หมอกซ่อนดาว

ตอนที่ 7 : หมอกซ่อนดาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 283
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    4 ส.ค. 62

            ที่ ๆ สุดเขตพาชายหนุ่มเพื่อนรักไป เป็นร้านอาหารไทยตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ร่มรื่น สงบเงียบ ไม่คึกคักวุ่นวายเหมือนร้านอาหารในตัวเมืองทั่วไป ตัวร้านตั้งอยู่ด้านหลังเงาไม้สูงตระหง่าน ชายหนุ่มทั้งสองเดินไต่สะพานไม้ข้ามไป พบเป็นอาคารโล่งเทพื้นปูนปูกระเบื้องสวยงามมีบันไดสำหรับขึ้นและลงไม่กี่ขั้น มีโต๊ะวางอาหารหลายขนาด  

ที่นั่งจัดไว้ประมาณยี่สิบโต๊ะ มีลูกค้านั่งรับประทานอาหารอยู่เต็มเกือบทุกโต๊ะ เพราะวันนี้ถือเป็นวัน พิเศษ ของเดือน แม้จะมองแล้วว่าไม่ใช่ร้านอาหารที่โอ่อ่าหรูหรามากไปกว่าที่พวกเขาเคยพบมา แต่บรรยากาศที่สดชื่น การตกแต่งร้านที่ดูเรียบง่ายแต่เก๋ไก๋มีรสนิยม ทำให้หัวสมองที่หนักตื้อกับหัวใจที่เหนื่อยล้าได้ผ่อนคลายลงอย่างมาก อารมณ์เบื่อหน่ายมลายหายไปจนเกือบหมด สุดเขตเลือกที่นั่งด้านริมขวาของร้านสำหรับสองคน

            “ทำไมฉันไม่เคยมาที่นี่เลย” เธียรวิชญ์กวาดตามองไปรอบ ๆ บริเวณร้าน เห็นมีบ้านหลังเล็ก ๆ ปลูกอยู่ห่างออกไปจากตัวร้านอาหารพอสมควร

            “คนอย่างแกก็ดีแต่กินอาหารหรูตามภัตตาคาร ฟังเพลงฝรั่งน่ะสิ มีรึจะรู้จักร้านอาหารบ้าน ๆ แบบนี้”

          “ไอ้บ้า!

            สุดเขตหัวเราะรู้ดีว่าเพื่อนของเขาไม่ชอบทำตัวเช่นนั้น

            “ที่นี่อาหารอร่อย ดนตรีเพราะ”

            “หมายความว่าแกมาบ่อย” คิ้วข้างหนึ่งของคนถามยกขึ้นอย่างแปลกใจ

            “ก็ไม่บ่อยนักหรอก ไม่ค่อยมีเวลานี่หว่า อีกอย่างฉันก็เพิ่งรู้จักร้านนี้ไม่นาน”

            พนักงานเสิร์ฟท่าทางสำรวมเข้ามาจดรายการอาหาร พวกเขาสั่งอาหารไทยสองสามอย่างก่อนลอบถามข้อมูล

            “เออนี่น้อง พี่ถามอะไรหน่อย คุณธารจะเล่นเพลงตอนไหน”

            “อ๋อ...อีกสิบนาทีครับ” พูดจบก็เดินไปส่งเมนูให้โต๊ะถัดไป

            “โชคดีที่วันนี้มาทันได้ฟังคุณธารเล่นเพลง เดี๋ยวแกคอยดู คุณธารเล่นดนตรีเก่งมาก แต่เสียดายตรงที่เล่นแค่ดนตรีมีแต่ทำนองแต่ไม่มีเสียงร้อง”

            ประโยคนั้นของสุดเขตทำให้เธียรวิชญ์ต้องหันมามองหน้าเพื่อนพร้อมกับรอยยิ้มติดตลก

            “ทำไมวะ เป็นใบ้รึไง หรือไม่เสียงก็คงแหบเหมือนเป็ด”

เด็กเสิร์ฟนำเครื่องดื่มมาวาง พลางมองเขาสองคนด้วยสายตาขุ่น ๆ ก่อนผละออกไปบริการโต๊ะอื่น สุดเขตจึงต้องลดเสียงลงเล็กน้อย

            “ไอ้บ้า เปล่าโว้ย แต่ก็ไม่มีใครรู้สาเหตุ” พูดไม่ทันขาดคำสุดเขตก็พยักหน้าอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นหญิงสาวขึ้นไปนั่งบนโต๊ะกลมสูงตัวหนึ่งหน้าร้านพร้อมกับเสียงปรบมือเกรียวกราวต้อนรับของลูกค้า

“นั่นไงคุณกันธิชาหรือคุณธาร เจ้าของร้าน”

            เธียรวิชญ์เหลียวไปมอง เขารู้สึกคลับคล้ายคลับคลากับใบหน้านั้น แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน ครั้นพอเสียงดนตรีเพลงแรกดังขึ้น ชายหนุ่มถึงกับตกตะลึง เธอคนนั้น นั่นเอง และแปลกที่เขากลับรู้สึกตื่นเต้นอยู่ลึก ๆ ราวกับ ดีใจ

            “คุณธารจะเล่นเพลงนี้ก่อนทุกครั้ง ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเพลงอะไร หลังจากนั้นก็จะเล่นเพลงที่คนทั่วไปรู้จัก และจะเล่นดนตรีให้ลูกค้าฟังทุกวันที่ยี่สิบของเดือนเท่านั้น แกว่าแปลกไหมล่ะ”

            “ใช่ น่าแปลก” เธียรวิชญ์รับคำพลางวิเคราะห์ตามความเห็นตัวเองโดยไม่มีข้อมูลชัดเจนยืนยัน

“ก็คงเป็นเพลงประจำของคนรักเธอละมั้ง ประเภทคนสองคนที่รู้กัน” ไหล่หนาของคนพูดไหวเล็กน้อยแต่เขากลับรู้สึกขัดหูกับคำพูดของตัวเอง ทุกวันที่ยี่สิบงั้นเหรอ เธียรวิชญ์นึกทบทวน เขาได้ยินเพลงของเธอครั้งแรกก็เมื่อวันที่ยี่สิบเดือนที่แล้วนี่เอง ทำไมต้องเป็นวันที่ยี่สิบ คงเป็นวันสำคัญของเธอกับคนรัก

“หมายความว่าคุณธารคงเลิกกับผู้ชายคนนั้น”

“ดูจากท่าทางทำยังกะไอ้ผู้ชายคนนั้นมันตายไปแล้วงั้นแหละ ถึงได้ดูเศร้าสร้อยเหลือเกินเวลาเล่นเพลงนั้น” เธียรวิชญ์ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมรู้สึกคล้ายกับ อิจฉา ผู้ชายคนที่ตัวเองพาดพิงถึง

“นั่นสิ...ถ้างั้นเพลงที่คุณธารเล่นคงเป็นเพลงที่คนรักของเธอแต่งให้สินะ” สุดเขตก็เดาไปตามความเข้าใจ

“คงงั้น” เธียรวิชญ์เห็นด้วย แล้วหันไปให้ความสนใจกับเจ้าของเพลงบนโต๊ะเล็ก ๆ หน้าเคาน์เตอร์ของร้านต่อไป

            เสียงดนตรีที่อาจฟังดูเศร้ากอปรกับดวงตาคนเล่นที่บ่งชัดว่ารู้สึกคล้อยไปกับเพลง ทำให้เธียรวิชญ์รู้สึกหนักตื้อในอก เขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมเมื่อเห็นหญิงสาวเล่นเพลงนี้และมีท่าทางเศร้าสร้อยแบบนั้นแล้ว เขาเหมือนจะร่วมทุกข์ไปกับเธอด้วย เขายอมรับว่าเธอเล่นดนตรีเก่งมาก ท่วงทำนองของตัวโน้ตไม่มีผิดเพี้ยน แสดงถึงความชำนาญของคนเล่นเป็นอย่างดี เธียรวิชญ์ลองคิดเล่น ๆ ว่าหากต้องเติมเนื้อหาลงไปในเพลง ควรเป็นเนื้อหาเช่นไร เศร้าขมขื่น หรือ หวานซึ้งจึงจะเหมาะ เพราะถ้าเดาจากสีหน้าของคนเล่นก็คงเป็นอย่างแรก แต่ถ้าฟังจากท่วงทำนอง น่าจะเป็นอย่างหลังเหมาะกว่า ในความคิดของเขา เพลงนี้จะไม่เศร้าเลยถ้าคนเล่นจะหัดยิ้มเสียบ้าง

            “แกเป็นอะไรวะไอ้เธียร อึ้งล่ะสิ ฉันบอกแกแล้วว่าคุณธารเล่นดนตรีเก่งมาก”

            “ใช่” น้ำเสียงเห็นด้วยจริงจัง “ผู้หญิงเล่นกีตาร์เก่งแบบนี้ คงหัดมาแต่เล็ก”

            ขณะพูดสายตายังคงทอดมองตรงไปยังเจ้าของบทเพลง ไม่รู้เพราะเสียงเพลงหรือเพราะเจ้าของบทเพลงที่ทำให้เขาไม่อยากละ สายตา

          “ทำไมแกถึงดูรู้จักผู้หญิงคนนั้นจังวะ” คราวนี้เขาหันมามองหน้าเพื่อน “แถมยังเรียกชื่อซะเป็นมั่นเหมาะ”

            “ทำไมสายตาแกดูคาดคั้นฉันนักวะ”

            “ฉันก็แค่แปลกใจ ที่แกรู้จักใคร โดยที่ฉันไม่รู้จักด้วย”

            “บ๊ะ! ไอ้นี่ มันก็ต้องมีบ้างสิวะ จะให้ฉันแนะนำแกทุกคนได้ยังไง”

            “แกยังไม่ตอบฉัน ว่ารู้จักกับผู้หญิงคนนั้นได้ยังไง”

+++++++++++++

เก็บใจไว้รอรักกำลังลดราคา ถึง วันที่ 12 น๊าาาา

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น