หมอกซ่อนดาว

ตอนที่ 5 : หมอกซ่อนดาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 338
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    27 ก.ค. 62

หญิงสาวพยักหน้าตัดสินใจไม่แจ้งความเอาผิด เด็กหนุ่มยื่นเงินปึกหนึ่งส่งคืนเจ้าของ หญิงสาวรับมาถือไว้ แม้จะไม่รู้จำนวนเงินที่หายไปแน่นอน แต่การที่คนทำผิดยอมกลับใจ เธอก็สมควรให้อภัย

“ผมใช้ไปเกือบห้าร้อยแล้วครับ ซื้ออาหารไปให้พ่อด้วย” เด็กหนุ่มยิ้มแหย กันธิชามองอย่างเห็นใจ

“ค่ารักษาของพ่อนายเท่าไร”

“เอ่อ...” เด็กหนุ่มบอกตัวเลขค่ารักษา หญิงสาวตัดสินใจนับเงินจำนวนหนึ่งส่งให้

“เอาไปเถอะ คิดซะว่าตอบแทนความดีของนายที่สำนึกได้”

“แต่คราวหลังอย่าคิดทำอะไรผิด ๆ อีก”

“ขอบคุณ คุณธารมากครับ ถ้าผมมีโอกาสผมจะหามาคืนให้ได้ ผมรู้ว่าที่นี่ก็ไม่ได้มีรายได้มากนัก”

“ขอบใจที่นายคิดอย่างงั้น แล้วนายจะเอายังไงกับชีวิตต่อ”

“ผมคงต้องพาพ่อกลับบ้านที่ต่างจังหวัด คงต้องไปดูแลท่านสักพัก”

“ฉันขอให้นายโชคดี”

“ผมจะไม่ลืมเลยว่าคุณธารเคยช่วยเหลือผมไว้ ขอบคุณที่ให้โอกาสผมครับ”

“ใช้ชีวิตก็ระวังหน่อย ถ้านายพลาดอีกครั้ง พ่อนายจะอยู่กับใคร”

“ผมเข็ดแล้วครับ”

“เริ่มต้นชีวิตใหม่ให้ได้ล่ะ ฉันเอาใจช่วย”

คล้อยหลังเด็กหนุ่มกันธิชากดโทรศัพท์ไปที่โรงพยาบาลนั้น พร้อมกับสอบถามในเรื่องที่อยากรู้ หลังวางสาย หญิงสาวยิ้มเบาใจ อย่างน้อยเธอก็คงตัดสินใจไม่ผิด

“พี่ธารไปทำอะไรที่ร้านอาหารตั้งนานคะ ชลว่าจะขอให้ป้าพิกุลกับป้าเฟื่องพาไปตามแล้ว”

“หรั่งมาหาพี่ เขาเอาเงินมาคืน บอกว่าที่ต้องขโมยเงินเพราะจะเอาไปจ่ายค่ารักษาพ่อที่โดนรถชนอยู่โรงพยาบาล แต่เปลี่ยนใจเพราะสำนึกผิด พี่ก็เลยปล่อยเขาแล้วก็ให้เงินไป”

“หนูธารใจดีเกินไปหรือเปล่าคะ ชอบให้โอกาสคนอยู่เรื่อย แบบนี้มันจะได้ใจ ดูสิแทนที่จะได้เงินคืนกลับต้องเสียเงินให้มันอีก คุกก็ไม่ติด” พิกุลไม่ค่อยเห็นด้วยนัก

“เราควรให้โอกาสคนที่คิดได้ก็ถูกแล้วนี่คะป้าพิกุล” ชลธิษาแย้งเสียงอ่อนอย่างถนอมน้ำใจ

“สันดานโจร ยังไงมันก็โจรวันยังค่ำ”

“เอ็งนี่มันปากเสียจริง ๆ นังพิกุล หุบปากไปเลย” เฟื่องฟ้าเอ็ดตะโร

“พี่จะเอาเงินเก็บของพี่มาชดใช้เงินของร้านในส่วนที่จ่ายไป”

“งั้นชลช่วยด้วยนะคะ”

“งั้นป้าก็ช่วย” เฟื่องฟ้าเอ่ยขึ้นขัดกับความคิดของคนเป็นน้อง “แกล่ะนังพิกุลจะช่วยหรือเปล่า”

พิกุลอิดออดก่อนตอบตกลง แต่กันธิชาปฏิเสธไม่ยอมรับเงินช่วยเหลือของทุกคน เธอยินดีรับผิดชอบกับเงินจำนวนนี้ด้วยตัวของเธอเอง ในส่วนลึกการที่เธอยอมช่วยเหลือหรั่งก็เพราะเห็นแก่ความกตัญญูของเขา และเชื่อว่าการให้โอกาสคนที่รู้จักสำนึกผิดย่อมไม่สูญเปล่า สักวันเราอาจได้รับโอกาสจากใครสักคนก็เป็นได้...

 

เธียรวิชญ์คือหนุ่มเนื้อหอมเจ้าของกิจการค้าส่งอาหารทะเลแช่แข็งรายใหญ่อีกคนหนึ่งของภาคกลาง กำลังตรวจสอบห้องเย็นใหม่ขนาดใหญ่ที่เพิ่งสั่งซื้อเข้ามาที่โรงงาน เขาตั้งใจจะเดินหน้าขยายศูนย์กระจายสินค้าให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นจึงจำเป็นต้องเพิ่มขนาดพื้นที่เก็บสินค้าให้มีความเหมาะสมกับปริมาณของอาหารทะเลที่จะสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมาก แม้กิจการของเขาจะไม่มีมูลค่ามหาศาลถ้าเทียบกับธุรกิจระดับใหญ่ ๆ ของประเทศ แต่กิจการครอบครัวที่เขาดูแลก็เติบโตอย่างมั่นคงขึ้นทุกวัน เขาสานต่ออาชีพจากบิดาและมารดาที่ได้ร่วมสร้างโรงงานนี้ขึ้นมาอย่างเหนื่อยยาก ก่อนที่ผู้เป็นบิดาจะจบชีวิตลงกะทันหันโดยที่คนในครอบครัวไม่ทันเตรียมใจ ซึ่งในขณะนั้นเขามีอายุเพียงสิบขวบ

               มารดาของเขาต้องล้มลุกคลุกคลานประคองโรงงานให้อยู่รอดมาจนถึงปัจจุบันอย่างยากลำบาก จนกระทั่งเขาเรียนจบจึงได้เข้ามาช่วยงานมารดาและรับช่วงสานต่อธุรกิจอย่างเต็มตัวเมื่อหลายปีที่ผ่านมา

“เป็นไงครับ ของใหม่ถูกใจรึเปล่าครับท่านเจ้าของโรงงานที่เคารพ” สุดเขตเพื่อนร่วมทุนเอ่ยถามยิ้ม ๆ ด้วยสำนวนหยอกเย้าตามประสาเพื่อนสนิท

“เออ” เขาทำทีกระทุ้งศอกใส่หน้าเพื่อน ภายนอกเธียรวิชญ์อาจดูเป็นคนไม่ค่อยช่างเจรจานัก แต่กับคนสนิทคุ้นเคยเขาไม่ใช่คน เงียบ อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ หากไม่อยากพูดคุยเขาก็เลือกที่จะ นิ่ง แต่หากถูกใจเขาถึงจะ ผูกมิตร

“ตอนนี้แกตั้งใจจะเดินหน้าเต็มสูบเลยใช่ไหมเนี่ย”

“ใช่ ฉันอยากให้แกเข้ามาดูแลด้านโลจิสติกส์ด้วย อยากให้รวดเร็วทันต่อความต้องการของลูกค้า”

“ไม่มีปัญหาหรอกด้านนั้น เพราะตอนนี้ฉันทำแผนไว้หมดแล้ว แต่ตอนนี้เรามีปัญหาใหม่ก็คือ พวกกุ้งกุลาดำมีปัญหาเรื่องโรคระบาด ทำให้ยอดสั่งสินค้าลดลง แกจะแก้ปัญหานี้ยังไง”

“ก็คงต้องหาสินค้าอย่างอื่นทดแทนไปก่อน หาสินค้าให้หลากหลาย จะได้ส่งเสริมด้านการตลาดให้ขยายตัวขึ้นอีก คงต้องเรียกทุกคนเข้าประชุมวางแผน”

“หรือแกมีความคิดอย่างอื่นที่ดีกว่า ก็ว่ามา”

“ฉันเห็นด้วยกับแก ไอ้เธียรแกนี่มันแน่จริงว่ะ ปัญหาไม่เคยเอาชนะแกได้เลย” สุดเขตตบไหล่เพื่อนเบา ๆ

ชายหนุ่มผู้ได้รับคำชมได้แต่ยิ้มขรึม ๆ ไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเพื่อนทั้งหมด มีหลายเรื่องที่เขายัง ตัน

 

               ภายในบ้านเดี่ยวหลังงามสไตล์โมเดิร์นแวดล้อมด้วยธรรมชาติอันร่มรื่น ชายหนุ่มเจ้าของบ้านกำลังแหวกว่ายอย่างสำราญอยู่ในสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ผิวขาวแบบผู้ชายทำงานไม่สำอางนักสะท้อนอยู่ในเงาน้ำใสสะอาดเพียงผู้เดียว ก่อนที่จะมีเสียงของมารดาร้องเรียกอยู่ริมสระทำลายอารมณ์เบิกบานของเขา ในชั้นแรกชายหนุ่มทำทีเป็นไม่ได้ยิน แต่คุณภคพรกลับตะเบ็งเสียงให้ดังขึ้นเป็นการประชดเขากลาย ๆ นางเข้ามายืนเรียกบุตรชายจนชิดริมสระ

               “นี่เจ้าเธียร ขึ้นมาคุยกับแม่เดี๋ยวนี้เลย”

               ชายหนุ่มจำต้องว่ายขยับเข้ามาแล้วเอ่ยถามทั้งที่ยังลอยตัวพุ้ยน้ำเล่น

               “คุณแม่มีอะไรครับ”

               “หยุดเล่นได้แล้ว คุยกับแม่ดี ๆ อย่าให้อารมณ์เสียแต่เช้า”

               “โอเคครับ” สีหน้าของบุตรชายแสดงชัดถึงความเบื่อหน่าย เขารู้ดีว่ามารดาจะคุยกับเขาเรื่องอะไร ก็คงไม่พ้นให้ไปรับจันทร์รวีมารับประทานอาหารกลางวันที่บ้านในวันนี้

               เธียรวิชญ์ลอยตัวเข้ามาชิดขอบสระแต่ยังไม่ยอมขึ้น ช่วงลำตัวท่อนล่างในชุดกางเกงว่ายน้ำขาสั้นสีน้ำเงินยังยืนแช่อยู่ในน้ำ มีเพียงส่วนแผ่นอกหนาเปล่าเปลือยที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา สองแขนวางพาดขอบสระทำให้เห็นกล้ามเนื้อแข็งแกร่งแห่งบุรุษเพศที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี เขาเสยปอยผมเปียกชื้นที่ตกลงมาปิดหน้าผากขึ้น เผยให้เห็นรูปหน้าคมคายชัดเจน หยดน้ำเล็ก ๆ ยังเกาะพราวเต็มใบหน้า ริมฝีปากหนาสีชมพูระเรื่อเริ่มมีสีขาวซีดเพราะเจ้าตัวว่ายน้ำเล่นมาเป็นชั่วโมงตั้งแต่เช้ามืด เธียรวิชญ์ออกกำลังกายในช่วงเช้าหรือเย็นด้วยการว่ายน้ำเป็นประจำเกือบทุกวัน ยกเว้นวันที่มีธุระหรือเหนื่อยล้าจากงาน

               “แกอย่ามาทำหน้าแบบนี้กับแม่นะ”

               “ก็คุณแม่ชอบทำให้ผมหงุดหงิด”

               “ดูพูดเข้า แม่ทำให้แกหงุดหงิดเรื่องอะไร แม่ยังไม่ทันพูดอะไรเลย”

               “วัน ๆ คุณแม่ไม่มีเรื่องอะไรจะพูดกับผมหรอก นอกจากเรื่องจันทร์รวี”

               “ก็แล้วมันทำให้แกหงุดหงิดตรงไหน”

               “ก็ผมไม่อยากคุยเรื่องจันทร์รวี ผมถามคุณแม่จริง ๆ เถอะ ทำไมคุณแม่ถึงอยากให้ผมแต่งงานกับเธอจัง”

               “แม่ก็บอกแกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วว่าหนูรวีน่ะหัวอ่อน เชื่อฟัง รักแก แล้วก็รวย เป็นประโยชน์กับธุรกิจของแก”

               “แต่ผมไม่ได้รักจันทร์รวีนี่ครับ ผมก็บอกคุณแม่ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว อีกอย่างธุรกิจผมก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งเงินของใคร”

               “แต่ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะเหมาะสมกับแกเท่ากับหนูรวีอีกแล้ว เชื่อแม่เถอะน่ะ อาทิตย์หน้าแม่จะเข้าไปพบกับคุณพ่อคุณแม่ของหนูรวีเพื่อปรึกษาเรื่องงานหมั้นของแกให้เป็นจริงเป็นจังซะที”

               “ผมยังไม่พร้อมครับ”

               “แล้วเมื่อไรแกจะพร้อมฮะ! อายุจนป่านนี้ยังไม่คิดจะมีเหย้ามีเรือน แม่ตายไปสักคนแกจะอยู่กับใคร”

               “ก็อยู่กับนายภาคไงครับ” ริมฝีปากคลี่ยิ้มแผ่วบาง ชายหนุ่มหมายถึง นายภาคผู้ติดตามคนสนิทของเขาที่รับเข้ามาทำงานหลายปีแล้ว นายภาคทำหน้าที่เรียกได้ว่าสารพัดประโยชน์ เป็นทั้งคนขับรถ จ่ายตลาดยามจำเป็น ทำสวน รวมไปถึงการดูแลความปลอดภัยของทุกคนในบ้าน ซึ่งดูเหมือนหน้าที่หลังเขาจะถนัดที่สุด

               “แกยังกล้ามาย้อนแม่อีกนะเจ้าเธียร ไม่รู้ ยังไงแม่ก็จะเข้าไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่ของหนูรวี แกต้องไปกับแม่ด้วย”

               “ผมไม่ไปครับ” คำตอบหนักแน่นชัดเจน “คุณแม่อย่าบังคับผมเรื่องพวกนี้เลยนะครับ” ประโยคหลังไม่ได้แสดงถึงความอ้อนวอนแต่เป็นการปฏิเสธเสียงแข็ง

               “งั้นวันนี้แกก็ไปรับหนูรวีมาทานอาหารกลางวันที่บ้านเรา วันนี้วันหยุดแกควรมีเวลาให้น้องบ้าง”

               เขาเดาใจมารดาผิดเสียที่ไหน เหตุที่คนเป็นแม่ต้องมาเตือนบุตรชายถึงขอบสระแต่เช้าก็เพราะกลัวว่าเขาจะเบี้ยวหนีหายไปเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา

               “วันหยุดคือวันพักผ่อนของผมนะครับแม่ ผมไม่ไป” คราวนี้เขาปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม

               “แกนี่มันดื้อจริง ๆ ไม่รู้ดื้อเหมือนใคร” คุณภคพรเอ็ดบุตรชายเสียงขุ่นพลางถอนใจจนปัญญาจะบังคับ

               “ก็เหมือนคุณแม่ไงครับ”

               ชายหนุ่มยิ้มทะเล้น แล้วใช้เท้าถีบขอบสระยันตัวเองว่ายไปกลางสระว่ายน้ำไม่ฟังเสียงบ่นของมารดาที่ดังแว่ว ๆ มาจากขอบสระ

               “ไม่เคยได้ดั่งใจเลยเจ้าลูกคนนี้ อยากทำอะไรก็ตามใจแกเลย แม่ไม่อยากจะยุ่งกับแกแล้ว”

เขาแสร้งหัวเราะกลบเสียงมารดาด้วยซ้ำ ยิ่งทำให้คนเป็นแม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟกับพฤติกรรมของลูกชายคนเดียวมีรึที่คนอย่างเขาจะยอมถูก คลุมถุงชน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น