มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 13 : คลื่นใต้น้ำพัดโหม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,394
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 151 ครั้ง
    18 มี.ค. 62

        ตอนที่ 12 : คลื่นใต้น้ำพัดโหม

 

 

          [เฮยหยาง (_) หลังจากนี้เจ้าต้องระวังตัวให้มากขึ้นนะ เข้าใจหรือไม่ !]

 

          รู้แล้ว ๆ ... อย่าย้ำบ่อยนักเลย เจ้าพูดจวนจะเป็นรอบที่สิบแล้วกระมัง

 

          ข้าพูดตัดรำคาญในขณะที่กำลังนั่งจิบชาหลังขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อนมาได้สักพักหนึ่ง เมื่อเข้ามาภายในห้องพักก็ไม่พบคนที่สมควรอยู่ ไม่ทราบว่าเดินเตลิดหนีไปถึงไหนแล้ว ข้าแอบยิ้มขำ ประจวบกับเวลานี้เป็นยามพลบค่ำพอดี

 

          ช่าง... เหมาะแก่การสอดแนมเสียเหลือเกิน

 

          ราวกับเจ้าเงาน้อยรู้ทันความคิดของข้าจึงโพล่งขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ของกินเต็มปาก

 

          [หากเฮยหยาง งับ ๆ~ อยากท่องราตรีชมโรงงิ้วก็บอกนะ ก่อนที่ข้าจะมาหาเจ้าได้สำรวจที่นี่หมดแล้ว งืม~ ทุกซอกทุกมุมเชียวล่ะ] ก่อนจะเว้นช่วงไปแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงซุกซน [ ... รวมถึงที่พำนักของประมุขอู่กุยไห่~~]

 

          ข้าหลุดยิ้มบางเบาเมื่อฟังจบพลางเหลือบหางตามองทะลุผ่านหน้าต่างที่เปิดอ้า คนจับตาดูประมาทเลินเล่อ นั่งหลับสัปหงกอยู่บนหลังคา คงคิดว่าข้าไม่มีทางไปไหนได้จึงละเลยหน้าที่เช่นนี้

 

          แต่ก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องออกแรงทุบคอให้เสียเวลา... จากรอยยิ้มน้อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นแสยะยิ้มร้ายกาจ แสงจากดวงจันทร์ที่สาดส่องกระทบใบหน้า ยิ่งขับให้บรรยากาศรอบตัวดูพิศวงอย่างน่าประหลาด ทว่าในขณะเดียวกันกลับแฝงด้วยความอันตรายอันลุ่มลึก

 

          ไม่ได้ใช้พลังนี้มานานเหลือเกิน รู้สึกดีใจเสียจนเนื้อข้างในเต้นตุบ ๆ ตอนนี้ไม่มีทั้งมังกรน่าชัง จิ้งเหลนน่ารำคาญ ทางเปิดสะดวกเช่นนี้มีหรือข้าจะพลาด ! ข้าผุดลุกขึ้นจากตั่งไม้แล้วกวักมือเรียกเจ้ากลุ่มก้อนความมืดตัวจ้อยที่สวาปามขนมหวานไม่หยุดให้ขึ้นมาเกาะบนไหล่

 

          ก่อนจะเร้นกายหายไปกับเงาที่ทอดส่องลงมา

 

          นอกจากห้องพัก ศาลาและบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้ง นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้มีโอกาสออกมาเดินสำรวจ ข้าพลันถอนหายใจอย่างเอือมระอา จะย่างก้าวแต่ละก้าว ต้องระแวดระวังอยู่เสมอ หากกระทำสิ่งแล้วล่วงรู้ไปถึงหูของประมุขเต่า มีหวังได้ถูกจับกรอกยาพิษตรง ๆ แทนที่จะถูกผสมกับเมลัย

 

          [กว่าข้าจะสำรวจที่นี่หมดทำเอาเหงื่อตกเลยล่ะ ! มีทางเดินลัดเลาะมากมายให้ไขว้เขว (;´д) หากเป็นพวกหลงทิศ ไม่รู้จักเหนือใต้ออกตก อย่าหวังเลยว่าจะหลุดพ้นจากวังนี้ได้ อันตรายจริง ๆ !]

 

          เจ้าเงาดำมิได้พูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย ข้าพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเสียมิได้ เป็นจริงตามที่มันบอก คำนิยามที่ดีที่สุดสำหรับพระราชวังแดนเหมันต์แห่งนี้คือ "เขาวงกต" อย่างไม่ต้องสงสัย มีเส้นทางสลับซับซ้อนให้ตาลายไม่พอ  ยังปกคลุมด้วยม่านพลังหนาแน่น

 

          ข้ายิ้มเยาะในใจ ก็ไม่ได้ประมาทเสียทีเดียว หากเป็นสัตว์ธรรมดาแล้วผ่านเดินเข้าไปโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ มีหวังได้ตั๋วผ่านประตูนรกแน่

 

          แต่... ข้างกายข้ามีใคร ?

 

          เจ้าเงาน้อยผู้ทรงความรู้ บางครั้งบางคราข้าก็แอบสงสัยว่ามันสมองที่แสนปราดเปรื่องและกักเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลนั้นเคลือบอยู่บนเส้นด้ายที่พันกันจนยุ่งเหยิงใช่หรือไม่ ?

         

          แต่นั่นก็เป็นแค่ความคิดไร้สาระเมื่อครั้งวัยเยาว์ ลืม ๆ มันไปเสียเถิด !

 

          [ทางที่เราจะต้องไปจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ที่ง่ายเพราะข้าจำแผนที่ได้ทุกเส้นทาง แต่ที่ยากคือ...]

 

        เขตอาคมที่ปกคลุม

 

          [ใช่ ปกติแล้วสัตว์ธรรมดาจะไม่มีทางรู้ได้ แต่เจ้ามีดวงตาที่มองเห็นทุกอย่างมาได้ตั้งแต่เกิด ตรงนั้นจะมีกำแพงล่องหนขวางอยู่ นั่นคือทางแรกที่เราต้องผ่านเข้าไป ทว่าหากเจ้าเอามือไปแตะสุ่มสี่สุ่มห้า ประเดี๋ยวพวกมันจะรู้ตัวกันเสียก่อน... เห็นทีคราวนี้เฮยหยางต้องใช้พลังหนักข้อแล้วล่ะ !]

 

          ข้าหัวเราะในลำคอเบา ๆ เมื่อเจ้าความมืดพูดจบ ยกมือข้างหนึ่งลูบเส้นด้ายสีดำด้วยความเอ็นดู

 

        มิเป็นไร ต้องขอบคุณพวกมันเสียด้วยซ้ำที่สร้างม่านพลังอ่อนกำลังกว่ามาก ... ไม่จำเป็นต้องจับมือผู้ใดฝ่าเข้าไปอีก

 

          พอคิดไปถึงจุดนั้น ภาพความทรงจำก็ผุดขึ้นมาเป็นสายน้ำไหลหลาก หัวใจพลันรู้สึกคันยุบยิบอย่างบอกไม่ถูก ความอบอุ่นแล่นปราดไปที่ปลายนิ้วทั้งห้าจนเผลอกำหมัดแน่น เจ้าเงาน้อยพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยกับคำของข้าจึงไม่ทันสังเกตเห็น... ริ้วจาง ๆ บนข้างแก้ม

 

          ข้ากระแอมไอในลำคอหนึ่งครั้งพร้อมกับสูดลมหายใจลึกเข้าเต็มปอด

 

          คิดอะไรเพ้อเจ้อ !

 

          [นั่นสินะ ! เพราะหากสร้างเขตอาคมแบบเดียวกันหมด ผู้สร้างคงโดนสูบพลังจนหมดเรี่ยวหมดแรงเป็นแน่]       

 

        ถูกต้อง อีกทั้งด้านในกำแพงล่องหนคือของจริง มิใช่ภาพลวงตาดังเช่นก่อนหน้านี้ เงาสะท้อนที่เกิดขึ้นจึงเป็นของจริงอย่างไม่ต้องสงสัย... ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ

 

          [แต่เจ้าควรระวังนะ หากก้อนเมฆปิดบังดวงจันทร์--]

 

        กลัวอะไร ? มีโคมไฟอยู่ข้างใน ทั้งยังมีบางจุดที่แสงไฟส่องไปไม่ถึง เจ้ามิเห็นรึ ?

 

          ไม่พูดเปล่า ข้าใช้ชี้ปลายนิ้วชี้เข้าไปในกำแพงล่องหนเป็นภาพประกอบ เจ้าเงาดำเงียบไปสักพัก ก่อนกระแอมไอแก้ความเก้อเขินเบา ๆ

 

          [... แฮะ ๆ นั่นสินะ ข้าก็ลืมไป (๑´`๑) เป็นไปตามอายุนั่นแหละน้า~ อายุมากขึ้น สายตายิ่งฝ้าฟางเป็นธรรมดา เฮยหยางอย่าถือสาผู้สูงวัยเลยนะ~~]

 

        เฒ่าทารกไม่นับ

 

          [อุ๊ ! เจ็บที่กระดองใจ]

 

          ด้วยเหตุนั้นการทะลุฝ่าเข้าไปด้านในจึงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี การแฝงเงาผ่านเกราะกำบังไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ข้าให้เงาดำทำหน้าที่เป็นแผนที่จำเป็นไปยังตำหนักของท่านประมุขเต่าผู้ร่ำรวยตลอดเส้นทาง ยิ่งเข้าใกล้มากเท่าใด ทางเดินยิ่งแตกแขนงออกมากขึ้นเท่านั้น

 

          แว่วได้ยินมาว่า... จะมีการเปิดม่านแสดงละครชั้นยอดในค่ำคืนนี้ ซึ่งได้ยินมาจากผู้ใดน่ะหรือ ?

 

          เจ้าหยวกกล้วยน่ะสิ ! เมื่อรุ่งสางหลังมันตื่นนอน เจ้านั่นจู่ ๆก็โน้มหน้าเข้ามากระซิบที่ข้างหูว่า "คืนนี้จะมีโรงงิ้วฉากใหญ่ ณ ตำหนักอู่กุยไห่" ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามันไปได้ยินมาจากไหน แต่ด้วยสีหน้า แววตาและน้ำเสียง ข้าจึงเชื่อสนิทอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

 

          อย่ากล่าวหาว่าข้าใจง่ายเลย เรื่องสนุก ๆ เช่นนี้ผู้ใดมันจะไปพลาดกัน ! เสียชื่อมังกรเงาเช่นข้าหมด !!

 

          ทว่าเมื่อเร้นกายไปกับเงามืดจนสามารถเข้าไปถึงภายในตำหนักอันโอ่อ่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันจนเป็นปม ข้ากวาดสายตามองไปรอบ ๆ ไม่มีผู้ใดอยู่เลย ทั้งเจ้าของตำหนักเองและเหล่าข้าราชบริพารที่ควรจะอยู่เฝ้ายาม

 

          ไม่มี

 

          แต่... ขึ้นชื่อว่าเป็นตระกูลที่ระวังตัวแจเหมือนเต่าในกระดองแล้วไซร้ ข้าหรี่ตาลงอย่างแช่มช้า ปิดซ่อนนัยน์ตาสีนิลที่เย็นยะเยียบตามอุณหภูมิที่ลดต่ำ

 

        มันอยู่ที่นี่

 

        น่าจะมีทางลับหรือเกราะป้องกันบางอย่างบังตา

 

          [ข้าขอลงพนันว่าเป็นอย่างแรก ใครจะใช้พลังบ่อย ๆ ให้เปลืองแรงกัน ! อีกอย่างมีเขตอาคมป้องกันตั้งหลายชั้นกว่าจะเข้ามาได้ หากมีม่านพลังทับซ้อนอีก... ข้าก็มิรู้ว่าจะพูดอย่างไรดี]

 

        ใช่ ข้าเห็นด้วย เจ้าเงาน้อย... เจ้าคิดว่ารูปสลักตรงนั้นมันแปลก ๆ หรือไม่ ?

 

          หลังจากที่กวาดสายตาดูจนทั่วก็พบความผิดปกติบางอย่าง ข้างหัวเตียงนอนขนาดใหญ่ มีแท่นรูปปั้นสลักเป็นเกลียวคลื่นอ่อนช้อยงดงาม บนยอดสุดมีเต่าอันน่าเกรงขามกำลังต่อสู้กับงูยักษ์กลางทะเลเดือด เกิดเป็นภาพเต่าที่มีงูพันรัดกลางลำตัวตามตำนานที่เล่าขานกันว่าบรรพบุรุษรุ่นแรกของตระกูลเป็นเต่าขนาดใหญ่ที่มีเกล็ดตามลำตัวคล้ายงู เพราะหลังจากที่ฆ่างูตัวนั้นแล้วก็ลอกเอาเกล็ดออกมาประดับบารมี

 

          แต่บางตำนานก็เล่ากันว่างูกับเต่าเป็นคู่รักกัน ก่อกำเนิดสายเลือดผสมผสานระหว่างสัตว์ทั้งสอง สังเกตได้จากทายาทตระกูลเต่าเมื่อแรกเกิดจะมีเกล็ดเล็ก ๆ ลักษณะคล้ายเกล็ดงูปรากฏขึ้นบนฝ่าเท้าหรือหลังมือและจะหายไปเมื่อโตขึ้น

 

          นั่นก็เป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว ล่วงเลยผ่านมาหลายหมื่นปี ข้าเองก็เพิ่งรู้ตำนานนี้จากเงาน้อยในระหว่างทางที่ฝ่าเข้ามา

 

          ทว่าที่แปลกคือมีรูปสลักเพียงหนึ่ง มิใช่สอง ตามปกติแล้วควรจัดให้มีรูปปั้นขนาบอยู่หัวเตียงทั้งซ้ายและขวาเพื่อความสมดุลของห้องนอน ทั้งรูปสลักนี้ยังหันให้เห็นแค่กระดองเต่าและลำตัวงูจากด้านหลัง ไม่ให้เห็นลวดลายประติมากรรมอันวิจิตรบรรจงเบื้องหน้า ข้าลูบคางครุ่นคิด จากการจัดตั้งที่อยู่ผิดที่ผิดทางเช่นนี้

 

          มีอยู่อย่างเดียวก็คือเก็บซ่อนอะไรบางอย่างไว้

 

          [อืม เหมือนมีกลไกบางอย่างนะ เฮยหยางลองไปขยับดูสิ ! หันให้หน้าของงูกับเต่าออกมา ...ใช่ ๆ แบบนั้น]

 

          เมื่อลองขยับดูแล้วผนังบริเวณใกล้เคียงก็เกิดแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อย แผ่วเบาถึงขนาดที่ว่าหากไม่มีประสาทสัมผัสอันเป็นเลิศคงไม่รู้สึกตัว ข้าปราดสายตาเพ่งเล็งไปตรงจุดที่เกิดการเคลื่อนไหว บนฝาผนังใกล้ ๆ กันนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง มีจุดหนึ่งที่เปิดออกเป็นรูสำหรับไขกุญแจเข้าไป

 

          "..."

 

          ข้าอดไม่ได้ที่จะกลอกตาเบื่อหน่าย ซับซ้อนดีจริง ๆ

 

          [ขี้ระแวง ! (´皿`;)]

 

          ข้าเอื้อมมือไปลูบเส้นด้ายยุ่งเหยิงเบา ๆ เป็นปลอบใจ ได้ยินเสียงเหมือนกัดฟันกรอด ๆ ดังอยู่ข้างกกหู ... เจ้าเงาน้อยของข้า นอกจากจะมีความรู้เป็นคมดาบ ยังสามารถยืดหดเส้นด้ายรวมตัวกันเป็นกุญแจผีที่สามารถไขทุกอย่างได้อีกด้วย

 

          หากเป็นเมื่อก่อนข้าคงไม่ลังเลที่จะใช้กุญแจดอกนี้ไขเข้าไปทันที ทว่าเมื่อโตขึ้น สติปัญญาและประสบการณ์ล้วนบ่มเพาะให้ความฉลาดนั้นแหลมคม

 

          การเข้าไปตรง ๆ นั้น ศัตรูที่อยู่ภายในอาจจะรู้ตัวกันเสียก่อน

 

          จากที่หมุนรูปปั้นเมื่อครู่นี้ ไม่รู้ว่าจะทำให้ประมุขเต่ารู้ตัวแล้วหรือไม่ หากเสี่ยงเปิดทางลับอีกครั้ง การแสดงละครงิ้วคงไม่ทันได้เปิดม่าน ข้ามิอยากตกม้าตายตอนสุดท้าย เจ้าเงาก็คงคิดเช่นเดียวกับข้าจึงไม่ได้ทักท้วงว่าทำไมข้าถึงไม่รีบเข้าไปสักที

 

          ... ก็ไม่ได้อยากจะทำตัวเหมือนโจรลอบเด็ดบุปผาหรอกนะ

 

          ข้าชะโงกหน้าส่องเข้าไปใกล้ ๆ กับปราการสุดท้ายที่เปิดออก ด้านในกำแพงสีทึบส่องสว่างด้วยคบเพลิงที่จุดไว้ แสงสว่างจากเปลวไฟอันร้อนระอุ บังเกิดเงาหลายสายตกกระทบลงกับขั้นบันไดที่ลงไปสู่ชั้นใต้ดิน

 

          ขอแค่มีเงา ข้าก็ไปได้ทุกที่ตามใจปรารถนา

 

          [ไปกันเถิด]

 

          ความมืดมิดกลืนกินร่างกายของข้าให้อันธพาลหายไป ไร้เสียง ไร้กลิ่นและไร้ตัวตน กลิ่นอับชื้นของชั้นใต้ดิน ทำนิ่วหน้าทุกครั้งที่ก้าวเดินลงบันได ข้ามผ่านคนเฝ้าประตูหลายสิบคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด แต่น่าเสียดายที่มิอาจรับรู้ได้ถึงตัวตนของข้า จนท้ายที่สุดแสงสว่างเจิดจ้าก็ปรากฏสู่สายตา

 

          ข้าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เผลอถอยหลังกลับไปก้าวหนึ่งด้วยอารามตกใจ

 

          ทอง ?!!

 

          แสงเรืองรองจากทองคำแท้ทำเอานัยน์ตามืดบอด ข้ายกมือขยี้ตาหลาย ๆ ครั้ง แต่ก็เป็นต้องกลับไปเบิกตากว้างทุกครั้งเช่นกัน

 

          ทอง ทองจริง ๆ ! ไม่มีเศษหินดินทรายผสม

          ข้าเกิดมาก็นานหลายพันปี ชั่วชีวิตอันยาวนานยังไม่เคยเห็นทองคำอร่ามตามากถึงเพียงนี้เลย...

 

          [อะ อะไรกันนี่ ?! ตระการตายิ่งกว่าพระราชวังข้างบนเสียอีก ... เฮยหยาง ! รูปปั้นเต่าตรงนั้นหล่อด้วยทองทั้งหมด สวรรค์ ! เม็ดเงินที่ขูดรีดมา ข้ารู้แล้วว่ามาลงกับอะไร !]

 

          หากด้านบนก่อสร้างด้วยหยกทั้งหมด ที่นี่คงเป็นพระราชวังทองคำที่มีมูลค่ามหาศาลมากกว่านั้น เลอค่าเสียจนสรรหาคำมาบรรยายสิ่งปลูกสร้างมโหฬารที่ถูกแอบซ่อนไว้ข้างใต้มิได้ ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยปะการังสีชาดฝังด้วยอัญมณีใต้ท้องทะเล กระทั่งฝาผนังยังถูกแกะสลักลวดลายเป็นเกลียวคลื่นที่วิจิตรชดช้อย ยังไม่รวมถึงของตกแต่งอย่างแจกันดอกไม้ที่ทำด้วยทองทั้งหมด !

 

          "เช็ดฝุ่นตรงนั้นให้เรียบร้อย !!"

 

          ข้าหลบซ่อนเข้าไปในซอกหลืบ มีข้ารับใช้เดินพลุกพล่านคอยปัดกวาดเช็ดถูเครื่องเงินเครื่องทองต่าง ๆ ก่อนที่ข้าจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาลูบอกปลอบใจตัวเองไม่ให้ถูกความมืดเข้าครอบงำยามเห็นแสงเรืองรองส่องประกายระยิบระยับกระทบเบ้าตา

 

          หากเก็บไปสักชิ้นสองชิ้น คงไม่มีใครจับได้--

 

          ข้ากลั้นใจหลับตาลง ไม่ให้เผลอมองสิ่งเย้ายวนใจตรงหน้าพลางหันไปตักเตือนเจ้าเงาน้อยที่มีสภาพไม่ต่างกัน นั่น ๆ ... แอบเลื้อยไปลูบ ๆ คลำ ๆ แจกันใบนั้นอีกแล้ว !

 

          อย่ามัวพิรี้พิไรอยู่เลย หากช้ากว่านี้คงไม่ทันการณ์

 

          [นั่นสินะ ...ข้าเหมือนได้ยินเสียงคนคุยกันทางนั้น เรารีบไปกันเถิด !]

 

          พวกเราเดินสาวเท้าข้ามผ่านห้องหลายห้องไปยังจุดที่เกิดเสียงสนทนา ยิ่งเข้าไปใกล้ใจกลางชั้นใต้ดินมากเท่าใด ยิ่งได้ยินเสียงโต้ตอบกันชัดเจนมากยิ่งขึ้น เสียงหนึ่งยังฟังดูอ่อนวัยแฝงความกระวนกระวายใจเล็ก ๆ กับอีกเสียงหนึ่งที่ฟังแล้วกลับไม่เข้าหูเอาเสียเลย

         

          "ท่านพ่อ... สิ่งที่ท่านกระทำมัน--"

 

          "หุบปาก ! ...อย่าหาว่าข้าไม่เตือน หากยังอยากเป็นลูกข้าก็ต้องทำตามคำสั่งของข้า !! เข้าใจหรือไม่ ?!"

 

          เปิดม่านโรงงิ้วกันเช่นนี้เลย ?

 

          กลางห้องโถงใหญ่ที่หรูหราไม่แพ้กับบริเวณอื่นนั้นมีร่างของชายสองคน คนหนึ่งที่ยืนอยู่เป็นชายชราเจ้าของเส้นผมและหนวดเคราสีเขียวที่ซีดลงตามกาลเวลา แต่ก็มิอาจปิดบังความจริงเมื่อครั้งอดีตว่าคนผู้นี้มีรูปโฉมที่หล่อเหลา หากแต่แต่งองค์ทรงเครื่องมากเกินจนดูราวกับเป็นองค์เง็กเซียนฮ่องเต้อย่างไรอย่างนั้น

 

          [ข้าว่าเหมือนตู้ทองเคลื่อนที่มากกว่านะ] เจ้าเงาน้อยเอ่ยเหน็บแนม

 

        ข้าหลุดหัวเราะเบา ๆ อย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ก่อนจะว่ากล่าวติเตียนพอประมาณ อย่าเอ็ดไป ตั้งใจดูดีกว่านะ

 

          [รับทราบ !]

 

          และอีกร่างหนึ่งที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น เรือนผมสีเขียวใบไม้ลู่ลงตามศีรษะที่ก้มโค้งจึงทำให้มองเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดเจน แต่ราวกับอ่านใจข้าได้ เพียงชั่วครู่ต่อมาชายคนนั้นก็เงยหน้าขึ้น ทำให้เห็นประกายแสงมุ่งมั่นในดวงตาสีเขียวส่อง เป็นบุรุษรูปงามที่หากว่ามีการจัดอันดับชายงามก็คงจะติดอันดับต้น ๆ และมีเค้าโครงใบหน้าคล้ายผู้ซึ่งตัวเองเรียกอีกฝ่ายว่าบิดา

 

          ข้าเพิ่งรู้ว่าว่าประมุขอู่กุยไห่มีบุตรชายด้วย ไม่เห็นเคยได้ยินข่าวคราวมาก่อน

 

          ข้าเอ่ยถามในใจกับเจ้าเงาน้อยที่กลิ้งหลุน ๆ ไปมาอยู่บนศีรษะ เจ้าเงาแสนซุกซนพลันชะงักกึก ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังแฝงความตึงเครียด

 

          [จริง ๆ ต้องพูดว่ามีคนเดียวที่รอดน่าจะเหมาะกว่า ทั้งยังอยู่ใต้อาณัติบิดาจึงไม่ค่อยเป็นที่สนใจสักเท่าใด แต่อย่าได้ดูแคลนเชียว ข้าสัมผัสได้ถึงพลังบางที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของเขา ทายาทสืบทอดเพียงคนเดียวของตระกูลเต่ามีนามว่า อู่จ้าวหลิว]

 

        คนเดียวที่รอด ?

 

          ข้าตั้งคำถามในใจ คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้นด้วยความสงสัย พลางหันมาจดจ้องละครปาหี่ที่เพิ่งเริ่มต้นต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ นอกจะมีบิดาและบุตรชายที่อยู่ตรงกลางของห้องโถง... อันที่จริงจะเรียกว่าเป็นท้องพระโรงก็ไม่ผิดนัก ยังมีกลุ่มคนบางส่วนอยู่ด้วย

 

          หากให้เดาคงเป็นผู้ช่วยของท่านประมุขกระมัง

 

          ดูแววตาแต่ละคนสิ ความโลภ ความเห็นแก่ตัวแผ่ออกมาจนไม่อาจเก็บซ่อนไว้ได้ ไม่ต่างอะไรจากอสรพิษที่รอวันฉกเจ้าของให้สิ้นใจ แม้จะยืนโค้งคำนับสงบเสงี่ยมอยู่รอบนอก ทว่าสายตาที่จับจ้องไปที่ร่างของทายาทตระกูลอู่แลดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย

         

          อู่จ้าวหลิวที่ยังคงคุกเข่ากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ข้าคิ้วกระตุกอยู่หลังเงามืดเงียบ ๆ ความเข้มแข็งและอาจหาญในดวงตาคู่นั้นถดถอยลงจนเป็นประกายแสงริบหรี่ เสมือนเด็กที่ไม่กล้าขัดใจบิดา แต่กระนั้นก็ยังกลั้นใจพูดต่ออย่างไม่ยอมแพ้

 

          ...นี่น่ะหรือ ทายาทผู้สืบทอด ?

 

          "ท่านพ่อขอรับ ยามนี้ม่านพลังที่กำลังขยายวงกว้างออกไปนั้น ทำให้จุดศูนย์กลางของทิศทั้งสี่ถูกแช่แข็งจึงมิอาจเริ่มฤดูประลองได้ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าเกรงว่า--"

                  

          "อะไรกัน ลูกรัก ลูกกลัวเช่นนั้นหรือ ?" แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงผิดหวังเต็มประดา "ช่างขี้ขลาดตาขาวเสียจริง ลูกพ่อ"

 

          อู่กุยไห่สะบัดชายเสื้อหนึ่งครั้งเป็นการตัดบทไม่ให้บุตรชายพูดต่อ ก่อนหันหลังเดินก้าวขึ้นนั่งบนบัลลังก์ทอง นิ้วมือเหี่ยวย่นเคาะลงกับพนักเก้าอี้เป็นจังหวะ รอยยิ้มแสยะขึ้นอย่างน่ารังเกียจจนข้าอดไม่ได้ที่จะชักสีหน้าด้วยความขยะแขยง ความละโมบฉายออกมาผ่านแววตาอันจองหองโดยไม่ปิดบัง

 

          นี่น่ะหรือโฉมหน้าที่แท้จริงของประมุขแห่งดินแดนเหมันต์

          น่ารังเกียจจริง ๆ

 

          "อย่าได้เกรงกลัวไปเลย ลูกรัก เมื่อตระกูลอู่ของเราได้ขึ้นเป็นใหญ่ ครอบครองทั่วทั้งพิภพก็ไม่มีสิ่งใดที่เราต้องหวาดกลัวอีกต่อไป ต่อให้มีสัตว์เดรัจฉานตนใดคิดกล้ำกราย มันก็ทำอะไรเรามิได้อยู่ดี" ฉับพลันน้ำเสียงโอหังอวดดีก็แผ่วเบาลงเหมือนพร่ำเพ้ออยู่คนเดียว ดวงตาสีซีดเหม่อลอยอย่างไร้จุดหมาย "มันทุกคนต้องตกอยู่ใต้อาณัติเรา ใช่ อยู่ในกำมือของข้า ลูกแค่... ทำตามที่พ่อบอก ขยายม่านพลังต่อไปเรื่อย ๆ ..."

 

          อู่จ้าวหลิวขบริมฝีปากแน่นจนปริแตก หยาดโลหิตไหลซึมออกมา แม้นจะไม่เห็นด้วยสักเพียงใดก็มิอาจขัดคำบิดาได้จนถึงทุกวันนี้ เขาพยายามแล้ว เขาพยายามหาเหตุผลมากมายมาต่อรอง เพื่อให้ท่านพ่อล้มเลิกความคิด

 

          แต่ไม่ มันไม่ได้ผล

          ทั้งหมดสูญเปล่า จิตใจอันดำมืดของท่านพ่อถูกความโลภกัดกินจนไม่เหลือซาก ถึงกระนั้นอู่จ้าวหลิวก็ยังไม่ยอมแพ้ นั่งคุกเข่าจนเข่าช้ำ เอื้อนเอ่ยหาคำมาอธิบายด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

 

          "อย่างไรก็ตามท่านพ่อก็มิควรกักขังมังกรทั้งสองแห่งเหยียนหลงไว้เช่นนี้ พวกเขาเป็นทูตเจรจาที่แดนมังกรส่งมา หากเวลาผันผ่านล่วงเลยไปแล้วพวกเขายังไม่กลับ รู้ถึงหูท่านประมุขแดนมังกรจะทำอย่างไร"

         

          ...ก็นับว่ายังมีหัวคิดอยู่บ้าง

 

          ข้าพยักหน้าลอบชื่นชมในใจ ป่านนี้ท่านประมุขคงเริ่มเอะใจอย่างที่เขาว่า แต่ทันใดนั้นเองเจ้าก้อนทะมึนที่เกาะอยู่บนไหล่ก็สะดุ้งโหยงจนตัวแทบดิ่งพสุธา อันเนื่องมาจากเสียงผรุสวาทของผู้เป็นใหญ่ ณ เบื้องล่าง

 

          "เถียงคำไม่ตกฟาก !"

 

          เสียงมือทุบลงกับพนักเก้าอี้ดังกึกก้องสะท้อนทั่วห้องโถง มีพลังทำลายล้างมากพอที่จะขับไล่ให้ผู้ร่วมอุดมการณ์วิ่งเตลิดหนีไป ทิ้งให้อู่จ้าวหลิวรับชะตากรรมแต่เพียงผู้เดียว ทว่าชายหนุ่มไม่แม้แต่จะสะดุ้งตัว นั่งนิ่งอย่างสงบ ไม่กระดิกตัวแม้แต่ชุ่นเดียว

 

          ข้าปรบมือแปะ ๆ ด้วยความประทับใจ

 

          ทั้งนับถือความใจแข็งของชายหนุ่มและการทุบกำปั้นกราดเกรี้ยวเมื่อครู่นี้ของประมุขเต่า มีพลังทำลายล้างใช้ได้พอสมควร... ก็ไม่ได้ดีแต่ปากอย่างเดียว

 

          อู่กุยไห่ส่งเสียงในลำคอดังหึอย่างหยิ่งผยอง "เหอะ พวกมันรู้แล้วอย่างไร ที่ข้ายอมให้มันเข้ามาก็หมายความว่าจะไม่มีวันปล่อยให้มันหลุดรอดออกไป ทั้งยังเก็บไว้เป็นข้อเจรจาต่อรองกับแดนมังกรได้อีกด้วย อู่จ้าวหลิว... เจ้าช่างโง่งมเสียจริง เรื่องแค่นี้ยังคิดไม่ได้"

 

          ความคิดชื่นชมหยุดชะงักโดยพลัน ข้าหรี่ตาลงทันที

 

          บ๊ะ ! กักขังไว้ต่อรองด้วย บัดซบ ข้าชักอยากรู้แล้วว่าในสมองเน่า ๆ นั่นกำลังคิดอะไรอยู่ ?! เกรงใจพลังข้ากับไป๋หยินหน่อย ประเดี๋ยวบิดาจะสร้างฝนกรดทั่วพระนคร แค่นั้นไม่พอจะให้เจ้าหยวกกล้วยสร้างอสนีบาตกลางเมือง เพ้ยย...

 

          หากแต่ก็มีคนที่เดือดดาลยิ่งกว่า

 

          [ข้าจะไปตบกระบาลมัน !!! (ʘʘ╬) คิดว่าตัวเองเป็นใครหา ? ถึงได้มีความคิดที่จะทำแบบนี้กับเฮยหยางของข้า ข้าจะถอนหงอกบนหัวมัน เลาะหนังมาตากแห้ง เอากระดูกมาหักเป็นท่อน ๆ จับถอดกระดองเอามาบดทำยาให้ได้ ไอ้เฒ่าเต่าเส็งเคร็ง !]

 

        ...ใจเย็นก่อน

 

          นอกจากจะต้องปลอบตัวเองไม่ให้อารมณ์ขึ้นด้วยความฉุนเฉียว ต้องหันไปปรามให้เงาน้อยหยุดความคิดที่จะงัดข้ออีกด้วย

 

          ข้าทอดถอนใจด้วยความเหนื่อยล้า ชีวิตเฮยหยางช่างยุ่งยากเสียจริง

 

          "ก็แค่เจ้าใช้พลังสร้างคุกคุมขังมังกรทรงพลังสองตนไม่ใช่เรื่องยากอยู่แล้ว ต่อให้แข็งแกร่งไร้เทียมทานเพียงใดก็ไม่มีทางหลุดรอดจากม่านพลังนี้ได้ ... ได้ยินว่าพลังของเจ้าก้าวข้ามไปอีกขั้นแล้วมิใช่รึ ?" ชั่ววินาทีนั้นอู่กุยไห่ก็แย้มยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี ราวกับความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่นี้เป็นภาพลวงตา "จ้าวหลิว สมแล้วที่เป็นลูกของข้า"

 

          ... เมื่อครู่นี้เจ้ายังด่าลูกตัวเองอยู่เลยมิใช่หรือ ?

 

          ผีเข้าผีออกจนน่ากลัว อู่จ้าวหลิวรับอารมณ์ขึ้น ๆ ลงของประมุขเฒ่าเช่นนี้ทุกวันเลยหรือ ช่างน่านับถือเสียจริง เฮยหยางขอคารวะท่านแล้ว เพราะหากมีใครขึ้นเสียงใส่ข้าเช่นนี้ล่ะก็...

 

          ข้าจะดีดปาก เลาะฟันเสียให้เข็ด

 

 

          "ท่านพ่อ..."

 

          อู่จ้าวหลิวเริ่มมีสีหน้ามิสู้ดี เรื่องที่พลังของเขาก้าวหน้า เป็นไปได้ไม่อยากให้บิดารับรู้เลย แต่หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง ในวังใต้บาดาลนี้ หาความเป็นอิสระส่วนตัวไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

 

 

          ประมุขอู่กุยไห่คล้ายหมดอารมณ์ที่จะฟังเรื่องไร้สาระจากปากบุตรชาย เขาสะบัดมือไล่ด้วยความรำคาญ ดวงตาสีซีดปราดมองร่างที่คุกเข่าอยู่อย่างเย็นชา

 

 

          "อย่าได้พูดขัดคำข้าอีก วันนี้ข้าจะทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง ทำเป็นไม่เห็นกิริยาทราม ๆ ของเจ้า" ฉับพลันรอยยิ้มโหดเหี้ยมก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่น "แต่หากมีอีก... เจ้าพวกทาสเหล่านั้นน่ะ รู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น"

 

          อู่จ้าวหลิวหน้าซีดขาวเป็นกระดาษ

 

          [เพ้ย ๆ ! กลุ่มคนที่เจ้าเรียกว่าทาสน่ะ เป็นหนึ่งในประชาชนนะ ประชาชนที่เจ้าจับมาด้วย ไอ้... ไอ้ !] แล้วจู่ ๆ เจ้าเงาน้อยก็แผดเสียงจ้า [ข้านึกคำด่ามันไม่ออกแล้ว มันชั่วช้าเกินกว่าจะหาคำมาบรรยาย (`) แงง~]

 

        ... ข้าเองก็หมดคำพูด

 

          [กับประมุขเฒ่าน่ะหรือ ?]

 

        กับเจ้านี่แหละ !

 

          ข้าสูดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ ทำไมข้าต้องมานั่งฟังคนอารมณ์ไม่ปกติสองคนพร้อมกันด้วย บัดซบ ! แล้วเฒ่าเต่านี่ก็ไม่เห็นหัวประชาชนแม้แต่น้อย มันน่าจับถอดกระดองจริง ๆ ด้วย

 

          ข้าเลื่อนสายตากลับไปจับจ้องบุรุษอีกคนที่มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

 

          อู่จ้าวหลิวขบฟันกรามแน่น ท่านพ่อรู้จุดอ่อนของเขาดีที่สุด และมักจะใช้ข้อเสียเปรียบนี้เสมอ

 

          ครั้งนี้ก็เช่นกัน

 

          "... ทำไมท่านต้องดึงพวกเขาเข้ามาเอี่ยวด้วย"

 

          ทำไมต้องใช้ให้ผู้บริสุทธิ์มาทำอะไรแบบนี้ แค่เขาก็พอแล้ว แต่คนพวกนั้น... ควรมีอิสรภาพในการเลือกชีวิต ไม่ควรถูกจองจำไว้ใช้แรงงานเป็นข้าทาสเช่นนี้

 

          แต่ท่านพ่อกลับหัวเราะใส่เสมือนตีแสกใส่หน้าเขาอีกครั้งว่า เรื่องแค่นี้เจ้าก็คิดเองไม่ได้

 

          มิใช่ ข้าคิดเองได้

          แต่ท่านพ่อไม่เคยฟังต่างหาก...

 

          "ก็เพื่อผลลัพธ์ที่เร็วขึ้นอย่างไร โธ่ ลูกรัก พ่อรักลูกมากนะ เพราะรู้ว่าแค่พลังของเจ้าคนเดียวมิอาจขยายม่านพลังได้ทันท่วงที มีพวกนั้นคอยช่วยก็ดีแล้วมิใช่รึ ?"

 

          "ทำไม..."

 

          "หุบปาก ! เจ้านี่พูดจาไม่รู้เรื่อง ไปได้แล้ว !!"

 

          และแล้วตัวละครประกอบฉากก็โค้งคารวะเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ

          รู้ตัวอีกทีข้าก็นั่งเท้าคางลงนอนกับพื้นเสียแล้ว

 

          โรงงิ้วนี้ช่างน่าเบื่อเกินบรรยาย อู่จ้าวหลิวขี้ขลาดตามที่ประมุขว่าจริง ๆ มีพลังอันน่าเกรงกลัวไว้ในการครอบครอง แต่กลับไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ นั่งก้มหัวงก ๆ ฟังคำสั่งบิดาอยู่ต่อไปเช่นนี้ แม้อยากจะช่วยชาวเมืองกลุ่มน้อยเพียงใดก็มิอาจทำได้ อีกทั้งจะเป็นการทำให้แผนชั่วช้าของบิดาสำเร็จไปได้ด้วยดีเสียอีก

 

          คำว่า "บิดาผู้ให้กำเนิด" มันตีบตันอยู่ในลำคอกระมัง

 

          ข้าไม่ค่อยเข้าใจสายสัมพันธ์ในครอบครัวสักเท่าใด เมื่อมังกรเพศเมียคลอดลูกจะฟักไข่ทิ้งไว้ในแม่น้ำลำธาร ปล่อยให้ลูกไปเผชิญชะตากรรมกับชีวิตต่อ สำนวนเลือดย่อมข้นกว่าน้ำจึงไม่ได้เกิดขึ้นในหมู่มังกร

         

          ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างใช้ชีวิต อิสรเสรี

 

          แต่ที่นี่คงต่างออกไป พ่อเต่าแม่เต่าเลี้ยงดูฟูมฟักลูกอย่างทะนุถนอม ขุดทรายกรบไข่ด้วยความนุ่มนวล ชี้นำว่าหากอยากมีชีวิตรอดให้เดินตามแสงอรุณไป แตกต่างจากพวกเราโดยสิ้นเชิง

 

          ทว่า... นี่น่ะหรือพ่อเต่าที่ดูแลลูกเป็นอย่างดี ดูจะผิดแปลกจากที่ข้าได้ยินมานะ

 

          [เฮยหยาง เจ้าจะรอดูท่าทีของประมุขต่อหรือตามเด็กน้อยคนนั้นไป]

 

          ตามไปดีกว่า... ข้าพอจะคิดแผนการบางอย่างออกแล้ว

 

.

.

.

 

          อู่จ้าวหลิวที่ถูกบิดาบังเกิดเกล้าขับไล่ออกมาจากห้องโถงใหญ่เดินหน้ากัดฟันกลับที่พักของตัวเองด้วยดวงตาแดงก่ำ สองมือกำหมัดแน่นด้วยความขุ่นเคือง เดินข้ามผ่านบ่าวรับใช้และคนสนิทของท่านพ่อที่พากันส่งเสียงหัวเราะคิกคักใส่เขาด้วยความสมเพช

 

          ความบ้าอำนาจ ความโลภได้กัดกินจิตใจของท่านพ่อไปนานแล้ว

 

          เขารู้ดี ทราบดีมาโดยตลอด แต่ก็... ยังมีความหวังเล็ก ๆ เสี้ยวหนึ่งในจิตใจ หวังว่าสักวันหนึ่งบิดาจะคิดออกว่าต่อให้มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลบำเรอความสุขทางกายมากเพียงใดก็มิอาจสู้กับความสุขทางใจ

 

          ทว่าวันนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไร้ค่า

 

          มีเพียงคำสองคำที่วนเวียนอยู่ในความคิดอันกลวงเปล่า ระหว่างคำว่า "กตัญญูรู้คุณบิดามารดา" กับ "ความยุติธรรมและเที่ยงตรง"

 

          เขาไม่อยากอกตัญญูต่อท่านพ่อ ในขณะเดียวกันก็มิอาจปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อนไปได้มากกว่านี้แล้ว ผู้คนที่เจริญรุ่งเรืองก็รุ่งจนถึงขีดสุด ที่ตกต่ำก็แทบจมดิน เขาพยายามหาปัจจัยสี่แจกจ่ายให้กับคนที่ถูกจับมา แต่มันก็ไม่เพียงพอ อู่จ้าวหลิวจนปัญญาราวหมาจนตรอก ไม่ว่าจะหันไปทางใด ล้วนมืดแปดด้าน ไม่พบแสงสว่างเลยแม้แต่น้อย

 

          มีกำลังไพร่พลเพียงหยิบมือที่ฟังคำสั่ง แม้มีฝีไม้ลายมืออันเก่งกาจ แต่... แล้วอย่างไร ?

 

          สุดท้ายก็เป็นเพียงหมากบนกระดานที่ต้องรอคอยคำสั่งอยู่ร่ำไป

 

          "นายท่านอู่จ้าวหลิวขอรับ... โปรดพักผ่อนเถิด ท่านใช้พลังมหาศาลในการขยายม่านพลัง หากไม่พักจะ--"

 

          "เราพักไม่ได้... จะพักได้อย่างไร หากเราไม่ช่วย คนกลุ่มนั้นจะต้องรีดเค้นพลังอย่างหนัก เราจะละทิ้งประชาชนกลุ่มน้อยเหล่านั้นได้อย่างไร"

 

          อู่จ้าวหลิวคือนามของเขา ความหมายคือผู้สร้างกระแสน้ำ

 

          เขตอาคมป้องกันที่ครอบคลุมทั่วทั้งเมืองและกำลังแผ่ขยายกว้างออกไปนั้น มากกว่าครึ่งล้วนเกิดจากฝีมือของเขา บุตรชายเพียงหนึ่งเดียวของประมุขเต่า ไม่ใช่ ... เขาเป็นลูกคนเดียวที่เหลือรอดจากบรรดาพี่น้องทั้งหมด หลังมารดาจากไป ท่านพ่อก็ไปเป็นคนละคนกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ เงินที่เก็บหอมรอบริบเป็นค่ารักษาพยาบาลของท่านแม่ ถูกนำไปใช้บำเรอความสุขของท่านพ่อจนหมดสิ้น

 

          พี่น้องที่ร้องไห้งอแงคิดถึงแม่ ล้วนถูกบิดาสังหารราวกับว่า... ท่านพ่อพยายามที่จะลืมเรื่องราวของท่านแม่ มีเพียงเขาที่ปิดปากเงียบสนิทพร้อมกับคำพูดสุดท้ายที่ติดตรึงอยู่ในใจ ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นลม

 

          "พ่อของลูกเปลี่ยนไปมาก ตั้งแต่แม่ป่วย พยายามใช้เงินซื้อยารักษาทุกอย่างเพื่อยื้อชีวิตแม่จนหน้ามืดตามัว หลังแม่ตายไป... ท่านพ่อของลูกคงเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แม่เสียใจที่มิอาจอยู่เป็นที่พึ่งให้ลูกได้ แต่จำคำแม่ไว้ให้ดีนะ จ้าวหลิว"

 

          "เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้หรอกนะ ลูกรักของแม่"

 

        ชีวิตก็เช่นกัน

 

          และแล้วท่านแม่ก็จากไป ทำให้จ้าวหลิวไม่เชื่อคำสอนของพ่อหรือครูบาอาจารย์ ออกจะขัดใจทุกครั้งเวลาที่ทุกคนตกอยู่ในอำนาจของเงิน ขอแค่มีเงิน...

 

          ความเน่าเหม็นเช่นนี้ อย่าได้ส่งกลิ่นไปถึงดินแดนอื่นเลย

 

          ทุกคนในดินแดนใต้น้ำสามารถสร้างเกราะกำบังได้ แต่ที่แข็งแกร่งที่สุดก็คืออู่จ้าวหลิว พลังของเขาเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินนี้ ทำให้ไม่มีใครย่างกรายเข้ามาที่นี่ได้

 

          ดีแล้ว

          อย่าเข้ามาเลย มันสกปรกเกินกว่าที่ใครจะเหยียบย่างเข้ามาแล้ว

 

          แต่เขาลืมคำนึงถึงความจริงอีกข้อว่ายิ่งสร้างม่านพลังมากเท่าใด ฤดูวสันต์ที่สัตว์เทพบนผืนพิภพเฝ้ารอจะยิ่งเลือนหายไป จุดศูนย์กลางของทิศทั้งสี่ถูกแช่แข็ง ไม่มีทางเลยที่คนจากแดนมังกรจะไม่เข้ามาถามไถ่ กว่าเขาจะรู้ตัว ม่านพลังก็แผ่ขยายออกไปแล้ว

 

          เขาช่างโง่เขลานัก

 

          เพราะนอกจากจะส่งผลกระทบต่อฤดูประลอง ยังส่งผลร้ายแรงต่อมนุษย์เบื้องล่าง ทำให้พวกเขาขาดแคลนอาหาร อาศัยอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศอันเลวร้าย เขารู้สึกผิด สมองว่างเปล่าจนคิดสิ่งใดไม่ออกแล้ว

 

          "...จะทำอย่างไรดี ?"

 

          เสียงแผ่วเบาราวกับเสียงสะอื้นนั้นสะท้านใจผู้แอบฟังเป็นอย่างมาก แม้ในใจจะแอบติเตียนอยู่ยกใหญ่ เพ้ย ๆ ไม่ได้อยู่ในห้องหับส่วนตัว แต่กลับพร่ำเพ้อออกมาจนหมดเปลือกเช่นนี้จะดีหรือ ?! หากมีศัตรูแอบดักฟังเช่นพวกข้าจะทำอย่างไร

 

          ยัง ยังไม่กางม่านพลังอีก !

 

          ผู้คนใต้น้ำปัญญาอ่อนเช่นนี้ทุกคนเลยหรือไม่ ??!

 

          [เห็นใจคนคิดมากหน่อยน่า เฮยหยาง~ บ่อยครั้งที่คนเราต้องระบายความในใจออกมา มิเช่นนั้นคงอกแตกตายไปเสียก่อน ดูพ่อหนุ่มน้อยคนนี้สิ น่าสงสารจะตายไป~]

 

          แต่น่าเหลือเชื่อจริง ๆ ในระยะเวลาแค่หกร้อยปี ประมุขเต่าสามารถฝังหัวชาวเมืองและบรรดาศิษย์ในสำนักให้เชื่อได้ด้วยว่าเงินซื้อได้ทุกสิ่ง ขอแค่มีเงินก็สามารถทำได้ทุกอย่าง... ข้าลูบหน้าไปคิดไปพลาง

                  

          ตรรกะบัดซบเช่นนี้ไม่คิดเลยว่าจะมีผู้ปฏิบัติตาม

 

          [ก็คงเหมือนมีคนมาพร่ำบ่นกรอกหูบ่อย ๆ มีสองทางเลือกคือหนึ่งทำตาม เพราะตัดรำคาญ รวมถึงหวาดกลัวชีวิตที่จะมิได้สุขสบายเหมือนเก่า สองไม่ทำตาม เพราะไม่เชื่อหรือไม่มีเงินประกัน ประเภทอย่างหลังก็ตกเป็นแรงงานทาสให้สร้างม่านพลังไป ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนจรไร้ที่พึ่ง จะทำอันใดได้ เรียกร้องไปก็เหมือนตัดลมหายใจตัวเอง]

 

          แล้วมีหรือที่คนแค่บางส่วนจะทำให้ประมุขที่ไม่สมควรเป็นประมุขให้ความสนใจ ไม่เลยสักนิด ดูแววตาคู่นั้นก็รู้แล้วว่ามันไม่มีทางให้ความสนใจ เว้นแต่ว่าสิ่ง ๆ นั้นจะทำให้มันเข้าสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น

 

          อยากครอบครองดินแดนกึ่งสวรรค์ เพื่อบำเรอความสุขของตัวเองให้ลืมความเสียใจกับการจากไปของคนรัก โดยไม่สนความเป็นไปของคนรอบตัวว่าจะเจ็บปวดสักเพียงใด

 

          หัวจิตหัวใจของคนเป็นพ่อไม่มีเลยแม้แต่เศษเสี้ยว เห็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเป็นเพียงแค่เครื่องมือก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จเท่านั้น น่าสังเวชเหลือเกิน ข้าส่ายหน้าด้วยความเวทนา เบนสายตามองชายหนุ่มที่เม้มปากแน่นเป็นเส้นตรงอย่างคนคิดไม่ตก

 

          อู่จ้าวหลิวเอ๋ย... บิดาที่ไม่ทำตัวสมกับเป็นบิดาเช่นนี้ ไม่สมกับที่ได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรติ มันสมควรแล้วจริง ๆ หรือที่เจ้าจะปล่อยให้เรื่องมันดำเนินเช่นนี้ต่อไป ?

 

          หากเป็นบิดาที่หวังดีก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ไม่ใช่ ต่อให้วิงวอนขอร้องเพียงใดก็ล้วนเสียเวลา เปล่าประโยชน์สิ้นดี

 

          เห็นแก่ที่ยังมีใจคิดถึงราษฎร ข้าจะเป่าหูให้เจ้าได้ตาสว่างหน่อยก็แล้วกัน

 

          ข้าถามเสียงราบเรียบกับเจ้าเงาน้อย หากข้าใช้เงาวาดเป็นตัวอักษรจะเป็นอันใดหรือไม่ ?

 

          [เป็นแน่นอน แต่จะให้ไปเผชิญหน้าตรง ๆ ก็มิใช่เรื่องดี บางที... นี่อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว]

 

          ข้าไม่อยากพูดถึงช่วงที่กำลังเป่าหูลูกเต่าน้อยของประมุขเฒ่าสักเท่าใด บางคำพูด บางตัวอักษรมันน้ำเน่าเสียจนข้าเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเขียนมันลงไปได้อย่างไร รู้แค่ว่าช่วงแรกอู่จ้าวหลิวมีท่าทีหวาดระแวงเป็นอย่างมากก็พอ

 

          ซึ่งมาระแวงอะไรตอนนี้ เจ้าควรระวังตัวตั้งแต่บ่นตอนแรกแล้ว ! เจ้าลูกเต่าโง่เง่า !

 

          แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีท่าทีผ่อนคลาย ไล่บ่าวรับใช้ออกไปแล้ววกกลับเข้าไปในห้องนอน กางม่านพลัง ทำท่าทีท่องตำรา ทั้ง ๆ ที่อ้าปากตอบโต้กับข้า บอกเล่าความทุกข์ระทมจนหมดเปลือกอย่างคนที่อัดอั้นมานาน ถามคำ ข้าก็ตอบคำ แต่พอตอบไป อีกฝ่ายก็เงียบอยู่นานทีเดียว

 

        'ข้ารู้ว่าเจ้ามีคำตอบในใจอยู่แล้วว่าควรทำอย่างไรต่อ เจ้าเพียงแค่ไม่มั่นใจ อยากหาคนสนับสนุนว่าความคิดของตัวเองเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว'

 

        "..."

 

        'ไตร่ตรองดูดี ๆ เถิดว่าแท้จริงแล้ว... คำตอบที่แท้จริงของเจ้าคืออะไรกันแน่'

 

          หลังจากที่กรอกหูอยู่นาน ในที่สุดอู่จ้าวหลิวก็คิดออก ดวงตาเขียวแกมเหลืองเปล่งประกายเจิดจ้าราวกับได้พบเปลวเทียนที่สว่างไสวท่ามกลางความมืดบอด และด้วยเหตุนั้นข้าจึงอยู่ในเหตุการณ์ปฏิวัติครั้งนั้นอย่างช่วยไม่ได้

 

        อา... คราวหน้าคราวหลังข้าควรพกขนมกับน้ำชามากินกับแกล้มท่าจะดี

 

          [ข้าเห็นด้วย ๆ !~]

 

          ท่ามกลางเสียงกรีดร้องวิงวอนขอชีวิตจากกลุ่มคนที่เคยหัวเราะเยาะใส่เขา พูดจาดูถูกถากถางเขา มีประโยคหนึ่งที่ถูกสลักเข้าไปในจิตใจของอู่จ้าวหลิว

 

'สูญเสียบางสิ่งเพื่อแลกกับบางสิ่ง'

 

          ชีวิตและความทะนงตัวอันเห็นแก่ตัวของบิดากับชีวิตอันน่าสังเวชของอีกหลายชีวิตใต้บาดาลที่จองจำพวกเขา... อู่จ้าวหลิวทราบดีว่าต้องทำอย่างไร

 

          ถูกตราหน้าว่าเป็นบุตรทรพีสังหารบิดา ล้างโคตรตระกูลตัวเองยังดีกว่า... ต้องทนฟังเสียงคร่ำครวญทุกคืนจนนอนไม่หลับ

 

          ประวัติศาสตร์จึงได้จารึกไว้ว่าอู่จ้าวหลิวคือบุตรทรพีที่ประชาชนรักเขามากที่สุด

 

          วันคืนไหลผ่าน

 

          จริง ๆ อู่จ้าวหลิวก็พอจะรู้ว่าเจ้าของตัวอักษรเงาในค่ำคืนนั้นเป็นใคร ชื่อของคน ๆ หนึ่งปรากฏขึ้นในความคิดของเขา มังกรดำ ผู้มิมีใครรู้ความสามารถที่แท้จริง ... เห็นทีจะมีเขาเป็นคนแรกกระมังที่รู้ว่าหนึ่งในความสามารถของมังกรทมิฬผู้นี้คืออะไร พอคิดแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะวาดรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้า

 

          ตอนแรกก็คิดว่าจะหาทางออกไปจากที่นี่ให้ แต่กลายเป็นว่าถูกเขาเข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์เสียอย่างนั้น อู่จ้าวหลิวยกยิ้มขึ้นมาอย่างละอายใจ เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ที่ทอดส่องลงมา เผลอวางมือลูบลงบนโต๊ะที่เคยมีตัวอักษรเงาปรากฏขึ้น

 

          "หากได้เจอกันอีกครั้งก็คงจะดี"

 

          แน่นอนว่าคำพูดเหล่านั้นไม่มีทางพ้นหูคู่สมรสพระราชทาน บุรุษเจ้าของเส้นผมสีขาวเงางามเคาะนิ้วลงกับโต๊ะอย่างไม่สบอารมณ์ ใบหน้าเรียบตึงจนไม่สามารถสะกดความหงุดหงิดที่พลุ่งพล่านได้ ที่บอกว่ามีเรื่องสนุกที่ตำหนักอู่กุยไห่ก็มิคิดว่าจะนำพาเรื่องยุ่งยากมาให้ เห็นทีจะเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์กระมัง

 

          ศิษย์ลูกเต่ายังพอว่า ยังมีประมุขเต่าหน้าละอ่อนอีก !

 

          ไป๋หยินแค่นหัวเราะเย็นยะเยียบ

 

อย่าหวังว่าจะได้มีครั้งหน้าเลย...

 

          ส่วนเฮยหยางที่กำลังนั่งรับประทานขนมกับเหล่าลูกเต่าตัวน้อยอย่างสุขสำราญอยู่นั้น พลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาอีกแล้ว อดไม่ได้ที่จะยกมือลูบหลังตัวเองปรอย ๆ กระดูกสันหลังของข้าหักหรือเปล่าหนอ เหตุใดจึงรู้สึกไม่สบายกายเช่นนี้บ่อย ๆ

 

          [เฮยหยาง ขอขนมอีก !]

 

          เจ้าซ่อนอยู่ในชายเสื้อข้านั่นแหละ เดี๋ยวส่งขนมไปให้...

 

          แต่ช่างเถิด ขออิ่มหนำสำราญก่อนล่ะ ลาก่อน

 

 

          กะ เกือบ 7,000 ตัวอักษร *เป็นลม*

          เนื้อหาตอนนี้เยอะมากเลยแต่งช้าไปหน่อย แงง หวังว่าจะไม่น่าเบื่อเกินไปนะคะ

 

          ตอนนี้ก็จะเครียด ๆ หน่อย มีฉากฟินแวบ ๆ มาบ้างให้กระชุ่มกระชวย 5555 ดึงอารมณ์หลังจากที่ตอนที่แล้วทุกคนกรีดร้องกัน XD ฮา

 

          จริง ๆ ที่เคยวางแพลนจะเขียนในตอนที่ 12 ไม่ได้โหดขนาดนี้นะคะ ใส ๆ มันแกวแตงกวา สารพัดฉากกุ๊กกิ๊กมากกว่านี้เยอะเลย แต่ถ้าใส่เข้ามาแล้วมันจะไม่ต่อเนื่องกัน เนื้อเรื่องจะแหว่ง ๆ ขาด ๆ ทำใจลำบากมากเลย (д)

 

          กำลังคิดอยู่ว่าจะเอาลงให้ลองอ่านกันดูดีไหม 55555

 

          ใครอยากอ่านไปกดถูกใจ/ติดตามในเพจหรือทวิตนะคะ เข้าแท็คที่ติดอยู่ด้านล่างเลยยย ถ้ามีคนสนใจเยอะจะเอาลงน้า ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

 

          1 เมนต์ = กำลังใจ

 

#มังกรปรปักษ์

#หยินคู่หยาง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 151 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #148 นกน้อย5 (@2612547) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 22:47
    น้องไป๋หึงแล้ว
    #148
    1
    • #148-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 13)
      28 เมษายน 2562 / 23:34
      กลิ่นน้ำส้มสายชูแรงมากกก
      #148-1
  2. #88 fighting writeee♡ (@sedna0327) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 22:33
    เป็นน้องไป๋นี่คือเครียดแล้ว เทอจะทำให้ชั้นคลั่งตายเพราะความน่ารักของเทอไม่ได้!
    #88
    1
    • #88-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 13)
      29 มีนาคม 2562 / 21:18
      ขำ 55555555 (o'v`b)b *ไป๋หยินกดถูกใจสิ่งนี้*
      #88-1
  3. #73 บาบาน่า (@FISHOKUN) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 18:07

    ไล่อ่านที่ตอนล่าสุดแล้ว เย่ นับถือความขยันของไรท์มากเลยค่ะ แต่ละตอนยาวมากกกกก รอตอนใหม่อยู่นะคะ เป็นกำลังใจให้จ้า
    #73
    1
  4. #60 parabola321 (@parabola321) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 22:31
    ขี้หึงจริงๆๆๆๆ
    #60
    1
    • #60-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 13)
      22 มีนาคม 2562 / 14:31
      ไหน้ำส้มแตกกระจุยยยย
      #60-1
  5. #59 Rindis (@Rindis) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 19:08

    ฮาเร็มจงมา~~~~

    #59
    1
    • #59-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 13)
      20 มีนาคม 2562 / 21:10
      ไป๋หยินจับเชือดรายคน 5555555
      #59-1
  6. #58 JKthunhaw (@0902143426) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 มีนาคม 2562 / 16:49
    นี่ก็หึงไม่รู้เวลา55555
    #58
    1
    • #58-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 13)
      19 มีนาคม 2562 / 16:57
      เผลอ ๆ ต้องเรียกว่าหึงตลอดเวลา 55555
      #58-1
  7. #57 prankmaprank (@prankmaprank) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มีนาคม 2562 / 22:51

    หืออออ​ ได้​กลิ่นน้ำส้มฉุน​ ๆ​ มาแต่ไกล พบคนตกไหน้ำส้ม​ถังใหญ่​ 1 อัตราค่ะ​ ><~
    #57
    1
    • #57-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 13)
      19 มีนาคม 2562 / 12:05
      พิษรักแรงหึงแรง กลิ่นน้ำส้มยิ่งแรงค่ะ 555555
      #57-1
  8. #56 raabporn2016 (@raabporn2016) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มีนาคม 2562 / 20:35

    มันน่าทำแบบเจ้าเงาน้อยบอกจริงๆ แต่แม่จะเชือดให้ตายช้าๆ ช้าๆ แล้วค่อยฆ่าอีกที/ยิ้มหวานหยดย้อย/เงาน้อง เจ้าช่างน่ารักยิ่งนัก:) ไว้ว่างๆข้าผู้นี้อยากนั่งจิบชาสนธนาด้วยเสียแล้ว หวังว่าเจ้าคงมาได้/ระบายยิ้มอ่อนหวาน
    ปลถึงไรท์. ขอบคุณมากๆค่ะ เราชอบเรื่องนี้มาก ขอบคุณมากจริงๆที่แต่งนิยายดีๆแบบนี้ให้เราอ่าน เราชอบนิยายแนวนี้อยู่แล้ว ภาษาสวยงาม เนื้อเรื่องดี เจ้าเงาน้อยน่าฟัด(เดี๋ยวๆ) สามารถดึงนิสัยของตัวละคร ออกมาได้ดีมากค่ะ

    หวังว่าไรท์คงไม่เทเราเนอะ
    ปล2.แอบสงสารจ้าวหลิวนะคะเนี่ย ไว้ว่างๆแม่จะตามไปตบกะบานบิดาน้องเนอะ/ยิ้มหวานอีกครั้ง
    #56
    1
    • #56-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 13)
      19 มีนาคม 2562 / 12:05
      เจ้าเงาน้อยติดภารกิจ แต่ฝากขอบคุณมานะคะ <3

      OMG ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ยาว ๆ นะคะ เราอ่านแล้วซึ้งมาก ; / ดีใจที่คุณอ่านแล้วชอบนะคะ ทางนี้ก็ต้องขอขอบคุณที่ติดตามมาตลอด ถ้ารีดไม่เท ไรท์ก็ไม่เทนิยายเรื่องนี้ค่ะ 5555 ส่วนตัวเราเองก็ไม่รู้ว่านิยายเรื่องนี้ในสายตานักอ่านจะเป็นยังไง ขอบคุณนะคะที่บอกเรา ปลื้มมากเลยย

      จ้าวหลิวบอกว่าไม่เป็นไร แค่นี้ท่านพ่อก็นวมแล้วว 555 XD
      #56-1
  9. #55 ราชินีขี้เซา (@0983163561) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มีนาคม 2562 / 17:57
    ประมุขเต่าเลวมาก
    #55
    3
    • #55-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 13)
      18 มีนาคม 2562 / 18:03
      (O_< เจ้าเงาน้อยพร้อมลุย เพราะคนเลวต้องเจอเลวยิ่งกว่า แค่ก ๆๆๆ--
      #55-1