มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 14 : กลับถิ่นเดิมแดนมังกร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,304
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 136 ครั้ง
    25 มี.ค. 62

          ตอนที่ 13 : กลับถิ่นเดิมแดนมังกร

 

 

          การเปลี่ยนทัศนคติที่ถูกฝังรากลึกมาอย่างยาวนานนั้นมิใช่เรื่องง่าย แม้จะหมดยุคสมัยของประมุขอู่กุยไห่แล้ว แต่ความเชื่อพิลึก ๆ ก็ยังอยู่เป็นหนามยอกอก ซึ่งยากที่จะถอนออก โดยเฉพาะกลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังคงแน่วแน่ ยึดมั่นอยู่กับการบูชาเงินเหนือสิ่งอื่นใด แม้จะพยายามอธิบายเหตุผลอย่างใจเย็นและตรงไปตรงมามากเพียงใดก็ไม่ยอมรับฟัง ทั้งยืนกรานว่าจะอบรมสั่งสอนสายเลือดของตนให้นับถือเงินต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน

 

          ตอนที่ข้าได้ยินแทบจะกระอักเลือดออกมาแทนอู่จ้าวหลิวเลยทีเดียว

 

          [เอาน่า~ เดี๋ยวก็แก่ลงโลงกันหมดแล้ว]

 

        เจ้าอย่าลืมว่าเต่าอายุยืน...

 

          [...]

 

          ดังนั้นแทนที่จะพยายามปรับเปลี่ยนความคิดอันล้าสมัยของคนรุ่นเก่า อู่จ้าวหลิวจึงหันไปทุ่มเทให้กับเด็กรุ่นใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่แบเบาะหัดเดินจนถึงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ บังคับให้เข้าฝึกอบรมที่สำนัก โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักอีแปะเดียว ทั้งยังโละครูอาจารย์หัวโบราณออก รับคนจนที่เคยถูกจองจำเข้ามาสอนแทน อาจจะฟังดูแปลกไปสักหน่อย แต่เพราะพวกเขาเคยมีภาวะการเงินที่ขัดสน จึงรู้ค่าของเงินยิ่งกว่าใคร

 

          อีกทั้งยังเป็นการลดแบ่งชนชั้นที่เกิดขึ้นระหว่างคนรวยกับคนจน เด็ก ๆ ที่มีฐานะทางสังคมแตกต่างกันมาอยู่รวมตัวภายใต้หลังคาเดียวกัน ไม่ต้องสนใจว่าจะเป็นใครมาจากไหน ต้นตระกูลวงศาคณาญาติคือใคร หรือมีอำนาจบาตรใหญ่เพียงใด

 

          สุดท้ายแล้วก็เป็นเพื่อนร่วมสำนักเดียวกันอยู่ดี

 

          ไม่แบ่งแยกซึ่งกันและกัน ให้เกียรติกันและกันในฐานะคน ๆ หนึ่งที่มีชีวิตและจิตใจ

 

          แน่นอนว่ามีบางครั้งที่ประมุขหนุ่มลงมาสอนสั่งด้วยตนเอง ตอนแรกก็อาจจะมีเกร็ง ๆ อยู่บ้าง ผู้มีอำนาจสูงสุดมาใกล้ชิดพูดคุยถึงเพียงนี้ ไม่อึดอัด คงเป็นไปมิได้ แต่ด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนดุจสายน้ำชโลมใจ จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่ประมุขอู่จ้าวหลิวจะครองใจผู้คน

 

          อู่จ้าวหลิวสอนในสิ่งที่ควรสอน บอกในสิ่งที่ควรบอกเป็นเรื่องเล่าสอนใจ ทั้งเรื่องความเลวร้ายที่เก็บซ่อนไว้ภายในพระราชวังอันโอ่อ่า การเข่นฆ่ากันเอง เพื่อแย่งชิงทรัพย์สมบัติ และความละโมบโลภมากที่กัดกินจิตใจจนมิอาจรับรู้ได้ถึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดี

 

          ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เทพ... ความโลภคือยาพิษ

 

          ให้เด็ก ๆ เหล่านี้เข้าใจว่าหากตนเองเป็นเขาก็อาจจะต้องกระทำการโหดร้ายและไร้ปรานีเช่นเดียวกัน

 

          กระนั้นแล้วอู่จ้าวหลิวก็ยังพูดต่อว่า ความจริงอาจมีหนทางที่ดีกว่าการฆ่าล้างบางตระกูลอู่ ทว่านี่เป็นวิธีที่ได้ผลเร็วที่สุด เพราะหากไม่กระทำเช่นนี้ วสันตฤดูอาจล่วงเลยไป และส่งผลร้ายแรงต่อแดนเหมันต์ที่ถูกหมายหัวเอาไว้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เทศกาลที่ทุกคนเฝ้ารอมิอาจมาถึง

 

          แม้จะสอนในเรื่องความโหดร้ายอันดำมืดที่แอบซ่อนอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ แต่ก็ไม่ลืมที่จะแทรกความโอบอ้อมอารีและเอื้ออาทรเข้าไปด้วย

 

          อู่จ้าวหลิวถือคติว่าผ้าขาวควรแต่งแต้มด้วยสีสันหลายเฉดสี ให้เด็กน้อยเจ้าของผืนผ้าเป็นผู้เลือกเองว่าจะยอมถูกย้อมสีหรือจะเป็นผู้เลือกสีชโลมกายตน

 

          ดังนั้นตัวตนของประมุขคนใหม่ในสายตาของคนนอกจึงมีหลากหลาย ทั้งเคารพนับถือ ทั้งรังเกียจเดียดฉันท์ที่กล้าลงมือสังหารคนในครอบครัว บ้างก็ว่าเมื่อเวลาผ่านพ้นไป เขาเองก็จะเหมือนกับบิดาที่ตายจาก

 

          ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่อู่จ้าวหลิวไม่เคยบอกให้ใครรู้... ว่าแท้จริงคือเขามิได้สังหารบิดาอย่างที่ผู้อื่นเข้าใจ แต่จองจำเอาไว้ในส่วนลึกใต้ล่างสุดของแผ่นดินที่ที่สามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพียงแค่แหงนหน้ามองขึ้นไป

         

          มิใช่ว่าเขาเห็นใจบิดาผู้เห็นแก่ตัว เห็นแก่สายเลือดครึ่งหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่

 

          เพียงแต่... ข้าอยากให้ท่านพ่อเห็น

 

          ว่ายุคสมัยที่รุ่งโรจน์อย่างแท้จริงเป็นเช่นไร จนกว่าจะถึงเวลานั้น... ไม่แน่ว่าความหวังอันเลือนรางอย่างการให้ท่านพ่อตาสว่าง อาจจะเป็นจริงขึ้นมาในสักวันหนึ่ง

 

          ไม่เพียงแค่นั้น อู่จ้าวหลิวยังให้บรรดาศิษย์(ที่เฮยหยางเคยดุ)คอยให้ความรู้ความเข้าใจกับศิษย์น้องที่เข้ามาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินตราที่มิควรใช้อย่างทิ้ง ๆ ขวาง ๆ การประหยัดอดออมถือเป็นเรื่องสำคัญ กระทั่งอบรมมารยาทเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น หัดพูดขอโทษและขอบคุณให้ติดปากที่ที่บ้านของเจ้าหนูพวกนี้ไม่มีทางสอนเป็นแน่ เพราะเล็งเห็นว่าด้วยวัยที่ใกล้เคียงกัน อาจได้ผลดีกว่าครูอาจารย์ที่อายุห่างกันหลายร้อยปี

 

          เปลี่ยนรุ่นปู่ย่าตายายมิได้ ก็เปลี่ยนเอารุ่นลูกหลานเลยก็แล้วกัน !

 

          ข้าเฮยหยางแอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี อาจต้องใช้ระยะเวลาหลายร้อยปีกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกับเมืองบาดาลนี้ แต่มันจะคุ้มค่า ไม่สิ ต้องคุ้มค่าอย่างแน่นอน ข้ายิ่งมั่นใจเมื่อเห็นดวงตาสีเขียวส่องที่สาดประกายความเจิดจ้ามากกว่าครั้งก่อนที่เคยพบกัน แม้จะเป็นการเห็นด้วยหางตาก็ตามที

 

          "ท่านเฮยหยางขอรับ ๆๆ !"

 

          ข้ายิ้มฝืดเฝื่อนด้วยความลำบากใจ

 

          หลายวันมานี้มีเด็กน้อยหลายคนเข้ามาเกาะชายเสื้อข้าอย่างออดอ้อนด้วยความสงสัยว่าเหตุใดประมุขอู่กุยไห่จึงกระทำการอุกอาจ หมายมาดครอบครองพื้นพิภพแดนกึ่งสวรรค์ โดยมิเกรงกลัวว่าสวรรคาลัยจะลงอาญา ?

 

          ข้าแย้มยิ้มบางเบา ก่อนตอบกลับอย่างสุภาพว่า "คงมีแต่ท่านประมุขที่รู้" แม้ในใจจะเดือดดาลราวไฟสุมขอน อยากบอกความจริงใจจะขาด แต่ก็ยังมิอาจข้ามเส้นที่ตัวเองขีดไว้ตั้งแต่ต้น

 

          เส้นกั้นบาง ๆ ที่ว่าคือ "ข้าจะมิมีวันพูดว่าจงเกลียดจงชังสวรรค์กับผู้ใด ยกเว้นเจ้าเงาน้อยเป็นอันขาด !"

 

          มิเช่นนั้น... หึ ราชโองการบัดซบอันใดจะหล่นตุบใส่หัวก็มิอาจรู้ได้ สงบเสงี่ยมเจียมสังขารเป็นการดีที่สุดแล้ว ขออภัยที่ข้าตอบได้แค่ในใจนะ เด็กน้อยเอ๋ย

 

          ทำไมถึงไม่เกรงกลัวสวรรค์น่ะรึ ?

 

          ง่ายมาก เพราะเดิมทีแผ่นดินนี้เป็นอิสระ เกิดจากอุบัติเหตุเล็ก ๆ ... อา ครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้เกิดพื้นพิภพนี้โดยมิได้ตั้งใจ แรกเริ่มก็ปกครองกันเอง ขีดเส้นกั้นแบ่งดินแดนโดยเสมอภาค สวรรค์ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย เนื่องจากตั้งแต่ต้นก็มิได้ให้การช่วยเหลืออันใดเป็นกิจจะลักษณะ

 

          เพียงแต่ประมุขรุ่นแรกประจำทั้งสี่ทิศเห็นพ้องต้องกันว่าควรขึ้นตรงต่อสวรรค์ เพื่อประโยชน์หลาย ๆ ด้านที่จะได้รับ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสี่สัตว์เทพจึงขึ้นตรงกับเบื้องบนด้วยความจงรักภักดี

 

          ข้าเท้าคางเบื่อหน่าย ...อันที่จริง ประมุขรุ่นแรกคิดผิดมหันต์ หากไม่นับเรื่องทรัพย์สิน เพชรนิลจินดา หรือยศถาบรรดาศักดิ์ สวรรค์ก็นำหายนะมาสู่พวกเราเป็นอย่างมาก

 

          แต่จะให้ขุดเอาร่างอันเน่าเปื่อยของท่านประมุขขึ้นมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยใช่เหตุก็ดูท่าจะไม่ดี จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลยให้เรื่องราวมันดำเนินต่อไปอย่างที่ควรจะเป็น

 

          ด้วยเหตุนั้นหากมิได้ทำอะไรให้สวรรค์เดือดร้อนก็มิมีปัญหา จะฆ่าแกงกันก็สุดแล้วแต่ใจคิดล้างทำลายผลาญ จะอะไรกันก็เชิญตามสบาย สวรรค์จะไม่มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น

 

          (และต้องทำตามความประสงค์ของเบื้องบนเช่นเดิม ข่มเหงกันชัด ๆ !)

 

          ทว่ากรณีที่สวรรค์มอบสิ่งใดให้นั้นต้องตอบรับด้วยความยินดี ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงเรียนนามที่เอาไว้เรียกขาน ภารกิจที่ทำให้อายุสั้นไปหลายร้อยปี รวมถึง... คิดแล้วก็กำหมัดแน่น ข่มกลั้นความเจ็บปวดที่เสียดแทงขึ้นมาในจิตใจ

 

          ...ราชโองการพระราชทานสมรสเฮงซวยที่ข้าเก็บใส่หีบแล้วซ่อนไว้ในส่วนลึกสุดของวังเฮยหลง

 

 

ข้าถึงได้บอกว่าสวรรค์น่ะบัดซบที่สุดแล้วอย่างไรเล่า !

 

 

          "ข้าน้อยอยากให้ท่านเฮยหยางอยู่ต่ออีกสักนิดจังเลยขอรับ..."

 

          ข้าหลุดออกจากภวังค์พลางยกมือขึ้นเขกกระหม่อมใส่ลูกเต่าตัวจ้อยที่เข้ามาออเซาะเบา ๆ "มารยา ข้าอยู่ที่นี่นานแล้ว ย่อมคิดถึงแผ่นดินเกิด นี่ใจคอพวกเจ้าจะมิให้ข้ากลับถิ่นเดิมหรืออย่างไร"   

 

          ศิษย์น้อยเบะปาก ใช้มือลูบศีรษะตัวเองปรอย ๆ แต่ก็มิวายบ่นพึมพำในลำคอให้ได้ยิน "ท่านประมุขก็บอกนี่ขอรับ.. ว่าจะอยู่ต่ออีกสักนิดก็ได้ นายท่านอู่จ้าวหลิวอยากสนทนากับท่านทั้งสองที่เป็นทูตเจรจาสักครั้ง แต่หาเวลาว่างมิได้เลย"

 

          ข้าไหวไหล่ไม่แยแส ทั้งไม่เอนเอียงตามคำร้องขอ "มิมีเหตุผลให้อยู่ต่อ พวกข้าทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นแล้ว หมดเรื่องหมดราวสักที"

 

          อืม ว่าแล้ว... ไอ้อาการเสียวสันหลังวาบ มันเกิดขึ้นทุกครั้งยามที่ข้าคุยกับบรรดาลูกเต่าหรือประมุขคนใหม่จริง ๆ ด้วย ข้าโบกมือไล่แขกตัวน้อยที่เนื้อตัวเริ่มสั่นเทาออกไปแล้วหันมาเผชิญหน้ากับคนที่ทำหน้าตาบอกบุญไม่รับที่นั่งอยู่บนตั่งไม้ บรรยากาศสีทะมึนทำเอาคิ้วกระตุก

 

          "ไป๋หยิน มีอันใดก็พูดมาเถิด มาเขม่นใส่ผู้อื่นเช่นนี้ไม่ดีเลยนะ"

         

          "ไม่มี"

 

          ปากแข็งนัก

 

          ก่อนที่พวกเราจะเดินทางกลับได้มีจดหมายฉบับหนึ่งส่งมาถึงมือข้า ข้ารับจดหมายสีครามจากลูกศิษย์เต่าน้อยด้วยรอยยิ้มบางเบา แม้ตัวไม่มา แต่ก็ยังมีจดหมายถามไถ่ นับว่าเป็นคนมีสัมมาคารวะ กระแสลมเอื่อยพัดแผ่วเบาจึงได้กลิ่นหอมน้ำทะเลจาง ๆ จากม้วนกระดาษ เมื่อเปิดออกก็พบกับเนื้อความจำนวนหนึ่ง ตวัดเขียนตัวอักษรอย่างชดช้อยราวเกลียวคลื่น

 

          ข้านึกชื่นชมในใจพลางปาดเหงื่อเย็น ๆ ที่ไหลซึมผ่านไรผม อากาศก็เย็นสบายดีแท้ ๆ ไฉนจึงร้อนระอุดุจมีเพลิงนรกอยู่ข้างเคียงหนอ ? ข้าคิดไม่ตกเกี่ยวกับเรื่องนี้จริง ๆ

 

          ต้นตอก็น่าจะมาจาก...

 

          [เจ้างูเผือกมันเป็นอะไรของมันนักหนา !? แผ่ไอสังหารอยู่ได้ น่ารำคาญยิ่ง !! (`皿´)]

 

        นั่นสิ...

 

          ข้านึกระอาในใจ แม้นไม่เหลียวมองก็รู้ว่าถูกจ้องจนตัวแทบทะลุเป็นรูพรุน ข้าทำเมินเฉยกับสายตาของอีกฝ่าย จ้องได้ก็จ้องไปเถิด พลางกวาดตาไล่อ่านจดหมายดูก็ไม่มีอะไรมาก เนื้อหาแสดงความขอบคุณและขอโทษที่มิอาจมาส่งได้ด้วยตนเอง เนื่องจากมีภารกิจมากมายให้สะสาง

 

          แน่ล่ะ เพิ่งได้รับตำแหน่งประมุข ทั้งได้มาอย่างไม่ชอบธรรมในสายตาของประชาชน งานจะล้นมือก็มิใช่เรื่องแปลก แต่ที่ประหลาดคือยังอุตส่าห์หาเวลามาเขียนจดหมายชี้แจงได้นี่สิ จะมิเรียกว่าแปลกประหลาดกว่าหรือ ?

 

          ข้าอ่านต่อไปเรื่อย ๆ มีเขียนรายละเอียดชี้แจงด้วยว่าอีกไม่นานม่านพลังจะหยุดปล่อยไอหนาวเหน็บ จุดศูนย์กลางของทิศทั้งสี่ที่ถูกแช่แข็งจะหลอมละลายลง ทว่าม่านพลังที่แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับสู่สภาวะปกติ

 

          ครึ่งเดือนหรือมากกว่านั้นเป็นอย่างน้อย

 

          ข้าขมวดคิ้วครุ่นคิด ระยะเวลาค่อนข้างนานทีเดียว แต่มิใช่ปัญหาอันใด หากจะขอความร่วมมือจากท่านพี่หง มังกรแดงแห่งเหยียนหลง ผู้ซึ่งมีความสามารถในการใช้เปลวเพลิง เมื่อกลับถึงแดนมังกร ค่อยว่ากันอีกที...

 

          เพราะฤดูประลองจะช้าไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

 

          ก่อนที่ข้าจะสะดุดเมื่ออ่านตรงช่วงประโยคสุดขอบหน้ากระดาษ

 

        'ขอบคุณทุกท่านที่ร่อนเร่มาถึงดินแดนของเรา แม้จะมิมีโอกาสได้เอ่ยเจรจาหารือกัน แต่ข้ารู้สึกขอบคุณและเป็นเกียรติจริง ๆ โดยเฉพาะท่าน...'

 

        ขอบคุณท่านที่ทำให้ข้าคิดออก

 

อู่จ้าวหลิว

 

          เพียงแค่นั้นก็อดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงหัวเราะในลำคอแผ่วเบาเมื่ออ่านจบประโยคสุดท้าย ...ก็มิได้โง่งมเสียทีเดียว ทันใดนั้นเองจดหมายในมือกลับถูกดึงออกไปในชั่วพริบตา ข้าปราดตามองคนที่ฉกจดหมายไปหน้าตาเฉยด้วยความงุนงง

 

          ก่อนจะเอ่ยถามหน้าตายว่า

         

          "เจ้าเองก็อยากอ่านหรือ ?"

 

          "..."

 

          เจ้าหยวกกล้วยไม่ตอบ แต่สองมือกลับฉีกจดหมายฉบับนั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่อหน้าต่อตาข้าและบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย มือเรียวปล่อยให้เศษกระดาษปลิดปลิวไปกับกระแสลมแล้วเดินหันหลังจากไปอย่างไม่ไยดี ทุกคนล้วนอ้าปากค้างกับการกระทำดังกล่าว แต่ข้าคร้านจะเก็บมาใส่ใจ ได้แต่ส่ายหน้าไปมา คิดก็แค่เสียดายกระดาษกับค่าน้ำหมึกเท่านั้น ก่อนหันมาล่ำลากับลูกเต่าตัวจ้อยทั้งหลายที่ยืนส่งอยู่หน้าทางออก

 

          "หลังจากนี้จงเป็นแรงสนับสนุนให้กับประมุขอู่จ้าวหลิว ทำให้ดินแดนแห่งนี้เป็นสรวงสวรรค์ใต้น้ำอย่างแท้จริง เข้าใจหรือไม่ ?"

 

          "ขอรับ ! สรวงสวรรค์ใต้น้ำที่แท้จริงมิได้หมายถึงความงดงามเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงจิตใจ ความเป็นอยู่ของประชาชน พวกเราจะเก็บนำมาใส่ใจเป็นอย่างดี ขอบพระคุณท่านเฮยหยางที่คอยชี้แนะมาโดยตลอด"

 

          เอาคำพูดที่ข้าเคยกล่าวไว้มายอกย้อนเสียด้วย น่าชังจริง ๆ

 

          ข้าหัวเราะชอบใจพลางยกมือไปลูบบนศีรษะของเด็กน้อยที่อยู่ใกล้เป็นการส่งท้าย "ดี ๆ ยามนี้แดนเต่าก็เปิดกว้างมากแล้ว อีกไม่นานม่านพลังที่ครอบครองแผ่นดินนี้คงหายไป ถึงตอนนั้นเจ้าจะมาเที่ยวชมดินแดนมังกรก็ไม่สาย"

 

          "ขอรับ ! ขอให้เดินทางกลับอย่างปลอดภัย"

 

          ข้าพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับด้วยรอยยิ้มที่ไม่จางหาย ก่อนจะย่างก้าวเดินออกจากกำแพงล่องหนที่เปิดออก เผยให้เห็นร่างของใครบางคนยืนรออยู่ด้านนอก ทั้ง ๆ ที่พ่นลมหายใจออกมาเป็นหมอกควัน ดวงหน้าคมคายเรียบตึงจนไม่อาจเย็นชาไปได้มากกว่านี้

 

          ข้าหลุดยิ้มมุมปาก ลืมไปว่าสภาพอากาศด้านนอกเลวร้ายยิ่งกว่าด้านใน เมื่อครู่นี้ก็บอกลากันอยู่นาน ไม่แปลกเลยที่ใบหูของเจ้าหยวกกล้วยจะแดงก่ำขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่จะไปก่อนก็ไม่มีผู้ใดว่าแท้ ๆ

 

          แต่ก็ยังรอ... ดื้อด้านเหลือเกิน

         

          ข้าหรี่ตาลงเป็นเส้นโค้ง มองอีกฝ่ายด้วยสายตาเอ็นดูขึ้นเล็กน้อย

 

          "..."

 

          ดวงตาสองสีสอดประสานกัน เรายืนสบตากันเงียบ ๆ ท่ามกลางหิมะสีขาวโพลนที่เริ่มหลอมละลาย ไร้ซึ่งถ้อยคำเอื้อนเอ่ย บรรยากาศที่ห้อมล้อมสองหยินหยางคู่ตรงข้ามดูต่างออกไปจากเดิมเล็กน้อย แม้จะพยายามไม่รับรู้ แต่ก็รู้สึกได้

 

          "ดูผ่อนคลายและหวานละมุนขึ้น"

 

          "ใช่ ๆ ข้าก็คิดแบบนั้น"

 

          "..."

 

          ข้าหลับตาลงอย่างละเหี่ยใจ แน่นอนว่ารวมถึงเจ้าพวกจิ้งเหลนดำขาวที่ทำตัวเป็นพุ่มไม้ด้วยเช่นกัน ยืนรอตากลมหนาวเช่นนี้ ไม่กลัวจะเจ็บไข้ได้ป่วยกันหรืออย่างไร ข้าพยักพเยิดคางเป็นเชิงให้ออกเดินทางกันได้แล้ว เหล่าข้ารับใช้รีบยืนขึ้นจากที่ซ่อนเหมือนผึ้งแตกรัง มือคว้าข้าวของเตรียมเดินทางกลับกันจ้าละหวั่นอย่างน่าขัน

 

          ข้ายิ้มแห้งแล้งอย่างจนแล้วซึ่งคำพูด ก่อนเหลียวหันกลับไปมองมังกรตนเดิมที่ยังไม่ขยับไปไหนอยู่ครู่หนึ่ง

 

          ดวงตาคมสีเงินช้อนขึ้นสบตา

 

          ข้าเปิดปากเอ่ยวจี ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้พูดคำนั้นออกไป แต่นั่นกลับทำให้เจ้าหยวกกล้วยที่ทำหน้าบึ้งตึงเป็นนิจถึงกับเบิกตากว้างพร้อมกันนั้นรอยยิ้มเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา ขับให้ดวงหน้านวลผ่องสว่างจนต้องหรี่นัยน์ตา

 

"กลับบ้านเรากันเถิด"

         

          แต่มิทราบว่าข้าพูดผิดไปหรืออย่างไร ที่กลับบ้านน่ะหมายถึงแดนมังกร แผ่นดินซีกตะวันออก มิใช่บ้านข้าสักหน่อย !

 

          ข้าเริ่มตงิด ๆ ใจ ตั้งแต่มันบินโฉบผ่านวังไป๋หลงไปอย่างหน้าตาเฉย จนมาถึงครึ่งทางข้าก็สังหรณ์ใจได้ว่าหากยังเหินเวหาเช่นนี้ต่อไปจนถึงวังเฮยหลง มีหวังได้ต้อนรับแขกผู้มาเยือนท่านนี้อีกเป็นแน่ เพื่อมิให้เป็นเช่นนั้น ข้าจึงรีบทะยานร่างลง ณ ป่ารกร้าง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้อย่างรวดเร็ว

 

          เริ่มตรงไหน จบตรงนั้น

 

          สายลมพัดโบกสะบัด เสียงกอไผ่น้อยใหญ่ดังเสียดสียามโพล้เพล้ รัตติกาลแผ่ขยายครอบครองผืนฟ้า เราออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลครั้งทิวากรทายทักและหวนกลับสู่แผ่นดินใหญ่เมื่อแสงเรืองรองลาลับไป ข้าหรี่ตาลง สูดกลิ่นอายที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนานด้วยความคิดถึง

 

          ความอบอุ่นจากธรรมชาติที่อาบล้อมรอบกายเรา สายลมนุ่มนวลกระแสหนึ่งพัดพาความหนาวเหน็บเคลื่อนที่ออกไปกับเมฆหมอก กลิ่นหอมละมุนยิ่งแจ่มชัดเตะจมูก กลิ่นชื้นของป่าไม้ไผ่และหมู่มวลบุปผาที่รอคอยวันผลิบาน

 

          ข้าเปรยขึ้นมา "การเดินทางครั้งนี้จบลงแล้ว"

 

          [ใช่ ๆ จบ... แล้ววว~  หมดวาสนา ... กันเสียที ไอ้งูเผือก... หน้า... เหม็น ! (_ _).o]

 

          เสียงงัวเงียเชียว ก็หลับมาตลอดทางนี่นะ ข้าหัวเราะในใจ ยังมีแรงมาต่อว่าเจ้าหยวกกล้วยอีก เชื่อเขาเลยจริง ๆ...

 

          มีเพียงไม่กี่เหตุผลที่เจ้าเงาดำจะเงียบหายไป ไม่งีบหลับก็ไปเที่ยวชมนารีงาม ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นอย่างหลังมากกว่า แต่คราวนี้ที่เงียบจนดูผิดวิสัย คงเป็นเพราะใช้พลังค่อนข้างหนักหนาสาหัสอยู่พอสมควร ข้าเองก็พึ่งพาเจ้าก้อนทะมึนไปมิใช่น้อย

 

          ไว้ตอบแทนด้วยขนมหายากสักชิ้นก็แล้วกัน

 

          ในที่สุดข้าก็จะได้ไปเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์แล้ว ! ...มิได้ลงไปเยี่ยมเยียนนาน ไม่รู้ว่าจะมีตำนานเรื่องเล่าใหม่ ๆ ให้ฟังหรือไม่ ข้าสะกดกลั้นข่มอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง แม้ใจจะลอยล่องไปไกลถึงดินแดนเบื้องล่างแล้ว

 

          อา... อยากนอนกางแข้งกางขาบนทุ่งหญ้าเขียวขจีใจจะขาด !

 

          แต่ก่อนที่จะทำแบบนั้น... ข้าก็ต้องจบภารกิจนี้อย่างเป็นทางการเสียก่อน ข้าเอียงหน้าหันไปสบตากับไป๋หยินที่จ้องมองอยู่นานแล้วด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไปจากเดิมเล็กน้อย

 

          ความหวาดระแวงในใจข้าลดน้อยบั่นทอนลง

 

          เป็นความจริงที่ข้าต้องยอมรับว่าหลัง ๆ มานี้... ข้าค่อนข้างเปิดใจให้เจ้าหยวกกล้วยมากทีเดียว มากจนตัวเองและคนรอบข้างยังรู้สึกได้

 

          แต่ก็มิใช่ทั้งหมด...

 

          ข้าเหลือบตามองคนตรงหน้าอย่างพิจารณา แม้นัยน์ตาสีเงินงดงามเรียบสงบ ไร้ซึ่งความชิงชังอย่างไรก็มิอาจประมาทมังกรขาวผู้นี้ได้ ยังเร็วเกินกว่าที่จะไว้ใจ

 

          ข้าหลุบตาลงต่ำพลางขบกัดริมฝีปากอย่างชั่งใจ ถ้อยคำแกมบังคับกึ่งอ้อนวอนเมื่อครั้นวันวานดังก้องขึ้นมาในห้วงความคิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง สีหน้าหรือแววตา ข้า... จดจำได้ทั้งหมด จำได้แม่นยำราวกับเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

 

        จงดูข้า

 

          แต่... จะให้เชื่อโดยง่ายน่ะหรือ ไม่ล่ะ ข้าต้องรอดูจนกว่าจะแน่ใจจริง ๆ ว่าทั้งหมดทั้งมวลที่เจ้าหยวกกล้วยทำมันคืออะไร ความจริงหรือลวงหลอก ? ความหวาดหวั่นในใจข้าที่เก็บซ่อนอยู่เบื้องลึก มิอาจลบล้างได้ เพียงเพราะการกระทำชั่วครู่ชั่วยามของคนผู้หนึ่ง

 

          ข้ายอมรับว่าภารกิจครั้งนี้ ...มันก็มิได้แย่ไปเสียทุกอย่าง

 

          ข้าเบนหน้าหนีแล้วแอบกลอกลูกตาไปมา ความจริงที่ว่าทำเอาอยากขยำแล้วปาทิ้งไปไกล ๆ

 

          ให้ตายอย่างไรข้าก็มิมีวันปริปากพูดโดยเด็ดขาด ! ไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่ต่อแล้ว ทางใครทางมัน จบกันเสียที ข้าผ่อนลมหายใจช้า ๆ พร้อมขบริมฝีปากแน่นมิให้เผลอยิ้มออกมาด้วยความเปี่ยมสุขที่จะได้แยกจากเจ้าหยวกกล้วยเสียที !

 

          "เช่นนั้น... ข้าขอตัว"

 

          เฮยหยางเอ่ยเสียราบเรียบพร้อมทั้งกวักมือเรียกข้ารับใช้ของตนกลับวังทันที เหล่าจิ้งเหลนหยินหยางที่เฝ้าดูสถานการณ์มาสักพักสะดุ้งโหยงแล้วมองตากันเลิ่กลั่ก มือไม่ขยับ ขาไม่ก้าวเดินจนนายท่านมังกรทมิฬเริ่มหงุดหงิด ออกคำสั่งเสียงแข็งอีกรอบจึงกระวีกระวาดทำตามคำสั่งแต่โดยดี

 

          กะ ก่อนหน้านี้บรรยากาศยังดีอยู่เลย เหตุไฉนนายท่านเฮยจึงตัดบัวไม่เหลือใยเช่นนี้เล่า !

 

          คร่ำครวญอยู่ในใจ แต่สองมือของจิ้งเหลนดำก็คว้าสัมภาระขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 

          ข้ารับใช้ประจำวังไป๋หลงลอบปาดน้ำตา เมื่อเห็นนายท่านมังกรขาวยังคงนิ่งเงียบ ทว่านัยน์ตาที่เคยเรียบเฉยแฝงความเย็นเยียบกลับสั่นไหวราวระลอกคลื่น นายท่านไป๋ผู้เฉยชากลับเริ่มแสดงความรู้สึกออกมาเช่นนี้ มิทราบว่าควรเช็ดหยาดน้ำตาที่รินไหลด้วยความปลาบปลื้มใจหรือสะท้านใจดี

 

          ประ ประเดี๋ยวก่อน นายท่านเฮยหยาง ?! มะ มิคิดจะเอ่ยคำล่ำลาสักเล็กน้อยให้ชุ่มชื่นหัวใจหน่อยหรือ Σ( T T )

 

          ไม่ต้องชุ่มชื่นหัวใจพวกข้าน้อยก็ได้ แค่เอ่ยคำหวานชโลมใจนายท่านไป๋ก็ยังดี !

 

          ขณะที่สถานการณ์เริ่มไม่สู้ดี มังกรดำที่เห็นว่าเหล่าจิ้งเหลนข้ารับใช้ของตนเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้วจึงย่ำเท้าหมายจะก้าวเดินจากไปในทันที

 

          ทว่า...

 

          "ช้าก่อน"

 

          นายท่านไป๋หยินไม่เคยทำให้พวกข้าน้อยผิดหวัง ! จังหวะนี้พวกข้าคงต้องขอตัวไปหลบมุมหลังกอไผ่ก่อนนะขอรับ ٩(ˊˋ*)و~ バイ (*^-^*)/~バイ (*^^*)/~ ขอให้โชคดีมีชัย พบแต่เรื่องน่ายินดีปรีดา !

 

          ... ระหว่างนี้พวกข้าก็คัดลอกหนังสือรอแล้วกัน

 

          "อะไร ?"

 

          ข้านิ่วหน้าไม่ชอบใจเมื่อข้อมือถูกฉุดรั้งเอาไว้ มีธุระอันใดก็รีบ ๆ พูดมา ข้าอยากกลับบ้านไปพักผ่อนเต็มแก่แล้ว ก่อนหางคิ้วจะยกสูงเมื่อได้ยินน้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลกล่าวว่า

 

          "ข้ามีของบางอย่างจะมอบให้ท่าน"

 

          เจ้าหยวกกล้วยละมือออกจากข้อมือของข้าแล้วล้วงหยิบของบางอย่างออกมาจากสาบเสื้อ สิ่งนั้นทอแสงเป็นประกายเจิดจรัสยามต้องแสงพระอาทิตย์อัสดง ข้าหรี่ตาลงด้วยความไม่เข้าใจ

 

          สร้อย ?

 

          เป็นจี้สร้อยคอสัญลักษณ์ลัทธิเต๋าที่เชื่อกันว่าเป็นตัวแทนจักรวาลทั้งสองด้าน ความแตกต่างที่สมดุลกัน ขนาดของอัญมณีเนื้อดีสีดำและสีขาวไม่เล็กกระจ้อยร่อย แต่ก็มิได้ใหญ่เทอะทะจนดูรกตา ทั้งยังประกบเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว ที่สำคัญไปกว่านั้นคือสามารถแยกออกจากกันได้เป็นสร้อยสองเส้น

 

          ดูอย่างไรก็ของคู่กัน

 

          ข้าไม่รู้ว่าทำไมเจ้าหยวกกล้วยจึงอยากมอบสิ่งนี้ให้ข้า หากมอบให้สตรีโฉมงามคนใดก็ว่าไปอย่าง แต่ให้กับข้า.. เฮยหยาง ซึ่งเครื่องประดับสักชิ้นก็ยังไม่แตะ

 

          อาจเป็นเพราะชื่อเราทั้งคู่มีคำว่าหยินและหยางโดยบังเอิญหรือสวรรค์ลิขิตไว้ก็ตามแต่ กระนั้นก็มิมีเหตุผลมากพอที่ข้าจะรับไว้ ข้ายืนนิ่งอยู่อย่างนั้น มิได้ยื่นมือไปรับแต่อย่างใด หากไม่รู้เจตนาของผู้ให้ เกรงว่าจะนำภัยร้ายเข้าสู่ตัว

 

          [มันต้องอาบยาพิษไว้แน่ ๆ ! เฮยหยาง--]

 

          เงียบไป ข้าใช้สมาธิอยู่ ข้าเอ็ดไปคำอย่างดุดัน

 

          ข้าทำทีท่าเพ่งมองของในมือของเจ้าหยวกกล้วยด้วยความสนใจหนักหนา มองทั้งตัวเครื่องประดับชิ้นงามสลับกับสีหน้าของผู้ให้ ใบหน้าของไป๋หยินไม่กระดิกแม้แต่ชุ่นเดียว ดูแล้ว... คงมีแต่แววตาที่สื่ออารมณ์ได้ดีที่สุด

 

          ข้าสัมผัสได้ถึงความรู้สึกหลากหลายภายในดวงตาสีพระจันทร์เสี้ยว ทั้งตื่นเต้น กังวลและไม่เป็นตัวของตัวเอง แม้จะพยายามกลบเกลื่อนทำเป็นนิ่งเฉยก็มิอาจปกปิดความประหม่าได้ทั้งหมด

 

          เห็นแบบนั้นข้าก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขำแล้วถามกลับไปด้วยน้ำเสียงยียวน

 

          "...หากข้ารับของกำนัลชิ้นนี้ จะถือว่าเป็นการรับราชโองการหรือไม่"

 

          ข้ารับใช้ที่ก้มหน้าก้มตาทำอะไรบางอย่างอยู่หลังต้นไผ่ถึงกับหยุดชะงัก ตาเบิกกว้างจนแทบถลนหลุดออกจากเบ้า กระทั่งไป๋หยินก็มีสภาพที่ไม่ต่างกัน ดวงตาคมปลาบเบิกโตมากกว่าปกติ มือเรียวที่ถือสร้อยสั่นเล็กน้อย ขนาดที่ว่าหากไม่สังเกตให้ดี ๆ คงมองไม่เห็น

 

          น้ำเสียงที่เคยเรียบนิ่งราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรกลับแข็งกร้าวขึ้นมาถึงเจ็ดส่วน อีกสามส่วนฟังดูฉงนงุนงง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

 

          "นี่... ท่านยังมิได้รับราชโองการอีกหรือ"

 

          ข้ายิ้มเยาะ อยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ ด้วยความสาแก่ใจเมื่อทันเห็นเจ้าจิ้งเหลนดำอ้าปากพะงาบ ๆ ราวคนจมน้ำ ก่อนจะทำตาโตใส่แล้วตบเขาดังฉาดอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เป็นความจริงที่ราชโองการบัดซบนั่นถึงมือข้า แต่... ในเรื่องร้าย ๆ ย่อมมีเรื่องดี ๆ แอบแฝง เป็นโชคดีของข้ายิ่งนักที่ช่วงเวลานั้นข้ามิได้พำนักอยู่ที่วังเฮยหลง เจ้าพวกจิ้งเหลนจึงต้องแบกหน้ารับกับคนจากเบื้องบนแทน

 

          ราชโองการสมรสพระราชทานจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อผู้รับราชโองการโค้งคำนับต่อผืนฟ้าและเอ่ยวาจาสัตย์ว่า "ข้าเฮยหยาง มังกรดำแห่งเหยียนหลง ขอน้อมรับราชโองการ"

 

          ซึ่ง... ข้าไม่เคยทำ

 

          แสงสีส้มอ่อนของพระอาทิตย์ยามเย็นกระทบลงบนใบหน้าที่แม้มิได้หล่อเหลาเป็นหนึ่งอย่างมังกรหยกหรืองามล้มเมืองเช่นพี่ใหญ่ แต่กลับมีเสน่ห์ลุ่มลึกบางอย่างที่หากได้มองแล้ว... ยากที่จะละสายตา ตะวันทอแสงไล่อาบทั่วดวงหน้าสะท้อนเข้าไปถึงนัยน์ตาสีรัตติกาลอันมืดมิด และรอยยิ้มนุ่มนวลที่ขยับเอื้อนเอ่ยวาจา

 

          "ไม่"

 

          เสียงดังฟังชัดพอที่จะได้ยินโดยทั่วกัน ข้าไม่ปล่อยให้เสียเวลาอันมีค่าไปมากกว่านี้ ถือโอกาสเอาตอนที่ทุกคนยังตกใจไม่หาย ยักคิ้วหลิ่วตาใส่และแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมอย่างผู้ที่อยู่เหนือกว่า ก่อนที่จะอันธพาลหายไปต่อหน้าต่อตาทุกคนที่อยู่ ณ บริเวณนี้

 

          ไม่ต้องกังวลว่าใครจะเคลือบแคลงสงสัยในความสามารถของข้า รู้หรือไม่รู้ก็มีค่าเท่ากัน เพราะอย่างไรเสียเจ้าพวกนี้ก็มิอาจรับรู้ได้ถึงตัวตนของข้าในเงามืดอยู่ดี อีกอย่าง... หากเจ้าพวกนี้รู้ก็มิใช่เรื่องใหญ่อะไร

 

          ลาก่อน หมดเวรหมดกรรมแต่เพียงเท่านี้... หึ พูดไปก็เท่านั้น ข้าทราบดีว่าอย่างไรเสียก็ต้องเจอกัน มิอาจหลีกหนีโชคชะตาที่พันเกี่ยวอย่างน่ารำคาญได้อยู่แล้ว

 

          ลาจากกันชั่วคราว

         

          "..."

 

          ผู้ติดตามจิ้งเหลนดำไม่รอท่า เจ้านายมิอยู่คุ้มกะลาหัว จะยืนเกาะกลุ่มอ้างว้างตรงนี้ต่อได้อย่างไร ประสานมือโค้งคารวะกล่าวอำลาแล้วรีบบินหนีตามนายท่านเฮยหยางไปอย่างว่องไว

 

          ทิ้งให้มิตรสหายผู้ร่วมอุดมการณ์อย่างข้ารับใช้มังกรขาวอกสั่นขวัญแขวนด้วยความเคว้งคว้างและตื่นตระหนกถึงขีดสุด ด้วยความหวาดเกรงว่านายท่านไป๋จะพิโรธ เพราะนายท่านเฮยมิยอมรับรัก !

 

          จึงได้แต่ก้มหน้ามองพื้น ยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี หากต้องสิ้นใจเพราะความกดดันที่บีบรัดรอบคอจากไอสังหาร นายท่านไป๋เวลากราดเกรี้ยว ใครห้ามได้เสียที่ไหน ... ตาย ตายอย่างเดียว ข้าน้อยยังคัดลอกมังกรปรปักษ์ ฉบับปรับปรุงยังมิเสร็จเลยนะ !

 

          เห็นที... คงต้องฝากความหวังให้กับคนที่เหลือแล้วล่ะ

 

          ทว่ารอแล้วรอเล่า กลับไม่มีแม้แต่รังสีฆ่าฟันชวนเหงื่อตก บรรยากาศที่ควรอึมครึมน่าเกรงกลัวก็ไม่ปรากฏแม้แต่เศษเสี้ยว จึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองนายท่านไป๋หยินอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

 

          ผู้ใดเล่าจะไปคิดว่ามังกรขาวไป๋หยินผู้ซึ่งครอบครองอสนีบาตอันน่าหวาดเกรง จะผลิยิ้มสว่างไสวยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ดวงหน้ายามปกติที่เรียบเฉยก็ว่างดงามแล้วเมื่อแย้มยิ้มยิ่งงดงามมากขึ้นไปอีก ! จนนัยน์ตาพร่าพราย เหล่าจิ้งเหลนขาวตกใจจนสลบเหมือดไปแล้ว !

 

          บุรุษเจ้าของเรือนผมสีขาวนวลและนัยน์ตาสีเงินอำมหิตที่เมื่อสบแล้วแทบสิ้นใจ มิได้รู้ตัวเลยว่ากำลังทำให้ข้ารับใช้ผู้ติดตามน้ำลายฟูมปาก ยังคงไล่สายตามองจุดเดิมที่อีกฝ่ายหายไปอย่างไร้ร่องรอยด้วยแววตาอ่อนละมุน

 

          สมแล้ว... ที่เป็นท่าน

 

          ไป๋หยินเลื่อนสายตาขึ้นจ้องมองสร้อยคอหยินหยางในมือสักพัก พลางใช้ปลายนิ้วลูบเกลี่ยอย่างนุ่มนวล แม้คนผู้นั้นจะไม่ยินยอม แต่ต้องมีสักวัน... ความคิดหยุดชะงักเพียงแค่นั้น มือรวบเส้นผมสีขาวโพลนขึ้น ก่อนจะสวมสร้อยคอเส้นนั้นลงไป มังกรหนุ่มลูบอัญมณีที่ซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อแผ่วเบา หลังจากนั้นจึงแปลงกายเป็นร่างเดิมเหินเวหากลับไปยังทิศเหนือด้วยรอยยิ้มที่ค่อย ๆ จางหายไป

 

          โดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีดวงตาวาวโรจน์คู่หนึ่งจับจ้องอยู่ พลันเลือนหายไปในความมืดมิดอย่างเงียบเชียบ...

 

 

          ความพยายามที่อยากจะอัปให้ได้ทุกสองวัน ดูท่าจะไม่สำเร็จ... *นั่งเขี่ยพื้น*

 

          พี่หยางไม่ง่ายเด้ออ น้องหยินพยายามเข้านะ ! (O_< /

          ... ไม่ง่าย แต่ได้ไม่ยาก แค่ก--

 

          อู่จ้าวหลิวนี่เสน่ห์แรงกว่าที่คิดนะคะเนี่ย *เหลือบมองหลายคอมเมนต์ที่เชียร์ให้พี่หยางเปิดฮาเร็ม*

 

          รู้ว่าแซวนะคะ แต่... *เลิ่กลั่ก เพราะไป๋หยินมองมาทางนี้แล้ววว*

 

          เอาจริง ๆ เราไม่ใช่สายฮาเร็ม ดังนั้นพับเก็บไปได้เลยค่ะ 555555 ล้อเล่นนะ ถ้าเป็นฮาเร็ม แต่มีหนึ่งเดียวในนั้นที่จะได้ครอบครองตัวนายเอก เราก็โอเค ... สรุปฮาเร็มไหมวะ 5555

 

          ไว้ถ้ามีโอกาสก็อยากลองแต่งแนวนั้นดูนะ แต่คงไม่ใช่กับเรื่องนี้ ไป๋หยินจับเชือดรายตัวแน่ ๆ เจ้ฟันธง !

 

          **เผื่อบางคนไม่รู้ ทั้งสี่ตระกูล มังกร เต่า เสือ หงส์มีหลายชนชั้น หลายตระกูลนะคะ อย่างของพี่หยางก็เป็นมังกรแห่งเหยียนหลง (มังกรทั้งเจ็ด) ข้ารับใช้จิ้งเหลนก็จะเป็นมังกรอีกสายหนึ่ง ดังนั้นแม้น้องหลิวจะล้างตระกูลเต่าตัวเองไปก็ยังมีเต่าสายอื่นสืบทอดต่อค่า

 

          ป.ล. ที่อัปช้า เพราะหลงระเริงกับผลสอบอยู่ค่ะ คะแนนดีมากก Y //// Y ดีแบบไม่คิดไม่ฝันว่าจะดีขนาดนี้ ครูชมจนตัวลอย ได้ที่ 1 ด้วย สมแล้วที่หายตัวไปเกือบเดือนจนไม่ได้อัปนิยาย แค่ก--

         

          1 เมนต์ = กำลังใจ

 

#มังกรปรปักษ์

#หยินคู่หยาง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 136 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #218 jackkn (@homeplace) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 20:37
    พี่หยางไม่ง่าย555555555
    #218
    1
    • #218-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 14)
      14 กรกฎาคม 2562 / 15:31
      :3 แต่ก็ได้ไม่ยาก แค่ก ๆๆๆ
      #218-1
  2. #149 นกน้อย5 (@2612547) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 23:15
    ตอนสุดท้ายใครมองอยู่?
    #149
    1
    • #149-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 14)
      28 เมษายน 2562 / 23:34
      นั่นสิ ใครกันแน่น้าาา~~
      #149-1
  3. #114 Littleflake (@pwis23) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 00:42
    อันตรธานหายนะคะ ไม่ใช่อันธพานนนน
    #114
    2
    • #114-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 14)
      12 เมษายน 2562 / 08:40
      มีคนแจ้งก่อนหน้านี้แล้วงับ (///7///) แฮ่ เดี๋ยวพอถึงตอน 20 แล้วจะแก้ทีเดียวน้า
      #114-1
    • #114-2 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 14)
      12 เมษายน 2562 / 08:40
      ขอบคุณที่แจ้งจ้า
      #114-2
  4. #95 บาบาน่า (@FISHOKUN) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 23:05
    คิดว่าน้องไป๋พอถูกปฎิเสธแล้วจะฮึดฮัด อารมณ์เสียซะอีก ไม่คิดว่าน้องจะยิ้มชอบใจ สงสัยน้องอาจจะเป็น M อ่อนๆก็เป็นได้ 555 //ลูบคาง
    #95
    1
  5. #94 มาย (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 12:55

    บุคคลที่ไป๋หยินด้วย ดวงตาวาวโรจน์นั้นคือใครหน่อ หรือจะเป็นคนรักของเฮยหยางกันนะ

    #94
    1
  6. #93 Alljae (@Alljae) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 10:02
    น้องไป๋สู้ๆๆๆนะ ระวังเดี๋ยวจะมีใครงาบไปกินเเหละ
    #93
    1
  7. #92 Alljae (@Alljae) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 09:56
    เหล่าชิปเปอร์ของข้า ปั่นให้สุดไปเลยยย
    #92
    1
  8. #89 uthaiPromjai (@uthaiPromjai) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 13:21
    สายตาวาวโรจน์สุดท้ายนั่นของใครกันค่ะ ไรท์
    #89
    1
    • #89-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 14)
      29 มีนาคม 2562 / 21:19
      จุ๊ ๆ (ノ≧ڡ≦) โปรดติดตามชมตอนต่อไป--
      #89-1
  9. #80 prankmaprank (@prankmaprank) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 11:58

    แง​ น่ารักมากเลย​ เอาใจช่วยนายหยวกกล้วยนะ
    #80
    1
    • #80-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 14)
      27 มีนาคม 2562 / 16:52
      XD ไป๋หยินขอบคุณสำหรับแรงซัพพอร์ตนะคะะ <3
      #80-1
  10. #79 Rindis (@Rindis) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 16:44

    พายุน้ำส้มช่างรุนแรงเหลือเกิน



    #79
    1
    • #79-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 14)
      26 มีนาคม 2562 / 16:58
      และจะยังดำเนินต่อไปปป---
      #79-1
  11. #78 pinkysherbet (@pinkysherbet) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 23:38

    ดีมาก อย่าไปยอมง่ายๆ
    #78
    1
  12. #77 raabporn2016 (@raabporn2016) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 22:59
    แอบสงสารเจ้าเผือกแต่โทษทีมารดาสะใจมากกว่า เฮยหยางงงงงง ทำดีมากเจ้าค่ะคุ๊ณลู๊กกกกกกกก แม่รักเล๊ยยยย > #77
    1
  13. #76 sayonoaki (@sayonoaki) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 21:33

    หึงเก่งจังไป๋
    #76
    1
  14. #75 JKthunhaw (@0902143426) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 21:11
    สงสาร แต่ไป๋มีแผ่นแน่ๆ
    #75
    1
  15. #74 prcrpp333 (@prcrpp333) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 20:45
    หึงเก่งงงงง🌚🌝
    #74
    1