มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 29 : สลักชื่อท่านไว้ในใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 772
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 85 ครั้ง
    14 ต.ค. 62

          ตอนที่ 27 : สลักชื่อท่านไว้ในใจ

 

 

          บรรยากาศที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่ทราบว่าดีหรือร้าย เจ้ามนุษย์หน้าตายพักค้างคืนอยู่ที่นี่นานหลายวัน ทั้งยังเสนอหน้าที่หล่อไม่ถึงครึ่งของนายท่านไป๋มาแย่งหน้าที่ของข้าน้อยอีกต่างหาก ! คอยดูแลรับใช้นายท่านเฮยราวเงาตามติดทุกย่างก้าว ไม่มีพื้นที่ให้ข้าน้อยแทรกกลางแม้แต่นิดเดียว

 

          สุดท้ายจึงได้แต่กำหมัดแน่นด้วยความทุกข์ระทม ทว่าก็ทำอะไรไปไม่ได้มากกว่าหยิบผ้ากันคนละผืนเช็ดถูเรือนกันต่อไป

 

          ไม่ใช่เพราะข้าน้อยนิ่งนอนใจ ปล่อยให้เจ้าหน้าแป๊ะยิ้มนั่นเหิมเกริม เพียงแต่... ตาตี่ ๆ ลอบมองคนต่างเผ่าพันธุ์ที่กำลังสนทนากันอยู่ในห้องรับรองแล้วยักไหล่เบา ๆ

 

          ไม่รู้สิขอรับ ¯\_()_/¯ ลางสังหรณ์บางอย่างบอกข้าน้อยว่าอย่าเพิ่งเข้าไปตอนนี้

 

          และแน่นอนว่าไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากจะเชื่อในสัญชาตญาณอันเฉียบแหลม ! แน่ละ~ อย่าลืมเชียวว่าข้าน้อยเป็นมังกร หนึ่งในสัตว์เทพผู้ยิ่งใหญ่ !

 

          ... ถึงจะเป็นแค่มังกรปลายแถวก็เถอะ

 

          จวบจนบัดนี้จึงทำได้เพียงอธิษฐานต่อเหล่าบรรพชนมังกรดำผู้ล่วงลับ ขอให้นายท่านไล่เชิญเจ้ามนุษย์เพศชายนี่ออกไปเร็ว ๆ เพราะหากเทียบระหว่างความกดดันอันร้อนระอุกับรอยยิ้มพิศวงแพรวพราวบนใบหน้า

 

          ข้าน้อยยอมทนร้อนดีกว่าทนความไม่รู้ ...ว่าแท้จริงแล้วมนุษย์ผู้นี้มีเจตนาอื่นใด

 

        กึก...

 

          ถ้วยชากระเบื้องวางลงตรงหน้า ข้าละสายตาจากหนังสือสวดมนต์ที่หยิบยืมมาจากวังมังกรแดง เงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีน้ำตาลอ่อน โดยในมือถือถาดกาน้ำชาและอุปกรณ์ชงชาอื่น ๆ ด้วยรอยยิ้มสดใส

 

          "นั่นอะไร เจ้าจะชงชาให้ข้าดื่มหรือ ?"

 

          "ขอรับ" ศิษย์เอกยิ้มรับ ค่อย ๆ วางถาดกาน้ำชาลงกับโต๊ะไม้ให้เกิดเสียงเบาที่สุด ก่อนจะหยิบตุ๊กตาดินเผาหน้าตาประหลาดคล้ายคางคกออกวางมาแล้วแนะว่า "ส่วนนี่คือฉงฉา อีกชื่อหนึ่งคือตุ๊กตาเลี้ยงน้ำชาขอรับ ไว้ดูเล่นยามจิบชาหรือนำน้ำชาที่ไม่ต้องการรดลงบนตุ๊กตา"

 

          เสี่ยวหมั่นโถวพูดต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม

 

          "ฉงฉาแต่ละแบบที่ช่างปั้นรังสรรค์ขึ้นจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บ้างก็เปลี่ยนสีเมื่อโดนความร้อน บ้างก็มีลูกเล่นน้ำพ่นออกมา แต่โดยส่วนใหญ่เมื่อราดน้ำชาไปนาน ๆ สีตุ๊กตาจะเข้มขึ้น แลดูเงางาม"

 

          มือที่เคยผอมซูบจนเห็นข้อกระดูก บัดนี้หยาบกร้านและมีเนื้อมีหนังกำลังจัดเรียงข้าวของวางลงบนโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว ดวงตาสีน้ำตาลไหม้ทอประกายรับกับลักยิ้มทั้งสองข้าง

 

          "การชงชาวิธีนี้อาจมากพิธีไปนิด แต่เจริญหูเจริญตาไม่น้อย"

 

          ข้าหรี่ตาพลางวางหนังสือลง "เช่นนั้นเจ้าแสดงฝีมือให้อาจารย์ชมสักหน่อยเถิด"

 

          เสี่ยวหมั่นโถวพยักหน้าด้วยท่าทางกระตือรือร้น ก่อนจะเริ่มเทน้ำร้อนต้มสุกลงในป้านจื่อซา*จนเต็มปริ่มแล้วปิดฝา จากนั้นจึงเทน้ำร้อนรอบนอก เพื่อเป็นการอุ่นป้านและทำความสะอาด ก่อนจะใช้งาน แล้วค่อยยกป้านซึ่งบรรจุน้ำร้อนเทลงบนถ้วยชาด้วยเหตุผลเดียวกัน เมื่อครบทุกขั้นตอนจึงเทน้ำที่เหลือทิ้ง

 

          เพื่อเริ่มขั้นตอนการชงชาอย่างแท้จริง

 

§  ป้านจื่อซา = ป้านชงชาชนิดหนึ่งซึ่งทำมาจากดินเหนียว ลักษณะคล้ายกาน้ำชาดินเผา เป็นเครื่องชงชาที่ชาวจีนนิยมใช้ ช่วยเพิ่มรสชาติในการดื่ม (ส่วนฉงฉา/ตุ๊กตาเลี้ยงน้ำชา อธิบายในเนื้อเรื่องแล้ว จึงไม่ขอลงรายละเอียดมา ณ ที่นี้)

 

          [ละเอียดลออน่าดูเชียว] เงามืดตัวจ้อยร้องขึ้นมาด้วยน้ำเสียงชื่นชม เพราะนอกจากขนมที่เจ้าตัวโปรดปราน ยังมีน้ำชาหอมกรุ่นที่ชื่นชอบพอกัน

 

          นั่นสินะ...

 

          ถึงข้าจะไม่มีความรู้เรื่องชาสักเท่าใด แต่ก็เคยได้ยินมาว่า "กังฟูชา" คือวัฒนธรรมการชงชาที่ต้องใช้ความพิถีพิถันและความอุตสาหะเป็นอย่างมาก ดังนั้นพอเห็นสีหน้าจริงจังของศิษย์หนุ่ม ภาพนั้นจึงซ้อนทับกับเด็กน้อยในวันวานอย่างบอกไม่ถูก

 

          ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นข้าเผลอพูดขึ้นมาลอย ๆ อย่างไม่เป็นจริงเป็นจังนักว่า 'อยากกินไก่ย่าง' แต่ด้วยความขี้เกียจเกินพรรณนาจึงไม่คิดจะลุกขึ้นไปจับไก่มาถอนขนให้เหนื่อยเปล่า

 

          อาหารอย่างอื่นง่าย ๆ มีเยอะแยะไป

          ข้าไม่เลือกกินอยู่แล้ว

 

          แต่ดูเหมือนเด็กคนหนึ่งซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงจะไม่ได้คิดแบบนั้น รุ่งเช้าต่อมา ข้าสะดุ้งตัวตื่นขึ้น เพราะได้กลิ่นไหม้บางอย่างจากหลังกระท่อม พอกระวีกระวาดแทบพุ่งไปดูก็พบกับ...

 

          ก้อนแป้งคลุกฝุ่นกับไก่ย่างไหม้เกรียมตัวหนึ่งที่ดำยิ่งกว่าเถ้าถ่านที่กองอยู่บนพื้น

 

          ท้ายที่สุดหนังไก่กรอบชุ่มน้ำมันเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน ศิษย์อาจารย์นั่งใช้มีดแซะเนื้อไก่ข้างในกินกันด้วยเสียงหัวเราะยามทิวาเคลื่อนคล้อยสูงขึ้นทีละนิด

 

          ...พูดถึงพระอาทิตย์

 

          ข้าเบนสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งในวังเฮยหลงที่สามารถมองเห็นข้างนอกกำแพงได้ ซ้ำยังเป็นตำแหน่งเดิมที่ใครบางคนเคยยืนตากฝนอยู่ตรงนั้น

 

          ก่อนจะผินหน้ากลับมาอีกครั้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

          นับแต่วันนั้น เจ้าหยวกกล้วยก็ไม่โผล่หน้ามาอีกเลย ข้าคิดในใจพลางยกชาถ้วยแรกขึ้นจิบช้า ๆ นานมากแล้วที่ข้านับวันเวลาที่ไม่ได้เจอกันด้วยเหตุผลอื่น นอกเหนือจากรอจดหมายท้าประลองด้วยหัวใจอันหวั่นเกรง

 

          ข้าลอบยิ้มขบขันด้วยการยกแขนข้างหนึ่งเท้าคาง นึกแล้วก็น่าตลกดีเหมือนกัน

         

          กระนั้นกลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในบางครั้งที่แหงนหน้ามองท้องฟ้าตอนกลางวัน บางคราที่ได้ยินเสียงฟ้าผ่าคำรามยามค่ำคืน กระทั่งวันที่ดวงอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้าจนต้องหยีตา

 

          ...จะมีหน้าของใครบางคนลอยขึ้นมาในหัว

 

          ครั้งนี้ก็เช่นกัน

 

          "เป็นอย่างไรบ้างขอรับ ?" เสี่ยวหมั่นโถวถามด้วยสีหน้าลุ้น ๆ หลังจากที่ข้าดื่มชาดำหวานกำคอไปหนึ่งอึก แผ่นหลังของเด็กหนุ่มเหยียดเกร็ง ไม่ปิดบังความตื่นเต้นหรือซ่อนเร้นแววตา

 

          ข้ายกยิ้มอ่อนใจพลางยกแขนเสื้อปักลายนกกระเรียนซับริมฝีปาก "ชาดี แต่ยุ่งยากไปหน่อย โยน ๆ ใส่กาน้ำชาแล้วดื่มไปเลยจะง่ายกว่า"

 

          [เฮยหยางไม่มีศิลปะในการดื่มชาเอาเสียเลย ! ...ถึงจะจริงก็เถอะ]

 

          "..ฮะฮะ จริงดังที่ท่านว่า"

 

          แม้จะผิดหวัง แต่เจ้าตัวยังคงยิ้มร่า เมื่อเห็นน้ำชาพร่องไปก็รีบเทใส่ใหม่จนเต็มจอก เหล่าจิ้งเหลนเบ้หน้ากลอกตากับท่าทางประจบสอพลอนั่น ทั้ง ๆ ที่ถ้าเป็นตัวเองก็คงทำไม่ต่างกัน

 

          เผลอ ๆ จะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

 

          "เช่นนั้นข้าทำขนมหวานให้ท่านกินคู่กับน้ำชาดีหรือไม่ขอรับ ?"

 

          "ไม่ต้อง"

 

          ข้าดื่มชาหมดรวดเดียวก่อนคว่ำจอกลงกับโต๊ะ

 

          บรรยากาศเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา กระทั่งเสี่ยวหมั่นโถวยังขมวดคิ้วมุ่น ส่วนเจ้าพวกจิ้งเหลนน่าชังผู้เชี่ยวชาญในการเอาตัวรอดมีหรือจะพลาด ทันทีที่สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ผิดแผกไปก็รีบถอยร่นออกจากห้องอย่างว่องไวเสียจนข้าอดยิ้มเยาะไม่ได้

 

          เมื่อภายในห้องรับรองเหลือเพียงศิษย์อาจารย์ ตัวข้าก็ไม่จำเป็นต้องรั้งรออีกต่อไป

 

          พอกันทีกับการดื่มชาอันไม่น่ารื่นรมย์

 

          "ว่าแต่เจ้าเถิด เสี่ยวหมั่นโถว"

 

          "ขอรับ ?"

 

          "เจ้าคิดจะทำเช่นนี้ไปถึงเมื่อไร"

 

          ความรู้สึกที่ติดค้างเหมือนหนามยอกอก จะให้ข้าทำใจดื่มด่ำกับชารสเลิศต่อไปได้อย่างไร

 

          [... สำรวมหน่อย เฮยหยาง !] เจ้าเงาน้อยแสร้งเอ็ดเสียงขรึมเมื่อเห็นข้าตวัดขาเปลี่ยนเป็นนั่งไขว่ห้างแทน ซึ่งเป็นกิริยาอันไม่สำรวมยิ่ง แต่ข้าหาได้สนใจไม่ ยกมือขึ้นลูบเรือนผมสีดำขลับที่ปล่อยสยายเต็มแผ่นหลังช้า ๆ ด้วยแววตาลุ่มลึกไร้คลื่นอารมณ์

 

          เสี่ยวหมั่นโถวมองภาพตรงหน้าอย่างเผลอไผล พวงแก้มแดงปลั่ง ก่อนหน้าจะซีดเผือดเมื่อได้ยินประโยคถัดมาที่เอื้อนเอ่ยออกจากเรียวปากสีซีด

 

          "ข้าไม่ยักรู้ว่าลูกศิษย์ของข้าจะปั้นหน้าเก่งถึงเพียงนี้"

 

          "ข้า--..."

 

          "กระทั่งมนุษย์... ยังกล้าเสแสร้งต่อหน้าพวกเราเช่นนั้นหรือ ?"

 

          กึก..

 

          เสียงปลายนิ้วชี้เคาะลงกับโต๊ะเป็นจังหวะเนิบช้า

 

          "กับข้าผู้เป็นอาจารย์ของเจ้า"

 

          กึก..

 

          "กับข้าผู้ซึ่งเป็นมังกรดำ"

 

          กึก...

 

          นัยน์ตาสีนิลกาฬพลันฉายแววเย็นเยียบ "ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่ามิอาจปิดบังได้"

 

          ข้าเหยียดริมฝีปาก รวบเก็บปลายนิ้วเข้าแขนเสื้อเมื่อบุรุษเจ้าของเรือนผมสีแมกไม้หุบปากเงียบ ก่อนเงยหน้าขึ้นถามไม่เต็มเสียงว่า "วันนั้น... ท่านได้ยิน"

 

          "แน่นอนสิ" ข้าแค่นหัวเราะ "ทำไมข้าจะไม่ได้ยิน ที่นี่เป็นอาณาเขตปกครองของข้า หรือเจ้าหลงลืมไปแล้วว่าข้าเป็นใคร"

 

          "ไม่ใช่ !.." เสี่ยวหมั่นโถวบอกปฏิเสธเสียงหลง "ข้ามิได้หมายถึงแบบนั้น ไม่มีทางที่ข้าจะลืมว่าท่านคือใคร"

 

          "เช่นนั้นก็ดี"

 

          ซึ่งจริง ๆ แล้วข้าก็ไม่ค่อยได้ยินหรอก เจ้าพวกจิ้งเหลนเล่นเก็บฟูกเก็บหมอนไว้ตั้งอีกฟากหนึ่ง แล้ววังข้าก็ใช่ว่าจะเล็ก ๆ จะได้ยินก็ออกจะหูทิพย์เกินไปหน่อย ข้าตาดีอย่างเดียวก็พอแล้ว

 

          กระนั้นแม้ว่าจะจับใจความไม่ได้ แต่มีหรือจะสัมผัสถึงความคั่งแค้นที่สะท้อนก้องผ่านน้ำเสียงนั่นไม่ได้

 

          มีหรือที่ข้าจะไม่เฉลียวใจว่าทำไมเจ้าหยวกกล้วยแสนดื้อด้านผู้นั้นถึงหายไปราวกับลมพัดจาก

 

          อีกอย่าง...

         

          ข้าแอบยิ้มเจ้าเล่ห์ในใจ ถึงข้าจะไม่ได้ยิน แต่คนอื่นที่รับรู้เรื่องราวก็มีอยู่ถมเถไปจริงหรือไม่

 

          โดยเฉพาะเจ้าก้อนยุ่งจอมจุ้นจ้านไม่มีทางพลาดอยู่แล้ว แค่กว่าจะง้างปากพูดออกมาได้ ต้องเซ่นขนมไปหลายชิ้นเท่านั้นเอง

 

          [โกหกหน้าตายจริง ๆ ... ข้าไม่เคยสอนเจ้าให้เป็นคนแบบนี้เลยนะ !~] เจ้าตัวดีว่าเสียงกระซิก พยายามใช้ร่างอันเล็กจ้อยปิดบังขนมไว้ข้างหลังด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน ไม่ร้อนตัวแม้แต่นิด

 

          ข้าถอนหายใจเหนื่อยอ่อน เพ่งพิศมองคนที่กัดปากแน่นจนซีดขาว "ข้าบอกเจ้าไปแล้วมิใช่หรือ... ว่าเจ้าดูถูกเขาก็ไม่ต่างจากดูถูกข้า"

 

          เสี่ยวหมั่นโถวนิ่งงันไปชั่วครู่ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มพลันทอประกายแข็งกร้าว กระทั่งน้ำเสียงกิริยาท่าทางยังเปลี่ยนไปจนรู้สึกได้ ไม่มีอีกแล้วเด็กหนุ่มผู้แน่วแน่ในเส้นทางของเซียนสวรรค์

 

          "ทั้ง ๆ ที่ท่านต้องทนถูกเหยียดหยามก็เพราะเขามิใช่หรือ ?"

 

          มีเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่มีกิเลสในใจอันยากจะลบล้าง

 

          อดีตเด็กน้อยหัวเราะฝืดเฝื่อน แววตาดำมืดดั่งก้นเหวไร้ที่สิ้นสุด "ข้าเดินทางทั่วยุทธภพกว่าจะขึ้นมาถึงที่นี่ ได้ยินข่าวลือหนาหูมากมายเกี่ยวกับท่านและคนผู้นั้น แต่ข้ารู้ดี... ว่าท่านจะไม่มีทางวิ่งไปหาเรื่องใคร เว้นแต่คนผู้นั้นจะเป็นปฏิปักษ์ก่อน"

 

          ข้าประสานมือวางบนตักตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่ทุกข์ร้อน "ลมปากชาวบ้านมีความจริงมากเพียงใด ผู้ใดเล่าจะรู้ตื้นลึกหนาบาง"

 

          เสี่ยวหมั่นโถวยิ้มตาหยี วาจาแฝงความเย้ยหยัน "ข้ามองตาท่านก็รู้แล้ว ตั้งแต่อยู่บนโลกมนุษย์ ถึงข้าจะเป็นเด็ก แต่ใช่ว่าจะไม่รับรู้อะไรเลย ท่านเป็นคนสอนข้าเองมิใช่หรือขอรับ ว่าคนเรามิอาจปิดบังความจริงที่สะท้อนผ่านแววตาได้"

 

          "ท่านเฮยหยางกลืนน้ำลายตัวเองเสียแล้วหรือ ?"

 

          "...แล้วอย่างไร ?" ข้าย่นหัวคิ้ว ก่อนย้อนถามกลับไปบ้าง "เจ้าถามกับไป๋หยินว่ามีสิทธิ์อะไร เช่นนั้นข้าถามเจ้าบ้างว่าเจ้ามีสิทธิ์อะไรถึงตัดสินใจแทนข้ากับไป๋หยิน แล้วพูดจาแบบนั้นกับเขา"

 

          สิ้นเสียงต่อว่า ใบหน้าของเด็กหนุ่มยิ่งดำคล้ำ ไม่คิดจะข่มกลั้นจิตใจอันมืดมนของตัวเองอีกต่อไป "เหอะ ตัวรึก็ไม่อยู่ ทำไมท่านถึงต้องออกหน้าให้ตลอด !" สุรเสียงกราดเกรี้ยวดังกึกก้อง ท้ายที่สุดดวงตากลมโตที่ข้าเคยชมว่าสวยเหมือนลูกกวางแรกเกิดเต็มเปี่ยมไปด้วยความคั่งแค้นโดยสมบูรณ์

 

          ทว่าเสียงที่เอ่ยต่อนั้นกลับสั่นคลอนเหมือนมีใครสักคนโยนก้อนหินลงน้ำ

 

          "ทำไม.. ทำไมเล่าขอรับ อาจารย์ ? เขามีดีอะไร ทั้ง ๆ ที่...ทำร้ายท่านถึงเพียงนั้น"

 

          เกิดคลื่นกระเพื่อมไหวในบ่อน้ำตา

                                                                                                    

          "ข้าไม่เคยคิดลำพองถือดีว่าเป็นศิษย์ของท่าน แต่... แต่" เสี่ยวหมั่นโถวกัดฟันพูดต่อด้วยน้ำเสียงขาดห้วง "ที่ข้าพูดไปทั้งหมดก็เป็นเรื่องจริงมิใช่หรือขอรับ แล้วเหตุใด...."

 

          หัวใจที่เคยนึกว่าถูกซ่อมแซมจนเสร็จสมบูรณ์ปรากฏรูโหว่ขนาดใหญ่ เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าข้างในช่างกลวงเปล่า

 

          ไร้ชีวิต

 

          เนิ่นนานกว่าจะได้พบแสงจันทร์ ตัวของข้า รวมถึงจิตวิญญาณอันกล้าแกร่งได้ถูกทำลายจนย่อยยับด้วยน้ำมือของผู้ให้กำเนิด คำสาปที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดยิ่งตอกย้ำชะตาอันเลวทราม มืดมัวจนนัยน์ตาพร่าเลือนลงทุกขณะ

 

          สองมือที่ทุบตี

         

          คำผรุสวาทอันเสียดแทง

 

          ทำราวกับข้าไม่ใช่คน สิ่งเดียวที่ทำได้คือกล้ำกลืนความเจ็บปวดจุกอก มีชีวิตรอดต่อไปตามสัญชาตญาณที่นำพา

 

          นำพาข้าให้พบกับท่าน

 

          "ไยผู้ซึ่งสมควรจะได้รับความรักจากท่าน ได้ชื่อว่าเป็นคู่ครองของท่าน จึงเป็นเขา"

 

          ข้าได้ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง และฟื้นคืนจากความตายที่ฉุดรั้งให้จมดิ่งกับโคลนตมด้วยรอยยิ้มบางเบาบนดวงหน้าของท่าน ที่แม้นไม่งามผุดผาดดั่งฟ้ามาดิน ไม่หล่อเหลาคมคายรั้งสายตาให้เหลียวมอง

 

          แต่ทุกครั้งที่ได้มอง ทุกคราที่ได้สบตา สบายใจเหลือเกินที่จะได้เฝ้ามองตลอดไป ดุจดวงจันทราที่แม้นมีเมฆครึ้มบดบังก็รับรู้ได้ว่า

 

ยัง

อยู่

ตรง

นั้น

 

          แล้วเหตุใดเดือนส่องฟ้าอันอ่อนโยนนี้จึงจำต้องกลายเป็นของคนอื่น

 

          ทั้ง ๆ ที่ข้าเองก็รักไม่ต่างกัน

         

          "อะไรที่เขามี ...แต่ข้าไม่มี"

 

          ฉับพลันเสี่ยวหมั่นโถวก็ล้มลงไป ข้าเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ทว่าด้วยพลังมหาศาลที่แผ่ออกมาจากอารมณ์ที่ปะทุถึงขีดจำกัด ทำให้ไม่กล้าขยับเขยื้อนไปมากกว่านี้

 

          ร่างสันทัดของเด็กหนุ่มคุดคู้เข้าหากันด้วยความทรมาน ปลายเล็บจิกขูดลากยาวกับพื้นไม้ระบายความเจ็บปวด ทว่านัยน์ตาเบิกโพลงคู่นั้นยังคงจ้องเขม็งมาทางข้า ไม่แม้แต่จะกะพริบตาหรือละสายตาไปไหน

 

          สายโลหิตกระจายทั่วตาขาว ความเจ็บร้อนขยายเป็นวงกว้าง

         

          "ทำไมถึงเป็นเขา ไม่ใช่ข้า !!"

 

        เพล้งงง !

 

          ก้อนเส้นด้ายสะดุ้งตัวสุดแรงเกิดเมื่อฉิงฉาและถ้วยกาน้ำชาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ผมเผ้าปลิวสะพัดอย่างแรง กระทั่งอาภรณ์สวมกายยังแทบฉีกขาดด้วยวายุที่ฉุดกระชากบาดผิวหนัง

 

          และทุกเหตุการณ์ในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ เกิดจากเด็กคนหนึ่งที่คุมพลังไม่อยู่เท่านั้น

 

          ข้าหรี่นัยน์ตา ไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างใด ต่างจากเจ้าก้อนนุ่มนิ่มที่ผวาซุกหน้าท้องของข้าแล้วเอ็ดตะโรเสียงดังลั่นว่า [เพ้ยย !! เล่นระเบิดพลังเช่นนี้จะฆ่าตัวตายหรืออย่างไร ?! วิปลาส สติฟั่นเฟือน ! ٩(ʘʘ)۶ คนธรรมดาไม่มีทางทนพลังนี้ไหวแน่]

         

          ข้าพรูลมหายใจพร้อมกับผุดลุกจากเก้าอี้ สาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างที่กำลังคลุ้มคลั่งทีละก้าวอย่างใจเย็น "เจ้ากำลังหลงทาง หลงติดอยู่ในวังวนที่ตัวเจ้าเองก็รู้ทางออก"

 

          ขาขวานำไป

 

          "แต่ด้วยเมฆหมอกที่ซ่อนเร้น ทำให้เจ้ามองไม่เห็นหนทาง"

 

          ตามด้วยเท้าซ้ายอีกก้าว

 

          "ขอเพียงเจ้าชะล้างจิตอันมัวหมองด้วยการปล่อยวาง ไม่ยากเลยที่จะขจัดหมอกหนาในใจเจ้าได้"

 

          ระยะห่างได้หดแคบลงแล้ว

 

          ทว่าคล้ายกับเสี่ยวหมั่นโถวไม่ได้ยิน แววตาเลื่อนลอยไร้จุดหมาย ปากที่ถูกเจ้าของกัดจนเลือดซิบบ่นพึมพำไปมาราวกับตกอยู่ในภวังค์

         

          "ใช่ ข้าเอง... เป็นข้าตั้งแต่แรกแล้วที่เป็นฝ่ายขอร้องท่าน เป็นข้าเองที่ร้องขอความรักความเมตตาจากท่าน"

 

          "รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีหวัง แต่ใจของข้านึกอยากเอาชนะ" เสียงหัวเราะแหบแห้งดังกังวานขึ้นเรื่อย ๆ "จึงได้ ...พูดออกไปแบบนั้น ฮะฮะ ช่างน่าสมเพช น่าเวทนาเหลือเกิน"

 

          "เพราะข้ารู้ดี.... ว่าข้ามิมีวันชนะ"

 

          ไม่มีมาตั้งแต่แรก

 

        "ตื่นได้แล้ว"

 

          เสียงดีดนิ้วดังเปาะสะกดทุกอย่างให้หยุดนิ่งราวกับกาลเวลาได้เลิกทำหน้าที่ของมันไปชั่วขณะหนึ่ง พลังที่เอ่อล้นไหลกลับคืนดังเดิม เงาที่พันธนาการทุกสิ่งภายในห้องไม่ให้เละเทะไปมากกว่านี้หวนคืนสู่ร่าง

 

          ข้าสะบัดข้อมือเบา ๆ ก่อนชำเลืองมองเสี่ยวหมั่นโถวที่คุกเข่ากอดร่างกายอันสั่นเทาของตัวเอง ลมหายใจเหนื่อยหอบดังขึ้นเป็นระยะ

 

          ดวงตาคุมแค้นเลือนหายไป เหลือเพียงหยาดน้ำตาที่กลิ้งหล่นเกาะแพขนตา

 

          "ทำไม ทำไม ทำไม ! หัวใจของข้าที่ตายไปนานแล้วถึงถวิลหาเพียงท่าน !" มือข้างหนึ่งขยุ้มเสื้อบริเวณตำแหน่งใกล้หัวใจที่เต้นระส่ำจนเจ็บหนึบ "เหตุใดคนที่ยืนเคียงข้างท่านถึงเป็นมังกรขาว เพราะข้าเป็นมนุษย์งั้นหรือ เพราะข้าขึ้นเป็นเซียนไม่ได้งั้นหรือ..."

 

          ถ้วยวลีตัดพ้อโศการำพึงรำพันดังขึ้นคลอเสียงสะอื้นฮักปานจะขาดใจ

 

          "ฮึก... ท่านคือมังกรดำ อาจมืดมนไร้ตัวตนในสายตาผู้อื่น แต่ไม่ ไม่ใช่เลย"

 

          ดวงตาพร่างพรายด้วยม่านน้ำตา

 

          เสี่ยวหมั่นโถวกะพริบตาถี่ ๆ หวังให้มองเห็นได้ชัดมากกว่านี้ เพราะยามนี้ภาพคนตรงหน้าช่างเลือนรางและห่างไกลเหลือเกิน

 

          "ท่านคือแสงสว่างหนึ่งเดียวในชีวิตของข้า ฮึก เหตุผลที่ข้าอยากเลือกเส้นทางอันชอบธรรมก็เพราะท่าน"

 

          น้ำตาไหลพรั่งพรูลงตามร่องแก้มจรดปลายคาง

 

          เพียงเพื่อคน ๆ เดียว

 

          "แล้วทำไม... ท่านจึงต้องยอมจำนนต่อโชคชะตา เพียงเพราะ... ฮึก เพียงเพราะ !"

 

          หัวสมองข้าตื้นตัน มิอาจหาคำมาตอบโต้ได้ในชั่วขณะหนึ่ง ไม่ทราบว่าเมื่อใดที่แขนเสื้อถูกยึดไว้ด้วยฝีมือของเด็กหนุ่มที่ทรุดเข่ากับพื้นพร้อมน้ำตาที่หลั่งรินไม่ขาดสาย

 

          เสียงสะอื้นในวันนี้ซ้อนทับกับเสียงร้องไห้ในวันนั้นของเด็กหนุ่มที่แม้จะไม่เฉลียวฉลาดหรือแข็งแกร่งไร้เทียมทาน แต่ด้วยความพากเพียรพยายามก็คงหาทางต่อไปได้ แม้ข้าจะไม่อยู่ด้วย

 

          ข้าจึงเบาใจกล่าวล่าทันที ใครเล่าจะคาดคิดว่าเจ้าหนูจะร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร น้ำหูน้ำตาไหลพรากจนแขนเสื้อเปียกชุ่มเป็นดวง สลัดคราบหนุ่มน้อยผู้มุมานะอดทนไปโดยสิ้นเชิง

 

          "ฮึก อย่าไป... อย่าไปเลยนะขอรับ อย่า อย่าทิ้งข้าไว้คนเดียว"

 

          ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าชีวิตของเด็กคนนี้ไม่ง่ายเลย ดีเท่าไรแล้วที่มีชีวิตรอดมาได้ขนาดนี้โดยจิตใจไม่แหลกสลาย

 

          ข้าหลับตาลง ก่อนจะเผยอเปลือกตาขึ้นใหม่ ที่เสี่ยวหมั่นโถวยังไม่สามารถขึ้นเป็นเซียนได้เพราะเหตุนี้

 

          [ยึดติด]

 

          หนึ่งคำอันน่ากลัว หนึ่งคำที่กระทั่งตัวข้าเองยังหวาดเกรง อานุภาพของคำ ๆ นี้ ผลลัพธ์ที่ได้มาเป็นเช่นไรน่ะหรือ

 

          ดั่งเช่นเด็กน้อยในตอนนี้อย่างไรล่ะ

 

          ข้าพูดช้า ๆ ด้วยแววตาจริงจังยิ่งกว่าครั้งที่ผ่านมา ความหวาดกลัว ความทุกข์ทรมานได้รับรู้แล้วผ่านหยดน้ำตาเหล่านี้

 

          หากจะกล่าวว่าที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาคือข้าก็มิผิดนัก

 

          "ไม่ใช่ว่าเจ้าดีไม่พอ"

 

          "ไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นมนุษย์ หรือมิอาจก้าวขึ้นเป็นเซียนได้"

 

          "ไม่มีใครบริสุทธิ์สะอาดได้ทุกกระเบียดนิ้ว หรือเลวทรามต่ำช้าจนมองหาเศษเสี้ยวของความดีไม่เจอ ตัวข้าเองก็แย่พอกัน..." ข้าถอนหายใจหดหู่ "ที่ไม่ทันได้นึกตริตรองความรู้สึกของเจ้าให้ดีเสียก่อน" ก่อนก้มลงกระซิบเสียงเบาว่าขอโทษ เนื้อผ้าที่หนักอึ้งอยู่แล้วยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก

         

          "ข้าเคยพูดเรื่องนี้กับไป๋หยินไปแล้วก็จริง แต่จะพูดย้ำอีกรอบ"

 

          ฝ่ามือแห้งกร้านประคองลูบศีรษะของเด็กน้อยที่ซุกหน้าลงกับแขนเสื้อไม่ยอมปล่อย ข้าเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้กับเจ้าเงาน้อยที่มองมาด้วยความเป็นห่วง ก่อนขยับปากพูดไร้เสียงว่า

 

        ไม่เป็นไร

        ทุกอย่างจะเรียบร้อย

 

          "ชีวิตคนเรามันสั้นเกินกว่าจะชิงชังกันไปตลอดชีวิต แม้สัตว์เทพจะมีชีวิตยืนยาว หลายพันปีก็มิอาจหลีกหนีความตายที่คืบคลานได้... กระทั่งเซียน สวรรค์ก็ไม่ละเว้น"

 

          "ดังนั้นต่อให้เจ้าเป็นมนุษย์ เป็นเทพเซียนก็ไม่มีผล"

 

          "ฮึก"

 

          "เพียงแต่..." ข้าเว้นเสียงไปช่วงหนึ่ง ก่อนผลิยิ้มบาง "ความรู้สึกคนเราไม่เหมือนกัน ผันแปรได้ทุกขณะ ทุกช่องว่างของลมหายใจ"

 

          วันนี้หลงรัก

          วันหน้าเกลียดชัง

 

          วันนี้เฉยชา

          วันหน้ารักยิ่ง

 

          "ข้า.. ข้าไม่เข้าใจ"

 

          "เจ้าแค่ไม่อยากเข้าใจ"

 

          "ไม่..."

 

          "แต่ความรู้สึกที่ย้อนแย้งอยู่ภายในอก... มนุษย์เองก็ยังมีเลยมิใช่หรือ ?"

 

          เพียงเท่านั้น ลูกศิษย์ของข้ายิ่งน้ำตานองหน้า กล่าวขอโทษซ้ำ ๆ เสียงอู้อี้แทบฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแค่ตบหัวลูบบ่า ไม่คิดจะตอกย้ำซ้ำเติมให้เสียความรู้สึกอีก

 

          เพราะแค่นี้ก็ใจร้ายมากพอแล้ว

 

          [ไม่เลย] เจ้าตัวซุกซนพูดขัดเสียงเรียบ [เฮยหยางของข้าน่ะใจดีที่สุดแล้ว]

 

          ข้าหัวเราะในใจ ว่าไปแล้วความรู้สึกคนเราช่างแปลกประหลาดนัก

 

        ยากที่จะเข้าใจ

 

          กระทั่งตัวข้าเอง... ยัง--

 

          เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป เสียงร่ำไห้แผดจ้าค่อย ๆ เบาลง เหลือเพียงดวงตาแดงช้ำ ใบหน้าซีดเซียว และน้ำเสียงแห้งผากยามเอ่ยวาจา เป็นหลักฐานยืนยันหยดน้ำตาที่รินไหลอย่างยาวนาน

 

          "ข้าขอโทษ...."

 

          ข้าเอ็ดเสียงดุ "ข้าเคยบอกแล้วมิชาหรือว่าอย่าขอโทษบ่อยจนคำ ๆ นี้มันไร้ความหมาย เจ้าไม่ผิด ไม่มีใครผิดทั้งนั้น" ก่อนจะตบบ่าอีกฝ่ายด้วยสีหน้าอ่อนลง "ขอบใจเจ้าที่เป็นห่วงข้า แต่... ข้ามิได้ยอมจำนนต่อชะตากรรมอย่างที่เจ้าคิดหรอก"

 

          เรื่องบางเรื่องก็ลึกลับซ้ำซ้อนเกินกว่าที่ใครจะเข้าใจ

 

          "เพียงแต่นี่คือสิ่งที่ข้ากับไป๋หยินต้องตัดสินใจร่วมกัน มิอาจไขว้เขวได้เพียงเพราะความหวังดีจากใครคนหนึ่ง"

 

          "แม้ความรู้สึกที่เจ้ามอบให้ ข้าจะไม่สามารถตอบแทนได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าอยากให้เจ้ารู้คือ ความห่วงใยที่ข้ามีต่อเจ้าในฐานะอาจารย์ไม่ใช่เรื่องโกหกอย่างแน่นอน"

 

          เสี่ยวหมั่นโถวยิ้มรับทั้งน้ำตา "... ข้าจะพยายามยอมรับมัน อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็ได้รู้ว่าท่านยังสุขสบายดี มิได้กล้ำกลืนฝืนทนอย่างที่ข้าเข้าใจ" ก่อนที่ร่างสมส่วนจะหยัดกายลุกขึ้น ปาดน้ำตาที่หลงเหลือบนใบหน้าทิ้งไป

 

          "แม้ข้าจะอยู่กับท่านได้ไม่นาน แต่ในฐานะเด็กต้องสาป ท่านคือผู้มีพระคุณสูงสุดในชีวิต ท่านอาจารย์ ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยพูดให้ดี ทั้งกับท่านและท่านไป๋หยิน..." เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึกพร้อมกับมอบรอยยิ้มที่จริงใจมากกว่าครั้งไหน ๆ

 

           "ฟ้าสวรรค์บันดาลให้เป็นคู่ชีวิต ยินดีด้วยกับการแต่งงานนะขอรับ"

 

          ข้าค้อนขวับทันทีแล้วตอบกลับเสียงขรึม "ข้ายังไม่แต่ง" ก่อนจะกระแอมในลำคอเมื่อนึกถึงหน้าหงอย ๆ ของใครบางคน "ยังไม่ใช่ตอนนี้"

 

          "ฮะฮะ ถึงกระนั้นแล้ว..." เสี่ยวหมั่นโถวกะพริบตาช้า ๆ ไล่หยาดน้ำตาที่เริ่มคลอหน่วย น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นจริงจัง ซื่อตรงและหนักแน่นอย่างถึงที่สุด

 

          ดั่งคำสาบาน

 

          "ข้าจะสลักชื่อท่านไว้ในใจจนวันตาย"

 

          ข้าวาดยิ้มบางเบา "หึ ๆ เซียนตายไม่ได้ง่าย ๆ หรอก"

 

          เสี่ยวหมั่นโถวแย้มยิ้มเป็นครั้งสุดท้าย ข้ามองแผ่นหลังเด็กน้อยในความทรงจำที่สาวเท้าเดินไปยังประตูไม้แล้วพูดโดยไม่หันหลังกลับมาว่า "จากนี้ไปข้าก็ไม่มีเรื่องค้างคาใจอะไรอีกแล้ว ...ไม่รู้อีกนานเท่าไรกว่าจะได้เจอกันอีก แต่เมื่อถึงตอนนั้นข้าจะต้องเป็นเซียน และความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่ภายในใจจะต้องเปลี่ยนไปให้ได้ ข้าสาบาน"

 

          แม้รู้ว่ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน แต่ข้าจะทำให้ได้

 

          ต้องทำให้ได้

 

          เพื่อที่จะได้พบกับท่านอีกครั้งอย่างภาคภูมิและมีเกียรติ

 

          ในฐานะศิษย์เอกเพียงหนึ่งเดียวของมังกรดำ

 

          "...ไว้พบกันใหม่ เสี่ยวหมั่นโถว"

 

          ไม่สิ

 

          "เฟยฮุ่ยหมิง"

 

          มือเรียวที่กำลังผลักบานประตูให้เปิดออกพลันหยุดชะงัก แต่ก็มิอาจรั้งให้เฟยฮุ่ยหมิงหยุดความตั้งใจได้ ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมและดวงตาสีน้ำตาลก้าวออกจากวังอันโอ่อ่า โดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมาอีกเลย

 

          จนกว่าจะได้พบกันใหม่

          อีกครั้ง

 

.

.

.

 

          ณ มุมมืดแห่งหนึ่ง หัวหน้าข้ารับใช้มังกรดำค่อย ๆ ย่างเท้าเดินเหลียวหน้าเหลียวหลังออกมาด้วยความระแวดระวัง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครจึงล้วงจดหมายในอกเสื้อมัดกับขานกพิราบตัวหนึ่งที่รอดพ้นจากกระทะได้ทันหวุดหวิด เพราะกล่าวคำสัตย์สาบานว่าพร้อมจะทำทุกอย่าง แต่อย่าจับต้มยำทำแกงเราเลยนะ เรายังกินหนอนไม่เต็มอิ่มเลย !

 

          และแน่นอนว่าคนมีเมตตากรุณาต่อสัตว์โลกเช่นข้าน้อยต้องปล่อยอยู่แล้ว~

 

          ส่วนเนื้อหาของจดหมายที่ส่งไปเป็นเช่นไรน่ะหรือ ?

          ก็....

 

          พรึ่บ !

 

          ว่าแล้วก็ตรวจทานกันพลาดอีกสักรอบดีกว่า

         

เรือนข้ารับใช้มังกรดำผู้ปกครองทิศเหนือ

 

                                        ในวันที่ฟ้าเปิดดั่งใจข้าที่ปลอดโปร่ง

 

        เรียน สหายข้ารับใช้มังกรขาวที่รัก

 

        เป็นอีกครั้งที่พวกเราติดต่อกันผ่านจดหมาย ซึ่งข้าว่ามันค่อนข้างลำบากไม่น้อยเลย หูตานายท่านช่างกว้างไกล ไม่รู้ว่าจะถูกจับได้เมื่อไร แต่ช่างเถิด ข้าน่ะไม่กลัวอยู่แล้ว ที่สำคัญไปกว่านั้นคือศิษย์ชาวมนุษย์นั่นเดินทางออกจากวังแล้ว !!

       

        เป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง นายท่านเฮยไม่มีท่าทีอาลัยอาวรณ์แต่อย่างใด ถึงข้าจะไม่ค่อยไว้วางใจรอยยิ้มของเจ้ามนุษย์นั่นก็เถอะ (...)

 

        แต่โดยสรุปคือสถานการณ์ฝั่งนี้กำลังเป็นไปได้ด้วยดี

 

        สหายรักฝั่งนู้น พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ?!

 

                        ด้วยรักและห่วงใย ขอให้แคล้วคลาดจากรังสีอันตรายทั้งปวง

 

ตราประทับ

หัวหน้าข้ารับใช้มังกรดำ

 

          คำผิดไม่มี ลายมืองดงามชดช้อย เอาล่ะ ส่งสารได้ !

 

          "ส่งให้ถึงวังไป๋หลงนะ"

 

          เจ้านกน้อยส่งเสียงเจื้อยแจ้วคล้ายตอบรับ กางปีกทำท่าตะเบ๊ะแล้วโผบินพุ่งตรงไปยังทิศใต้อย่างรวดเร็ว จิ้งเหลนดำโบกมือไปมาด้วยความเอ็นดู แต่หารู้ไม่ว่าเสียงร้องเมื่อครู่นี้เป็นเสียงร่ำไห้คร่ำครวญต่อชะตากรรมที่ต้องเป็นเบ๊อีกทอดหนึ่ง

 

          แต่ไม่เป็นไร ! มีหนอนให้เรากิน เราทำได้ทุกอย่าง !

 

          หลายวันผ่านไป...

 

          เหล่าข้าราชบริพารต่างรวมตัวกันในห้องครัว ไม่ใช่เพื่อประกอบอาหารให้นายท่านเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะจดหมายฉบับน้อยสีขาวที่ข้อเท้าของนกตัวเดิม ว่าง่าย ๆ คือสุมหัวกันอ่านใจความภายในจดหมาย ลืมสิ้นภารกิจหน้าที่ที่ต้องทำ

 

เรือนข้ารับใช้มังกรขาวผู้ปกครองทิศใต้

       

                                        ในวันที่ฟ้าส่งเสียงกัปนาทครั่นคร้ามฤทัย

 

        เรียนสหายข้ารับใช้มังกรดำที่รัก

 

        สถานการณ์ฟากนี้มิค่อยสู้ดี นายท่านไป๋ปล่อยรังสีฆ่าฟันไม่หยุดจนพวกข้าปวดแสบปวดร้อน ฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ นับสิบครั้ง ไม่รวมตอนกลางคืน คงจะเป็นการดีหากพวกเจ้าหาทางเชื้อเชิญให้นายท่านเฮยแวะมาเยี่ยมเยียนตำหนักไป๋หลงในเร็ววัน

 

        ช่วยสยบอารมณ์ขุ่นมัวให้นายท่านไป๋หยินด้วยเถิด !

 

                                        ด้วยความเคารพอย่างสูง

       

        ป.ล. ขอบคุณสำหรับความห่วงใย

 

ตราประทับ

หัวหน้าข้ารับใช้มังกรขาว

 

          "ไอ้หยาา ! ทางนั้นดูท่าจะแย่แล้วสิ ! พวกเราต้องรีบช่วยแล้วล่ะ !" ทุกคนต่างร้องเสียงหลงด้วยความตื่นตระหนก บางคนถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เดินไปเดินมา หวังให้ความกังวลเบาทุเลาลง

 

          แค่รังสีอำมหิตข้าก็เหงื่อตกแล้ว นี่ยังฟ้าผ่าอีกหรือ ?! สหายเราช่างมีน้ำอดน้ำทนจริง ๆ

 

          เป็นข้า ข้าไม่อยู่แล้ววว

         

          "ใช่ ๆ สหายร่วมอุดมการณ์ของเราจะตายเพราะฟ้าผ่าไม่ได้ !"

 

          อีกคนหนึ่งเอ่ยแย้งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "แล้วจะช่วยอย่างไรไม่ให้นายท่านเฮยนึกสงสัยเล่า ? ข้านึกไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าจะทำอย่างไร"

 

          "ไม่ให้ข้านึกสงสัยอะไรหรือ ?"

 

          เหล่าจิ้งเหลนดำสะดุ้งโหยงจนตัวโยนพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ค่อย ๆ หันหน้าที่เหลือแค่สองนิ้วของตนไปมองบานประตูห้องครัวที่เปิดออกแล้วกลืนน้ำลายดังเอื๊อก พร้อมกับส่งยิ้มหวาน หวังให้นายท่านคนดีจะเห็นใจ

 

          ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ผล

 

          ข้ากล่าวเสียงเรียบขณะยึดจดหมายที่ว่านั่นมาไว้ในมือ "หักเบี้ยหวัดครึ่งหนึ่ง"

         

          "โฮฮฮฮฮ..."

 

          เพลานี้เสียงโอดครวญก็มิอาจดึงดูดความสนใจของข้าได้ สายตาไล่อ่านจดหมายตั้งแต่ต้นจนจบด้วยใบหน้าเย็นชาไม่แสดงอารมณ์ ทว่าใจกลับลอบกระวนกระวายไม่เหมือนท่าทีที่แสดงออก

 

          เจ้าหยวกกล้วยเป็นอะไรของมัน ใครไปเหยียบหางมันหรือไม่

 

          ข้าคิดวิตก หากอารมณ์ของข้าไม่มั่นคงแล้วเกิดฝนตกฉันใด ไป๋หยินเองก็เป็นฉันนั้น เพียงแต่เปลี่ยนจากหยาดพิรุณเย็นฉ่ำเป็นอสนีบาตน่าพรั่นพรึงเท่านั้น

 

          อ๋อ หรือว่า...

 

          ข้าเม้มปากกลั้นขำเมื่อนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง

 

          ขี้ใจน้อยจริง ๆ

 

          ข้าพับเก็บซองจดหมายในมือ ปรายตามองเหล่าจิ้งเหลนที่แอบเขยิบกายไปใกล้ประตูทางออก "พวกเจ้าติดต่อกันตลอดรึ"

 

          "ขะ ขอรับ"

 

          "หึ ด้วยเหตุใด ?"

 

          นายท่านก็ไม่น่าถามให้เปลืองน้ำลาย เพื่อให้นายท่านเฮยมีช่วงเวลาอันหอมหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้ากับนายท่านไป๋อย่างไรเล่าขอรับ ! แต่ข้าน้อยฉลาดพอ อะแฮ่ม จะไม่มีทางตอบเช่นนี้กลับไปแน่

 

          "นะ นายท่านอาจจะไม่ทราบ แต่ที่พวกเราติดต่อกันนั้นก็เพราะใคร่อยากจะแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ดั่งคำที่ว่ารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ทะ ที่พวกข้าน้อยทำไปก็เพื่อนายท่านทั้งนั้นนะขอรับ !"

 

          นี่ข้าน้อยไม่ได้พูดปดเลยนะขอรับ !

 

          "โห งั้นหรือ"

 

          นัยน์ตาสีรัตติกาลส่องประกายเย็นยะเยือกจนข้าน้อยเสียวกระดูกสันหลัง รีบร้องขอความเมตตาในทันใด

 

          "อะ เอ่อ นายท่านขอรับบ"

 

          "ได้ ข้าจะไป"

 

          แผนการสำเร็จ ! สำเร็จโดยที่ไม่ได้เริ่มวางแผนอะไรทั้งนั้น สุดยอดดด--

 

          "แต่อย่าหวังว่าจะได้ติดต่อกับข้ารับใช้มังกรขาวอีกเลย"

 

          และแล้วจดหมายฉบับน้อยก็กลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา

 

          "...."

         

"ไม่น้าาาา นายท่านนนน !!!"

 

          เจ้าก้อนนุ่มนิ่มซดน้ำชาอย่างสบายอารมณ์ [เฮยหยางของข้าใจเหี้ยมจริง ๆ ~]

 

 

          ... >> ดิฉันที่ยังอินกะฉากมาม่าอยู่      

 

          ความหวาน ! น้ำตาล ! อินซูลิน ! เอามาให้ฉันเด๋วนี้ แงงง >> ความในใจระหว่างเขียน *ซับน้ำตา* สวัสดีค่ะ เคองค่ะ อัปช้าอีกแล้วว 5555 //ทุบโต๊ะ ก็มันแต่งยากนี่นาา ;-;

 

          เหน่ยมากบอกกง ๆ ซีนดราม่าจัดเต็มครั้งแรกในรอบปี ถถถ ดังนั้นถ้าอ่านแล้วอิน จะดีใจมาก ๆ เลย <3

 

          อ่านคอมเมนต์ตอนที่แล้ว เราประทับใจมาก ๆ รีดหลายคนตีความเก่งจนต้องปรบมือให้ XD แอบดีใจแปลก ๆ ที่ทำให้ทุกคนอินได้ขนาดนี้ แฮะ ๆ เหมือนประสบความสำเร็จไปอีกขั้น ! (///-/// หายหัวร้อนเถอะนะคนดี

 

          อ๋อ แล้วก็เราเข้าร่วมกิจกรรม READTOBER2019 by readAwrite แต่งนิยายตามธีมต่อสัปดาห์ ชื่อเรื่อง - เคาะปลายปากกา #READTOBER2019 - เข้าไปอ่านคลายเครียดกันได้นะคะ ;/////; แนววาย+บทความ ส่วนใหญ่ตอนเดียวจบคร้าบบ

 

          เพราะแต่งเองเขินเอง ยาใจตัวเองก่อนแต่ง ฮีลใจรีดหลังอ่านด้วย 5555

 





ขอบคุณภาพสวย ๆ ทั้ง 2 ภาพ จากคุณ 'Null_Triiple'

 

          และขอขอบพระคุณรีดผู้น่ารักทั้งสองท่าน คุณ BeemKwsd และคุณ Jelly-Earn ที่โดเนทของอร่อย ๆ มาให้ทานนะคร้าบบ >< luv  จุ้บบบบ ๆๆ

 

          ชื่อ : เฟยฮุ่ยหมิง , เสี่ยวหมั่นโถวหรือหมั่นโถวน้อย

          สถานะ : มนุษย์ที่กำลังก้าวขีดจำกัดขึ้นเป็นเซียน

          รูปร่างหน้าตา : มักรวบผมสีแมกไม้ไว้ครึ่งหัว ดวงตาสีน้ำตาลไหม้ มักสวมชุดสีน้ำตาลอ่อน ยึดตามสีเดิมที่เคยได้รับจากอาจารย์ในอดีต แต่ก่อนตัวเล็ก ผอมเก้งก้าง แต่ด้วยการขุนระดับปรมาจารย์ก็ดูมีน้ำมีนวล แก้มกลมน่าบีบเหมือนก้อนหมั่นโถว

          ปัจจุบันเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ สลัดภาพเจ้าแก้มนุ่มเป็นชายหนุ่มผู้สง่างามได้สำเร็จ (แต่น้อยกว่าอาไป๋--//เลิ่กลั่กแล้วนะ กลัวโดนฟ้าผ่า) เพราะฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก หวังให้อาจารย์คนดีภูมิใจ

          ลักษณะนิสัย : สุภาพชน เว้นแต่จะอยู่กับพี่หยาง จะช่างฉอเลาะเป็นพิเศษ เนื่องด้วยชีวิตที่ต้องระหกระเหินมาก่อน จิตใจของเขาจึงดำมืดในบางครั้ง เทิดทูนเฮยหยางขึ้นหิ้ง เมื่อลาจากจึงได้รู้ว่าความรู้สึกที่มีให้หาใช่ความเคารพรักอย่างศิษย์มีต่ออาจารย์ แต่... (ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)

 

          ขอบคุณทุกคนที่คอมเมนต์นะคะ ใบชุบชีวิตของเราชัด ๆ เลย <3

          รักนะ ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ SEE YA !

 

          1 เมนต์ = กำลังใจ

 

          #มังกรปรปักษ์

#หยินคู่หยาง

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 85 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #307 06880 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 22:09

    มีคนน้อยใจ1ea!!

    #307
    1
    • #307-1 kungnangca(จากตอนที่ 29)
      1 พฤศจิกายน 2562 / 21:05
      บินไปง้อด่วน ๆๆๆๆ
      #307-1
  2. #304 ILOVEMRCHU (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2562 / 09:03
    ฉันรอวัน วันที่คบกัน วันที่เขาา!!~ ได้รักก.. เธอออ~
    #304
    1
    • #304-1 kungnangca(จากตอนที่ 29)
      15 ตุลาคม 2562 / 16:56
      รอ ฉันรอเธออยู่วววว .... ;) รอวนไปค่าา 55555
      #304-1
  3. #303 orora_orn (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2562 / 07:33
    รออยู่นานเลยยย พอเห็นตอนต่อดีใจมากเลยค่ะ รอตอนหน้าที่ทั้งสองคนจะได้ไปคุยกันนะคะ =//=
    #303
    3
    • #303-1 kungnangca(จากตอนที่ 29)
      15 ตุลาคม 2562 / 16:55
      แงงง ขอบคุณนะคะะ ;; ดีใจที่รอ 55555 รอชมพี่หยางง้อเด็กได้เล๊ยย !
      #303-1
    • #303-3 kungnangca(จากตอนที่ 29)
      15 ตุลาคม 2562 / 18:37
      ฮืออ ได้ยินแค่นี้ก็ปลื้มใจแล้วค่ะ <3 ขอบคุณล่วงหน้านะคะ LOVE !
      #303-3
  4. #302 sedna0327 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 22:29
    ไม่ได้คุยกันนานเลยน้าน้อยใจแย่
    #302
    1
    • #302-1 kungnangca(จากตอนที่ 29)
      15 ตุลาคม 2562 / 16:55
      พิหยางกำลังบินไปง้อเด็กขี้น้อยใจอยู่คร้าบบบ 5555 XD
      #302-1
  5. #301 raabporn2016 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 22:28

    ตื่นเต่นมากกก งื้อออ(ลงดึกอีกแล้ววว)
    #301
    1
    • #301-1 kungnangca(จากตอนที่ 29)
      15 ตุลาคม 2562 / 16:54
      XD ฮื้อออ เราอัปเร็วกว่าเดิมน้าา ... ตั้ง 2 ชั่วโมงเลย ! *เลิ่กลั่ก*
      #301-1
  6. #300 Jy7Mb (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 21:50

    ติ่นเต้นๆๆๆๆ
    #300
    1
    • #300-1 kungnangca(จากตอนที่ 29)
      15 ตุลาคม 2562 / 16:53
      ลุ้นระทึกกก
      #300-1
  7. #299 art2442 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 21:46
    จะได้เจอพี่ไป๋หยางแล้วววว
    #299
    1
    • #299-1 kungnangca(จากตอนที่ 29)
      15 ตุลาคม 2562 / 16:52
      พี่หยางกำลังบินไปง้อเด็กค่าา 555555
      #299-1