หมอกซ่อนดาว

ตอนที่ 13 : หมอกซ่อนดาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 212
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    10 ส.ค. 62

          อาการบาดเจ็บของเธียรวิชญ์ดีขึ้นมาก เขากลับมาทำงานได้ตามปกติ แม้จะยังเจ็บลึกในบาดแผลผ่าตัดอยู่บ้างเขาก็ไม่นำมาเป็นอุปสรรคในการทำงาน เขาโทรชวนสุดเขตออกไปรับประทานอาหารที่ร้านของกันธิชา หลายวันที่เขานอนเจ็บอยู่ในโรงพยาบาลเธอมาเยี่ยมเขาเพียงครั้งเดียวแล้วก็หายเงียบไป ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นที่ร้านหรือเปล่า แต่ทันทีที่เห็นหน้าของเพื่อนรักเขาก็ต้องประหลาดใจ

          “แกเป็นอะไรของแก หน้าตายังกะคนท้องผูก”

            “เมื่อวันก่อนได้ข่าวจากยัยเพียงว่าร้านอาหารของคุณธารประสบปัญหาน่ะสิ ไม่มีลูกค้าเข้าร้านตั้งแต่วันเกิดเรื่องของแก ตอนนี้ทุกคนกำลังทำกิจกรรมโปรโมทร้านกันอยู่ คิด ๆ ดูแล้ว แกกับฉันก็มีส่วนผิดเหมือนกัน”

            “จะกลัวอะไรกันนักหนา คนที่มือปืนมันจะฆ่าคือฉันต่างหาก แค่นี้ก็ตื่นกลัวกันไปได้”

            “มันก็ธรรมดานะ เกิดเรื่องแบบนั้นเป็นใครก็กลัว เห็นว่ามีลูกค้าเข้าร้านแต่ก็ไม่เยอะเหมือนเมื่อก่อน ขาดทุนไปหลายบาททีเดียว ไม่รู้จะช่วยยังไงดี”

            เธียรวิชญ์ใช้เวลาไตร่ตรองไม่นานก่อนลากสุดเขตออกไปกับเขา

            “แกจะพาฉันไปไหนไอ้เธียร ไปร้านคุณธารเหรอวะ บอกนายภาคหรือยัง”

            “ไอ้มือปืนมันคงไม่จ้องเล่นงานฉันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงหรอก”

          แต่ก่อนที่เธียรวิชญ์จะขับรถออกไป ร่างสูงใหญ่ของนายภาคก็เข้ามาขวางไว้

            “คุณเธียรจะออกไปไหนครับ”

            “ฉันจะไปทำธุระ นายภาคไม่ต้องตามฉันหรอก”

            “ไม่ได้ครับ ช่วงนี้ผมไม่ไว้ใจ”

            เธียรวิชญ์ถอนใจเพราะรู้ดีว่านายภาคเชื่อฟังคำสั่งเขามาตลอด แต่ถ้าคิดจะขัดคำสั่งละก็ไม่มีใครห้ามเขาได้

            “ถ้างั้นนายภาคก็ตามฉันไปห่าง ๆ ก็แล้วกัน ใครเขาเห็นเข้าจะยิ่งแตกตื่น ถึงขนาดต้องมีคนคุ้มกัน”

            เธียรวิชญ์ขับรถออกไปส่วนนายภาคยืมรถจักรยานยนต์ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยขับตามไปห่าง ๆ

            “แกจะไปทำอะไรได้วะไอ้เธียร สั่งอาหารสักร้อยอย่างหรือไง”

            ชายหนุ่มไม่ใส่ใจตอบคำถาม เขาขับรถมุ่งหน้าสู่ร้านอาหารของกันธิชา ทันทีที่ถึงประตูทางเข้าร้าน ก็เห็นคนสวมชุดมาสคอตสองคนกำลังยืนแจกโบร์ชัวร์แนะนำร้านแก่ลูกค้าอยู่

            “ลงทุนขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ร้อนตายชัก”

            “เข้าไปหาพวกเขาดีกว่า” เธียรวิชญ์เดินนำหน้าเพื่อนอย่างไม่รีรอ

            ตุ๊กตาสองตัวหันมาทางพวกเขา แต่ก็ไม่ยื่นโบรชัวร์ให้ หนึ่งในตุ๊กตาเดินดิ่งไปหาพวกเขาสองคน และทำท่าจะเอาเรื่องเธียรวิชญ์ สุดเขตเข้าขวางไว้ นายภาคที่เห็นเหตุการณ์อยู่ไกล ๆ เตรียมจับปืนที่เหน็บเอวระยะนี้เขาไม่พลาดเป้าแน่ แต่เมื่อเห็นว่าสุดเขตน่าจะรู้จักกับสองคนในชุดตุ๊กตานั้นจึงได้แต่เฝ้าระวังต่อไป

            “ใจเย็นก่อนครับ คุณวาโย นั่นคุณธารใช่ไหมครับ”

            วาโยถอดหัวตุ๊กตาออก ใบหน้าชุ่มไปด้วยเหงื่อ ส่วนหญิงสาวก็ทำเช่นเดียวกัน

            “เชิญพวกคุณสองคนด้านในก่อนเถอะค่ะ” กันธิชาเอ่ยต้อนรับ

            “ไม่รู้จะมาทำไม ถ้าเกิดเรื่องขึ้นอีก ร้านธารคงเจ๊งไม่เป็นท่า”

            “ผมคงไม่ดวงซวยขนาดนั้นหรอกมั้งคุณ” เธียรวิชญ์หมดความอดทน เขานึกหมั่นไส้ชายหนุ่มรุ่นน้องคนนี้ตั้งแต่ตอนพบกันครั้งที่แล้ว สายตาไม่เป็นมิตรกับเขาเสียเลย

            วาโยทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่เมื่อเห็นสายตาของกันธิชาที่มองมาทำให้เขาจำต้องกลืนทุกอย่างลงไป แล้วหันไปเรียลูกค้าต่อปล่อยให้หญิงสาวต้อนรับชายหนุ่มทั้งสองคนเพียงลำพัง เพราะตัวเขาเองก็รู้สึกเหม็นขี้หน้าคนต้นเหตุอยู่ไม่น้อย ที่ทำให้ร้านของกันธิชาต้องประสบปัญหาแบบนี้ แล้วยังมีหน้าโผล่มาอีก มากไปกว่านั้นยิ่งรู้สึกขัดใจเมื่อเห็นหญิงสาวยังให้การต้อนรับชายหนุ่มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            “วันนี้ร้านของเราปิด ถ้ามารับประทานอาหารคงต้องไปร้านอื่นค่ะ วันนี้เราแค่แจกโบรชัวร์แนะนำโปรโมชั่นที่จะจัดขึ้น”

            “ผมสองคนไม่ได้มาทานข้าวหรอกครับ แค่อยากจะมารับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น” เป็นครั้งแรกที่การสนทนาระหว่างเธียรวิชญ์กับกันธิชาเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง

            “รับผิดชอบอะไรคะ ทุกอย่างมันเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นหรอกค่ะ”

            “ทราบว่าร้านคุณขาดรายได้ก็เพราะผม ๆ เลยอยากรับผิดชอบ”

            “แกจะทำยังไงวะไอ้เธียร” สุดเขตกระซิบ

            “ตลอดเดือนนี้ให้คุณจัดอาหารยี่สิบชุด ชุดละห้าอย่าง ไปส่งที่บริษัทของผมในช่วงพักกลางวันทุกวัน คุณทำได้ไหม โดยที่ร้านของคุณก็ยังเปิดขายตามปกติ คุณจะได้มีรายได้สองทาง”

            “ความคิดแกเยี่ยมไปเลยไอ้เธียร”

            “มันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือเปล่าคะ อีกอย่างคุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้เลย”

            “ให้ไอ้เธียรมันได้มีส่วนรับผิดชอบเถอะครับคุณธาร มันเองก็ไม่สบายใจ”

            “คุณจะสั่งอาหารไปทำไมตั้งมากมายคะ”

            “ผมจะเอาไปเลี้ยงพนักงาน และเป็นการประชาสัมพันธ์ร้านคุณไปในตัวด้วย อาหารรสชาติดี ราคาย่อมเยา คุณอาจจะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นโดยไม่คาดคิด” บนใบหน้าคนพูดมีรอยยิ้มอ่อนบางเคลือบอยู่ขณะสบตาหญิงสาว

            “แต่ว่า...”

            “อย่าเสียเวลาคิดเลยครับ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้คุณช่วยทำอาหารไปส่งที่บริษัทผมที คุณคงรู้จัก”

          “ฉันรู้สึกว่า คุณไม่จำเป็นต้องมาเสียเงินลงทุนกับเรื่องของร้านฉัน”

            “โอ๊ย! ไม่เป็นไรหรอกครับคุณธาร มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นมานิดหน่อยแค่เดือนเดียว ไอ้เธียรมันไม่ขาดทุนหรอกครับ”

            “แต่ฉันว่ามันไม่ใช่เรื่องจำเป็น”

            “คุณอย่าคิดว่าผมเป็นนักธุรกิจ แล้วจะคิดแค่เรื่องกำไรขาดทุนอย่างเดียว ถือซะว่าผมได้ทำบุญสองทางทั้งกับคุณแล้วก็กับพนักงาน” สีหน้าจริงจังของเธียรวิชญ์ทำให้กันธิชานิ่งไป

            “ผมรู้ว่าคุณคงไม่อยากรับความช่วยเหลือจากใครง่าย ๆ แต่นี่มันไม่ใช่แค่คุณ มันรวมถึงทุกคนในร้านของคุณ”

            “ก็ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” แม้จะไม่ยินดีรับความช่วยเหลือจากเขานัก แต่ด้วยสถานการณ์ของร้านในเวลานี้ทำให้เธอยอมรับปาก

            “ถ้าอย่างงั้นฉันคงต้องไปเตรียมตัวบอกแม่ครัวของร้านก่อน แล้วยังต้องซื้ออาหารสดมาเพิ่มอีก”

            “มีอะไรให้ผมสองคนช่วยไหมครับ วันนี้ผมกับไอ้เธียรว่างงาน จริงไหมวะเพื่อน”

            “คงไม่รบกวนพวกคุณสองคนหรอกค่ะ พวกเราทำกันเองได้”

          ขณะนี้อิฐออกไปช่วยแจกโบรชัวร์ให้ลูกค้าแทนเธอคู่กับวาโยอยู่ด้านนอก

            “ทุกคนที่นี่ดูช่วยกันขยันขันแข็งดีจังนะครับ” สุดเขตเอ่ยชม “แล้วเราจะช่วยทำอะไรดีวะไอ้เธียร”

            เธียรวิชญ์กวาดตามองไปทั่วร้าน “ผมว่าเราช่วยกันจัดมุมของร้านใหม่ดีไหมครับ บรรยากาศใหม่ ๆ อาจทำให้ลูกค้าเดิมลืมเรื่องที่เกิดขึ้นบ้างก็ได้"

            “ก็ดีเหมือนกันนะ ผมเห็นด้วยกับไอ้เธียร คุณธารว่าไงครับ”

            “เกรงว่าจะรบกวนพวกคุณน่ะสิคะ อีกอย่างแผลคุณหายดีแล้วเหรอคะ”

            “ดีขึ้นจนเกือบปกติแล้วครับ” อันที่จริงก็ยังเจ็บอยู่บ้างแต่เพราะอยากช่วยจึงทำทีเป็น ไม่เจ็บ

            “งั้นก็แล้วแต่พวกคุณค่ะ ฉันขอตัวเข้าไปคุยกับแม่ครัวก่อนนะคะ” กันธิชาเดินหายเข้าไปในบ้านไม่นาน มีเสียงเอะอะดีใจดังขึ้น เธียรวิชญ์ยิ้มกับตัวเองก่อนช่วยสุดเขตขยับโต๊ะจัดมุมใหม่ให้ร้าน โดยมีสายตาไม่พอใจของวาโยมองอยู่ แต่เขาก็เลือกที่จะนิ่ง เพราะไม่อยากขัดใจกันธิชา ชายหนุ่มถอดชุดมาสคอตออกวางแล้วเตรียมตัวไปอาบน้ำ

            “จะไปรับยัยชลแล้วเหรอคะ”

            “อืม...เห็นว่าวันนี้เลิกแต่วันหน่อย”

            “ทำไมธารปล่อยให้สองคนนั่นเข้ามายุ่งวุ่นวายในร้านของเรา”

            “เขาอาสาช่วยจัดมุมใหม่ให้ร้าน แล้วตลอดเดือนนี้เขายังสั่งอาหารที่ร้านของเรายี่สิบชุด ชุดละห้าอย่างไปส่งที่บริษัทของเขาตอนพักกลางวัน เขาอยากรับผิดชอบ ธารก็เลยปล่อยให้พวกเขาทำ”

          “หาเรื่องเข้ามาใกล้ชิดล่ะสิ” วาโยบ่นงึมงำในลำคอ

            “พี่โยว่าอะไรนะคะ”

            “เปล่า งั้นก็ตามใจธารเถอะ” วาโยเดินห่างออกไป 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น