มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 25 : มังกรผงาด... แค่กแค่ก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,121
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 120 ครั้ง
    7 ส.ค. 62

        ตอนที่ 24 : มังกรผงาด... แค่กแค่ก

 

 

          เสียงร้องไห้แผดจ้าของเจ้าเงาน้อยคือสิ่งสุดท้ายที่ข้าได้ยินก่อนบานประตูจะปิดลง ...ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง หากไม่ติดว่าสถานการณ์ตอนนี้เข้าขั้นวิกฤตร้ายแรง ข้าคงได้จุดธูปไว้อาลัยให้กับตัวเองแล้ว

 

          ข้าวางมือทาบลงกับประตูที่ปิดตายอย่างหมดอาลัยตายอยาก

 

          ไม่มีทางออกไปได้ เว้นเสียแต่เจ้าของมิติลวงจะยินยอม หรือหลอมรวมพลังของข้าเข้าไปด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย

 

          ซึ่งดูจากสถานการณ์ตอนนี้....

 

          คงเป็นไปได้ยาก

 

          ทั่วทั้งร่างถูกพันธนาการด้วยท่อนแขนร้อนผ่าวที่โอบรัดแนบแน่นแทบผสานกันเป็นหนึ่งเดียว ต่างคนต่างเงียบไร้คำเอื้อนเอ่ย มีเพียงเสียงลมหายใจคลอกับสาบเสื้อที่เสียดสีกันบรรเลงเป็นบทเพลงชวนใจสั่นสะท้านไปทั่วสรรพางค์กาย

 

          ก่อนที่ข้าจะกลั้นใจตายไปจริง ๆ เมื่อรับรู้ได้ถึง 'บางสิ่ง' ที่ร้อนระอุยิ่งกว่าทะลุผ่านเนื้อผ้าถูไถที่สะโพกด้านหลังราวกับคนอดใจไว้ไม่ไหว

 

          เพ้ย ๆๆ !! เก็บงูที่เจ้าเลี้ยงกลับไปเสีย ! ประเดี๋ยวอสรพิษร้ายจะฉกออกมาทักทายผู้คน !

 

          อ๋อ ลืมไปว่าที่นี่มีแต่ข้าเพียงผู้เดียว ใช่... ข้าเฮยหยางที่จนตรอกไร้ซึ่งหนทางในการหลบหนี ไม่ว่าจะมองไปทางไหนล้วนมืดแปดด้าน ที่พึ่งไม่มี หวังพึ่งตัวเองก็เหนื่อยล้าเลือดตาแทบกระเด็น

         

          "พี่หยาง..."

 

          "อืม ข้ารู้แล้ว" ข้ากล่าวตัดบทพร้อมถอนหายใจ

 

          ถึงมันจะทำตัวสิ้นคิดอย่างการคว้าจอกชาผสมยาปลุกกำหนัดไปดื่มแทนข้า ผิดแผนเสียจนคิดว่าก่อนหน้านี้แวะไปปรึกษาหารือกันเสียดิบดีทำไมให้เสียเวลา ข้าก็ได้แต่ทอดถอนใจออกมาเท่านั้น

 

          เวลาไม่เคยหวนย้อนกลับ ในเมื่อมันเกิดขึ้นไปแล้วก็แล้วกันไป หาวิธีทางแก้ไขเสียตอนนี้จะดีกว่า

 

          ข้าไม่ต่อว่ามันที่กระทำตัวจาบจ้วง ยกมือขึ้นลูบแขนมันเลยเสียด้วยซ้ำ

 

          จะว่าไปก็น่าแปลกดีเหมือนกันที่คราวนี้ข้าไม่กระวนกระวายเดือดเนื้อร้อนใจอย่างที่ควรจะเป็น เรียกได้ว่าค่อนข้างใจเย็นมากทีเดียว

 

          ข้าหรี่ตาลงด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ค่อย ๆ ประคองพาไป๋หยินไปนั่งบนเตียง ในภวังค์ความคิดก็พยายามหาทางแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบและชาญฉลาดประดุจแม่ทัพเลือดแกร่งกล้าผู้หนึ่ง

 

          แม้ตัวจะถูกห้อมล้อมด้วยศัตรูและคมดาบรอบทิศ นักรบเพียงหนึ่งยังดิ้นรนหาทางสู้ต่อไปได้ แล้วทำไมข้าจะ--

 

          กระทั่งสายคาดเอวถูกคลายออกและโดนผลักลงเตียงเท่านั้นแหละ

         

          "เจ้าจิ้งเหลนบัดซบ !!!"

 

          สัญชาตญาณที่เงียบมานานหวีดร้องเสียงดังลั่น ข้ารีบยันตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว หลบหลีกเจ้าตัวหน้าเหม็นให้พ้นทาง แต่ก็เหมือนกับที่คิดเอาไว้ไม่มีผิด มีหรือความเร็วจะสู้สายฟ้าได้ ข้อเท้าข้างหนึ่งถูกฉุดรั้งเอาไว้ ร่างสันทัดตามมาทาบทับจนกระดุกกระดิกตัวไม่ได้

 

          ข้าขมวดคิ้วเริ่มคลางแคลงใจกับความสามารถที่ตนพึงมีในฐานะมังกรตนหนึ่ง ก่อนได้ข้อสรุปว่าหากข้าจะพ่ายแพ้ให้ใครสักคนเป็นล้าน ๆ ครั้ง เห็นทีจะมีแต่เจ้าหยวกกล้วยเพียงผู้เดียว

 

          เมื่อก่อนคงได้กัดฟันแค้นเคืองใจในโชคชะตา แต่ตอนนี้เพียงถอนหายใจออกมาอย่างปลดปลงก็เพียงพอ

 

          "แฮ่ก..."

 

          ข้าสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงที่ฟังดูผิดปกติดังขึ้นจากคนเหนือร่าง จนบัดนี้ข้าถึงเพิ่งสังเกตว่าหน้าของเจ้าหยวกกล้วยขึ้นสีแดงก่ำมากเพียงใด หยาดเหงื่อกาฬไหลลงสู่ปลายคางกระทบกับหน้าผากจนต้องย่นหน้าหนี

 

          "ข้าต้องการท่าน"

 

          ลมหายใจหอบกระชั้นชิดติดริมหู ปากหยักสีระเรื่อเริ่มซุกไซ้มาที่ซอกคอ ปลายจมูกแนบดอมดมกลิ่นอายเย็น ๆ พร่างพรมจุมพิตแผ่วเบาราวผีเสื้อสยายปีกเหนือไหปลาร้าและรอยแผลเป็นทั้งปวง

 

          กระนั้นข้ากลับไม่รู้สึกดีเลยแม้แต่น้อย

 

          ข้าขนลุกเกรียวกับสัมผัสนั้น ร่างกายเหยียดเกร็งไปทุกส่วน ดวงตาเบิกกว้าง แพขนตาไหวระริก เส้นประสาทตึงเครียดจนได้ยินเสียงดังตุบ ๆ

 

          มันไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้ ไม่จั๊กจี้อย่างที่เคยได้รับ ไม่ละมุนละไมชวนเคลิ้มฝันอย่างที่ควรจะเป็น

 

          เป็นเพราะข้าไม่ยินยอม

 

          ไม่

 

          "แต่ข้าไม่ต้องการ ! อาไป๋ ปล่อยข้า"

 

          ข้าเม้มปากแน่นจนซีดขาว มือกำหมัดแน่นแม้จะถูกผนึกไว้ด้วยมือข้างเดียวของคนตรงหน้า การตกอยู่ใต้ร่างใครช่างให้ความรู้สึกที่ไม่ดีเอาเสียเลย โดยเฉพาะเจ้าตัวบัดซบที่โดนฤทธิ์ยาครอบงำยิ่งแล้วใหญ่

 

          ข้าขืนตัวสุดกำลัง ข่มพลังให้เงาใต้ร่างที่กำลังเคลื่อนที่นั้นหยุดลง ...ครั้งนี้ข้าไม่อยากลงไม้ลงมือให้เลือดตกยางออกอย่างที่เคย

 

          เพราะหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าคงได้ใช้เงาตรึงร่างเจ้า

          ...ซึ่งข้าไม่อยากทำแบบนั้นเลย

 

          "ขะ ข้า...."

 

          คล้ายเจ้าหยวกกล้วยได้สติกลับคืนมา ทันทีที่ได้ยินเสียงแหบพร่าเล็ดลอดผ่านริมฝีปากที่เคยรุกล้ำ ข้ารีบเงยหน้าขึ้นมองมันที่กัดปากตัวเองจนเลือดซิบ มือที่ตรึงข้อมือข้าไว้กับเตียงคลายออก ความเจ็บแปลบเสียดแทงจนกายชะงัก

 

          มือหนักไม่ใช่เล่น... คิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันพลางสะบัดข้อมือไปมาหวังให้ความเจ็บปวดนั้นลดน้อยลง

 

          ชายชุดขาวที่เคยคร่อมร่างของข้าผละตัวออกไป มือเรียวยกขึ้นขยุ้มเรือนผมสีขาวโพลนจนยุ่งเหยิง กวานที่สวมอยู่หลุดกระทบพื้นกระเบื้องส่งเสียงดังกังวานแล้วเงียบสงัดลง

 

          "ข้าไม่ทำ.. ข้าไม่..."

 

          ปากเรียวพร่ำบางอย่างออกมาตลอดเวลา จับใจความได้เป็นประโยคที่ทำให้ข้านิ่งงันไป

 

          "ข้าจะไม่ทำร้ายท่านอีกแล้ว"

 

          "..."

 

          ไป๋หยินพูดคำนั้นซ้ำไปซ้ำมาราวกับสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เปลือกตาสั่นระริกจนท้ายที่สุดนัยน์ตาสีเงินคู่นั้นก็ปิดลง ทว่ามือกลับทึ้งเส้นผมตัวเองไม่หยุดจนข้ารีบวางมือลงทาบทับ คลายมือที่กำลังทำร้ายตัวเองออกช้า ๆ ด้วยแววตาไร้คลื่นไม่บอกความรู้สึก

 

          ข้าหลับตาลง "เจ้าอยู่เฉย ๆ ให้ข้าใช้มิติลวงร่วมกับเจ้า ข้าจะสร้างถังน้ำเย็นให้เจ้าแช่ ...เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง"

 

          เจ้าหยวกกล้วยพยักหน้าตกลงแต่โดยดี ในที่สุดข้าก็สามารถใช้พลังสร้างของในมิตินี้ได้อย่างเป็นใจ ทันทีที่ลืมตาขึ้นหลังจากตั้งจิตก็ปรากฏถังน้ำใบใหญ่ที่บรรจุน้ำเย็นเฉียบไว้เกือบเต็มถังขึ้นกลางห้อง

 

          แค่ยืนอยู่ห่าง ๆ ก็รับรู้ได้ถึงไอเย็นที่แผ่ขยายเป็นวงกว้าง หากกล่าวว่าเพิ่งตักขึ้นมากลางพายุหิมะที่สาดซัด ร้อยทั้งร้อยคงมีคนพยักหน้าเห็นด้วย

 

          แต่จะแช่ได้อย่างไรหากไม่ลอกคราบเจ้างูเผือกนี่ให้เรียบร้อยเสียก่อน

 

          ข้าถลกแขนเสื้อขึ้นพร้อมลงมือ รวบผมตัวเองขึ้นม้วนเป็นมวยแล้วปักด้วยปิ่นหยกลายครามที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง  มือจุ่มลงทดสอบความเย็นสักเล็กน้อย ก่อนหันไปมองคนที่นั่งจมปลักอึมครึมอยู่บนเตียงด้วยแววตาที่ทั้งเอ็นดูทั้งเห็นใจในเวลาเดียวกัน

 

          "ทนหน่อยนะ"

 

          ข้าฉุดแขนมันให้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประคองหลังจนแน่ใจแล้วว่าคนสามารถยืนได้อย่างมั่นคงจึงถอดเสื้อคลุมสีพิสุทธิ์ออกให้อย่างไม่อิดออด

 

          เล่นกางแขนรอเสียขนาดนี้ จะไม่ให้ใจอ่อนได้อย่างไร

 

          ต่อมามือก็สาละวนหาสายคาดเอวที่ลึกลับเหลือเกินกว่าจะเจอ อดคิดไม่ได้ว่าทั้ง ๆ ที่หายากหาเย็นหลายซับหลายซ้อนเสียขนาดนี้ ทำไมมันถึงได้คลายสายคาดเอวของข้าออกได้อย่างง่ายดายภายในเสี้ยววินาที ?

 

          หรือนี่จะเป็นความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของจอมโจรเด็ดบุปผา

 

          พลันขนอ่อนทั่วกายลุกชัน ข้าคิดในใจ อย่างน้อย ๆ ก็ไม่ใช่ข้าที่เป็นมวลผกาให้มันเชยชมก็แล้วกัน !

 

          ในจังหวะที่ข้ากำลังคลายสายรัดเอวและเสื้อตัวกลางออกนั้น ใบหูพลันได้ยินเสียงแหบพร่าฟังดูเย้ายวนอย่างประหลาดดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกล เมื่อมองเจ้าของเสียงดังกล่าวก็พบกับดวงตาคมปรือปรอยที่ขึ้นสีแดงก่ำด้วยพิษราคะที่เข้าครอบงำ

 

          "ท่าน.... เอาสมุนไพรในอกเสื้อข้าไปต้มกับน้ำร้อนเถิด"

 

          ข้าเลิกคิ้วฉงนใจ "เจ้ามียารักษาด้วยหรือ ?"

 

          "ย่อมมี... เพราะข้ากลัวว่าท่านจะดื่มมันเข้าไป" เจ้าหยวกกล้วยตอบกลับด้วยรอยยิ้มหยาดเยิ้ม ต่างจากข้าที่หน้าเครียดทันทีกับสิ่งที่ได้ยินและเห็นใบหน้าที่ดูไม่ทุกข์ร้อนของเจ้าตัว

 

          "เช่นนั้นตั้งแต่แรกก็ให้ข้า-" ดื่มเองเสียก็สิ้นเรื่อง

 

          "ไม่ได้"

 

          "..."

 

          "ข้าไม่อยากเห็นท่านทรมาน"

 

          "..."

 

          "และหากเป็นท่านดื่มเข้าไป" ดวงหน้าหล่อเหลาจุดยิ้มบางเบาอย่างมีนัยแอบแฝง "อาจจะเป็นข้าที่อดใจไว้ไม่ไหว"

 

          น่าแปลกทั้ง ๆ ที่ข้าเองก็มิได้ดื่มน้ำชาจอกนั้นเลยแท้ ๆ กลับรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งหน้า เผลอ ๆ จะลามลงมาถึงใบหูและลำคอ ข้ากระแอมไอในลำคอแก้เก้อหนึ่งครั้ง เคาะหัวเจ้าตัวน่าหมั่นไส้ไปหนึ่งทีด้วยแววตาอ่อนลง "เจ้าเล่ห์เพทุบายราวสุนัขจิ้งจอก"

 

          ไป๋หยินแสร้งเย้าแหย่เอ่ยแย้ง "พี่หยาง ข้าเป็นมังกร"

 

          "เช่นนั้นก็เป็นอสรพิษร้อยเล่ห์ เลี้ยงไม่เชื่อง" ข้าตอบกลับตาไม่กะพริบ

 

          "แต่อาไป๋ไม่มีทางแว้งกัดเจ้าของอย่างแน่นอน"

 

          ข้าสบตามันด้วยสีหน้าอ่านยาก คำแทนตัวน่าชังเกินกว่าจะน่ารัก ไหนจะดวงตาสีเงินแวววาวที่กะพริบปริบ ๆ คล้ายรอรางวัลที่ทำตัวเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่าย ซึ่งตรงข้ามกับความจริงราวฟ้ากับเหว

 

          "ตัวรึก็โดนฤทธิ์ยาจนแทบทนไม่ไหว ยังเล่นลิ้นได้อีกหรือ ...ช่างไม่เจียมตัว" ข้ากระชากเสื้อซึ่งเป็นป้อมปราการตัวสุดท้ายออกไปอย่างไม่ไยดี "ไปแช่น้ำเดี๋ยวนี้เลย !"

         

          เจ้าหยวกกล้วยรับคำเสียงหงอย พาร่างกายเปลือยเปล่าลงไปแช่ถังน้ำ โดยมีข้ายืนมองกดดันจากด้านหลัง เนื่องด้วยก่อนหน้านี้ต่างก็เคยเห็นร่างเปลือยของกันและกันมาก่อนจึงมิได้รู้สึกรู้สาอะไร ทั้งยังเป็นบุรุษด้วยกันทั้งคู่ก็มิทราบว่าจะเขินอายกันไปทำไม

 

          และดูเหมือนมันจะหน้าหนาขึ้นไม่น้อย ถูกข้ามองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าโดยไม่มีบ่อน้ำร้อนสีเขียวขุ่นบดบังทัศนวิสัยไว้เหมือนเก่าก็สามารถลงไปแช่น้ำได้อย่างไม่สะทกสะท้าน

 

          ข้าลอบกลอกตาไปมา ทั้งสายตาที่มองมานั้นดูจะเชิญชวนอย่างบอกไม่ถูกเสียด้วยสิ

 

          ข้ายืนสังเกตการณ์อยู่ครู่ใหญ่ เมื่อเห็นว่ามันทำตัวเรียบร้อยดีก็ส่งยิ้มไปให้ พูดโดยไม่เปล่งเสียงออกมาว่า "เด็กดี" ก่อนหันไปควานหาสมุนไพรที่ว่านั่นในกองเสื้อผ้าที่ถูกถอดทิ้งไว้แล้วนำไปต้มกับน้ำร้อน แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นมังกรหนุ่มที่จดจ้องทุกการกระทำของข้าด้วยแววตาร้อนแรงเสียจนร่างแทบไหม้เกรียมเป็นผุยผง

 

          เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่ขัดหูขัดตาข้ามาสักพักหนึ่งแล้ว หางตาแอบเหล่มองลงไปในถังไม้ระหว่างรอกาน้ำร้อนให้เดือดจัด มังกรขาวที่ขาวสมชื่อนั้นแทบโดดเด้งออกมาทะลุผิวน้ำเสียจนคันมือยิบ ๆ อยากดีดให้หงอลงไปอย่างบอกไม่ถูก

 

          ซึ่งก็ได้แต่หักห้ามใจ เกามือตัวเองไปพลาง หากเจ้าตัวดีล่วงรู้ความคิดของข้าเข้าล่ะก็... เฮ้อ ข้าไม่อยากจะคิดเลย

 

          ผ่านไปสองก้านธูปเสียงกาน้ำร้อนก็ดังขึ้นท่ามกลางเสียงผิวน้ำไหวกระทบถังไม้

 

          ต้มน้ำร้อนแค่หนึ่งเค่อก็เป็นอันใช้ได้ ข้าเปิดฝากาน้ำร้อนที่เดือดปุดออกแล้วโยนสมุนไพรสีเขียวเข้มลงไป รอเวลาสักพักจนได้กลิ่นจึงยกกาขึ้นเทลงจอก... ไม่สิ เทลงถ้วยสำหรับใช้ทานข้าวนี่ล่ะ

 

          เพราะจากที่เค้นถามไป๋หยินก่อนที่จะหมดสติไปนั้นได้ความมาว่า สมุนไพรหายากชนิดนี้จะออกฤทธิ์ก็ต่อเมื่อดื่มให้หมดกาเท่านั้น

 

          ใช่ เจ้าหยวกกล้วยหมดสติไปแล้ว อุณหภูมิของมันพุ่งขึ้นสูงแทบร้อนลวกมือ น้ำภายในถังที่ว่าเย็นกลายเป็นอุ่นในชั่วพริบตาจนข้าต้องวิ่งวุ่นเปลี่ยนน้ำใหม่สองถึงสามครั้งกว่าทุกอย่างจะลงตัว

         

          ข้าถือถ้วยสมุนไพรที่รอจนหายร้อนในมือข้างหนึ่ง อีกข้างก็ตบลงบนบ่าหนั่นแน่น เรียกขานชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล "ไป๋หยิน..."

 

          "...."

 

          "อาไป๋"

 

          "...."

 

          ไม่มีเสียงตอบรับ

 

          ข้ายืนนิ่งขบคิดอย่างชั่งใจ ตรงจุดนี้ทั้งน่ากลัวและน่าหวั่นใจ เพราะข้าไม่รู้ว่าเมื่อเจ้าหยวกกล้วยได้สติลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งจะควบคุมตัวเองได้มากน้อยเพียงไร สะกดกลั้นอารมณ์ที่พร้อมทะลักทลายออกมาได้มากน้อยแค่ไหน

 

          ความอดทนของมันเมื่อเทียบกับข้าแล้วอาจกล่าวได้ว่าต่ำต้อยเรี่ยดิน

 

          ถึงข้าจะเชื่อคำพูดของมัน แต่...

 

          ข้าก้มมองถ้วยยาจำเป็นในมือเพียงครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจทำบางอย่างที่ไม่เคยคิดอยากทำมาก่อนในชีวิตนี้ จิบน้ำสมุนไพรขม ๆ เข้าปาก ประคองดวงหน้าหยกให้เงยขึ้น ก่อนส่งต่อผ่านเรียวปากสีเข้มที่ปิดสนิท ข้าหรี่ตาลงเล็กน้อย พยายามดุนลิ้นแทรกเข้าไปจนคนหมดสติมีปฏิกิริยาโต้ตอบ ยอมเปิดปากในที่สุด

 

          บุญคุณครั้งนี้เจ้าต้องชดใช้ด้วยชีวิต !

 

          ข้าสูดลมหายใจลึกกลั้นใจทาบทับริมฝีปากลงบนอวัยวะเดียวกันอีกครั้งด้วยพวงแก้มขึ้นสีแข่งกับคนที่เริ่มได้สติกลับคืนมา เจ้าหยวกกล้วยเผยอปากยอมกลืนยาขมฝาดลงคอ ทว่าปลายลิ้นที่เคยสงบนิ่งเริ่มขยับเคลื่อนไหว พันเกี่ยวไม่เลิกละจนกลายเป็นข้าที่เริ่มไม่แน่ใจว่าคนเพียงเผลอไผลไปเพราะฤทธิ์ยา หรือกระทำการอุกอาจเช่นนี้จากใจจริง

 

          เพราะรสชาติขมฝาดลิ้นภายในโพลงปากนั้นหวานละมุนราวกับกลืนก้อนน้ำตาลอย่างไรอย่างนั้น

 

          ประกบจูบอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง

 

          ไม่ร้อนแรงแผดเผาเหมือนอุณหภูมิที่พุ่งทะยานขึ้นสูง ฝ่ามือที่ประคองท้ายทอยนั้นราวกับจับต้องของบางอย่างที่บอบบางพร้อมแหลกสลาย มือเรียวอีกข้างที่ว่างเว้นลูบไล้รอยแดงจาง ๆ รอบข้อมือข้าอย่างอ่อนโยนเสียจนอดเก้อเขินไม่ได้

 

          แตกต่างจากสัมผัสที่เคยได้รับยามถูกตรึงกดลงกับเตียง

 

          ครั้นผละหน้าออกจากกันก็บังเกิดเป็นสายใยสีเงิน ข้าเหม่อลอยจรดสายตาที่ริมฝีปากขึ้นสีน่ามองตรงหน้า ความรู้สึกลึกล้ำแทรกซ้อนขึ้นกลางจิตใจ ไป๋หยินเม้มปากแน่น เนื้อตัวสั่นเทาจนรับรู้ได้ ใช้ข้อศอกตรองดูก็รู้ว่าพยายามหักห้ามใจตัวเองมากเพียงใด

 

          ข้ามองถ้วยยาในมือสลับกับคนตรงหน้าชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะระบายยิ้มบางเบาแล้วเอ่ยเสียงแผ่วว่า

       

        "อ้าปาก"

 

          "พี่หยาง...." หลังจากป้อนจูบ แค่ก ป้อนยาจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว ข้าก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองที่เริ่มเจ็บจนชาไปหมด จากนั้นจึงย้ายสายตาไปมองคนที่เรียกชื่อข้าเสียงเบา

 

          "ว่าอย่างไร"

 

          "ขอข้า... กอดท่านได้หรือไม่"

 

          ข้ากะพริบตาปริบแล้วยิ้มกริ่มยามมองมันไล้เลียริมฝีปาก "ได้คืบจะเอาศอกงั้นรึ ?"

 

          ไป๋หยินส่ายหน้าพลางเอียงคอเล็กน้อย พูดเสียงออดอ้อนเหมือนงูน้อยไร้พิษสง "แค่สักพักก็ยังดี"

 

          ข้ายอมเล่นไปตามน้ำ "ลงไปกอดในถังไม้น่ะหรือ"

 

          เจ้าหยวกกล้วยพยักหน้าขึ้นลง ดวงตาพราวระยับไม่ปิดบังเจตนาที่แอบแฝง ข้ารีบปฏิเสธเสียงแข็งทื่อ "ไม่ได้ ยายังไม่ออกฤทธิ์" พร้อมทั้งชี้นิ้วลงไปยังหว่างขาอีกฝ่ายแล้วถามหน้าตาย "ทั้งจุดยุทธศาสตร์ของเจ้ายังไม่อ่อนตัวแล้วข้าจะลงไปกอดได้อย่างไร"

 

          "..."

 

          "เอาเป็นว่าข้าจะเป็นฝ่ายกอดเจ้าเอง" ข้ากลั้นหัวเราะจนไหล่สั่นเมื่อเห็นสีหน้าของอีกคน "แต่จะกอดจากข้างหลัง ไม่ลงไปด้วยหรอก คับแคบ"

 

          "อืม..." เจ้าหยวกกล้วยบ่นพึมพำในลำคอเหมือนขัดใจกับคำตอบที่ได้รับ "แต่แบบนั้นข้าก็จะมองไม่เห็นหน้าท่านน่ะสิ"

 

          "อย่าเรื่องมาก เช่นนั้นก็ไม่ต้องกอดกันแล้ว"

 

          เพียงแค่นั้นมังกรขาวก็ยอมหุบปากฉับแต่โดยดี ข้าเปล่งเสียงหัวเราะชอบใจ เสกเก้าอี้ไม้ทรงเตี้ยออกมาแล้วเบี่ยงตัวนั่งลง กวาดสายตามองแผ่นหลังนวลเนียนไร้ที่ติที่ขึ้นสีแล้วค่อย ๆ วางมือโอบกอดจากด้านหลัง ปลายคางวางลงบนลาดไหล่แข็งแรง เส้นผมสองสีคลอเคลียรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

 

          ข้าใช้กระบวยไม้ไผ่ตักน้ำราดลงบนร่างกายของไป๋หยินเงียบ ๆ หวังให้ความร้อนภายในกายอีกฝ่ายลดลง ทว่ากลับไม่เป็นผลเท่าใดนักจึงอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบด้วยความหงุดหงิด "ตัวเจ้าร้อนดั่งไฟ"

 

          "...หากทำให้ท่านรู้สึกแย่ ข้าขอโทษด้วย"

 

          มือข้างนั้นพลันหยุดชะงัก ข้าปล่อยให้กระบวยไม้ไผ่ลอยตัวไปกับผิวน้ำ ทราบดีว่ามันคงไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องนี้เพียงอย่างเดียว น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นแอบแฝงด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งรู้สึกผิด เสียใจ และละอายใจ

 

          "ไม่เป็นไร..." ข้าหลับตาลง ซ่อนรอยยิ้มจากด้านหลังแล้วกอดให้แน่นขึ้น "มันก็ไม่ได้เลวร้ายถึงเพียงนั้น"

 

          และท้ายที่สุดข้าก็หลุดพ้นจากสถานการณ์สุ่มเสี่ยงได้โดยสวัสดิภาพ ! เป็นเวลาหนึ่งชั่วยามที่ลุ้นระทึกใจที่สุดแล้ว ข้าลอบเช็ดน้ำตาในใจเงียบ ๆ แอบอ้าแขนโอบกอดเจ้าเงาน้อยที่พุ่งเข้าใส่ด้วยความคะนึงหาและความดีใจอันเอ่อล้น

 

          อย่างไรก็ตามแต่... ข้าเงยหน้าขึ้นสบตากับมังกรที่ยืนอยู่ข้างเคียง

 

          ข้าจะไม่ยอมจบเรื่องง่าย ๆ เช่นนี้แน่

 

          ตอนแรกก็คิดจะทำแบบนั้นอยู่หรอก ถ้าไม่ถูกจับมือไว้เสียก่อนพร้อมด้วยถ้อยคำหนักแน่นและนุ่มนวลของไป๋หยินที่บอกว่า "พี่หยางไม่ต้องทำสิ่งใด ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถิด" ปิดท้ายด้วยรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดตั้งแต่ที่ข้าเคยเห็นมา

 

          นั่นล่ะ ข้าเลยได้แต่พยักหน้ารับคำไปอย่างโง่งม

 

          ด้วยเหตุนั้นการยืนกอดอกมองดูเจ้าหยวกกล้วยกรอกยาพูดความจริงที่ได้มาจากเซินหลานเหอกรอกปากเจ้าสี่และแม่นางเหมยก็สุนทรีอารมณ์ไม่น้อย ข้ามองภาพตรงหน้าอย่างหน้าชื่นตาบาน คอยตอบคำถามของแต่ละคนที่เข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงช้า ๆ แต่ชัดถ้อยชัดคำ

 

          โชคดีที่เตรียมคำตอบไว้แต่เนิ่น ๆ ตั้งแต่อยู่ตำหนักเลยไม่ต้องคิดแถคำตอบให้ปวดหัว

 

          มังกรวารีพูดขึ้นมาลอย ๆ ยามทอดสายตามองคนทั้งสองที่กำลังสารภาพผิดท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ "มิน่าเล่า.. ไป๋หยินถึงได้ตามมาข่มขู่ถึงวังข้าว่าให้เอายาพูดความจริงมาด้วย"

 

          "สรุปว่าพวกเจ้าวางแผนกันมาตั้งแต่ต้นแล้ว ?" มังกรม่วงเลิกคิ้วถามพลางมองเทียบยาสีน้ำเงินเข้มในมือของน้องหกเป็นการประกอบ

 

          ผู้อาวุโสน้อยสุดส่ายหน้าช้า ๆ "ว่ากล่าวกันตามตรงนะขอรับพี่สาม... ว่าข้าไม่รู้เรื่องอะไรเลย" เซินหลานเหอถอนหายใจเก็บเทียบยาเข้าอกเสื้อ

 

          ข้ายักไหล่ไม่แยแส "ข้าก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน"

 

          จื่อซูเหวินหรี่ตาลงอย่างจ้องจับผิด

 

          อาจจะมีคนสงสัยว่า 'ยาพูดความจริง' คือยาอะไร จริง ๆ แล้วก็ตรงตามชื่อตามความหมาย เป็นเทียบยาวิเศษที่อยู่ในการครอบครองของมังกรน้ำเงินแห่งการรักษา เพียงแค่ได้ดื่มกินยานี้เข้าไป ไม่ว่าจะถามสิ่งใด จะมีแต่ความจริงประจักษ์ออกมาเท่านั้น

 

          เป็นเทียบยาชั้นยอดแขนงหนึ่งเลยก็ว่าได้

 

          และได้ผลดีเสียด้วย

 

          ถ้อยคำหยาบโลนที่พ้นออกมาจากปากของสาวใช้หัวสูงนั้นทำให้ใครหลายต่อหลายคนแทบลมจับ โดยเฉพาะพี่สาวของนางที่ได้ยินความคิดอันต่ำช้า ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ได้แต่หลั่งน้ำตาขอโทษข้า กล่าวขออภัยที่เป็นพี่สาวที่แย่อบรมสั่งสอนน้องไม่ดีพอจนทำให้คนอื่นตกระกำลำบากเช่นนี้

 

          ข้าได้แต่เอ่ยถ้อยคำปลอบประโลมไปว่า "มิใช่ความผิดของเจ้าเลยแม้แต่น้อย ดีชั่วอยู่ที่ทำตัว แม้จะได้รับการอบรมสอนสั่งเป็นอย่างดีก็มิได้การันตีว่าคน ๆ นี้จะเป็นคนดีมีศีลธรรม"

 

          ข้าก้มหน้าลงมองดูสตรีที่รู้ว่ามีใจรักต่อตนแล้วผลิยิ้มบางเป็นการปลอบใจ

 

          "อย่าได้เสียใจไปเลย เพราะอย่างน้อยเจ้าก็ได้ทำหน้าที่ในฐานะพี่สาวคนหนึ่งได้อย่างเต็มที่แล้ว"

 

          นางยิ้มทั้งน้ำตา "ขอบพระคุณท่านมังกรดำเจ้าค่ะ" ในแววตานั้นเจือประกายความรักและความเทิดทูน ก่อนจะจางหายไปอย่างหวาดกลัวเมื่อรับรู้ได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ขยายจากด้านหลัง

 

          ข้าลอบปาดเหงื่อตัวเองเบา ๆ

 

          "ว่าแต่...." ข้าชายตามองเจ้าของงานวันเกิดที่บัดนี้พังไม่เป็นท่าด้วยสายตาเย็นเยียบ "เจ้ามีอะไรจะพูดไหมเล่า น้องสี่ ?"

 

          "ขะ ข้า ข้าแค่...." มังกรเขียวนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น แววตาล่อกแล่กไม่เป็นธรรมชาติ พูดอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เหมือนเด็กถูกจับได้ว่าออกไปเที่ยวเล่นยามวิกาลแล้วลักพาตัวโฉมสะคราญติดไม้ติดมือกลับมาด้วย

 

          ข้าเฝ้ารออย่างใจเย็น "ว่าอย่างไร"

 

          ลวี่ลู่คงสูดลมหายใจลึก ยาพูดความจริงทำให้กล้าพูดความในใจที่เก็บซ่อนไว้ออกมา "ข้าเพียงแค่... อยากจะสนิทกับพี่รองดังเดิม"

 

          [ข้าบอกแล้วว่าความคิดของบรรดามังกรแห่งเหยียนหลงมีปัญหา !]

 

          ข้าตอบกลับน้ำเสียงเฉยชา ...ข้าก็ว่าอย่างนั้น

 

          "เจ้าคิดว่าการยกสตรีให้ข้า มันจะทำให้เราสนิทชิดเชื้อกันมากขึ้นเช่นนั้นหรือ ?"

 

          ".... ก็มันได้ผลมาโดยตลอดนี่นา" ลวี่ลู่คงเอียงคอเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด "บุรุษล้วนชมชอบหญิงงามมิใช่หรือ"

 

          เปรี๊ยะ...

 

          สังหรณ์ว่าเร็ว ๆ นี้จะมีคนถูกย่างสดด้วยสายฟ้า

          ข้าถอนหายใจเหนื่อยอ่อน รู้สึกสงสารฮูหยินจับใจ ความคิดของเจ้าสี่สุดโต่งเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้แล้ว "แต่... เจ้ารู้อะไรไหมลู่คง ว่าต่อให้เจ้าไม่ใช้วิธีการพรรค์นี้ เราก็ยังเป็นพี่น้องที่รักใคร่กันเช่นเดิม"

 

          "...."

 

          "ข้าอาจจะดูเฉยชาไปบ้างในบางครั้ง ไม่ค่อยได้มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเจ้าเช่นวันวาน แต่ความรู้สึกของข้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลย"

 

          ความรู้สึกที่อยู่ภายในใจตกตะกอนออกมาเป็นคำพูดที่หลั่งไหลออกมาไม่หยุด แอบเหลือบเห็นเซินหลานเหอขอบตาคลอหน่วย จื่อซูเหวินส่งยิ้มหวาน พี่ใหญ่ที่หรี่ตามองมาที่ข้าอย่างอ่อนโยน

 

          "ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน เป็นสิบปี ร้อยปี หรือพันปี"

 

          และอีกคนหนึ่ง

          ที่เพียงแค่สบตาทุกอย่างก็ดูวุ่นวายไปหมด

 

          "เจ้าก็ยังเป็นคนในครอบครัวข้าเสมอ เป็นน้องสี่ น้องชายของข้าไม่เคยเปลี่ยน"

 

          หมายถึง... ใจของข้านี่แหละ

 

          "ฮึก... พะ พี่รอง"

 

          ทันทีที่ลวี่ลู่คงได้ยินคำตอบก็แทบจะถลาโผเข้ากอดข้าด้วยความตื้นตันใจ ทว่ายังไม่ทันที่มือจะแตะถึงตัวก็ถูกเจ้าหยวกกล้วยใช้มือยันหน้าไว้เสียก่อนแล้วผลักออกไปด้วยแรงที่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

          "อย่า-แตะ-ต้อง" ไป๋หยินพูดเสียงเข้ม ตาฉายประกายอาฆาตเสียจนคนทั้งงานอกสั่นขวัญผวากันไปเป็นแถบ ๆ

 

          มังกรสองเพศบ่นพึมพำอีกครั้ง "ไหน้ำส้มนี่มันทั้งหวานแสบคอทั้งเปรี้ยวเข็ดฟันดีแท้"

 

          "พี่สามอยากดื่มน้ำส้มสายชูหรือ เห็นท่านเอ่ยถึงตลอดเลยช่วงนี้" เซินหลานเหอกะพริบตางุนงง

 

          จื่อซูเหวิน "..."

 

          "อย่าสนใจเลย" หงเฟินฮวาพูดแล้วหยิบเฉียวกั่ว*ป้อนถึงปาก "กินขนมนี่สักหน่อยเถิด เหมาะกับอาเซินมากทีเดียว"

 

          "... กินขนมนี่ใช่ว่าจะทำให้คนซื่อฉลาดขึ้นนะ พี่หง"

 

          "หือ ? พี่รองหมายความว่าอย่างไ-- อุ๊บ !"

 

          **หมายเหตุ เฉียวกั่ว มีความหมายว่า 'ขนมแห่งความเฉลียวฉลาด'

 

          ข้าเลิกสนใจพี่ใหญ่ที่ป้อนขนมเซินหลานเหอไม่หยุด หันไปมองมังกรเขียวที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอมแทน เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งหลังดูไม่จืดเลย หลังจากที่เพิ่งงัดตัวเองออกจากกำแพงได้สำเร็จ

 

          ลวี่ลู่คงชี้หน้าไป๋หยินแล้วตวาดเสียงหลง "เอ๊ะ ! ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ญาติดีกับพี่รองหรอกหรือ น้องห้า"

 

          ไป๋หยินตอบเสียงเรียบ "ดีกันแล้ว" แล้วผลิยิ้มเล็กน้อย "ดีกันนานแล้วด้วย"

 

          ข้ารีบเปลี่ยนเรื่อง แสร้งเอ็ดเสียงดุ "ลู่คง คราวหลังเจ้าก็อย่าคิดเองเออเอง มีอะไรก็พูดจากันตรง ๆ อย่าหลงเชื่อใครง่าย ๆ เช่นนี้อีก หากข้าไม่รู้ตัวเสียก่อนจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าต้องตระหนักถึงผลลัพธ์ให้ถี่ถ้วนมากกว่านี้"

 

          "ขอรับ !"

 

          ในขณะที่บรรยากาศกำลังเป็นไปได้ด้วยดี มีเพียงมังกรแค่บางกลุ่มเท่านั้นที่ทราบดีว่า 'พายุใหญ่กำลังจะมา' พายุที่มีชื่อว่า ภรรยาผู้เที่ยงธรรมในสัจจะ

 

          ฮูหยินซิ่วอิงรับฟังด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ นางสูดลมหายใจลึก ลำคอเชิดขึ้นปรายตามองสามีที่พูดเป็นน้ำไหลไฟดับด้วยแววตาเย็นชา ก่อนกวักมือเรียกบ่าวมาคนหนึ่งแล้วออกคำสั่งเสียงเรียบ ทว่าเด็ดขาดเสียจนหลายคนอยากปรบมือให้

 

          "เอาหนังสือหย่ามาให้ข้า"

 

          "ซะ ซิ่วอิง ข้า !--"

 

          อดีตหญิงงามอันดับหนึ่งกล่าวตัดบทอย่างไร้เยื่อใย "ท่านพี่อย่าได้พูดอะไรอีกเลย พูดมามีแต่จะเปลืองน้ำลายและระคายหูกันเสียเปล่า ๆ"

 

          [อูยยยย~ ไม่เจ็บแสบลึกถึงทรวงในให้มันรู้กันไป !]

 

          "พะ พี่ผิดไปแล้ว ยอดรัก ให้อภัยพี่เถิด..."

 

          "แม้ท่านจะหลงผิดกับสตรีชั้นต่ำ เพราะพลาดพลั้งดื่มยาเสน่ห์ที่เคี่ยวจากกระดูกจิ้งจอกห้าหางไป ทว่า...." นางแย้มยิ้มเย็น ดวงตาไร้แววกว่าที่เคย "อย่างที่ท่านมังกรน้ำเงินกล่าว ยาชนิดนี้จะไม่ส่งผลอะไรเลย หากท่านไม่มีใจรักนางแม้แต่เศษเสี้ยว"

 

          "!!!"

 

          "ท่านพี่... ข้ายังรักท่านอยู่" ซิ่วอิงหัวเราะเย้ยหยัน "อยู่กินกันมานานหลายร้อยปีมีหรือที่ข้าจะไม่รักท่าน"

 

          "เช่นนั้น !--"

 

          "แต่ท่านพี่..." รอยยิ้มหวานหยดปรากฏขึ้นบนดวงหน้างามแสนเย็นชา "ข้าชักเริ่มไม่แน่ใจว่าความรักของข้านั้นควรค่ากับคนอย่างท่านหรือไม่"

 

          เอาล่ะ หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องภายในครอบครัว ถือว่าสมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่เจ้ากระทำแล้วล่ะนะ ลวี่ลู่คง ได้เวลาส่งแขกกลับบ้านแล้ว

 

          เนื่องด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นมากมายในคืนนี้ เจ้าภาพติดภารกิจสำคัญในการง้อภรรยา จึงไม่ว่างมาส่งแขก หน้าที่นี้จึงตกเป็นของพี่หงคนงามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

          จนแขกเหรื่อทยอยออกจากงาน เหลือเพียงมังกรแห่งเหยียนหลงทั้งห้าตน ผู้อาวุโสสูงสุดจึงเอ่ยถามกับไป๋หยินด้วยสายตาเป็นกังวล "แล้วน้องหยิน เจ้าได้ยาถอนพิษแล้วหรือ ?" เซินหลานเหอเองก็ดูห่วงใยไม่แพ้กัน

 

          ไป๋หยินตอบด้วยท่าทางนอบน้อม "ได้แล้วขอรับ พี่ใหญ่..." ริมฝีปากที่มีรอยแผลจาง ๆ พลันคลี่ยิ้ม "เป็นยาถอนพิษที่ดียิ่งเลยล่ะขอรับ"

 

          หน้าข้าขึ้นสีแทบจะคั้นออกมาเป็นเลือด

 

          [เอ๊ะ... ว่าไปเฮยหยาง เจ้ายังไม่ได้ตอบข้าเลยนะว่าข้างในนั้นเจ้างูบัดซบนั่นมันทำอะไรกับเจ้าบ้าง !!?]

 

        เงียบน่า...

 

          [หะ หา ??! ยะ ยะ อย่าบอกนะว่าเจ้าถูกกินกลางตลอดตัว โดนรวบหัวรวบหางไปแล้ว !! ไม่นะ เฮยหยางของข้า อุแงงงงงง~~]

 

        ไร้สาระ ! ใครโดนกินกลางตลอดตัวกัน ?!

 

          [อะ อ้าว แสดงว่าปลอดภัยดีสินะ เฮ้อ~] เจ้าก้อนทะมึนถอนหายใจโล่งอก [ค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย]

 

          ....

 

[เฮยหยาง... เหตุใดเจ้าถึงทำหน้าตาเหมือนไม่แน่ใจเช่นนั้นเล่า !?]

 

 

          //สภาพของดิฉันเมื่อนั่งอ่านคอมเมนต์ตอนที่แล้ว



         

          หึฬ์ *แสยะยิ้ม*

          สารภาพว่าตอนแรกมันไม่ได้ละมุนตุ้นขนาดนี้ ที่วางไว้ตั้งแต่ต้นคือ... 555555

 

          แค่มือ แค่มือเฉย ๆ พวกคุณคิดอะไรกัน ?! แต่ด้วยความที่เรารักพี่หยางมาก-- ไม่สิ ทุกคนยังจำคำพูดของน้องขาวกันได้ไหมคะ หวังว่าจะจำกันได้นะ >> 'จงดูข้า'

 

          ก็นั่นแหละค่ะ //ซับน้ำตาเบา ๆ เราจึงตัดใจโละทิ้งไป ลูกฉันเป็นคนดีย์ ! สุภาพบุรุษ(จอมปลอม)แบบนี้ ได้แต้มเยอะกว่าเดิมแน่นอน เชื่อพี่ 555555

 



ขอบคุณภาพสวย ๆ จากคุณ 'ขนมปัง' เจ้าเก่าเจ้าเดิม

 

          ใครที่ดองแล้วอ่านเพราะชื่อตอน สารภาพมาซะดี ๆ  ! ตอนคิดนี่แบบใจอกุศลหนักมาก แต่ก็หาชื่อที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้วจริง ๆ 555555555555 ขอบคุณสำหรับกำลังใจ คอมเมนต์และรีวิวน่ารัก ๆ นะคะ ยาใจเราแท้ ๆ

 

          อยากบอกว่าอ่านรีวิวของคุณ 'yingfu' (ใน fictionlog) แล้วเขินมาก จริง ๆ เขินมันทุกอันนั่นแหละ ;/////; แต่อ่านอันนี้แล้วมันแบบ ฮือออ เราเองก็เคยเป็นบ้าเป็นหลังกับนิยายหลายเรื่อง อ่านมันทั้งวันวนซ้ำ ๆ กับตอนเดิม ๆ อ่านจนตาเปียกตาแฉะ 55555

 

          พอคิดว่ามีคนอ่านนิยายเราแล้วรู้สึกแบบเดียวกันมันก็... นะ //หลบมุมไปซับน้ำตา

 

          ยังไงก็หวังว่าจะอ่านกันสนุกนะคะ ถ้าชอบยังไงก็คอมเมนต์ไว้ด้วยนะ เราฮีลคุณ คุณฮีลเรา :3 แฮะ รักทุกคนมาก ๆ นะ ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์น่ารัก ๆ <3 มีคำผิดไว้จะแก้ตอนรีไรท์ทีเดียวคร้าบบ

 

#มังกรปรปักษ์

#หยินคู่หยาง

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 120 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 17:34
    ทำไมเราค้างตาแปลกๆ มือมันคันอยากวาดฉากบาป เพี๊ยะ! *ตีมือตัวเอง* ไป๋หยินแม่งนกมาก นกกว่านี้ก็พญานกแล้ว 5555+
    #246
    1
    • #246-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 25)
      9 สิงหาคม 2562 / 17:53
      นกตรงไหนนน 55555 XD พี่ยอมลงให้ขนาดนี้แล้ว ไม่นกหรอกกก
      #246-1
  2. #245 CrossA (@almar) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 09:15
    ไป๋หยิน มังกรผู้กลายเป็นนก พญานกตัวใหญ่ๆ 55555
    โอ้ยยยเทน้ำส้มเรี่ยราดมาก เมื่อไหร่เฮยหยางจะใจอ่อนกับน้อง น้้องรอมานานแล้วนะท่านเฮย
    #245
    1
  3. #244 ILOVEMRCHU (@ILOVEMRCHU) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 05:49
    โอ้ยยยย ลูกกก ไม่ได้สักรอบเลย555เเต่ก่อนก็พลาด!!ๆๆๆ!! เเล้วก็พลาด มีเเค่ศเเซะๆเล็มๆนิดหน่อยเเค่นั้น เป็นกำลังใจให้ไป๋หยินนะ รอวันที่น้องจะกินพี่ได้555
    #244
    1
  4. #242 minminii (@minminii) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2562 / 23:55
    โธ่ ไป๋หยางไม่เป็นมังกรแล้วนะ วันนี้น้องเป็นนก นกบินว่อนเลยลูกกกก 5555
    #242
    2
    • #242-1 ILOVEMRCHU (@ILOVEMRCHU) (จากตอนที่ 25)
      8 สิงหาคม 2562 / 05:45
      ไม่ใช่นักธรรมดาด้วยนะ "พญานก" เลย555
      #242-1
  5. #241 fighting writeee♡ (@sedna0327) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2562 / 23:20
    เสียดายจังเลยอยากเห็นคนตบะแตก55555555
    #241
    1