หมอกซ่อนดาว

ตอนที่ 18 : ใครคนนั้น!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 212
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    12 ส.ค. 62

            กันธิชานำเรื่องนี้กลับไปเล่าให้ทุกคนที่ร้านฟัง ทันทีที่ได้ยินต่างก็พากันประหลาดใจ ไม่มีใครเชื่อว่าเธียรวิชญ์จะไม่หวังผลตอบแทนอื่นใดโดยเฉพาะวาโย เขาโวยวายหนักกว่าคนอื่น

            “มันต้องหวังอะไรมากกว่านี้แน่นอนธาร พี่ว่าเราย้ายไปอยู่ที่อื่นกันดีกว่า ขืนอยู่ต่อไปไม่รู้ว่ามันจะมาไม้ไหนกับเราอีก” คิ้วเข้มบนใบใบหน้าชายหนุ่มขมวดมุ่นจนดูตึงเครียด แต่สำหรับกันธิชาแล้ว เธอกลับไม่รู้สึกหวั่นวิตกมากนัก แม้จะไม่วางใจร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็ไม่ถึงกลับต้องหวาดระแวงเกินกว่าเหตุ อะไรบางอย่างบอกเธอว่าเขา ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

            “แต่ถ้าเราย้ายไปที่อื่น ก็เท่ากับเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด เงินทุนเราก็เหลือน้อยเต็มที จะเปิดร้านใหม่คงหมดหวัง”

            “แล้วจะรอให้มันมาฉวยผลประโยชน์กับเราทีหลังหรือไง”

            “แต่เท่าที่ฟัง ก็ไม่เห็นว่าหนูธารจะเสียเปรียบตรงไหนนี่นา” พิกุลเอ่ยเสียงอ่อย กลัวพูดอะไรไม่เข้าหูคนฟังเข้าอีก

            “เอ็งลองคิดดูนะนังพิกุล ใครที่ไหนเขาจะหวังดีกับเรามากขนาดนี้ ถ้าไม่เพราะหวังผลประโยชน์แอบแฝง”

            “ชลว่าเราเตรียมหาทางหนีทีไล่กันไว้บ้างก็ดีนะคะ”

            “พี่จะทำร้านอาหารต่อ แล้วก็ทำงานให้เขาด้วย พี่เองก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าเขาจะเอายังไงกับเรากันแน่” 

“ธาร!” วาโยถอนใจ “ทำไมเชื่อใจคนง่ายแบบนี้ พี่เตือนอะไรไม่ฟังพี่เลยใช่ไหม ใช่สิคำพูดของพี่มันไม่มีความหมายอะไรสำหรับธารอยู่แล้ว”

            “พี่โยคะ คำพูดคำเตือนของพี่ ธารฟังอยู่แล้ว แต่จะให้ทำยังไงคะ ในเมื่อธารไม่มีทางเลือก แล้วพี่คิดเหรอคะว่าคนอย่างธารจะยอมเชื่อคำพูดคนอื่นง่าย ๆ ธารแค่อยากรู้ว่าเขาจะทำอะไรกับเรา เพราะไม่ว่าเขาจะมาไม้ไหน ธารก็ไม่กลัว” กันธิชาผ่านอะไรมามากกว่าที่วาโยรู้ เธอไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอบอบบางอย่างที่หลายคนเข้าใจ

            “ส่วนเรื่องเงินที่จะนำมาขยายร้าน ธารจะไปทำเรื่องขอกู้เงินจากทางธนาคาร”

            “พี่ธารว่ายังไง ชลก็เห็นด้วยค่ะ” ชลธิษาเออออตามพี่สาว เพราะเธอก็มั่นใจในตัวคนเป็นพี่ค่อนข้างมาก

            “ถ้างั้น ก็แล้วแต่ธารเถอะ” วาโยก้าวฉับ ๆ กลับออกไปอย่างไม่พอใจนัก นั่นเพราะลึกลงไปในใจ เขากลัวว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้ชายอย่างเธียรวิชญ์ได้ใกล้ชิดหญิงสาวต่างหาก

 

            นายภาคเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในระยะไกลสายตาเดินออกมาจากบริษัทของเธียรวิชญ์ เขาไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนี้มาก่อนแน่ในระยะเวลาหลายปีมานี้ แต่ทำไมถึงกลับรู้สึกคุ้นเคยกับรูปร่างและท่วงท่าการเดินแบบนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะรู้สึกแบบนี้กับผู้หญิงที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ยิ่งเป็นระยะไกลขนาดนี้ นายภาคตัดสินใจสะกดรอยตาม แต่ตามไปได้ไม่กี่ก้าวโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นขัดเสียก่อน

            “ครับ แล้วผมจะรีบไป” นายภาคถูกคุณภคพรตามตัวด่วน ต้องการให้เป็นคนขับรถพาไปทำธุระ เขาจึงตัดใจจากการติดตามหญิงสาวแปลกหน้าไปอย่างนึกเสียดาย

            กันธิชานำอาหารกลางวันมื้อสุดท้ายมาส่ง กิจการของเธอดีขึ้น มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง ผลจากการประชาสัมพันธ์หลายทาง รวมไปถึงเหตุการณ์เลวร้ายก็ผ่านมานานเกือบสองเดือน ลูกค้าที่ยังติดใจในรสชาติอาหารก็กลับแวะเวียนพากันมาอุดหนุนสม่ำเสมอ ลูกค้ารายใหม่ก็เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ของร้านอาหารเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

            “ถ้าร้านเราขายดีแบบนี้ตลอด เราก็รวบรวมเงินไปจ่ายให้คุณเธียรวิชญ์อะไรนั่นทีเดียวเลย แล้วเราจะได้เป็นเจ้าของร้านนี้เร็ว ๆ จริงไหมคะพี่ธาร”

            “อย่าเพิ่งมั่นใจนักเลยชล นายเธียรวิชญ์นั่นจะเล่นแง่อะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้” วาโยแย้งเสียงเข้ม

            “ไม่ต้องห่วงนะชล รวมเงินได้เมื่อไรพี่จะนำไปจ่ายเขาเอง แล้วถ้าเขายังโยกโย้ พี่ก็จะตาต่อตาฟันต่อฟันกับเขาให้มันแตกหักกันไปข้างนึงเลย” คำพูดและดวงตาของกันธิชาเด็ดเดี่ยวมั่นคง เธอพร้อมจะรับมือกับผู้ชายคนนั้นทุกรูปแบบ

            “หนูธารนี่เข้มแข็งกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก” เฟื่องฟ้ากระซิบกับน้องสาว

            “นั่นสิ เข้มแข็งเกินไปหรือเปล่า อาจเป็นพวกแข็งนอกอ่อนในก็ได้นะ”

            “ข้าว่าไม่นะ ดูจากแววตาแล้ว ไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เลย”

            วาโยเองก็แปลกใจ ไม่เคยนึกมาก่อนว่ากันธิชาจะเป็นผู้หญิงที่อ่อนนอกแข็งในแบบนี้ เท่าที่เขารู้จักเธอ แม้จะดูคล่องแคล่วปราดเปรียวผิดหญิงสาวในวัยเดียวกันทั่วไป แต่ก็ไม่คิดว่าจะมากขนาดนี้ แสดงว่าที่ผ่านมาชีวิตของเธอต้องพบเจอกับเรื่องราวที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนมาพอสมควร และเป็นเรื่องอะไรนั้นเขาก็ไม่เคยล่วงรู้

 

            จันทร์รวีกลับจากต่างประเทศก็ร้อนใจรีบมาหาเธียรวิชญ์ถึงบริษัท เพราะทราบจากคุณภคพรว่าชายหนุ่มกำลังจะขยายกิจการด้านธุรกิจอาหารสำเร็จรูป โดยมีผู้หญิงที่เธอไม่เคยพบเห็นมาก่อนเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ ผู้หญิงทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเธียรวิชญ์เธอจำเป็นต้อง รู้จัก

            “พี่เธียรยุ่งอยู่หรือเปล่าคะ” จันทร์รวียิ้มแย้มเข้าไปพบเขาที่ห้องทำงาน หลังได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้ เธอฉลาดพอที่จะไม่ทำอะไรตามใจตัวเองจนน่าเกลียด

            “พี่เคลียร์งานเสร็จพอดี รวีมีธุระอะไรกับพี่หรือเปล่า”

            “ถ้าไม่มีธุระรวีมาหาพี่เธียรไม่ได้เหรอคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานชวนฟังราวกับตัดพ้อ

            “ได้สิ มาเมื่อไรก็ได้”

            ชายหนุ่มเอนกายพิงเก้าอี้ตัวที่นั่งทำงานอยู่มองหน้าหญิงสาวพลางยิ้มตอบ

            “ถึงพี่เธียรจะอนุญาต แต่รวีก็รู้ค่ะว่าไม่ควรมารบกวนพี่เธียรบ่อยนัก แต่ที่รวีมาวันนี้เพราะรวีทราบจากคุณป้าว่าพี่เธียรจะเปิดธุรกิจด้านอาหารสำเร็จรูป ไม่ทราบว่ารวีพอจะช่วยอะไรพี่เธียรได้บ้างคะ”

            “อืม...พี่กำลังคิดอยู่เหมือนกันว่าอยากได้รวีมาช่วยดูแลด้านแพ็กเก็จจิ้ง”

            “ด้วยความยินดีเลยค่ะ” หญิงสาวตอบรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่กระนั้นก็ยังร้อนใจเรื่องผู้ช่วยคนใหม่ของเขา

            “แล้วพี่เธียรได้ใครมาดูแลด้านสูตรอาหารหรือยังคะ ถ้ายังรวีพอจะช่วยแนะนำได้”

            “มีแล้วครับ” คำตอบเรียบ ๆ ก็จริง แต่ในดวงตากลับฉายแววลึกซึ้งอย่างประหลาด

            “ใครเหรอคะพี่เธียร รวีรู้จักหรือเปล่า” น้ำเสียงเป็นปกติเพราะเจ้าตัวพยายามควบคุมอย่างเต็มที่

            “เป็นพี่สาวของเพื่อนน้องไอ้เขต รวีคงยังไม่รู้จัก”

            “แล้วพี่เธียรไปรู้จักกับเขาตั้งแต่เมื่อไรคะ ถึงขนาดวางใจให้มาร่วมงานด้วย” เพราะความหงุดหงิดภายในทำให้น้ำเสียงที่เปล่งออกมากระด้างกว่าทุกครั้ง จนชายหนุ่มสัมผัสได้

            “รวีไม่พอใจอะไรหรือเปล่าครับ”

            “เอ่อ...เปล่าค่ะ รวีเพิ่งกลับจากฝรั่งเศส คงยังไม่ชินกับสภาพอากาศร้อนของเมืองไทยเลยค่อนข้างหงุดหงิดค่ะ”

            ชายหนุ่มแค่ยิ้ม เพราะเขารู้ว่ามันคงไม่ใช่ความจริงทั้งหมด จันทร์รวีย่อมไม่พอใจแน่ที่รู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับกันธิชา แต่กระนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจเธอ เพราะเส้นความสัมพันธ์ที่เขาขีดไว้ให้เธอรับรู้ตั้งแต่ต้นน่าจะทำให้เธอเตรียมใจไว้บ้าง จันทร์รวีแค่นยิ้มเอ่ยถามสำเนียงอ่อนลง

            “แล้วเขามีความสามารถอะไรถูกใจพี่เธียรเหรอคะ”

            “พี่เคยไปรับประทานอาหารที่ร้านของเขา แล้วมีเมนูน่าสนใจ เขาเองก็เรียน...จบด้านนี้พอดี” ประโยคท้ายคนพูดรู้ดีว่ากำลังปกป้องอีกฝ่ายเต็มที่เพราะไม่อยากให้หญิงสาวตรงหน้าดูแคลนกันธิชา

            “แหม รวีชักอยากเห็นหน้าและทำความรู้จักกับคุณ...ว่าแต่ชื่ออะไรเหรอคะ”

            “กันธิชา” เขาเอ่ยชื่อนั้นได้อย่างคุ้นปากมากขึ้น

            “วันหลังพี่เธียรพารวีไปทำความรู้จักกับเธอหน่อยสิคะ ไหน ๆ ก็จะต้องร่วมงานกันแล้ว”

            “ได้สิ” เขาเองก็อยากให้จันทร์รวีรู้จักกับกันธิชาเช่นกัน เพราะเธอจะได้ เตรียมใจได้เร็วขึ้น เธียรวิชญ์กำลังค้นหาคำตอบให้กับตัวเองเช่นกัน ว่าเหตุใดเขาจึงอยากใกล้ชิดกับกันธิชามากกว่าผู้หญิงคนไหน รู้แต่เพียงว่า การได้เห็นหน้าเธอ การได้พูดคุย การได้อยู่ใกล้ ๆ ทำให้เขามีความสุข แต่หากจะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ความรักมันอาจจะดูเร็วเกินไป เขากับเธอรู้จักกันเพียงผิวเผิน จึงต้องการรู้จักเธอให้มากกว่านี้ นั่นคือเหตุผลที่เขายอมเปิดธุรกิจด้านอาหารสำเร็จรูปไว้เร็วกว่าที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก เพราะต้องการตามหาความรู้สึกตัวเองให้ชัดเจน

            “แล้วเรื่องมือปืนที่ลอบยิงพี่เธียร ตำรวจจับตัวได้หรือยังคะ”

            “ยังครับ มันไม่ใช่มือปืนธรรมดา ตำรวจคงหาตัวยาก”

            “งั้นพี่เธียรก็ต้องคอยระวังตัวไว้นะคะ อาจไม่โชคดีเหมือนคราวที่แล้ว”

            “อืม...สิ่งหนึ่งที่รวีควรรู้ไว้ คุณกันธิชาที่พี่ขอให้มาช่วยงานเป็นคนเดียวกับเจ้าของร้านอาหารที่พี่ถูกยิง”

            “เหรอคะ...ถ้าอย่างงั้นพี่เธียรคงอยากตอบแทนน้ำใจเธอ” หญิงสาวหยั่งใจคนพูด ลอบสังเกตสิ่งผิดปกติในแววตา

            “นั่นก็ส่วนหนึ่ง” เขาเลือกที่จะเก็บทุกอย่างไว้กับตัวเองจึงพูดทิ้งปริศนาไว้แค่นั้น

            จันทร์รวียิ้มอ่อนหวาน แต่ภายใต้ความอ่อนหวานนั้นกลับปิดซ่อนความรู้สึกร้อนรุ่มราวกับไฟสุมอยู่กลางอก เมื่อสังเกตได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าเหมือนกำลังปกปิดบางอย่างแก่เธอ ดวงตามีประกายลึกซึ้งเมื่อกล่าวถึงผู้หญิงคนนั้น สัญชาตญาณเตือนให้เธอวางใจกับความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ไม่ได้เด็ดขาด

เธียรวิชญ์ไม่เคยใกล้ชิดกับผู้หญิงคนไหนมากไปกว่าเธอ เพราะเขามักจะตีตัวออกห่างจากผู้หญิงทุกคนที่พยายามสานสัมพันธ์กับเขา แต่กลับคนนี้ทำไมเขาถึงดูให้ความสนใจเป็นพิเศษ ถึงขนาดยอมดึงตัวเข้ามาร่วมงานด้วย ดังนั้นความสัมพันธ์ของเธอกับชายหนุ่มจะปล่อยให้ห่างเหินคงไม่ได้ ความสัมพันธ์ของเขาและเธอผู้นั้นจะดำเนินไปเช่นไรก็ตามแต่ ความใกล้ชิดของเธอกับเขาต้องมากกว่า

            “ไม่ทราบว่าพี่เธียรรู้หรือยังคะว่าคุณป้าชวนรวีไปทานข้าวที่บ้านเย็นนี้”

            “ครับ คุณแม่โทรมาบอกแล้ว”

            “ถ้าอย่างงั้น พี่เธียรออกไปเป็นเพื่อนรวีหน่อยได้ไหมคะ รวีอยากซื้อนิตยสารไปฝากคุณป้าหน่อยน่ะค่ะ เห็นท่านว่าอยู่บ้านเหงา ๆ ไม่มีอะไรทำ เลยอยากได้หนังสือนิตยสารไปอ่านเล่น”

            “คุณแม่น่ะเหรอครับ เหงา” เขายิ้มกับสิ่งที่ได้ยิน ช่วงนี้มารดาของเขาออกงานสังคมเป็นว่าเล่น นายภาคต้องคอยเทียวรับส่งหลายครั้ง จนแทบไม่มีเวลามาช่วยงานเขา 

            “ค่ะ เห็นท่านบ่นให้รวีฟัง ว่าถ้ารวีว่างให้เข้าไปคุยเป็นเพื่อน”

            “ได้ครับ เดี๋ยวพี่เก็บของก่อน” เขารับปากไปตามน้ำมากกว่าจะสมัครใจทำ นั่นเพราะยังไม่ถึงเวลา ขัดใจ

 

            เธียรวิชญ์พาหญิงสาวมาที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ภายในแผนกขายหนังสือมีลูกค้าค่อนข้างบางตา เธียรวิชญ์เดินเลือกดูหนังสือหมวดอื่น ๆ เรื่อยเปื่อยรอจันทร์รวีเลือกนิตยสาร ระหว่างนั้นสายตาของเขาก็สะดุดอยู่ที่ร่างหญิงสาวสมส่วนไม่บอบบางราวกับนางแบบ รูปร่างของเธอเทียบได้กับนักกีฬาหรือไม่ก็ผู้ที่ออกกำลังกายใส่ใจสุขภาพ  

หญิงสาวอยู่ในชุดกางเกงยีนรัดรูปขายาว เสื้อยืดตัวใหญ่หลวม ๆ กับรองเท้าสวมสบาย ๆ ยืนขาข้างหนึ่งหย่อนราวกับอยู่ในท่าพัก ด้านข้างลำตัวพิงกับชั้นวางหนังสือ เส้นผมถูกมัดรวบไว้เป็นหางม้าสูงไม่ตึงนัก มีปอยผมตกลงมาข้างแก้ม และบริเวณหน้าผาก เธอกำลังให้ความสนใจกับการอ่านคำโปรยของหนังสือในมือ ชายหนุ่มมองภาพนั้นเพลินตาจนลืมเอ่ยปากทักทาย

            “เรียบร้อยแล้วค่ะพี่เธียร ได้มาหลายเล่มเลย”

            “งั้นให้พี่ช่วยถือนะ”

            เขาหันกลับไปมองผู้ที่กำลังให้ความสนใจก่อนหน้านี้อีกครั้ง ก็ไม่พบเธอแล้ว

            “มองหาใครเหรอคะ”

            “เปล่าครับ เหมือนพี่จะเจอคนรู้จัก แต่คงออกไปแล้ว เรากลับกันเถอะ เดี๋ยวคุณแม่จะรอนาน”

            “ค่ะ”

            สองหนุ่มสาวเดินเคียงกันออกไป ซึ่งขณะนั้นกันธิชากำลังชำระเงินค่าหนังสืออยู่ที่เคาน์เตอร์ เธอหันมาเห็นคนทั้งคู่กำลังเดินออกมาพอดี แต่ไม่ทันที่จะเอ่ยทักทาย พวกเขาก็เดินออกไปเสียก่อน อีกทั้งชายหนุ่มก็ไม่ได้มาเพียงลำพังเธอจึงไม่กล้าตามออกไปทักและคง ไม่จำเป็นขนาดนั้น หญิงสาวชำระเงินค่าหนังสือเรียบร้อยก็เดินข้ามถนนมาอีกฝั่งหน้าห้างสรรพสินค้า วันนี้ร้านอาหารปิดครึ่งวันบ่ายเพราะปรับปรุงระบบการระบายน้ำใหม่ จึงพอมีเวลาส่วนตัวทำอะไรได้บ้างก่อนไปรับชลธิษาที่มหาวิทยาลัยแทนวาโย เพราะเขาอาสาอยู่ดูแลที่ร้านเองเนื่องจากอยากให้เธอได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง เธอเลือกที่จะหามุมสงบนั่งอ่านหนังสือฆ่าเวลา อีกกว่าสองชั่วโมงจะถึงเวลาเลิกเรียนของน้องสาว

ขณะที่สายตากำลังมองหาทำเลที่นั่งอยู่นั้น ร่างสูงของชายคนหนึ่งในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเข้มกับกางยีนบนใบหน้าสวมแว่นกันแดดสีดำเดินผ่านหน้าเธอไป เขาหยุดยืนเหมือนกำลังรอใคร กันธิชารู้สึกราวกับว่าเคยเห็นหน้าของผู้ชายคนนี้ที่ไหนมาก่อนแต่ก็ไม่แน่ใจนัก ชายผู้นั้นยืนอยู่สักครู่ก็มีผู้ชายอีกคนเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางระมัดระวัง

เธอเห็นหน้าพวกเขาไม่ถนัดนัก แต่กระนั้นก็ยังรู้สึกคุ้นกับท่าทางการเดินของผู้ชายคนที่เข้ามาทีหลัง ก่อนที่คนทั้งคู่จะเดินออกไปจากที่ตรงนั้นพร้อมกัน หญิงสาวพยายามนึกทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง แล้วในที่สุด ขนตัวก็ลุกซู่ รู้สึกได้ว่ามือที่จับหนังสืออยู่เย็นเฉียบ แววตาที่หวาดหวั่นเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวกระด้างขึ้น

“เป็นไปไม่ได้ ต้องไม่ใช่!

หญิงสาวรีบตรงไปที่รถและขับไปหาชลธิษาที่มหาวิทยาลัย ตัดสินใจไปรอน้องสาวที่นั่น เพราะขณะนี้เธอไม่ต้องการความเงียบสงบอีกแล้ว

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น