มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 18 : เปิดม่านฤดูประลอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,184
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 140 ครั้ง
    26 เม.ย. 62

        ตอนที่ 17 : เปิดม่านฤดูประลอง

 

 

          ฤดูประลองสี่สัตว์เทพได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว !

 

          ข้าน้อยหรือในนามที่คุ้นเคยกันดีคือจิ้งเหลนดำต่างตัวสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้น ฤดูกาลที่เหล่าสัตว์เทพเฝ้ารอหมุนเวียนมาอีกคราในรอบหนึ่งร้อยปี จะไม่ให้ตื่นตาตื่นใจก็คงจะเป็นไปมิได้ เทศกาลครั้งนี้จะต้องยิ่งใหญ่ตระการตาเป็นแน่แท้ !

 

          แล้วมีหรือที่พวกข้าจะพลาด รีบหันไปพะเน้าพะนอนายท่านทันที

 

          ทว่า...

 

          "นายท่านเฮยขอรับ ใจคอท่านจะไม่ให้พวกข้าคอยติดตามรับใช้หรือขอรับ ใครจะหาขนมให้ท่านทานระหว่างรับชมการต่อสู้ ใครจะโบกพัดคลายร้อนให้ท่านหายเหนื่อย ใครจะชงชาหอม ๆ ให้ท่านจิบยามกระหา--"

 

          "ไม่จำเป็น"

 

          สิ้นเสียงผรุสวาท เหล่าจิ้งเหลนจิ้งจกพลันหมุนกายหลบเข้าไปนั่งคุดคู้อยู่ในมุมมืด

 

          ฮึก ข้าน้อยก็อยากออกไปเที่ยวเล่นบ้างนี่นา ! (´;ω;)

 

          แต่ช่างเถิด ข้าน้อยปาดน้ำตาลวก ๆ อย่างน้อยจดหมายที่ได้รับจากสหายวังไป๋เมื่อคืนวาน ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วนายท่านทั้งสองก็แลดูเหมือนจะมี... อะไรในกอไผ่

 

          จากรายงานกล่าวว่านายท่านไป๋ที่มักจะนั่งอ่านตำราเป็นนิจกลับลุกขึ้นไปเลือกเสื้อผ้าอย่างพิถีพิถัน อาภรณ์สีเดียวกับเรือนผมถูกทิ้งเดียวดายไว้ในหีบ ท่านมังกรขาวหยิบชุดสีนิลกาฬออกมา

 

          และที่น่าแปลกใจไปกว่านั้น เช้านี้นายท่านของพวกเรา... ก็เลือกสวมใส่อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์แทนที่จะเป็นสีดำเข้มเฉกเช่นทุกครั้ง !

 

          ( /// /// ) อ๋าา ! แล้วจะให้ข้าน้อยคิดอย่างไร ?!

 

          เรื่องบังเอิญ สวรรค์เป็นใจหรือนายท่านทั้งสองแอบไปนัดแนะกันก่อนหน้านี้ ข้าน้อยก็มิอาจล่วงรู้ได้ รู้เพียงแต่ว่าตอนนี้... ต้องรีบตวัดด้ามพู่กันจดบันทึกเท่านั้น !

 

          ปั่ก ! ปั่ก !!

 

          ข้ารีบเบิ๊ดกะโหลกเจ้าพวกจิ้งเหลนที่ทำหน้าคิดไปไกลอย่างแรง จนข้าวของที่พวกมันกำลังล้วงออกจากเสื้อร่วงกราว ข้าปรายตามองเล็กน้อยเห็นตลับหมึกแบบพกพา พู่กันขนาดเล็ก และสมุดบันทึกเล่มจิ๋วหล่นกระจัดกระจายเต็มพื้น

 

          "อุ๊... จะ เจ็บ ๆๆ ! ... หือ ?"

 

          เหล่าข้ารับใช้ที่โดนตบหัวจนหน้าทิ่มเกือบจูบกับพื้นธรณี ตาเหลือกขึ้นมาทันใด เจ็บก็เจ็บ แต่กลัวจะเจ็บยิ่งกว่านี้เลยรีบก้มหน้าก้มตาเก็บ ของรักของหวง ให้พ้นจากสายตาเจ้านายทันที

 

          ข้าถอนหายใจเบา ๆ ไม่รู้ว่าทำไมบรรดาจิ้งเหลนจิ้งจกของข้านึกใฝ่เรียนใฝ่รู้ขึ้นมา ถึงได้พกสมุดจดกับอุปกรณ์เครื่องเขียนตลอดเวลา

 

          จะอย่างไรก็ช่าง แค่เปลี่ยนสีเสื้อแค่นี้ถึงกับเอาไปคิดเป็นตุเป็นตะ ดูท่าจะเป็นกันเอามาก

 

          ข้ากุมขมับด้วยความเหนื่อยล้า หรือที่ลดเบี้ยหวัดไปคราวก่อนจะยังไม่สาแก่ใจ ?

 

          เช่นนั้นเบี้ยหวัดรายเดือนก็ไม่ต้องไปมีมันแล้ว !

 

          หากบ่าวไพร่บางส่วนที่มิได้มีส่วนร่วมกับการกระทำของคนหมู่มาก บังเอิญได้ยินความในใจของนายท่านผู้งามสง่า คงได้หลั่งน้ำตากันอีกรอบ มือทุบพื้นร้องถามกับเบื้องบนว่าข้าน้อยทำผิดอันใดกัน ?!

 

          แล้วทำไมจู่ ๆ ข้าถึงเลือกใส่เสื้อสีขาวตัวนี้น่ะหรือ

 

          ตอบได้ง่าย ๆ เลยว่า

 

          ชุดสีดำข้าหมด ! หมดไม่เหลือสักตัวเดียว เดิมทีข้าก็เป็นคนที่มีเสื้อผ้าน้อยอยู่แล้วด้วย ข้ามองออกไปนอกหน้าต่าง อาภรณ์สีหมึกดำตัวโปรดถูกนำไปซักตากแห้งจนหมดสิ้น

 

          ไม่ต้องบอกเลยว่าเป็นฝีมือใคร... ข้าตวัดสายตาคมกริบมองกลุ่มก้อนจิ้งเหลนที่นั่งกอดเข่าข้างเสาเรือนแล้วกำหมัดแน่น พวกมันรวมหัวกันกลั่นแกล้งข้า โดยฉากหน้าทำเป็นว่าถึงเวลาซักผ้าทำความสะอาดวังครั้งใหญ่แล้วล่ะขอรับ~

 

          ด้วยเหตุผลง่อย ๆ ที่มันไม่พูดต่อหน้า แต่ข้าดันหูดีไปได้ยินว่าคล้ายนายท่านทั้งสองจะเปิดใจให้กันมากขึ้น

         

          บัดซบ !

 

          เลยจนใจต้องหยิบเสื้อสีขาวที่พับเก็บเรียบร้อยไว้ก้นหีบขึ้นมาใส่แทน ข้าลูบเนื้อผ้าที่กำลังสวมอยู่เบา ๆ ด้วยความงุ่นง่านเล็กน้อย ...ข้าไม่ชอบสีนี้เอาเสียเลย เปรอะเปื้อนง่าย ทำอะไรก็ต้องระวัง

 

          ไม่รู้ว่าเจ้าหยวกกล้วยทนใส่ได้อย่างไรทุกวัน

 

          และที่ข้าไม่เลือกใส่เครื่องแต่งตัวสีอื่น... ดูแต่ละสีที่เจ้าตัวน่าชังทั้งหลายยื่นให้ข้าสิ สีแสบสันจนไม่เข้าตา จะให้บุรุษอกสามศอกเช่นข้าใส่ก็กระไรอยู่ สีขาวเถิด ดูเรียบง่ายดี

 

          ส่วนเรื่องที่เจ้าไป๋หยินตั้งใจ... ไม่สิ จงใจใส่เสื้อสีดำอะไรนั่นน่ะ อย่าเพิ่งคิดไปไกลว่าทำไมข้าถึงรู้ บรรดาบ่าวไพร่คุยลั่นสนั่นเรือนเสียขนาดนั้น ถึงข้าไม่อยากฟัง แต่หูก็ได้ยิน

 

          ... หากให้ข้าเดา คงเป็นเพราะเวลาต้องเลือดแล้วไม่โดดเด่นมากกระมัง

 

          "เอาล่ะ หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าไปก่อนนะ"

          ไปยังสถานที่จัดงานประลอง ที่ที่เจ้าเงาน้อยล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

 

          เจ้าก้อนยุ่งอยากไปงานประลองมากจนถึงขนาดทนรอไปพร้อมข้าไม่ไหวงั้นหรือ ? เปล่าหรอก ข้าว่ามันให้ความสนใจกับผู้เข้าประลองหรือผู้ชมที่เป็นสตรีมากกว่า

 

          เมื่อไอน้ำแข็งที่ครอบคลุมทั่วจุดศูนย์กลางของทิศทั้งสี่หายไป ฤดูวสันต์ที่สัตว์เทพเฝ้ารอจึงได้เปิดม่านขึ้น ทุก ๆ หนึ่งร้อยปีจะมีการจัดงานประลองครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ของสี่ตระกูลหลักอันได้แก่ หงส์ พยัคฆ์ เต่าและมังกรให้แน่นแฟ้นมากขึ้น

 

          ในอดีตข้าเองก็เคยวาดฝีไม้ลายมือบนลานประลองแห่งนี้เช่นกัน ...คู่ต่อสู้คือใครน่ะหรือ

 

          เจ้าหยวกกล้วยจอมบัดซบน่ะสิ ถามได้ !

 

          ห้าร้อยปีก่อนข้าได้รับชัยชนะอย่างงดงาม สี่ร้อยปีต่อมาชนะได้อย่างฉิวเฉียด สามร้อยปีถัดมาชนะด้วยร่างกายอันสะบักสะบอม สองร้อยปีต่อมาเสมอกัน

 

          หนึ่งร้อยปีผ่านไป... ข้าไม่ลงแข่ง !

 

          เพ้ยย !! ข้ามิได้โง่งมถึงขนาดเอาตัวไปตายเอาดาบหน้า หากพ่ายแพ้ขึ้นมาจะเป็นเช่นไร ข้ามิถูกหักคอตายอนาถกลางลานประลองหรอกรึ ?!

 

          ไม่ล่ะ ๆ ข้าไม่เอาแล้ว ที่ลงแข่งไปก็เพราะอยากเห็นสีหน้าอยากเอาชนะใจจะขาดของมันก็เท่านั้น เมื่อต่อสู้กับไป๋หยินจบ ข้าก็ถอนตัวทันที ยกเว้นครั้งแรกที่ประมือกันแล้วนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมา ประเคนหมัดต่อไปเรื่อย ๆ ผ่านเข้าสู่รอบสองและรอบสามจนคว้าที่หนึ่งมาครองได้อย่างไม่ยากเย็น

 

          ที่หนึ่งของสัตว์เทพทั้งมวลในสนามประลองครั้งนั้น

 

          น่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับตอนที่ข้าได้รับฉายาว่าเป็นมังกรคลั่งกระมัง ข้ายักไหล่เมื่อนึกถึงอดีตที่ผ่านเลยมา ....ช่วยไม่ได้ ตอนนั้นข้ายังหนุ่มยังแน่น เลือดในกายเดือดพล่านไม่ยอมหายจนต้องซัดหมัดระบายอารมณ์

 

          แต่ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ ขอวางมือแต่โดยดี

 

          หลังจากนั้นเป็นต้นมาการประลองสี่สัตว์เทพจึงไม่ได้อยู่ในสายตาของข้ามากนัก หากแต่พี่ใหญ่หงเฟินฮวากลับใส่ใจ นำเรื่องราวในสนามประลองอันดุเดือดมาเล่าให้ข้าฟังทุกครั้งอย่างละเอียด

 

          เรียกได้ว่าแม้มิได้ไปดูด้วยตา ก็พอรู้ความเป็นไปว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างราวตาเห็น

 

          ปีนี้ข้าไม่ร่วมลงแข่งก็จริง แต่จักไปดูเสียหน่อย ตามคำแนะนำของท่านพ่อซือเฉิงและเจ้าเงาน้อยที่คาบข่าวมาว่าผู้ลงสนามประลองครั้งนี้.. ค่อนข้างน่าสนใจ

 

          เอาล่ะ ตอนนี้ข้าได้เดินทางมาถึงแล้ว

 

          ครั้นปลายเท้าแตะลงสู่ผืนดินที่ริมทางเต็มไปด้วยยอดหญ้าเขียวชอุ่ม ริมฝีปากก็คลี่ยิ้มบางเบาเมื่อหวนคืนสู่บรรยากาศเก่า ๆ พื้นที่ตรงนี้กว้างขวางมากจนแทบจะเป็นแคว้น ๆ หนึ่งบนโลกมนุษย์

 

          ดังนั้นคงไม่แปลกนักที่รอบนอกลานประลองจะเต็มไปด้วยร้านรวงต่าง ๆ ...เหลาอาหารชื่อดัง โรงน้ำชาลือชื่อ ไม่เว้นแม้กระทั่งโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่สำหรับรองรับแขกผู้มาเยือนทุกท่านที่อยากพักค้างคืนชมการประลองที่จะจัดขึ้นอีกหลายวัน

 

          เรียกว่าเงินทองไหลมาเทมาไม่ขาดสาย

 

          "รีบทาชาดตลับนี้เร็วเข้า !"

         

          "รู้แล้ว ๆ บ้าจริง ! กระจกข้าหายไปไหน ?!" หญิงสาวในอาภรณ์สีสดร้องอุทาน "อ้าว... ข้าก็ถืออยู่นี่นา ตาย ๆ ลนไปหมดแล้ว ทำไมคนเยอะอย่างนี้ !"

 

          ข้าแอบหลุดหัวเราะเมื่อได้ยินบทสนทนาดังกล่าว บางคนผัดแป้งทาปากเตรียมแสดงละครเร่หรือร้องรำทำเพลงสร้างความครื้นเครงให้กับผู้ชมที่หลั่งไหลเข้ามา หวังว่าแม่นางคนนั้นจะทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างราบรื่นนะ

 

          ทั้งเจ้าภาพผู้จัดงานยังเป็นท่านประมุขมังกรของพวกเรา จะให้เสียหน้ามิได้ งานจึงต้องจัดออกมาอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ ให้สมกับที่ทุกคนรอคอยมาโดยตลอด

 

          ข้ายื่นมือไปลูบกิ่งไม้ที่ออกช่อบุปผางดงาม กลีบดอกผกาไล่จากสีชมพูอ่อนไปเข้ม ย้ายสายตาไปยังผ้าแพรสีเดียวกันที่ประดับพันผูกอยู่รอบต้นไม้ ของตกแต่งภายในงานเน้นใช้สีโทนสว่างให้ความรู้สึกนุ่มนวลอ่อนละมุน

         

          ข้าอมยิ้มเล็ก ๆ คงคิดจะกลบกลิ่นสาบของความป่าเถื่อนบนสนามประลองกระมัง

 

          "ไปไหนต่อดีนะ..."

 

          แม้งานจะยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ แต่โดยรอบลานประลองกลับคับคั่งไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ข้าสาวเท้าเดินลึกเข้าไปข้างใน เพื่อหาที่นั่งชมที่ตอนนี้ถูกจับจองไปบ้างแล้ว

 

          และดูเหมือนว่า... การปรากฏตัวของข้าจะสร้างเสียงฮือฮายกใหญ่ จากเสียงหนึ่งที่หวีดร้องด้วยความตกใจกลายเป็นดังเซ็งแซ่ ทุกคนล้วนหันมาจับจ้องข้าเป็นตาเดียว

 

          "นั่น นั่นท่านมังกรดำใช่หรือไม่ !!?"

 

          เออ ใช่ ข้าเองนี่แหละ

 

          "รูปโฉมสง่างามยิ่ง ! น่าเกรงขามยิ่งนัก ผู้น้อยขอคารวะ"

 

          ยกยอกันเข้าไป

 

          "ท่านเฮยหยางร่วมชมการประลองครั้งนี้ด้วย เห็นทีจะมีผู้เข้าแข่งขันที่น่าจับตามองกระมัง"

 

          เปล่า ข้าแค่ว่างเลยมานั่งดูเฉย ๆ

 

          "ข้าว่าไม่ใช่หรอก คงเป็นเพราะท่านมังกรขาวลงแข่งด้วยมากกว่า เป็นภรรยาที่ดียิ่ง มาให้กำลังใจสามีก่อนลงประลอง"

 

          ...

 

          เพ้ยยย ! ผู้ใดสามี ผู้ใดเป็นภรรยากันมิทราบ !!

 

          ข้าแผ่ไอสังหารสีดำทะมึนให้เจ้าชาติชั่วนั่นหุบปากเน่า ๆ ของมันทันที จิ๊ปากด้วยความไม่พอใจ อยากตวัดกรงเล็บระบายอารมณ์ที่คุกรุ่นในอก พลันหางคิ้วจะกระตุกเล็กน้อยเมื่อตระหนักได้ว่าตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ เจ้าหยวกกล้วยก็ไม่เคยหยุดลงแข่งเลย

 

          ... บ้าเลือดดีเดือดจริง ๆ

 

          ข้าถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วทรุดกายนั่งลง รอเวลาให้โฆษกประกาศเปิดพิธีฤดูประลองสัตว์เทพ ในหัวก็คิดไปเรื่อยเปื่อยอย่างคนไม่มีอะไรทำ

 

          การประลองทั้งหมดจะมีอยู่สามรอบด้วยกัน ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของคู่ต่อสู้ว่าจะมีน้ำอดน้ำทนได้มากแค่ไหน บางคู่กินเวลาหลายชั่วยาม ไม่มีใครยอมใคร ฟาดฟันกันจนลากยาวถึงรุ่งสางของวันพรุ่งนี้ก็มี

 

          รอบแรกคือรอบคัดเลือก เฟ้นหาผู้ที่เหมาะสมก่อนเข้าสู่รอบถัดไป

 

          แต่ข้าว่าเป็นรอบค้นหาคนที่ตายยากหน่อยบนสังเวียนนี้มากกว่า โดยจะนำชื่อของผู้ประลองฝีมือทั้งหมดเขียนลงบนแผ่นไม้เล็ก ๆ แล้วเขย่า สุ่มหยิบได้ชื่อใคร สองคนนั้นต้องท้าดวลกัน

 

          แต่เพื่อไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดมากเกินไป จึงได้มีการสลับกับผู้ที่อยากท้าประลองแบบเฉพาะเจาะจง อยากสู้ฟัดกับใครก็ลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนออกมาดัง ๆ ได้เลย !!!

 

          ตรงนี้ก็จะเป็นพื้นที่สำหรับคนที่อยากลงแข่งเพื่อความสนุกเฉย ๆ ไม่เน้นแพ้ชนะ แต่โดดเด่นเรื่องสร้างสีสัน พูดจาจิกกัดใส่กันจนหัวใจเลือดซิบ เพราะส่วนใหญ่ก็จะเป็นคู่อริที่รู้จักกันมานานนม

 

          และใช่... เข้าใจถูกแล้ว

 

          ข้ากับไป๋หยินเคยสู้กันจากการท้าประลองนี่แหละ โดยที่มันลุกขึ้นยืนด้วยแผ่นหลังเหยียดตรง จรดปลายนิ้วชี้มาที่ข้าด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่นัยน์ตาสีเงินแฝงความเย้ยหยันอย่างชัดเจน

 

          "สู้กับข้า"

 

          ข้าหักปลายนิ้วมือทั้งห้าดังกร๊อบแกร๊บ เลียริมฝีปากที่แห้งผากด้วยความกระหายเลือด ดวงตาสีนิลทอประกายเจิดจ้าพร้อมที่จะแผดเผาความโอหังนั่นให้ไหม้กลายเป็นจุณ

 

          ถ้าจำไม่ผิด ลานประลองครั้งนั้นแทบลุกเป็นไฟเลยกระมัง

 

          [ไหนว่าแค่สร้างสีสันเฉย ๆ ไม่เอาถึงตายอย่างไรเล่า~]

 

        หือ... เจ้าเงาน้อย ?

 

          ข้าเลิกคิ้วข้างหนึ่งแว่วได้ยินน้ำเสียงคุ้นเคยดังมาแต่ไกล มองหาอยู่ครู่หนึ่งจึงพบกับกลุ่มก้อนทะมึนที่กำลังไต่ขึ้นขาของข้าแล้วหยุดเกาะอยู่เหนือเข่า

 

          เจ้ามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร ?

 

          [ตั้งนานแล้ว~~ แต่เฮยหยางมัวแต่เหม่อลอย ไม่สนใจไยดีข้าเลย~] มันร้องสะอึกสะอื้น ได้ทีก็เรียกร้องความสนใจเป็นการใหญ่

         

          ข้ามองเจ้ากลุ่มด้ายดำกลม ๆ ที่กระโดดเด้งบนหน้าขาด้วยสายตาเย็นชาแล้วตอบกลับไปด้วยโทนเสียงที่ไม่ได้แตกต่างจากสีหน้ามากนัก

 

        มิใช่ว่าเจ้ากำลังเพลิดเพลินอยู่กับทรวดทรงองเอวอันอวบอิ่มของแม่นางน้อยอยู่หรอกหรือ ?

 

          [ก็ใช่-- อุ๊ย ! เฮยหยางพูดอะไร~ (*ꈍ꒙ꈍ*) ข้าเป็นคนแบบนั้นเสียที่ไหน ข้าเปล่านะ~~]

 

        เฒ่าทารกคงไม่เหมาะกับเจ้าแล้ว เปลี่ยนเป็นเฒ่าลามกเสียดีกว่า

       

        [อุก... เจ็บเหลือเกิน]

 

          ข้าว่าอย่างไม่เป็นจริงเป็นจังนัก ก่อนหันไปสนใจกับเสียงประกาศที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง น่าเสียดายที่ท่านประมุขติดภารกิจสำคัญจึงมิอาจมากล่าวเปิดงานได้ด้วยตนเอง ข้าเบี่ยงหน้ามองโฆษกคนเดิมที่เริ่มทำการสุ่มคู่ต่อสู้ออกมาเป็นคู่แรก

 

          เริ่มหยิบแผ่นป้ายแล้ว...

 

          "ขออภัยเจ้าค่ะ ท่านมังกรดำเฮยหยาง"

 

          "..."

 

          ข้าละสายตาจากภาพเบื้องหน้า ปรายตามองเจ้าของเสียงอ่อนเสียงหวานที่ดังขึ้นจากด้านหลัง ดวงหน้าเย้ายวนมีเสน่ห์ยกริมฝีปากอิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นข้าหันมอง โฉมงามเจ้าของเรือนผมสีม่วงเยื้องย่างเข้ามาใกล้อย่างมีจริต

 

          อาภรณ์กรุยกรายสีกลีบดอกบัวขาบพลิ้วไหว แนบไปตามเรือนร่างอันมีส่วนเว้าส่วนโค้งกลมกลึงไปแทบทุกส่วน ผู้คนที่แอบจ้องอยู่เงียบ ๆ ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ไม่เว้นแม้แต่สตรีที่ยังต้องเหลียวมองตาค้าง

         

          น้ำเสียงใสเอ่ยต่ออย่างอ่อนหวาน "ขอข้านั่งร่วมกับท่านได้หรือไม่เจ้าคะ ?"

 

          ข้าสบตาเข้ากับนัยน์ตาสีลูกหว้าเล็กน้อย ก่อนผุดยิ้มพรายแล้วผายมือออกเชิญให้อีกฝ่ายนั่งข้าง ๆ อย่างแสร้งทำ

 

          "ย่อมได้ แม่นาง"

 

          สิ้นคำอนุญาต สตรีนางนั้นก็รวบชายกระโปรงขึ้นเพื่อนั่งลงข้างกายข้า ชั่วเสี้ยววินาทีนั้นจึงเห็นเรียวขาสวยเนียนละเอียดโผล่พ้นผ่านเนื้อผ้าสีม่วงอ่อน ข้าหรี่ตาลงเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา

 

          "..."

 

          ยังไม่ทันพูดอะไร หญิงสาวแปลกหน้าก็ถือวิสาสะยกมือขึ้นทาบกลางอกข้า แล้วกรีดนิ้วเรียวงามลูบไล้ไปตามเนื้อผ้าสีงาช้างอย่างแช่มช้า ก่อนจะลงน้ำหนักเพิ่มขึ้นคล้ายอยากสัมผัสลึกไปถึงผิวกายใต้ร่มผ้า ดวงตาดอกท้อดูน่าหลงใหลฉายแววเจ้าเล่ห์ กลีบปากที่แต่งแต้มด้วยชาดสีแดงระเรื่อเม้มขึ้นอย่างปลุกเร้าอารมณ์ ไหนจะก้อนเนื้ออวบหยุ่นที่เสียดสีอยู่ข้าง ๆ แขนซ้ายอีก

 

          ... จะไม่แปลกใจหน่อยหรือที่เจ้าเงาน้อยไม่ร้องโวยวายแม้แต่ครึ่งคำ ซ้ำยังจดจ่ออยู่กับการต่อสู้อันดิบเถื่อน ไม่สนใจไยดีกับสตรีผู้เย้ายวนนางนี้เลย

 

          ทั้ง ๆ ที่สรีระอันมีน้ำมีนวลของหญิงงามผู้นี้ก็มิอาจดูแคลนได้แท้ ๆ หรือด้วยจริตที่มากเกินพอดีจึงไม่เป็นที่พึงใจของเจ้าเงากัน ?

 

          ว่าไปนั่น

         

          ข้าถอนหายใจแล้วดึงมือนางที่วนเวียนอยู่แถวแผ่นอกออกพร้อมกับดันไหล่ให้ร่างอรชรห่างออกไปเล็กน้อย เหลือบหางตามองคนที่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อยด้วยความระอาใจ

 

          ขี้แกล้งอย่างไรก็ขี้แกล้งอย่างนั้น

 

          "... น้องสาม เราเลิกเล่นกันเพียงแค่นี้ดีกว่า คนมองกันใหญ่แล้ว"

 

          "อันใดกันเล่า พี่รองล่ะก็... ข้ายังไม่ทันเริ่มเล่นเลยด้วยซ้ำ" นางหัวเราะน้อย ๆ ก่อนผุดลุกขึ้นแล้วยอบกายคารวะอย่างงดงาม กลิ่นอันน่าลุ่มหลงที่แผ่กระจายไปทั่วมลายหายไปในชั่วพริบตา "จื่อซูเหวินคารวะท่านพี่"

 

          "พูดจาให้เกียรติข้าเช่นนี้ไม่ชินเอาเสียเลย" ข้าแย้มยิ้มแล้วโบกมือให้อีกฝ่ายนั่งลง เอื้อมมือแตะลงบนบ่าของอีกฝ่ายเบา ๆ เป็นเชิงหยอกล้อดั่งคนคุ้นเคย "เราเกิดใกล้ ๆ กัน ทำตัวตามสบายเถิด"

 

          "เช่นนั้น ข้าก็ไม่เกรงใจแล้วนะ เฮยหยาง"

 

          กิริยาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ นั่งไขว่ห้างแล้วเชิดหน้าไม่สนใจใครเช่นนี้นี่แหละถึงจะเป็นมังกรม่วง สตรียั่วสวาทเมื่อครู่นี้ก็ลืม ๆ มันไปเสียเถิด

 

          ข้าพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ "ไม่ว่ากี่ครั้งกี่หน... พอฟังเจ้าลงท้ายว่าเจ้าค่ะทุกคำแล้วมันจั๊กจี้พิกล"

 

          อีกฝ่ายเลิกคิ้วข้างหนึ่งแล้วตอบกลับอย่างไม่ทุกข์ร้อน "อยู่ในร่างสตรีก็ต้องลงท้ายประโยคเฉกเช่นสตรีสิ"

 

          จื่อซูเหวินหรือมังกรม่วง มีสองเพศในร่างเดียว สามารถเปลี่ยนเพศสภาพของตัวเองได้ตามใจปรารถนา ยามนี้มาด้วยร่างของอิสตรีจึงมีกลิ่นกายหอมยั่วเย้าอารมณ์ ดั่งน้ำหวานของเกสรดอกไม้ดึงดูดหมู่ภมรให้ติดบ่วง หากแต่ในร่างของบุรุษนั้นก็ไม่ต่างกัน สามารถทำให้ใครหลายต่อหลายคนตกหลุมพรางที่ขุดไว้

 

          เพียงแค่ขยิบตาใส่แค่ครั้งเดียว

 

          ไม่เชื่อหรือ ? เชื่อเถิด เพราะครั้งนั้นข้าเห็นด้วยตาตัวเอง วิธีโปรยเสน่ห์ของน้องสามนั้นเรียบง่าย แต่อานุภาพร้ายแรง

 

          แต่เพราะข้ารู้จักกับคนมาแต่เล็กแต่น้อย จึงไม่เกิดอาการหวั่นไหวกับเสน่ห์อันน่ากลัวของจื่อซูเหวิน และนั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายนึกอยากเย้าแหย่ข้าทุกครั้งที่พบหน้ากัน

 

          และข้าก็ไม่เคยดุน้องสามได้เลยสักครั้ง อาจเป็นเพราะมังกรม่วงมีพลังในการหว่านล้อม ฝีปากด้านการเจรจาเป็นเลิศ ไม่ว่าใครที่ได้ฟังน้ำเสียงแหบพร่าอันมีเสน่ห์ เป็นต้องพยักหน้าหงึกหงักตามตลอด รู้ตัวอีกทีก็... ถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว

 

          กล่าวได้ว่าจื่อซูเหวินเป็นผู้มีลิ้นสามชุ่นไม่เน่า*เลยก็ว่าได้

         

          ทั้งน้องสามยังเป็นเพื่อนดื่มกับข้าในบางครั้ง ด้วยวัยที่ไล่เลี่ยจึงค่อนข้างสนิทสนมกันพอสมควร แม้จะไม่เท่ากับพี่ใหญ่ที่ข้าไปมาหาสู่อยู่เป็นประจำก็ตาม

 

          จื่อซูเหวินเปิดหัวข้อสนทนาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "ข้ามิคิดเลยว่าเจ้าจะลงประลองครั้งนี้ด้วย"

         

          "มิได้ร่วมประลอง" ข้าส่ายหน้าพลางตอบ "เพียงแต่ได้ยินมาว่าปีนี้มีผู้เข้าแข่งขันที่น่าสนใจจึงมาดูฆ่าเวลาก็เท่านั้น"

 

          "คงมิใช่คู่สมรสพระราชทานกระมัง"

 

          ใบหน้าพลันเรียบตึงเมื่อได้ยินชื่อของคนที่ไม่ได้พบมานาน ข้าเอ่ยปฏิเสธเสียงแข็ง "ย่อมมิใช่"

 

          ตอนนั้นเองที่มีประกายบางอย่างพาดผ่านดวงตาสีม่วงเข้ม ข้ากลอกตามองฟ้าแล้วถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม คิดจะเล่นสนุกอีกแล้วสินะ

 

          "แสดงว่าข้ายังมีโอกาส"

          "โอกาสอันใด ...เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว จื่อซูเหวิน "

 

          "ทั้ง ๆ ที่ข้าชอบคุณชายมากขนาดนี้แท้ ๆ ..." ฉับพลันหญิงสาวก็ยกชายเสื้อขึ้นซับน้ำตา "ข้าสู้คนในดวงใจของคุณชายไม่ได้เลยหรือเจ้าคะ ?" ตัดพ้อจบก็ช้อนตาด้วยท่าทางน่าสงสารจับใจ

 

          "..."

 

          มารยาล้ำเลิศ !

 

          หากไม่เสียมารยาท ข้าคงปรบมือดังแปะ ๆ ด้วยความชื่นชมไปแล้ว ! ข้าถลึงตาใส่คนที่เล่นไม่ยอมเลิกสักที

 

          "เจ้าชอบข้า เพราะข้าไม่หลงมัวเมากับเสน่ห์ของเจ้าต่างหาก" ข้าบอกปัดพลาง พยักพเยิดคางชี้ไปยังโรงเตี๊ยมที่ฉากหลังเป็นหอนางโลมชื่อดัง แต่ถุงเงินต้องหนักหน่อยถึงจะมีสิทธิ์เข้า "หากอยากเล่นสนุก หอโคมเขียวยินดีต้อนรับเจ้า ไปใช้บริการเสียสิ"

 

          "พูดจาเช่นนี้กับกุลสตรีได้อย่างไร !"

 

          ลืมไปเลยว่าเจ้านี่ยังอยู่ในร่างผู้หญิง...

 

          "... สตรีเพศที่มีกลิ่นอายบุรุษแผ่ซ่านเช่นเจ้าถือเป็นข้อยกเว้นเถิด"

 

          ข้าส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยหน่าย จะว่าแปลกก็แปลก หากจื่อซูเหวินทำตัวตามปกติ มิได้หว่านเสน่ห์ใส่ใคร กลิ่นอายอันเข้มข้นของบุรุษเพศในร่างสตรีจะมากขึ้น กลับกันหากอยู่ในร่างผู้ชาย กลิ่นอายของสตรีเพศก็จะเพิ่มขึ้น

 

          ดูเอาเถิด กลุ่มคนที่จับจ้องมาที่เรา ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้หญิงมากกว่าครึ่ง

 

          ข้าเอ่ยถาม "จะว่าไปเจ้าไม่ชอบร่างนี้มิใช่หรือ เหตุใดจึงมาด้วยร่างของอิสตรีเล่า ไหนว่าก้อนเนื้อด้านหน้าทั้งสองข้างมันน่าหนักอกหนักใจนักหนา"

 

          ประชาชนที่ลอบดักฟังถึงกับไอดังค่อกแค่ก

 

          ท่านมังกรดำ ! จะอย่างไรก็ตามแต่คนตรงหน้าท่านถือว่ามีรูปลักษณ์เป็นหญิงสาว ! ท่านจะพูดอะไรก็โปรดเกรงใจกันด้วย ?!!

 

          ... เกรงใจคนแอบฟังนี่แหละ ตาดำเผลอเหลือบมองทรวงอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจทันที ก่อนจะตบตีกับตัวเองเป็นการใหญ่

 

          นั่น นั่นมันผู้ชายนะ ... ไม่สิ ก็ผู้หญิงนี่นา

 

          ไม่ ไม่ ! ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของข้า !!

 

          เจ้าเงาน้อยที่ดูมาตั้งแต่ต้นลอบถอนใจแผ่วเบาเสมือนได้ยินความในใจของทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ [... ข้าเข้าใจพวกเจ้าทุกคนนะ]

 

          จื่อซูเหวินยกมือขึ้นป้องปากหัวเราะเสียงใส ดวงตาสีลูกหว้าหยีลงเล็กน้อย ยิ่งขับใบหน้านวลผ่องให้มีเสน่ห์ดึงดูดสายตา

 

          ข้าหลุบตาลงต่ำ ช่างสวนทางกับคำพูดโดยสิ้นเชิง

 

          "เจ้าช่างไม่รู้อะไร ด้วยรูปโฉมงดงามน่ามองเช่นนี้ ข้าจึงได้ของมามากมายโดยที่ไม่ต้องใช้ตั๋วเงิน" มองตามปลายนิ้วสวนที่ชี้ไปยังข้ารับใช้ประจำวังจื่อหลงที่ถือของพะรุงพะรังแล้วยิ้มเจื่อนด้วยความเห็นใจ

 

          มีนายท่านเป็นมังกรม่วงผู้ทรงเสน่ห์นั้นมิใช่เรื่องง่ายเลยขอรับ...

 

          หน้าตาของพวกมันบอกมาอย่างนั้น

 

          "มีขนมหายากด้วยนะ ได้มาจากแน่งน้อยคนหนึ่ง หน้าตาดูน่ารับประทานมากทีเดียว เจ้าจะทานด้วยกันไหม ?" กล่าวจบก็เอียงคอรอคำตอบด้วยท่าทางไร้เดียงสา

 

          ข้าทอดถอนใจสั้น ๆ แบมือรับขนมที่คนงามส่งมาให้ อดไม่ได้ที่จะพูดแขวะสักเล็กน้อย "ใช้เสน่ห์ในทางที่ผิดนี่เอง"

 

          จื่อซูเหวินยักไหล่ไม่ไยดี "ไม่รู้ล่ะ เขาให้มา ข้าก็รับไว้ไม่ให้เป็นการเสียน้ำใจ"

 

          "ช่างเถิด เจ้าก็อย่าไปให้ความหวังใครเขามากนักเล่า หากเจอคนที่คิดเป็นจริงเป็นจังเข้า จะลำบาก" ข้ากล่าวเตือนด้วยความหวังดี แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเรื่องแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้หรอก

 

          อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้

 

          น้องสามยิ้มรับ ดวงตาดอกท้อที่เจิดจรัสในตอนแรกหรี่แสงอ่อนลง ก่อนปากอิ่มจะเอ่ยถ้อยคำที่เสียดแทงกลางอกข้าเข้าอย่างจังจนต้องยกมือขึ้นมากุมไว้ด้วยความทรมาน

 

          "เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล ข้าก็ระแวดระวังตัวอยู่เสมอ ...ข้าว่าเจ้าเป็นห่วงตัวเจ้าเองน่าจะดีกว่า"

 

          "..."

 

          อาการอับจนคำพูดเป็นเช่นนี้นี่เอง

 

          "หรือข้าพูดผิดไป ?"

 

          "... ขอบใจที่เป็นห่วง"

 

          ข้าเงียบเสียงไปอย่างคนที่ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เปลวเทียนแห่งความสุนทรีคล้ายถูกเป่าให้ดับลงและยากที่จะลุกโชนขึ้นมาใหม่ ...เพราะที่น้องสามพูดก็มิได้ผิดไปจากความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย ขณะที่กำลังจมปลักอยู่กับความหน่วงที่อกข้างซ้าย ดวงจิตก็ได้ยินเสียงเล็กแหลมของเจ้าตัวน้อยดังก้องขึ้นในโสตประสาท

 

          [เฮยหยาง ๆๆๆ !]

 

        หือ.. เงียบหายไปนาน มีอะไรงั้นหรือ ?

 

          [คู่ต่อสู้คู่แรกจบไปแล้วนะ ! มัวแต่คุยกับมังกรม่วงอยู่ได้~ นี่เจ้ามาดูงานประลองหรือมาเล่นเรื่อยเปื่อยกันแน่ !!~ ...แต่ช่างเรื่องนั้นไปก่อน ดูเหมือนว่าผู้ชนะรอบแรกกำลังจะเดินมาหาเจ้านะ] 

 

          มาหาข้า ?

 

          ข้ากวาดตามองไปทั่วลานประลอง พยายามหาคนที่น่าจะเป็นผู้ชนะรอบแรก พลันสายตาหยุดชะงักเมื่อเห็นคนที่ดูเข้าเค้า เป็นชายหนุ่มรูปร่างสันทัดคนหนึ่งกำลังเดินดุ่ม ๆ มาทางนี้ด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ ที่ส่งตรงมาให้ข้า

 

          ข้าลอบประเมินอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า หน้าตาดูซีดเซียวไปนิด เดาว่าคงเกิดจากการต่อสู้เมื่อครู่นี้ที่ข้าไม่ได้ดู...

 

          [ดูทรงแล้วพ่อน่าจะเป็นมังกร ส่วนแม่เป็นสัตว์ธรรมดา]       

         

          มิน่าล่ะ... ปีนี้สัตว์เทพเลือดผสมเยอะมากทีเดียว

 

          มิใช่เรื่องแปลกอันใดหากมีลูกครึ่งมากมายเข้าร่วมสนามประลองครั้งนี้ จะปู่ย่าตายายเป็นหนึ่งในสัตว์เทพแล้วตนมีสายเลือดเพียงเสี้ยวเดียวก็สามารถลงแข่งขันได้ บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมฤดูประลองถึงให้แค่สี่สัตว์เทพเท่านั้นที่มีสิทธิ์ยืนอยู่บนสังเวียนนี้ แล้วสัตว์ธรรมดาลงประลองไม่ได้เลยหรือ

 

          คำตอบคือไม่ได้

 

          ... แข็งแกร่งไม่พอ อ่อนหัดเกินไป

 

          เป็นความจริงที่เหล่าสัตว์ธรรมดาต้องยอมรับ ตรองดูเถิด หากไก่บ้านอยู่ใกล้หงส์มากเกินไป คนในสนามประลองคงได้กินไก่ย่างสดกันถ้วนหน้า ดังนั้นมาเป็นแค่ผู้ชมก็เกินพอแล้ว อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงกับสัตว์เทพที่บ้าพลังเลย

 

          กระนั้นแล้วรักข้ามเผ่าพันธุ์ก็มิใช่เรื่องผิดขนบธรรมเนียมแต่อย่างใด ตั้งแต่โบราณกาลมังกรสามารถแต่งงานกับสัตว์ชนิดอื่นได้ และในทางตรงกันข้าม... มังกรจะรักใคร่ปรองดองกันเองมีน้อยกว่าเสียด้วยซ้ำ

                   

          แล้วลูกครึ่งมังกรตนนี้จะมาหาข้าด้วยเหตุใด ? 

 

          ข้าขมวดคิ้วครุ่นคิด ดูจากหน้าตาแล้วก็มิได้รู้จักเป็นกันส่วนตัว ข้าไม่ได้เลอะเลือนถึงขนาดจำหน้าคนรู้จักมิได้

 

          สุดท้ายเจ้าเงาดำก็ไขข้อสงสัยให้กับข้าด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก

 

          [ดูจากหางที่ส่ายไปส่ายมาแล้วนั้น... เกรงว่าคงอยากได้รับคำชี้แนะจากเจ้าผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมังกรคลั่งกระมัง .... ว่าการปะทะอันดุเดือดเมื่อครู่นี้เป็นอย่างไรบ้าง]

 

        บัดซบ ! แล้วข้าไม่ได้ดูเลย

 

          [เพราะข้ารู้ว่าจะลงเอ่ยแบบนี้น่ะสิ !] เจ้าเงาน้อยทำเสียงขึ้นจมูก [เฮยหยาง~ นี่ข้ารักเจ้ามากน่ะนี่ ไม่อยากให้เจ้าเสียหน้า ถึงได้เตรียมพร้อมทุกอย่างให้เจ้าแล้ว แบบนี้มันต้องมีรางวัลแล้วล่ะ !~~]

 

          ข้าเผลอทำตาขวางใส่เจ้าตัวโลภมากแล้วกัดฟันตอบตกลงอย่างเสียมิได้

 

          [หุ ๆ ~ เอาล่ะ ข้าจะบอกแบบรวบรัดล่ะนะ !]

 

          ข้าหรี่ตาลงเล็กน้อยเอ่ยขอบคุณในใจ รบกวนเจ้าแล้ว พร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ...สงสัยรอบหน้าคงต้องตั้งใจดูเสียแล้วสิ

         

          ผ่านไปเพียงชั่วครู่ชายหนุ่มผู้กุมชัยชนะในรอบแรกก็เดินมาถึง ข้านั่งนิ่งอย่างสงวนท่าทีแล้วมองตรงไปข้างหน้า เสียงฝีเท้าอันหนักอึ้งหยุดลงต่อหน้าข้า ร่างสูงอันปราดเปรียวโค้งลงเล็กน้อยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ

 

          "คารวะท่านเฮยหยาง เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบกับท่านมังกรดำผู้สูงศักดิ์"

 

          "เช่นกัน" ข้าตอบสั้น ๆ พลางสบตากับบุรุษเบื้องหน้าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ไม่รอให้คนพูดต่อก็ชิงตัดบทเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

 

          มาเพื่อขอคำแนะนำ ข้าก็จะชี้แนะให้

 

          "เมื่อสักครู่ข้าได้ดูการต่อสู้ของเจ้า" ดวงตาเหลือบมองแขนเสื้อข้างซ้ายที่ขาดวิ่นจนเห็นผ้าพันแผลแล้วกล่าวติเตียน "ฝีมือใช้ได้ แต่หากใช้แขนข้างนั้นหนักเกินไปจักทำให้ดึงพลังออกมาไม่เต็มที่ ควรพักรักษาตัวมากกว่าอยู่ในสนามประลอง"

 

          มังกรลูกครึ่งผงะไปเล็กน้อย ก่อนแววตาจะฉายประกายเทิดทูน "... สายตาของท่านช่างเฉียบแหลมยิ่งนัก"

          ข้ายิ้มเจื่อน "ข้าเพียงแค่พูดตามสิ่งที่เห็นเท่านั้น"

 

          เห็นบ้าเห็นบออะไรกัน ! ได้ยินมาจากเจ้าเงาน้อยทั้งนั้นแหละ ความจริงแล้วข้าไม่รู้อะไรเลยต่างหาก !

 

          ยิ่งเห็นตาใสแป๋วที่มีแต่จะเพิ่มประกายระยิบระยับแล้วอยากกัดลิ้นตัวเองตายลงเสียตรงนี้ด้วยความขมขื่นใจ มิได้ยินดีที่ได้รับการยกย่องเลยสักนิด

         

          โกหกอะไรไม่เท่าโกหกในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้

         

          คุยโต้ตอบไปได้สักพักเพื่อรักษามารยาทก็พบว่าเป็นคนที่คุยง่าย อัธยาศัยดีกว่าที่คิด กระนั้นข้าก็ยังไม่ลดกำแพงลง เพราะข้าก็ไม่ค่อยอยากผูกมิตรกับมังกรสายอื่น เว้นแต่จะเป็นเหยียนหลงด้วยกัน จังหวะนั้นเองคนหนุ่มที่ยิ้มหัวเราะสดใสก็ทำหน้ากลัดกลุ้มเหมือนคิดไม่ตกในเรื่องบางอย่าง สบตาข้าทีแล้วหลบตาที

 

          อะไร ?...

 

          จากนั้นบทสนทนาพลันเปลี่ยนทิศ หนุ่มลูกครึ่งมังกรเอ่ยวาจาที่ทำเอาข้าอยากหัวร่อออกมาดัง ๆ ด้วยความทุกข์ระทม

 

          "...ท่านมังกรดำ แท้จริงแล้วข้าไม่ใคร่จะยินดีกับสมรสพระราชทานสักเท่าใดนัก"

          มิใช่แค่เจ้าที่ไม่ยินดี แต่ข้านี่สิ ! ข้านี่แหละที่ไม่ยินดีเป็นอย่างยิ่ง !

 

          แล้วทำไมถึงกล้าพูดเรื่องน่าตายเช่นนี้ขึ้นมากลางคัน มารยาทที่มีมาตอนแรกมันหายไปไหนแล้ว ?!

 

          เจ้าความมืดพึมพำเสียงเบา [หือ แล้วทำไมไอ้หนุ่มนี่ถึง.... เอ๊ะ ? อย่าบอกนะว่า !!!]

 

          ข้าครุ่นคิดในใจ

 

        ... เจ้าหยวกกล้วยเสน่ห์ร้ายกาจไม่เบา

 

          [อะ เอ่อ เฮยหยาง ข้าว่าไม่ใช่นะ]

 

          กลุ่มก้อนเส้นด้ายสีดำอยากจะแย้งใจจะขาด แต่ไม่ทันการเสียแล้ว ถ้ามีมือจะยกมือขึ้นมาก่ายหน้าผาก เฮยหยางบทจะซื่อก็ซื่อจนเซ่อเลย ให้ตายสิ !!

 

          ข้าเอ่ยเย้า "อะไรกัน เจ้าหมายปองมังกรขาวงั้นรึ ?" อดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงหัวเราะในลำคอด้วยความขบขัน โดยไม่ทันสังเกตเห็นถึงแววตาวูบไหวของคู่สนทนา รวมถึงมือที่กำแน่นและค่อย ๆ คลายออก

 

          ก็รู้อยู่ว่าใครได้อันดับหนุ่มหน้าหยกรูปงามไปครอง แต่ผู้ใดจะไปนึกว่าเจ้าหยวกกล้วยจะเป็นที่ต้องตาต้องใจของใครหลายคน ไม่เว้นกระทั่งบุรุษเพศ

 

          ข้าหยุดหัวเราะทันควันเมื่อได้ยินเสียงทุ้มใหญ่พูดต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ

 

          "หาเป็นเช่นนั้นไม่"

 

          "?"

 

          "เป็นท่านต่างหาก"

 

          ข้าเลิกคิ้วสูงเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง พร้อมกับเสียงอ่อนอกอ่อนใจของเจ้าเงาดำที่แว่ว ๆ อยู่ข้างหูว่า [กะแล้วเชียว !]

 

          คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันจนเป็นปม ข้ายกมือขึ้นลูบคางตัวเองเบา ๆ

 

          บ๊ะ นี่ข้ากำลังถูกเกี้ยวงั้นหรือ ควรจะรู้สึกเขินอายหรือทำสีหน้าอย่างไรดี

 

          จื่อซูเหวินที่นั่งทำตัวกลืนไปกับฝูงชนเงียบ ๆ ถึงกับกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น ทำไมปฏิกิริยาถึงได้แตกต่างกันขนาดนี้ หากฝ่ายตรงข้ามเป็นน้องห้า พี่รองคงได้ร้องโวยวายเสียงดังใส่ไปนานแล้ว

 

          เอ๊ะ...

 

          หรือว่านี่จะเป็นการเริ่มต้นที่ดีนะ ?

 

          "ขออภัยที่ทำให้ท่านลำบากใจ เพียงแต่... ข้าคิดว่ามันไม่ยุติธรรมเลยที่ท่านจำต้องแต่งงานกับคนที่ท่านมิได้รัก ทั้งอีกฝ่ายยังเป็นศัตรูคู่แค้น ใคร ๆ ก็รู้ว่าท่านกับมังกรขาวไม่ถูกกัน" ชายตรงหน้าทำสีหน้าเห็นอกเห็นใจ "แม้จะมิอาจขัดคำสวรรค์ได้ แต่ข้าอยากให้ท่านรู้ว่ายังมีข้าคนหนึ่งที่อยู่ข้างท่านนะขอรับ"

 

          ข้าคิ้วกระตุกไม่หยุดแล้วตอบกลับไม่เต็มเสียง "ขอบใจสำหรับความเป็นห่วง"

 

          "หากท่านเฮยหยางไม่สบายใจ ปรึกษากับข้าได้ทุกเมื่อนะขอรับ แม้จะช่วยอะไรไม่ได้ แต่ข้าก็ยินดีรับฟัง"

 

          รอยยิ้มยิ่งฝืดเฝื่อนลงไปเรื่อย ๆ เริ่มรู้สึกอึดอัดพิกล

 

          [... ข้าว่ามันเริ่มแปลก ๆ นะ] เจ้าเงาน้อยว่า [เหมือนเสนอตัวจะสวมหมวกเขียวให้อย่างไรอย่างนั้น]

 

          "ไม่เป็นไร ข้าเกรงใจ"

 

          เจ้าเป็นใครมาจากไหน ข้าก็ไม่เคยรู้จัก จู่ ๆ ก็มาทำตัวสนิทสนม ละลาบละล้วงพูดเรื่องส่วนตัวของคนอื่นเช่นนี้ก็ได้หรือ ไหนจะมือไม้ที่อยู่ไม่สุขทำทีเหมือนจะเข้ามาจับมือข้าตลอดเวลาเช่นนี้มันใช่หรือ ?!

          ข้าหรี่ตาลงเล็กน้อยพลางขยับตัวออกห่างอย่างเป็นธรรมชาติ เหลือบหางตาขอความช่วยเหลือจากสหายร่วมดื่มที่นั่งข้าง ๆ กันแล้วเป็นต้องสะดุ้งตัว ...ดูเหมือนว่าน้องสามของข้าเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาเช่นกัน

 

          [ไอ้หยา !?~ สาวเล็กสาวใหญ่มาจากไหนเยอะแยะ !!]

 

          มังกรม่วงยิ้มลำบากใจให้กับข้าเป็นเชิงว่า ข้าเองก็จนปัญญา เป็นสตรี แต่ถูกร้องขอความเมตตาจากสตรีด้วยกัน ช่างเป็นภาพที่หายากเสียจริง

 

          บิดามารดามันเถอะ ! นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน ??!

 

          [ฮะ เฮยหยาง ข้าว่าคนดูเริ่มจะไม่สนใจงานประลองแล้วนะ] เงาน้อยชะเง้อชะแง้ดูลาดเลาแล้วร้องเสียงหลง [ไม่เห็นทางออกเลย !]

 

          ทางออกไม่มี หนีไม่ได้ ไหนจะต้องมารับมือกับไอ้หนุ่มที่พูดเป็นต่อยหอยอีก น่ารำคาญยิ่ง !

 

          ริมฝีปากขบกันจนซีดขาว หรือควรจะอาศัยเงาหนีหายไปเสียตรงนี้เลย... ไม่ได้ เสี่ยงเกินไป ข้าจะให้คนรู้ความสามารถของข้าไม่ได้

 

          บัดซบ ! แล้วข้าเลือกอะไรได้บ้าง ??!

 

          ขณะที่ข้ากำลังก้มหน้ามองมือบนตักตัวเองอย่างคิดไม่ตกนั้น จู่ ๆ ก็มีเงาขมุกขมัวของใครบางคนทาบทับบดบังร่างของข้าเอาไว้จนมองไม่เห็นหนุ่มลูกครึ่งมังกรที่ผงะถอยหลังไปหลายก้าว ข้าเงยหน้าขึ้น เผลอสูดลมหายใจลึกเข้าเต็มปอดเมื่อได้กลิ่นอันคุ้นเคยผ่านเนื้อผ้าสีดำที่พลิ้วไหวยามต้องลม

 

          หากให้เปรียบเปรยก็คงเหมือนองค์ชายขี่ม้าขาวมาช่วยกระมัง

 

          ข้าพยักหน้าหงึกหงักให้กับความคิดของตนเอง ก่อนจะดึงทึ้งเส้นผมจนยุ่งเหยิงเป็นการลงโทษที่ใจเผลอคิดไปแบบนั้น

 

ขอบคุณสวรรค์ที่ประทานคนมาช่วยจากสถานการณ์อันน่าอึดอัด

แต่ไฉนจึงเป็นเจ้านี่เล่า !!

 


          โอ้แหม ใครกันนะ ไม่รู้เล๊ยย ... จริง ๆ นะ (¬¬)

 

          ฉันมาเพื่อทวงของของฉันคืน ทำไมประโยคนี้ถึงผุดขึ้นมาในหัวนะ ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ *ลูบหน้าตัวเองแรงมาก*

 

          พี่จื่อคนสวยของน้องง สิ่งที่เขียนยากที่สุดตอนนี้คือจะบรรยายยังไงให้ทุกคนรู้ว่าพี่จื่ออ่ะเซ็กซี่มากนะ 555555555 ยากมากก โอ๊ย คนงามเต็มไปหมดเลย รู้สึกตาลาย *เปงลม*

 

          ฮื้อ ตัวละครเริ่มเยอะ หวังว่าทุกคนจะไม่สับสนนะคะ เอ๊ะ หรือว่าสับสนกันไปแล้ว 5555555 XD

 

          และขอขอบคุณ

          ภาพแฟนอาร์ตงาม ๆ จากทุกคนนะคะะ *แปะภาพรัว ๆ *

 


+


ขอบคุณภาพสวย ๆ จากคุณ 'ขนมปัง'

 


ขอบคุณภาพสวย ๆ จากคุณ 'LuckLife ' (อยากเห็น ver. ลงสีจังเลย--)

 


ขอบคุณภาพสวย ๆ จากคุณ 'Phrueksa'

 

          ยอมรับเลยว่าเราตื้นตันมาก เป็นครั้งแรกจริง ๆ นะที่มีคนส่งภาพ Fa มาให้ มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริง ๆ ขอบคุณนะคะ ขอบคุณแบบส่วนตัวไปแล้ว แต่ก็รู้สึกไม่พอ XD เราเห่อมากก เพ้อให้พ่อแม่ฟังใหญ่เลย แฮ่ พูดจริงไม่ติงนังจ้า #Thanksnaka

 

          ชื่อ : จื่อซูเหวิน , จื่อหลง (ทางการ)

          สถานะ : มังกรม่วง , มังกรลำดับที่สามแห่งเหยียนหลง

          รูปร่างหน้าตา : เรือนผมสีม่วงคราม ครอบครองดวงตาดอกท้อสีลูกหว้าอันมีเสน่ห์ ดึงดูดล่อลวงผู้พบเห็น ไม่ว่าจะร่างบุรุษหรือร่างสตรี เพียงแค่สบตาก็พร้อมจะตกเป็นทาสเธอ แค่ก ๆ มักแต่งกายด้วยสีม่วงอ่อนดั่งสีของกลีบบัวขาบที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของเนื้อผ้าต้องเผยผิวกาย (อาทิ โชว์หัวไหล่เนียนสวย) น้ำเสียงแหบพร่าเป็นเอกลักษณ์

          ลักษณะนิสัย : ชอบชม้อยชม้ายชายตาใส่พี่หยางเป็นการหยอกเล่น แต่จริง ๆ ไม่ได้คิดอะไร แค่อยากทำให้ชีวิตคู่ของคนอื่นมีสีสัน (...) ทว่ากลับปรายตาเฉยชาใส่กับคนที่เข้ามาเกี้ยวซะอย่างนั้น กระนั้นก็ยังมีเสน่ห์เหลือร้ายอยู่ดี ช่างพูดช่างเจรจา (เฉพาะเรื่องสำคัญ) เป็นคนเดียวที่สามารถรับมือกับน้องเล็กคนสุดท้องได้ และหากไม่นับเรื่องเป็นคนสองเพศก็ถือว่านิสัยปกติที่สุดแล้วในครอบครัวเหยียนหลง

 

          *ลิ้นสามชุ่นไม่เน่า ; ผู้มีฝีปากเป็นเลิศ หรือมีวาทศิลป์

 

          1 เมนต์ = กำลังใจ

 

#มังกรปรปักษ์

#หยินคู่หยาง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 140 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #171 prankmaprank (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 12:25

    ฟินนนนนน​ พี่เฮยหยางเสน่ห์​แรง​มากเลย​ ว่าที่สามีคงต้องเหนื่อยหน่อยนะคะ5555
    #171
    1
    • #171-1 kungnangca(จากตอนที่ 18)
      14 พฤษภาคม 2562 / 14:09
      หึงเหนื่อยเลยค่ะ 5555555555 ไหน้ำส้มตกเรี่ยราดไม่ไหวแล้ววว
      #171-1
  2. #157 kannikacot (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 10:11

    เค้าใส่เสื้อเข้าคู่กันด้วยละ​ อร้ายย//ขอบคุณค่ะ

    #157
    1
    • #157-1 kungnangca(จากตอนที่ 18)
      4 พฤษภาคม 2562 / 21:46
      เสื้อคู่หยินหยาง (อิ__อิ) ขอบคุณเช่นกันค่ะ
      #157-1
  3. #152 2612547 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 10:53
    พระเอกกว่าจะมาก็เกือบจะจบบทแล้ว55+ ค่าตัวแพงจริงๆ
    #152
    1
  4. #137 Alljae (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 20:40
    ฮิ้วววววว
    #137
    1
  5. #135 baekhyun_1a (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 15:39

    เจ้าชายขี่มังกรขาวมาช่วย555555
    ปล.ขอบคุณที่เอารูปมาลงให้ทุกๆคนได้ดูกันนะคะ จาก phrueksa ค่ะ
    #135
    1
  6. #134 Rindis (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 12:06

    มาแค่ชายเสื้อและบทน้องหยินก็จบเพียงเท่านี้

    ค่าตัวแพงไปไหมค่าาาาาาาาา

    #134
    1
  7. #133 ILOVEMRCHU (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 06:02

    พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยน่าจะเป็นไป๋หยินนะ ใช่มั้ยhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-big-10.png

    #133
    1
  8. #132 0983163561 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 03:20
    สนุกมากๆเลยคะ^_^
    #132
    1
  9. #131 raabporn2016 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 00:00
    อืมมม ภาพแรงเราลงสีผิวผิดจริงๆด้วย ออกมาตัวเหลืองเลย//ฮรื่อ!!! ภาพสองค่อย OK ขึ้นหน่อย
    #131
    1
  10. #130 Kanlayanee (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 เมษายน 2562 / 23:11

    ติดตามอยู่นะคะ สนุกมากเลยค่ะ

    #130
    1
  11. #128 sedna0327 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 เมษายน 2562 / 23:10
    เฮยหยางง น่ารักอีกแล้ววว(˘ᵌ˘)/*♡
    #128
    1