มังกรปรปักษ์ ☯

ตอนที่ 11 : อบรมสั่งสอนลูกเต่าตัวจ้อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,399
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 145 ครั้ง
    10 มี.ค. 62

          ตอนที่ 10 : อบรมสั่งสอนลูกเต่าตัวจ้อย

 

 

          กระนั้นแล้วถึงข้าจะหมดอารมณ์สุนทรีในการเดินสำรวจเมืองอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ แต่กว่าจะถึงยามเซิน (15.00 - 16.59 น.) ก็อีกชั่วยาม เจ้าพวกจิ้งเหลนทั้งหลายคงไม่แคล้วเดินเล่นเลือกซื้อของฝากรอจนกว่าจะถึงเวลานัดหมาย จะให้ข้าไปยืนแกร่วคอยก็ใช่เรื่อง

 

          อีกอย่างมาเยือนต่างถิ่นทั้งที จะไม่ให้ทำสิ่งนั้นก็อาจเรียกได้ว่ามาไม่ถึงเมืองบาดาล

 

          ข้าเหลือบมองเจ้าหยวกกล้วยที่ยังคงแผ่ไอสังหารไม่หยุด ก่อนจะใช้มือสะกิดพากันเข้าไปในเหลาอาหารแห่งหนึ่งที่ตั้งตระหง่านเป็นสง่ากลางเมืองหลวง ป้ายชื่อร้านประดับประดาไปด้วยไข่มุกเม็ดงามเขียนว่า เหลานทีรัย

 

          ไม่อยากเดินเล่นแล้วก็จริง แต่อาหารการกินก็อีกเรื่องหนึ่ง !

 

          เหินเวหาล่องเหนือมานานหลายวัน ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย มิน่าล่ะถึงไม่มีแรงสลัดมือเจ้าหยวกกล้วยอยู่เรื่อย เฮ้อ... จนถึงตอนนี้ก็ยังจับมือไม่ปล่อย ให้ตายเถิด ข้าก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะสลัดมือให้พ้นจากการเกาะกุมแล้ว สะบัดจนแขนแทบหลุดก็ไม่พ้นเงื้อมมือปลาหมึก

 

          สงสัยต้องหาอะไรเติมกระเพาะสักหน่อย จะได้มีแรงมาต่อกรกับเจ้าหยวกกล้วยจอมบัดซบนี่ !

 

          กองทัพต้องเดินด้วยท้อง สำนวนนี้เป็นอมตะจริง ๆ

 

          ข้าเดินตามเสี่ยวเอ้อที่ดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษกับการรับรองแขกผู้มาเยือนแปลกถิ่นเช่นพวกข้า แม้จะไม่ได้กวาดตามองไปรอบ ๆ ก็รับรู้ได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมาจึงขอโต๊ะที่ส่วนตัวที่สุดและตอนนั้นเองที่ข้าได้รับรู้ความจริงข้อหนึ่ง

 

          ตัวเหลาตามปกติแล้วจะมีหลายชั้นเรียงลำดับความสูงขึ้นไป ยิ่งชั้นที่อยู่สูง ยิ่งมีราคาแพง แต่ที่นี่ต่างออกไป ยิ่งลงบันไดมากเท่าใด ความหรูหราตระการตายิ่งมากขึ้นเท่านั้น เหมือนลงสู่ห้วงบาดาลอันไร้ที่สิ้นสุด ทิวทัศน์ด้านนอกที่ควรเป็นอากาศปลอดโปร่งกลับเป็นกระแสน้ำทะเลใสแจ๋วที่มองทะลุเห็นได้แม้กระทั่งปลาตัวเล็กตัวน้อยให้ความรู้สึกที่พิศวงจนอดไม่ได้ที่จะเพลิดเพลินกับความแปลกประหลาดนี้

 

          กระนั้นแล้วข้าก็นึกสงสัยไม่หาย เหตุใดมวลน้ำมหาศาลถึงไม่ทะลุผ่านเข้ามา เป็นกลยุทธ์บางอย่างที่มีแต่ดินแดนแห่งนี้ที่ทำได้งั้นหรือ ตั้งแต่ม่านพลังล่องหนที่ครอบคลุมทั่วทั้งแผ่นดิน กระทั่งเหลานทีรัยที่เป็นแค่ภัตตาคารก็ยังมีข้อสงสัยอีกหลายประการ

 

          หวังว่าที่นี่จะมีแหล่งข้อมูลพอให้ข้าสืบเสาะนะ

 

          น่าเสียดายที่ไม่มีนกนางแอ่นย่าง ...กลางทะเลแบบนี้จะเอานกมาจากที่ไหนกัน ข้าพลันส่ายหน้าให้กับความเห็นแก่กินของตัวเอง เสี่ยวเอ้อเข้ามาประจบประแจงพอสมควรแล้วจากไป เพราะทนรังสีอำมหิตไม่ไหว ข้าเลือกดูรายการอาหารอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลยส่ง ๆ ให้อีกคนสั่งแทน

 

          ส่วนเจ้าเงาน้อยน่ะหรือ... แยกตัวออกไปตั้งนานแล้ว เห็นสาวงามเป็นไม่ได้ หายวับไปทุกที ตอนนี้หากให้ข้าเดาก็คงจะอยู่ในสถานเริงรมย์สักที่ ดูของสวย ๆ งาม ๆ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักอีแปะเดียว

 

          สมกับเป็นเฒ่าทารก*จริง ๆ คงจะกลับวันมะรืนกระมัง

 

          ข้าเท้าคางมองไปด้านนอกอย่างสุขสำราญใจ เหล่าสัตว์ทะเลน้อยใหญ่แหวกว่ายจนเกิดฟองอากาศล่องลอยในน้ำทะเล ข้าหลุดหัวเราะออกมาคำหนึ่งเมื่อเห็นเจ้าเต่าน้อยว่ายเข้ามาชนกับตัวเหลาที่ถูกกั้นด้วยพลังบางอย่างทำให้มันเข้ามาไม่ได้ มันงุนงงอยู่สักพัก พยายามที่จะเข้ามาข้างในให้ได้อย่างน่าเอ็นดูจนข้าอดไม่ได้ที่จะไล้ปลายนิ้วไปยังตำแหน่งที่มันพยายามมุดเข้ามา แม้จะรู้ดีว่าสัมผัสไม่ได้ก็ตามที

 

          แต่ที่น่าเอ็นดูไปกว่านั้นคือมันทำราวกับว่ารับรู้ได้ถึงปลายนิ้วของข้า ทำตาใสแจ๋วมองข้าแล้วขยับตัวเล็กน้อยเหมือนให้รับสัมผัสได้อย่างถนัดถนี่

 

          น่ารักเหลือเกิน

 

          ข้าระบายยิ้มบางเบาที่ริมฝีปากโดยไม่รู้ตัวว่าเผลอทำให้คนมองใจสั่น ก่อนจะสะดุ้งตัวน้อย ๆ เมื่อรู้ตัวว่าไม่ได้อยู่คนเดียว ข้าลูบคางแก้เก้อ รู้สึกกระดากอายไม่น้อย เผลอตัวไปเสียได้ พอเห็นอะไรที่ดูตัวเล็กตัวน้อยหน่อยก็รู้สึกเอ็นดูไปเสียหมด

 

          แล้วเจ้าหยวกกล้วยจะจ้องข้าทำไมเล่า ข้าตวัดสายตามองดุ ๆ ไปทีหนึ่ง แต่มันกลับทำเมินเฉย ดวงตาคู่คมยังคงไม่ละสายตาจากหน้าข้าจนผู้ถูกมองรู้สึกกระดากไปเอง

 

          เก่งนักนะเรื่องทำคนอื่นลำบากใจ !

 

          ข้าเอ่ยเหน็บแนม "ไม่เคยเห็นคนยิ้มรึ ?"

 

          "เคย..." ไป๋หยินเว้นเสียงไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อด้วยมุมปากที่ยกสูงขึ้น "แต่ไม่งดงามเท่านี้"

         

          "..."

 

          ถ้าไม่ติดว่าอยู่นอกสถานที่ ข้าคงได้กรีดร้องคำราม อาละวาดจนวังเฮยหลงพินาศอีกครั้งเป็นแน่แท้ !

 

          ข้าหลุบตาลงพร้อมพรูลมหายใจ ข่มอารมณ์ทุกประการที่พวยพุ่งขึ้นมา ก่อนเม้มปากด้วยความกระอักกระอ่วน ถูกชมว่างดงามยังไม่หนักเท่าผู้ที่ชมข้าคืออดีตศัตรูคู่อาฆาต

 

          นัยน์ตาสีเงินทำข้าสงบใจไม่ได้

 

          ข้าเลือกที่จะไม่ตอบโต้ บรรยากาศอันเรียบสงบแฝงความน่ารำคาญใจนิด ๆ จึงดำเนินต่อไป ข้าหันหน้าเหม่อมองไปด้านนอก ทอดสายตามองไปไกลอย่างไร้จุดหมาย ไม่ได้สนใจคนตรงหน้าอีก ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใดก็รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเบา ๆ จากการวางจานอาหารบนโต๊ะ กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารชั้นเลิศลอยแตะปลายจมูก

 

          "อาหารมาแล้ว"

 

          อีกคนเอ่ยเตือนเบา ๆ เมื่อเห็นข้ายังไม่จับตะเกียบ ข้าพยักหน้ารับ ก่อนคีบเครื่องเคียงเข้าปากไปคำหนึ่งจึงได้รู้ว่าตัวเองหิวมากกว่าที่คิด ข้าหรี่ตาลงด้วยความประทับใจ อาหารทุกจานมีรสเค็มจากน้ำทะเลจาง ๆ โดยที่ไม่ต้องปรุงรสอะไร ปลาเนื้อเด้งฉ่ำน้ำกำลังดี ไม่เลี่ยนจนเกินไป พอทานคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ ยิ่งเข้ากันจนวางตะเกียบไม่ลง

 

          รสชาติดี ๆ

 

           ภายในระยะเวลาไม่นานอาหารบนโต๊ะกลมก็ร่อยหรอ ยอมรับเลยว่าคนที่กินเยอะสุดเห็นทีจะเป็นข้า เจ้าไป๋หยินคีบอาหารเข้าปากช้า ๆ ค่อย ๆ ละเลียดกินอย่างมีมารยาท แต่มันจะไม่สุภาพก็ตรงที่...

 

          กินไปคำหนึ่ง จ้องหน้าข้าครั้งหนึ่ง

 

          ข้าแสร้งเมินสายตาของอีกฝ่ายที่มองข้าไม่ละสายตาไปไหน ไม่เห็นคนกินข้าวหรืออย่างไร ! หรือข้ากินแล้วไม่งามสง่าเหมือนเจ้า ช่างปะไร คนมันหิว ช่วยไม่ได้ มารยาทบนโต๊ะอาหารอะไรนั่น ลืม ๆ มันไปเสียเถอะ !

 

          ว่าไปแล้วภัตตาคารที่นี่ก็ไม่ธรรมดา คงเพราะข้ามัวแต่สนใจทิวทัศน์รอบนอกจึงไม่ได้สังเกตภายในเหลานทีรัย ทั่วทั้งร้านตกแต่งด้วยเปลือกหอยสีขาวนวลตามเสาหิน ทั้งยังมีการวางเรียงไข่มุกสีดำเป็นตัวอักษรแทนการตวัดเขียนด้วยพู่กันบนฝาผนัง บนโต๊ะอาหารถูกประดับด้วยปะการังสีชาดแทนที่จะเป็นกระถางต้นไม้ขนาดเล็กที่คุ้นเคยในสายตา

 

          เป็นภาพที่แปลกตาดีเหมือนกัน กระนั้นแล้ว... ความงามแค่เปลือกนอก มิอาจงามได้อย่างแท้จริง อย่างไรเสียโลกมนุษย์ก็ยังคงน่าสนใจในสายตาของข้ามากกว่าที่นี่อยู่ดี

 

          ข้าจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "ไป๋หยิน เจ้ารู้สึกอย่างไรกับที่นี่งั้นรึ ?"

 

          ดินแดนแห่งนี้ ผู้คนที่นี่ล้วนไม่น่าไว้ใจ เหมือนอสรพิษที่พร้อมจะลอบกัดตลอดเวลา ข้าเลยอยากรู้ความเห็นของเจ้ามังกรขี้ระแวงอย่างเจ้าหยวกกล้วยดู ไหน ๆ ก็ลงเรือเดียวกันแล้ว ภารกิจนี้ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงให้ได้

 

          แม้ข้าจะไม่ได้พกสารมอบหมายภารกิจติดตัวมาด้วย แต่ก็ยังจดจำทุกตัวอักษรได้เป็นอย่างดี

 

 

          ภารกิจ : เตรียมพร้อมสู่ฤดูประลองสี่สัตว์เทพ

 

          ขอมอบหมายภารกิจให้มังกรดำเฮยหยางและมังกรขาวไป๋หยินเดินทางไปยังดินแดนเต่า เพื่อเจรจาให้ประมุขเต่าหยุดปล่อยไอความหนาวเหน็บจนไม่สามารถเริ่มฤดูประลองได้ สามารถใช้วิธีบีบบังคับได้ *ทุกกรณี*

 

          ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน        

          แต่ต้องสำเร็จ ก่อนที่วสันตฤดูจะล่วงเลยไป !

 

          ประมุขมังกร ชิงหลง

          ประมุขเหยียนหลง ซือเฉิง

 

 

          ว่าง่าย ๆ คือหากข้าทำภารกิจไม่สำเร็จ อย่าหวังว่าจะได้กลับไปเดินเล่นที่โลกมนุษย์อีกเลย บัดซบ !

 

          ดังนั้นก่อนที่จะถามหาเหตุผลจากประมุขเต่าว่าทำไมถึงยังปล่อยไอเหมันต์ โดยไม่สนกฎที่ทำกันมาช้านาน ก็ควรจะมีข้อต่อรองบางอย่างให้ฝั่งเราได้เปรียบเสียก่อน

 

          ทันใดนั้นเองจู่ ๆ ไป๋หยินก็ผุดลุกขึ้น เก้าอี้กลมตัวเดิมถูกเลื่อนย้ายมาข้าง ๆ พร้อมกับฝ่ามือข้างขวาของข้าที่ถูกมือเรียวคว้าไปเขี่ยเล่น โดยที่เจ้าของมืออย่างมังกรหนุ่มหน้าหยกไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสีหน้าเลยสักนิดเดียว

 

          ข้าเลิกคิ้วข้างหนึ่งด้วยความแปลกใจ เริ่มรู้สึกเคยชินกับการถูกลวงกินเต้าหู้เสียแล้ว

 

          ว่าแต่...มื้ออาหารก็ยังไม่เว้นงั้นรึ ?

 

          ฉับพลันเป็นต้องขมวดคิ้วเครียดเมื่อรับรู้ได้ว่ามันไม่ใช่การเขี่ยมือเล่นธรรมดา ๆ เจ้าหยวกกล้วยใช้ปลายนิ้วชี้ลากขึ้นลงเป็นตัวอักษร ข้านั่งจับตัวอักษรอยู่พักหนึ่งจึงได้ความว่า

 

มีคนแอบฟัง

 

          ข้าว่าข้าได้คำตอบที่ตัวเองต้องการเสียแล้ว ข้ากระตุกยิ้มมุมปากแล้วคว้าหลังมืออีกฝ่ายแล้วเขียนตอบ อยู่ตรงไหน

 

ห่างไปอีกสามโต๊ะ

 

          ระยะห่างแค่นี้ข้าควรจะได้ยินสิ ถึงจะรู้สึกขัดใจกับประสาทสัมผัสของตัวเอง แต่ข้าก็ตั้งสมาธิให้เฉียบแหลมมากขึ้นกว่าเก่าพลางเงี่ยโสตสดับฟัง โดยเจาะจงไปว่าจะต้องเป็นโต๊ะที่อยู่ห่างไปอีกสามโต๊ะเท่านั้น เสียงพูดคุยเบามากจนแทบไม่ได้ยิน เหมือนมีอะไรบางอย่างปกคลุมไว้

 

          อีกแล้ว เป็นอะไรกับม่านพลังมากนักหรือ ?! จะบอกว่าเป็นความสามารถที่น่าอัศจรรย์ก็ใช่ แต่น่ารำคาญยิ่ง !

 

          นี่เป็นการหยามเกียรติมังกรดำเฮยหยางที่ชื่นชอบการสอดแนมอย่างไม่ต้องสงสัย ข้าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างนึกหงุดหงิดใจ เจ้าหยวกกล้วยได้ยินบทสนทนาที่แผ่วเบาขนาดนี้ ต้องมีประสาทการได้ยินที่แข็งแกร่งสักเท่าใดนะ

 

          "...เรียกเสี่ยวเอ้อให้ดูแลให้ดี..."

 

          ได้ยินเสียงโลหะบางอย่างกระทบกัน คาดว่าน่าจะเป็นถุงเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ก่อนที่จะมีเสียงหนึ่งพูดต่อ

 

          "... หาสุรา ...นารีปรนเปรอ..."

 

          แต่ก็จะดูแลเอาใจใส่กันดีเกินไปแล้วกระมัง เห็นพวกข้าเป็นคนมากตัณหาขนาดนั้นเชียว ? ข้าไหวไหล่ละเหี่ยใจพลางเขียนต่อ พวกเราควรจะทำอย่างไร ?

 

เล่นละคร

 

          ข้าพยักหน้าแล้วพูดถึงเรื่องที่ค้างคากันก่อนหน้านี้ "ตอบข้าสิ จะเงียบทำไมเล่า"

 

          "ก็ดี" เจ้าหยวกกล้วยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นั่นกลับทำให้หน้าตากระตุกยิก ๆ นี่เจ้าน่ะ บอกว่าให้แสดงละครแท้ ๆ ก็ช่วยให้ความร่วมมือหน่อยสิ ! น้ำเสียงน่ะให้ดูสดชื่นมากกว่านี้หน่อย

 

          เอาเถิด ก็สมกับเป็นเจ้าหยวกกล้วยดี

 

          "งั้นหรือ แต่ข้าชอบที่นี่มากเลยนะ ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ทัศนียภาพงดงาม ไม่มีที่ไหนเหมือน..." ข้าเว้นช่วงไประยะหนึ่ง ก่อนเสแสร้งแกล้งทำน้ำเสียงให้เหมือนกำลังลุ่มหลงอย่างหน้ามืดตามัว "อีกทั้งสาวงามที่นี่ล้วนน่าชม สรีระราวนางฟ้านางสวรรค์ก็มิปาน ถ้าหากแดนมังกรเรามีแบบนี้บ้างก็คงดี เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร"

 

          ประเดี๋ยวก่อน ! ข้าแค่แสดงละคร หยุดปล่อยรังสีอาฆาตเดี๋ยวนี้นะ !

 

          "เป็นเช่นนั้น ?"

 

          ข้ารู้ว่าเจ้าไป๋หยินไม่ได้ตอบคำถามข้าหรอก แต่ถามย้อนกลับมาว่าข้าคิดแบบนั้นจริง ๆ หรือไม่มากกว่า

 

          ข้ายักไหล่แล้วส่ายหน้า โชคดีที่มีฉากกั้นไว้จึงไม่จำเป็นต้องตีสีหน้าหรือท่าทาง แค่น้ำเสียงก็พอแล้ว "ข้าอยากอยู่ที่นี่ต่ออีกสักหน่อย ท่านประมุขคงไม่ว่าอันใดกระมัง พวกเราสร้างคุณงามความดีไว้มากมาย จะหาความสุขความสำราญคงไม่มีผู้ใดขัด"

 

          ข้าจงใจพูดเสียงไม่หนักไม่เบาพอให้ฝ่ายตรงข้ามได้ยิน จากข้อมูลที่ได้มาจากเจ้าเงาน้อย รวมถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่พบเจอในเมืองนี้ คงต้องแสร้งทำเป็นพอใจกับที่นี่นักหนาจนหลงลืมเป้าหมายหลักที่ทำให้เรามาเยือนดินแดนแห่งนี้

 

ไปแล้ว

 

          ...เฮ้อ มารยาร้อยเล่มเกวียน ข้าล่ะไม่ถนัดเรื่องแบบนี้เลย

 

          ข้าถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อไป๋หยินละมือออกไปพร้อมกวาดสายตามองอาหารอันโอชะที่ยังเหลืออีกมากมาย น่าเสียดายอาหารรสเลิศนะ แต่ข้าทานไม่ลงเสียแล้วสิ แค่คิดว่าต้องกินรสมือของคนที่ไม่ได้ทำอาหารเพื่อผู้ทานอย่างแท้จริงก็รู้สึกว่าไม่อยากอาหารแล้ว กินได้ครึ่งท้องก็ต้องวางตะเกียบ

 

          ข้าเดินออกมาจากเหลานทีรัยเอามือไพล่หลังอย่างใช้ความคิด "พวกเขาต้องการอะไร ?"

 

          ทำไมถึงอยากให้พวกเราอยู่ที่นี่มากถึงเพียงนั้น หากเจ้าเงาน้อยอยู่ด้วยก็คงดี จะได้ให้ติดตามสอดแนมคนกลุ่มนั้น ไป๋หยินเดินข้าง ๆ ก่อนเอื้อนเอ่ยอย่างแช่มช้าและไร้ซึ่งอารมณ์

          "... คงจะมีแต่ประมุขเต่าที่รู้"

 

          ข้าค่อย ๆ หรี่เปลือกตาลง ดูเหมือนว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาจะยุ่งยากมากกว่าที่คิด สายลมกระโชกแรงพัดพาให้เส้นผมปกคลุมใบหน้าและดวงตาอันเย็นยะเยือกทั้งสองคู่

 

          แต่พอมานึก ๆ ดูแล้วคนที่พยายามต่อสู้แทบเป็นแทบตายกันมาตลอด ต้องแต่งงานแล้วร่วมมือกันทำภารกิจแบบนี้ก็แลดูจะ... พิลึกดีเหมือนกัน

 

          "ตอนนี้ก็ถึงเวลานัดแล้ว"

 

          "ไปกันเถอะ"

 

          หลังจากที่เดินเล่นเรื่อยเปื่อยกันมานาน ในที่สุดพวกเราก็ได้เข้ามาในที่พำนักของท่านประมุข ข้าเดินตามข้ารับใช้ของที่นี่ไปยังห้องรับรอง สายตาของข้าพลันพร่ามัว หากจะกล่าวว่าเป็นวังก็ไม่ผิดนัก หากเมืองหลวงด้านนอกเป็นกระเบื้องหยกชั้นดี ที่นี่คงเป็นพระราชวังหยกสีมรกตแพรวพราว ยามต้องแสงอาทิตย์ที่ทอดส่องลงมาทำเอาต้องหรี่นัยน์ตา ของตกแต่งเพียงปราดตาดูก็รู้ว่ามีมูลค่าสูง หรูหราเสียจนเผลอเกร็งโดยไม่รู้ตัว ขนาดเป็นแค่ประมุขเต่า มิใช่นายท่านหญิงเต่าดำยังดูทรงอิทธิพลขนาดนี้ ใช้เงินได้สิ้นเปลืองดีจริง ๆ

 

          ท่านประมุขของแต่ละดินแดนจะมีมากกว่าหนึ่งคน เพื่อที่จะได้แบ่งหน้าที่กระจายอำนาจกันดูแลอย่างกว้างขวาง อย่างแดนมังกรเรามีถึงสามคน ดินแดนแห่งนี้ก็ไม่ต่างกันมีประมุขเต่าที่ดูแลปกครองประชาชนและมีนายท่านหญิงเต่าดำที่คอยดูแลความเป็นไปทุกอย่างในภาพรวมและมีหน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการทำนายอนาคต

 

          ดังนั้นเรื่องที่ประชาชนตกทุกข์ได้ยากหรือเรื่องที่ประมุขเต่าปล่อยไอหนาวเย็น แม้นายท่านหญิงเสวียนอู่อยากจะช่วยมากแค่ไหนก็ไม่อาจทำได้ เพราะจะเป็นการสร้างปัญหาภายในเสียเปล่า ๆ เลยลำบากให้พวกข้าต้องเข้ามาตามล้างตามเช็ด

 

          "ดูนั่นสิ..."

 

          ฉับพลันข้าก็ได้ยินเสียงซุบซิบจากบริเวณใกล้เคียง ข้าเหลือบหางตาไปมองก็พบกับเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่กำลังเมียงมองมาทางพวกข้าด้วยความสงสัย ข้าลอบประเมินอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ดูจากการแต่งเนื้อแต่งตัวแล้วคงเป็นศิษย์ของที่นี่กระมัง สิ่งที่ในแต่ละดินแดนมีเหมือนกันคือที่พำนักของประมุขจะเป็นสำนักไปในตัวไว้สำหรับสอนสั่งวิชาแก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาหรือสัตว์เทพที่มีพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิด

 

          สมัยก่อนข้าก็ต้องอยู่ในเขตวังเพื่อรับการศึกษาเหมือนกัน เพียงแต่....

 

          "ใครกันน่ะ ที่นี่ห้ามมิให้คนนอกเข้ามิใช่รึ"

 

          "หึ คงจะเป็นคนรับใช้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่กระมัง"

 

          "ใช่ ๆ ดูเสื้อผ้าพวกนั้นสิ..."

 

          "เราต้องไปทำความรู้จักกับคนใช้หน้าใหม่หรือไม่ ?"

 

          "อย่าเลย เอาตัวไปใกล้คนแต่งกายเช่นนั้นจะสกปรกเสียเปล่า ๆ"

         

          ข้าคิ้วกระตุกไม่หยุด ตอนแรกว่าจะปล่อยผ่าน แต่ดูสายตาเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบังนั่นสิ ! เจ้าพวกลูกเต่าไร้มารยาท !! ที่พวกข้าสวมใส่สาบเสื้อธรรมดาสามัญ เพราะมันสะดวกกับการเดินทาง ไม่หนักกระเป๋า พวกเจ้ามีสิทธิมาว่าด้วยรึ ! ที่มันเปื้อนฝุ่นหรือสีซีดก็เพราะประมุขหน้าเหม็นของพวกเจ้าก่อเรื่องเอาไว้จนข้าต้องร่อนเร่มาถึงที่นี่

 

          น่าถลกหนัง... ไม่สิ น่าจับถอดกระดองนัก !

 

          ขนาดเจ้าหยวกกล้วยที่ชอบพูดจาแดกดันใส่ข้าเป็นนิจแลจะดูสุภาพขึ้นมาเลย คนนำทางไม่พูดอะไร พอข้าขึงตาใส่ก็เบือนหน้าหนีทำหน้าลำบากใจ คงจะเจียมตัวว่าไม่มีสิทธิไปว่ากล่าวคุณชายเขาได้

 

          ก่อนที่โทสะจะลุกโชน ข้าก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

 

          เป็นเช่นนี้เอง ข้ารับใช้และชาวเมืองรู้เรื่องที่ข้าจะมาเยือนทุกคน เว้นแต่ศิษย์ตัวน้อยที่ไม่รู้ประสีประสา อย่างน้อย ๆ ประมุขเต่าก็ยังมีใจไม่ให้ผ้าขาวเปื้อนโคลนก็นับว่ายังดี

         

          เพียงแต่... ยังขาดการอบรมเรื่องมารยาทอยู่มาก คงเป็นลูกคนรวยที่เข้ามาฝึกวิชา ไม่เคยทำอะไรด้วยตัวเองสินะ ทั้งก่อนเข้ามาในวังข้าและไป๋หยินยังกลบกลิ่นอายสังหารอย่างมิดชิดด้วย คงไม่แปลกที่จะไม่รู้ตัวว่าต่อให้มีม่านพลังคลุมหลายชั้น นินทาใกล้เสียขนาดนี้ ข้าก็ได้ยินอยู่ดี

 

          อย่างที่จำกันได้ว่าข้า... เป็นคนที่รักเด็กมาก

 

          โดยเฉพาะเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ไม่มีสัมมาคารวะ ข้ายิ่งชอบเป็นพิเศษ ข้ายกยิ้มเหี้ยมเกรียม ได้เวลาอบรมสั่งสอนเสียแล้วสิ ข้าหยุดเดินแล้วหันไปสบตาตรง ๆ ก่อนเหยียดยิ้มที่ริมฝีปาก ก้าวขาฉับ ๆ ไปหาศิษย์ตัวจ้อยที่ทำหน้าตะลึงงัน แต่ก่อนที่จะถึงตัวข้ากลับยกมือขึ้นมาลูบคาง เอียงคอทำท่าครุ่นคิดไปเรื่อย

 

          จนหนึ่งในศิษย์ที่ดูท่าจะห้าวหาญที่สุดตะคอกขึ้นมา

 

          "เจ้าต้องการอะไร ?!"

 

          ถามด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย ข้าส่ายหน้าช้า ๆ หางตาพลันเหลือบเห็นไป๋หยินยืนกอดอกพิงเสามองมาทางนี้ด้วยสีหน้านึกสนุกเหมือนอยากรู้ว่าข้าจะทำอย่างไรต่อ ไม่รู้ว่าข้าคิดอะไรจึงเบี่ยงหน้าไปสบตาตรง ๆ เอามือป้องปากให้เจ้าหยวกกล้วยเห็นแค่คนเดียว ดวงตาสีนิลฉายแววซุกซน ก่อนขยับริมฝีปากปากเปล่งวาจาโดยไร้น้ำเสียงเอื้อนเอ่ย

 

          จงดูข้า

         

          ข้าไม่ได้ดูต่อว่าเจ้าหยวกกล้วยทำสีหน้าอย่างไรหันขวับกลับมายิ้มหวานให้กับเด็กน้อยที่เริ่มอยู่ไม่สุข แม้ว่าถ้อยคำที่เอ่ยออกมานั้นจะสวนทางกับหน้าตาโดยสิ้นเชิง

 

          "... นอกจากจะปิดกั้นดินแดนไม่ให้คนนอกย่างกรายแล้วยังปิดกั้นเรื่องการสอนมารยาทด้วยรึนี่ แย่จริง" ข้าแสร้งยกมือทาบอก ตีสีหน้าหดหู่เห็นใจแล้วโบกมือไปมาอย่างไม่ถือโทษโกรธเคือง "เอาเถิด ข้าเป็นผู้ใหญ่ จะไม่เอาความกับเด็กน้อยก็แล้วกัน"

 

          ข้าหยุดเว้นช่วงไม่ยอมพูดต่อให้จบประโยค ก่อนระบายยิ้มบนใบหน้า... ซึ่งยิ้มไม่ถึงดวงตา น้ำเสียงที่เอ่ยขึ้นเย็นยะเยือกจนสะท้านใจผู้ฟัง

 

          "ถึงมันจะไร้มารยาท ส่อถึงสันดานและการอบรมเลี้ยงดูก็ตาม"

 

          บังอาจลูบคมเจ้าถิ่นถึงที่ คงไม่แคล้วชะตาขาด แต่... คำ ๆ นั้นจะใช้กับใครก็ได้ที่ไม่ใช่ข้า ข้ายังคงยิ้ม ยกยิ้มจนปวดแก้ม พยายามเอาสำนวนที่ว่าไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยากมาใช้ให้เกิดประโยชน์

 

          เด็กแบบนี้จะให้กราดเกรี้ยวใส่ไม่ได้ จะเป็นการเติมเชื้อเพลิงเสียเปล่า ๆ ต้องขอบคุณที่หลายร้อยปีที่ผ่านมา ข้ารับมือกับเด็กเจ้าปัญหาอย่างเจ้าหยวกกล้วยจอมบัดซบจนโชกโชน แค่ดัดหลังเด็กพวกนี้ ไม่ใช่เรื่องยากอะไร

 

          ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ !

 

          "คะ คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน !?"

 

          ยัง ยังไม่รู้ตัว เจ้าไม่สังเกตเห็นคนนำทางพวกข้าที่ยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่ตรงนั้นเลยรึ ?

 

          "นั่นสินะ ข้าเป็นใครกัน... แต่มันไม่สำคัญเท่ากับการที่พวกเจ้าพูดจาดูถูกคนอื่น ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม มันไม่ได้ดูดีเลยที่ยกยอให้ตัวเองสูงขึ้นและกดให้ผู้อื่นต่ำลง"

 

          ข้าไม่เว้นช่องว่างให้ใครพูดขัดจึงกล่าวต่ออย่างอารมณ์ดี

 

          "อากาศบนนั้นน่ะเย็นสบายดีหรือไม่ ?"

 

          "ที่กดให้คนอื่นต่ำลงแล้วปีนให้ตัวเองสูงขึ้นน่ะ ภาคภูมิใจไหม คงภูมิใจมากกระมัง"

 

          เจ้าลูกเต่าทั้งหลายหน้าแดงด้วยความอับอาย อ้าปากพะงาบ ๆ เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็พูดไม่ออก เด็กน้อยเอ๋ย... ข้าพูดจาเหน็บแนมแค่นี้ก็ไปต่อไม่เป็นเสียแล้ว จะปากร้ายทั้งที ต้องให้ได้เท่าข้านี่

 

          แต่ดูเหมือนจะมีคนหนึ่งที่ไม่สำนึก เด็กชายเจ้าของผมสีเข้มที่ดูอย่างไรก็ยังไม่พ้นสิบห้าหนาวชี้ปลายนิ้วสั่น ๆ ที่หน้าข้า ข้ายกมือลูบแก้มตัวเอง มีอะไรติดหน้าข้าหรือ ?

 

          "เจ้า ! เจ้ามันคนต่างถิ่น มีวาสนาได้มาเยือนที่พำนักแห่งนี้ก็นับว่าดีแค่ไหนแล้ว คอยดูเถิด ข้า ข้าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกท่านประมุข !!"

 

          อะไรกัน พอไม่ได้ดั่งใจ ก็จะวิ่งไปฟ้องขอความเมตตาท่าเดียวเลยงั้นรึ ?

 

          ข้ายักคิ้วข้างหนึ่ง เพิ่งสังเกตว่าเป็นเด็กชายคนเดิมกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง ดูท่าทางคนนี้จะเป็นศิษย์พี่ใหญ่กระมัง น่าเสียดาย... หน่วยก้านดี แต่กิริยามารยาทต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

 

          "ก็บอกสิ ใครห้าม ระหว่างศิษย์ตัวจ้อยที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงกับแขกสำคัญ เจ้าคิดว่าท่านประมุขของเจ้าจะฟังข้างใครมากกว่ากันเล่า เด็กน้อย"

 

          "แขก ?"

 

          เสียงอื้ออึงเริ่มดังขึ้น หน้าของศิษย์น้อยบางคนเริ่มซีดลงเมื่อได้ยินคำว่าแขกคนสำคัญ หรือ.. หรือว่าพวกเขาไปล่วงเกินแขกของท่านประมุขเข้าเสียแล้ว

 

          "ใครจะไปเชื่อกัน !"

 

          และก็ยังเป็นคนเดิมที่ดื้อด้าน มีไม้เรียวอยู่ในมือจะฟาดจนก้นนั่งติดเก้าอี้ไม่ได้เชียว ข้ากัดปากยิ้ม แม้จะถูกตะคอกใส่ติด ๆ กัน ลูกเต่าตัวอื่นไม่เท่าไร แต่ลูกเต่าตัวนี้นี่สิ ดื้อดึงไม่เลิก เจ้าเด็กมีสมองไว้กั้นหู !

 

          "เจ้าเอาอะไรมาพูด ! บางทีเจ้าอาจจะแอบอ้างชื่อท่านประมุขอู่กุยไห่ขึ้นมาเฉย ๆ ก็ได้ ไม่มีหลักฐานเสียหน่อย"

 

          "ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล" ข้าพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกับกวักมือเรียกคนอีกคนที่ยืนชมโรงงิ้วอย่างเพลิดเพลินเข้ามาในฉาก ละครงิ้วมันจะไปสนุกอะไร หากมีผู้แสดงแค่คนเดียว ข้ายกมือข้างหนึ่งแตะลงบนไหล่ของไป๋หยินเบา ๆ เป็นเชิงฝากฝังให้สานละครฉากนี้ต่อ "คงต้องวานนายท่านมังกรขาวช่วยแถลงไข"

 

          "มะ มังกรขาว ?!"

 

          "อย่า อย่าบอกนะว่า..." สายตาตื่นตะลึงหลายคู่จับจ้องมาที่ข้า

 

          ข้ายกยิ้มยียวน ภาวนาหวังว่าชื่อเสียงความโหดร้ายอำมหิตของข้าจะดังมาถึงดินแดนแห่งนี้ ไป๋หยินไม่ปล่อยให้เสียจังหวะ รับบทต่ออย่างลื่นไหลเสมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศที่บางที...

 

อาจจะเป็นสายฟ้าฟาดกลางกระหม่อมใครหลาย ๆ คน

 

          "คนผู้นี้คือมังกรดำเฮยหยาง มังกรลำดับที่สองแห่งเหยียนหลง..."

 

          เมื่อสิ้นคำของมังกรขาว บรรยากาศโดยรอบก็เงียบกริบลง แต่ข้าไม่ใคร่จะสนใจนักหันขวับมองค้อนใส่คนข้างกายที่พูดชื่อข้าเสียเต็มยศ ทำท่าจะพูด แต่ไม่พูด ! น่าหมั่นไส้ ไม่บอกไปเลยล่ะว่าข้าเป็นคู่สมรสพระราชทาน !

 

          ช่างเถิด อุตส่าห์รับไม้ต่อขนาดนี้ก็นับว่ายังดี ข้าปรายตามองบรรดาศิษย์ทั้งหลายที่หน้าซีดเผือดและตัวสั่นเทาอย่างน่าสงสาร ความหยิ่งทะนงตัวมลายหายไปทันทีเมื่อรู้ว่าข้าคือใคร ฉายามังกรคลั่งที่ไม่เคยต้องการ ดูท่าจะมีประโยชน์ก็วันนี้ ข้าลอบยิ้มพึงพอใจ ก่อนตัดสินใจพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลต่างจากก่อนหน้านี้

 

          "รู้แล้วใช่หรือไม่ว่าตัวเองทำผิด"

 

          "ขะ ขอรับ"

 

          "เมื่อทำผิดต้องทำอย่างไร ?"

 

          จู่ ๆ ลูกศิษย์ที่นั่งตัวสั่นคุกเข่าลงกับพื้นทุกคนก็ล้วงเข้าสาบเสื้อหยิบอะไรบางอย่างยื่นมาให้ข้า ข้ารับมาด้วยความงุนงง เป็นถุงที่ใส่บางอย่างที่มีน้ำหนักมากเกินควรที่จะพกไว้ในสาบเสื้อ ก่อนจะเปิดออกดู

 

          ถุงเงิน ???

 

          ตอนนั้นเองที่ข้านิ่งงันไป ไม่ต่างจากเจ้าหยวกกล้วยที่คิ้วคมขมวดเข้าหากัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดโดยฉับพลัน ข้าปิดปากถุงแล้วเขย่าไปมา เกิดเสียงโลหะดังกระทบกัน บ่งบอกว่าเงินในถุงนี้แค่ถุงเดียวมีจำนวนไม่น้อย ไม่นับถุงเงินอีกมากมายที่กำลังรอยื่นให้กับข้า

 

          "หมายความว่าอย่างไร เหตุใดจึงยกถุงเงินให้แก่ข้า ?"

 

          ไม่ต้องทำหน้าฉงน คนที่ควรงุนงงคือพวกข้า !

 

          "ท่านประมุข ท่านอาจารย์และบิดามารดาสอนสั่งว่าหากทำผิดหรือทำให้ใครโกรธเคือง จงหยิบยื่นเงินให้แก่เขา นอกจากเขาจะไม่โกรธแล้วยังยิ้มดีใจกล่าวขอบคุณเราตั้งหลายครั้ง"

 

          "..."

 

          ข้าว่าหลักคำสอนของที่นี่มีปัญหา

 

          ข้ากุมขมับที่เริ่มส่งเสียงดังตุบ ๆ ไป๋หยินมีสีหน้าราบเรียบ แต่แววตาฉายแววประหลาดใจระคนตกตะลึง ข้าประคองสติยกมือข้างหนึ่งห้ามปรามศิษย์ที่พยายามจะเอาถุงเงินมาให้ข้า

 

          "เอาล่ะ ๆ ถ้าจะคุยกันคงอีกนาน พวกเราย้ายไปนั่งที่ศาลาเถิด"

 

          ดูท่าทางการอบรมสั่งสอนครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วกระมัง

 

          เมื่อนั่งในศาลาเสร็จสรรพแล้วข้าก็ได้แต่ขมวดคิ้วมองถุงเงินในมือแล้วโยนไปโยนมาวัดน้ำหนักอีกสักรอบ เงินไม่ใช่น้อย แต่กลับยกให้ผู้อื่นได้อย่างไม่นึกเสียดาย นอกจากจะรวยแล้วต้องเขลาขนาดไหน แบบนี้ไม่ได้เรียกว่ามีน้ำใจ แต่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ผิด ผิดอย่างไม่น่าให้อภัย

 

          ทำผิดแล้วยกเงินให้งั้นรึ ?

 

          ...ประมุขเต่าปลูกฝังความคิดแบบนี้จริง ๆ หรือ ? ตรรกะประหลาด ๆ เช่นนี้น่ะรึ คำถามผุดขึ้นมาในใจไม่หยุดหย่อน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าดินแดนเต่าภายใต้การปกครองของประมุขเต่าท่านนี้ดำรงอยู่มาได้อย่างไรตั้งหกร้อยปี

         

          "เวลาพวกเจ้าทำผิด ใช้วิธีนี้ตลอดเลยรึ ?"

 

          "ขอรับ"

 

          "แล้วเวลาอาจารย์ดุด่าสั่งลงโทษเล่า เจ้าทำอย่างไร ?"

 

          "ก็มอบเงินให้อาจารย์..."

 

          ... หากอาจารย์ที่เคยสอนสั่งข้ามาได้ยินเข้าต้องหลั่งน้ำตาออกมาเป็นสายโลหิตแน่ ๆ

         

          "หลักคำสอนที่นี่เป็นอย่างไร เจ้าบอกมาให้หมด"

 

          "เงินตราคือทุกสิ่ง ขอเพียงแค่มีเงิน ทุกอย่างก็เป็นไปได้"

 

          "..."

 

          "เจ้าเชื่อคำสอนเหล่านี้ด้วยงั้นรึ ?"

 

          ไป๋หยินเอ่ยถามเป็นครั้งแรก เจ้าลูกเต่าสะดุ้งตัวเฮือก ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าเหมือนพร้อมที่จะไหลตลอดเวลา นั่นสินะ ไป๋หยินปล่อยรังสีอำมหิตอีกแล้วที่ยังทรงตัวนั่งคุกเข่าอยู่ได้ก็เก่งมากแล้ว

 

          "... จำเป็นต้องเชื่อขอรับ หากไม่เชื่อ... จะเป็นอย่างพวกเขา"

 

          เขาบุ้ยหน้าไปทางหนึ่ง ข้าหันตามแล้วขมวดคิ้วมุ่น ...ชาวเมืองที่แต่งตัวซอมซ่อกำลังเดินต่อแถวรอรับอาหาร เพราะมีม่านพลังที่แข็งแกร่งปกคลุมอยู่จึงไม่ได้ยินเสียง แต่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าด้วยดวงตาคู่นี้

 

          คนจนที่หายไปอยู่ที่นี่ ?

 

          ข้าเลิกคิ้วข้างหนึ่ง ก่อนภาพตรงหน้าจะเลือนหายไป มีม่านพลังที่เข้มข้นเข้าปกคลุมอีกชั้น ...แสดงว่ามีคนจับตาดูเราอยู่ ข้าแสร้งทำเป็นไม่รู้ตัวแล้วเอ่ยถามกับศิษย์ตัวจ้อยที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่อย่างนั้นอีกครั้ง

 

          "ที่นี่สอนว่าเงินซื้อได้ทุกสิ่ง ?"

 

          "ขอรับ"

 

          "เช่นนั้นพวกเจ้ารู้จักคำว่า ขอโทษ หรือไม่ ?"

 

          "รู้จักขอรับ"

 

          "เคยใช้ไหม ?"

 

          "..."

 

          ความเงียบคือคำตอบ เหล่าศิษย์สำนักเต่าต่างก้มหน้าลง ข้าถอนหายใจหดหู่ ไหล่ลู่ลงอย่างเศร้าสลดใจ โยนถุงเงินที่อยู่ในมือลงกับพื้นตรงหน้าของเด็กน้อยเจ้าของถุงเงิน

 

          "เช่นนั้นเอาเงินกลับไป ถือเสียว่าข้าซื้อคำสองคำจากพวกเจ้า คำขอโทษ ขอโทษที่ทำตัวไม่ดีกับคำขอบคุณ ...ขอบคุณที่ไม่ถือโทษเอาความ ไหนพวกเจ้าลองพูดสิ"

 

          แต่จะให้คนที่ไม่เคยพูดอะไรแบบนี้ พูดทันทีก็คงกระดากปาก

          ศิษย์แต่ละคนมองหน้ากันแล้วเอียงหน้าเก้อเขิน ใบหน้ามีริ้วสีแดงพาดผ่านอย่างไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี

 

          ข้าส่ายหน้าแล้วยิ้มอ่อน ความเอ็นดูแทนที่ความขุ่นเคือง เด็กน้อยเหล่านี้เพียงแค่อยู่ผิดที่ผิดทาง อยู่ภายใต้กรอบที่ถูกขีดเส้นแบ่งไว้ก็เท่านั้น

 

          ยังเป็นน้ำที่ยังไม่ล้นแก้ว

 

          แต่ที่น่าเห็นใจคือของเหลวที่อยู่ภายในแก้วไม่ใช่น้ำใสสะอาด เจือปนไปด้วยสิ่งปฏิกูลมากมายที่มองเห็นและมองไม่เห็น ถูกปลูกฝังด้วยคำสอนผิด ๆ จนบิดเบือนตัวตนของตัวเอง

 

          ดังนั้น... หากข้าจะคว่ำแก้ว เติมน้ำเข้าไปชะล้างสิ่งสกปรกสักหน่อย ก็คงไม่มีใครว่ากระไร

 

          "เห็นหรือไม่ เงินซื้อไม่ได้ทุกสิ่ง โดยเฉพาะคำขอบคุณและขอโทษที่ยากจะเอื้อนเอ่ย เว้นแต่เจ้าจะหัดรู้จักใช้มัน ใช้อย่างคุ้มค่าและไม่พร่ำเพรื่อ"

 

          "คุ้มค่า...?"

 

          "... ไม่พร่ำเพรื่อ ?"

         

          ลูกศิษย์ทวนคำที่ข้าเพิ่งกล่าวซ้ำ ๆ ด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ ข้าจึงอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบหัวด้วยความเอ็นดู

 

          "คำขอโทษ หากพูดบ่อย ๆ จะทำให้คำนี้ไร้ค่า ตรองดูเถิด หากฟังคนพูดขอโทษซ้ำ ๆ แทนที่เราจะให้อภัย อาจรู้สึกรำคาญ ส่วนคำขอบคุณจะพิเศษหน่อยตรงที่น่าฟังมากกว่าคำว่าขอโทษ"

 

          "มีหลายสิ่งมากมายนักที่เงินตรามิอาจซื้อได้ ไม่ว่าจะเป็นคำว่าขอบคุณหรือขอโทษ ...ใช่ บางทีหากเจ้ามอบเงินสั่งให้ผู้อื่นเอ่ยทั้งสองคำนั้น พวกเขาอาจจะพูด แต่หาความจริงใจได้หรือไม่"

 

          ทุกคนส่ายหน้าพร้อมกัน ไม่เว้นแม้แต่ไป๋หยิน ทำเอาข้าเผลอยิ้มออกมา

 

          "พวกเจ้าอย่าได้กักขังตัวเองไว้ในกระดองที่ชื่อว่าหลักคำสอน พื้นพิภพนี้ไม่ได้มีแค่ดินแดนเต่าเพียงอย่างเดียว มีแผ่นดิน มีเรื่องราวและประสบการณ์อีกมากมายที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงิน เจ้าลองเปิดตา... เปิดใจให้กว้าง ๆ มองออกไป"

 

          "แล้วจะพบว่าจริง ๆ แล้ว เงินอาจไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตอย่างที่ใครเข้าใจ"

 

          ... หากเจ้าเงาดำได้ยินคำพูดของข้าเมื่อครู่นี้ต้องได้น้ำตาไหลรินด้วยความปลาบปลื้มบ้างล่ะ

 

          "ตอนนี้เจ้ายังเชื่ออยู่หรือไม่ว่าเงินคือทุกสิ่ง"

 

          ทุกคนนั่งนิ่ง ไม่พยักหน้าหรือส่ายหน้า ดวงตาหลุกหลิกอย่างคนคิดไม่ตก

 

          ข้าหัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี "ไม่จำเป็นต้องเชื่อข้าหรอก ข้าเข้าใจ ข้าเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่ใช่ทั้งประมุข ไม่ใช่ทั้งบิดามารดาครูบาอาจารย์สอนสั่งพวกเจ้า พูดไป เจ้าก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่ออยู่ดี"

 

          "แต่จำคำข้าให้ดี ...เป็นความจริงที่ว่าเงินเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่ใช่ทุกสิ่ง"

 

          "ใช้แต่พอดี ใช้อย่างคุ้มค่า ใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่าได้ใช้เงินแบบนี้ นี่เป็นวิธีการใช้ที่ไม่สร้างสรรค์ในสายตาข้าเอาเสียเลย"

 

          ข้าไม่ได้กดดันคาดคั้นเอาคำตอบ เพียงแค่ยกมือลูบเส้นผมของศิษย์น้อยที่อยู่ใกล้ตัวเท่านั้น ก่อนที่จะมีเสียงหนึ่งพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ เป็นคนเดียวกันกับที่ต่อต้านข้าอย่างชัดเจน

 

          ทว่ายามนี้เขาเพียงมองตรงมาที่ข้าด้วยดวงตาที่ไม่สั่นไหวเหมือนคลื่นใต้น้ำดังก่อนหน้านี้ ดูเรียบสงบและซื่อตรง

 

          ".... ข้าเชื่อท่านขอรับ"

 

          "ดี แต่นอกจากจะเชื่อข้า ต้องเชื่อมั่นในตัวเองด้วย หลังจากนี้ไม่ต้องใช้เงินแก้ปัญหาเสียทุกอย่าง บางทีแค่คำขอโทษสั้น ๆ หรือคำขอบคุณพร้อมรอยยิ้มเต็มหน้า เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินสักอีแปะเดียวเลยก็ได้"

 

          ดวงตาแห่งความศรัทธาปรากฏขึ้นในแววตาหลาย ๆ คู่ อาจเป็นเพราะข้าไม่ได้บีบบังคับมากจนเกินพอดี พอรู้ตัวอีกที เวลาเดินไปไหนต่อไหนก็มีฝูงเต่ากลุ่มเล็ก ๆ เกาะติดเสียแล้ว

 

          ต้มจนเปื่อยได้ที่ ข้าจึงกล่าวขอตัว แม้จะรู้สึกเสียวสันหลังไปบ้าง เจ้าหยวกกล้วยอารมณ์แปรปรวนเหลือเกิน ! แต่เมื่อมาถึงห้องพักเท่านั้นแหละ โทสะที่เพิ่งสงบไปแทบปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

 

          "... ทำไมมีแค่ห้องเดียว"

 

          ทั้งยังมีแค่เตียงเดียวอีกด้วย ! ถึงจะกว้างพอให้นอนพอสำหรับคนสองคนก็เถอะ

 

          ข้ารับใช้ของข้าตอบคำถามด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม "เนื่องด้วยราชโองการพระราชทานสมรสจากสวรรค์ ท่านประมุขเต่าจึงเห็นควรให้นายท่านทั้งสองอยู่ห้องเดียวกันขอรับ"

 

          ข้ากลอกตามองบนด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ ไม่อยากจะรับน้ำใจเลยจริง ๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีเลยหันไปขู่เพื่อนร่วมห้องที่กำลังจัดเรียงวางข้าวของอย่างอารมณ์ดี ดูมุมปากที่ยกสูงนั่นสิ !

 

          "ถ้าเจ้ากล้านอนเบียดข้า ข้าถีบเจ้าตกเตียงแน่"

 

          "รับบัญชา"

 

          ข้าขึงตาใส่ ขอให้ทำตามที่พูดจริงเถิด ! ...หากเจ้าเงาดำกลับมาแล้วรู้ว่าข้าต้องอยู่ร่วมห้องกับเจ้าหยวกกล้วยคงได้กรีดร้องเสียงแสบหูเป็นแน่ ข้าถอนหายใจอย่างปลงตกล่วงหน้า ย่างเท้าเดินเข้าไปใกล้กับหน้าต่างที่เปิดกว้างพลางทอดสายตามองทัศนียภาพอันงดงามที่เก็บซ่อนบางอย่างเอาไว้ แต่เหยียบถิ่นเสือแล้วก็ยากที่จะถอยหลังกลับ

 

คงมีแต่ต้องหาความจริงเท่านั้น

 

 

เรา

กลับ

มา

แล้ว

!!!!!!

          อยากจะกรีดร้องเป็นภาษาปรัสเซีย  ((()Д()))) อ๊ากกก ?! เราผ่านมรสุมที่รุนแรงยิ่งกว่าลมพายุมาได้แล้วนะคะทุกคน ฮืออ

 

          จำได้ว่าตอนสอบเสร็จแล้วกระโจนขึ้นรถนี่กรีดร้องออกมาแล้วก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่งเลยค่ะ *หัวเราะ*

 

          เหนื่อยมากกกก อ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืนไม่ไหวแล้ว ติวให้ตัวเองไม่พอ ต้องติวให้เพื่อนด้วย เสียงแหบแห้งเลยทีเดียว *จิบน้ำ* แต่ก็ดีใจเวลาที่เพื่อนบอกว่าสอบได้ เพราะเราติวให้นะ เอาเถอะ ถือว่าคุ้ม !

 

          ขอบคุณทุกคนที่ถามไถ่นะคะ คะแนนนี่ยังไม่รู้ผลค่ะ แต่คิดว่าทำได้อยู่นะ ขอบคุณทุกคำอวยพร กำลังใจของทุกคนตามไปถึงห้องสอบเลยล่ะ (˶◕‿◕˶)

 

          เอาล่ะ เรื่องในอดีตก็ช่างมันเถอะ

 

          ไม่เจอกันนาน คิดถึงกันไหมคะ ? อยากบอกว่าเราคิดถึงทุกคนมากเลย อ่านคอมเมนต์แล้วใจสั่น อยากอัปใจจะขาด แงง หลังจากนี้ทุกท่านคงได้เจอกับน้องเงาน้อยบ่อย ๆ 5555 ขอบคุณที่รอนะคะ หวังว่าจะอิ่มจุใจกับตอนนี้ยาว ๆ ... 6000 ตัวอักษร ... ที่อัปช้าก็เพราะแบบนี้แหละค่ะ 55555

 

          ดูจากตอนนี้ก็จะรู้ว่าจริง ๆ แล้วพี่หยางเป็นคนยังไง (...)

 

          ตอนต่อไปคาดว่าไม่นานเกินรอ แต่อาจจะใช้เวลาสักหน่อย ไม่ได้แต่งมานานหลายวัน ฝีมือคงทื่อ ๆ ตัน ๆ บ้าง โปรดเข้าใจเจ้ด้วย XD

 

          แล้วพบกันใหม่

          อ่อ เรื่องแท็ค สรุปยอดและความเห็นของทุกคนแล้วจะใช้ #หยินคู่หยาง นะคะ ! เป็นแท็คที่จะใช้หวีดนิยาย จะมีใครประเดิมคนแรกไหมนะ 5555 *แอบส่องทวิตเงียบ ๆ อย่างคาดหวัง*

 

          แต่ว่าเวลาอัปเราจะใช้แท็ค #มังกรปรปักษ์ ควบคู่กันไปนะคะ



       *เฒ่าทารก ; คนแก่ที่ทำตัวเป็นเด็ก

 

     1 เมนต์ = กำลังใจ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 145 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

410 ความคิดเห็น

  1. #146 นกน้อย5 (@2612547) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 21:41
    พี่ชอบเด็กแต่เด็กอยากให้พี่เป็นเมีย____แค่กๆๆ
    #146
    1
  2. #87 fighting writeee♡ (@sedna0327) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 20:45
    ถ้าน้องไป๋ได้เงาดำมาเป็นพวกทุกอย่างจะสบายมากแต่เสียดายมองไม่เห็น55555
    #87
    1
    • #87-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 11)
      29 มีนาคม 2562 / 21:17
      (๑•́ ₃ •̀๑) ประเด็นคือน้องเงาไม่อยากเอามาเป็นพวกด้วยนี่แหละ 55555
      #87-1
  3. #71 บาบาน่า (@FISHOKUN) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 12:24
    น้องไป๋คือหยอดเก่งมากกกก อ่านไปจิกหมอนกรีดร้องไป แล้วหมั่นไส้ที่นางดีใจออกนอกหน้า เมื่อรู้ว่าได้นอนเตียงเดียวกับว่าที่เมีย โอ๊ยยยยย
    #71
    1
  4. #47 Rindis (@Rindis) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 21:47

    ใช้ได้นี่ท่านประมุขเต่า

    บันไซๆๆๆ///เด๋วนะเราต้องขอบคุณไรท์สิ


    #47
    1
    • #47-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 11)
      6 มีนาคม 2562 / 21:50

      55555 ไม่เป็นไรค่ะ เราเข้าใจ เพราะประมุขเต่าทำดีมากจริง ๆ-- แค่ก
      #47-1
  5. #46 JKthunhaw (@0902143426) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 07:46
    นี่เราเขินอะไรกับอิแค่ยิ้มมุมปาก555
    #46
    1
  6. #45 raabporn2016 (@raabporn2016) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 00:14

    เรารอไรท์จนรากงอกไปอีกฝั่งของโลกแล้ว!!! เรางอน!!! ลงให้อีกตอนถึงหาย ชิ!//หยอกๆ
    #45
    1
  7. #44 prankmaprank (@prankmaprank) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 00:13

    น่ารักมากเลย
    #44
    1
  8. #43 ราชินีขี้เซา (@0983163561) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 23:26

    สอบเสร็จแล้วดีใจด้วยนะคะ
    #43
    1
  9. #42 Sigmar F (@rachasuebjakla) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 22:39
    เย่ ชอบเรื่องนี้มากอ่าาาาาาา ลุ้นหนักมากว่าเบื้องลึกเบื้องหลังจะเป็นยังไง รอติดตามอยู่นะคะ
    #42
    1
    • #42-1 KN.26 (@kungnangca) (จากตอนที่ 11)
      5 มีนาคม 2562 / 22:49
      ขอบคุณนะคะะ (///_///) ดีใจที่ชอบค่ะ 55555 รอติดตามชมได้เลยค่าา XD
      #42-1