ฟ้าเดียวหนึ่งตะวัน

ตอนที่ 10 : ฟ้าเดียวหนึ่งตะวัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 ม.ค. 64

บิดาไม่อยากให้บุตรสาวต้องมาเกี่ยวข้องกับรัชทายาทฟ้าเดียว เพราะเขาเป็นคนไม่เอาไหน ถึงแม้จะได้สิทธิ์ขึ้นสืบต่อครองเมือง แต่ความอ่อนแอ ขลาดเขลาไร้ปัญญา ย่อมไม่มีทางปกป้องบ้านเมืองตัวเองไว้ได้แน่ คนที่บิดาอยากให้ใกล้ชิดคือรัชทายาทองค์รองวายุต่างหาก แต่ทั้งคู่กลับมิเคยพึงพอใจต่อกัน

บานหน้าต่างถูกเปิดออกพร้อมกับร่างสูงปีนเข้ามา หญิงสาวร่างอรชรในห้องที่กำลังหลับใหลรู้สึกตัวยังไม่ทันได้เอ่ยวาจาใด กลีบปากอิ่มก็ถูกผู้มาเยือนครอบครอง ตักตวงความหอมหวานอย่างโหยหา อาภรณ์บนร่างน้อยถูกดึงทึ้งอยู่ปลายเตียงนอน ก่อนที่ชายหนุ่มจะทาบทับเรือนร่างแข็งแกร่งลงมาบดเบียดระบายความคิดถึงที่มีอยู่ท่วมท้นตามประสาวัยหนุ่มเลือดร้อน

            “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกินมายารวี” พูดพลางเร่งเร้าระบายความอัดอั้นในตัวตนแห่งลูกผู้ชายสาดซัดใส่เรือนกายสาวที่บิดเร้าด้วยความรัญจวน เสียงกระซิบเรียกชื่อเขายิ่งทำให้คนได้ยินพึงพอใจยิ่งนัก พายุแห่งรักที่ก่อตัวสะสมมาเนิ่นนานถูกปลดปล่อยจนเต็มส่วนความงามของอิสตรี ร่างน้อยบิดเกร็งกระตุกก่อนโปรยยิ้มหวานให้ชายคนรัก

            “ข้าคิดถึงท่านพี่เหลือเกิน”

            “ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้ารอข้านาน ข้ามีภารกิจ” หนุ่มน้อยรูปงามวัยสิบเจ็ดจูบซับแก้มเรื่ออย่างหลงไหล

            “ภารกิจอันใดกันที่ทำให้ท่านลืมข้า” สาวน้อยทำแง่งอน

            “เจ้าอย่าเพิ่งงอนข้าเลย ข้าเป็นรัชทายาท ถึงจะไม่เอาไหนในสายตาของใคร ๆ แต่ข้าก็ต้องมีภารกิจอันพึงกระทำ”

            “ท่านต้องเป็นรัชทายาทให้ได้นะรู้ไหม” หญิงสาวจูบแก้มสากนั้น ในใจที่วาดหวังจะได้เป็นองค์ชายายังไม่จางหาย เพราะองค์ฟ้าเดียวรักและปรารถนาในตัวเธอยิ่งกว่าสตรีนางใด

“ข้ากำลังจะสมรสกับมันษยา”

“ธิดาเมืองมัณฑยะงั้นหรือเจ้าคะ”

“ใช่”

“แล้วท่านจะทอดทิ้งข้าหรือไม่”

“ข้ามิมีวันทอดทิ้งเจ้า ข้าจะแต่งตั้งเจ้าเป็นสนม”

“จริงนะเจ้าคะ”

เรียวปากอิ่มสวยมิได้เอ่ยวาจาใดอีกเมื่อถูกเจ้าชายนักรักครอบครองดูดกลืนความหอมหวานแห่งวัยสาวแรกรุ่นจนหนำใจก่อนเสด็จกลับที่พักในเวลาเกือบรุ่งสาง

 

ธีราภา เจ้าหญิงน้อยผู้อาภัพ มีเพียงนางกำนัลสองนางคอยติดตามรับใช้ เพราะไม่เป็นที่โปรดปรานของพระมารดา เพียงเพราะกำเนิดมาเป็นสตรีเพศมิใช่บุรุษที่สามารถดำรงตำแหน่งรัชทายาทครองเมืองจันทรายะได้ เจ้าหญิงน้อยวัยสิบห้าชันษาจึงต้องอยู่ในเมืองนี้อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ทิพปภา ไม่มาเยี่ยมหาบุตรสาวหลายปีแล้ว จะมีบ้างในวันเกิดที่ส่งอาภรณ์มาเป็นของขวัญแก่บุตรสาว

“พวกเจ้าออกไปก่อนเถอะ เราอยากอยู่คนเดียว” เจ้าหญิงบอกแก่นางกำนัลพี่เลี้ยงตั้งแต่วัยเยาว์

“แต่หม่อมฉันอยากถวายการรับใช้”

            “เราไม่มีอะไรต้องใช้พวกเจ้าหรอก ขอเราอยู่คนเดียวเถอะนะ เราอยากคิดอะไรเพลิน ๆ”

            นางกำนัลพี่เลี้ยงทั้งสองจึงหลบออกไป แต่ความประสงค์ขององค์เจ้าหญิงน้อยไม่อาจเป็นไปได้เมื่อกษมะมาเข้าเฝ้า

            “ท่านมาได้อย่างไร เราไม่ได้อนุญาต”

            “ทำไมต้องอนุญาต ในเมื่อที่บริเวณนี้เป็นของทุกคนในวัง” กษมะยอกย้อน สีหน้าของเขาอาบรอยยิ้มบาง

            “ใช่สิ เราไม่มีสิทธิ์อะไรจะไปต่อกรกับท่าน ซึ่งเป็นถึงพระสหายคนสนิทขององค์รัชทายาทอันดับหนึ่ง”

            “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเลย ข้าเพียงแค่...อยากชวนเจ้าหญิงคุยเท่านั้น”

            “ชวนข้าคุย...ประหลาดนัก ในวังนี้ไม่มีใครอยากคุยกับข้าหรอก ท่านให้เกียรติผู้หญิงอาภัพอย่างข้ามากเกินไปแล้ว”

            “เป็นเช่นนั้นก็ดีน่ะสิ เจ้าหญิงจะได้มีข้าเป็นเพื่อนเพียงคนเดียว”

            “เพื่อนงั้นรึ...ท่านอยากเป็นเพื่อนกับคนอาภัพอย่างข้างั้นรึท่านสหายคนสนิท” พระองค์ตรัสเช่นนั้นแล้วตรองดูก็รู้ว่าเป็นความจริง มีคนไม่มากที่อยากพูดคุยกับพระองค์ หนึ่งในนั้นคือชายหนุ่มตรงหน้านี้

            “ท่านพี่ฟ้าเดียวสบายดีหรือไม่” องค์ฟ้าเดียวมาเยี่ยม

พระองค์บ้างแม้จะนานครั้ง ทว่าทุกครั้งที่เสด็จมาก็จะสนทนาด้วยอยู่นาน ในบรรดาญาติสนิท ก็มีเพียงองค์รัชทายาทฟ้าเดียวเท่านั้น ถึงใครต่อใครจะมองว่าพระองค์ชายฟ้าเดียวเหลวไหล ไม่ได้เรื่อง แต่ในสายตาของพระองค์กลับรู้สึกสบายพระทัยที่ได้พูดคุยกับพี่ชายพระองค์นี้

            “อีกไม่นานองค์ฟ้าเดียวจะต้องเสกสมรสกับธิดาเจ้าเมืองมัณฑยะ”

            “เราฝากแสดงความยินดีกับท่านพี่ฟ้าเดียวด้วย”

            “ข้ามาวันนี้เพราะ...เอ่อ...ได้ยินข่าวมาว่าท่านจะไปศึกษาต่อ”

            “ข้าเป็นหญิง ไม่มีบทบาทสำคัญอันใดในเมืองนี้ สิ่งที่ข้าพอจะหาได้คือวิชาความรู้ ท่านแม่ยอมให้ข้าไปศึกษาต่อ หรือก็เพราะท่านคงไม่อยากเห็นข้าอยู่รกสายตาของท่าน”

            “ท่านจะไปศึกษาต่อยังที่ใดกัน”

            “ประเทศไทย”

            “ประเทศไทย...เมืองที่อยู่ไกลจากนี้นับพันไมล์งั้นหรือ”

            “ใช่...ที่นั่นไม่จำกัดศาสนา หรือว่าเชื้อชาติ”

            “ท่านจะไปได้อย่างไรกัน โลกภายนอกอันตรายมากท่านรู้หรือไม่” กษมะนึกเป็นห่วงหญิงสาวขึ้นมาทันที เขาไม่เห็นด้วยเลยที่เจ้าหญิงน้อยไปยังดินแดนไกลแสนไกลแบบนั้น

            “ที่นี่ปิดโอกาสไม่ให้ผู้หญิงได้ร่ำเรียน แต่โลกภายนอกไม่ใช่ ข้าจะไปประเทศไทย เจ้าห้ามข้าไม่ได้หรอกนะ”

            “แล้ว...จะไปเมื่อไรกัน”

            “เดือนหน้า”

            “คงพร้อมกับที่ธิดามันษยาจะเดินทางมายังเมืองจันทรายะ ข้าอยากไปส่งท่าน”

            เจ้าหญิงน้อยแย้มยิ้ม รู้ดีว่าบุรุษตรงหน้าเป็นห่วงพระองค์จากใจจริง

            “เจ้าก็รู้ว่าเจ้าไม่มีทางไปส่งเราได้”

            “ท่านจะไปนานแค่ไหนกัน”

            “5 ปี”

            “5ปี!” สีหน้าของกษมะซีดเผือด “นานจัง”

            “แค่ห้าปีเอง เรามีวิชาความรู้ อย่างน้อยจะได้มาพัฒนาบ้านเมืองของเราไง”

            “แต่ฐานันดรศักด์ของพระองค์จะถูกลดทอนลงไป"

            “แล้วทุกวันนี้มันแตกต่างกันอย่างไรล่ะ ดีเสียอีกถ้าข้าได้เป็นเพียงประชาชนคนธรรมดา ข้าจะได้ใช้วิชาความรู้พัฒนาบ้านเมืองได้”

            กฎของบ้านเมืองนี้ คือธิดาพระองค์ใดร่ำเรียนวิชาความรู้จะถูกลดฐานันดรศักดิ์เป็นเพียงหญิงสามัญธรรมดา หรือยกย่องเป็นแค่เชื้อสายเจ้าเมืองแต่ไม่มีสิทธิ์ในการปกครองดูแลบ้านเมือง แต่ถ้าเป็นหญิงชาวบ้านแล้วคิดร่ำเรียนเกินหน้าตาบันดาลูกชายเจ้าขุนมูลนายจะถูกลงโทษสถานหนัก ดังนั้นในบ้านเมืองนี้จึงมีสตรีน้อยนักที่ได้ร่ำเรียนหนังสือ กฎ

อยุติธรรมเหล่านี้ถูกร่างขึ้นโดยพันเอกหัสนัย และไม่มีใครกล้าคัดค้าน เพราะผลประโยชน์ย่อมได้มาแก่พวกพ้องของตนเองทั้งสิ้น

“ท่านรับปากข้าได้หรือไม่ว่าจะกลับมา” สายตาของ

กษมะหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งธีราภาเองก็พอจะเข้าใจในสีหน้าที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่ม

            “ข้าต้องกลับมาอย่างแน่นอน”

            “ข้าจะรอท่าน”

            “ขอบใจท่านมาก...ข้าต้องไปแล้ว”

            “ถ้าเช่นนั้นข้าขอโอกาสนี้ส่งท่านตรงนี้” กษมะหยิบแหวนที่เก็บไว้ในผ้าคาดเอว ซึ่งเป็นแหวนของบิดาของเขาเอง ได้มอบให้เขาในวันที่ท่านจากโลกนี้ไป

            “ท่านจะเมตตารับแหวนนี้ไว้ได้หรือไม่”

            “วันนี้ข้าไม่ขอรับ แต่อีกห้าปีข้างหน้า หากท่านยังอยากให้ข้าอยู่ วันนั้นข้าจะไม่ปฏิเสธท่านเลย” ธีราภากลับไปพร้อมนางกำนัลที่รออยู่บริเวณด้านนอกลานน้ำพุ สายตาของกษมะทอดมองไปยังสายน้ำที่พุ่งพรายตรงหน้าอย่างมีความหวัง

            +++++++++++++++

มาช้าแต่ก็มานะคะ ต้องขออภัยรีดที่ยังติดตามอ่านจริง ๆ นะคะ (ย้ำ ๆ ภาษาสำนวนและโครงเรื่องยังต้องปรับรีดอย่าถือสาไรท์น๊าอ่านเล่น ๆ ไปก่อน)

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น