มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 6 : ความสุขสงบกับมังกรดำมิใช่ของคู่กัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,979
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 158 ครั้ง
    12 ม.ค. 62

        ตอนที่ 6 : ความสุขสงบกับมังกรดำมิใช่ของคู่กัน

 

 

          นอกจากดินแดนมนุษย์ ยังมีอีกที่หนึ่งที่ข้ามักแวะไปเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ ราวกับเป็นเรื่องที่ทำอยู่เป็นกิจวัตรก็มิปาน

 

          ไปนั่งฟังบทสวดก็ดี สนทนาธรรมก็ดี นั่งพูดคุยกันก็ดี

 

          ซึ่งเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากตำหนักหงหลงของท่านพี่หงคนงาม

 

          วันนี้ข้าตั้งใจว่าจะนั่งสมาธิเข้าฌานฟังเสียงสวดมนต์ของมังกรสีชาดให้จิตใจผ่อนคลายความตึงเครียดที่สะสมมานานสักหน่อย โดยมีเพื่อนร่วมทางที่เกาะตามเกล็ดสีดำของข้าแนบแน่นอย่างเจ้าเงาน้อยที่ตัวสั่นงันงกตลอดเวลา เหมือนกลัวจะตกลงสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่เบื้องล่าง

 

          หากเจ้าเงาดำมีเนื้อหนังมังสาอย่างคนทั่วไปคงทำหน้าพิลึกพิลั่น ตาเบิกถลนจนต้องตบให้เข้าที่เป็นแน่

 

          กลัวอะไรกัน ถึงจะตกลงไปก็ไม่เห็นเป็นอะไร ร่างกายของเจ้ายืดหยุ่นมากมิใช่รึ ข้าเองก็พิสูจน์โดยการบีบขย้ำมาหลายครั้ง ก็ไม่ยักจะเป็นอะไร

 

          แต่เอาเถอะ หัดรู้จักกลัวอะไรเสียบ้างก็ดี

         

          ข้าแอบยิ้มเยาะ เจ้าบ้าที่สามารถพูดเรื่องคอขาดบาดตายได้ราวกับคุยเรื่องลมฟ้าอากาศกลับกลัวเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้คงถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีกระมัง

 

          ข้านำพาร่างกายอันมหึมาแหวกว่ายไปตามกระแสลม จุดหมายปลายทางคือทิศตะวันตก ในดวงจิตได้ยินเสียงดังก้องจนข้าหรี่หางตามองผู้พูดเพียงหนึ่งเดียว

 

          [หงเฟินฮวา ช่างเป็นมังกรที่แปลกนัก]

          "เห็นเจ้าพร่ำบอกเช่นนี้ตลอดเลยนะ"

 

          ข้ากล่าวเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ อีกทั้งยังไม่ลดความเร็วลง พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนบังเกิดเสียงลมพัดดังไปทั่วนภาลัย เจ้าเงาน้อยกระโดดเด้งไปมาด้วยความโมโห เอ็ดตะโรเสียยกใหญ่

 

          คงโกรธมากจนลืมตัวไปแล้วกระมังว่ากำลังอยู่บนตัวมังกรที่โผบิน ข้าแอบหัวเราะในใจ ยอมผ่อนแรงลงมาเล็กน้อยพอให้เจ้าความมืดตัวจ้อยหายใจหายคอ

 

          [ก็จริงนี่ หากพูดถึงมังกรแห่งเหยียนหลง สายเลือดที่เข้มข้นและเก่าแก่ที่สุดย่อมไม่พ้นมังกรสีโลหิต แต่ไหนเลย... กลับเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ยิ่งกว่าเจ้าเสียอีก !]

 

          เหน็บแนมข้าอีกนะ ข้ากลอกลูกนัยน์ตาไปมา แต่ก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างไร้ซึ่งข้อกังขา

 

          ในอดีตกาลบนหน้าประวัติศาสตร์ มังกรผู้ได้ชื่อว่าดื่มเลือดทุกหยาดหยดเป็นอาหารจนร่างกายแปรเปลี่ยนเป็นสีโลหิตมีเพียงหนึ่งเดียวคือมังกรแดง โหดเหี้ยม อำมหิต เห็นคนทรมานแล้วหัวเราะ เห็นคนร้องไห้แล้วอยากฆ่าให้ตาย เห็นคนร้องขอความเมตตาแล้วกะซวกเอาอวัยวะภายในออกมาอย่างไร้ความปรานี เลวร้ายยิ่งกว่ามังกรทมิฬเสียอีก สืบทอดสายเลือดผ่านมาหลายรุ่น ความคลุ้มคลั่งนั้นก็ไม่เคยจางหายจนกระทั่งมาถึงคราวท่านพี่ของข้า

 

          กล่าวได้ว่า "พลิกหน้าประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่" เลยก็ว่าได้

 

          กิริยามารยาทสุภาพ อ่อนหวาน น้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวล มิชมชอบการต่อสู้ ทว่ากลับฝักใฝ่ในบทตำราและบทสวดของพระโพธิสัตว์ที่โล่งกว้างในรั้ววังแทนที่จะเป็นลานฝึกซ้อม กลับเป็นพื้นที่สำหรับทำวัตรเช้าโดยเฉพาะ ชอบสะสมหนังสือจนแทบล้นตู้ ขัดกับลักษณะที่ควรพึงเป็นของมังกรแดงสิ้นดี

 

          ตอนแรกข้าก็นึกคลางแคลงใจอยู่บ้าง แต่พอผ่านไปสักพักก็ทำใจยอมรับโดยง่าย พี่หงก็ยังคงเป็นท่านพี่หง อ่อนโยนสมกับเป็นเจ้าตัวดี

 

          ถึงกระนั้นสัญชาตญาณที่แจ่มชัดก็ร้องบอกว่า...

          ตัวตนดุจไฟล้างผลาญนั้นยังคงอยู่ในตัวคนผู้นี้ เปลวเพลิงที่ถูกจุดนั้นซ่อนเร้นภายใต้รอยยิ้มที่หวานละไมดั่งน้ำผึ้งชโลมหัวใจผู้พบเห็น

         

          แต่ข้าแสร้งทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งจึงตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ

 

          "ท่านพี่หงเป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อย่าถามให้มากความเลย แล้วอีกอย่าง..." ข้าเว้นเสียงไปช่วงหนึ่ง "มีมังกรตนใดในเหยียนหลงที่ปกติบ้างรึ"

 

          ไม่มี ไม่มีเลยสักตน หากให้ข้าไล่บรรยายพฤติกรรมแปลกประหลาดของแต่ละคนคงต้องใช้เวลาหลายชั่วยามเป็นแน่แท้

 

          ล้วนเจ้าปัญหากันทั้งนั้น และใช่ ข้าเองก็เจ้าปัญหาไม่แพ้กัน เพียงแต่ข้ามิใช่ผู้ก่อเรื่อง แต่จะมีเรื่องมีราววุ่นวายมาให้จัดการเสียอยู่เรื่อย ! คิดแล้วก็น่าหนักใจ หากอยู่ในร่างจำแลงต้องเอามือกุมขมับบ้างล่ะ

 

          เจ้าเงาดำเงียบไปสักพักก่อนจะพูดออกมาประโยคหนึ่ง

 

          [เฮยหยางเอ๋ย ข้ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คนรู้จักของเจ้า ล้วนไม่ปกติเลยสักคน]

 

          ข้ากระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง มันใช่เรื่องน่ายินดีไหมเล่า ?!

 

          "...บางทีความธรรมดาสามัญคงจะไม่เข้ากับข้าก็เป็นได้"

 

          ตอนนั้นเองข้าก็เห็นมังกรตนหนึ่งกำลังแหวกว่ายสวนกระแสอยู่เบื้องหน้า เกล็ดสีน้ำเงินส่องประกายเงางาม บินพลิ้วไหวประดุจสายน้ำสายหนึ่งข้างใต้ ดวงตาสีเดียวกับเกล็ดเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นข้า ก่อนจะค้อมศีรษะลงอย่างนอบน้อมและเปล่งเสียงทักทาย "อรุณสวัสดิ์ขอรับ พี่รอง !" ด้วยน้ำเสียงร่าเริงตามฉบับเจ้าตัว

 

          ไม่ใช่ใครที่ไหน "เซินหลานเหอ" มังกรน้ำเงินประจำทิศตะวันออกนี่เอง

 

          ข้าผงกศีรษะตอบรับแล้วเอ่ยถาม "อรุณสวัสดิ์ เหตุใดมังกรน้ำเงินเช่นเจ้าจึงอยู่ที่นี่เล่า มิใช่ว่ายังมิถึงวสันตฤดูหรอกรึ"

 

          ที่ข้ากล่าวเช่นนั้น เพราะนอกจากมังกรน้ำเงินจะดูแลแม่น้ำหลายสายในดินแดนมังกรแล้วยังมีหน้าที่สำคัญคือให้สัญญาณบ่งบอกว่าฤดูใบไม้ผลิได้มาเยือนบนโลกมนุษย์และดินแดนกึ่งสวรรค์แล้ว โดยสีเกล็ดจะเปลี่ยนจากสีเข้มเป็นกระจ่างใสดุจสีของท้องฟ้าตอนกลางวัน กระทั่งร่างจำแลงสีของเส้นผมและดวงตาก็จะเปลี่ยนไป

 

          จึงมีตำนานเล่าขานว่าหากมีมนุษย์ตนใดก็ตามที่เห็นมังกรน้ำเงินอาจกล่าวได้ว่า อีกไม่นานเหล่าดอกไม้จะบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมหวน พืชพรรณพร้อมเก็บเกี่ยว ฝูงนกน้อยกางปีกลอยล่องผ่านกลีบเมฆ  สัตว์ป่าตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน

 

          เริ่มต้นฤดูกาลที่ทุกคนเฝ้ารอ

 

          แต่ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเหน็บเหมือนเพิ่งเริ่มต้นฤดูเหมันต์เช่นนี้ เกรงว่าจะยังไม่ถึงเวลาให้เซินหลานเหอออกมาปฏิบัติหน้าที่กระมัง

 

          "พี่รองกล่าวได้ถูก เพียงแต่ข้าเบื่อกับการนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่แต่ในวัง รอคอยเบื้องบนบอกให้ปฏิบัติหน้าที่จึงแอบหนีมาเที่ยวเล่นก็เท่านั้น" เจ้าตัวส่งเสียงหัวเราะ "พี่รอง อย่าได้ไปฟ้องท่านประมุขเลยนะขอรับ"

 

          ข้าหลุดหัวเราะไปคำหนึ่ง หากเจ้าหนีเที่ยว เพราะเบื่อหน่ายเป็นบางครั้งบางคราว แล้วข้าเล่า หนีลงโลกมนุษย์เป็นพันครั้งเช่นนี้ มิใช่ว่าจะถูกลงโทษหนักกว่าหรอกรึ ข้าเลยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงไม่เป็นจริงเป็นจังนัก

 

          "ตามคำเจ้าขอ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ...โชคดี"

 

          "ขอรับ ท่านก็เช่นกัน"

 

          เซินหลานเหอแม้จะอยู่ในร่างมังกร แต่ข้าคล้ายกับเห็นอีกฝ่ายยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวครบทุกซี่ สมอายุดี ข้าครุ่นคิดในใจ มังกรตนนี้อายุอานามมากกว่าน้องคนสุดท้องไม่กี่ร้อยปี กล่าวคือหากข้าอยู่ในช่วงโตเต็มวัย เซินหลานเหอกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนปลายพอดี อีกไม่นานคงโตเต็มวัยและใช่พลังได้เต็มที่

 

          ช่วงเวลานี้ควรค่าแก่การเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความสนุกสนานเข้าไว้

 

          มิใช่ทำตัวเหลวแหลกแบบเพื่อนเจ้า หาเรื่องข้าเป็นประจำอยู่ได้ !

 

          ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงที่หมาย เหล่าข้ารับใช้ที่คุ้นหน้าคุ้นตาพากันเดินไปรายงานเจ้าของวังด้วยท่าทีไม่รีบร้อนนัก กระทั่งการย่างก้าวยังคล้ายมีเสียงสวดภาวนาดังแผ่วเบา ข้าคลี่ยิ้มบาง เจ้าของบ้านเป็นอย่างไร ข้าราชบริพารล้วนเป็นเช่นนั้น

 

          ดียิ่ง ช่างแตกต่างกับเหล่าจิ้งเหลนของข้าเหลือเกิน ข้าน้ำตาตกในขณะเดียวกันร่างกายที่แต่งแต้มไปด้วยอาภรณ์สีชาดก็ย่างกรายออกมา หากแต่สายตากลับฉายแววติเตียน แม้ใบหน้ายังประดับรอยยิ้ม

 

          "เจ้ามาไม่บอกกล่าวเช่นนี้ ข้าจักเตรียมการต้อนรับทันได้อย่างไร"

          "ท่านพี่หง อย่าได้กังวล ข้าแค่มาฟังบทสวดไม่ถึงครึ่งชั่วยามเท่านั้น เชิญท่านตามสบายเถิด" ข้าประสานมือคารวะพลางเดินตามเจ้าของบ้านที่เชื้อเชิญให้ไปนั่งด้านใน

 

          [ไอ้หยา~ ให้ตายสิ เทพบุตรชัด ๆ เลยอ่ะ !~ สมแล้วที่เป็นผู้อาวุโส เจ้าทำตัวให้น่าเคารพนับถือแบบนี้หน่อยสิ เฮยหยาง~]

 

          ถ้าข้าทำได้ข้าก็ทำไปนานแล้ว ข้าตอบในใจและอดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบน

 

          ว่าไปแล้วการสื่อสารกับเจ้าเงาน้อยก็ช่างสะดวกเสียเหลือเกิน ส่งกระแสจิตตอบก็ได้ เปล่งเสียงตอบก็ได้ สมแล้วที่เป็นเจ้าเงาน้อยที่ข้าแสนภาคภูมิใจ ! ข้าดันเพิ่งตระหนักได้ถึงความจริงข้อนี้ หากเจ้าก้อนทะมึนรู้เข้าคงบ่นจนข้าหูชาเป็นแน่ อย่าให้รู้เชียว

 

          ข้าถูกเชิญให้เข้าไปในเขตสวดมนต์ พื้นที่ตรงนี้ห้ามไม่ให้คนนอกเข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะต้องการความสงบ ปราศจากความวุ่นวาย มีเพียงแค่ท่านพี่หงและข้ารับใช้บางส่วนเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้า

 

          แต่... สำหรับข้าเป็นกรณีพิเศษ ข้าเข้ามาที่นี่ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

 

          เพราะเป็นศิษย์น้องที่ไม่เคยก่อความวุ่นวายให้ศิษย์พี่ลำบากใจอย่างไรล่ะ ... ยกเว้นครั้งล่าสุดที่ข้าเพิ่งพังวังตัวเองไป ร้อนให้มังกรแดงมาปราบน่ะนะ

 

          ข้าลูบปลายจมูกแก้ขัด นึกแล้วทั้งขำทั้งอาย ทั้งไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี

 

          โถงใหญ่แห่งนี้แบ่งสัดส่วนอย่างลงตัว อากาศถ่ายเทพัดพาความเย็นกระทบผิวกาย ด้านหน้ามีบทสวดมนต์หลายเล่มวางอยู่บนชั้นจัดเรียงกันเป็นระเบียบขนาบซ้ายขวา ตรงกลางมีภาพวาดของภูเขาสูงและตัวอักษรที่ตวัดอย่างบรรจงว่า "สงบ" กลิ่นธูปจาง ๆ ลอยแตะปลายจมูก

 

          ข้านั่งลงบนเบาะตรงข้ามกับโต๊ะไม้ขนาดกำลังดี รอจนท่านพี่หงเตรียมบทสวดและนั่งเบาะเรียบร้อย ไม่ต้องมีพิธีการอันใด น้ำเสียงนุ่มอ่อนโยนก็เปล่งถ้อยคำออกมา ข้าปิดเปลือกตาลงสดับฟังเสียงที่โอบล้อมท่ามกลางห้องโถงอันเงียบสงบ ไม่มีแม้แต่เสียงใบไม้ร่วงหล่นหรือเสียงฝีเท้าของข้าราชบริพารผู้จงรักภักดี บทสวดมนต์ลื่นไหลไม่ติดขัดประดุจสายน้ำ ไม่ดังหรือเบาจนเกินไป ไหล่ที่ตึงเครียดของข้าค่อย ๆ ผ่อนลง

 

          สงบและผ่อนคลาย

 

          เจ้าเงาดำก็เงียบหายไปราวกับกำลังฟังเสียงสวดมนต์เช่นกัน ข้าแย้มยิ้มเล็กน้อยแล้วเปิดเปลือกตาขึ้นช้า ๆ เห็นท่านพี่หงปิดบทสวดแล้วส่งยิ้มให้ข้า ข้าเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งขัดสมาธิเป็นนั่งคุกเข่าแล้วก้มศีรษะลง หงเฟินฮวาก็ทำเช่นเดียวกัน ไม่ต้องพูดอันใดให้มากความ มังกรสองตนยิ้มให้กัน ตอนนั้นเองข้ารับใช้ตนหนึ่งก็เดินเข้ามาอย่างสำรวม มือถือถาดกาน้ำชา จอกอีกสองใบและขนมอย่างรู้งาน ข้าพยักหน้าเป็นเชิงขอบคุณและอาสาทำหน้าที่เทน้ำชาใส่จอกให้แทน

 

          หลังจากจิบชาไปหลายอึก ข้าก็เปิดปากหมายจะขอหยิบยืมตำรับตำราเกี่ยวกับหลักคำสอนสักเล่มสองเล่ม แต่เป็นต้องหุบปากดังฉับเมื่อเสียงนุ่มละมุนเอ่ยตัดบทขึ้นมาเสียก่อน

 

          "เจ้ามาก็ดีแล้ว น้องหยาง พี่มีเรื่องจะบอกกล่าวเจ้าอยู่พอดี"

 

          ข้าถึงกับอุทานในใจไปหลายคำ ชำเลืองมองรอยยิ้มเบื้องหน้าอย่างไม่ไว้วางใจ พร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกใหญ่

 

          นี่ข้ามาหาเรื่องถึงที่ใช่หรือไม่

          ข้าลอบปาดเหงื่อในใจ มิใช่ว่าท่านจะลากข้าไปงานเลี้ยงอีกนะ หากเป็นเช่นนั้นจริงให้ข้าถือศีลอดยังดีกว่าเสียอีก เข็ดหลาบแล้วกับงานเลี้ยง ไม่ไหว ๆ

 

          "เรื่องอันใดหรือ"

 

          "ท่านประมุขมอบหมายงานให้เจ้าทำ"

 

          "ท่านพี่ ประมุขแดนมังกรมีหลายตนนัก ผู้ใดไหนเล่า" ข้าถามอย่างเกียจคร้าน ภารกิจอีกแล้วหรือ อะไร ๆ ก็มอบหมายให้ข้าทำ ราวกับข้าไม่มีงานล้นมือ ...ซึ่งก็จริง ข้าเป็นมังกรที่ว่างงานสุด ๆ ไปเลยล่ะ ในขณะที่คนอื่นทำงานมือเป็นระวิง ข้าเองก็ลงไปเที่ยวเล่นข้างล่างเป็นประจำเช่นกัน

 

          มือหยิบขนมเข้าปากแล้วเป็นต้องคอพับคออ่อนเมื่อได้ยินคำตอบ

 

          "ท่านทั้งหลายมอบหมายงานให้เจ้าทำ"

 

          ดียิ่งนัก ! ต้องเป็นเรื่องสำคัญที่ยุ่งยากมากเป็นแน่

 

          ข้าเลิกกินขนม หันมาตั้งใจฟังคำท่านพี่หงที่เอ่ยด้วยท่าทีเป็นจริงเป็นจัง ดวงตาสีทับทิมหรี่ลงดึงจดหมายที่ซ่อนอยู่ในสาบเสื้อมอบมาให้ข้า ไม่จำเป็นต้องเปิดก็พอเดาได้ว่าคงเป็นสารมอบหมายภารกิจจากท่านประมุขที่เคารพพร้อมตราประทับ เพื่อส่งต่องานอย่างเป็นทางการก็เท่านั้น ไม่น่าสนใจเท่าเนื้อหาที่มังกรสีชาดกำลังพูดเลยสักนิด

 

          "เจ้าน่าจะได้ยินข่าวลือมาสักพักหนึ่งแล้ว ยามนี้ตระกูลเต่าเริ่มไม่ทำตามข้อตกลงที่สวรรค์บัญญัติไว้ แผ่ไอหนาวเย็นเลยกำหนดเวลาจนบัดนี้แผ่นดินซีกเหนือเต็มไปด้วยหิมะและน้ำค้างแข็ง ส่งผลให้โลกมนุษย์ที่อยู่ข้างใต้ดินแดนเต่าได้รับผลกระทบตามไปด้วย มนุษย์ล้มตายเพราะพายุหิมะ ขาดแคลนอาหาร เพราะสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย เกิดอาเพศกับสัตว์ป่าน้อยใหญ่"

 

          "ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เกรงว่าจะไม่มีเพียงแค่นี้แล้วกระมัง"

 

          ข้าเอ่ยเสียงราบเรียบ หงเฟินฮวาพยักหน้ารับ เบนสายตามองไปนอกหน้าต่าง สายลมกระแสหนึ่งพัดผ่านทำให้เปลวเทียนวูบดับลง ข้าสบตากับนัยน์ตาสีชาดทอแสงเงียบงัน

 

          "ใช่ แดนมังกรของเราถูกความหนาวเย็นเข้ารุกราน เจ้าไม่รู้สึกถึงลมหนาวที่พัดผ่านหรือ ?"

 

          "ข้าย่อมรู้ ทั้ง ๆ ที่เป็นปลายเหมันต์ฤดูแล้ว แต่ลมหนาวกลับไม่คลายตัวจนลำธารหน้าวังแทบจะจับตัวกันเป็นน้ำแข็งเหตุใดจักไม่รู้"

 

          ข้าตอบฉะฉานประดุจนักปราชญ์ผู้ทรงความรู้และวัยวุฒิ ...อันที่จริงตัวข้ารู้หลังคนอื่นเสียด้วยซ้ำ ที่รู้ตัวช้ากว่าผู้อื่น เพราะร่างกายของข้านั้นหนาวเย็นชืดชาจึงไม่รู้สึกผิดแปลกอันใดกับสภาพอากาศ ผิดกับเหล่าจิ้งเหลนดำภายใต้บัญชาที่เรียกร้องขอผ้าห่มเพิ่มจนข้าเริ่มสังเกตรอบข้างอย่างถี่ถ้วน ต้นไม้ใบหญ้าต่างแห้งเหี่ยว ฝูงวิหคที่ควรบรรเลงเสียงเพลงขับร้องต้อนรับฤดูวสันต์ดังเช่นทุกครั้งกลับไม่โผล่มาแม้แต่เงา

 

          เหมันต์ฤดูคราวนี้ช่างยาวนานและรุนแรง แต่ข้าที่สามารถอยู่กลางสายฝนอันเย็นฉ่ำนั้นย่อมไม่รู้สึกรู้สาอะไร

 

          ไม่รู้ว่าการที่เป็นเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ ข้ายิ้มอ่อนพลันต้องคิ้วกระตุกเมื่อได้ยินน้ำเสียงโอ้อวดจากเจ้าตัวที่อยู่บนบ่า

 

          [รู้แล้วใช่หรือไม่ว่าข้อมูลที่ข้าหามาล้วนมีประโยชน์ สำนึกบุญคุณไว้เถิด !~]

 

          ยกยอตัวเองเช่นนี้ก็ได้ด้วยรึ ข้ามองด้วยหางตา ก่อนจะตอบกลับด้วยความนอบน้อม ข้าทราบแล้ว พร้อมจดจ้องซองสีอ่อนในมือประกอบการตัดสินใจ

 

          "..."

         

          รับรู้ได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังจากพี่ใหญ่ มิมีผู้ใดทนความหนาวเย็นได้เท่าข้า มิมีผู้ใดเหมาะสมกับภารกิจนี้ได้มากเท่าข้า ใช้เวลาไม่นานก็ตัดสินใจได้ ข้าละสายตาจากซองจดหมาย

 

          แม้จะไม่ชอบความวุ่นวาย แต่เมื่อเป็นภารกิจที่ท่านประมุขมอบให้ ข้าก็จักทำจึงพยักหน้ารับ ท้ายที่สุดท่านพี่หงก็แย้มยิ้มออกมาพึมพำเสียงเบาว่า "สมแล้วที่เป็นน้องข้า"

 

ก่อนที่นัยน์ตาสีสวยจะหรี่ลงเป็นพระจันทร์เสี้ยว บรรยากาศห้อมล้อมไปด้วยหมู่มวลบุปผายามริมฝีปากขยับเอื้อนเอ่ย

 

"และมังกรขาวจะไปกับเจ้าด้วย"

 

.

.

.

 

"ว่าอย่างไรนะ !?"

 

          ข้าร้องเสียงหลง ไม่ต่างจากเจ้าเงาที่กรีดร้องเสียงดังลั่นจนปวดขมับไปหมด ภายในห้องโถงใหญ่ที่ปราศจากเสียงรบกวน พี่ใหญ่ไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้เสี้ยวเดียว ข้าจ้องมองรอยยิ้มที่ยังคงระบายอยู่บนใบหน้างามด้วยดวงตาที่แทบหลุดออกจากเบ้า ภาวนาขอให้เมื่อครู่นี้ข้าเพียงหูฝาดไป

 

          กระนั้นท่านพี่ก็ยังย้ำคำเดิมให้ใจข้ารู้สึกแหลกสลายลงกว่าเก่า

 

          "ได้ยินมิผิดหรอก น้องรัก"

 

          "ท่านพี่หง ท่านล้อข้าเล่นแล้วเป็นแน่"

 

          ข้าเอ่ยเสียงสั่นเครือ สองมือเผลอขยำกระดาษในมือไปไม่รู้ตัว พี่หงประคองถ้วยชาในมือวางบนโต๊ะไม้อย่างสุภาพ ฉับพลันรอยยิ้มนุ่มนวลพลันหายไป เหลือเพียงสายตาคมกริบที่ตวัดมองข้า กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจนรู้สึกจุกในอก

 

          "เฮยหยาง"

 

          "..."

 

          "ข้าไม่เคยล้อเล่นเลยสักครั้งเดียว เจ้าก็น่าจะทราบดี"

 

          เพราะข้ารู้ดีนี่แหละจึงไม่อาจทำใจยอมรับได้ ศิษย์พี่ ! ท่านไม่เข้าใจข้าเลย ข้าทำหน้างอเหมือนเด็กไม่ได้ของเล่น ผู้อาวุโสเมื่อเห็นท่าทีของข้าก็ได้แต่ส่ายหน้าช้า ๆ พลางพูดเสียงเนิบช้าเหมือนมิใช่เรื่องเร่งรีบอันใด

 

          ใช่ ก็ข้ารับปากไปแล้วนี่ !

 

          "ลองเปิดอ่านเนื้อสารดูก่อนก็ได้หากไม่เชื่อคำพี่"

 

          ข้าสูดลมหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์ที่ขุ่นมัวและกล่าวขอโทษที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกไป ช่างน่าขายหน้าเสียจริง แต่ท่านพี่หงก็ยังคงเป็นท่านพี่หง ไม่ถือสาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงติเตียนข้าเรื่องกิริยามารยาทเพียงเล็กน้อย บรรยากาศจึงกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง

 

          แต่ก็มีคนผู้หนึ่งที่ยังทำใจไม่ได้ ข้าประคองถ้วยชาจิบช้า ๆ พอเจอเรื่องน่าตกใจก็รู้สึกกระหายน้ำชอบกล เสียงแหลมสูงดังขึ้นในโสตประสาทจนเผลอนิ่วหน้าไปวูบหนึ่ง

 

          [ข้าไม่ยอมนะ ! ข้าไม่ยอมมมมมม~~]

 

          คงได้แต่ยอมรับชะตากรรม ข้าส่งกระแสจิตตอบ

 

          สวรรค์ไม่เคยเมตตามังกรดำเช่นข้าเลยจริง ๆ เส้นผมสีกาดำปลิวไสวปกปิดใบหน้าที่อ่อนล้ามิต่างจากดวงใจที่กวัดแกว่ง ข้าน้ำตาตกในเป็นรอบที่สองของวัน เห็นท่านพี่ส่งยิ้มปลอบประโลมก็ได้แต่ฝืนยิ้มตอบไม่ให้อีกฝ่ายเป็นกังวล ในที่สุดข้าก็ทำใจได้

 

          เอาเถิด เฮยหยาง จงทำตัวเป็นไผ่ลู่ลม แม้ว่าลมนั้นจะรุนแรงดั่งพายุก็ตาม !

 

          อันเนื่องด้วยตัวข้าขี้เกียจอ่านรายละเอียดยิบย่อยจึงถามหาความจากผู้ส่งมอบหมายงานอย่างพี่หงเฟินฮวาแทน ข้าโบกซองสีอ่อนในมือเอ่ยถามด้วยความเหนื่อยหน่ายใจเป็นที่สุด "เริ่มเดินทางเมื่อใด"

 

          "ท่านประมุขบอกว่าไม่รีบร้อน เพียงแต่ขอให้สำเร็จโดยเร็ว... อาจฟังดูย้อนแย้งไปนิด พี่เข้าใจเจ้านะ" ข้ากระตุกยิ้ม เปล่งเสียงดังหึออกมา ขณะที่พี่หงเองก็ยิ้มอย่างยุ่งยากใจไม่ต่างกัน  "เพราะฤดูประลองสี่สัตว์เทพเริ่มใกล้เข้ามาแล้ว หากตระกูลเต่ายังปล่อยไอหนาวเย็นเช่นนี้ต่อไปเกรงว่าจะทำให้งานล่าช้า..."

 

          ข้าพูดต่อ "อาจทำให้เกิดผลเสียร้ายแรงที่คาดไม่ถึง"

 

          ฤดูประลองสี่สัตว์เทพ จะเริ่มต้นหลังจากหิมะหลอมละลายเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุหลักที่พวกเราเริ่มร้อนใจ ปีนี้มังกรเป็นเจ้าภาพ จะไม่เดือดเนื้อร้อนใจก็ออกจะเย็นชาไปหน่อย

 

          เหตุใดฤดูประลองจึงสำคัญน่ะหรือ เพราะสัตว์เทพทุกตัวแม้จะรักสงบ แต่ย่อมมีสัญชาตญาณดิบของสัตว์ป่ามาตั้งแต่กำเนิด ความกระหายโลหิตย่อมมีอยู่ในสายเลือดไม่มากก็น้อย

 

          อย่างข้าที่รักสงบยังสามารถล้มกองทัพนับหมื่นได้ ผู้อื่นจะเหลือหรือ... โดยเฉพาะเจ้าพวกที่อยากลงแข่งจนตัวสั่น เพื่อสร้างชื่อเสียงจากการลงสนามประลองในครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่เลยก็ว่าได้ อีกทั้งยังจัดติดต่อกันหลายวัน พวกพ่อค้าแม่ขายตั้งแผงขายของอย่างขยันขันแข็ง บริเวณรอบลานประลองคับคั่งไปด้วยผู้คนที่พร้อมใจรอชมการปะทะอันดุเดือดของสัตว์ต่างสายพันธุ์

 

          ดังนั้นสนามประลองใจกลางตระกูลสัตว์เทพทั้งสี่จึงเปรียบเสมือนที่ระบายความอัดอั้นที่คุกรุ่นในใจ วาดลวดลายแสดงฝีมือ ต่อยตีกันได้เต็มที่นั่นเอง

 

          โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกอีกฝ่ายใช้วิธีสกปรก เพราะทุกคนมาด้วยใจที่อยากชนะอย่างเที่ยงธรรม มีผู้ใดอยากมีชื่อเสียงเพราะเล่นตุกติกด้วยหรือ ถ้ามีก็เป็นส่วนน้อย ท่ามกลางเหล่าชายฉกรรจ์และจอมยุทธ์หญิงจากทั่วสารทิศที่เต็มไปด้วยพละกำลังและวรยุทธิ์อันล้ำเลิศ หากมันไม่สมองทึบเบาปัญญาก็คงไม่กล้าทำอะไรนอกกฎเกณฑ์

 

          หรือถ้าทำ... ส่วนใหญ่ก็ตายด้วยสภาพเลือดไหลทางทวารทั้งเก้า

          ทั้งเก้าทวารเลยนะ ! ตรองดูเถิดว่าน่าสยดสยองเพียงใด สภาพเละเทะจนจำไม่ได้ว่ารูปร่างหน้าตาก่อนหน้าเป็นเช่นไร น่าขยะแขยงเกินบรรยาย แค่คิดขนอ่อนก็พร้อมลุกชัน


          จริง ๆ ต้องขอบคุณคนผู้หนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใครที่ก่อตั้งฤดูประลองนี้ขึ้น มันมิใช่แค่การแสดงฝีมืออย่างซื่อตรงหรือสร้างชื่อเสียงให้กับวงศ์ตระกูลเท่านั้น แต่เป็นการลดปัญหาความเบาะแว้งระหว่างตระกูลทั้งสี่ไปในตัว มีนักสู้หลายคนที่ได้พบเพื่อนแท้จากที่นี่ ก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น

 

          ...แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี

 

          อย่างไรเสียก็ดีกว่าทะเลาะกันจนเลือดตกยางออกเพราะไม่ถูกขี้หน้ากันเป็นไหน ๆ ใช่หรือไม่เล่า

 

          ดังนั้นข้าจึงอดทอดถอนหายใจมิได้ มือข้างหนึ่งจิบชา อีกข้างกุมขมับ

 

          ไม่รู้ตระกูลเต่าคิดอะไรอยู่ ต้องการให้ฤดูประลองล่าช้าหรืออย่างไร เช่นนั้นทำไปเพื่ออะไรกัน ?

 

          สัตว์ที่ไม่มีที่ระบายเมื่อรับรู้ต้นสายปลายเหตุว่าฤดูประลองยังมิสามารถเริ่มได้ เพราะมาจากฝีมือของตระกูลเต่า จะมิเป็นการชักศัตรูเข้าบ้านหรอกรึ หรือทะนงตนว่าเป็นโล่ที่แข็งแกร่งที่สุดจึงไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใดว่าจะเข้าถึงดินแดนใต้บาดาล

 

          จะคาดเดาสุ่มสี่สุ่มห้าไปก็มิก่อให้เกิดประโยชน์อันใด มีแต่ต้องพิสูจน์เท่านั้น

          แต่มีเพียงเรื่องเดียวที่ข้าคลางแคลงใจและยังหาข้อสรุปไม่ได้

         

          "แล้วเหตุไฉนต้องเป็นข้ากับมันด้วย.."

          "เรื่องนี้เห็นทีเจ้าคงต้องไปถามท่านประมุขทั้งหลายเพื่อหาคำตอบเสียแล้วล่ะ"

 

          "เฮ้อ"

 

          "อีกอย่าง... เจ้าควรปรึกษาหารือกับน้องหยินเสียก่อนจะเป็นการดี จะได้นัดแนะวันออกเดินทางกันได้โดยเร็ว"

 

          ข้าพยักหน้ารับคำ พูดคุยกับพี่ใหญ่อีกสักเล็กน้อย ก่อนขอตัวกลับไปทำธุระที่ได้รับมอบหมายมา ท่านพี่หงเดินมาส่งถึงข้างนอกเอ่ยคำอวยพรด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ฝ่ามือวางลงบนศีรษะของข้าแล้วลูบเรือนผมสีดำขลับเบา ๆ ยามกล่าวพาที ข้าหลับตาพริ้มรับสัมผัสอันนุ่มนวล

 

          "เดินทางปลอดภัย น้องรัก"

 

          "ขอรับ ท่านพี่"

 

          กลับไปถึงตำหนักคงต้องบอกเจ้าพวกจิ้งเหลน จิ้งจกให้เตรียมข้าวเตรียมของสำหรับออกเดินทางตั้งแต่เนิ่น ๆ ... จริงสินะ ควรให้ข้ารับใช้ที่ไว้ใจได้ติดตามด้วยสักตนสองตน ส่วนที่เหลือก็ดูแลเฝ้าวังไป หวังว่าตอนกลับมาทุกคนจะสบายดี ไม่มีใครมารังแกระหว่างที่ข้าไม่อยู่ ข้าที่กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ เป็นต้องสะดุ้งตัว เมื่อจู่ ๆ เจ้าเงาที่เงียบหายไปนานก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

 

          ตกใจหมด ! ข้ากลอกตาพยายามมองหาเจ้าเงามืดที่กระโดดบนศีรษะของข้ามาว่ากล่าวกันสักหน่อย แต่แล้วก็หยุดชะงักกลางอากาศ ปากอ้าค้างเมื่อได้ยินคำพูดที่คาดไม่ถึง

 

          [หึ สวรรค์คงเห็นว่าเจ้ากับไป๋หยินมิถูกกันจึงหาโอกาสให้เจ้าทำความรู้จักกันในฐานะสามีภรรยา ช่างเป็นแผนการที่แนบเนียนเสียจริง !]

 

          "....."

 

          [เฮยหยาง เจ้าอย่าได้หลงกลนะ ทั้งสวรรค์ ทั้งเจ้างูเผือกหน้าตายนั่น !]

         

          ข้าสมองตื้อตันไปชั่วขณะคล้ายมีเปลวเทียนสว่างวาบขึ้นมาในความคิด

 

          จริงสินะ ท่านประมุขไหนเลยจะมอบหมายงานมาให้ข้า เว้นแต่จะได้รับคำสั่งจากเบื้องบน !!

 

          ข้าขบฟันกรามแน่นเมื่อจับต้นชนปลายได้ถูก เห็นคล้อยกับความคิดของเจ้าเงาดำทันทีอย่างไม่ต้องตรึกตรองอะไรให้มาก ความรู้แสนชาญฉลาดของข้าพูดถึงขนาดนี้ล้วนมีความจริงมากกว่าครึ่ง ! เชื่อคนง่ายแล้วอย่างไร ยังดีกว่าเชื่อถือสวรรค์ที่ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ !

 

          ... สวรรค์ ขอให้ชาติต่อไปเราไร้ซึ่งวาสนาต่อกัน !

 

          อยากจะกระชากคอสวรรค์มาถามเหลือเกินว่า ชาติก่อนข้าทำสวนอันวิจิตรพิสดารของท่านพังหรืออย่างไร ชาตินี้จึงได้พบเจอแต่เรื่องวุ่นวาย น่าเศร้าที่เบื้องบนคงไม่อยากเสวนากับมังกรดำผู้ต่ำต้อย แม้จะอยากเอ่ยถามสักเท่าใดก็คงมิได้คำตอบ

 

          เหตุใดศัตรูตัวฉกาจของข้าจึงเป็นสวรรค์ด้วยเล่า ทำได้แค่ต่อยตีกับอากาศงั้นรึ น่าสมเพชนัก เฮยหยาง !

 

          ยิ่งคิดยิ่งฉุนเฉียว ข้าใจเย็นได้เกือบทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องสวรรค์กับเจ้าไป๋หยินมังกรหน้าหยกนั่น ! ข้าไม่อยากปาข้าวของพังจนต้องให้พวกบ่าวไพร่ตามล้างตามเก็บ จัดการให้มันจบ ๆ ไปก็แล้วกัน เมื่อกลับมาถึงตำหนัก ข้าก็รีบพุ่งตัวไปยังห้องทำงานทันที เจ้าเงามองหน้าข้าเหมือนถามว่าจะทำอย่างไรต่อไป ข้าจึงตอบกลับไปสั้น ๆ

 

          "ข้าไม่อยากพบหน้ามัน ส่งจิ้งเหลนสักตัวส่งจดหมายไปก็แล้วกัน"

 

          ว่าแล้วก็สะบัดข้อมือลากปลายพู่กันลงบนม้วนกระดาษ เจ้าไป๋หยินรู้เรื่องภารกิจแล้วเป็นแน่ ไม่จำเป็นต้องเขียนชี้แจงอะไรให้ยืดยาว ข้าจึงเขียนไปประโยคเดียวว่า

 

"จักเริ่มออกเดินทางเมื่อใด แล้วแต่เจ้า"

 

          ข้าเขียนลวก ๆ ส่งมอบให้ข้ารับใช้ตนหนึ่งให้ไปส่งยังวังแห่งแสงสว่างด้วยความเกียจคร้าน ครึ่งชั่วยามต่อมาก็มีจดหมายตอบกลับ ข้าเปิดอ่านดูอย่างไม่กระตือรือร้นมากนัก นัยน์ตาที่หรี่ปรือเปลี่ยนเป็นเบิกโพลงในทันที คราแรกคือตกตะลึงกับตัวอักษรที่งามวิจิตร คราต่อมาคือเนื้อหาข้างในที่มีเพียงคำสามพยางค์กลางหน้ากระดาษ

 

"มะรืนนี้"

 

          ได้ ได้ ได้ !!! ขอบคุณที่ให้เวลาข้ามากมายถึงเพียงนั้น เจ้าหยวกกล้วยจอมบัดซบเอ๊ย !

 

 

          อะแฮ่ม ๆ *เคาะไมค์* สวัสดีนะ พวกเจ้าทั้งหลาย ~ ข้าคือเงาน้อย จะมาทำหน้าที่ชี้แจงแทนนักเขียนที่ตอนนี้กำลังปั่นงานหนักมาก

 

          _(:3)_  // สภาพคนเขียนในปัจจุบัน

 

          ทุกคนอาจจะสงสัยว่าที่หายไปหลายวันเกิดอะไรขึ้นคือ.. *อ่านสคริปต์แป๊บ* หลังจากนี้อาจจะไม่ได้อัพถี่วันเว้นวันเหมือนที่ตั้งใจเอาไว้ เพราะเดือนนี้กิจกรรมหนักมาก งานล้นมือจนตาลาย เดี๋ยวกิจกรรมนั้น เดี๋ยวงานกลุ่มนี้ บลา ๆ เอาเป็นว่าเยอะมาก ๆ

 

          ... ประเดี๋ยวก่อน นี่เขียนชี้แจงหรือบ่นกันนี่ ~

          แต่ทุกคนไม่ต้องห่วงไป จะพยายามหาเวลามาเขียนให้พวกเจ้าได้อ่านกัน อาจจะช้าบ้าง หวังว่าคงจะไม่โกรธกันนะ แล้วก็ขอบคุณกระแสตอบรับที่ดีงาม ข้าซาบซึ้งใจจริง ๆ ระยะเวลาแค่ 5 ตอน แต่กลับรู้สึกผูกพันขนาดนี้ ขอบใจมากนะ

 

          ที่สำคัญ... โอ แหม~~ ชมข้าว่าน่ารักขนาดนี้ข้าก็เขินแย่สิ *ตัวบิด*

 

          (ทั้ง ๆ ที่พ่นคำหยาบรัว ๆ ยิ่งกว่าน้องหยางเนี่ยนะ-- /สัญญาณคนเขียนขาดหาย)

 

          ก็นั่นแหละ ! โอ๊ะโอ ดูเหมือนว่านักเขียนจะมาแย่งไมค์ข้าเสียแล้ว ไว้พบกันใหม่ !~

 

          *เคาะไมค์อีกรอบ* เจ้าเงาน้อยนี่จริง ๆ เลยค่ะ เผลอเป็นไม่ได้โดนขโมยไมค์เฉยเลย สำหรับตอนที่ 5 นี้มีน้องเซินโผล่มาอีกแล้ว ถึงบทจะน้อยอีกเช่นเคย 555 เป็นหนุ่มน้อยร่าเริงและเป็นเพื่อนสนิทไป๋หยิน แม้ว่าจะอายุน้อยกว่าหลายปี

 

          อีกคนสดใส อีกคนเงียบเป็นเป่าสากเลยเข้ากันได้ดี *หัวเราะ* ต่อไปน้องจะมีบทมากกว่านี้แน่นอนค่ะ แต่พาร์ทนี้ก็คงต้องยกให้พี่หงคนงามอีกเช่นเคย จะได้ตำแหน่งพระเอกของเรื่องไปแล้วมั้งเนี่ย XD 555555

 

          ตอนต่อไปก็เริ่มกันเลยกับการฮันนีมู-- แค่ก การเดินทางของสองมัง ! ติดตามชมกันได้เลยค่ะ

          1 เมนต์ = กำลังใจ

 

         

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 158 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #267 tamutaminini (@tamutaminini) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 13:42
    รู้สึกเอ็นดูเหล่าจิ้งเหลนจิงๆเลยน่ารัก5555
    #267
    1
    • #267-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 6)
      12 กันยายน 2562 / 21:53
      เหล่าจิ้ง : //โค้ง ขอบคุณที่เอ็นดูข้าน้อยนะขอรับบบ
      #267-1
  2. #143 นกน้อย5 (@2612547) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 19:37
    สวรรค์ จับคู่ให้แล้วแถยังเตรียมให้สองสามีภรร..แค่กๆ
    พระเอกนายเอกไปทำภารกิจด้วยกัน55+
    #143
    1
  3. #84 fighting writeee♡ (@sedna0327) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 18:12
    ฝากความหวังไว้ที่ผู้ติดตามทั้งหลายแล้ว อย่าทำให้ข้าผิดหวัง!
    #84
    1
    • #84-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 6)
      29 มีนาคม 2562 / 21:14
      ผู้ติดตามจิ้งเหลนดำขาว : รับทราบขอรับ !!! (●´艸`)ヾ
      #84-1
  4. #67 บาบาน่า (@FISHOKUN) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 01:48
    อย่างงี้เขาเรียกว่าสวรรค์เป็นใจ ถึงจะไม่เป็นใจต่อพี่หยางก็เถอะ 55555
    #67
    1
  5. #39 Rindis (@Rindis) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:08

    ทัวร์ก่อนแต่ง. หลังแต่งค่อยไปฮันนีมูนต่อนะ

    #39
    1
    • #39-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 6)
      23 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:10
      ชีวิตคู่คือการผจญภัย !
      #39-1
  6. #17 kannikacot (@kannikacot) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 11:29

    สวรรค์นัดเดท​ หุหุ // ขอบคุณคะ

    #17
    1
    • #17-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 6)
      13 มกราคม 2562 / 11:47
      สวรรค์บอก "ข้าทำเพื่อพวกเจ้าขนาดนี้แท้ ๆ ..."
      แค่ก ๆ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ XD
      #17-1
  7. #16 ราชินีขี้เซา (@0983163561) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 17:03

    จะรอน้าา
    #16
    2