คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #5 : [SF] ::Recognize You:: -YoonhoJaejoong- [01] - ผิดแผน -
Author: ::recognize you::
Author: nam-ji
Pairing: Yoonho-Jaejoong/Changmin-Yuchun
Genre: AU, Melodrama,mpreg
Rate: PG-13
Note : จริงๆแล้วเราดูละครช่องสามกันอยู่สินะ
-01-
ผิดแผน
แจจุงชอบนอนบนผ้านุ่มๆ
ไม่ใช่นอนหลับเพียงแค่นอนหลับตาเฉยๆ ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาที่เขารู้สึกผ่อนคลายมากที่สุด เขารักเวลาที่ได้นอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ในความคิดและภาพมืดๆยามหลับตาช่วยให้เขาจินตนาการอะไรๆได้ง่ายดายขึ้น เหมือนกับตอนนี้ที่เขากำลังนอนหลับตาอยู่บนพรมแสนนุ่มด้วยขนนิ่มๆของใยสังเคราะห์สีขาวสะอาดภายในห้องนั่งเล่นที่เชื่อมกับห้องครัว เรียวขาวเหยียดตรงไปกับพื้น ทุกส่วนดูปลดปล่อยอย่างถึงที่สุด สองมือกุมไว้ที่หน้าอก คิมแจจุงในยามนี้ราวกับเจ้าหญิงนิทราที่รอให้เจ้าชายมาปลุกให้ตื่นจากฝันเสียที
ทว่าๆสลีปปิ้งบิวตี้คนนี้กลับไม่ต้องการเช่นนั้น เขาไม่อยากให้ใครมาปลุกให้ตื่นจากห้วงคิดในเวลานี้ แจจุงดำดิ่งลงไปในความคิดเรื่อยๆ
เขาว่ากันว่าในความฝันคุณจะเป็นอะไรก็ได้ที่คุณอยากเป็น มีชีวิตในแบบที่คุณต้องการ
และแจจุงชอบที่จะฝันที่สุด
ในความเป็นจริงเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา คิมแจจุงเป็นคนที่ถ้าคุณรู้จักเขาจะต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาเป็นคนอยู่กับความจริงมากที่สุด เขาไม่เคยแสดงท่าทีคำพูดหรือแม้แต่ความคิดอะไรที่ชวนให้คุณรู้สึกว่าเขาเป็นคนช่างฝัน ทว่ากลับมีมุมมองดีๆเสมอ เคล็ดลับที่คุณคงไม่รู้ ใช่ เขาใช้เวลาให้กับฝันของตัวเองจนพอที่จะไม่เอามาปนกับความจริงไง
ทำตามวันนี้ได้ไม่มีค่าลิขสิทธิ์
“ลูกของเราจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงกันนะ”เสียงทุ้มนุ่มที่แจจุงคุ้นเคยเอ่ยอยู่ข้างหูในขณะที่อ้อมแขนนั้นโอบรับเขาอย่างนุ่มนวลและเต็มไปด้วยความรัก เช้าของวันอันแสนอบอุ่นบนเตียงนุ่มๆและอ้อมกอดของคนที่รักสุดหัวใจ จะมีอะไรวิเศษไปกว่านี้อีกหรือไหมหนอ
“ไม่รู้สิ คุณอยากให้เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายล่ะ”แจจุงเอ่ยกลับก่อนจะหันไปสบตากับ’เขา’ ดวงตาเรียวรีได้รูปราวกับตาของอินทรีย์ที่แจจุงหลงรัก จมูกโด่งที่ไม่จนมากเกินไปที่แจจุงหลงรัก ริมฝีปากรูปโจ๊กเกอร์ที่แจจุงหลงรัก แจจุงรักทุกอย่างที่เป็นเขา รักแม้แต่รอยแผลที่แก้มข้างซ้ายหรือแม้แต่จุดดำเล็กๆที่มุมปาก
เขารักทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นชองยุนโฮคนนี้
ราวกับอ่านใจได้ยุนโฮก้มหน้าลงมาให้ปลายจมูกของเขาใกล้ที่แก้มของแจจุง สูดดมความหอมของปรางค์แก้มสีขาวนวลนั้นครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับจะเน้นย้ำว่าเขาเองก็คิดแบบเดียวกัน
ยุนโฮก็รักทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นแจจุง
“จะผู้หญิงผู้ชายผมก็จะรักเขา”
คำที่อยากได้ยินจากปากของคนๆนั้นในความเป็นจริงทำให้แจจุงน้ำตาไหล เขาฝัน จินตนาการถึงความรักอันแสนสุขที่เขาอยากให้เป็น หากในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แบบนั้น
เขาอยากให้ยุนโฮรักเขาเหมือนที่เคยเป็นมา
อยากให้ยุนโฮรักลูกของเรา
อยากให้อะไรๆกลับมาเป็นเหมือนเดิม
น้ำใสๆอีกหยดไหลตามลงมาจากหยดเดิมแม้ดวงตาจะยังปิดอยู่ รู้สึกเจ็บปวดเหลือเกินแต่ในความเจ็บปวดนั้นก็มีความสุขเจือปนอยู่ ถึงแม้จะเป็นเพียงการหลอกตัวเองทว่าเขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความฝันอันแสนเพ้อเจ้อนี่ทำให้เขามีความสุขทำให้เขามีแรงที่จะเผอิญปัญหาต่อไป แม้จะเป็นความสุขอันแสนจอมปลอมก็ตาม ที่สำคัญคือ
ไม่มีใครสั่งให้เขาหยุดฝัน….
เสียงเคาะประตูพร้อมกับไฟดวงเล็กส่องแสงสว่างที่หน้าประตูห้องเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่ามีคนมาหา แจจุงค่อยๆลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาเปรอะแก้มใสก่อนจะค่อยๆผลุดลุกขึ้นไปเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือน
ได้เวลาเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้งเสียที
และผู้ที่มาใหม่สองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูก็ทำให้เกิดรอยยิ้มสวยๆของเจ้าหญิงนิทราผู้นี้อีกครั้งหลังจากที่ตัวเองก็แทบจะลืมไปแล้วว่าเคยยิ้มได้ยังไง
“ยูชอน….ชางมิน…..”
.
.
.
“สรุปว่านายเลิกกับยุนโฮแล้ว”
“ยังไม่ได้เลิกแต่กำลังจะในเร็วๆนี้….”
“เพราะยุนโฮกำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น”อีกเสียงหนึ่งช่วยกล่าวเรียบเรียงประโยค
“เพราะว่าเขากำลังจะรักคนอื่น….”
“ถึงจะรู้ว่านายกำลังท้องอยู่นี่นะ!!!!”เป็นยูชอนที่อดไม่ไหวแล้วจริงๆที่ตะโกนออกมาก่อน “เลวระยำบัดซบที่สุด”
แจจุงอดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อเห็นท่าทีเป็นเดือดเป็นร้อนแทนของปาร์คยูชอนและท่าทางดูกระวนวายของชิมชางมิน สองเพื่อนรักเพื่อนตายที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลจากอเมริกา ทิ้งธุรกิจอะไรหลายแหล่ไว้กับน้องสุดที่รักแจ้นมาหาเขาทันทีที่รู้ข่าวว่าเขากำลังตั้งครรภ์อยู่
“แล้วตอนนี้หมอนั่นมันอยู่ที่ไหน บอกฉันมาแจจุง ฉันจะไปเอาเลือดหัวมันออกเดี๋ยวนี้แหละ”ว่าแล้วให้ผลุดลุกขึ้นยืนจากโซฟาตัวสวยอย่างหมายมั่นตั้งใจอย่างถึงที่สุดแล้วว่าวันนี้ไม่เขาก็ยุนโฮจะต้องตายกันไปข้างถ้าไม่ติดว่ามีมือของคนรักข้างๆฉุดให้เขากลับลงมานั่งลงอีกครั้ง
“ใจเย็นก่อนน่ายู เรายังไม่ได้ฟังยุนโฮพูดเลยนะ”ชางมินพยายามกล่อมด้วยเสียงอันนุ่มนวล มือเรียวลูบหลังยูชอนเบาๆราวกับจะปลอบให้คนข้างกายใจเย็นลงทว่านาทีนี้หรับยูชอนไม่มี่คำว่าเย็นอีกต่อไปแล้ว
“ฟังอะไรล่ะ จะฟังอะไรอีก ในเมื่อสุดท้ายแล้วไม่ว่าเรื่องจะเป็นยังไงมันก็เป็นคนทิ้งแจจุงไป”เสียงหอบหายใจฮืดฮาดอย่างโกรธจัดดังขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่จะกลายเป็นเสียงตะเบ็งอย่างดังก้องขนาดที่ว่าอเดลยังต้องขอคาราวะเป็นลูกศิษย์”มันผิดสัญญา มันหักหลังเพื่อนฉัน ฉันไม่มีวันให้อภัย ไม่มีวัน!!”
“พูดอย่างกับว่ายุนโฮไม่ใช่เพื่อนของนาย”
“มันไม่ใช่เพื่อนของฉันอีกต่อไปแล้วนับแต่วันนี้เลย”
ชางมินถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนในขณะที่หันมามองแจจุงอย่างขอความช่วยเหลือทว่าแจจุงกลับทำแค่ยักไหล่
“ขอโทษนะชางมิน คราวนี้ฉันช่วยไม่ได้จริงๆ บอกตรงๆว่าถ้าพวกนายไม่เลือกข้าง ฉันเองก็ไม่เหลือใครแล้ว”
“ไม่ต้องกังวลนะแจจุง ฉันจะอยู่ข้างๆนายเอง ส่วนนาย….”ยูชอนหันไปชี้หน้าหนุ่มร่างสูงผิวสีแทนที่นั่งทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกข้างๆ”ถ้าอยากจะไปหาเพื่อนนายก็ไปเถอะ”
“โถ่ ยูชอน ไม่เอาน่า”
“นี่ฉันพูดจริงนะ ไม่ได้ล้อเล่นด้วย ถ้านายรอฟังให้ยุนโฮมันมาพล่ามว่ายัยนั่นแสนดียังไง เพราะอะไรถึงทำแบบนี้กับแจจุงได้ล่ะก็ ถ้าอยากทำแบบนั้น ก็เชิญตามสบายเลยฉันไม่เอาด้วยหรอก”หายใจฟืดฟาดอีกครั้ง”หักหลังยังไงก็คือหักหลัง ฉันไม่มีวันอภัยคนทำเพื่อนฉันเจ็บ จำเอาไว้”
“โอเค ฉันยอมแพ้”หนุ่มชิมบอกกออกมาอย่างจำยอม มือสองข้างของเขายกขึ้นข้างใบหูแสดงอาการยอมแพ้จริงๆนี่ถ้ามีธงเหน็บอยู่ในกระเป๋าคงเอาโบกด้วยแล้ว “อยากทำอะไรก็ทำเลยที่รัก แต่ฉันขอไม่ยุ่งนะ ไม่ว่าจะฝั่งนายหรือว่ายุนโฮก็ตาม”
ยูชอนพ่นลมหายใจออกจมูกพลางมองหน้าชางมินด้วยสายตาเหยียดหยามที่ทำให้หนุ่มชิมของเราต้องก้มหน้าหนี ก่อนจะหันไปหาเพื่อนรักอีกครั้ง “แล้วนี่จะเอาไง”
“ก็ไม่เอาไง ฉันก็จะไปบอกเลิกเขา แล้วก็กลับไปทำงานต่อที่อเมริกา แค่นั้น”
“ง่ายๆแบบนั้นเลยหรอ ไม่คิดจะทำอะไรเพื่อแย่งเขาคืนมาก่อนเลยหรือไง”
“ฉันทำมาหมดแล้วยูชอน”
“……….”
“ช่วงเวลาที่ผ่านมานี่เกิดเรื่องราวขึ้นมาอย่างที่นายเองก็คาดไม่ถึงเชียวล่ะ ฉันพยายามแล้ว พยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว แต่มันก็ไม่มีผลอะไรนอกจากทำให้เขาห่างไปมากเท่านั้น เขาเปลี่ยนไปแล้วยูชอน”
“….ทำทุกทางแล้วจริงๆหรอ นายพยายามมากขนาดนั้นแล้วหรอ”
“เหลือแค่จูบเท้าอ้อนวอนเขาล่ะมั้งที่ยังไม่ได้ทำ”แจจุงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย รอยยิ้มเย้ยหยันราวกับสมเพชตัวเองผุดขึ้นที่มุมปาก ใบหน้าที่ยูชอนไม่อยากเห็น เขารู้สึกได้ว่าขอบตาตัวเองกำลังร้อนผ่าวในขณะฟังเพื่อนรักพูดต่อไปเรื่อยๆ”ก็ขนาดเกาะขารั้งไว้ก็ยังเคยทำมาแล้วนี่นะ….”
“แจจุง…”ยูชอนจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เสียงเขาสั่นขนาดนี้นี่มันตั้งแต่เมื่อไหร่ คอของเขาแห้งไปหมดเมื่อเห็นในตอนที่รวบแจจุงมาไว้ในอ้อมแขน”พอแล้วไม่ต้องพูดแล้ว”
ถ้าคำว่าเพื่อนมีความหมายคือร่วมแบ่งปันทุกข์สุขด้วยกันในตอนนี้ยูชอนนึกไม่ออกเลยว่าแจจุงจะเจ็บปวดมากแค่ไหนเพราะความรู้สึกในตอนนี้ที่ถูกหารครึ่งจากแจจุงมาแล้วมันยังทำให้เขาอึดอัดและปวดร้าวได้อย่ามากมายและอธิบายไม่ถูกเลยจริงๆ
แล้วแจจุงที่เจ็บปวดตามลำพังมาก่อนหน้านี้เล่า
ถึงแม้แจจุงจะไม่ได้เล่าอะไรให้เขาฟังเสียมากมายแต่ความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ใสดวงตาคู่นี้ก็บอกเขาทุกอย่างว่าแจจุงเสียงใจแค่ไหนกับเรื่องที่เกิดขึ้น
นึกแล้วให้ชวนน้ำตาไหลอีกครั้ง หนุ่มนักเรียนนอกกอดเพื่อนรักหน้าสวยแน่นขึ้นอย่างต้องการที่จะแบ่งปันความทุกข์ทั้งหมด ทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะว่าแจจุงรักยุนโฮมากแค่ไหน สี่ปีที่อยู่ด้วยกันมามันมากพอที่จะอธิบายได้ แจจุงที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อยุนโฮ ทว่า ทำไมมันกลับกลายเป็นแบบนี้นะ
“ขอโทษนะฉันขอโทษที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้มาอยู่ข้างๆนาย แต่จากนี้ฉันสัญญาว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นายจะมีฉันนะ”
“อืม”แจจุงพยักหน้ารับ ก่อนจะโอบกอดตอบเพื่อนรัก”ขอบคุณนะยูชอน ขอบคุณจริง”
ขอบคุณที่ไม่ทำให้ฉันต้องอยู่คนเดียวอีก
ชางมินมองภาพนั้นก็จะเบือนหน้าหนี หนุ่มร่างสูงเดินไปยังเคาเตอร์ที่กั้นกลางระหว่างบริเวณห้องครัวกับห้องนั่งเล่น มือเรียวเปิดตู้ก๊อกแก็กไปตามเรื่องแต่ใครจะรู้ส่าที่เขาทำไปเพียงต้องการหลบซ่อนน้ำตาที่เอ่ออกมาเท่านั้น เขาก็เหมือนยูชอนนั่นแหละ รับรู้ได้ถึงความเศร้าโศกของเพื่อนแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งตรงนั้น
เขากลัว เขากลัวว่าตัวเขาเองจะไขว้เขวตามแจจุงไปอีกคน
ถึงเขาจะรักแจจุงมากแต่ในอีกใจหนึ่งเขาเองก็รักยุนโฮเพื่อนแท้ของเขาอีกคนเหมือนกัน
อาจจะฟังดูเห็นแก่ตัว แต่ชางมินยังไม่พร้อมจะเสียมิตรภาพดีๆกับยุนโฮไป และนั่นทำให้เขาเลือกที่จะทำแบบนี้
หนุ่มชิมหลุบตาลงต่ำในขณะที่เอื้อมมือลงไปหยิบถ้วยชาลายนกยูงที่อยู่ในลิ้นชักด้านล่าง
ขอโทษนะแจจุง
.
.
.
เป็นเวลาเนิ่นนานหลังจากที่สองเพื่อนรักกอดคอกันร้องให้ ชางมินก็ขอลากตัวยูชอนกลับไปก่อนด้วยให้เหตุผลว่ายังไม่ได้จัดกระเป๋าและถึงแม้ยูชอนจะโหวกเหวกโวยวายอะไรก็ไม่สามารถห้ามชางมินไม่ให้พาเขาออกไปได้จนในที่สุดหนุ่มชิมก็จำต้องยกตัวยูชอนพาดบ่าแล้วพาออกจากห้องไป แจจุงอดหัวเราะออกมาเบาๆไม่ได้ยามที่คิดถึงสีหน้าของยูชอนตอนที่ประตูลิฟค่อยๆปิดลับสายตาเขาไป
ช่างน่าขัน ยูชอนอย่างกับเด็กตัวเล็กๆ
เขาจัดการเก็บแก้วชาที่ชางมินนำมานั่งจิบรอพวกเขาอาลัยอาวรณ์กันตรงโต๊ะกาแฟไปยังอ่างล้างจาน สายน้ำเย็นๆจากก๊อกน้ำทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย แจจุงครุ่นคิดถึงสิ่งที่เขาจำทำภายในวันพรุ่งนี้ตอนที่บีบน้ำยาล้างจานลงฟองน้ำ
พรุ่งนี้มีนัดที่โรงพยาบาล
เบ้ปากออกมาอีกครั้งอย่างนึกขัดใจเมื่อนึกถึงหน้าคุณหมอที่เขาต้องไปเจอในวันพรุ่งนี้
น่าหมั่นไส้ชะมัด
คิดแล้วไปลงกับถ้วยชาที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แจจุงถูฟองน้ำกับเจ้าถ้วยผู้น่าสงสารอย่างแรงราวกับว่าถ้วยชาสีงาใบนี้มีคราบสกปรกเสียเต็มประดา
แล้วก็ ต้องนัดยุนโฮออกมาคุย
พอมาถึงตรงนี้เรียวปากบางก็เหยียดยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างนึกสนุก
สาบานเลยถึงไม่ได้รักกันแล้วแต่พรุ่งนี้คุณก็คงได้เจ็บปวดบ้างแหละยุนโฮ
สิ่งที่คุณจะได้ฟังในวันพรุ่งนี้คุณต้องเซอไพรส์แน่
ฉันรับประกันได้เลย…..
.
.
.
โรงพยาบาลโซลเยนเนอรัลในยามบ่ายก็ยังคึกคักเช่นเคยด้วยจำนวนผู้ป่วยและบรรดาญาติๆที่เข้ามาใช้บริการกันอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเรื่องเล็กอย่างมีดบาดหรืออุบัติเหตุร้ายแรง หากแต่โรงพยาบาลแห่งนี้ก็ยังยิ้มรับอย่างเต็มใจเหมือนบริการญาติของตนเอง รอยยิ้มนางฟ้าของเหล่าพยาบาลและเสียงอันนุ่มนวลของคุณหมอแต่ละท่านที่ประหนึ่งเสียงอันแสนโอบอ้อมอารีของบาทหลวงที่โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ในยามเช้าวันอาทิตย์ จึงไม่แปลกที่แม้ว่าที่นี่จะเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่มีค่ารักษาสูงลิ่วชนิดที่ว่าสามารถเป็นรายได้ทั้งปีของประชากรที่อยู่ระดับของห่วงโซ่อาหารแต่ก็ยังคงมีคนที่เต็มใจจ่ายหากนั่นหมายถึงการบริการที่ดีและครบครันเพื่อชีวิตของตนเอง
ด้วยพื้นที่อันกว้างขวางและเครื่องมือที่ครบครันและทันสมัยส่งผลให้โซลเยนเนอรัลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลชั้นนำอันดับต้นๆของประเทศ ไม่เพียงแต่ความอู้ฟู้ของสถานที่พักแต่เหล่าบุคลากรในโรงพยาบาลแห่งนี้ก็เป็นบุคคลชั้นนำของประเทศเหมือนกัน ที่นี่คุณจึงมั่นใจได้ว่าคุณจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุด และความสบายอย่างที่สุด
เป็นอะไรมา ให้โซลเยนเนอรัลของเราได้รับใช้นะคะ
“คุณหมอโจคะ เคสนี้เป็นเคสสุดท้ายแล้วค่ะ”นางพยาบาลสาวในชุดสีขาวสะอาดตาทว่ากลับเขียนอายไลเนอร์ซะเฉี่ยวชนิดที่ว่าเอมี่ วายเฮ้าท์ที่นอนอยู่ในหลุมศพมาเห็นคงกรีดร้องครวญคราญขัดกับทรงผมที่รวบตึงอย่างเรียบร้อยยื่นแฟ้มสีเทาบางๆให้กับคุณหมอหนุ่มที่กำลังวุ่นวายอยู่กับเอกสารบนโต๊ะ คุณหมอโจคยูฮยอนรับแฟ้มมาจากหล่อนแล้วก่อนจะพลิกดูประวัติคนไข้ข้างใน เมื่อเห็นว่าเป็นชื่อใครแล้วเขาก็ปิดแฟ้มลง
‘คิมแจจุง…’
“รออีกซักห้านาทีค่อยเรียกคนไข้เข้ามานะ”
“ค่ะ”เจ้าหล่อนรับคำแล้วเดินออกจากห้องไป
หมอโจมองแฟ้มประวัติที่เขาเพิ่งวางลงไปเมื่อครู่อย่างครุ่นคิดก่อนจะหยิบแฟ้มมาเปิดดูอีกครั้ง
คิมแจจุง
ชื่อนี้ที่จำได้ขึ้นสมอง ชื่อของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมารความรักของยูเฮริมกับชองยุนโฮเพื่อนรักของเขา จำได้ดีถึงวันแรกที่เจอกัน คิมแจจุงที่แสนจะงดงาม เจ้าของรอยยิ้มสวยงามนั่น แต่ใครจะรู้ล่ะว่าข้างมันจะซ่อนความร้ายกาจมากมายเอาไว้อยู่ เขาถึงได้บอกกันไว้ว่าคนเราอย่าดูกันที่ภายนอก เพียงแค่ไม่กี่เดือนจากรอยยิ้มนางฟ้าก็กลายมาเป็นนางมารไปซะแบบนั้น
บางทีเขาก็ไม่เข้าใจแจจุง
ทำไมไม่ยอมแพ้ไปเสียที ทำไมถึงยังตามราวีอยู่อย่างนั้น
การได้ขัดขวางคนที่เขารักกันนั้นมีความสุขมากหรือ
ยูเฮริมเป็นคนดี เขามั่นใจ ดีมากพอที่จะฝากเพื่อนเขาไว้และดีมากพอให้เพื่อนเขาหลงรัก สองคนรักกัน ครอบครัวก็สนับสนุน แล้วทำไมคิมแจจุงถึงไม่ยอมจากไปเสียที กลับคอยตามสร้างความรำคาญ ตามรังควาญยุนโฮไม่เลิกเพื่อความรักของเพื่อนน่ะนะ เขาเลยต้องออกโรงซักหน่อย
ผู้ชายคนนี้ช่างน่ารำคาญ
นึกว่าจะมีแต่ในละครและในนิยายเสียอีก
แต่คิมแจจุงในตอนนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้แล้วว่าคนแบบนี้มีอยู่จริงๆ
และบางทีเขาก็คิดนะ
คิมแจจุงคนนั้นไม่เหนื่อยบ้างหรือ ไม่ท้อบ้างหรือ กับการวิ่งตามอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ของตัวเอง และไม่มีวันจะได้ไป
แต่หากหมอหนุ่มคงลืมคิดไปว่าอะไรเป็นของใครกันแน่เขาถึงได้คิดแบบนั้น
คงลืมไปว่าก่อนที่ชองยุนโฮจะได้กลับมาพบกับยูเฮริม ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของมาก่อน ใครกันแน่ที่ควรอยู่ที่ตรงนั้น
คยูฮยอนลืมไป
ทุกคนคงลืมไป
เสียงประตูเปิดเรียกให้สูติหนุ่มต้องตื่นจากภวังค์ เป็นคนที่อยู่ในความคิดของเขาในเวลานี้นั้นเองที่อยู่ตรงหน้ากันขณะนี้
“ผมจำได้ว่ายังไม่ได้เรียก”
“ก็เห็นห้องว่าง ผมมีธุระต้องไปทำอีก รีบตัวรีบเสร็จเถอะคุณ”
คยูฮยอนถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างต้องการให้รู้ว่าเขาไม่พอใจแต่แจจุงก็ยังทำหน้าเฉยๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ร่างบางๆที่หน้าท้องตอนนี้เริ่มนูนน้อยๆตามอายุครรภ์เยื้องย่างมานั่งตรงเก้าอี้หน้าโต๊ะที่เอกสารทั้งหลายวางอยู่อย่างไม่อินังขังขอบกับสิ่งใด เรียกเสียงถอนหายใจหนักๆอีกครั้งจากคุณหมอหนุ่มได้เป็นอย่างดี
“จมูกเบี้ยวหรอคุณ ถอนหายใจอะไรนักหนา”แจจุงว่าในขณะที่ดวงตากลมโตเพ่งมองไปที่จมูกสวยได้รูปแบบแปลกๆของของคยูฮยอน”เขาว่าจับมันมากมันจะเสียรูปนะ”แล้วเจ้าตัวก็หัวเราะคิกคักสะใจกับตัวเองที่สามารถยั่วโมโหเขาได้ นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกเสียหน้าสุดๆและทำให้ความประทับใจในตัวแจจุงตอนพบหน้ากับครั้งแรกติดลบ คิดดูสิใครที่ไหนจะถามคนที่ไม่สนิทกันว่าทำจมูกมาใช่มั้ย
เกลียดจริงๆพวกรู้ทัน
“ผลการตรวจร่างกายของคุณปกติดีไม่มีปัญหาอะไร ความดันปกติ ระดับน้ำตาลในเลือดก็ปกติ”เขาเว้นช่วงหายใจพักหนึ่งในขณะที่มือยังคงก้มยุกยิกเขียนอะไรบางอย่างลงในแฟ้ม ก่อนจะมาหยุดยืนตรงหน้าแจจุง มือใหญ่กดสัมผัสหน้าท้องเนียนตรงนั้นทีตรงนี้แล้วเดินกลับไปจดอะไรยุกยิกอีกครั้ง”เด็กก็ปกติดี ผมจะสั่งยาวิตามินให้ไปกินแล้วกัน”
“เสร็จแล้วหรอ”แจจุงถามในขณะที่ร่นเสื้อลงมา คยูฮยอนเหลือตาขึ้นมามองร่างบางแว๊บหนึ่งก่อนจะหันไปสนใจแฟ้มต่อ
“ครับ”
“ทำไมไวจัง”
“แล้วจะตรวจอะไรหนักหนาล่ะครับ ปกติเราก็ตรวจกันแค่นี้ แล้วคุณก็บอกว่ารีบไม่ใช่หรอ”เอ่ยตอบทั้งๆที่ยังไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา”เสร็จแล้วครับ รอรับยาได้ที่ข้างหน้าเลย”
“ผมอ่านในหนังสือเจอว่าเราสามารถฟังเสียงหัวใจของลูกได้ตั้งแต่สามเดือน”
“ใช่ครับ”
“แต่คุณไม่เห็นบอกผม”
“อ่า ผมคงลืมไป”
“นี่คุณ….”
“เอาเป็นว่าถ้าอยากฟังก็บอกพยาบาลนะครับ จะได้นัดวันให้”คยูฮยอนผลักแฟ้มออกจากตัวแล้วตอนนี้”คุณฮเยซองครับ เข้ามาหาผมหน่อย”เขาตะโกนเรียกนางพยาบาลเจ้าของอายไลเนอร์สุดเฉี่ยวคนนั้น พลางสบสายตากับคิมแจจุงที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม “คุณนี่เป็นหมอที่แย่จริงๆ”แจจุงว่าแบบนั้นก่อนจะลุกขึ้นยืน
“ไม่แย่เท่าคุณหรอกครับ”
แจจุงเม้มปากแน่นก่อนจะเกินกระแทกประตูบึงบังออกจากห้องไป คยูฮยอนถอนหายใจอีกรอบ
ไปซะได้ก็ดี
.
.
.
แจจุงเดินออกมาหยุดอยู่ที่สวนหลังโรงพยาบาลเช่นเคย เท้าสองข้าวก้าวเดินจนอย่างรวดเร็วแทบเรียกได้ว่าวิ่งออกมาจากห้องตรวจหลังจากรับยาบำรุงและวันนัดตรวจครั้งต่อไปเสร็จ ในคลองตาแดงก่ำและเมื่อได้ทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่ง น้ำใสๆก็ไหลออกมาเสียแล้ว
อีกแล้ว เอาอีกแล้ว
ถูกมองด้วยสายตาดูถูกแบบนั้นอีกแล้ว
เขาไม่เคยนึกชอบเลย ทุกครั้งที่ต้องมาตรวจกับโจคยูฮยอนคนนั้น หมอคนนั้นชอบมองเขาด้วยสายตารังเกียจ น้ำเสียงที่ใช้ และคำพูดที่กล่าวออกมาเหมือนกับว่าเขาทำความผิดอะไรตอนแรกเขาก็ไม่อยากจะเสวนาด้วยถ้าหากหมอคนนี้รู้จักการแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร
โจคยูฮยอน คนนั้นทำราวกับว่าแจจุงช่างน่ารังเกียจ มองเขาราวกับเขาเป็นเศษซากอะไรซักอย่างที่ไม่น่าพิสมัย และนี่อาจจะเป็นอารมณ์น้อยใจบ้าบออะไรอีกของคนท้องก็ไม่รู้แต่เขารู้สึกแย่ แย่มาก ที่ได้รับการปฏิบัติแบบนี้ แถมยังรู้สึกเหมือนน้อยใจนิดๆที่คยูฮยอนไม่พูดจาดีๆด้วย
โอย ฮอร์โมนคนท้องนี่ช่างแย่เสียจริง
ตอนนี้แจจุงโมโหซะจนพูดอะไรไม่ออก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ความโมโหนั้นก็เลยกลายมาเป็นน้ำตาแทน
หยดที่หนึ่ง สอง และหยดที่สาม
สาบานเลยว่านายนั่นต้องได้รับการตอบแทนแน่
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นมาในตอนนี้เรียกให้แจจุงหันมาสนใจมัน มือขาวปาดน้ำตาทิ้งก่อนที่จะยิ้มรับเมื่อเห็นว่าใครโทรมา
“ฮัลโหล ว่ายังไง”
“………..”
“อืม หมอบอกว่าแข็งแรงดี เออนี่ คราวหน้ามีนัดฟังเสียงหัวใจด้วยล่ะ นายมาด้วยกันมั้ย”
“……………….”
“วันนี้หรอ ไม่ได้หรอก มีธุระต้องไปจัดการน่ะ”
“………..”
“งั้นแค่นี้ก่อนนะยูชอน เดี๋ยวดึกๆฉันโทรไปใหม่ มีสายซ้อนน่ะ//ฮัลโหล”
“…………..”
“วันนี้หรอ ได้สิ กำลังจะโทรไปชวนคุณพอดี”
“……….”
“ฉันก็ไม่ได้โกรธอะไรคุณซักหน่อย”
“………….”
“ไว้เราค่อยคุยกันตอนนั้นเลยดีกว่า ผมเองก็มีเรื่องสำคัญจะบอกคุณ”
“……………”
“แล้วเจอกัน”
.
.
.
ช่อลิลลี่สีชาวสะอาดตาถูกส่งยื่นมาให้เขาก่อนที่จะปรากฏตัวว่าคนถือมันมาคือชองยุนโฮ เจ้าตัวยิ้มแผล่ตอนที่แจจุงรับมันมาวางไว้ข้างตัวก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ตัวตรงข้ามร่างบาง
“คุณมานานแล้วหรอ”ยุนโฮว่าในขณะที่จับจ้องไปที่คนตรงหน้าที่ดูสนอกสนใจเจ้าดอกไม้สี่ขาวสะอาดพวกนั้น ไม่เสียแรงที่สั่งให้เลขาปาร์ควิ่งออกไปหาซื้อที่ร้านดอกไม้ที่ดีที่สุดมา วันนี้เขาตั้งใจจะมาคุยกับแจจุงให้รู้เรื่องเสียที การที่ปล่อยให้ทั้งเขาและแจจุงปั้นบึ้งไม่พูดไม่จาและการที่แจจุงไม่โทรหาเขาเลยนับแต่วันนั้นมันทำให้เขารู้สึกไม่ดีเสียเลย เขาไม่อยากให้เราสองคนทะเลาะกันแบบนี้ และแม้ว่าแจจุงจะโกรธเรื่องอะไรวันนี้เขายินพร้อมรับทุกคำกล่าวว่า ตั้งใจอย่างเต็มที่ว่าจะมา ‘ง้อ’คนตรงหน้าให้สำเร็จจนได้
การที่ไม่มีเสียงหวานๆนั่นโทรมาออดอ้อนให้เขาไปหาและการที่ไม่มีข้าวกล่องให้เขาได้ทานในตอนกลางวันมันทำให้เขารู้สึกแย่เสียจริง
ชองยุนโฮช่างเห็นแก่ตัว
แต่ใครจะสน ในเมื่อตอนนี้แจจุงอยู่ตรงนี้แล้ว แจจุงอยู่ข้างๆเขาตรงนี้
การจะง้อแจจุงนั้นสำหรับยุนโฮ ตามปกติแล้วมันง่ายเสียยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปากเพราะตั้งแต่คบกันมาแจจุงงอนนับครั้งได้ แทบจะไม่เคยเลยเสียด้วยซ้ำ มีแต่แจจุงที่คอยตามใจเขาเสมอมา ยิ่งพักหลังๆมานี่ที่เขาไม่ค่อยได้มาหาแจจุงแต่ไปอยู่กับเฮริมแจจุงยิ่งว่าง่าย
นั่นแหละยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเหนือจนจะทำอะไรก็ได้
คิดผิดแล้วล่ะมั้งชองยุนโฮ
“ก็ซักพักแล้วล่ะ”แจจุงหันมาตอบเขา”ยุนโฮ ฉันมีอะไรจะบอก”
“สั่งข้าวก่อนสิแล้วค่อยคุยกัน”เขาว่าแล้วหยิบเมนูที่สางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดู “อืม ปลาเซลมอนไหมเขาว่าดีกับคนที่กำลังท้องนะ”
“ไม่ได้หรอกต้องพูดตอนนี้” แจจุงไม่รอช้าที่จะเสแสร้งเม้มปากตามบทที่เขียนไว้ในใจ มือบางเอื้อมหยิบมือของคนที่กำลังจับเมนูอาหารอยู่ขึ้นมากุมไว้ “ยุนโฮ ฉันขอโทษ”
“ขอโทษเรื่องอะไร”ถึงจะยังงงๆอยู่แต่ก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป หนุ่มชองเอามืออีกข้างที่ยังว่างอยู่มาขึ้นโอบทับมือของแจจุง”ผมสิต้องขอโทษ”
“ไม่หรอก ฉันเองแหละที่ผิด ที่ทำร้ายยุนโฮ ทำร้ายคนที่ยุนโฮรัก ต้องทำให้มาเจอเรื่องลำบากใจแบบนี้ ฉันขอโทษจริงๆนะ”และราวกับสั่งได้ น้ำตามากมายก็พากันไหลลงมาประหนึ่งมีคนเปิดก๊อก”ฉันผิดเองที่ทำให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ ตอนนี้ฉันสำนึกได้แล้ว ขอโทษนะยุนโฮ ฉันไม่อยากทำมันอีกแล้ว”
คราวนี้เป็นยุนโฮที่ขมวดคิ้วด้วยความสับสน”หมายความว่ายังไง”
“ฉันทนปิดบังต่อไปไม่ไหวแล้วยุนโฮยกโทษให้ฉันด้วยนะ”ยังคงตีบทแตกอย่างต่อเนื่อง น้ำตาแห่งความเสียใจยังคงไหลมา ตอนนี้แจจุงสะอื้นหอบจนตัวโยน จนยุนโฮต้องลุกขึ้นไปรวบร่างบางๆที่ร้องให้หนักและดูบอกบางราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อมาไว้ในอ้อมกอด แจจุงซุกที่อกแกร่งนั่นก่อนจะว่ากล่าวตามบทของตัวเองต่อไป “ที่จริงแล้ว ฉัน ฉัน…..”
“มีอะไรหรอแจจุง ไม่เป็นไรนะ บอกฉันมาเถอะ”
“จริงๆแล้ว เด็กในท้องไม่ใช่ลูกของยุนโฮหรอกนะ”
ยุนโฮนิ่งไปในทันที
“ฉันขอโทษ ฉันกลัวเลยต้องบอกว่าท้องกับคุณ ฉันขอโทษจริงๆยุนโฮ ฉันขอโทษ”มือบางกอบกุมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดที่ยุนโฮใส่ไว้แน่นเหมือนกับต้องการหาหลักยึดถึงแม้จะแอบยิ้มในใจยามที่เห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ช๊อกไปเลยใช่มั้ยล่ะ ก็แหม เข้าใจว่าเป็นลูกตัวเองมาตั้งเกือบสี่เดือน อย่างน้อยก็ต้องรู้สึกผูกพันกันบ้างล่ะ ยิ่งพอมาได้มารู้ว่าเป็นลูกคนอื่นแบบนี้คงเจ็บปวดไม่น้อยเลยสินะ
ในเวลานี้ต่อให้ใครจะมาว่าที่หลังว่าคิมแจจุงช่างใจง่าย หรือเข้าใจผิดกับเรื่องนี้ไปจริงๆเขาก็ไม่สนแล้ว
ตอนนี้ขอแจจุงสะใจก่อนนะ อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
แน่นอน เด็กคนนี้ในความเป็นจริงแล้วเป็นลูกของชองยุนโฮแน่ๆ แต่ไหนๆในเมื่อยอมตัวใจแล้วเขาก็ขอเอาคืนเสียหน่อยให้สมกับความเจ็บปวดทั้งหมดที่ได้รับมาในระหว่างนี้ ถึงมันจะเทียบกันไม่ได้แต่ก็สะใจไม่น้อยเชียวล่ะ
แถมยังเป็นข้อรับประกันด้วยนะว่าต่อจากนี้ตระกูลชองคงไม่มายุ่งกับเขาอีกต่อไปแล้ว
ลูกของแจจุง จากนี้ไปก็จะกลายเป็นลูกของแจจุงคนเดียว
“คุณว่าอะไรนะ”น้ำเสียงช่างนิ่งเฉย
“ฉันขอโทษยุนโฮ ฉันขอโทษจริงๆ ยกโทษให้ฉันเถอะ ก็ตอนนั้นนอกจากยุนโฮแล้วฉันก็ไม่มีใครแล้วจริงๆ”บีบน้ำตาอีกครั้งก่อนจะปล่อยโฮอย่างน่าสงสาร “ฉันไม่อยากรู้สึกผิดแบบนี้อีกแล้ว ฉันจะปล่อยยุนโฮไป ฉันจะไม่ยุ่งกับพวกคุณอีกแล้ว เพราะฉะนั้น เพื่อความสบายใจของฉัน ได้โปรดบอกหน่อยเถอะว่าคุณยกโทษให้ฉัน”
“คุณจะไปไหน”นอกจากจะไม่ตอบแล้วยังถามคำถามใหม่ด้วย แจจุงเงยหน้าขึ้นจากอกของยุนโฮแล้วสบตากับเจ้าของดวงตาเรียวรีที่ตอนนี้มีแววคุกรุ่นอย่างน่าประหลาด แปลกจัง ทำไมเขาทำเหมือนเขาโมโหจนเกินพอดีแบบนี้นะ
“ผมถามว่าคุณจะไปไหน”
“ฉัน ฉันจะกลับอเมริกา ฉันจะไปเลี้ยงลูกที่นั่นแล้วจะไม่มายุ่งกับคุณอีก”
เงียบ
เงียบสนิททั้งยุนโฮทั้งแจจุง ทั้งสองจ้องตากันอย่างเนิ่นนานจนเมื่อแจจุงรู้สึกได้ว่าแรงที่บีบข้อแขนของเขามันมาขึ้นเรื่อยๆจนรู้สึกเจ็บขึ้นมา “ยุนโฮ ฉันเจ็บ”
“จะหนีไปอยู่กับมันใช่มั้ย”
แจจุงเกือบจะหลุดอ้าปากค้างอยู่แล้วตอนที่ได้ยินแบบนั้น
“ใคร”
“คนที่คุณไปนอนกับมันมาไง คุณนอกใจผมหรอ คุณแอบมีชู้หรอ ทำไมคุณทำแบบนี้”ยุนโฮดึงตัวแจจุงเข้ามาใกล้กว่าเดิม หน้าพวกเขาใกล้กันจะแทบจะติดกันอยู่แล้ว ในตอนนี้แจจุงสังเกตเห็นเส้นเลือดที่เต้นตุบๆอยู่ตรงขมับของยุนโฮแล้วก็อดจะคิดกับตัวเองไม่ได้
ซวยแล้ว
ใครจะไปคิดว่าชองยุนโฮจะหึงโหดขนาดนี้
“ฉัน…..ฉัน ฉัน “เป็นแจจุงแล้วที่เริ่มคิดคำพูดไม่ออกเมื่อสิ่งที่คิดไว้ไม่เป็นไปตามนั้นในตอนแรกเขาคิดแค่ว่ายุนโฮจะแค่อึ้งๆแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปเสียอีก ก็มันควรจะเป็นแบบนั้นไม่ใช่หรอยุนโฮควรจะดีใจไม่ใช่หรอที่เขาจะไม่ยุ่งกับยุนโฮอีก แล้วก็ไม่ต้องมีภาระอะไรแล้วด้วย มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้สิ
“ผมไม่ให้คุณไปกับมันหรอกนะ คุณต้องอยู่ที่นี่”
“คุณบ้าไปแล้วหรอ คุณทำแบบนี้ไม่ได้นะ”
“ได้ไม่ได้ผมก็จะทำ คุณเป็นของผมคนเดียว จำเอาไว้คิมแจจุง”
สุดท้ายแล้วชองยุนโฮก็เป็นแค่ผู้ชายเห็นแก่ตัวแค่ที่อยากจะเก็บคิมแจจุงเอาไว้อยู่ดี
TBC
Talk:: สวัสดีค่า ทักทายกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกตั้งแต่มาลงฟิคที่นี่ เป็นยังไงบ้างคะ สนุกกันมั้ย >< ไม่รู้จะถูกใจกันหรือเปล่า อยากให้ทุกคนชอบนะคะ ฝากฟิคเรื่องนี้ไว้ด้วยนะคะ >3<
ความคิดเห็น