าทุกเช้าสายบ่ายเย็นเช่นนี้มิได้ ! แล้วข้าก็ดันยอมประมือให้ทุกครั้งเสียด้วย มันน่าตีมือตัวเองตอนนั้นจริง ๆ ทำไมตอนนั้นข้าไม่ปิดประตูวังใส่หน้ามันกันนะ ไม่สิ ต่อให้ลงกลอนทุกประตูก็คงถูกทำลายทิ้งอยู่ดี อีกอย่างมันมีร่างมังกร แค่เปลี่ยนร่างแล้วโผบินข้ามเข้าบ้านข้าง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ !

 

          ข้ากัดฟันกรอดจนข้ารับใช้โผบินมาใกล้ ๆ ส่งสายตาถามว่า "นายท่านต้องการสิ่งใด ?" ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าเจ้านายจะโมโหหิว

 

          นายท่านของเจ้าไม่ต้องการสิ่งใด นอกจากหาทางระบายความคับแค้นใจที่ติดค้างมานาน !

 

          นับวันที่ขึ้นลานประลอง ตัวข้าก็คล้ายมีบาดแผลแต่งแต้มบนร่างกายอันหยาบกระด้าง จากแผลเล็ก ๆ คล้ายแมวข่วนกลายเป็นแผลบากใหญ่กลางหลัง ต่างจากเจ้าหยวกกล้วยที่ทุกครั้งที่ขึ้นต่อสู้ จากวันแรกที่เต็มไปด้วยรอยแผลก็คล้ายจะลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุดผู้ที่สะบักสะบอมก็กลายเป็นข้าเสียเอง !

 

          คิดแล้วก็เจ็บใจนัก เจ็บที่กระดองใจอย่างหาที่สุดมิได้ !

 

          ตลอดมามีเพียงข้าที่เจ็บช้ำและถูกเอาเปรียบอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะตั้งแต่อดีตหรือปัจจุบัน ข้าก็ยังฝ่ายถูกกระทำอยู่ดี ! ไม่ทำร้ายร่างกายแล้วอย่างไร ถูกรุกรานทางสายตาและการกระทำจนแทบทนไม่ไหว ข้าพยายามยั้งมือไม่โต้ตอบ เพราะรู้ดีกว่าจะเป็นการเปิดทางให้เจ้าหยวกกล้วยมากกว่าเดิม แต่ใครมันจะมีน้ำอดน้ำทนได้มากขนาดนั้นกัน

 

          ใครหน้าไหนมันช่างกล้าพูดว่าข้าไปหาเรื่องมันก่อน ข้าสิ ข้า ! มังกรดำที่พวกเจ้าขนานนามว่าโหดเหี้ยมอำมหิตน่ะ ถูกรังแกต่างหากเล่า !

 

          หากข้าอยู่ในร่างจำแลงคงแสดงสีหน้าหลากหลายออกไปในคราเดียว ประเดี๋ยวซีด ประเดี๋ยวแดง ประเดี๋ยวดำคล้ำ ตอนนั้นเองที่จู่ ๆ ก็คิดแผนบางอย่างได้จนข้าเผลอหยุดเหินเวหาไปชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่ง แต่ก็มากพอที่จะให้เจ้าหยวกกล้วยหันมามองด้วยความสงสัย ข้าทำตัวเป็นปกติพลางใช้ความคิดตรึกตรองกับแผนการที่วาดเอาไว้ ก่อนจะเผยสีหน้าพอใจเป็นที่สุดเมื่อได้ข้อสรุป

 

          เจ้าหยวกกล้วยจอมบัดซบก็พูดอยู่ว่าจะไม่มีวันทำร้ายข้า... แล้วเหตุใดข้าต้องนั่งนิ่งดูดาย ทำตัวเป็นเทพเซียนที่ละซึ่งกิเลสทุกประการ !

 

          ไม่ ไม่ ข้าคือเฮยหยาง มังกรทมิฬที่เห็นชีวิตของศัตรูเป็นแค่เศษผักปลา !

 

          ดังนั้นหากข้าคิดจะเอาคืนบ้างก็คงมิมีผู้ใดว่ากระไรกระมัง ข้าแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ความหวาดกลัวที่มีแต่กาลก่อนสลัดทิ้งไปเสีย !

 

          เจ้าเอาเปรียบข้า ข้าเอาเปรียบเจ้า !

          ก็ฟังดูยุติธรรมดี

 

          ต้องโทษที่ผ่านมาที่ข้าใจดีใจอ่อนมากเกินไป จึงถูกเอารัดเอาเปรียบเรื่อยมา แต่.. ต่อจากนี้จะไม่มีอีกแล้ว ถึงเวลาที่ข้าต้องทำตัวให้สมกับสายเลือดมังกรดำที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างนี้ น่าเสียดายที่ตอนนี้ข้ามิได้อยู่เพียงคนเดียวในห้องหับ มิเช่นนั้นคงหัวเราะเสียงดังลั่นระบายความรู้สึกที่มันอัดอั้นอยู่ในใจทั้งหมดออกไปในคราวเดียว

 

          ตัดสินใจได้แล้ว เดินทางล่องเหนือครั้งนี้ หากข้าไม่ทำอะไรกับเจ้าหยวกกล้วยให้สาแก่ใจ อย่าได้เรียกข้าว่ามังกรดำเฮยหยาง ! ขอเอาชื่อมังกรทมิฬเป็นเดิมพัน ฟ้าดินเป็นพยาน หากข้าผิดคำสาบาน ขอให้ฟ้าผ่ากลางตัว !!!

 

          ข้าตั้งปณิธานแน่วแน่และมั่นคงดุจหินผา แม้ว่าคู่หูคู่คิดจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

 

          [ไม่ ๆๆ ! ไม่ได้นะ เฮยหยาง เจ้าเพิ่งพูดไปหยก ๆ ว่าการตอบโต้คือการเพิ่มโอกาสเปิดทางมากกว่าเดิม ตอนนี้เจ้าจะกลับคำพูดหรืออย่างไร อีกอย่างเจ้าจะเอาคืนงั้นรึ ข้าขอเอ่ยคำสัตย์จริงว่าที่ผ่านมาเจ้าเคยทำอันใดได้บ้าง ไม่ ไม่ได้ ข้าไม่อนุญาต ! มีผลเสียมากว่าผลดี เจ้าควรนึกไว้เสมอว่าเจ้างูเผือกนั่นคิดจะจัดการเจ้าด้วยวิธีที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เจ้าจักประมาทมิได้ นี่ ! เฮยหยาง เจ้าฟังข้าอยู่หรือไม่ เฮยหยางงงง อย่าทำเป็นหูทวนลมนะ ตอบข้า สัญญากับข้าว่าจะล้มเลิกแผนบัดซบนี่ เฮย--]

 

          ข้าฟังหูซ้ายทะลุหูขวา ยิ้มร่ากับเหตุการณ์ที่วาดฝันไว้ในอนาคต

 

          น่าสนุกจะตายไป !

 

 

          เอาแล้วค่ะ พี่หยางจะเริ่มการแก้แค้นเสียแล้ววว-- มาเอาใจช่วยพี่รองกันนะคะ 5555555 นิยามของคำว่า "ชีวิตพี่มีแต่เรื่อง" นี่ต้องให้พี่แกจริง ๆ ค่ะ แต่เอาเข้าจริง.. หลายครั้งพี่หยางก็เป็นคนเข้าไปหามันเองไม่ใช่เหรอคะ *ครุ่นคิด*

 

          สวัสดีค่ะทุกท่าน หายไปนานเลย คิดถึงกันไหมคะ ? *ส่งจูบ* หวังว่าจะอิ่มจุใจกันนะคะ

 

          สองมังเริ่มออกเดินทางแล้ว มีการย้อนอดีตสักเล็กน้อยพอให้กระชุ่มกระชวยหัวใจ (เหรออ) จับมือให้กำลังใจน้องเงานะคะ เงาน้อยจะปรามพี่หยางไหวไหม มารอลุ้นกันค่ะ

 

          กินเด็กเขาว่าเป็นอมตะไหม ไม่รู้

          แต่ถ้าถูกเด็กกินก็... คงต้องสอบถามผู้รู้แล้วล่ะค่ะ *ตากะพริบปริบ ๆ *

 

          คราวก่อนลืมบอกประวัติน้องเซิน น้องไม่โกรธนะลูก 555

 

          ชื่อ : เซินหลานเหอ , เซินหลานหลง (ทางการ)

          สถานะ : มังกรน้ำเงินผู้ปกครองทิศตะวันออก , มังกรลำดับที่หกแห่งเหยียนหลง

          รูปร่างหน้าตา : รูปร่างสูงโปร่ง ยิ้มแย้มร่าเริงตาวิสัยคนหนุ่ม สดใสสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นมังกรแห่งฤดูใบไม้ผลิ เห็นแล้วสบายหูสบายตาดี (เฮยกล่าว ก่อนขนลุกขนพองเพราะศิษย์ผู้พี่มองมาอย่างไม่น่าไว้ใจ) มักจะสวมเสื้อสีฟ้าหรือน้ำเงินสลับกันไป ผมสีน้ำเงิน มักจะมัดยาวเป็นหางม้า เพราะต้องการความกระฉับกระเฉงในการเคลื่อนไหว ดวงตาสีน้ำเงิน ยกเว้นช่วงฤดูวสันต์ที่สีตาและผมจะเปลี่ยนเป็นฟ้าอ่อน

          ลักษณะนิสัย : ร่าเริง สดใส มีชีวิตชีวา ยิ้มง่าย เป็นมิตรกับทุกคน ติดจะซื่อบื้อ จึงต้องมีพี่ใหญ่คอยดูแลไม่ให้ห่างสายตา (...)

 

          ก็..นั่นแหละค่ะ 55555

          ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะคะ อ่านเมนต์ของทุกคนแล้วมีกำลังใจมากจริง ๆ !

          1 เมนต์ = กำลังใจ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 143 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #85 fighting writeee♡ (@sedna0327) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 18:23
    เดี๋ยวถูกเค้าจับทุ่มลงเตียงล่ะยุ่งเลยหน่า55555
    #85
    1
    • #85-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 7)
      29 มีนาคม 2562 / 21:16
      คนอย่างเฮยหยางไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้ววว !
      ... ( º﹃º ) กลัวจนเลิกกลัวไปแล้ว--
      #85-1
  2. #68 บาบาน่า (@FISHOKUN) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 02:46
    เป็นกำลังใจให้พี่หยางแก้แค้นสำเร็จนะคะ 5555 ถึงจะมีเปอร์เซ็นน้อยก็เถอะ ฟฟฟ

    ป.ล. พี่หงกับน้องเซินเหมือนจะแอบมีซัมติงกันเบาๆ ฟฟฟ
    #68
    2
  3. #40 Rindis (@Rindis) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:13

    แบบนี้มันต้องแก้แค้น!!!!

    ถ้ามีคู่แข่งก็ดีนะ อยากเห็นน้องหยินหึงแรงจนต้องกด!!!

    #40
    1
    • #40-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 7)
      23 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:12
      อันนี้ต้องลุ้นแล้วล่ะว่าในอนาคตจะมีไหม 55555 // ขอบคุณสำหรับเมนต์นะคะ เราอ่านเพลินเลย <3
      #40-1
  4. #19 parabola321 (@parabola321) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 22:32
    แค้นแรงนะคะพี่5555555
    #19
    1
    • #19-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 7)
      20 มกราคม 2562 / 13:45
      XD พี่หยางเกรี้ยวกราดดด
      #19-1
  5. #18 ราชินีขี้เซา (@0983163561) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 20:57
    จะแก้แค้นได้ไหมน้อ:)
    #18
    1
    • #18-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 7)
      19 มกราคม 2562 / 21:00
      เฮยหยาง "ยะ ยิ้มแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร ?!"

      //คนเขียนขำกลิ้งไปแล้วว 55555
      #18-1