ฟ้าเดียวหนึ่งตะวัน

ตอนที่ 13 : ฟ้าเดียวหนึ่งตะวัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    28 ก.พ. 64

เด็กหญิงเปิดกรงไม้ที่ประยุกต์ทำง่าย ๆ จากฝีมือของนักษะกับเธอช่วยกันทำเมื่อวันก่อนแล้วอุ้มเจ้ากระต่ายน้อยออกมา

            “เจ้าไปอยู่กับข้า เป็นเพื่อนเล่นกับข้านะ” 

            กระต่ายน้อยหวาดกลัวลำตัวของมันสั่นเทาน่าสงสาร ที่ขาและปากของมันมีบาดแผลเล็ก ๆ เนื่องเพราะคงเกิดจากการพยายามกัดกรงไม้เพื่อหลบหนี

            “เจ้าบาดเจ็บหรือนี่ ข้าจะพาเจ้าไปรักษาก่อนก็แล้วกัน หายดีแล้วข้าจะปล่อยเจ้าเข้าป่าตามเดิม ไปตามทางของเจ้านะ” 

            ดานัชตัดสินใจนำเจ้ากระต่ายน้อยกลับไปรักษา เปลี่ยนใจจากตอนแรกที่จะเลี้ยงไว้ เพราะเธอคิดว่าทุกชีวิตย่อมต้องการอิสระ เฉกเช่นเดียวกับเธอที่เรียกร้องหาอิสระภาพ การตกเป็นพลเมืองลี้ภัยในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา ย่อมไม่เป็นที่ต้องการของชาติใดพวกเธอกลายเป็นที่น่ารังเกียจ ต้องรอความช่วยเหลือจากองค์กรภายนอกประเทศ เมืองมัณฑยะร่ำรวยอัญมณีก็จริง แต่ความร่ำรวยนั้นตกแก่บรรดาเจ้าขุนมูลนายชั้นสูง  

ราษฎรในประเทศยังคงยากจน ครอบครัวของเธอเป็นชนชั้นกลางก็จริง แต่เมื่อเกิดสงครามกลางเมืองจากกลุ่มคนที่ทนการกดขี่ข่มเหงไม่ไหว ชนชั้นจึงแยกเป็นสองฝ่ายชัดเจน คือกลุ่มคนมีอำนาจจับอาวุธต่อสู้ปราบปรามกับกลุ่มพลเมืองยากไร้ ที่มีอาวุธในมือคือ มีด หรือ อุปกรณ์การเกษตร แต่พวกเขาก็สู้ยิบตา มีกลุ่มเศรษฐีบางคนให้การสนับสนุน อาวุธปืนแก่ผู้นำกลุ่มยากไร้ การต่อสู้จึงเกิดขึ้นมายาวนานนับสิบปี และไม่มีท่าทีจะยุติลง แม้ทางการจะปราบปรามหนักแค่ไหน แต่กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า ‘สายลม’ กลับมีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน 

ความรุนแรงตามหัวเมืองต่าง ๆ ทำให้ประชาชนในประเทศทนอยู่ต่อไปไม่ได้ อดอยาก หิวโหยทางการก็ขาดการเหลียวแลเจตนาปล่อยลอยแพพลเมืองของตัวเองผลักภาระให้แก่เมืองใกล้ชิดอย่างจันทรายะซึ่งมีอาณาเขตอยู่ใกล้ที่สุด แต่เมื่อจันทรายะมีผู้นำทางทหารที่เหี้ยมโหด ผู้พันหัสนัยตัดปัญหาการดูแลผู้ลี้ภัยด้วยการสังหารหมู่นับร้อยนับพันคน บ้างก็ถูกส่งไปเป็นแรงงานทาสในการสร้างถนนหนทาง ผู้หญิงบางคนก็ถูกย่ำยี พลเมืองที่ประเทศของตัวเองยังไม่ต้องการ มีหรือที่เมืองอื่นจะเมตตา ยิ่งเมืองที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาห่างไกลจากโลกภายนอกเช่นนี้ ยากจะมีใครมาเหลียวแล องค์กรที่พยายามยื่นมือมาช่วยเหลือก็ถูกปฏิเสธ ซ้ำร้ายยังถูกขู่ฆ่า

ดานัชนำเจ้ากระต่ายน้อยมาใส่ยาและขังไว้ในกรงเล็ก ๆ ให้อาหารมันด้วยหญ้าอ่อน ๆ เด็กหญิงเดินเข้าไปในป่าหาผลไม้มาเป็นอาหารมื้อเช้าแทน ตอนเย็นค่อยต้มเมล็ดข้าวสาลีกับผลไม้แห้งเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ดานัชเดินหาสมุนไพรมาเก็บไว้ทุกวัน มนชิตเดินออกมาจากถ้ำพร้อมกับนักษะ

            “เจ้าทำอะไร”

            “ท่านอาจารย์ ข้ากำลังตากสมุนไพรไว้ทำยาขอรับ”

            “เจ้าเก่งเรื่องสมุนไพร เจ้าเก่งมากที่รักษาดามานจากพิษงูป่าได้ ทั้งที่พิษของมันร้ายกาจมาก”

            “พ่อข้าเป็นหมอยาสมุนไพรขอรับ”

            “เจ้าคงเรียนรู้จากพ่อของเจ้ามาไม่น้อย”

            “มิได้ขอรับท่านอาจารย์ ข้าเรียนรู้มาเพียงเล็กน้อย เฉพาะการช่วยชีวิตที่สำคัญบางอย่างเท่านั้น” ดานัชไม่กล้าบอกสิ่งที่ตัวเองรู้ทั้งหมด ทั้งที่ตัวเองเรียนรู้เกี่ยวกับยาสมุนไพรตั้งแต่อายุเพียงสี่ขวบและสามารถจดจำชื่อยาสมุนไพร สรรพคุณการใช้ได้อย่างแม่นยำหลายสิบชนิดตั้งแต่อายุเพียงเก้าขวบเศษ ที่สำคัญตอนนี้ตำรายาสมุนไพรของพ่อยังคงอยู่นิ่งในห่อผ้า เธอจะหยิบมันขึ้นมาอ่านก็ต่อเมื่ออยู่ลำพังเท่านั้น

            มนชิตยิ้มในหน้าหยั่งรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่าเด็กคนนี้ฉลาดหลักแหลมเกินวัยและหากเขาเดาไม่ผิด เด็กคนนี้มีความรู้เรื่องสมุนไพรมากกว่าที่บอกเขาอย่างแน่นอน

+++++++++++++

เข็ญออกมาอย่างยากเย็น ขอบคุณนักอ่านจริง ๆ ค่ะ ที่ยังกลั้นใจรอ 555 (ย้ำอีกครั้งนะคะว่าเขียนกันสด ๆ จริง ๆ ภาษาและเนื้อเรื่องยังไม่สมบูรณ์ อ่านเล่น ๆ กันก่อนนะคะ อิอิอิ)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น